Cover

10

เห็นว่าเป็นพวกมนุษย์ยุคหินทางเวทมนตร์หน่อยก็โม้เละเทะเลยนะไอ้หมอนี่ พลังหายบ้าบออะไรกัน จอมเวทของโลกมนุษย์น่ะใช้เวทมนตร์ได้ยันแก่ตายนู่น

“ไม่ใช่ ‘วิชา’ สิ! เมื่อกี้ฉันหมายถึงกำลังฝึกกำจัด มอนสเตอร์ โดยไม่ใช้สกิลต่างหาก”

แต่ฉันก็ยังแถหน้าด้านๆ ออกไปจนได้

ความจริงคือใช้เวทมนตร์ได้ แต่จงใจระงับพลังเอาไว้เองต่างหาก! แหม พูดแบบนี้ดูดีมีราคาขึ้นเยอะเลยไม่ใช่หรือไง?

“อืม... อธิบายแค่นี้เข้าใจไหม?”

ปฏิกิริยาตอบกลับที่เงียบเชียบทำเอาใจคอไม่ดีชอบกล

ฉันที่เผลอเหม่อมองอากาศว่างเปล่าเพื่อเค้นคำโกหก ค่อยๆ หันกลับไปมองอย่างระมัดระวัง

“ยุนซึง?”

ทันใดนั้น ฉันก็เห็น อันยุนซึง น้ำตาคลอเบ้า เฮ้ย เดี๋ยวสิ

“ที่แท้คุณมีเจตนาลึกซึ้งแบบนี้นี่เอง!”

ดูเหมือนสิ่งที่ฉันพูดไปจะไปสะกิดใจ อันยุนซึง เข้าอย่างจัง เขาถึงได้พูดด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจขนาดนั้น

แววตาของเขาลุกโชนไปด้วยประกายแห่งปัญญา ราวกับผู้ที่เพิ่งบรรลุสัจธรรม

“นึกไม่ถึงเลยจริงๆ... ใช่ครับ คำพูดนั้นถูกต้องที่สุด ของที่ได้มาง่ายๆ ย่อมหายไปง่ายๆ เป็นธรรมดา แต่ทำไมผมถึงมั่นใจนักหนานะว่าพลังนี้จะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต? แน่นอนว่าผมควรต้องคิดเผื่อถึงวันที่ต้องกลับไปเป็นคนธรรมดาด้วย”

“ยุนซึง?”

“แถมดูจากแนวโน้มของ เกต ช่วงนี้ การกลายพันธุ์ก็ยิ่งคาดเดายากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้ สักวันอาจจะมีดันเจี้ยนที่ห้ามใช้สกิลโผล่ออกมาก็ได้”

“อะ... เอ่อ”

“ในขณะที่ผมมัวแต่หาทางลัด ไม่คิดจะขัดเกลาตัวเอง แต่พี่กลับมีวิสัยทัศน์กว้างไกลขนาดนี้ ว้าว พี่นี่มัน...”

นี่สินะความคิดของพวกระดับท็อป!

อันยุนซึง ตื่นเต้นยกใหญ่ที่แนวคิดของฉันแตกต่างจากคนทั่วไป ก่อนจะเบิกตากว้างเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“อ๊ะ! เพราะอย่างนี้เองสินะครับ?”

สังหรณ์ใจไม่ดีเลยแฮะ

“ปกติแล้วคนที่มีค่าการตื่นรู้สูงๆ เรามักจะสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณนี่ครับ เหมือนเวลาอยู่ใกล้พวก ระดับ S แล้วจะรู้สึกขนลุก”

“อ้อ”

“แต่กับพี่กิรยอ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี มันสัมผัสอะไรไม่ได้เลยเหมือนพวกแมลงหวี่ จนผมนึกว่าคิดไปเอง”

เมื่อกี้แกเรียกอดีตผู้บัญชาการกองพลเวทที่ 1 แห่ง อัลฟาวูรี ว่าอะไรนะ? แมลงหวี่?

“เพราะพี่ฝึกระงับพลังมาตลอด ก็เลยสามารถซ่อน มานา ได้ด้วยสินะครับ? การควบคุมที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตเลย...!”

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่า ไอ้ค่าการตื่นรู้ที่พูดๆ กันเนี่ย จริงๆ แล้วมันก็คือปริมาณ มานา นั่นแหละ แต่ฉันกลับไม่ดีใจเลยสักนิด

ฉันได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นทาบหน้าอกเงียบๆ

หลังจากชำเลืองมองตำแหน่งของปอดจนแน่ใจแล้ว ฉันก็ตอบกลับไปว่า

“...ก็ ประมาณนั้นแหละ”

รู้สึกสังหรณ์ใจว่าต่อไปคงต้องพูดคำนี้บ่อยแน่ๆ

---

วันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จงดงาม

‘ฮะ ฮ่าๆ’

ฉันหยุดนับเงินไม่ได้มาพักใหญ่แล้ว การล่าครั้งนี้ทำเงินได้ตั้งเท่าไหร่กันเนี่ย

‘หนึ่งล้านวอน!’

