เวลาผ่านไปสองวัน
ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด-ติ๊ด
ฉันควานหาต้นตอของเสียงที่ดังมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
หน้าจอแสดงเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยและไม่ได้บันทึกชื่อเอาไว้
แต่การที่มีสายโทรเข้ามาในจังหวะนี้ ก็คงจะเป็นการติดต่อมาจากมนุษย์ผู้นั้น ฉันจึงกดรับสายโดยไม่รอช้า
ทันทีที่สัญญาณเชื่อมต่อ เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นที่ข้างหู
-คิมกิรยอ... เบอร์ของฮันเตอร์ใช่ไหมครับ?
นี่มันเสียงของผู้ชายที่แหบพร่าราวกับแก่ตัวลงไปสิบปีในเวลาแค่สองวันไม่ใช่หรือไง
-ฟังอยู่ใช่ไหมครับ? ผมโกบยองโดเองครับ... โกบยองโด
ฟืด...
เสียงสูดน้ำมูกหรือน้ำตาก็ไม่อาจทราบได้ ดังแทรกเข้ามาผ่านลำโพง
และเหตุผลที่ประธานสมาคมฯ โทรมาด้วยน้ำเสียงหดหู่ขนาดนี้ก็คือ
-คะ คงจะตกใจที่จู่ๆ ผมก็โทรมา แต่ผมมีเรื่องที่อยากจะพูดให้ได้เลยครับ
“ว่ามาสิครับ”
-ผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ คือ... สงสัยตอนนั้นผมจะสติหลุดไปชั่ววูบแน่ๆ ทะ ทั้งหมดนี่เป็นเพราะกิลด์สเปกตรัมจากอเมริกามันยุแยง...!
ฉันเห็นท่าทีที่หักงอของศัตรูแล้วก็อดที่จะแค่นหัวเราะออกมาไม่ได้
ใช่แล้ว
ความจริงก็คือ ตลอด 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา โกบยองโดเพิ่งจะได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานที่ยากจะจินตนาการ
การที่คนระดับประธานสมาคมฮันเตอร์เป็นตัวตั้งตัวตีในการหักหลังพวกนักล่าเสียเองนั้น ไม่ใช่ความเน่าเฟะที่จะใช้สงครามสื่อตื้นๆ มาปกปิดได้มิดหรอกนะ
ศึกครั้งนี้รู้ผลแพ้ชนะกันมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เอสเธอร์งัดเอาไม้ตายลับออกมาแฉลงสื่อ
แต่โกบยองโดกลับไม่รู้ตัวเลยว่าตาชั่งมันเอียงกะเท่เร่ไปไกลแค่ไหน ยังดิ้นรนไปแตะรังแตนที่ไม่ควรแตะเข้าจนได้
[จาก ‘เด็กกลุ่มเสี่ยง’ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า → สู่การผลัดเปลี่ยนกระดูกเป็นฮันเตอร์ระดับ S]
ถ้าให้สรุปสั้นๆ ความลับเล็กๆ น้อยๆ ของฉันก็ถูกเปิดเผยต่อโลกจนได้
และเพราะข่าวบทนี้นี่แหละ ที่ทำให้จอมเวทคำสาประดับ S คนหนึ่งโกรธจนควันออกหู และเร่งวันประหารให้เร็วขึ้น
ตามแผนเดิม ฉันกะว่าจะค่อยๆ ยึดอำนาจของโกบยองโด แล้วรอให้ความสนใจของประชาชนซาลงก่อนค่อยเริ่มบีบให้ตายอย่างช้าๆ
แต่ตอนนี้เอสเธอร์ทนเห็นชาวโลกคนนี้มีลมหายใจอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว
-ผมต้องทำยังไงครับ ฮือ? ผมขอโทษจริงๆ ที่บังอาจไปแตะต้องฮันเตอร์คิมกิรยอ จะให้คุกเข่า... ถ้าสั่งให้คุกเข่าผมก็จะทำครับ!
