ซอนอูยอนเคยใช้ชีวิตอย่างแสนธรรมดา
มันเป็นชีวิตประเภทที่ต่อให้ไปเขียนในบรรทัดแรกของจดหมายแนะนำตัวก็ยังดูจืดชืดเกินไป ประมาณว่าเติบโตมาภายใต้การดูแลของคุณพ่อที่เข้มงวดและคุณแม่ที่ใจดี
ทว่าซอนอูยอนกลับพึงพอใจในชีวิตของตนเอง
ตื่นเช้าไปโรงเรียน
พอเรียนเสร็จก็กลับมาช่วยงานพ่อแม่
เนื่องจากที่บ้านทำธุรกิจไร่ชา เธอจึงมักจะออกไปคลุกคลีอยู่ในไร่ชาอันกว้างขวางอยู่บ่อยครั้ง
ซอนอูยอนรักไร่ชาสีเขียวขจีนี้เป็นพิเศษ
เมื่อถึงยามโพล้เพล้ กลิ่นหอมกรุ่นของชาเขียวที่ติดอยู่บนมือจากการสัมผัสใบชาอ่อนมาตลอดทั้งวันนั้นทำให้เธอรู้สึกดีเหลือเกิน
“ลูกรัก ไม่ต้องห่วงแม่หรอกนะ อยากทำอะไรก็ทำตามใจฝันได้เลยจ้ะ”
แม้ว่าสุดท้ายเธอจะยอมล้มเลิกความคิดที่จะสืบทอดกิจการครอบครัวตามคำหว่านล้อมของพ่อแม่ที่ไม่ยากให้ลูกต้องลำบากตรากตรำกับงานเกษตรก็ตาม
แต่ซอนอูยอนในวัยเยาว์ก็ยังคงรักกลิ่นอายของชาอยู่ดี
ดังนั้นในวันนั้น ทันทีที่เช้าวันหยุดมาถึง เธอจึงรีบไปช่วยงานพ่อแม่อย่างขยันขันแข็ง
“แม่คะ?”
เหตุการณ์ในวันนั้นเมื่อ 7 ปีก่อนยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ
ใบหน้าของแม่ที่ยิ้มกว้างจนเห็นรอยย่น
สัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาคาบแม่ไปต่อหน้าต่อตาประดุจเสือที่ปราดเปรียว
เสียงตะโกนก้องของพ่อที่ไล่ตามสัตว์ประหลาดตัวนั้นไป
เพื่อช่วยแม่ พ่อจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปในช่องว่างมิติที่ส่องประกายเจิดจ้าจนแสบตา
และเธอก็วิ่งตามพ่อไป
“พ่อคะ!”
ตอนนั้นฉันควรจะทำยังไงดีนะ
ควรจะห้ามพ่อกับแม่ไม่ให้ไปดูแลใบชาในวันหยุดงั้นเหรอ
หรือว่าควรจะรบเร้าให้ทุกคนทิ้งไร่ชานี้แล้วหนีไปให้ไกลแสนไกลตั้งนานแล้ว
“……”
ในความทรงจำของซอนอูยอนมีหลุมลึกที่ว่างเปล่าอยู่หลุมหนึ่ง
ไม่ว่าจะพยายามนึกทบทวนสักกี่ครั้ง เธอก็จำเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นไม่ได้เลย
รู้เพียงแต่ว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง...
ชีวิตที่เธอเคยรักหมดหัวใจ ครอบครัวของเธอ ต่างก็นอนทอดร่างจมกองเลือดอยู่ภายในเกตแห่งนั้น……
“แม่คะ...”
ดันเจี้ยนช็อกที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก
วันนั้นคือวันที่ซอนอูยอนตื่นรู้ขึ้นมาในฐานะฮันเตอร์ระดับ B
และในขณะเดียวกัน มันก็เป็นวันที่ทิ้งบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนเอาไว้ในใจเธอด้วย
เพราะซอนอูยอนไม่อาจรักไร่ชาสีเขียวขจีแห่งนั้น...
รวมถึงชีวิตของตัวเองได้อีกต่อไป
***
มันเป็นเรื่องที่น่าสยดสยองสิ้นดี
“ฮึก ฮือออ”
“คุณซอนอูยอน ได้ยินเสียงฉันไหม?”