สัมผัสของธนบัตรแข็งๆ ส่งผ่านมาที่มือ

นี่เป็นเงินที่ได้จากการจัดการ ค้างคาวเพลิง แค่ 7 ตัวเองนะ ไม่อยากจะเชื่อเลย

‘บ้าจริง รู้งี้ใน เกต น่าจะมี มอนสเตอร์ เยอะกว่านี้หน่อย’

ถ้าสถานการณ์เป็นใจ กระเป๋าตังค์คงตุงกว่านี้แน่

‘ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็น ค้างคาวเพลิง ตัวสุดท้าย แถมพอฆ่า มอนสเตอร์ หมด เกต ดันหายไปอีก?’

อุตส่าห์ใช้ร่างกายที่ร่ายเวทไม่ได้ปราบ สัตว์อสูร ระดับ C ได้ทั้งที ผลตอบแทนที่ได้กลับมาดันเหนือความคาดหมายเสียอีก

แต่ในเมื่อเหยื่อใน เกต เป็นสิ่งมีชีวิต จำนวนของมันย่อมมีจำกัด

สุดท้ายฉันก็ต้องจบทริปนี้ด้วยเงินก้อนโตแบบกรุบกริบที่ 1 ล้านวอน

ถึงจะเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป อย่างน้อยก็ได้ขึ้นรถเที่ยวสุดท้ายก็ยังดีวะ

“ฮันเตอร์ อันยุนซึง วันนี้ขอบใจมากนะ”

เอาล่ะ ได้เวลาปล่อยนกปล่อยกาที่มาตอบแทนบุญคุณไปได้แล้ว

ฉันกล่าวลาเขาแบบสบายๆ

“พี่ครับ ปกติพี่แอบไปลง เกต ที่ไม่มีคนแบบนี้ประจำเหรอครับ?”

แต่ยุนซึงไม่รับคำลา กลับเริ่มตั้งคำถามซะงั้น

เลือกเข้าเฉพาะ เกต ที่ไม่มีคนงั้นเรอะ

ควรตอบไหมเนี่ย

“ถามทำไม?”

พอเห็นฉันตอบกลับด้วยท่าทีระแวดระวัง เขาก็ยิ้มแห้งๆ

“การจะเข้า เกต ระดับ E ขึ้นไปอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีความช่วยเหลือจาก ฮันเตอร์ คนอื่นนี่ครับ”

“ใช่”

“งั้นถ้าหาก...”

“...?”

“ถ้ามีงานแบบวันนี้อีก พี่ช่วยเรียกผมอีกได้ไหมครับ?”

ข้อเสนอที่ อันยุนซึง เอ่ยออกมาอย่างเกรงใจนั้นผิดคาดมาก แถมยังเป็นข้อเสนอที่ดูดีเกินไปอีกต่างหาก

การระวังของฟรีถือเป็นกฎเหล็กที่ใช้ได้ทั่วจักรวาล

“นายก็ใช้หนี้หมดแล้วนี่ ทำไมล่ะ?”

หรือว่าเจ้ามนุษย์โลกคนนี้จะเล็ง สารดูดซับมานา แล้ววางแผนตุกติก?

‘แต่จะคิดแบบนั้น หมอนี่ก็ดูไม่รู้มูลค่าของทรายนั่นเลยนี่นา’

แน่นอนว่าเหตุผลของข้อเสนอนั้นถูกเฉลยออกมาในทันที

“เพราะอยู่กับพี่แล้วมีอะไรให้เรียนรู้เยอะเลยครับ”

ภูมิหลังที่เขาร่ายยาวมาสรุปได้ดังนี้

เมื่อไม่นานมานี้ ทีมของเขาแตกกระจายเพราะอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้ต้องกลายเป็น ฮันเตอร์ ฉายเดี่ยวแบบงงๆ

ความจริงแล้ว อันยุนซึง เพิ่งเป็น ผู้ตื่นรู้ ได้ไม่ถึงครึ่งปี

เพราะแบบนั้นประสบการณ์เลยน้อยมาก จะให้ลุยเดี่ยวก็อันตรายเกินไป ครั้นจะตั้งทีมใหม่...

‘คงฝังใจเรื่องโดนพวกพ้องหักหลังสินะ เป็นฉันก็คงระแวงเหมือนกัน’

ปัจจัยหลายอย่างรุมเร้า ตอนนี้เลยกลายเป็นช่วงพักงานกลายๆ

สรุปก็คือ ฮันเตอร์ ระดับ A คนนี้กำลังว่างจัด

ดังนั้นถ้าฉันอนุญาต เขาก็อยากจะขอติดสอยห้อยตามเข้า เกต ด้วยเป็นครั้งคราว ถือเป็นการทำกายภาพบำบัดและรีเซ็ตสภาพจิตใจไปในตัว

อืม

“ถ้าบอกจะช่วยฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ แต่ว่า...”

ฉันเรียบเรียงคำพูดในหัวรอบหนึ่ง ก่อนจะพูดดักคอไว้ก่อน

“ยุนซึง ถ้าเกิดเราสองคนต้องสู้ขึ้นมา”

“ครับ?”

“ฉันแพ้นะ”

“...!”

“ฉันอ่อนแอขนาดนั้นแหละ เรื่อง หุ่นศิลาเวทมนตร์ นั่นเป็นแค่เพราะนายรับมือ... ไม่ค่อยได้เรื่องเองต่างหาก”

ขืนปล่อยให้ อันยุนซึง ยกย่องบูชาตามใจชอบ เดี๋ยวเกิดเรื่องขึ้นมาจะซวยเอา

“เข้าใจที่พูดไหม? หมายความว่าถ้าเกิดเหตุอันตราย อย่าหวังว่าฉันจะไปช่วยนายได้”

“อ๋อ...”

