บ่ายวันที่ 28
[ท่าเรือกัมโพ]
ตึก ตึก
ชายผมทองก้าวลงจากรถแท็กซี่พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสบายอารมณ์
ปลากะพง ปูหิมะ ปลาตาเดียว
ไม่ต้องถ่อไปไหนไกล ที่นี่มีร้านอาหารเรียงรายให้เลือกเต็มไปหมด
‘ชักหิวแล้วสิ หาอะไรกินก่อนดีกว่า’
คิมกิรยอเดินมุ่งหน้าไปยังร้านขายปลาดิบในละแวกนั้น
แต่เดี๋ยวก่อนนะ
ฮันเตอร์ที่อาศัยอยู่ในโซล ทำไมจู่ๆ ถึงโผล่มาในที่ห่างไกลแบบนี้งั้นเหรอ?
“ขอแกงปลาอากวีที่หนึ่งครับ~”
เรื่องนี้มันมีเหตุผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่
ลำพังแค่ความสัมพันธ์กับจองฮาซองก็กระอักกระอ่วนพอแรงจากคำพูดเรื่อง ‘ระดับที่แตกต่าง’ ในคราวก่อน
แถมเขายังตั้งใจว่าจะเมินเฉยต่อดันเจี้ยนเบรกทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกต่างหาก
‘แค่หลุดปากพูดผิดไปนิดหน่อยไม่ใช่ปัญหาหรอก ปัญหาคือจองฮาซองจะสติแตกเมื่อไหร่ก็แค่นั้นแหละ...!’
หมอนั่นคืออันดับ 1 ของแรงกิ้งปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับหน้าที่ของฮันเตอร์จนเกินพอดี
แต่ทางนี้อย่าว่าแต่จะปกป้องประชาชนเลย แม้แต่พลังที่เหมาะสมกับตำแหน่งก็ยังไม่มี ขืนอยู่ต่อมีหวังได้เกิดการปะทะกันเร็วๆ นี้แน่ไม่ใช่เหรอ?
ดังนั้นกิรยอจึงจำใจเลือกหนีมาที่กัมโพ
ที่ที่มีเหยื่อเยอะ
หรือก็คือ ตามธรรมชาติของพวก ‘คีชิมเช’ ที่มักจะวางกับดักไว้ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง เมืองหลวงจึงมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
‘โดยเฉพาะอัตราการเกิดของเกตความเสี่ยงสูงนั้นถือว่าทิ้งห่างที่อื่นแบบไม่เห็นฝุ่น ขนาดที่ว่า 32% ของเกตระดับ A กระจุกตัวอยู่ที่โซลเลยทีเดียว’
ดันเจี้ยนเบรกระดับที่ต้องเรียกตัวคลาส S มีความน่าจะเป็นสูงที่จะเกิดในเมืองหลวง
ดังนั้น กิรยอจึงหนีมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ เพื่อจะใช้อ้างได้ว่าไปช่วยไม่ทันเพราะปัญหาเรื่องระยะทาง หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น
ช่างเป็นเหตุผลในการท่องเที่ยวที่น่าละอายจริงๆ
“มาแล้วครับ แกงปลาอากวี ทานให้อร่อยนะครับ~”
“ขอบคุณครับ”
แต่ว่านะ...
ถึงจะเป็นการหนีหัวซุกหัวซุนมาเหมือนหนูสกปรก แต่แค่นี้ก็ถือเป็นชีวิตที่สุขสบายดุจจักรพรรดิแล้ว
อาหารและที่พัก แค่ใช้เงินแก้ปัญหาก็หาได้ถมเถ
และที่สำคัญ ที่นี่มีทะเลอยู่ใกล้ๆ ด้วย
‘ทะเล!’