ถ้าจะให้เปิดเผยความจริงเล็กๆ น้อยๆ ตอนนี้ประธานสมาคมฮันเตอร์กำลังโดน ‘คำสาปบางอย่าง’ เล่นงานอยู่
แถมยังเป็นคำสาปแสนทรมานที่ทำให้ต้องก้มหัวโขกพื้นคารวะเหล่าผู้ตื่นรู้ที่ตัวเองรังเกียจนักหนาโดยอัตโนมัติ
ได้ยินมาว่าช่วงนี้อุปกรณ์ป้องกันคำสาปที่วางขายในตลาดจู่ๆ ก็ขาดตลาดไปดื้อๆ ดูเหมือนเขาเองก็พยายามเตรียมตัวรับมือมาบ้างแล้ว แต่ว่า...
‘คู่ต่อสู้เป็นฮันเตอร์ระดับ S เชียวนะ’
วิชาคำสาปนั้นต่างจากเวทมนตร์แขนงอื่น ตรงที่มันใช้พลังใจเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ
ประธานสมาคมฮันเตอร์ช่างโง่เขลาที่ดันไปเพิ่มความรุนแรงของการโจมตีที่จะได้รับด้วยตัวเองแท้ๆ
ซอเอสเธอร์ในตอนนี้ไม่สนสงครามสื่อหรือหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนแล้ว ประมาณว่าอยากจะฟ้องฉันก็ฟ้องมาเลย
แต่แลกกับการที่ฉันจะลากแกกับโคตรเหง้าศักราชทั้ง 9 ชั่วคนลงนรกไปด้วยกัน เธอเลยกัดประธานสมาคมฯ แบบไม่ปรานี
แถมเวทมนตร์คำสาปก็อย่างที่รู้กันว่าระยะหวังผลมันไกลจนน่าขนลุก
ประธานสมาคมฯ โดนคำสาปกัดกินถึงในห้องนอนตัวเอง ทั้งที่เตรียมการป้องกันไว้ขนาดนั้น
พอได้สัมผัสฤทธิ์เดชของผู้ตื่นรู้เข้ากับตัวแบบนี้ ก็คงจะทำตัวชิลไม่ได้อีกแล้วสินะ
‘ถ้ายอมลงจากตำแหน่งประธานดีๆ แล้วเซ็นสัญญาว่าจะไม่ทำร้ายฉันอีกสักฉบับ เรื่องมันก็คงจบไปเงียบๆ แล้วแท้ๆ...’
เอาเถอะ
ฉันละโทรศัพท์ออกจากหูเล็กน้อยเพื่อครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะพูดกับปลายสาย
“สรุปว่าที่คุณจะบอกก็คือ ทางกิลด์สเปกตรัมบอกว่าผมเป็นตัวปลอม คุณเลยเชื่อแบบนั้นแล้วลงมือทำเรื่องทั้งหมดนี่ลงไปสินะครับ?”
เป็นการยืนยันข้อเท็จจริง
โกบยองโดรีบตอบกลับมาเสียงดังลั่น
เขาพร่ำบอกว่าตัวเองมีความผิดแค่หลงเชื่อคำพูดของพวกอเมริกา และคลานเข่าสาบานว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก
“แหมๆ แต่ถึงยังไงคนที่จ้างวานทหารรับจ้างก็คือมือของคุณเอง แล้วจะมาโทษอเมริกาได้ยังไง...”
-อะ อะไรนะครับ?
“เอาเป็นว่าช่วงบ่ายวันนี้ คุณเอสเธอร์จะเอา [สัญญาอัศวิน] เข้าไปหาหนึ่งใบ คุณก็เตรียมตัวเซ็นชื่อลงไปซะ”
-ดะ เดี๋ยวสิ! ผะ ผมบอกว่าจะขอโทษไงครับ? เรามาเจรจากันแบบปกติเถอะ ไม่เห็นต้องใช้วิธีรุนแรงขนาดนั้นเลย ฮือ? ฮันเตอร์ครับ คุณต้องการอะไร?
ขอโทษครับ! ผมขอโทษจริงๆ!
ฉันเมินเสียงของโกบยองโดที่พ่นคำขอโทษซ้ำซากจนน่าสมเพชทิ้งไปทั้งดุ้น
“ถามว่าต้องการอะไรเหรอ”
ก็นะ ผู้ชายคนนี้ดันไปแตะต้องเผ่าพันธุ์ที่ไม่รู้จักคำว่าให้อภัยที่สุดในโลกเข้าให้แล้ว
ชาวอัลฟาวูรี กับ จอมเวทสายคำสาป
จุดจบของมนุษย์ที่กล้าหาเรื่องสองเผ่าพันธุ์นี้พร้อมกัน มันก็เห็นกันอยู่ชัดๆ
“ถามอะไรที่เป็นของตายแบบนั้นล่ะครับ สิ่งที่ผมต้องการก็คือการที่คุณได้รับโทษไง แค่นี้นะครับ”
-หา? เดี๋ยว...!