“นายต้องปกป้องตัวเอง ตลอดเวลา”

แค่นี้น่าจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีพอสมควร โดยไม่ต้องบอกความจริงว่าฉันใช้เวทมนตร์ไม่ได้

หลังจากอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ฉันก็ถามย้ำว่าเขายังจะตามมาลง เกต ด้วยกันอีกไหม

ซึ่ง อันยุนซึง ก็ตอบตกลงอย่างยินดี

‘อาา พี่กิรยอนี่ถ่อมตัวจริงๆ... ที่อุตส่าห์พูดเตือนแบบนี้ เพราะเป็นห่วงกลัวผมจะประมาทจนเจ็บตัวสินะ!’

เห็นรอยยิ้มแป้นนั่นแล้ว ดูเหมือนจะเข้าใจเจตนาของฉัน (ไปในทางที่ดี) แล้วสินะ

“ดี เข้าใจก็ดีแล้ว”

ฉันอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีที่ได้ผู้ช่วยชาวโลก

เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ ที่เหลือก็แค่แลกเบอร์ติดต่อสำหรับงานหน้า

“จริงสิ พี่กิรยออายุเท่าไหร่ครับ?”

เขาชะงักมือตอนกำลังเมมเบอร์แล้วเงยหน้าถาม

จะว่าไป... เรายังไม่รู้อายุของกันและกันเลยนี่นา

‘ความประทับใจแรกคือไอ้ท่าทางลนลานตอนเจอ หุ่นศิลาเวทมนตร์ นั่น ฉันเลยเผลอมอง อันยุนซึง ว่าเด็กกว่าไปโดยปริยาย’

อายุของ คิมกิรยอ งั้นเหรอ?

ฉันยืนนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋าหลังออกมา แล้วยื่นบัตรประชาชนให้ดู

พลเมืองโลกผู้นี้เลยช่วยคำนวณอายุให้เสร็จสรรพ

“ฮะ? 24 ปี? ห่างกันแค่สองปีเองเหรอครับ...”

“......”

“อะ อาฮะฮะ เอ่อ ผมอายุ 22 ครับ! แต่ผมซิ่วเข้ามหา’ลัย รหัสนักศึกษาเลย...”

การแลกเบอร์ครั้งนี้ทำให้รู้อะไรหลายอย่าง

คิมกิรยอ อายุ 24 ปี

และจากการที่พูดเรื่องมหา’ลัยแล้วไม่มีความทรงจำอะไรผุดขึ้นมาเลย เป็นไปได้สูงว่าหมอนี่คงไม่ใช่พวกหัวกะทิ

“อืม”

ในโทรศัพท์มือถือไม่มีเบอร์ใครเมมไว้เลยสักคน

---

เช้าอันสดใส

ฉันเริ่มต้นวันใหม่ด้วยคำสบถ

เพราะทันทีที่ลืมตาตื่น ก็เช็กแล้วว่าเวทมนตร์ยังไม่กลับมา

แต่พอล้างหน้าด้วยน้ำเย็นความคิดลบๆ ก็ถูกปัดเป่าออกไป

เพราะวันนี้มีนัดสำคัญกับ ฮันเตอร์ ที่ชื่อ อันยุนซึง

‘ตกลงว่าจะไป เกต กันนี่นะ’

ไม่ใช่ว่าจะไปทำพิธีสาปแช่งโรยเกลือใส่ มอนสเตอร์ อีกรอบหรอกนะ

สิ่งมีชีวิตที่ตายเพราะ สารดูดซับมานา มีน้อยมาก จะให้ออกล่าทุกวันก็คงไม่ได้ เดิมทีฉันกะว่าจะพักผ่อนสักวันหลังจากได้เงินมาแล้วแท้ๆ...

แต่ อันยุนซึง ดันถามขึ้นมาเมื่อวานซะก่อน

-พี่ครับ ถ้าไม่รังเกียจ พรุ่งนี้ไปดู เกต ใหม่ด้วยกันไหมครับ? เห็นว่าข้างในมีของแปลกๆ ออกมาด้วย พอดีผมได้สิทธิ์เข้าก่อนใครมาน่ะครับ

และคำตอบของฉันต่อข้อเสนอนั้นก็คือ

“อันยุนซึง !”

“อ๊ะ มาแล้ว!”

มนุษย์ต่างดาวอย่างฉันจะอดใจไหวได้ยังไง ในเมื่อมีของแปลกให้ดู?

เฮ้อ ฉันปาดเหงื่อที่ไหลจากการเดินมา อันยุนซึง มองฉันนิ่งๆ ก่อนจะทักว่า

“อย่าบอกนะครับว่าพี่เดินมา?”

“อือ ทำไม?”

“ผมกลัวว่ามันจะไกลจากที่พักพี่เกินไปน่ะครับ นั่งแท็กซี่มาก็ได้แท้ๆ”

แท็กซี่......

“...นั่นสิ”

สมองของ คิมกิรยอ เอ๋ย ข้อมูลแบบนี้ดันเพิ่งจะนึกออกนะ ใช่ไหม?

