Cover

71

“อย่ามาทำเป็นซ่าด้วยพลังแค่นี้ จองฮาซอง”

ไหนดูซิ

เอาละ ถึงจะเผลอพูดออกไปเพื่อเป็นกลไกป้องกันตัวก็เถอะ แต่จะแถยังไงต่อดีล่ะเนี่ย

‘หืม’

ถ้าให้พูดตรงๆ ร่างกายระดับ F ของฉันมันไม่มีจุดแข็งอะไรให้เอามาอ้างได้เลย

ในเมื่อจะทำเป็นคุยโวโอ้อวดชูหางตัวเองไม่ได้ ตัวเลือกก็เลยบีบให้น้อยลง

‘ต้องใช้วิธีเหยียดอีกฝ่ายให้จมดินแทนแล้วละ’

ฉันตัดสินใจที่จะใส่ร้ายป้ายสีจองฮาซอง

มันช่วยไม่ได้ เพราะตอนนี้ฉันต้องทำตัวให้ดูเหมือนเป็นคนแข็งแกร่งให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

“โลกเรานี่มันถึงจุดจบแล้วจริงๆ ที่มีผู้ตื่นรู้อย่างนายเป็นจุดสูงสุดของสายจุดไฟทางจิต”

แปะๆ

ฉันปัดรอยไหม้บนหลังมือพลางด่าทออีกฝ่ายอย่างใจเย็น

“ทั้งที่ความจริงแล้ว นายมันก็แค่พวกที่ดึงความสามารถของตัวเองออกมาใช้ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ด้วยซ้ำ...”

“ว่าไงนะ?”

“เที่ยวกังวลว่าคนจะมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดด้วยฝีมือแค่นั้น มันไม่ดูหลงตัวเองไปหน่อยเหรอ?”

แต่ยิ่งบทสนทนายาวขึ้น ฉันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจนมุม

ความจริงแล้ว ชายหนุ่มที่ชื่อจองฮาซองคนนี้คือผลึกแห่งพรสวรรค์ที่แทบจะหาจุดตำหนิไม่ได้เลย

“นายเป็นถึงอันดับ 1 แต่ทักษะการควบคุมสกิลกลับห่วยแตกสิ้นดี”

ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางสังคม

หรือปริมาณมานาที่ติดตัวมาแต่เกิด

ไม่มีสิ่งใดที่ระดับ S คนนี้จะด้อยไปกว่าใครเลย ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือการควบคุมเวทมนตร์

ดังนั้นฉันจึงพยายามจี้จุดอ่อนเรื่องความไม่ชำนาญของจองฮาซองต่อไป...

“พูดตามตรงนะ ถ้าวัดกันแค่ความสามารถในการพลิกแพลงทักษะ นายก็ไม่ต่างจากพวกระดับ F ตามท้องถนนหรอกจริงไหม?”

แต่มันแล้วยังไงล่ะ?

การที่จองฮาซองคุมทักษะได้ไม่ดีถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

เพราะถ้าเทียบกับระดับ S คนอื่นๆ ปริมาณมานาของเขามันโดดเด่นและมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ

มานาที่ใหญ่โตเกินไปย่อมทำให้การปรับตัวเข้ากับความสามารถของผู้ตื่นรู้นั้นยากขึ้นหลายเท่าตัว

และจุดด้อยนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพลังการต่อสู้ของจองฮาซองเลยแม้แต่นิดเดียว

ในทางกลับกัน มันหมายความว่าระดับ S คนนี้เกิดมาพร้อมกับพลังทำลายล้างที่ท่วมท้นจนไม่จำเป็นต้องใช้ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ด้วยซ้ำ

‘ถ้าเอาเกณฑ์ของโลกนี้มาวัด เขาก็คือสัตว์ประหลาดของจริงเลยละ’

ฉันรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ

แต่ไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นภายนอกเด็ดขาด

“อย่าหยุดอยู่แค่นี้ จองฮาซอง”

แกรก

ฉันกำถุงพลาสติกที่ถือมาจากร้านสะดวกซื้อแน่นเพื่อซ่อนความตื่นเต้น

“พอนายทำตัวแบบนี้มันถึงไม่มีการพัฒนาไง คิดว่าพอเป็นระดับ S แล้วทุกอย่างจะจบลงแค่นั้นเหรอ?”

เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็กำลังพูดจาในแบบที่ผู้แข็งแกร่งเขาพูดกันละนะ

“อย่ามัวแต่ทำตัวน่าสมเพช แล้วหาวิธีทำให้ตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ! ในฐานะที่เป็นผู้ตื่นรู้น่ะ”

ฉันพ่นคำวิจารณ์เรื่องการใช้ทักษะยาวเหยียดก่อนจะค่อยๆ เงียบลง เพราะตอนนี้เริ่มหมดเรื่องจะพูดแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น

‘เอ๊ะ?’

เพราะมัวแต่หลบสายตาด้วยความกลัว ฉันเลยเพิ่งสังเกตเห็นช้าไปก้าวหนึ่ง

จองฮาซองมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าตกตะลึงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

คงจะช็อกน่าดูที่ระดับ F กล้ามาเถียงระดับ S แบบนี้

แต่ยังไงก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงคือ ต่อให้ฉันจะจี้จุดอ่อนเขาไปขนาดนั้น แต่เขากลับไม่มีท่าทีจะยำเกรงเลยสักนิด

‘เวรเอ๊ย!’

นั่นทำให้ฉันเริ่มลนลานขึ้นมา

เพราะฉันตระหนักได้ว่า การข่มขวัญที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้จองฮาซองรู้สึกระแวดระวังฉันเลยแม้แต่น้อย

“อะ... อย่าเพิ่งมองฉันในแง่ร้ายสิ! ที่พูดไปก็เพราะฉันเสียดายแทนทั้งนั้น นายยังมีช่องว่างให้เก่งขึ้นได้อีกตั้งเยอะ แต่นายกลับมัวแต่มุ่งมั่นอยู่กับงาน...”

ฉันรีบอธิบายเพิ่มอย่างลนลาน

“คะ... แค่จะบอกว่า ให้มองอนาคตเข้าไว้!”

“อนาคตเหรอครับ?”

“ตอนนี้อาจจะเคลียร์ดันเจี้ยนไหนก็ได้ง่ายๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงล่ะ?”