ฉันนึกว่ามีฮันเตอร์ระดับ B อยู่ด้วยแล้วจะรอดตาย แต่ใครจะไปคิดว่าเรื่องราวมันจะบิดเบี้ยวได้ขนาดนี้
ในวินาทีนี้ ซอนอูยอนยังคงหอบหายใจไม่หยุดและตกอยู่ในสภาวะวิตกกังวลอย่างหนัก คิมกิรยอที่เห็นภาพนั้นจึงครุ่นคิดขึ้นมา
‘ถ้าทำให้เธอสงบลงไม่ได้ พวกเราได้ตายกันหมดแน่’
ฉันจะทิ้งฮันเตอร์ระดับ B ไว้แบบนี้ไม่ได้ ในบรรดาคนที่อยู่ที่นี่ มีเพียงซอนอูยอนเท่านั้นที่พอจะต่อกรกับสัตว์อสูรในเกตระดับ B ได้
“ฟู่...”
คิมกิรยอไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง
ฉันตัดสินใจที่จะช่วยกู้คืนปอดมังกรที่น่าสงสารของนักเวทคนนี้จากการถูกใช้งานอย่างหนักเสียก่อน
“คุณซอนอูยอน! เลิกหายใจทางปากได้แล้วครับ”
“ฮึก!?”
“หายใจออกทางจมูกช้าๆ สิครับ ไม่ใช่ทางปาก! ตั้งสติหน่อย!”
หมับ
คิมกิรยอคว้าไหล่เธอไว้แน่น เขาชูนิ้วขึ้นมาให้เธอเห็นและพูดซ้ำๆ
“สูดลมหายใจเข้าไปให้เต็มปอด เอาละ ฉันจะนับหนึ่งถึงสี่ช้าๆ ทำตามนะ!”
พูดกันตามตรง นี่เป็นการกระทำที่เอาชีวิตเข้าแลกครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว เพราะถ้าซอนอูยอนรู้สึกว่าการกระทำนี้เป็นการคุกคามแล้วสวนกลับมา กระดูกแขนของฉันคงแหลกละเอียดในพริบตาแน่……
‘กลัวจะตายอยู่แล้ว ไม่อยากเห็นโชว์ชำแหละร่างคิมกิรยอที่นี่หรอกนะ’
โชคดีที่สถานการณ์ที่ฉันกังวลไม่ได้เกิดขึ้น
ซอนอูยอนทำตัวไม่ถูก ได้แต่ขยำสาบเสื้อตัวเองไว้แน่น แต่เมื่อเธอมองตามการนับนิ้วของกิรยอ ไม่นานนักเธอก็เริ่มกลับมาหายใจเป็นปกติ
“ใจเย็นลงหรือยังครับ?”
คิมกิรยอค่อยๆ ปล่อยมือและสังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย
ถึงแม้จะยังซีดเซียวอยู่บ้าง แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะพอสื่อสารกันได้แล้ว
“ถ้าสงบลงแล้ว ฟังฉันให้ดีนะ ที่นี่คือเกตระดับ B”
“……”
“แต่ตำรวจคนนั้นอยู่ระดับ D ส่วนฉันอยู่ระดับ F คนที่สามารถจัดการสัตว์อสูรได้จริงๆ มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้น”
คิมกิรยอย้ำเตือนให้เธอรู้ว่าเธอคือความหวังเดียวที่มี
ทว่าซอนอูยอนกลับส่ายหน้าทั้งน้ำตา
“ทำไม่ได้ค่ะ... ฉันทำไม่ได้”
“ไม่สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ? ปกติอยู่ข้างนอกคุณก็ออกล่าได้ดีนี่นา อย่างพวพบิกินเนอร์คิลเลอร์นั่นน่ะ”
“นั่นมันเป็นระดับ C นี่คะ! ฉันไม่เคยสู้กับสัตว์อสูรระดับเดียวกันมาก่อนเลยสักครั้ง...!”
อาการหนักกว่าที่คิดแฮะ
“ให้คุณกิรยอช่วยไม่ได้เหรอคะ? นะคะ? ได้โปรดเถอะ”
“ฮันเตอร์ซอนอูยอน ตั้งสติหน่อยครับ ฉันมันระดับ F นะ”
“มาถึงขั้นนี้แล้วยังจะพูดแบบนี้อีกเหรอคะ! ทำไมต้องทำกับฉันแบบนี้ด้วย ช่วยฉันทีเถอะ! ช่วยฉันหน่อย!”