‘บ้าเอ๊ย’

ฉันกลืนคำด่าลงคอแล้วปรับลมหายใจ

พอเริ่มใจเย็นลง ทิวทัศน์รอบข้างถึงเพิ่งจะเข้ามาในสายตา

“คนเยอะพอดูเลยนะ คนที่มานี่จะได้เข้าไปหมดเลยเหรอ?”

“ส่วนใหญ่เป็นพวกไทยมุงครับ หรือไม่ก็นักข่าว”

จริงด้วย เกาหลีเวลาเกิด เกต ใหม่ หน่วยสำรวจล่วงหน้าจะเข้าไปตรวจสอบและกันไม่ให้ ฮันเตอร์ คนอื่นเข้าไปวุ่นวาย...

ต้องรอให้ทาง สมาคมฮันเตอร์ ตรวจสอบเสร็จและปล่อยข้อมูลออกมาก่อนถึงจะเปิด เกต ให้เข้าได้สินะ

และวันนี้ก็เป็นวันเปิด เกต ใหม่ที่ว่านั่น

แถมยังมีการค้นพบพืชที่มนุษยชาติไม่เคยเห็นมาก่อนในนั้นด้วย

ไม่แน่ว่าวัตถุดิบปริศนาที่ปกคลุมอยู่เต็มพื้นนั่น อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พลังเวทของฉันกลับคืนมาก็ได้

‘ยังไม่เปิดอีกเหรอ? ก็แค่จะเข้าไปดูพืชตรงปากทางเข้าแล้วกลับออกมา ไม่ได้จะอยู่นานสักหน่อย’

ฉันมอง เกต ด้วยความรู้สึกคาดหวังครึ่งกังวลครึ่ง

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

‘หือ? นั่นอะไรน่ะ?’

ไกลออกไป รถเก๋งสีดำคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี

ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจรถยนต์กันเลย แต่พอประตูหลังเปิดออกและมีใครบางคนก้าวลงมา สถานการณ์ก็พลิกผันทันที

“เฮ้ย!”

“นั่นมัน...”

“มาทำอะไรที่นี่น่ะ?”

เหล่า ฮันเตอร์ เริ่มส่งเสียงฮือฮา

ในดวงตาของพวกเขาล้วนฉายแววตึงเครียดประหลาด

“เฮือก คังชางโฮ...”

ปฏิกิริยาของ อันยุนซึง ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

อยากรู้จริงว่าทำไมบรรยากาศถึงเป็นแบบนี้ แต่ทางนี้ไม่รู้จักคนดังของโลกสักหน่อย ให้ตายสิ

“ใครน่ะ?”

ด้วยความอัดอั้นตันใจ สุดท้ายเลยถามออกไป

อันยุนซึง หันมามองค้อนราวกับเห็นสายลับ

“ฮันเตอร์ คังชางโฮไงครับ ระดับ S ”

แต่ถ้าเป็นระดับนี้ จะมองแบบนั้นก็สมควรอยู่

“ระดับ S ? ที่บอกว่าในเกาหลีมีแค่ 3 คนน่ะนะ?”

พอได้ยินแบบนั้นแล้วลองสังเกตดูดีๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าทำไมหมอนั่นถึงเป็น ระดับ S

ตัวตนที่แตกต่างจากพวกจอมเวทดาษดื่นแถวนี้อย่างสิ้นเชิง แถมยังควบคุมพลังเวทมหาศาลในร่างได้อย่างเสถียรอีก

‘โอ้โห’

เป็นบุคลากรที่หาได้ยากในโลกนี้จริงๆ ฉันเผลอมองตามไปโดยธรรมชาติ

และจังหวะนั้นเอง สายตาของฉันก็บังเอิญสบเข้ากับ ฮันเตอร์ ระดับ S คนนั้นพอดี

‘ใครๆ ก็มองหมอนั่นอยู่แล้ว คงไม่เป็นไรมั้ง’

ฉันเลยไม่ได้หลบสายตา ส่วนทาง ผู้ตื่นรู้ คนนั้นก็หันไปทางอื่นในเวลาไม่นาน

เป็นเรื่องปกติ สบตากันบังเอิญแค่นิดหน่อยจะมีสาระอะไร...

“อ้าว?”

เดี๋ยว ขอถอนคำพูดเมื่อกี้

ฮันเตอร์ ระดับ S ที่หันหน้าหนีไปทางภูเขา จู่ๆ ก็หันขวับกลับมาจ้องฉันอย่างรวดเร็ว

ดวงตาที่เบิกกว้างนั่นเหมือนกับกำลังสงสัยว่า ‘เมื่อกี้ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า?’ จนต้องหันกลับมาเช็กให้ชัวร์

แถมคราวนี้หมอนั่นยังจ้องเขม็งมาทางนี้แบบไม่กะพริบตาเลยด้วย

‘เอ่อ อะไรวะ’

มามุกนี้ชักเริ่มกลัวแล้วนะ

ฉันรีบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ทว่า หูพลันแว่วเสียงย่ำเท้าลงบนผืนหญ้า

เสียงฝีเท้าของ ฮันเตอร์ ระดับ S ที่กำลังตรงเข้ามา

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

10

20px

เห็นว่าเป็นพวกมนุษย์ยุคหินทางเวทมนตร์หน่อยก็โม้เละเทะเลยนะไอ้หมอนี่ พลังหายบ้าบออะไรกัน จอมเวทของโลกมนุษย์น่ะใช้เวทมนตร์ได้ยันแก่ตายนู่น

“ไม่ใช่ ‘วิชา’ สิ! เมื่อกี้ฉันหมายถึงกำลังฝึกกำจัด มอนสเตอร์ โดยไม่ใช้สกิลต่างหาก”

แต่ฉันก็ยังแถหน้าด้านๆ ออกไปจนได้

ความจริงคือใช้เวทมนตร์ได้ แต่จงใจระงับพลังเอาไว้เองต่างหาก! แหม พูดแบบนี้ดูดีมีราคาขึ้นเยอะเลยไม่ใช่หรือไง?