ทว่าที่นี่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง

ในชาติก่อนฉันใช้ชีวิตเป็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ เลยแทบจะไม่เคยต้องพยายามประจบเอาใจใครเลย

เพราะเรื่องส่วนใหญ่ฉันมักจะแก้ปัญหาด้วยกำลัง

ดังนั้นการที่ฉันประจบคนไม่เป็นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

“อย่าหักโหมแต่เนิ่นๆ เลย รักษาสุขภาพด้วย เพื่อคุณค่าในอนาคตของนาย”

“.......”

“พวกหมอไม่ได้บอกเรื่องพวกนี้บ้างเหรอ? พูดตามตรงนะ ถ้าเมื่อเดือนสิงหาคมฉันไม่บังคับให้นายนอนหลับละก็ อาชีพฮันเตอร์ของนายอาจจะจบเหี้ยนไปแล้วก็ได้ แล้วกิจกรรมกู้ภัยที่นายชอบนักชอบหนาก็จะอันตรธานหายวับไปหมด เพียงเพราะความดื้อรั้นชั่วครั้งชั่วคราวของนาย”

“งั้นเหรอครับ”

“คะ... เพราะฉะนั้น ข้อสรุปก็คือ ฉันอยากให้นาย... ไปรับการรักษาให้ดีในวันข้างหน้าน่ะ...”

บ้าจริง

อัลกอริทึมในจิตวิญญาณของฉันคิดว่าแค่แสร้งทำเป็นห่วงสุขภาพแล้วจะดูเป็นคนดีหรือไงนะ

สุดท้ายฉันก็จบการสนทนาด้วยประโยคเดิมๆ เหมือนคราวก่อน

ตอนแรกเริ่มด้วยการข่มขวัญอย่างมั่นใจ แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการนอบน้อมถ่อมตนเสียนี่

ในขณะที่ฉันกำลังลอบสังเกตท่าทีของจองฮาซองพลางคิดไม่ตก ว่าจะจบการสนทนานี้ยังไงดี

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”

ทันใดนั้น เสียงที่เปรียบเสมือนพระเจ้ามาโปรดก็ดังแว่วเข้าหู

“หือ?”

ซอนอูยอนนั่นเอง

ผู้ตื่นรู้ระดับ B คนนั้นจู่ๆ ก็โผล่มาขวางกลางระหว่างฉันกับจองฮาซอง

จะว่าไป การปรากฏตัวของซอนอูยอนก็ถือเป็นเรื่องปกติ

เพราะซอยที่เรายืนอยู่ตรงนี้มันอยู่ตรงข้ามกับประตูหลังของห้องฉุกเฉินพอดี

‘เสียงฉันดังไปถึงข้างในเลยเหรอ?’

ถ้าเดินออกมาข้างนอกก็คงหาตัวฉันได้ไม่ยาก แต่ปัญหาคือเธอออกมาจากห้องฉุกเฉินทำไมล่ะ

“รักษาเสร็จแล้วเหรอครับ?”

“อ๊ะ ค่ะ พอดีถึงคิวเร็วกว่าที่คิดน่ะค่ะ”

พอดูดีๆ พนักงานสมาคมคนนั้นก็มีนิ้วชี้ที่ขาดไปกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิมแล้ว

สงสัยจะไปเจอฮีลเลอร์มาแล้วแน่ๆ

“ว่าแต่คนที่บอกว่าจะไปซื้อน้ำข้าวบาร์เลย์ ทำไมถึงได้ช้านักล่ะคะ”

ซอนอูยอนหอบพลางมองฉันกับจองฮาซองสลับกันไปมา

“ทำไมพอเจอฮันเตอร์จองฮาซองทีไร ต้องคอยหาเรื่องจะกินหัวเขาอยู่เรื่อยเลยล่ะคะ?”

“หา?”

“ฉันได้ยินหมดแล้วค่ะตอนเดินมา! ที่คุณพูดจาร้ายๆ ใส่คุณฮาซองน่ะ ทั้งเรื่องที่บอกว่าน่าสมเพชหรืออะไรพวกนั้น”

หลังจากนั้น ซอนอูยอนก็คว้าแขนเสื้อฉันไว้ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

“ได้โปรดอย่าทะเลาะกันเลยนะคะ!”

“เอ่อ...”

“ที่นี่หน้าโรงพยาบาลนะคะ มีผู้สูงอายุที่อ่อนไหวต่อมานาอยู่เยอะด้วย”

ส่วนตัวฉันคิดว่า เธอควรไปห้ามอาวุธสงครามเดินได้อย่างระดับ S คนนั้นมากกว่าจะมาห้ามคนไร้พิษสงอย่างฉันนะ

“หืม”

เอาเถอะ ได้จังหวะพอดี

ฉันตัดสินใจใช้คำขอร้องของซอนอูยอนเป็นข้ออ้างในการขอตัวลา

“นั่นสินะครับ ทะเลาะกันมันไม่ดีหรอก จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าการทำร้ายคนอื่นอีกล่ะ”

หวังว่าจองฮาซองฟังแล้วจะรู้สึกอะไรบ้างนะ

“ยังไงก็ขอโทษที่มาทำธุระให้ช้าไปหน่อยนะครับ เอ้า นี่ครับน้ำข้าวบาร์เลย์ แยกย้ายกลับบ้านกันเถอะ”

“อ๊ะ... เอ๊ะ?”

“พอดีเลย รถว่างมาทางนั้นพอดี แท็กซี่!”

ฟึ่บ

ฉันวิ่งออกไปที่ถนนโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

เดิมทีฉันกะจะเนียนหนีไปแบบลื่นไหลอย่างนี้แหละ

“เดี๋ยวก่อนครับ”

ทว่า ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดจะจบการสนทนาลงแค่นี้

จองฮาซองที่ฉันทิ้งไว้ข้างหลังจู่ๆ ก็เรียกให้หยุด

ฉันได้ยินเสียงนั้นแล้วก็ค่อยๆ หันหัวกลับไปอย่างเก้อเขิน

“มีอะไร?”

แต่คำพูดที่ออกมาจากปากเขากลับเหนือความคาดหมาย

“เรื่องค่ายาฟื้นฟูที่ใช้กับผมคราวก่อนน่ะครับ”

“หืม?”