ซอนอูยอนเริ่มตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธ
นั่นเป็นเพราะเธอรู้สึกแค้นเคืองกิรยอที่ไม่ยอมช่วยแก้ไขสถานการณ์
เดิมที สาเหตุที่เธอเรียกเขามาคืออะไรกันล่ะ
อย่างที่เคยบอกไป ปกติแล้วเขาจะไม่ให้เครื่องวิเคราะห์เข้าไปในที่เกิดเหตุอันตราย
แต่คิมกิรยอคือผู้ต้องสงสัยว่าปลอมแปลงระดับฮันเตอร์จากการแอบเข้าออกเกตระดับสูงอย่างผิดกฎหมาย
ซอนอูยอนปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายกำลังซ่อนพลังเอาไว้ เธอจึงเรียกเขามาที่นี่เพื่อขอความช่วยเหลือยามคับขัน
‘เฮ้อ ทั้งที่ตัวเองเป็นคนประเมินการตื่นรู้ใหม่ให้ฉันแท้ๆ ทำไมจนป่านนี้ยังไม่เชื่ออีกว่าเป็นแค่ระดับ F จริงๆ?’
แต่คิมกิรยอเองก็ลำบากใจไม่แพ้กัน
ก็นะ เพราะไอ้ร่างนี้มันเป็นผู้ตื่นรู้เกรดต่ำเตี้ยเรี่ยดินจริงๆ นี่นา
ดังนั้น สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือการอธิบายสถานการณ์อย่างใจเย็น
ฉันอธิบายว่าเกตแห่งนี้มีจำนวนสัตว์อสูรน้อยมาก และฉันจะคอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ เธอเอง ดังนั้นเธอจะสามารถเคลียร์เกตนี้ได้อย่างแน่นอน
“อึก……!”
แต่ความพยายามนั้นก็ไม่ส่งผลต่อทัศนคติของเธอเลย
“คุณก็รู้นี่คะว่าฉัน... ฉันคือเซอร์เชอร์! นอกจากทักษะนั้นแล้วฉันก็ใช้สกิลอื่นไม่เป็นเลย แล้วจะให้ฉันทำยังไงล่ะ!”
ซอนอูยอนตะโกนประโยคนั้นออกมาพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลร่วงเผาะ
น่าเสียดายที่กิรยอไม่ได้รู้สึกคล้อยตามไปกับการแสดงอารมณ์แบบชาวโลกเลยแม้แต่นิด
เขากลับรู้สึกโมโหขึ้นมาเสียด้วยซ้ำ
“จะไม่ทำจริงๆ เหรอครับ? ทั้งที่ถ้าคุณไม่ลงมือ ทุกคนที่อยู่ที่นี่จะต้องตายงั้นเหรอ?”
“ทำไม่ได้ค่ะ”
“ไม่ คุณทำได้”
“ไม่ได้ ไม่ได้ ไม่ได้!”
เพราะมนุษย์โลกคนนี้กำลังโกหกคำโตอยู่น่ะสิ
‘ถ้ามัวแต่ชักช้าอยู่แบบนี้ ตัวเธอเองนั่นแหละที่จะตายไปด้วย’
ตอนนี้แค่ยังไม่มีศัตรูอยู่แถวริมทะเลสาบเท่านั้นแหละ แต่ถ้าสัตว์อสูรระดับ B โผล่มาสักตัวเดียวล่ะก็ พวกเราจบเห่แน่!
ท่ามกลางความกลัวตายที่อยู่ตรงหน้า ฉันเองก็เริ่มหน้ามืดตามัวไม่ต่างกัน
‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้นะ?’
ด้วยความหงุดหงิดต่อการกระทำอันน่าอึดอัดของซอนอูยอน กิรยอจึงคว้าไหล่อีกฝ่ายไว้แล้วตะโกนลั่น
“ตั้งสติหน่อย ซอนอูยอน! เธอไม่ได้ตื่นรู้มาในฐานะเซอร์เชอร์สักหน่อย!”
“……!”
“สายพลังที่แท้จริงของเธอคือธาตุลมต่างหาก ฉันพูดผิดตรงไหนไหมล่ะ?”
เมื่อสิ้นเสียงนั้น ซอนอูยอนก็เบิกตากว้างและหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ใช่แล้ว ความจริงก็คือ...
“ดาวเคราะห์ที่มีชั้นบรรยากาศหนาแน่นขนาดนี้ จะหาผู้ตื่นรู้ที่ทรงพลังเท่าเธอได้จากไหนกันอีกล่ะ!”
มนุษย์คนนี้ปกปิดธาตุเกิดของตัวเองมาโดยตลอด
เนื้อแท้ของเธอคือจอมเวทผู้ควบคุมบรรยากาศมาตั้งแต่เกิด
คิมกิรยอรู้เรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่พบกัน แต่ที่ผ่านมาเขาไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพูดถึง จึงได้แต่รักษาความลับไว้ให้
“คุณรู้เรื่องนั้นได้ยังไง……!”