“อืม... อธิบายแค่นี้เข้าใจไหม?”

ปฏิกิริยาตอบกลับที่เงียบเชียบทำเอาใจคอไม่ดีชอบกล

ฉันที่เผลอเหม่อมองอากาศว่างเปล่าเพื่อเค้นคำโกหก ค่อยๆ หันกลับไปมองอย่างระมัดระวัง

“ยุนซึง?”

ทันใดนั้น ฉันก็เห็น อันยุนซึง น้ำตาคลอเบ้า เฮ้ย เดี๋ยวสิ

“ที่แท้คุณมีเจตนาลึกซึ้งแบบนี้นี่เอง!”

ดูเหมือนสิ่งที่ฉันพูดไปจะไปสะกิดใจ อันยุนซึง เข้าอย่างจัง เขาถึงได้พูดด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจขนาดนั้น

แววตาของเขาลุกโชนไปด้วยประกายแห่งปัญญา ราวกับผู้ที่เพิ่งบรรลุสัจธรรม

“นึกไม่ถึงเลยจริงๆ... ใช่ครับ คำพูดนั้นถูกต้องที่สุด ของที่ได้มาง่ายๆ ย่อมหายไปง่ายๆ เป็นธรรมดา แต่ทำไมผมถึงมั่นใจนักหนานะว่าพลังนี้จะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต? แน่นอนว่าผมควรต้องคิดเผื่อถึงวันที่ต้องกลับไปเป็นคนธรรมดาด้วย”

“ยุนซึง?”

“แถมดูจากแนวโน้มของ เกต ช่วงนี้ การกลายพันธุ์ก็ยิ่งคาดเดายากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นแบบนี้ สักวันอาจจะมีดันเจี้ยนที่ห้ามใช้สกิลโผล่ออกมาก็ได้”

“อะ... เอ่อ”

“ในขณะที่ผมมัวแต่หาทางลัด ไม่คิดจะขัดเกลาตัวเอง แต่พี่กลับมีวิสัยทัศน์กว้างไกลขนาดนี้ ว้าว พี่นี่มัน...”

นี่สินะความคิดของพวกระดับท็อป!

อันยุนซึง ตื่นเต้นยกใหญ่ที่แนวคิดของฉันแตกต่างจากคนทั่วไป ก่อนจะเบิกตากว้างเหมือนนึกอะไรขึ้นได้

“อ๊ะ! เพราะอย่างนี้เองสินะครับ?”

สังหรณ์ใจไม่ดีเลยแฮะ

“ปกติแล้วคนที่มีค่าการตื่นรู้สูงๆ เรามักจะสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณนี่ครับ เหมือนเวลาอยู่ใกล้พวก ระดับ S แล้วจะรู้สึกขนลุก”

“อ้อ”

“แต่กับพี่กิรยอ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงดี มันสัมผัสอะไรไม่ได้เลยเหมือนพวกแมลงหวี่ จนผมนึกว่าคิดไปเอง”

เมื่อกี้แกเรียกอดีตผู้บัญชาการกองพลเวทที่ 1 แห่ง อัลฟาวูรี ว่าอะไรนะ? แมลงหวี่?

“เพราะพี่ฝึกระงับพลังมาตลอด ก็เลยสามารถซ่อน มานา ได้ด้วยสินะครับ? การควบคุมที่ละเอียดอ่อนขนาดนี้ ผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิตเลย...!”

ถึงจะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้ว่า ไอ้ค่าการตื่นรู้ที่พูดๆ กันเนี่ย จริงๆ แล้วมันก็คือปริมาณ มานา นั่นแหละ แต่ฉันกลับไม่ดีใจเลยสักนิด

ฉันได้ยินดังนั้นก็ยกมือขึ้นทาบหน้าอกเงียบๆ

หลังจากชำเลืองมองตำแหน่งของปอดจนแน่ใจแล้ว ฉันก็ตอบกลับไปว่า

“...ก็ ประมาณนั้นแหละ”

รู้สึกสังหรณ์ใจว่าต่อไปคงต้องพูดคำนี้บ่อยแน่ๆ

---

วันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จงดงาม

‘ฮะ ฮ่าๆ’

ฉันหยุดนับเงินไม่ได้มาพักใหญ่แล้ว การล่าครั้งนี้ทำเงินได้ตั้งเท่าไหร่กันเนี่ย

‘หนึ่งล้านวอน!’