อะไรเนี่ย

จองฮาซองพูดในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึง

“...ขอโทษที่บอกช้าไปครับ ถ้าตอนนี้ผมอยากจะจ่ายคืนให้ รบกวนช่วยบอกเลขบัญชีหน่อยได้ไหมครับ”

ลืมไปสนิทเลยแฮะ ที่เขาพูดมาก็ถูก ฉันเคยช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ นั่นแหละ

การที่เขาอยากจะแทนคุณมันก็เป็นเรื่องน่ายินดีอยู่หรอก แต่...

‘ทำไมจู่ๆ ก็มาตอนนี้?’

คำถามที่ว่า ‘มานึกเอาป่านนี้เนี่ยนะ?’ ผุดขึ้นมาในหัว

ไอ้ชาวโลกคนนี้ ที่ผ่านมาเห็นพุ่งเข้าใส่จะฆ่ากันให้ตายเพราะฉันไปขัดขวางงานของเขา ไม่สนเลยว่าเป็นผู้มีพระคุณหรือใคร

‘คิดจะทำอะไรกันแน่?’

หรือนี่จะเป็นแผนร้ายอะไรบางอย่าง?

ฉันเต็มไปด้วยความระแวง เลยไม่สามารถรับข้อเสนอของระดับ S ได้ง่ายๆ

“ไม่เป็นไร”

“ครับ?”

“บอกว่าไม่เป็นไรไง”

ปัง

ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูหลังรถแท็กซี่ก็ดังขึ้น

“ถ้าจะขอบคุณจริงๆ ก็ช่วยยกเลิกเรื่องที่จะฟ้องฉันข้อหาทำร้ายร่างกายซะเถอะ”

จองฮาซองแสดงสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่ฉันไม่คิดจะเสวนากับเขาต่อแล้ว

การแสร้งทำเป็นผู้แข็งแกร่งต่อหน้าระดับ S มันเริ่มจะถึงขีดจำกัดของฉันแล้วเหมือนกัน

“ฟู่!”

บรื๊น

ตอนที่รถแท็กซี่ออกตัวไป

ฉันพิงหลังลงกับเบาะหลังพลางเช็ดเหงื่อกาฬที่ไหลซึม

‘รอดตายแล้ว!’

ถึงจะมีอุปสรรคไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็เอาชีวิตรอดมาได้ก็พอแล้ว

แถมเรื่องครั้งนี้ยังทำให้ฉันมั่นใจมากขึ้นด้วย

จองฮาซองเป็นพวกแพ้ทางคนขี้คุยจริงๆ ด้วย!

‘ฉันพ่นคำพูดที่น่าจะทำให้รู้สึกแย่ออกไปตั้งเยอะ แต่สุดท้ายเขากลับไม่พุ่งเข้ามาเล่นงานแฮะ’

หึๆ เป็นพวกขี้ขลาดจริงๆ เลยนะเนี่ย

ฉันกุมมือที่สั่นเทาของตัวเองไว้พลางตั้งปณิธานอีกครั้ง

ใช่แล้ว ต่อหน้าระดับ S คนนั้น ฉันต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้แข็งแกร่งเอาไว้ตลอดไป

‘ถ้าถูกดูแคลนเมื่อไหร่ เขาคงเริ่มลงดาบก่อนแน่ และคนอย่างฉันไม่มีทางหลบการโจมตีของระดับ S ได้เป็นครั้งที่สองหรอก...!’

นั่นคือทางรอดเดียวของฉัน

***

หลังจากกิรยอจากไป

หน้าประตูหลังห้องฉุกเฉิน

“.......”

จองฮาซองมองตามรถแท็กซี่ที่คิมกิรยอนั่งไปจนลับตา ก่อนจะละสายตากลับมา

ในใจของเขารู้สึกสับสนวุ่นวาย

‘หาวิธีที่จะเก่งขึ้นงั้นเหรอ’

แน่นอนว่าเขาไม่เคยคิดในมุมมองแบบนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

นับตั้งแต่ตื่นรู้ขึ้นมาเป็นฮันเตอร์ระดับ S

เขามักจะคอยกดพลังนี้ไว้และเอาแต่จดจ่อกับการทำให้มันดูเล็กลงเสมอ

‘ความจริงแล้วฉันดึงความสามารถออกมาใช้ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่งั้นเหรอ...’

ฮาซองก้มมองฝ่ามือตัวเองแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง

พูดตรงๆ คือเขาไม่อาจปฏิเสธคำพูดนั้นได้เลย

เพราะถ้าพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว ค่าการตื่นรู้ของเขาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของฮันเตอร์ระดับ S ถึง 1.5 เท่า

พลังอันมหาศาลนี้เปรียบเสมือนม้าป่าที่พยศร้ายกาจ และเขาไม่เคยจับบังเหียนของม้าตัวนี้ได้ถูกต้องเลยสักครั้ง

เขาเพียงแต่ถูกกระแสมานาที่พุ่งพล่านลากจูงไปอย่างทุลักทุเล

‘น่าสมเพชจริงๆ’

ด้วยเหตุนั้น ตั้งแต่จุดหนึ่งเขาก็เลยพยายามจะกดเปลวไฟนี้ไว้

ไม่นึกเลยว่าจะได้ยินคำพูดที่บอกว่าอย่าหยุดอยู่แค่นี้จากปากคนอื่นแบบนี้

—เที่ยวกังวลว่าคนจะมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดด้วยฝีมือแค่นั้น มันไม่ดูหลงตัวเองไปหน่อยเหรอ?

เป็นคำประเมินที่เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

บอกว่าเขาไม่มีฝีมืองั้นเหรอ

คนที่จัดการเกตระดับ A เป็นว่าเล่น และเคลียร์เขาวงกตสีขาวที่แม้แต่ระดับ S ด้วยกันยังไม่อยากเข้า ได้ด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ

‘นั่นสินะ’

มันเป็นคำด่าตรงๆ ที่รุนแรง

เพราะแบบนั้นมันถึงทำให้เขาตาสว่าง

‘สิ่งที่คนคนนั้นพูดไม่มีอะไรผิดเลยสักอย่าง’

การหักโหมร่างกายเพื่อผลประโยชน์ตรงหน้า มันคือการทำลายอนาคตของตัวเองชัดๆ

เป็นอย่างที่เขาว่า ฉันกำลังหยุดอยู่กับที่จริงๆ

ฉันไม่ควรทำแบบนี้เลย

เพราะมัวแต่ถูกความกระวนกระวายไล่ล่า หรือถูกคนรอบข้างยุยงจนหลงเข้าไปในวงจรการทำร้ายตัวเอง...

