Cover

118

บ่ายวันที่ 28

[ท่าเรือกัมโพ]

ตึก ตึก

ชายผมทองก้าวลงจากรถแท็กซี่พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสบายอารมณ์

ปลากะพง ปูหิมะ ปลาตาเดียว

ไม่ต้องถ่อไปไหนไกล ที่นี่มีร้านอาหารเรียงรายให้เลือกเต็มไปหมด

‘ชักหิวแล้วสิ หาอะไรกินก่อนดีกว่า’

คิมกิรยอเดินมุ่งหน้าไปยังร้านขายปลาดิบในละแวกนั้น

แต่เดี๋ยวก่อนนะ

ฮันเตอร์ที่อาศัยอยู่ในโซล ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาในที่ห่างไกลแบบนี้งั้นเหรอ?

“ขอแกงปลาอากวีที่หนึ่งครับ~”

เรื่องนี้มันมีเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่

ลำพังแค่ความสัมพันธ์กับจองฮาซองก็กระอักกระอ่วนพอแรงจากคำพูดเรื่อง ‘ระดับที่แตกต่าง’ ในคราวก่อน

แถมเขายังตั้งใจว่าจะเมินเฉยต่อดันเจี้ยนเบรกทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกต่างหาก

‘แค่หลุดปากพูดผิดไปนิดหน่อยไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือจองฮาซองจะสติแตกเมื่อไหร่ก็แค่นั้นแหละ...!’

หมอนั่นคืออันดับ 1 ของแรงกิ้งปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่ของฮันเตอร์จนเกินพอดี

แต่ทางนี้อย่าว่าแต่จะปกป้องประชาชนเลย แม้แต่พลังที่เหมาะสมกับตำแหน่งก็ยังไม่มี ขืนอยู่ต่อมีหวังได้เกิดการปะทะกันเร็วๆ นี้แน่ไม่ใช่เหรอ?

ดังนั้นกิรยอจึงจำใจเลือกหนีมาที่กัมโพ

ที่ที่มีเหยื่อเยอะ

หรือก็คือ ตามธรรมชาติของพวก ‘คีชิมเช’ ที่มักจะวางกับดักไว้ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง เมืองหลวงจึงมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

‘โดยเฉพาะอัตราการเกิดของเกตความเสี่ยงสูงนั้นถือว่าทิ้งห่างที่อื่นแบบไม่เห็นฝุ่น ขนาดที่ว่า 32% ของเกตระดับ A กระจุกตัวอยู่ที่โซลเลยทีเดียว’

ดันเจี้ยนเบรกระดับที่ต้องเรียกตัวคลาส S มีความน่าจะเป็นสูงที่จะเกิดในเมืองหลวง

ดังนั้น กิรยอจึงหนีมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อจะใช้อ้างได้ว่าไปช่วยไม่ทันเพราะปัญหาเรื่องระยะทาง หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

ช่างเป็นเหตุผลในการท่องเที่ยวที่น่าละอายจริงๆ

“มาแล้วครับ แกงปลาอากวี ทานให้อร่อยนะครับ~”

“ขอบคุณครับ”

แต่ว่านะ...

ถึงจะเป็นการหนีหัวซุกหัวซุนมาเหมือนหนูสกปรก แต่แค่นี้ก็ถือเป็นชีวิตที่สุขสบายดุจจักรพรรดิแล้ว

อาหารและที่พัก แค่ใช้เงินแก้ปัญหาก็หาได้ถมเถ

และที่สำคัญ ที่นี่มีทะเลอยู่ใกล้ๆ ด้วย

‘ทะเล!’

ไหนๆ คิมกิรยอก็มาไกลขนาดนี้แล้ว เขาตั้งใจว่าจะเดินชมมหาสมุทรของโลกมนุษย์สักหน่อย

‘น่าตื่นเต้นชะมัด’

แต่ครั้นจะพุ่งตรงไปทะเลทันทีที่มาถึงเลยมันก็น่าเสียดาย

จากการค้นหาข้อมูลล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ก็มีที่เที่ยวอยู่เยอะพอสมควร

‘งั้นเริ่มตระเวนดูบนบกก่อนดีไหมนะ?’

กิรยอจัดการมื้ออาหารด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

จากนี้ไปคือช่วงเวลาแห่งการเสพสุขกับวัฒนธรรมที่เฝ้าฝันหา

อ้อ จริงสิ

จะว่าไป ฉันลืมบอกคังชางโฮเรื่องที่ย้ายมาต่างจังหวัดนี่นา...

‘คงไม่เป็นไรมั้ง?’

สโต๊กเกอร์พรรค์นั้น เดี๋ยวก็คงตรวจสอบตำแหน่งของทางนี้ได้เองแหละ

เอ่อ... ถึงสมมติว่าจะไม่ใช่แบบนั้นก็เถอะ...

พอย้อนนึกถึงบทสนทนาล่าสุด จะให้เป็นฝ่ายโทรไปหาก่อนมันก็กระไรอยู่...

‘คิดดูอีกที ตั้งแต่ตอนนั้นคังชางโฮก็เงียบหายไปเลยแฮะ’

คิมกิรยอพยายามทำเมินความกังวลที่พวยพุ่งขึ้นมา

ใช่แล้ว

ทางนี้เป็นถึงคลาส S คนที่ 4 เชียวนะ จะไปมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ไง?

ฝ่ายนั้นถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็คงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาหรอก ไม่สิ ต้องเป็นอย่างนั้นสิ...

---

สักพักใหญ่ต่อมา

ฉันตระเวนเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในกัมโพที่หาข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ต

เริ่มจากที่แรก ตรงนี้เลย ถนนแฮกุก

‘ไอ้การเดินดูตรอกซอกซอยมันดียังไงฉันก็ไม่เข้าใจหรอกนะ แต่เอาเถอะ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของโลกก็ถือว่าดี!’