ติ๊ด
ฉันวางสายและบล็อกเบอร์ของประธานสมาคมฯ ทันที
และเมื่อผ่านไปอีกไม่กี่วัน ข่าวที่รอคอยก็ผุดขึ้นมาทางทีวีราวดอกเห็ด
[เสียใจที่ทำให้ผิดหวัง... “ประกาศลาออกจากตำแหน่งประธาน”]
[โกบยองโด ก้มหัวขอขมา]
[สุขภาพทรุดกะทันหัน? อดีตประธานฯ อ้างอาการโคม่า แต่ปฏิกิริยาของประชาชนกลับมองอย่างเย็นชาว่าเป็นแผนหนีการจับกุมคดีเงินทุนผิดกฎหมาย...]
เหตุการณ์ครั้งนี้จบลงได้อย่างค่อนข้างง่ายดาย ด้วยหนี้ในอดีตที่ฉันเคยติดไว้กับเอสเธอร์
เป็นเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยบุญคุณความแค้น และจบลงด้วยบุญคุณความแค้น
---
และอีก 17 ชั่วโมงต่อมา
“หืม?”
โทรศัพท์ที่เงียบไปพักใหญ่กลับมาสั่นอีกครั้ง คราวนี้เป็นข้อความสั้นๆ ที่ส่งเข้ามา
[ทำตามที่สั่งเรียบร้อยแล้วค่ะ สบายใจได้เลย! (^_^)v]
ฉันไล่อ่านตัวอักษรที่ซอเอสเธอร์ส่งมาอย่างละเอียด
เริ่มจากให้โกบยองโดเซ็นสัญญาอัศวินโดยอ้างว่าจะถอนคำสาปให้ ทำให้หลังจากนี้เขาจะไม่มีทางเป็นปฏิปักษ์กับผู้ตื่นรู้ได้อีกอย่างเด็ดขาด
แน่นอนว่าพอสัญญาสำเร็จปุ๊บ ฉันก็สั่งให้เธอร่ายคำสาปบทใหม่ที่คนละประเภทกับอันเก่าใส่เข้าไปทันที เพราะงั้นการลงโทษมันเพิ่งจะเริ่มต่างหาก
เป้าหมายของเธอคือการทรมานเขาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันพิจารณาคดี เพื่อบีบให้โกบยองโดคายเงินที่โกงไปออกมาให้หมด แล้วค่อยทำให้สถานะทางการเงินของเขาล้มละลาย
อนึ่ง จนกว่าจะได้ผู้นำคนใหม่ รองประธานจะขึ้นมารักษาการแทน
เรื่องนี้ฉันได้กำชับกับคุณปู่ไว้เป็นพิเศษแล้ว ประธานคนใหม่ที่จะเข้ามารับตำแหน่งคงไม่ใช่คนแปลกๆ อะไร ฯลฯ
“หมดจดจริงๆ”
ระดับนี้มันทำงานได้ชัวร์กว่ายักษ์จินนี่ในตะเกียงแก้วอีกมั้งเนี่ย
ฉันอ่านสถานการณ์ปัจจุบันที่เอสเธอร์ส่งมาด้วยความพึงพอใจ และพออ่านข้อความยาวเหยียดนั่นจนเกือบจบ ข้อความถัดไปก็เด้งเข้ามา
[คุณกิรยอคะ คือว่านะ]
ข่าวดีที่นึกไม่ถึงก็โผล่มา
[...เมื่อวานช่วงบ่ายๆ เห็นว่าโผล่มาที่แทจอนค่ะ ไม่ทราบว่าคุณกิรยอสนใจจะเข้าร่วมการพิชิตด้วยไหมคะ?]
[เบื้องต้นฉันให้คนในกิลด์ไปประมูลไว้แล้ว ถ้าคุณกิรยอต้องการ ฉันจะกันที่ว่างหลังประมูลชนะไว้ให้ค่ะ...]