ไหนๆ คิมกิรยอก็มาไกลขนาดนี้แล้ว เขาตั้งใจว่าจะเดินชมมหาสมุทรของโลกมนุษย์สักหน่อย
‘น่าตื่นเต้นชะมัด’
แต่ครั้นจะพุ่งตรงไปทะเลทันทีที่มาถึงเลยมันก็น่าเสียดาย
จากการค้นหาข้อมูลล่วงหน้าทางอินเทอร์เน็ต หมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ก็มีที่เที่ยวอยู่เยอะพอสมควร
‘งั้นเริ่มตระเวนดูบนบกก่อนดีไหมนะ?’
กิรยอจัดการมื้ออาหารด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
จากนี้ไปคือช่วงเวลาแห่งการเสพสุขกับวัฒนธรรมที่เฝ้าฝันหา
อ้อ จริงสิ
จะว่าไป ฉันลืมบอกคังชางโฮเรื่องที่ย้ายมาต่างจังหวัดนี่นา...
‘คงไม่เป็นไรมั้ง?’
สโต๊กเกอร์พรรค์นั้น เดี๋ยวก็คงตรวจสอบตำแหน่งของทางนี้ได้เองแหละ
เอ่อ... ถึงสมมติว่าจะไม่ใช่แบบนั้นก็เถอะ...
พอย้อนนึกถึงบทสนทนาล่าสุด จะให้เป็นฝ่ายโทรไปหาก่อนมันก็กระไรอยู่...
‘คิดดูอีกที ตั้งแต่ตอนนั้นคังชางโฮก็เงียบหายไปเลยแฮะ’
คิมกิรยอพยายามทำเมินความกังวลที่พวยพุ่งขึ้นมา
ใช่แล้ว
ทางนี้เป็นถึงคลาส S คนที่ 4 เชียวนะ จะไปมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้ไง?
ฝ่ายนั้นถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็คงไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้ามาหรอก ไม่สิ ต้องเป็นอย่างนั้นสิ...
---
สักพักใหญ่ต่อมา
ฉันตระเวนเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวในกัมโพที่หาข้อมูลมาจากอินเทอร์เน็ต
เริ่มจากที่แรก ตรงนี้เลย ถนนแฮกุก
‘ไอ้การเดินดูตรอกซอกซอยมันดียังไงฉันก็ไม่เข้าใจหรอกนะ แต่เอาเถอะ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมของโลกก็ถือว่าดี!’
จากนั้นก็ไปดูประภาคารที่มีบล็อกเกอร์คนหนึ่งเขียนอวยไส้แตกแหกไส้ฉีก
มันเป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีรูปทรงแปลกตาซึ่งหาดูไม่ได้ในบ้านเกิดของฉัน ก็ถือว่าดูเพลินไปอีกแบบ
‘จะว่าไป เรือของชาวโลกนี่ลอยได้ด้วยหลักการอะไรน่ะ? ไม่ได้ใช้พลังเวทงั้นเหรอ?’
และสถานที่ยอดฮิตแห่งที่สามที่มาถึง ก็คือเจ้ารังไหมยักษ์อาบเลือดนี่!
โอ้~ ข้างนอกมันขยับยุบยับเหมือนมีชีวิตเลยแฮะ
แลนด์มาร์คที่น่าประทับใจขนาดนี้พวกเขาสร้างขึ้นมายังไ...
“...”
เดี๋ยวนะ ในผลการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ฉันหามา มันมีไอ้นี่ระบุไว้ด้วยเหรอ?
‘ไม่มีทาง’
พอลองตรวจสอบดูทีหลัง สิ่งที่ฉันกำลังมองอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ของขึ้นชื่อของกัมโพ แต่เป็นแค่สถานที่เกิดอุบัติเหตุต่างหาก
ดูท่าต่อให้หนีมาที่นี่ ก็ยังเป็นถิ่นที่คนอาศัยอยู่ ยังไงก็คงหลีกเลี่ยงดันเจี้ยนเบรกไปไม่ได้สินะ
‘นี่มันบ้าอะไรกัน?’