สัมผัสของธนบัตรแข็งๆ ส่งผ่านมาที่มือ

นี่เป็นเงินที่ได้จากการจัดการ ค้างคาวเพลิง แค่ 7 ตัวเองนะ ไม่อยากจะเชื่อเลย

‘บ้าจริง รู้งี้ใน เกต น่าจะมี มอนสเตอร์ เยอะกว่านี้หน่อย’

ถ้าสถานการณ์เป็นใจ กระเป๋าตังค์คงตุงกว่านี้แน่

‘ใครจะไปรู้ว่านั่นเป็น ค้างคาวเพลิง ตัวสุดท้าย แถมพอฆ่า มอนสเตอร์ หมด เกต ดันหายไปอีก?’

อุตส่าห์ใช้ร่างกายที่ร่ายเวทไม่ได้ปราบ สัตว์อสูร ระดับ C ได้ทั้งที ผลตอบแทนที่ได้กลับมาดันเหนือความคาดหมายเสียอีก

แต่ในเมื่อเหยื่อใน เกต เป็นสิ่งมีชีวิต จำนวนของมันย่อมมีจำกัด

สุดท้ายฉันก็ต้องจบทริปนี้ด้วยเงินก้อนโตแบบกรุบกริบที่ 1 ล้านวอน

ถึงจะเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งไป อย่างน้อยก็ได้ขึ้นรถเที่ยวสุดท้ายก็ยังดีวะ

“ฮันเตอร์ อันยุนซึง วันนี้ขอบใจมากนะ”

เอาล่ะ ได้เวลาปล่อยนกปล่อยกาที่มาตอบแทนบุญคุณไปได้แล้ว

ฉันกล่าวลาเขาแบบสบายๆ

“พี่ครับ ปกติพี่แอบไปลง เกต ที่ไม่มีคนแบบนี้ประจำเหรอครับ?”

แต่ยุนซึงไม่รับคำลา กลับเริ่มตั้งคำถามซะงั้น

เลือกเข้าเฉพาะ เกต ที่ไม่มีคนงั้นเรอะ

ควรตอบไหมเนี่ย

“ถามทำไม?”

พอเห็นฉันตอบกลับด้วยท่าทีระแวดระวัง เขาก็ยิ้มแห้งๆ

“การจะเข้า เกต ระดับ E ขึ้นไปอย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีความช่วยเหลือจาก ฮันเตอร์ คนอื่นนี่ครับ”

“ใช่”

“งั้นถ้าหาก...”

“...?”

“ถ้ามีงานแบบวันนี้อีก พี่ช่วยเรียกผมอีกได้ไหมครับ?”

ข้อเสนอที่ อันยุนซึง เอ่ยออกมาอย่างเกรงใจนั้นผิดคาดมาก แถมยังเป็นข้อเสนอที่ดูดีเกินไปอีกต่างหาก

การระวังของฟรีถือเป็นกฎเหล็กที่ใช้ได้ทั่วจักรวาล

“นายก็ใช้หนี้หมดแล้วนี่ ทำไมล่ะ?”

หรือว่าเจ้ามนุษย์โลกคนนี้จะเล็ง สารดูดซับมานา แล้ววางแผนตุกติก?

‘แต่จะคิดแบบนั้น หมอนี่ก็ดูไม่รู้มูลค่าของทรายนั่นเลยนี่นา’

แน่นอนว่าเหตุผลของข้อเสนอนั้นถูกเฉลยออกมาในทันที

“เพราะอยู่กับพี่แล้วมีอะไรให้เรียนรู้เยอะเลยครับ”

ภูมิหลังที่เขาร่ายยาวมาสรุปได้ดังนี้

เมื่อไม่นานมานี้ ทีมของเขาแตกกระจายเพราะอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้ต้องกลายเป็น ฮันเตอร์ ฉายเดี่ยวแบบงงๆ

ความจริงแล้ว อันยุนซึง เพิ่งเป็น ผู้ตื่นรู้ ได้ไม่ถึงครึ่งปี

เพราะแบบนั้นประสบการณ์เลยน้อยมาก จะให้ลุยเดี่ยวก็อันตรายเกินไป ครั้นจะตั้งทีมใหม่...

‘คงฝังใจเรื่องโดนพวกพ้องหักหลังสินะ เป็นฉันก็คงระแวงเหมือนกัน’

ปัจจัยหลายอย่างรุมเร้า ตอนนี้เลยกลายเป็นช่วงพักงานกลายๆ

สรุปก็คือ ฮันเตอร์ ระดับ A คนนี้กำลังว่างจัด

ดังนั้นถ้าฉันอนุญาต เขาก็อยากจะขอติดสอยห้อยตามเข้า เกต ด้วยเป็นครั้งคราว ถือเป็นการทำกายภาพบำบัดและรีเซ็ตสภาพจิตใจไปในตัว

อืม

“ถ้าบอกจะช่วยฉันก็ไม่ปฏิเสธหรอกนะ แต่ว่า...”

ฉันเรียบเรียงคำพูดในหัวรอบหนึ่ง ก่อนจะพูดดักคอไว้ก่อน

“ยุนซึง ถ้าเกิดเราสองคนต้องสู้ขึ้นมา”

“ครับ?”

“ฉันแพ้นะ”

“...!”

“ฉันอ่อนแอขนาดนั้นแหละ เรื่อง หุ่นศิลาเวทมนตร์ นั่นเป็นแค่เพราะนายรับมือ... ไม่ค่อยได้เรื่องเองต่างหาก”

ขืนปล่อยให้ อันยุนซึง ยกย่องบูชาตามใจชอบ เดี๋ยวเกิดเรื่องขึ้นมาจะซวยเอา

“เข้าใจที่พูดไหม? หมายความว่าถ้าเกิดเหตุอันตราย อย่าหวังว่าฉันจะไปช่วยนายได้”

“อ๋อ...”