จากนั้นก็ไปดูประภาคารที่มีบล็อกเกอร์คนหนึ่งเขียนอวยไส้แตกแหกไส้ฉีก

มันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีรูปทรงแปลกตาซึ่งหาดูไม่ได้ในบ้านเกิดของฉัน ก็ถือว่าดูเพลินไปอีกแบบ

‘จะว่าไป เรือของชาวโลกนี่ลอยได้ด้วยหลักการอะไรน่ะ? ไม่ได้ใช้พลังเวทงั้นเหรอ?’

และสถานที่ยอดฮิตแห่งที่สามที่มาถึง ก็คือเจ้ารังไหมยักษ์อาบเลือดนี่!

โอ้~ ข้างนอกมันขยับยุบยับเหมือนมีชีวิตเลยแฮะ

แลนด์มาร์คที่น่าประทับใจขนาดนี้พวกเขาสร้างขึ้นมายังไ...

“...”

เดี๋ยวนะ ในผลการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ฉันหามา มันมีไอ้นี่ระบุไว้ด้วยเหรอ?

‘ไม่มีทาง’

พอลองตรวจสอบดูทีหลัง สิ่งที่ฉันกำลังมองอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ของขึ้นชื่อของกัมโพ แต่เป็นแค่สถานที่เกิดอุบัติเหตุต่างหาก

ดูท่าต่อให้หนีมาที่นี่ ก็ยังเป็นถิ่นที่คนอาศัยอยู่ ยังไงก็คงหลีกเลี่ยงดันเจี้ยนเบรกไปไม่ได้สินะ

‘นี่มันบ้าอะไรกัน?’

โครงสร้างปริศนาที่ฉันบังเอิญเจอระหว่างทางไปชายหาดนั้นมีเปลือกนอกสานกันห่างๆ จนมองเห็นข้างในได้อย่างชัดเจน

บอกตามตรงว่าไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้เลย

ผิวของมันไม่ใช่เส้นด้าย แต่เหมือนกับ...

เหมือนเอาเนื้อสัตว์มาแผ่ให้บางแล้วแปะทับกันมากกว่า

‘ไม่สิ ไม่ใช่แค่รู้สึกไปเอง แต่นี่มันเนื้อเยื่อที่มีชีวิตจริงๆ นี่หว่า!’

ตึกตัก ตึกตัก

ฉันขมวดคิ้วพลางมองดูรังไหมขนาดยักษ์ที่กำลังเต้นตุบๆ

‘หืม?’

ในจังหวะนั้นเอง

จ้อกแจ้ก จ้อกแจ้ก

มีเสียงคนพูดคุยดังมาจากที่ที่ไม่ไกลนัก

ฉันเผลอก้าวเท้าตามเสียงนั้นไป พอเข้าไปใกล้ก็เห็นผู้ชาย 2 คนกำลังยืนคุยกันอยู่...

“มีแค่ฮันเตอร์รอดออกมาคนเดียวจริงๆ เหรอครับ?”

“แฮ่ก แฮ่ก... ครับ ผะ ผมคนเดียว ผมแค่คนเดียวที่...”

“โธ่เว้ย เรื่องใหญ่แล้วไงเนี่ย”

เห็นป้ายชื่อที่คุ้นตานั่น คนตัวสูงน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมสินะ?

ฉันแอบฟังบทสนทนาของพวกเขา แล้วก็ได้ข้อมูลมาบางส่วน

‘โอ้โห’

ดูเหมือนเจ้ารังไหมสีแดงนี่จะเป็นผลพวงจากการระเบิดของเกตระดับ C สักแห่ง

“ทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ครับ? ไหนบอกว่าเป็นเกตระดับ D ไง แล้วทำไมพอใช้เครื่องวิเคราะห์ถึงกลายเป็นระดับ C ไปได้ หา?”

“คะ คือว่า พวกเราเองก็กำลังตรวจสอบสถานการณ์อยู่ครับ...”

“แล้วหัวหน้าทีมผมล่ะจะทำยังไง! ฮึก หัวหน้า ผมน่าจะพาเขาออกมาด้วยแท้ๆ...!”

นอกจากนี้ ดูเหมือนภายในนั้นจะมีศพของเกตระดับ D ผู้โชคร้ายติดอยู่หนึ่งร่าง

‘ศพ?’

ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว

‘ศพของระดับ D ที่เพิ่งตายงั้นเหรอ?’

หูผึ่ง

จะว่าไป ฉันก็มีแผนจะเปลี่ยนไปใช้ร่างกายที่ดีกว่านี้ถ้าหาปอดมังกรได้นี่นา

แผนการนี้ย่อมต้องการร่างกายใหม่เป็นธรรมดา

และถ้าระดับผู้ตื่นรู้เป็นถึงคลาส D ก็น่าจะไม่เลวเลยสำหรับการใช้เป็นภาชนะทดลองเวทมนตร์ครั้งแรก

“คุณฮันเตอร์ครับ ตรงนี้อันตราย เราไปที่สมาคมกันก่อนเถอะครับ”

“ตะ แต่ไปแบบนี้จะดีเหรอครับ? ระหว่างนี้ถ้าเกิดมีใครเดินไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้ามาใกล้...”

“ผมเรียกกำลังเสริมแล้วครับ เดี๋ยวก็คงปิดกั้นพื้นที่ ไม่ต้องห่วงครับ”

ฉันมองดูพวกเขาเดินจากไป แล้วตัดสินใจในทันที

‘ลองเข้าไปเช็กสภาพศพฮันเตอร์ที่พวกเขาพูดถึงหน่อยดีไหมนะ?’