โครงสร้างปริศนาที่ฉันบังเอิญเจอระหว่างทางไปชายหาดนั้นมีเปลือกนอกสานกันห่างๆ จนมองเห็นข้างในได้อย่างชัดเจน
บอกตามตรงว่าไม่อยากจะเฉียดเข้าไปใกล้เลย
ผิวของมันไม่ใช่เส้นด้าย แต่เหมือนกับ...
เหมือนเอาเนื้อสัตว์มาแผ่ให้บางแล้วแปะทับกันมากกว่า
‘ไม่สิ ไม่ใช่แค่รู้สึกไปเอง แต่นี่มันเนื้อเยื่อที่มีชีวิตจริงๆ นี่หว่า!’
ตึกตัก ตึกตัก
ฉันขมวดคิ้วพลางมองดูรังไหมขนาดยักษ์ที่กำลังเต้นตุบๆ
‘หืม?’
ในจังหวะนั้นเอง
จ้อกแจ้ก จ้อกแจ้ก
มีเสียงคนพูดคุยดังมาจากที่ที่ไม่ไกลนัก
ฉันเผลอก้าวเท้าตามเสียงนั้นไป พอเข้าไปใกล้ก็เห็นผู้ชาย 2 คนกำลังยืนคุยกันอยู่...
“มีแค่ฮันเตอร์รอดออกมาคนเดียวจริงๆ เหรอครับ?”
“แฮ่ก แฮ่ก... ครับ ผะ ผมคนเดียว ผมแค่คนเดียวที่...”
“โธ่เว้ย เรื่องใหญ่แล้วไงเนี่ย”
เห็นป้ายชื่อที่คุ้นตานั่น คนตัวสูงน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมสินะ?
ฉันแอบฟังบทสนทนาของพวกเขา แล้วก็ได้ข้อมูลมาบางส่วน
‘โอ้โห’
ดูเหมือนเจ้ารังไหมสีแดงนี่จะเป็นผลพวงจากการระเบิดของเกตระดับ C สักแห่ง
“ทำไมเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้ครับ? ไหนบอกว่าเป็นเกตระดับ D ไง แล้วทำไมพอใช้เครื่องวิเคราะห์ถึงกลายเป็นระดับ C ไปได้ หา?”
“คะ คือว่า พวกเราเองก็กำลังตรวจสอบสถานการณ์อยู่ครับ...”
“แล้วหัวหน้าทีมผมล่ะจะทำยังไง! ฮึก หัวหน้า ผมน่าจะพาเขาออกมาด้วยแท้ๆ...!”
นอกจากนี้ ดูเหมือนภายในนั้นจะมีศพของเกตระดับ D ผู้โชคร้ายติดอยู่หนึ่งร่าง
‘ศพ?’
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
‘ศพของระดับ D ที่เพิ่งตายงั้นเหรอ?’
หูผึ่ง
จะว่าไป ฉันก็มีแผนจะเปลี่ยนไปใช้ร่างกายที่ดีกว่านี้ถ้าหาปอดมังกรได้นี่นา
แผนการนี้ย่อมต้องการร่างกายใหม่เป็นธรรมดา
และถ้าระดับผู้ตื่นรู้เป็นถึงคลาส D ก็น่าจะไม่เลวเลยสำหรับการใช้เป็นภาชนะทดลองเวทมนตร์ครั้งแรก
“คุณฮันเตอร์ครับ ตรงนี้อันตราย เราไปที่สมาคมกันก่อนเถอะครับ”
“ตะ แต่ไปแบบนี้จะดีเหรอครับ? ระหว่างนี้ถ้าเกิดมีใครเดินไม่รู้อิโหน่อิเหน่เข้ามาใกล้...”
“ผมเรียกกำลังเสริมแล้วครับ เดี๋ยวก็คงปิดกั้นพื้นที่ ไม่ต้องห่วงครับ”
ฉันมองดูพวกเขาเดินจากไป แล้วตัดสินใจในทันที
‘ลองเข้าไปเช็กสภาพศพฮันเตอร์ที่พวกเขาพูดถึงหน่อยดีไหมนะ?’