—ตื๊ด... ตื๊ด...

ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากในกระเป๋า แต่ฮาซองไม่รับสาย

[ท่านประธานสมาคม☎]

เพราะเขาเช็กชื่อผู้โทรแล้ว

“.......”

พักหลังมานี้สมาคมฮันเตอร์มักจะติดต่อมาบ่อยครั้ง

พอเขาเริ่มไปโรงพยาบาลและขอลดงานลงสักไม่กี่วัน พวกนั้นก็แอบโทรมาเช็กทันที

ช่วงนี้ไม่สบายตรงไหนเหรอ

ทำไมจู่ๆ ถึงลดการจองเกตลงล่ะ

งั้นก่อนจะพัก ช่วยไปจัดการดันเจี้ยนระดับ A ที่ตกลงกันไว้ก่อนได้ไหม

ทำราวกับว่าฝากชีวิตไว้กับเขาแล้วก็เอาแต่บีบคั้นอยู่ได้...

“พอแค่นี้เถอะ”

ฟู่

หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ จองฮาซองก็ตัดสินใจได้หนึ่งอย่าง

เขาจะวางมือจากเรื่องพวกนี้เสียที

ที่ผ่านมาเขาพยายามจะตอบสนองความคาดหวังของพวกนั้นเพราะกลัวสายตาคนอื่น และถูกความกลัวในใจขับเคี่ยว

แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องทำตามคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว เพื่อชีวิตของเขาเอง

—ติ๊ด

จองฮาซองกดปิดเครื่องโทรศัพท์ไปเลยก่อนจะเริ่มก้าวเดิน

‘สงสัยต้องเลิกเล่นอินเทอร์เน็ตสักพักแล้วละ...’

มันเป็นช่วงเวลาที่ความกดดันซึ่งทับถมเขามานานหลายปีค่อยๆ มลายหายไปในที่สุด

[จองฮาซอง ระงับการทำกิจกรรมชั่วคราว... สาเหตุจากปัญหาสุขภาพ]

[“ยังไม่มีกำหนดกลับมา” สมาคมฮันเตอร์ ‘ลำบากใจ’ หลังวีรบุรุษประกาศพักงาน]

และอีกไม่กี่วันหลังจากนั้น

ตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศเกาหลีก็เต็มไปด้วยข่าวของฮันเตอร์อันดับ 1

***

【 กระดานสนทนาไร้ตัวตน 】

[หัวข้อ : เรื่องเล่าที่เห็น จ.ฮ.ซ. ทะเลาะกับคนอื่น]

[เนื้อหา :

ทุกคน เมื่อกี้ตอนเดินมาฉันเห็นจองฮาซองด้วย!!

ไม่ได้เห็นใกล้ๆ หรอก เห็นจากฝั่งตรงข้ามถนนน่ะ เขากำลังยืนคุยกับใครไม่รู้ แต่ก็นะ รัศมีผู้ตื่นรู้นี่มันปิดไม่มิดจริงๆ โคตรเท่

แต่ประเด็นคือฉันตกใจมาก

ทีแรกเห็นจองฮาซองแล้วก็ลังเลว่าจะข้ามไฟแดงไปทักดีไหมนะ... แต่จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนด่ากันโวยวายเลย

ปรากฏว่ามีคนกำลังพ่นคำหยาบใส่จองฮาซองอยู่

คนนั้นหน้าตาอย่างกับพวกนักเลงเลย ยืนโมโหชี้หน้าด่าเอาๆ

ตอนนั้นก็นึกว่าแค่ทะเลาะกันทั่วไป แต่พอกลับมาดูรูปที่ถ่ายไว้ คนที่ด่าจองฮาซองมีรอยไหม้ที่หลังมือด้วยแฮะ

สงสัยวันนี้จองฮาซองจะไปมีเรื่องกับคนนั้นมาแน่ๆ ;;

คือคนเรามันก็มีเรื่องกันได้ละนะ ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก

แค่ตกใจเฉยๆ ปกติในทีวีจองฮาซองดูเป็นพ่อพระมากเลย ไม่นึกว่าจะมายืนทะเลาะกับฮันเตอร์ด้วยกันแบบนี้]

[ความคิดเห็น (12)]

[นิรนาม : ใครมันจะไปกล้าหือกับระดับ S วะ 555 คราวหน้าแต่งเรื่องให้มันดูสมเหตุสมผลหน่อยนะ]

[นิรนาม : ไหนละหลักฐาน?]

[นิรนาม : ดูทรงแล้วคงเป็นพวกว่างงานริษยาความหล่อเท่ของอันดับ 1 เลยมาแต่งเรื่องด่า]

[ㄴผู้โพสต์ : (รูปภาพ)]

[ㄴผู้โพสต์ : ในโพสต์ก็เขียนอยู่ว่าถ่ายรูปไว้ แต่ลืมแนบน่ะ]

[นิรนาม : โห ดูจากรูปแล้วเหมือนจะเป็นของจริงแฮะ]

[นิรนาม : มีหลักฐานเฉย]

[นิรนาม : ไม่สิ แล้วไอ้บ้าที่กล้าทะเลาะกับอันดับ 1 นี่มันใครกันวะ ;;]

[นิรนาม : ฮันเตอร์?? ที่ยืนข้างๆ นั่นใครเหรอ? ใครรู้ชื่อบอกที]

[ㄴนิรนาม : จริง เห็นแล้วโคตรสะดุดตา]

[ㄴนิรนาม : ไม่มีใครรู้จักเลยแฮะ]

[นิรนาม : นี่มันแอบถ่ายโดยไม่ขออนุญาตหรือเปล่าคะ? หน้าคนทั่วไปก็ติดมาด้วย ผู้โพสต์ควรลบรูปออกจะดีกว่านะคะ]

.

.

.