ในดินแดนที่วัฒนธรรมการเผาศพแพร่หลาย โอกาสที่จะได้เจอศพที่สมบูรณ์นั้นมีไม่มากนัก

‘รีบหาไรร่างกายสำหรับเปลี่ยนเผื่อไว้ก่อนก็น่าจะดี’

ฉันมองทางเข้าของรังที่กำลังขยับไหวแล้วแสยะยิ้ม

คิดจะขโมยศพเชียวนะ

บางทีนี่อาจเป็นอาชญากรรมที่ทำให้ชาวโลกต้องตกตะลึง แต่ว่า...

จะมาหวังมโนธรรมอะไรจากชาวอัลฟาวูรีล่ะ

สำหรับฉัน เปลือกที่ไร้วิญญาณมันก็ไร้ความหมาย สู้ให้จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เอาไปใช้ประโยชน์ ยังดีกว่าปล่อยให้เน่าเปื่อยไปเฉยๆ

---

ในที่สุดก็เข้ามาในรังไหม

ฉันฮัมเพลงพลางสำรวจทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยสีแดงสด

แน่นอนว่าภายในรังมีมอนสเตอร์เดินเพ่นพ่านอยู่ตามที่แอบฟังมา

ร่างกายที่มีขนปุกปุยกับแขนลีบเล็ก

เจ้าสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนนกพิราบเดินสองขานั่น คงจะเป็นโฉมหน้าของมอนสเตอร์ระดับ C ที่สร้างรังไหมเนื้อเยื่อนี่ขึ้นมาสินะ

“กี๊ซซซ!”

บอกตามตรงว่าไม่จำเป็นต้องกลัวพวกมันเลย

เพราะฉันมีวิธีรับมือการโจมตีระดับ C อยู่แล้ว

-เคร้ง!

ว่าแล้วเชียว

แขนลีบๆ ของมอนสเตอร์ตัวนั้นเจาะไอเทมที่กูซอฮยองเสริมแกร่งให้ไม่เข้า แล้วกระเด้งออกไป

“นี่แหละคือความแตกต่างของคอนเนกชัน!”

ฮ่าๆๆๆ

ถ้างั้นความปลอดภัยก็หายห่วง งั้นรีบจัดการให้จบๆ ไป

ฉันเดินย่ำไปบนกองเลือดอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่สนว่าเจ้าสัตว์ประหลาดจะส่งเสียงร้องน่ารำคาญอยู่ข้างๆ หรือไม่

พอเดินมาได้สักพัก ในที่สุดก็เจอฮันเตอร์ที่ตายแล้วตามที่ข้างนอกคุยกัน

กลางทางเดินมีผู้หญิงผมสีฟ้าคนหนึ่งนอนคอพับคออ่อนอยู่

“หืม ร่างเพศหญิงงั้นเหรอ ผิดคาดแฮะ”

แต่ถึงอย่างนั้น ระดับนั้นก็น่าจะใช้เป็นสื่อกลางได้ ฉันจึงตัดสินใจรีบเก็บกู้ศพ

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

กลายเป็นว่าที่นี่มีตัวที่อยากได้ร่างกายของฮันเตอร์อยู่อีกหนึ่งหน่อ

“กรรรร...”

ขนสีน้ำเงินที่ขึ้นปกคลุมหนาแน่นกับแขนที่ยาวเก้งก้าง

ดูแค่นี้อาจจะเหมือนกับมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่เจอมา แต่เจ้านี่พิเศษตรงที่ในมือถืออาวุธอยู่ด้วย

มันคือหัวหน้าเพียงหนึ่งเดียวของรังแห่งนี้ ที่มีสติปัญญาอยู่พอตัว

“ก๊าซซซซ!”

ทันทีที่เห็นฉัน เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นก็อ้าปากกว้างและคำรามลั่น แต่ฉันเมินมันแล้วตั้งสมาธิไปที่การเก็บศพ

“โอ้ว! ลาภลอยชัดๆ พอดูใกล้ๆ แล้วแทบไม่มีรอยเสียหายเลยนี่หว่า”

อึบ

ฉันแบกร่างฮันเตอร์ระดับ D นิรนามขึ้นบ่าแล้วลุกขึ้นยืน

“อ๊ะ!”

และในจังหวะนี้เอง

ฟิ้ววว!

หัวหน้าของที่นี่ขว้างฉมวกในมือมาทางฉันเต็มแรง

แน่นอนว่าฉมวกที่บอสขว้างมา ถูกกำแพงป้องกันที่สร้างจากแหวนที่เสริมแกร่งไว้รับมือกั้นเอาไว้ได้

ใช่ เรื่องแค่นี้คาดการณ์ไว้หมดแล้ว แต่...

ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้ต่างหาก

-เพล้ง!

พร้อมกับเสียงแตกหักที่ฟังดูไม่เป็นมงคล

ฉันสัมผัสได้ว่าม่านป้องกันที่ห่อหุ้มร่างกายสลายหายไปในพริบตา

“เอ๋?”

เพิ่งจะมารู้แจ้งเอาป่านนี้

ความจริงแล้วการเสริมแกร่งของกูซอฮยองไม่ได้อยู่ถาวร

เวทมนตร์ดึกดำบรรพ์ของโลกกระจอกๆ นี่ ทั้งระยะเวลาคงสถานะและขีดจำกัดความเสียหายที่รับได้ มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าขัน

“...อินแชนต์หลุดงั้นเหรอ?”

จบการโจมตีเมื่อครู่ ฉันตระหนักได้ทันทีว่าพลังเวทของกูซอฮยองที่ห่อหุ้มแหวนอยู่ได้หายวับไปจนเกลี้ยง

ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ฉัน...

“ดันมาหลุดเอาตอนนี้เนี่ยนะ?”