ในดินแดนที่วัฒนธรรมการเผาศพแพร่หลาย โอกาสที่จะได้เจอศพที่สมบูรณ์นั้นมีไม่มากนัก
‘รีบหาไรร่างกายสำหรับเปลี่ยนเผื่อไว้ก่อนก็น่าจะดี’
ฉันมองทางเข้าของรังที่กำลังขยับไหวแล้วแสยะยิ้ม
คิดจะขโมยศพเชียวนะ
บางทีนี่อาจเป็นอาชญากรรมที่ทำให้ชาวโลกต้องตกตะลึง แต่ว่า...
จะมาหวังมโนธรรมอะไรจากชาวอัลฟาวูรีล่ะ
สำหรับฉัน เปลือกที่ไร้วิญญาณมันก็ไร้ความหมาย สู้ให้จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เอาไปใช้ประโยชน์ ยังดีกว่าปล่อยให้เน่าเปื่อยไปเฉยๆ
---
ในที่สุดก็เข้ามาในรังไหม
ฉันฮัมเพลงพลางสำรวจทัศนียภาพที่เต็มไปด้วยสีแดงสด
แน่นอนว่าภายในรังมีมอนสเตอร์เดินเพ่นพ่านอยู่ตามที่แอบฟังมา
ร่างกายที่มีขนปุกปุยกับแขนลีบเล็ก
เจ้าสิ่งมีชีวิตที่ดูเหมือนนกพิราบเดินสองขานั่น คงจะเป็นโฉมหน้าของมอนสเตอร์ระดับ C ที่สร้างรังไหมเนื้อเยื่อนี่ขึ้นมาสินะ
“กี๊ซซซ!”
บอกตามตรงว่าไม่จำเป็นต้องกลัวพวกมันเลย
เพราะฉันมีวิธีรับมือการโจมตีระดับ C อยู่แล้ว
-เคร้ง!
ว่าแล้วเชียว
แขนลีบๆ ของมอนสเตอร์ตัวนั้นเจาะไอเทมที่กูซอฮยองเสริมแกร่งให้ไม่เข้า แล้วกระเด้งออกไป
“นี่แหละคือความแตกต่างของคอนเนกชัน!”
ฮ่าๆๆๆ
ถ้างั้นความปลอดภัยก็หายห่วง งั้นรีบจัดการให้จบๆ ไป
ฉันเดินย่ำไปบนกองเลือดอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่สนว่าเจ้าสัตว์ประหลาดจะส่งเสียงร้องน่ารำคาญอยู่ข้างๆ หรือไม่
พอเดินมาได้สักพัก ในที่สุดก็เจอฮันเตอร์ที่ตายแล้วตามที่ข้างนอกคุยกัน
กลางทางเดินมีผู้หญิงผมสีฟ้าคนหนึ่งนอนคอพับคออ่อนอยู่
“หืม ร่างเพศหญิงงั้นเหรอ ผิดคาดแฮะ”
แต่ถึงอย่างนั้น ระดับนั้นก็น่าจะใช้เป็นสื่อกลางได้ ฉันจึงตัดสินใจรีบเก็บกู้ศพ
แต่ทว่าตอนนั้นเอง
กลายเป็นว่าที่นี่มีตัวที่อยากได้ร่างกายของฮันเตอร์อยู่อีกหนึ่งหน่อ
“กรรรร...”
ขนสีน้ำเงินที่ขึ้นปกคลุมหนาแน่นกับแขนที่ยาวเก้งก้าง
ดูแค่นี้อาจจะเหมือนกับมอนสเตอร์ตัวอื่นๆ ที่เจอมา แต่เจ้านี่พิเศษตรงที่ในมือถืออาวุธอยู่ด้วย
มันคือหัวหน้าเพียงหนึ่งเดียวของรังแห่งนี้ ที่มีสติปัญญาอยู่พอตัว
“ก๊าซซซซ!”