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

71

20px

“อย่ามาทำเป็นซ่าด้วยพลังแค่นี้ จองฮาซอง”

ไหนดูซิ

เอาละ ถึงจะเผลอพูดออกไปเพื่อเป็นกลไกป้องกันตัวก็เถอะ แต่จะแถยังไงต่อดีล่ะเนี่ย

‘หืม’

ถ้าให้พูดตรงๆ ร่างกายระดับ F ของฉันมันไม่มีจุดแข็งอะไรให้เอามาอ้างได้เลย

ในเมื่อจะทำเป็นคุยโวโอ้อวดชูหางตัวเองไม่ได้ ตัวเลือกก็เลยบีบให้น้อยลง

‘ต้องใช้วิธีเหยียดอีกฝ่ายให้จมดินแทนแล้วละ’

ฉันตัดสินใจที่จะใส่ร้ายป้ายสีจองฮาซอง

มันช่วยไม่ได้ เพราะตอนนี้ฉันต้องทำตัวให้ดูเหมือนเป็นคนแข็งแกร่งให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

“โลกเรานี่มันถึงจุดจบแล้วจริงๆ ที่มีผู้ตื่นรู้อย่างนายเป็นจุดสูงสุดของสายจุดไฟทางจิต”

แปะๆ

ฉันปัดรอยไหม้บนหลังมือพลางด่าทออีกฝ่ายอย่างใจเย็น

“ทั้งที่ความจริงแล้ว นายมันก็แค่พวกที่ดึงความสามารถของตัวเองออกมาใช้ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่ด้วยซ้ำ...”

“ว่าไงนะ?”

“เที่ยวกังวลว่าคนจะมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดด้วยฝีมือแค่นั้น มันไม่ดูหลงตัวเองไปหน่อยเหรอ?”

แต่ยิ่งบทสนทนายาวขึ้น ฉันกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจนมุม

ความจริงแล้ว ชายหนุ่มที่ชื่อจองฮาซองคนนี้คือผลึกแห่งพรสวรรค์ที่แทบจะหาจุดตำหนิไม่ได้เลย

“นายเป็นถึงอันดับ 1 แต่ทักษะการควบคุมสกิลกลับห่วยแตกสิ้นดี”

ไม่ว่าจะเป็นสถานะทางสังคม

หรือปริมาณมานาที่ติดตัวมาแต่เกิด

ไม่มีสิ่งใดที่ระดับ S คนนี้จะด้อยไปกว่าใครเลย ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของเขาก็คือการควบคุมเวทมนตร์

ดังนั้นฉันจึงพยายามจี้จุดอ่อนเรื่องความไม่ชำนาญของจองฮาซองต่อไป...

“พูดตามตรงนะ ถ้าวัดกันแค่ความสามารถในการพลิกแพลงทักษะ นายก็ไม่ต่างจากพวกระดับ F ตามท้องถนนหรอกจริงไหม?”

แต่มันแล้วยังไงล่ะ?

การที่จองฮาซองคุมทักษะได้ไม่ดีถือเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

เพราะถ้าเทียบกับระดับ S คนอื่นๆ ปริมาณมานาของเขามันโดดเด่นและมหาศาลจนน่าเหลือเชื่อ

มานาที่ใหญ่โตเกินไปย่อมทำให้การปรับตัวเข้ากับความสามารถของผู้ตื่นรู้นั้นยากขึ้นหลายเท่าตัว

และจุดด้อยนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพลังการต่อสู้ของจองฮาซองเลยแม้แต่นิดเดียว

ในทางกลับกัน มันหมายความว่าระดับ S คนนี้เกิดมาพร้อมกับพลังทำลายล้างที่ท่วมท้นจนไม่จำเป็นต้องใช้ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ด้วยซ้ำ

‘ถ้าเอาเกณฑ์ของโลกนี้มาวัด เขาก็คือสัตว์ประหลาดของจริงเลยละ’

ฉันรู้สึกหวาดกลัวอยู่ลึกๆ

แต่ไม่แสดงอาการออกมาให้เห็นภายนอกเด็ดขาด

“อย่าหยุดอยู่แค่นี้ จองฮาซอง”

แกรก

ฉันกำถุงพลาสติกที่ถือมาจากร้านสะดวกซื้อแน่นเพื่อซ่อนความตื่นเต้น

“พอนายทำตัวแบบนี้มันถึงไม่มีการพัฒนาไง คิดว่าพอเป็นระดับ S แล้วทุกอย่างจะจบลงแค่นั้นเหรอ?”

เอาเถอะ อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็กำลังพูดจาในแบบที่ผู้แข็งแกร่งเขาพูดกันละนะ

“อย่ามัวแต่ทำตัวน่าสมเพช แล้วหาวิธีทำให้ตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ สิ! ในฐานะที่เป็นผู้ตื่นรู้น่ะ”

ฉันพ่นคำวิจารณ์เรื่องการใช้ทักษะยาวเหยียดก่อนจะค่อยๆ เงียบลง เพราะตอนนี้เริ่มหมดเรื่องจะพูดแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น

‘เอ๊ะ?’

เพราะมัวแต่หลบสายตาด้วยความกลัว ฉันเลยเพิ่งสังเกตเห็นช้าไปก้าวหนึ่ง

จองฮาซองมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าตกตะลึงตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

คงจะช็อกน่าดูที่ระดับ F กล้ามาเถียงระดับ S แบบนี้

แต่ยังไงก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงคือ ต่อให้ฉันจะจี้จุดอ่อนเขาไปขนาดนั้น แต่เขากลับไม่มีท่าทีจะยำเกรงเลยสักนิด

‘เวรเอ๊ย!’

นั่นทำให้ฉันเริ่มลนลานขึ้นมา

เพราะฉันตระหนักได้ว่า การข่มขวัญที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้จองฮาซองรู้สึกระแวดระวังฉันเลยแม้แต่น้อย

“อะ... อย่าเพิ่งมองฉันในแง่ร้ายสิ! ที่พูดไปก็เพราะฉันเสียดายแทนทั้งนั้น นายยังมีช่องว่างให้เก่งขึ้นได้อีกตั้งเยอะ แต่นายกลับมัวแต่มุ่งมั่นอยู่กับงาน...”

ฉันรีบอธิบายเพิ่มอย่างลนลาน

“คะ... แค่จะบอกว่า ให้มองอนาคตเข้าไว้!”

“อนาคตเหรอครับ?”

“ตอนนี้อาจจะเคลียร์ดันเจี้ยนไหนก็ได้ง่ายๆ แต่ใครจะไปรู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไงล่ะ?”