ทว่าปฏิกิริยาต่อมาของซอนอูยอนกลับผิดไปจากที่ฉันคาดการณ์ไว้
“ฉัน... ฉันไม่เคยโกหกนะคะ!”
“ว่าไงนะ?”
“ฉันใช้สกิลไม่ได้ พลังแห่งการตื่นรู้มันไม่ยอมออกมา”
ฮันเตอร์ระดับ B คนนั้นหน้าซีดเผือดพร้อมน้ำตาที่พรั่งพรูออกมา
“เพราะสิ่งที่ฆ่าพ่อกับแม่ของฉัน... คือสัตว์ประหลาดที่ใช้ลมน่ะสิคะ”
“…!”
“พอจะใช้สกิล ภาพเหตุการณ์ตอนนั้นมันก็แวบขึ้นมาจนทำให้ทักษะไม่ทำงานเลย... ฉันใช้พลังไม่ได้จริงๆ ค่ะ”
พับผ่าสิ
‘ที่บ้านเกิดฉันไม่เคยมีเคสแบบนี้มาก่อนเลยแฮะ’
ฉันถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินแบบนั้น
การที่เวทมนตร์ไม่ออกมาเลยเพราะปัญหาทางจิตใจเนี่ยนะ เป็นลักษณะเด่นของจอมเวทบรรพกาลที่เพิ่งสัมผัสมานาได้ไม่นานจริงๆ
คิมกิรยอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อให้ระดับสายตาอยู่เท่ากับฮันเตอร์ระดับ B
“ฮันเตอร์ซอนอูยอนครับ”
คำพูดที่เป็นกันเองที่เผลอหลุดปากออกมาเพราะความโกรธเมื่อครู่ถูกเก็บกลับไปจนสิ้น
“ในมุมมองของฉัน ร่างกายของคุณไม่มีปัญหาอะไรเลย นั่นหมายความว่าถ้าคุณตั้งใจล่ะก็ คุณจะสามารถใช้พลังแห่งการตื่นรู้ได้ทุกเมื่อ”
ซอนอูยอนคือกุญแจสำคัญในการเคลียร์เกตแห่งนี้ยิ่งกว่าใคร
ฉันต้องโน้มน้าวเธอให้ได้
“ขอเพียงคุณกู้คืนสกิลกลับมาได้ สัตว์อสูรในเกตนี้ก็เป็นเพียงของกล้วยๆ สำหรับคุณแล้วครับ”
“...”
“ในบรรดาผู้ตื่นรู้ระดับเดียวกัน คุณคือฮันเตอร์ที่แข็งแกร่งที่สุด พวกเราจะรอดชีวิตออกไปจากที่นี่ได้แน่นอน! เชื่อฉันสิ”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่นและไม่สั่นคลอน
ถึงกระนั้น ซอนอูยอนก็ไม่อาจเปลี่ยนท่าทีได้ง่ายๆ เพราะประโยคหนึ่งที่วนเวียนอยู่ในหัว
‘คิมกิรยอเป็นฮันเตอร์ที่เชื่อใจได้จริงเหรอ?’
สำหรับคำถามนี้ คำตอบในใจของซอนอูยอนคือ ‘ไม่’
‘ถ้าเขาไม่ใช่แค่ฮันเตอร์ระดับ F ธรรมดา แล้วทำไมเขาถึงเอาแต่ยืนดูสถานการณ์เฉยๆ แบบนี้ล่ะ?’
ทว่าในตอนนั้นเอง
“เฮือก!”
“กรี๊ดดดด! หนีไป!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นจากจุดที่บรรดาผู้สูญหายรวมตัวกันอยู่
เมื่อรีบหันไปมอง ก็พบสัตว์อสูรกำลังบินออกมาจากถ้ำที่มืดมิด
“เฮือก!”
ถ้ำที่ชื้นแฉะ สัตว์ร้ายที่สยายปีกกว้าง
มันเหมือนกับอุบัติเหตุในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน เธอขยับตัวไม่ได้เลย
“คุณซอนอูยอน หนีไปครับ! เฮ้ หนีไปสิ!”
ในขณะเดียวกัน คิมกิรยอพยายามเขย่าตัวซอนอูยอนที่แข็งทื่ออยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้
‘ชิ คนจะรอดก็ต้องรอดล่ะวะ ช่วยไม่ได้’
แต่ปัญหาคือ สัตว์ร้ายในเกตแห่งนี้มีพฤติกรรมที่เจ้าเล่ห์อย่างยิ่ง
“เอ๊ะ?”