---
ตึก ตึก ตึก
ชายผมทองในชุดสูทเดินจ้ำอ้าวผ่านทางเดินไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดเขาก็มาหยุดอยู่หน้าลูกกรงเหล็กที่ยังคงรูปลักษณ์น่าเกรงขาม ต่างจากห้องขังอื่นๆ ที่เปลี่ยนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปหมดแล้ว
“ฮันเตอร์คังชางโฮ”
ผู้ต้องหาในห้องขังเดี่ยวที่ถูกเรียกชื่อ ดูเหมือนเพิ่งจะคุยกับทนายเสร็จ กำลังยืนคุยกับคนธรรมดาบางคนอยู่
เมื่อเห็นคิมกิรยอ ฮันเตอร์ระดับ S ก็หันไปบอกลาทนายความว่าลำบากหน่อยนะ แล้วส่งพวกเขากลับไป
จากนั้นจึงเริ่มบทสนทนากับผู้มาเยือน
“ลมอะไรหอบมาถึงนี่อีกล่ะ?”
“มีเรื่องจะคุยด้วยครับ แต่โทรหาแล้วคุณไม่รับ”
“พอเข้ามาในนี้ทรัพย์สินส่วนตัวจะถูกยึด เขาเรียกว่าฝากของน่ะ โทรศัพท์ฉันเลยไปอยู่ที่พวกเจ้าหน้าที่แทน”
กิรยอหันไปมองทางผู้คุมห้องขังที่คังชางโฮชี้พร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะขยับตัวยืนให้เรียบร้อย
แล้วแจ้งจุดประสงค์ของการเยี่ยมเยียนให้ชัดเจน
“เข้าเรื่องเลยนะครับ ผมมีเรื่องด่วนจะบอก เมื่อวานช่วงบ่ายมีเกต [รังหญ้า] เกิดขึ้นแถวๆ เมืองแทจอนครับ”
“ดันเจี้ยนมังกรสินะ”
“เมื่อกี้เพิ่งจะมีการเปิดประมูลตั๋วเข้าเกตไป คนรู้จักของผมประมูลได้มาครับ”
คังชางโฮยักคิ้วข้างหนึ่งเหมือนจะบอกให้พูดต่อ
“สรุปก็คือ... ผมอยากจะเข้าร่วมการพิชิตรอบนี้...”
น้ำเสียงที่ตามมาเจือไปด้วยความเกรงใจเล็กน้อย
“ขอโทษนะครับ แต่ฮันเตอร์คังชางโฮจะออกจากที่นี่ได้เมื่อไหร่เหรอครับ?”
แน่นอนว่าคำตอบของคำถามนั้นไม่ได้สวยหรูนัก
ถ้าออกไปได้ง่ายๆ ป่านนี้หมอนั่นคงไม่ใส่กุญแจมืออยู่หรอก
“นั่นสินะ คงจะต้องอยู่ให้ครบ 10 วันนั่นแหละ”
ลำพังแค่ทำผิดครั้งแรกก็เป็นข่าวครึกโครมพออยู่แล้ว
แต่นี่ฮันเตอร์ระดับ S คนที่สามของเกาหลีมีประวัติคดีแบบเดียวกันติดตัวอยู่ด้วย สถานการณ์ตอนนี้เลยยุ่งยากเพราะกระแสสังคม
แต่ถ้าเป็นอย่างที่คังชางโฮบอกว่าต้องอยู่จนครบกำหนดฝากขังสูงสุด 10 วันล่ะก็...
‘เวลาไม่ทันแฮะ’
มันจะไม่ตรงกับตารางงานของทีมพิชิตจากหอคอยเวทมนตร์
มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงสูง กฎก็คือต้องกำจัดก่อนที่ดันเจี้ยนเบรกจะมาถึง
“มังกรเหรอ”
แต่ทว่าครู่ต่อมา
คังชางโฮพิงไหล่กับลูกกรงเหล็กทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะบอกความตั้งใจกับกิรยอ
“ช่วยไม่ได้ งั้นนายก็ไปคนเดียวเถอะ”
“ครับ?”