อยู่ต่อหน้าบอสระดับ C... โดยที่แทบไม่มีวิธีป้องกันตัวเลยงั้นเหรอ

การไตร่ตรองกินเวลาไม่นาน

ทันทีที่รู้สึกว่าอินแชนต์หลุด ฉันก็ทิ้งศพแล้ววิ่งไปข้างหน้า

“เวรกรรมของฉัน!”

แต่ความเร็วในการตัดสินใจของอีกฝ่ายก็ใช่ย่อย

พอมอนสเตอร์ตัวนั้นเห็นว่าการโจมตีถูกป้องกันไว้ได้ มันก็เรียกอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วเริ่มขว้างหอกครั้งที่สองทันที

“อ๊ากกก!”

ฉึก, ผัวะ!

กระดูกแหลกละเอียด เนื้อหนังฉีกขาด

ในที่สุดร่างกายฉันก็ถูกฉมวกของมอนสเตอร์แทงทะลุ

เลือดที่สาดกระเซ็นออกจากตัวฉัน ไหลรินเพิ่มปริมาณให้กับแอ่งเลือดในรังไหมแห่งนี้

.

.

.

แต่ทว่า...

วิกฤตที่ดูเหมือนจะถึงคราวตายนั้น กลับคลี่คลายลงได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ

[กล่องเซอร์ไพรส์!]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : มอบเอฟเฟกต์ [มึนงง] อย่างรุนแรงให้กับบริเวณโดยรอบ]

เพราะว่า เมื่อคราวที่ไปตลาดครั้งก่อน ฉันซื้ออุปกรณ์เวทชิ้นใหม่มาอันหนึ่งน่ะสิ

“บัดซบเอ๊ย! เกือบตายแล้วไหมล่ะ!”

เดิมทีตั้งใจจะไปซื้อไอเทมเพื่อให้กูซอฮยองช่วยเสริมแกร่งให้...

แต่พอลองเดินดูตามร้าน ดันไปสะดุดตาเจ้าสิ่งนี้เข้า

[กล่องเซอร์ไพรส์!]

อุปกรณ์เวทสายสถานะผิดปกติที่บอกว่ามีโอกาส 95% ที่จะทำให้มอนสเตอร์ระดับ B มึนงงได้

พนักงานขายบอกว่า เจ้านี่ใช้งานยากกว่าที่คิด เพราะมันจะทำให้เจ้าของไอเทมมึนงงไปด้วยโดยไม่เลือกหน้า?

‘นั่นมันปัญหาของพวกผู้ใช้เวทชั้นต่ำต่างหาก’

แต่ตรงจุดนี้แหละที่ความพิเศษของฉันได้เฉิดฉายอีกครั้ง

ฉันไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเวททำให้มึนงงระดับต่ำแบบนี้ ดังนั้นจึงใช้ [กล่องเซอร์ไพรส์!] ได้อย่างสะดวกสบายกว่าใคร

ตัวอย่างเช่น ทำให้ศัตรูสลบเหมือดไปฝ่ายเดียว แล้วตัวเองก็ยืนหยัดอยู่อย่างผ่าเผยแบบนี้ไง

“อูยยย...”

รู้งี้ไม่น่าประมาทว่าเป็นแค่ระดับ C เลยให้ตายสิ...!

เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง ฉันจึงเริ่มจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย

เผื่อว่าระหว่างหนี เอฟเฟกต์มึนงงจะหมดฤทธิ์ ฉันเลยชิงปลิดชีพบอสที่หมดสติอยู่ก่อน โดยการเผาหัวใจทิ้งซะ

-พรึ่บ!

ถ้าไม่มีสร้อยคอไพโรแมนเซอร์ แม้แต่การโจมตีง่ายๆ แค่นี้ก็ทำด้วยตัวเองไม่ได้ ช่างเป็นผู้ตื่นรู้เกรดขยะที่รีไซเคิลไม่ได้จริงๆ เลยนะคิมกิรยอ คิดแล้วก็เจ็บใจชะมัด

แต่ไม่เป็นไร

ชีวิตอันน่าสังเวชแบบนี้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว

‘เสร็จธุระแล้ว รีบออกไปดีกว่า!’

หลังจากบอสตาย

ฉันก็แบกศพฮันเตอร์ที่นอนกองอยู่แล้วมุ่งหน้าออกไปข้างนอก

แถมคราวนี้ต่างจากตอนเข้ามา เพราะฉันหลบหลีกพวกสัตว์ประหลาดอย่างระมัดระวัง

ใช่แล้ว ขอแค่ทำแบบนี้

ขอแค่หนีออกไปได้อย่างปลอดภัย ร่างกายระดับ D ก็จะตกมาอยู่ในมือฉัน...!

-แชะ!

แต่ในวินาทีนั้น

เสียงรบกวนที่คุ้นหูก็ดังกระทบโสตประสาทของฉันที่เพิ่งก้าวออกมานอกรังไหม

-แชะ แชะ

‘เสียงกล้องถ่ายรูป?’

แถมเมื่อหันไปมองตามเสียงอย่างตะกุกตะกัก ปลายสายตาก็ปะทะเข้ากับฝูงชนหน้าใหม่ที่มายืนอออยู่

“เฮ้ย!”

“คุณพระช่วย”

“นั่นมัน...”

จ้อกแจ้ก จ้อกแจ้ก

เจ้าหน้าที่สมาคม

ผู้หญิงถือกล้อง

คนแก่

และคนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้อีกจำนวนหนึ่ง

ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมพวกเขาถึงมามุงกันอยู่ตรงนั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้

‘อืม กฎหมายที่นี่ คดีลักทรัพย์นี่จำคุกกี่ปีนะ?’

ฉันถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังขโมยของเข้าให้แล้ว

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

118

20px

บ่ายวันที่ 28

[ท่าเรือกัมโพ]

ตึก ตึก

ชายผมทองก้าวลงจากรถแท็กซี่พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสบายอารมณ์

ปลากะพง ปูหิมะ ปลาตาเดียว

ไม่ต้องถ่อไปไหนไกล ที่นี่มีร้านอาหารเรียงรายให้เลือกเต็มไปหมด

‘ชักหิวแล้วสิ หาอะไรกินก่อนดีกว่า’

คิมกิรยอเดินมุ่งหน้าไปยังร้านขายปลาดิบในละแวกนั้น

แต่เดี๋ยวก่อนนะ

ฮันเตอร์ที่อาศัยอยู่ในโซล ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาในที่ห่างไกลแบบนี้งั้นเหรอ?

“ขอแกงปลาอากวีที่หนึ่งครับ~”

เรื่องนี้มันมีเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่

ลำพังแค่ความสัมพันธ์กับจองฮาซองก็กระอักกระอ่วนพอแรงจากคำพูดเรื่อง ‘ระดับที่แตกต่าง’ ในคราวก่อน

แถมเขายังตั้งใจว่าจะเมินเฉยต่อดันเจี้ยนเบรกทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกต่างหาก

‘แค่หลุดปากพูดผิดไปนิดหน่อยไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือจองฮาซองจะสติแตกเมื่อไหร่ก็แค่นั้นแหละ...!’

หมอนั่นคืออันดับ 1 ของแรงกิ้งปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่ของฮันเตอร์จนเกินพอดี

แต่ทางนี้อย่าว่าแต่จะปกป้องประชาชนเลย แม้แต่พลังที่เหมาะสมกับตำแหน่งก็ยังไม่มี ขืนอยู่ต่อมีหวังได้เกิดการปะทะกันเร็วๆ นี้แน่ไม่ใช่เหรอ?

ดังนั้นกิรยอจึงจำใจเลือกหนีมาที่กัมโพ

ที่ที่มีเหยื่อเยอะ

หรือก็คือ ตามธรรมชาติของพวก ‘คีชิมเช’ ที่มักจะวางกับดักไว้ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง เมืองหลวงจึงมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

‘โดยเฉพาะอัตราการเกิดของเกตความเสี่ยงสูงนั้นถือว่าทิ้งห่างที่อื่นแบบไม่เห็นฝุ่น ขนาดที่ว่า 32% ของเกตระดับ A กระจุกตัวอยู่ที่โซลเลยทีเดียว’

ดันเจี้ยนเบรกระดับที่ต้องเรียกตัวคลาส S มีความน่าจะเป็นสูงที่จะเกิดในเมืองหลวง

ดังนั้น กิรยอจึงหนีมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อจะใช้อ้างได้ว่าไปช่วยไม่ทันเพราะปัญหาเรื่องระยะทาง หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

ช่างเป็นเหตุผลในการท่องเที่ยวที่น่าละอายจริงๆ

“มาแล้วครับ แกงปลาอากวี ทานให้อร่อยนะครับ~”

“ขอบคุณครับ”

แต่ว่านะ...

ถึงจะเป็นการหนีหัวซุกหัวซุนมาเหมือนหนูสกปรก แต่แค่นี้ก็ถือเป็นชีวิตที่สุขสบายดุจจักรพรรดิแล้ว

อาหารและที่พัก แค่ใช้เงินแก้ปัญหาก็หาได้ถมเถ

และที่สำคัญ ที่นี่มีทะเลอยู่ใกล้ๆ ด้วย

‘ทะเล!’

ไหนๆ คิมกิรยอก็มาไกลขนาดนี้แล้ว เขาตั้งใจว่าจะเดินชมมหาสมุทรของโลกมนุษย์สักหน่อย

‘น่าตื่นเต้นชะมัด’

แต่ครั้นจะพุ่งตรงไปทะเลทันทีที่มาถึงเลยมันก็น่าเสียดาย

จากการค้นหาข้อมูลล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ก็มีที่เที่ยวอยู่เยอะพอสมควร

‘งั้นเริ่มตระเวนดูบนบกก่อนดีไหมนะ?’

กิรยอจัดการมื้ออาหารด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข

จากนี้ไปคือช่วงเวลาแห่งการเสพสุขกับวัฒนธรรมที่เฝ้าฝันหา

อ้อ จริงสิ

จะว่าไป ฉันลืมบอกคังชางโฮเรื่องที่ย้ายมาต่างจังหวัดนี่นา...

‘คงไม่เป็นไรมั้ง?’

สโต๊กเกอร์พรรค์นั้น เดี๋ยวก็คงตรวจสอบตำแหน่งของทางนี้ได้เองแหละ

เอ่อ... ถึงสมมติว่าจะไม่ใช่แบบนั้นก็เถอะ...

พอย้อนนึกถึงบทสนทนาล่าสุด จะให้เป็นฝ่ายโทรไปหาก่อนมันก็กระไรอยู่...

‘คิดดูอีกที ตั้งแต่ตอนนั้นคังชางโฮก็เงียบหายไปเลยแฮะ’

คิมกิรยอพยายามทำเมินความกังวลที่พวยพุ่งขึ้นมา

ใช่แล้ว

ทางนี้เป็นถึงคลาส S คนที่ 4 เชียวนะ จะไปมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ไง?

ฝ่ายนั้นถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็คงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาหรอก ไม่สิ ต้องเป็นอย่างนั้นสิ...

---

สักพักใหญ่ต่อมา

ฉันตระเวนเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในกัมโพที่หาข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ต

เริ่มจากที่แรก ตรงนี้เลย ถนนแฮกุก

‘ไอ้การเดินดูตรอกซอกซอยมันดียังไงฉันก็ไม่เข้าใจหรอกนะ แต่เอาเถอะ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของโลกก็ถือว่าดี!’