ทว่าที่นี่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง

ในชาติก่อนฉันใช้ชีวิตเป็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ เลยแทบจะไม่เคยต้องพยายามประจบเอาใจใครเลย

เพราะเรื่องส่วนใหญ่ฉันมักจะแก้ปัญหาด้วยกำลัง

ดังนั้นการที่ฉันประจบคนไม่เป็นจึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

“อย่าหักโหมแต่เนิ่นๆ เลย รักษาสุขภาพด้วย เพื่อคุณค่าในอนาคตของนาย”

“.......”

“พวกหมอไม่ได้บอกเรื่องพวกนี้บ้างเหรอ? พูดตามตรงนะ ถ้าเมื่อเดือนสิงหาคมฉันไม่บังคับให้นายนอนหลับละก็ อาชีพฮันเตอร์ของนายอาจจะจบเหี้ยนไปแล้วก็ได้ แล้วกิจกรรมกู้ภัยที่นายชอบนักชอบหนาก็จะอันตรธานหายวับไปหมด เพียงเพราะความดื้อรั้นชั่วครั้งชั่วคราวของนาย”

“งั้นเหรอครับ”

“คะ... เพราะฉะนั้น ข้อสรุปก็คือ ฉันอยากให้นาย... ไปรับการรักษาให้ดีในวันข้างหน้าน่ะ...”

บ้าจริง

อัลกอริทึมในจิตวิญญาณของฉันคิดว่าแค่แสร้งทำเป็นห่วงสุขภาพแล้วจะดูเป็นคนดีหรือไงนะ

สุดท้ายฉันก็จบการสนทนาด้วยประโยคเดิมๆ เหมือนคราวก่อน

ตอนแรกเริ่มด้วยการข่มขวัญอย่างมั่นใจ แต่สุดท้ายกลับลงเอยด้วยการนอบน้อมถ่อมตนเสียนี่

ในขณะที่ฉันกำลังลอบสังเกตท่าทีของจองฮาซองพลางคิดไม่ตก ว่าจะจบการสนทนานี้ยังไงดี

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”

ทันใดนั้น เสียงที่เปรียบเสมือนพระเจ้ามาโปรดก็ดังแว่วเข้าหู

“หือ?”

ซอนอูยอนนั่นเอง

ผู้ตื่นรู้ระดับ B คนนั้นจู่ๆ ก็โผล่มาขวางกลางระหว่างฉันกับจองฮาซอง

จะว่าไป การปรากฏตัวของซอนอูยอนก็ถือเป็นเรื่องปกติ

เพราะซอยที่เรายืนอยู่ตรงนี้มันอยู่ตรงข้ามกับประตูหลังของห้องฉุกเฉินพอดี

‘เสียงฉันดังไปถึงข้างในเลยเหรอ?’

ถ้าเดินออกมาข้างนอกก็คงหาตัวฉันได้ไม่ยาก แต่ปัญหาคือเธอออกมาจากห้องฉุกเฉินทำไมล่ะ

“รักษาเสร็จแล้วเหรอครับ?”

“อ๊ะ ค่ะ พอดีถึงคิวเร็วกว่าที่คิดน่ะค่ะ”

พอดูดีๆ พนักงานสมาคมคนนั้นก็มีนิ้วชี้ที่ขาดไปกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์เหมือนเดิมแล้ว

สงสัยจะไปเจอฮีลเลอร์มาแล้วแน่ๆ

“ว่าแต่คนที่บอกว่าจะไปซื้อน้ำข้าวบาร์เลย์ ทำไมถึงได้ช้านักล่ะคะ”

ซอนอูยอนหอบพลางมองฉันกับจองฮาซองสลับกันไปมา

“ทำไมพอเจอฮันเตอร์จองฮาซองทีไร ต้องคอยหาเรื่องจะกินหัวเขาอยู่เรื่อยเลยล่ะคะ?”

“หา?”

“ฉันได้ยินหมดแล้วค่ะตอนเดินมา! ที่คุณพูดจาร้ายๆ ใส่คุณฮาซองน่ะ ทั้งเรื่องที่บอกว่าน่าสมเพชหรืออะไรพวกนั้น”

หลังจากนั้น ซอนอูยอนก็คว้าแขนเสื้อฉันไว้ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

“ได้โปรดอย่าทะเลาะกันเลยนะคะ!”

“เอ่อ...”

“ที่นี่หน้าโรงพยาบาลนะคะ มีผู้สูงอายุที่อ่อนไหวต่อมานาอยู่เยอะด้วย”

ส่วนตัวฉันคิดว่า เธอควรไปห้ามอาวุธสงครามเดินได้อย่างระดับ S คนนั้นมากกว่าจะมาห้ามคนไร้พิษสงอย่างฉันนะ

“หืม”

เอาเถอะ ได้จังหวะพอดี

ฉันตัดสินใจใช้คำขอร้องของซอนอูยอนเป็นข้ออ้างในการขอตัวลา

“นั่นสินะครับ ทะเลาะกันมันไม่ดีหรอก จะมีอะไรเลวร้ายไปกว่าการทำร้ายคนอื่นอีกล่ะ”

หวังว่าจองฮาซองฟังแล้วจะรู้สึกอะไรบ้างนะ

“ยังไงก็ขอโทษที่มาทำธุระให้ช้าไปหน่อยนะครับ เอ้า นี่ครับน้ำข้าวบาร์เลย์ แยกย้ายกลับบ้านกันเถอะ”

“อ๊ะ... เอ๊ะ?”

“พอดีเลย รถว่างมาทางนั้นพอดี แท็กซี่!”

ฟึ่บ

ฉันวิ่งออกไปที่ถนนโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

เดิมทีฉันกะจะเนียนหนีไปแบบลื่นไหลอย่างนี้แหละ

“เดี๋ยวก่อนครับ”

ทว่า ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้คิดจะจบการสนทนาลงแค่นี้

จองฮาซองที่ฉันทิ้งไว้ข้างหลังจู่ๆ ก็เรียกให้หยุด

ฉันได้ยินเสียงนั้นแล้วก็ค่อยๆ หันหัวกลับไปอย่างเก้อเขิน

“มีอะไร?”

แต่คำพูดที่ออกมาจากปากเขากลับเหนือความคาดหมาย

“เรื่องค่ายาฟื้นฟูที่ใช้กับผมคราวก่อนน่ะครับ”

“หืม?”