มันไม่สุ่มสี่สุ่มห้าโจมตีคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง แต่มันเลือกที่จะล่าเหยื่อที่อ่อนแอก่อน
‘เฮ้ย ปล่อยระดับ B ที่ดูน่ากินไว้อย่างนั้น แล้วจะมาหาฉันทำไมครับเนี่ย?’
สัตว์ร้ายตาเดียวที่ปกคลุมด้วยเกล็ดสีเทาบินพุ่งเข้ามา
ฉันวิ่งหนีสุดชีวิต แต่ระยะห่างระหว่างฉันกับสัตว์ร้ายกลับยิ่งแคบลงเรื่อยๆ
สุดท้ายเมื่อจนมุม กิรยอจึงตะโกนขอความช่วยเหลือเป็นครั้งสุดท้าย
“ฮันเตอร์ซอนอูยอน! ช่วยด้วย!”
เธอตกอยู่ในอาการตื่นตระหนกจนไม่ได้ยินเสียงนั้น
แต่จากภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว
สติของซอนอูยอนที่จมลึกอยู่เบื้องล่างก็ถูกฉุดกระชากขึ้นมาสู่ผิวน้ำอย่างรุนแรง
“อึก!”
ฉัวะ! เลือดสาดกระเซ็นไปในอากาศ
สัตว์อสูรประเภทบินใช้ปลายหางที่เหมือนตะขอแทงทะลุไหล่ของชายหนุ่ม
แม้จะอยู่ไกลขนาดนี้ แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกระดูกสะบักของเขาแตกละเอียดอย่างแจ่มชัด
“กิ……”
ในวินาทีนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของซอนอูยอนอย่างรุนแรง
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ”
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
“คุณกิรยอ!”
หรือว่า... ผู้ชายคนนั้นจะเป็นแค่คนอ่อนแอจริงๆ?
ความสับสนโถมเข้ามาทันที
เมื่อครู่นี้เธอยังคงสงสัยในตัวเขาอย่างซับซ้อนจากการกระทำที่ผ่านมา แต่เลือดสีแดงฉานที่พุ่งออกมาจากร่างของกิรยอนั้น เพียงพอแล้วที่จะเป่ากระจุยทุกความระแวงสงสัยให้หายไปจากสมอง
ซอนอูยอนลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง
ทว่าร่างของคิมกิรยอกลับถูกตะขอของสัตว์ร้ายเกี่ยวและลอยสูงขึ้นไปเสียแล้ว
“อะ... อา...”
ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ สัตว์ร้ายตัวนั้นจะคาบเหยื่อหนีไป
มันจะพาเขาเข้าไปในถ้ำลึกและฆ่าเขาอย่างทารุณ
เหมือนกับความตายของบุคคลที่เธอรัก
‘หยุดนะ’
ภาพเหตุการณ์อันน่าสยดสยองในวันนั้นซ้อนทับกับความจริงอีกครั้ง
ซอนอูยอนวิ่งเข้าใส่สัตว์อสูรทันที
ความเจ็บปวดแปลบปลาบดั่งระเบิดพุ่งพล่านขึ้นมาในอก
“ได้โปรด หยุดเถอะ!”
นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดธรรมดา
แต่มันคือแรงสะท้อนกลับที่เกิดขึ้นเมื่อมานาที่อัดแน่นถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศผ่านระบบทางเดินหายใจ
กล่าวคือ ซอนอูยอนได้รับแรงกระแทกจากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างหนัก จนร่ายเวทมนตร์ออกมาโดยสัญชาตญาณ
พลังที่เธออยากจะใช้เพื่อปกป้องพ่อกับแม่หากย้อนเวลากลับไปในวันนั้นได้ พลังนั้นกำลังจะสำแดงออกมาแล้ว
“ครึก?”
ลมสายหนึ่งพัดพริ้วมาจากที่ไหนสักแห่ง
“กาซซซซซ!”
กระแสลมนั้นแปรเปลี่ยนเป็นกรงเล็บอันคมกริบ เชือดเฉือนเกล็ดที่แข็งแกร่งดั่งชุดเกราะของสัตว์ร้ายจนขาดสะบั้นราวกับเศษกระดาษ
สัตว์อสูรระดับ B ถูกฉีกทึ้งจนตายอย่างสยดสยอง
ทว่าซอนอูยอนไม่มีเวลาแม้แต่จะหันไปตรวจสอบผลงาน เธอรีบวิ่งไปข้างหน้าสุดแรง
เพราะคิมกิรยอกำลังร่วงหล่นลงมา