จากนั้นก็ไปดูประภาคารที่มีบล็อกเกอร์คนหนึ่งเขียนอวยไส้แตกแหกไส้ฉีก

มันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีรูปทรงแปลกตาซึ่งหาดูไม่ได้ในบ้านเกิดของฉัน ก็ถือว่าดูเพลินไปอีกแบบ

‘จะว่าไป เรือของชาวโลกนี่ลอยได้ด้วยหลักการอะไรน่ะ? ไม่ได้ใช้พลังเวทงั้นเหรอ?’

และสถานที่ยอดฮิตแห่งที่สามที่มาถึง ก็คือเจ้ารังไหมยักษ์อาบเลือดนี่!

โอ้~ ข้างนอกมันขยับยุบยับเหมือนมีชีวิตเลยแฮะ

แลนด์มาร์คที่น่าประทับใจขนาดนี้พวกเขาสร้างขึ้นมายังไ...

“...”

เดี๋ยวนะ ในผลการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ฉันหามา มันมีไอ้นี่ระบุไว้ด้วยเหรอ?

‘ไม่มีทาง’

พอลองตรวจสอบดูทีหลัง สิ่งที่ฉันกำลังมองอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ของขึ้นชื่อของกัมโพ แต่เป็นแค่สถานที่เกิดอุบัติเหตุต่างหาก

ดูท่าต่อให้หนีมาที่นี่ ก็ยังเป็นถิ่นที่คนอาศัยอยู่ ยังไงก็คงหลีกเลี่ยงดันเจี้ยนเบรกไปไม่ได้สินะ

‘นี่มันบ้าอะไรกัน?’

โครงสร้างปริศนาที่ฉันบังเอิญเจอระหว่างทางไปชายหาดนั้นมีเปลือกนอกสานกันห่างๆ จนมองเห็นข้างในได้อย่างชัดเจน

บอกตามตรงว่าไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้เลย

ผิวของมันไม่ใช่เส้นด้าย แต่เหมือนกับ...

เหมือนเอาเนื้อสัตว์มาแผ่ให้บางแล้วแปะทับกันมากกว่า

‘ไม่สิ ไม่ใช่แค่รู้สึกไปเอง แต่นี่มันเนื้อเยื่อที่มีชีวิตจริงๆ นี่หว่า!’

ตึกตัก ตึกตัก

ฉันขมวดคิ้วพลางมองดูรังไหมขนาดยักษ์ที่กำลังเต้นตุบๆ

‘หืม?’

ในจังหวะนั้นเอง

จ้อกแจ้ก จ้อกแจ้ก

มีเสียงคนพูดคุยดังมาจากที่ที่ไม่ไกลนัก

ฉันเผลอก้าวเท้าตามเสียงนั้นไป พอเข้าไปใกล้ก็เห็นผู้ชาย 2 คนกำลังยืนคุยกันอยู่...

“มีแค่ฮันเตอร์รอดออกมาคนเดียวจริงๆ เหรอครับ?”

“แฮ่ก แฮ่ก... ครับ ผะ ผมคนเดียว ผมแค่คนเดียวที่...”

“โธ่เว้ย เรื่องใหญ่แล้วไงเนี่ย”

เห็นป้ายชื่อที่คุ้นตานั่น คนตัวสูงน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมสินะ?

ฉันแอบฟังบทสนทนาของพวกเขา แล้วก็ได้ข้อมูลมาบางส่วน

‘โอ้โห’

ดูเหมือนเจ้ารังไหมสีแดงนี่จะเป็นผลพวงจากการระเบิดของเกตระดับ C สักแห่ง

“ทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ครับ? ไหนบอกว่าเป็นเกตระดับ D ไง แล้วทำไมพอใช้เครื่องวิเคราะห์ถึงกลายเป็นระดับ C ไปได้ หา?”

“คะ คือว่า พวกเราเองก็กำลังตรวจสอบสถานการณ์อยู่ครับ...”

“แล้วหัวหน้าทีมผมล่ะจะทำยังไง! ฮึก หัวหน้า ผมน่าจะพาเขาออกมาด้วยแท้ๆ...!”

นอกจากนี้ ดูเหมือนภายในนั้นจะมีศพของเกตระดับ D ผู้โชคร้ายติดอยู่หนึ่งร่าง

‘ศพ?’

ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว

‘ศพของระดับ D ที่เพิ่งตายงั้นเหรอ?’

หูผึ่ง

จะว่าไป ฉันก็มีแผนจะเปลี่ยนไปใช้ร่างกายที่ดีกว่านี้ถ้าหาปอดมังกรได้นี่นา

แผนการนี้ย่อมต้องการร่างกายใหม่เป็นธรรมดา

และถ้าระดับผู้ตื่นรู้เป็นถึงคลาส D ก็น่าจะไม่เลวเลยสำหรับการใช้เป็นภาชนะทดลองเวทมนตร์ครั้งแรก

“คุณฮันเตอร์ครับ ตรงนี้อันตราย เราไปที่สมาคมกันก่อนเถอะครับ”

“ตะ แต่ไปแบบนี้จะดีเหรอครับ? ระหว่างนี้ถ้าเกิดมีใครเดินไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้ามาใกล้...”

“ผมเรียกกำลังเสริมแล้วครับ เดี๋ยวก็คงปิดกั้นพื้นที่ ไม่ต้องห่วงครับ”

ฉันมองดูพวกเขาเดินจากไป แล้วตัดสินใจในทันที

‘ลองเข้าไปเช็กสภาพศพฮันเตอร์ที่พวกเขาพูดถึงหน่อยดีไหมนะ?’