อะไรเนี่ย

จองฮาซองพูดในสิ่งที่ฉันคาดไม่ถึง

“...ขอโทษที่บอกช้าไปครับ ถ้าตอนนี้ผมอยากจะจ่ายคืนให้ รบกวนช่วยบอกเลขบัญชีหน่อยได้ไหมครับ”

ลืมไปสนิทเลยแฮะ ที่เขาพูดมาก็ถูก ฉันเคยช่วยชีวิตเขาไว้จริงๆ นั่นแหละ

การที่เขาอยากจะแทนคุณมันก็เป็นเรื่องน่ายินดีอยู่หรอก แต่...

‘ทำไมจู่ๆ ก็มาตอนนี้?’

คำถามที่ว่า ‘มานึกเอาป่านนี้เนี่ยนะ?’ ผุดขึ้นมาในหัว

ไอ้ชาวโลกคนนี้ ที่ผ่านมาเห็นพุ่งเข้าใส่จะฆ่ากันให้ตายเพราะฉันไปขัดขวางงานของเขา ไม่สนเลยว่าเป็นผู้มีพระคุณหรือใคร

‘คิดจะทำอะไรกันแน่?’

หรือนี่จะเป็นแผนร้ายอะไรบางอย่าง?

ฉันเต็มไปด้วยความระแวง เลยไม่สามารถรับข้อเสนอของระดับ S ได้ง่ายๆ

“ไม่เป็นไร”

“ครับ?”

“บอกว่าไม่เป็นไรไง”

ปัง

ทันใดนั้น เสียงเปิดประตูหลังรถแท็กซี่ก็ดังขึ้น

“ถ้าจะขอบคุณจริงๆ ก็ช่วยยกเลิกเรื่องที่จะฟ้องฉันข้อหาทำร้ายร่างกายซะเถอะ”

จองฮาซองแสดงสีหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยินแบบนั้น แต่ฉันไม่คิดจะเสวนากับเขาต่อแล้ว

การแสร้งทำเป็นผู้แข็งแกร่งต่อหน้าระดับ S มันเริ่มจะถึงขีดจำกัดของฉันแล้วเหมือนกัน

“ฟู่!”

บรื๊น

ตอนที่รถแท็กซี่ออกตัวไป

ฉันพิงหลังลงกับเบาะหลังพลางเช็ดเหงื่อกาฬที่ไหลซึม

‘รอดตายแล้ว!’

ถึงจะมีอุปสรรคไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็เอาชีวิตรอดมาได้ก็พอแล้ว

แถมเรื่องครั้งนี้ยังทำให้ฉันมั่นใจมากขึ้นด้วย

จองฮาซองเป็นพวกแพ้ทางคนขี้คุยจริงๆ ด้วย!

‘ฉันพ่นคำพูดที่น่าจะทำให้รู้สึกแย่ออกไปตั้งเยอะ แต่สุดท้ายเขากลับไม่พุ่งเข้ามาเล่นงานแฮะ’

หึๆ เป็นพวกขี้ขลาดจริงๆ เลยนะเนี่ย

ฉันกุมมือที่สั่นเทาของตัวเองไว้พลางตั้งปณิธานอีกครั้ง

ใช่แล้ว ต่อหน้าระดับ S คนนั้น ฉันต้องรักษาภาพลักษณ์ผู้แข็งแกร่งเอาไว้ตลอดไป

‘ถ้าถูกดูแคลนเมื่อไหร่ เขาคงเริ่มลงดาบก่อนแน่ และคนอย่างฉันไม่มีทางหลบการโจมตีของระดับ S ได้เป็นครั้งที่สองหรอก...!’

นั่นคือทางรอดเดียวของฉัน

***

หลังจากกิรยอจากไป

หน้าประตูหลังห้องฉุกเฉิน

“.......”

จองฮาซองมองตามรถแท็กซี่ที่คิมกิรยอนั่งไปจนลับตา ก่อนจะละสายตากลับมา

ในใจของเขารู้สึกสับสนวุ่นวาย

‘หาวิธีที่จะเก่งขึ้นงั้นเหรอ’

แน่นอนว่าเขาไม่เคยคิดในมุมมองแบบนั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว

นับตั้งแต่ตื่นรู้ขึ้นมาเป็นฮันเตอร์ระดับ S

เขามักจะคอยกดพลังนี้ไว้และเอาแต่จดจ่อกับการทำให้มันดูเล็กลงเสมอ

‘ความจริงแล้วฉันดึงความสามารถออกมาใช้ไม่ได้ถึงเศษหนึ่งส่วนสี่งั้นเหรอ...’

ฮาซองก้มมองฝ่ามือตัวเองแล้วยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรง

พูดตรงๆ คือเขาไม่อาจปฏิเสธคำพูดนั้นได้เลย

เพราะถ้าพิจารณาจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว ค่าการตื่นรู้ของเขาสูงกว่าค่าเฉลี่ยของฮันเตอร์ระดับ S ถึง 1.5 เท่า

พลังอันมหาศาลนี้เปรียบเสมือนม้าป่าที่พยศร้ายกาจ และเขาไม่เคยจับบังเหียนของม้าตัวนี้ได้ถูกต้องเลยสักครั้ง

เขาเพียงแต่ถูกกระแสมานาที่พุ่งพล่านลากจูงไปอย่างทุลักทุเล

‘น่าสมเพชจริงๆ’

ด้วยเหตุนั้น ตั้งแต่จุดหนึ่งเขาก็เลยพยายามจะกดเปลวไฟนี้ไว้

ไม่นึกเลยว่าจะได้ยินคำพูดที่บอกว่าอย่าหยุดอยู่แค่นี้จากปากคนอื่นแบบนี้

—เที่ยวกังวลว่าคนจะมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดด้วยฝีมือแค่นั้น มันไม่ดูหลงตัวเองไปหน่อยเหรอ?

เป็นคำประเมินที่เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

บอกว่าเขาไม่มีฝีมืองั้นเหรอ

คนที่จัดการเกตระดับ A เป็นว่าเล่น และเคลียร์เขาวงกตสีขาวที่แม้แต่ระดับ S ด้วยกันยังไม่อยากเข้า ได้ด้วยตัวคนเดียวเนี่ยนะ

‘นั่นสินะ’

มันเป็นคำด่าตรงๆ ที่รุนแรง

เพราะแบบนั้นมันถึงทำให้เขาตาสว่าง

‘สิ่งที่คนคนนั้นพูดไม่มีอะไรผิดเลยสักอย่าง’

การหักโหมร่างกายเพื่อผลประโยชน์ตรงหน้า มันคือการทำลายอนาคตของตัวเองชัดๆ

เป็นอย่างที่เขาว่า ฉันกำลังหยุดอยู่กับที่จริงๆ

ฉันไม่ควรทำแบบนี้เลย

เพราะมัวแต่ถูกความกระวนกระวายไล่ล่า หรือถูกคนรอบข้างยุยงจนหลงเข้าไปในวงจรการทำร้ายตัวเอง...