ทันทีที่เห็นฉัน เจ้าสัตว์ประหลาดนั่นก็อ้าปากกว้างและคำรามลั่น แต่ฉันเมินมันแล้วตั้งสมาธิไปที่การเก็บศพ
“โอ้ว! ลาภลอยชัดๆ พอดูใกล้ๆ แล้วแทบไม่มีรอยเสียหายเลยนี่หว่า”
อึบ
ฉันแบกร่างฮันเตอร์ระดับ D นิรนามขึ้นบ่าแล้วลุกขึ้นยืน
“อ๊ะ!”
และในจังหวะนี้เอง
ฟิ้ววว!
หัวหน้าของที่นี่ขว้างฉมวกในมือมาทางฉันเต็มแรง
แน่นอนว่าฉมวกที่บอสขว้างมา ถูกกำแพงป้องกันที่สร้างจากแหวนที่เสริมแกร่งไว้รับมือกั้นเอาไว้ได้
ใช่ เรื่องแค่นี้คาดการณ์ไว้หมดแล้ว แต่...
ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้ต่างหาก
-เพล้ง!
พร้อมกับเสียงแตกหักที่ฟังดูไม่เป็นมงคล
ฉันสัมผัสได้ว่าม่านป้องกันที่ห่อหุ้มร่างกายสลายหายไปในพริบตา
“เอ๋?”
เพิ่งจะมารู้แจ้งเอาป่านนี้
ความจริงแล้วการเสริมแกร่งของกูซอฮยองไม่ได้อยู่ถาวร
เวทมนตร์ดึกดำบรรพ์ของโลกกระจอกๆ นี่ ทั้งระยะเวลาคงสถานะและขีดจำกัดความเสียหายที่รับได้ มันต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนน่าขัน
“...อินแชนต์หลุดงั้นเหรอ?”
จบการโจมตีเมื่อครู่ ฉันตระหนักได้ทันทีว่าพลังเวทของกูซอฮยองที่ห่อหุ้มแหวนอยู่ได้หายวับไปจนเกลี้ยง
ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ฉัน...
“ดันมาหลุดเอาตอนนี้เนี่ยนะ?”
อยู่ต่อหน้าบอสระดับ C... โดยที่แทบไม่มีวิธีป้องกันตัวเลยงั้นเหรอ
การไตร่ตรองกินเวลาไม่นาน
ทันทีที่รู้สึกว่าอินแชนต์หลุด ฉันก็ทิ้งศพแล้ววิ่งไปข้างหน้า
“เวรกรรมของฉัน!”
แต่ความเร็วในการตัดสินใจของอีกฝ่ายก็ใช่ย่อย
พอมอนสเตอร์ตัวนั้นเห็นว่าการโจมตีถูกป้องกันไว้ได้ มันก็เรียกอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วเริ่มขว้างหอกครั้งที่สองทันที
“อ๊ากกก!”
ฉึก, ผัวะ!
กระดูกแหลกละเอียด เนื้อหนังฉีกขาด
ในที่สุดร่างกายฉันก็ถูกฉมวกของมอนสเตอร์แทงทะลุ
เลือดที่สาดกระเซ็นออกจากตัวฉัน ไหลรินเพิ่มปริมาณให้กับแอ่งเลือดในรังไหมแห่งนี้
.
.
.
แต่ทว่า...
วิกฤตที่ดูเหมือนจะถึงคราวตายนั้น กลับคลี่คลายลงได้ง่ายดายอย่างไม่น่าเชื่อ
[กล่องเซอร์ไพรส์!]
[ระดับ : ยูนิค]
[คำอธิบาย : มอบเอฟเฟกต์ [มึนงง] อย่างรุนแรงให้กับบริเวณโดยรอบ]
เพราะว่า เมื่อคราวที่ไปตลาดครั้งก่อน ฉันซื้ออุปกรณ์เวทชิ้นใหม่มาอันหนึ่งน่ะสิ
“บัดซบเอ๊ย! เกือบตายแล้วไหมล่ะ!”
เดิมทีตั้งใจจะไปซื้อไอเทมเพื่อให้กูซอฮยองช่วยเสริมแกร่งให้...