ในดินแดนที่วัฒนธรรมการเผาศพแพร่หลาย โอกาสที่จะได้เจอศพที่สมบูรณ์นั้นมีไม่มากนัก

‘รีบหาไรร่างกายสำหรับเปลี่ยนเผื่อไว้ก่อนก็น่าจะดี’

ฉันมองทางเข้าของรังที่กำลังขยับไหวแล้วแสยะยิ้ม

คิดจะขโมยศพเชียวนะ

บางทีนี่อาจเป็นอาชญากรรมที่ทำให้ชาวโลกต้องตกตะลึง แต่ว่า...

จะมาหวังมโนธรรมอะไรจากชาวอัลฟาวูรีล่ะ

สำหรับฉัน เปลือกที่ไร้วิญญาณมันก็ไร้ความหมาย สู้ให้จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เอาไปใช้ประโยชน์ ยังดีกว่าปล่อยให้เน่าเปื่อยไปเฉยๆ

---

ในที่สุดก็เข้ามาในรังไหม

ฉันฮัมเพลงพลางสำรวจทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยสีแดงสด

แน่นอนว่าภายในรังมีมอนสเตอร์เดินเพ่นพ่านอยู่ตามที่แอบฟังมา

ร่างกายที่มีขนปุกปุยกับแขนลีบเล็ก

เจ้าสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนนกพิราบเดินสองขานั่น คงจะเป็นโฉมหน้าของมอนสเตอร์ระดับ C ที่สร้างรังไหมเนื้อเยื่อนี่ขึ้นมาสินะ

“กี๊ซซซ!”

บอกตามตรงว่าไม่จำเป็นต้องกลัวพวกมันเลย

เพราะฉันมีวิธีรับมือการโจมตีระดับ C อยู่แล้ว

-เคร้ง!

ว่าแล้วเชียว

แขนลีบๆ ของมอนสเตอร์ตัวนั้นเจาะไอเทมที่กูซอฮยองเสริมแกร่งให้ไม่เข้า แล้วกระเด้งออกไป

“นี่แหละคือความแตกต่างของคอนเนกชัน!”

ฮ่าๆๆๆ

ถ้างั้นความปลอดภัยก็หายห่วง งั้นรีบจัดการให้จบๆ ไป

ฉันเดินย่ำไปบนกองเลือดอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่สนว่าเจ้าสัตว์ประหลาดจะส่งเสียงร้องน่ารำคาญอยู่ข้างๆ หรือไม่

พอเดินมาได้สักพัก ในที่สุดก็เจอฮันเตอร์ที่ตายแล้วตามที่ข้างนอกคุยกัน

กลางทางเดินมีผู้หญิงผมสีฟ้าคนหนึ่งนอนคอพับคออ่อนอยู่

“หืม ร่างเพศหญิงงั้นเหรอ ผิดคาดแฮะ”

แต่ถึงอย่างนั้น ระดับนั้นก็น่าจะใช้เป็นสื่อกลางได้ ฉันจึงตัดสินใจรีบเก็บกู้ศพ

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

กลายเป็นว่าที่นี่มีตัวที่อยากได้ร่างกายของฮันเตอร์อยู่อีกหนึ่งหน่อ

“กรรรร...”

ขนสีน้ำเงินที่ขึ้นปกคลุมหนาแน่นกับแขนที่ยาวเก้งก้าง

ดูแค่นี้อาจจะเหมือนกับมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่เจอมา แต่เจ้านี่พิเศษตรงที่ในมือถืออาวุธอยู่ด้วย

มันคือหัวหน้าเพียงหนึ่งเดียวของรังแห่งนี้ ที่มีสติปัญญาอยู่พอตัว

“ก๊าซซซซ!”

ทันทีที่เห็นฉัน เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นก็อ้าปากกว้างและคำรามลั่น แต่ฉันเมินมันแล้วตั้งสมาธิไปที่การเก็บศพ

“โอ้ว! ลาภลอยชัดๆ พอดูใกล้ๆ แล้วแทบไม่มีรอยเสียหายเลยนี่หว่า”

อึบ

ฉันแบกร่างฮันเตอร์ระดับ D นิรนามขึ้นบ่าแล้วลุกขึ้นยืน

“อ๊ะ!”

และในจังหวะนี้เอง

ฟิ้ววว!

หัวหน้าของที่นี่ขว้างฉมวกในมือมาทางฉันเต็มแรง

แน่นอนว่าฉมวกที่บอสขว้างมา ถูกกำแพงป้องกันที่สร้างจากแหวนที่เสริมแกร่งไว้รับมือกั้นเอาไว้ได้

ใช่ เรื่องแค่นี้คาดการณ์ไว้หมดแล้ว แต่...

ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้ต่างหาก

-เพล้ง!

พร้อมกับเสียงแตกหักที่ฟังดูไม่เป็นมงคล

ฉันสัมผัสได้ว่าม่านป้องกันที่ห่อหุ้มร่างกายสลายหายไปในพริบตา

“เอ๋?”

เพิ่งจะมารู้แจ้งเอาป่านนี้

ความจริงแล้วการเสริมแกร่งของกูซอฮยองไม่ได้อยู่ถาวร

เวทมนตร์ดึกดำบรรพ์ของโลกกระจอกๆ นี่ ทั้งระยะเวลาคงสถานะและขีดจำกัดความเสียหายที่รับได้ มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าขัน

“...อินแชนต์หลุดงั้นเหรอ?”

จบการโจมตีเมื่อครู่ ฉันตระหนักได้ทันทีว่าพลังเวทของกูซอฮยองที่ห่อหุ้มแหวนอยู่ได้หายวับไปจนเกลี้ยง

ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ฉัน...

“ดันมาหลุดเอาตอนนี้เนี่ยนะ?”