“นายต้องปกป้องตัวเอง ตลอดเวลา”

แค่นี้น่าจะเป็นเกราะป้องกันที่ดีพอสมควร โดยไม่ต้องบอกความจริงว่าฉันใช้เวทมนตร์ไม่ได้

หลังจากอธิบายสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว ฉันก็ถามย้ำว่าเขายังจะตามมาลง เกต ด้วยกันอีกไหม

ซึ่ง อันยุนซึง ก็ตอบตกลงอย่างยินดี

‘อาา พี่กิรยอนี่ถ่อมตัวจริงๆ... ที่อุตส่าห์พูดเตือนแบบนี้ เพราะเป็นห่วงกลัวผมจะประมาทจนเจ็บตัวสินะ!’

เห็นรอยยิ้มแป้นนั่นแล้ว ดูเหมือนจะเข้าใจเจตนาของฉัน (ไปในทางที่ดี) แล้วสินะ

“ดี เข้าใจก็ดีแล้ว”

ฉันอารมณ์ดีขึ้นมาทันทีที่ได้ผู้ช่วยชาวโลก

เมื่อตกลงกันเสร็จสรรพ ที่เหลือก็แค่แลกเบอร์ติดต่อสำหรับงานหน้า

“จริงสิ พี่กิรยออายุเท่าไหร่ครับ?”

เขาชะงักมือตอนกำลังเมมเบอร์แล้วเงยหน้าถาม

จะว่าไป... เรายังไม่รู้อายุของกันและกันเลยนี่นา

‘ความประทับใจแรกคือไอ้ท่าทางลนลานตอนเจอ หุ่นศิลาเวทมนตร์ นั่น ฉันเลยเผลอมอง อันยุนซึง ว่าเด็กกว่าไปโดยปริยาย’

อายุของ คิมกิรยอ งั้นเหรอ?

ฉันยืนนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบกระเป๋าสตางค์ในกระเป๋าหลังออกมา แล้วยื่นบัตรประชาชนให้ดู

พลเมืองโลกผู้นี้เลยช่วยคำนวณอายุให้เสร็จสรรพ

“ฮะ? 24 ปี? ห่างกันแค่สองปีเองเหรอครับ...”

“......”

“อะ อาฮะฮะ เอ่อ ผมอายุ 22 ครับ! แต่ผมซิ่วเข้ามหา’ลัย รหัสนักศึกษาเลย...”

การแลกเบอร์ครั้งนี้ทำให้รู้อะไรหลายอย่าง

คิมกิรยอ อายุ 24 ปี

และจากการที่พูดเรื่องมหา’ลัยแล้วไม่มีความทรงจำอะไรผุดขึ้นมาเลย เป็นไปได้สูงว่าหมอนี่คงไม่ใช่พวกหัวกะทิ

“อืม”

ในโทรศัพท์มือถือไม่มีเบอร์ใครเมมไว้เลยสักคน

---

เช้าอันสดใส

ฉันเริ่มต้นวันใหม่ด้วยคำสบถ

เพราะทันทีที่ลืมตาตื่น ก็เช็กแล้วว่าเวทมนตร์ยังไม่กลับมา

แต่พอล้างหน้าด้วยน้ำเย็นความคิดลบๆ ก็ถูกปัดเป่าออกไป

เพราะวันนี้มีนัดสำคัญกับ ฮันเตอร์ ที่ชื่อ อันยุนซึง

‘ตกลงว่าจะไป เกต กันนี่นะ’

ไม่ใช่ว่าจะไปทำพิธีสาปแช่งโรยเกลือใส่ มอนสเตอร์ อีกรอบหรอกนะ

สิ่งมีชีวิตที่ตายเพราะ สารดูดซับมานา มีน้อยมาก จะให้ออกล่าทุกวันก็คงไม่ได้ เดิมทีฉันกะว่าจะพักผ่อนสักวันหลังจากได้เงินมาแล้วแท้ๆ...

แต่ อันยุนซึง ดันถามขึ้นมาเมื่อวานซะก่อน

-พี่ครับ ถ้าไม่รังเกียจ พรุ่งนี้ไปดู เกต ใหม่ด้วยกันไหมครับ? เห็นว่าข้างในมีของแปลกๆ ออกมาด้วย พอดีผมได้สิทธิ์เข้าก่อนใครมาน่ะครับ

และคำตอบของฉันต่อข้อเสนอนั้นก็คือ

“อันยุนซึง !”

“อ๊ะ มาแล้ว!”

มนุษย์ต่างดาวอย่างฉันจะอดใจไหวได้ยังไง ในเมื่อมีของแปลกให้ดู?

เฮ้อ ฉันปาดเหงื่อที่ไหลจากการเดินมา อันยุนซึง มองฉันนิ่งๆ ก่อนจะทักว่า

“อย่าบอกนะครับว่าพี่เดินมา?”

“อือ ทำไม?”

“ผมกลัวว่ามันจะไกลจากที่พักพี่เกินไปน่ะครับ นั่งแท็กซี่มาก็ได้แท้ๆ”

แท็กซี่......

“...นั่นสิ”

สมองของ คิมกิรยอ เอ๋ย ข้อมูลแบบนี้ดันเพิ่งจะนึกออกนะ ใช่ไหม?