แต่พอลองเดินดูตามร้าน ดันไปสะดุดตาเจ้าสิ่งนี้เข้า
[กล่องเซอร์ไพรส์!]
อุปกรณ์เวทสายสถานะผิดปกติที่บอกว่ามีโอกาส 95% ที่จะทำให้มอนสเตอร์ระดับ B มึนงงได้
พนักงานขายบอกว่า เจ้านี่ใช้งานยากกว่าที่คิด เพราะมันจะทำให้เจ้าของไอเทมมึนงงไปด้วยโดยไม่เลือกหน้า?
‘นั่นมันปัญหาของพวกผู้ใช้เวทชั้นต่ำต่างหาก’
แต่ตรงจุดนี้แหละที่ความพิเศษของฉันได้เฉิดฉายอีกครั้ง
ฉันไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากเวททำให้มึนงงระดับต่ำแบบนี้ ดังนั้นจึงใช้ [กล่องเซอร์ไพรส์!] ได้อย่างสะดวกสบายกว่าใคร
ตัวอย่างเช่น ทำให้ศัตรูสลบเหมือดไปฝ่ายเดียว แล้วตัวเองก็ยืนหยัดอยู่อย่างผ่าเผยแบบนี้ไง
“อูยยย...”
รู้งี้ไม่น่าประมาทว่าเป็นแค่ระดับ C เลยให้ตายสิ...!
เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำสอง ฉันจึงเริ่มจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย
เผื่อว่าระหว่างหนี เอฟเฟกต์มึนงงจะหมดฤทธิ์ ฉันเลยชิงปลิดชีพบอสที่หมดสติอยู่ก่อน โดยการเผาหัวใจทิ้งซะ
-พรึ่บ!
ถ้าไม่มีสร้อยคอไพโรแมนเซอร์ แม้แต่การโจมตีง่ายๆ แค่นี้ก็ทำด้วยตัวเองไม่ได้ ช่างเป็นผู้ตื่นรู้เกรดขยะที่รีไซเคิลไม่ได้จริงๆ เลยนะคิมกิรยอ คิดแล้วก็เจ็บใจชะมัด
แต่ไม่เป็นไร
ชีวิตอันน่าสังเวชแบบนี้ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว
‘เสร็จธุระแล้ว รีบออกไปดีกว่า!’
หลังจากบอสตาย
ฉันก็แบกศพฮันเตอร์ที่นอนกองอยู่แล้วมุ่งหน้าออกไปข้างนอก
แถมคราวนี้ต่างจากตอนเข้ามา เพราะฉันหลบหลีกพวกสัตว์ประหลาดอย่างระมัดระวัง
ใช่แล้ว ขอแค่ทำแบบนี้
ขอแค่หนีออกไปได้อย่างปลอดภัย ร่างกายระดับ D ก็จะตกมาอยู่ในมือฉัน...!
-แชะ!
แต่ในวินาทีนั้น
เสียงรบกวนที่คุ้นหูก็ดังกระทบโสตประสาทของฉันที่เพิ่งก้าวออกมานอกรังไหม
-แชะ แชะ
‘เสียงกล้องถ่ายรูป?’
แถมเมื่อหันไปมองตามเสียงอย่างตะกุกตะกัก ปลายสายตาก็ปะทะเข้ากับฝูงชนหน้าใหม่ที่มายืนอออยู่
“เฮ้ย!”
“คุณพระช่วย”
“นั่นมัน...”
จ้อกแจ้ก จ้อกแจ้ก
เจ้าหน้าที่สมาคม
ผู้หญิงถือกล้อง
คนแก่
และคนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้อีกจำนวนหนึ่ง
ไม่รู้หรอกนะว่าทำไมพวกเขาถึงมามุงกันอยู่ตรงนั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้
‘อืม กฎหมายที่นี่ คดีลักทรัพย์นี่จำคุกกี่ปีนะ?’
ฉันถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังขโมยของเข้าให้แล้ว