อยู่ต่อหน้าบอสระดับ C... โดยที่แทบไม่มีวิธีป้องกันตัวเลยงั้นเหรอ

การไตร่ตรองกินเวลาไม่นาน

ทันทีที่รู้สึกว่าอินแชนต์หลุด ฉันก็ทิ้งศพแล้ววิ่งไปข้างหน้า

“เวรกรรมของฉัน!”

แต่ความเร็วในการตัดสินใจของอีกฝ่ายก็ใช่ย่อย

พอมอนสเตอร์ตัวนั้นเห็นว่าการโจมตีถูกป้องกันไว้ได้ มันก็เรียกอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วเริ่มขว้างหอกครั้งที่สองทันที

“อ๊ากกก!”

ฉึก, ผัวะ!

กระดูกแหลกละเอียด เนื้อหนังฉีกขาด

ในที่สุดร่างกายฉันก็ถูกฉมวกของมอนสเตอร์แทงทะลุ

เลือดที่สาดกระเซ็นออกจากตัวฉัน ไหลรินเพิ่มปริมาณให้กับแอ่งเลือดในรังไหมแห่งนี้

.

.

.

แต่ทว่า...

วิกฤตที่ดูเหมือนจะถึงคราวตายนั้น กลับคลี่คลายลงได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ

[กล่องเซอร์ไพรส์!]

[ระดับ : ยูนิค]

[คำอธิบาย : มอบเอฟเฟกต์ [มึนงง] อย่างรุนแรงให้กับบริเวณโดยรอบ]

เพราะว่า เมื่อคราวที่ไปตลาดครั้งก่อน ฉันซื้ออุปกรณ์เวทชิ้นใหม่มาอันหนึ่งน่ะสิ

“บัดซบเอ๊ย! เกือบตายแล้วไหมล่ะ!”

เดิมทีตั้งใจจะไปซื้อไอเทมเพื่อให้กูซอฮยองช่วยเสริมแกร่งให้...

แต่พอลองเดินดูตามร้าน ดันไปสะดุดตาเจ้าสิ่งนี้เข้า

[กล่องเซอร์ไพรส์!]

อุปกรณ์เวทสายสถานะผิดปกติที่บอกว่ามีโอกาส 95% ที่จะทำให้มอนสเตอร์ระดับ B มึนงงได้

พนักงานขายบอกว่า เจ้านี่ใช้งานยากกว่าที่คิด เพราะมันจะทำให้เจ้าของไอเทมมึนงงไปด้วยโดยไม่เลือกหน้า?

‘นั่นมันปัญหาของพวกผู้ใช้เวทชั้นต่ำต่างหาก’

แต่ตรงจุดนี้แหละที่ความพิเศษของฉันได้เฉิดฉายอีกครั้ง

ฉันไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเวททำให้มึนงงระดับต่ำแบบนี้ ดังนั้นจึงใช้ [กล่องเซอร์ไพรส์!] ได้อย่างสะดวกสบายกว่าใคร

ตัวอย่างเช่น ทำให้ศัตรูสลบเหมือดไปฝ่ายเดียว แล้วตัวเองก็ยืนหยัดอยู่อย่างผ่าเผยแบบนี้ไง

“อูยยย...”

รู้งี้ไม่น่าประมาทว่าเป็นแค่ระดับ C เลยให้ตายสิ...!

เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง ฉันจึงเริ่มจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย

เผื่อว่าระหว่างหนี เอฟเฟกต์มึนงงจะหมดฤทธิ์ ฉันเลยชิงปลิดชีพบอสที่หมดสติอยู่ก่อน โดยการเผาหัวใจทิ้งซะ

-พรึ่บ!

ถ้าไม่มีสร้อยคอไพโรแมนเซอร์ แม้แต่การโจมตีง่ายๆ แค่นี้ก็ทำด้วยตัวเองไม่ได้ ช่างเป็นผู้ตื่นรู้เกรดขยะที่รีไซเคิลไม่ได้จริงๆ เลยนะคิมกิรยอ คิดแล้วก็เจ็บใจชะมัด

แต่ไม่เป็นไร

ชีวิตอันน่าสังเวชแบบนี้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว

‘เสร็จธุระแล้ว รีบออกไปดีกว่า!’

หลังจากบอสตาย

ฉันก็แบกศพฮันเตอร์ที่นอนกองอยู่แล้วมุ่งหน้าออกไปข้างนอก

แถมคราวนี้ต่างจากตอนเข้ามา เพราะฉันหลบหลีกพวกสัตว์ประหลาดอย่างระมัดระวัง

ใช่แล้ว ขอแค่ทำแบบนี้

ขอแค่หนีออกไปได้อย่างปลอดภัย ร่างกายระดับ D ก็จะตกมาอยู่ในมือฉัน...!

-แชะ!

แต่ในวินาทีนั้น

เสียงรบกวนที่คุ้นหูก็ดังกระทบโสตประสาทของฉันที่เพิ่งก้าวออกมานอกรังไหม

-แชะ แชะ

‘เสียงกล้องถ่ายรูป?’

แถมเมื่อหันไปมองตามเสียงอย่างตะกุกตะกัก ปลายสายตาก็ปะทะเข้ากับฝูงชนหน้าใหม่ที่มายืนอออยู่

“เฮ้ย!”

“คุณพระช่วย”

“นั่นมัน...”

จ้อกแจ้ก จ้อกแจ้ก

เจ้าหน้าที่สมาคม

ผู้หญิงถือกล้อง

คนแก่

และคนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้อีกจำนวนหนึ่ง

ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมพวกเขาถึงมามุงกันอยู่ตรงนั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้

‘อืม กฎหมายที่นี่ คดีลักทรัพย์นี่จำคุกกี่ปีนะ?’

ฉันถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังขโมยของเข้าให้แล้ว