เขาอนุญาตให้เครื่องสังเวยแห่งความทะเยอทะยานไปที่รังมังกรได้
“แต่ถ้าเป็นไปได้ ขอแลกเงื่อนไขกับให้เอาจองฮาซองเข้าทีมพิชิตไปด้วยนะ”
“หอคอยเวทมนตร์เกาหลีจะอนุญาตเหรอครับ?”
“ถ้าเป็นฮันเตอร์คนนั้น ต่อให้ไม่จ้างก็มาช่วยงานฟรีๆ ทางกิลด์เองถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็คงไม่ปฏิเสธหรอก”
กิรยอลอบตกใจกับคำตอบที่ง่ายดายของอีกฝ่าย
บอกตามตรง หมอนนี่เป็นคนที่สงสัยในตัวตนของเขาและเข้ามาต่อยหน้ากันก่อนกิลด์สเปกตรัมเสียอีก ไม่คิดเลยว่าบทสนทนาจะไหลลื่นแบบนี้
‘นึกว่าจะมั่นใจแล้วซะอีกว่าฉันเป็นระดับ S ตัวปลอม’
ชายผมทองกลอกตาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ทันใดนั้นภาพของฮันเตอร์ร่างใหญ่ที่เป็นโรคเห็นสีเป็นความเย็นชาก็สะท้อนเข้ามาในครรลองสายตา
ตัวใหญ่ขนาดนั้นต้องมาอยู่ในห้องขังเดี่ยวแคบๆ คงจะอึดอัดแย่ แต่ทำไมถึงยังทำท่าทางสบายใจเฉิบอยู่ได้นะ?
หรือเพราะว่าเป็นผู้มีประสบการณ์กันแน่?
“ครับ งั้นผมจะไปล่ามังกรเองครับ”
กิรยอกอดดอกทำท่าครุ่นคิด แล้วก็พูดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมา
“จริงสิครับ ก่อนไปผมมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย”
“ว่ามา”
“จะว่าไปฮันเตอร์คังชางโฮมีประวัติคดีทำร้ายร่างกายแบบพิเศษสินะครับ”
“...”
“จำรายละเอียดไม่ค่อยได้แล้ว แต่คู่กรณีรู้สึกจะเป็นคนขับรถหรืออะไรทำนองนั้นใช่ไหมครับ”
เขาเป็นคนที่มีพฤติกรรมคล้ายกับความยุติธรรมอยู่บ้าง ถึงขนาดลงมือสั่งสอนนักข่าวที่เอาความเจ็บปวดของคนอื่นมาล้อเลียน
เลยอดคิดไม่ได้ว่าคดีในอดีตนั้นอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า
แต่ทว่า พอถามถึงเรื่องคดีเก่า สีหน้าของคังชางโฮก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
รอยยิ้มที่โชว์ลักยิ้มข้างเดียวนั่นหายวับไป กลับกลายเป็นใบหน้าไร้อารมณ์ที่แฝงความเย็นชา
“ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องนั้นเท่าไหร่”
คังชางโฮเข้าสู่โหมดเงียบงันไปดื้อๆ
“อืม”
และโชคดีที่มนุษย์ต่างดาวแถวนี้ ไม่ใช่นิสัยประเภทที่จะไปเซ้าซี้คนที่ไม่อยากพูด
“เข้าใจแล้วครับ งั้นผมไปก่อนนะ”
“อืม”
ในเมื่อรายงานคู่สัญญาเรียบร้อยแล้ว ต่อจากนี้ก็เป็นเวลาเตรียมตัวล่ามังกรอย่างเป็นทางการ
กิรยอเดินออกจากห้องขังพลางหยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อออกมา
<ห้องแชท>
[ฉัน : คลาสเรียนวันศุกร์ที่ 12 และเสาร์ที่ 13 นี้ จะเปลี่ยนเป็นภาคปฏิบัติแทน ให้เตรียมอุปกรณ์กับโพชั่นมา แล้วมาเจอกันที่หน้าประตูหอคอยเวทมนตร์เกาหลี วันพฤหัสบดี เวลา 9 โมงเช้า]
[จองฮาซอง : ครับ?]
[ฉัน : บอกว่าจะเปลี่ยนเป็นภาคปฏิบัติไง]
หลังจากส่งข้อความเสร็จ ฉันก็เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าตามเดิม