—ตื๊ด... ตื๊ด...

ทันใดนั้น เสียงเรียกเข้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากในกระเป๋า แต่ฮาซองไม่รับสาย

[ท่านประธานสมาคม☎]

เพราะเขาเช็กชื่อผู้โทรแล้ว

“.......”

พักหลังมานี้สมาคมฮันเตอร์มักจะติดต่อมาบ่อยครั้ง

พอเขาเริ่มไปโรงพยาบาลและขอลดงานลงสักไม่กี่วัน พวกนั้นก็แอบโทรมาเช็กทันที

ช่วงนี้ไม่สบายตรงไหนเหรอ

ทำไมจู่ๆ ถึงลดการจองเกตลงล่ะ

งั้นก่อนจะพัก ช่วยไปจัดการดันเจี้ยนระดับ A ที่ตกลงกันไว้ก่อนได้ไหม

ทำราวกับว่าฝากชีวิตไว้กับเขาแล้วก็เอาแต่บีบคั้นอยู่ได้...

“พอแค่นี้เถอะ”

ฟู่

หลังจากสูดหายใจเข้าลึกๆ จองฮาซองก็ตัดสินใจได้หนึ่งอย่าง

เขาจะวางมือจากเรื่องพวกนี้เสียที

ที่ผ่านมาเขาพยายามจะตอบสนองความคาดหวังของพวกนั้นเพราะกลัวสายตาคนอื่น และถูกความกลัวในใจขับเคี่ยว

แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องทำตามคำแนะนำที่ถูกต้องแล้ว เพื่อชีวิตของเขาเอง

—ติ๊ด

จองฮาซองกดปิดเครื่องโทรศัพท์ไปเลยก่อนจะเริ่มก้าวเดิน

‘สงสัยต้องเลิกเล่นอินเทอร์เน็ตสักพักแล้วละ...’

มันเป็นช่วงเวลาที่ความกดดันซึ่งทับถมเขามานานหลายปีค่อยๆ มลายหายไปในที่สุด

[จองฮาซอง ระงับการทำกิจกรรมชั่วคราว... สาเหตุจากปัญหาสุขภาพ]

[“ยังไม่มีกำหนดกลับมา” สมาคมฮันเตอร์ ‘ลำบากใจ’ หลังวีรบุรุษประกาศพักงาน]

และอีกไม่กี่วันหลังจากนั้น

ตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศเกาหลีก็เต็มไปด้วยข่าวของฮันเตอร์อันดับ 1

***

【 กระดานสนทนาไร้ตัวตน 】

[หัวข้อ : เรื่องเล่าที่เห็น จ.ฮ.ซ. ทะเลาะกับคนอื่น]

[เนื้อหา :

ทุกคน เมื่อกี้ตอนเดินมาฉันเห็นจองฮาซองด้วย!!

ไม่ได้เห็นใกล้ๆ หรอก เห็นจากฝั่งตรงข้ามถนนน่ะ เขากำลังยืนคุยกับใครไม่รู้ แต่ก็นะ รัศมีผู้ตื่นรู้นี่มันปิดไม่มิดจริงๆ โคตรเท่

แต่ประเด็นคือฉันตกใจมาก

ทีแรกเห็นจองฮาซองแล้วก็ลังเลว่าจะข้ามไฟแดงไปทักดีไหมนะ... แต่จู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนด่ากันโวยวายเลย

ปรากฏว่ามีคนกำลังพ่นคำหยาบใส่จองฮาซองอยู่

คนนั้นหน้าตาอย่างกับพวกนักเลงเลย ยืนโมโหชี้หน้าด่าเอาๆ

ตอนนั้นก็นึกว่าแค่ทะเลาะกันทั่วไป แต่พอกลับมาดูรูปที่ถ่ายไว้ คนที่ด่าจองฮาซองมีรอยไหม้ที่หลังมือด้วยแฮะ

สงสัยวันนี้จองฮาซองจะไปมีเรื่องกับคนนั้นมาแน่ๆ ;;

คือคนเรามันก็มีเรื่องกันได้ละนะ ฉันก็ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก

แค่ตกใจเฉยๆ ปกติในทีวีจองฮาซองดูเป็นพ่อพระมากเลย ไม่นึกว่าจะมายืนทะเลาะกับฮันเตอร์ด้วยกันแบบนี้]

[ความคิดเห็น (12)]

[นิรนาม : ใครมันจะไปกล้าหือกับระดับ S วะ 555 คราวหน้าแต่งเรื่องให้มันดูสมเหตุสมผลหน่อยนะ]

[นิรนาม : ไหนละหลักฐาน?]

[นิรนาม : ดูทรงแล้วคงเป็นพวกว่างงานริษยาความหล่อเท่ของอันดับ 1 เลยมาแต่งเรื่องด่า]

[ㄴผู้โพสต์ : (รูปภาพ)]

[ㄴผู้โพสต์ : ในโพสต์ก็เขียนอยู่ว่าถ่ายรูปไว้ แต่ลืมแนบน่ะ]

[นิรนาม : โห ดูจากรูปแล้วเหมือนจะเป็นของจริงแฮะ]

[นิรนาม : มีหลักฐานเฉย]

[นิรนาม : ไม่สิ แล้วไอ้บ้าที่กล้าทะเลาะกับอันดับ 1 นี่มันใครกันวะ ;;]

[นิรนาม : ฮันเตอร์?? ที่ยืนข้างๆ นั่นใครเหรอ? ใครรู้ชื่อบอกที]

[ㄴนิรนาม : จริง เห็นแล้วโคตรสะดุดตา]

[ㄴนิรนาม : ไม่มีใครรู้จักเลยแฮะ]

[นิรนาม : นี่มันแอบถ่ายโดยไม่ขออนุญาตหรือเปล่าคะ? หน้าคนทั่วไปก็ติดมาด้วย ผู้โพสต์ควรลบรูปออกจะดีกว่านะคะ]

.

.

.