‘บ้าเอ๊ย’

ฉันกลืนคำด่าลงคอแล้วปรับลมหายใจ

พอเริ่มใจเย็นลง ทิวทัศน์รอบข้างถึงเพิ่งจะเข้ามาในสายตา

“คนเยอะพอดูเลยนะ คนที่มานี่จะได้เข้าไปหมดเลยเหรอ?”

“ส่วนใหญ่เป็นพวกไทยมุงครับ หรือไม่ก็นักข่าว”

จริงด้วย เกาหลีเวลาเกิด เกต ใหม่ หน่วยสำรวจล่วงหน้าจะเข้าไปตรวจสอบและกันไม่ให้ ฮันเตอร์ คนอื่นเข้าไปวุ่นวาย...

ต้องรอให้ทาง สมาคมฮันเตอร์ ตรวจสอบเสร็จและปล่อยข้อมูลออกมาก่อนถึงจะเปิด เกต ให้เข้าได้สินะ

และวันนี้ก็เป็นวันเปิด เกต ใหม่ที่ว่านั่น

แถมยังมีการค้นพบพืชที่มนุษยชาติไม่เคยเห็นมาก่อนในนั้นด้วย

ไม่แน่ว่าวัตถุดิบปริศนาที่ปกคลุมอยู่เต็มพื้นนั่น อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พลังเวทของฉันกลับคืนมาก็ได้

‘ยังไม่เปิดอีกเหรอ? ก็แค่จะเข้าไปดูพืชตรงปากทางเข้าแล้วกลับออกมา ไม่ได้จะอยู่นานสักหน่อย’

ฉันมอง เกต ด้วยความรู้สึกคาดหวังครึ่งกังวลครึ่ง

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

‘หือ? นั่นอะไรน่ะ?’

ไกลออกไป รถเก๋งสีดำคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ทุ่งหญ้าเขียวขจี

ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสนใจรถยนต์กันเลย แต่พอประตูหลังเปิดออกและมีใครบางคนก้าวลงมา สถานการณ์ก็พลิกผันทันที

“เฮ้ย!”

“นั่นมัน...”

“มาทำอะไรที่นี่น่ะ?”

เหล่า ฮันเตอร์ เริ่มส่งเสียงฮือฮา

ในดวงตาของพวกเขาล้วนฉายแววตึงเครียดประหลาด

“เฮือก คังชางโฮ...”

ปฏิกิริยาของ อันยุนซึง ก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

อยากรู้จริงว่าทำไมบรรยากาศถึงเป็นแบบนี้ แต่ทางนี้ไม่รู้จักคนดังของโลกสักหน่อย ให้ตายสิ

“ใครน่ะ?”

ด้วยความอัดอั้นตันใจ สุดท้ายเลยถามออกไป

อันยุนซึง หันมามองค้อนราวกับเห็นสายลับ

“ฮันเตอร์ คังชางโฮไงครับ ระดับ S ”

แต่ถ้าเป็นระดับนี้ จะมองแบบนั้นก็สมควรอยู่

“ระดับ S ? ที่บอกว่าในเกาหลีมีแค่ 3 คนน่ะนะ?”

พอได้ยินแบบนั้นแล้วลองสังเกตดูดีๆ ก็รู้ได้ทันทีว่าทำไมหมอนั่นถึงเป็น ระดับ S

ตัวตนที่แตกต่างจากพวกจอมเวทดาษดื่นแถวนี้อย่างสิ้นเชิง แถมยังควบคุมพลังเวทมหาศาลในร่างได้อย่างเสถียรอีก

‘โอ้โห’

เป็นบุคลากรที่หาได้ยากในโลกนี้จริงๆ ฉันเผลอมองตามไปโดยธรรมชาติ

และจังหวะนั้นเอง สายตาของฉันก็บังเอิญสบเข้ากับ ฮันเตอร์ ระดับ S คนนั้นพอดี

‘ใครๆ ก็มองหมอนั่นอยู่แล้ว คงไม่เป็นไรมั้ง’

ฉันเลยไม่ได้หลบสายตา ส่วนทาง ผู้ตื่นรู้ คนนั้นก็หันไปทางอื่นในเวลาไม่นาน

เป็นเรื่องปกติ สบตากันบังเอิญแค่นิดหน่อยจะมีสาระอะไร...

“อ้าว?”

เดี๋ยว ขอถอนคำพูดเมื่อกี้

ฮันเตอร์ ระดับ S ที่หันหน้าหนีไปทางภูเขา จู่ๆ ก็หันขวับกลับมาจ้องฉันอย่างรวดเร็ว

ดวงตาที่เบิกกว้างนั่นเหมือนกับกำลังสงสัยว่า ‘เมื่อกี้ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า?’ จนต้องหันกลับมาเช็กให้ชัวร์

แถมคราวนี้หมอนั่นยังจ้องเขม็งมาทางนี้แบบไม่กะพริบตาเลยด้วย

‘เอ่อ อะไรวะ’

มามุกนี้ชักเริ่มกลัวแล้วนะ

ฉันรีบทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แต่ทว่า หูพลันแว่วเสียงย่ำเท้าลงบนผืนหญ้า

เสียงฝีเท้าของ ฮันเตอร์ ระดับ S ที่กำลังตรงเข้ามา