‘ถ้าเป็นฉันคงฉี่ราดไปแล้ว’
ฮันเตอร์ระดับ A นั้นถือเป็นตัวตนระดับสัตว์ประหลาด แม้แต่ในหมู่จอมเวทของโลกใบนี้
แต่จอมเวทที่ว่านั่นกลับกำลังก้มหัวทำตัวนอบน้อมให้กับใครก็ไม่รู้ที่ทำท่าทางวางก้ามใส่
ถ้าลองคิดในมุมมองของฮันเตอร์นิรนามคนนั้น สถานการณ์นี้คงไม่ต่างอะไรกับหนังสยองขวัญฉากหนึ่ง
‘เหอะ’
ใจจริงก็อยากจะหัวเราะเยาะเจ้าฮันเตอร์ที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกคนนั้นหรอกนะ แต่ติดที่ว่าฉันยังควบคุมกล้ามเนื้อใบหน้าได้ไม่เก่งเท่าไหร่......
“เปล่า ฉันมาคนเดียว”
ฉันเมินผู้ชายที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่ไยดี แล้วหันไปคุยกับ อันยุนซึง แทน
“คราวก่อนผมยังไม่ได้แนะนำตัวเลย ผมชื่อ อันยุนซึง ครับ เอ่อ... ถ้าไม่เป็นการเสียมารยาท... พี่ชื่ออะไรเหรอครับ?”
“คิมกิรยอ”
“อ้อ! ครับ! ว่าแต่ตอนนี้พี่พอมีเวลาว่างสักครู่ไหมครับ?”
“ก็ไม่ได้ยุ่งอะไร ทำไม?”
“คือผมมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อยครับ......”
---
ครู่ต่อมา ณ สวนสาธารณะใกล้เคียง
‘ก็นึกว่าจะคุยเรื่องอะไร’
ฉันตกลงตามคำชวนของเขาที่อยากจะย้ายไปคุยในที่เงียบๆ และตอนนี้ก็นั่งลงบนม้านั่งเพราะเริ่มเมื่อยขาแล้ว แต่บทสนทนาที่คิดว่าจะยืดเยื้อกลับจบลงสั้นกว่าที่คิด
“สรุปก็คือ นายจะบอกว่า...”
“พี่กิรยออาจจะไม่ค่อยสบายใจ แต่พอจะเป็นไปได้ไหมครับ?”
นั่นก็เพราะข้อเสนอที่ อันยุนซึง ร่ายยาวเหยียดมาสามนาทีหลังจากแนะนำตัว สามารถสรุปได้ด้วยประโยคเดียว
‘อยากจะตอบแทนบุญคุณฉันให้ได้ว่างั้น?’
พอเห็นฉันเงียบไปครู่หนึ่ง อันยุนซึง ก็รีบพูดขึ้นอย่างร้อนรน
“หลังจากที่พี่หายตัวไปในตอนนั้น ผมก็รู้สึกค้างคาใจมาตลอดเลยครับ! พี่อุตส่าห์ช่วยชีวิตผมไว้แท้ๆ อย่างน้อยผมก็น่าจะเลี้ยงข้าวดีๆ สักมื้อเพื่อเป็นการขอบคุณไม่ใช่เหรอครับ......!”
“รู้จักร้านดีๆ งั้นเหรอ?”
“แต่แค่เลี้ยงข้าวคงไม่พมหรอกครับ!”
ไม่นะ ฉันว่าแค่ข้าวก็โอเคแล้ว
“พอจะมีอะไรที่ผมสามารถทำเพื่อทดแทนบุญคุณได้บ้างไหมครับ?”
ดูเหมือนว่า อันยุนซึง จะรู้สึกผิดมากที่ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตหายตัวไปโดยที่เขาไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ก็เลยกลายเป็นสถานการณ์ที่เขาเอาแต่คะยั้นคะยอขอตอบแทนฉันตั้งกี้แล้ว แต่ทว่า......
“อืม”
ความจริงแล้วความต้องการของฉันกับ อันยุนซึง ก็ไม่ได้สวนทางกันซะทีเดียว
ทางนี้ก็แค่กลัวตำรวจจับเลยหนีไป และเดิมทีฉันก็ไม่ใช่คนประเภทที่จะปฏิเสธของรางวัลอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธข้อเสนอนี่นา
“จะว่าไป ก็มีเรื่องที่นายพอจะช่วยได้อยู่เหมือนกัน”
“จริงเหรอครับ?”
ฉันพูดพร้อมกับล้วงโทรศัพท์มือถือที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมา
การเตรียมข้อมูลใช้เวลาไม่นาน
“งั้นนายพอจะช่วยลง เกต ไปพร้อมกับฉันหน่อยได้ไหม?”
ต๊อก ต๊อก ต๊อก เสียงเล็บกระทบหน้าจอโทรศัพท์ดังขึ้น
อันยุนซึง พยักหน้าอย่างกระตือรือร้นโดยไม่คิดจะทักท้วงพฤติกรรมของฉันที่เอาแต่จ้องโทรศัพท์เลยสักนิด
“แน่นอนครับ! พี่จะไปที่ไหนเหรอครับ?”
“อืม เกต ระดับ C?”
“จะไปเก็บรวบรวมวัตถุดิบเหรอครับ? งั้นเดี๋ยวผมไปซื้อมาให้......!”
“ไม่ใช่ ฉันจะไปตรวจสอบอะไรหน่อย จะลงไปจับมอนสเตอร์ด้วยตัวเอง”
พอได้ฟังคำอธิบาย อันยุนซึง ก็ทำหน้ามุ่งมั่นพลางพูดขึ้น
“ยังไงผมก็ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธอยู่แล้วครับ ถึงจะเป็นแค่ชั่วคราว แต่ได้ร่วมทีมลง เกต กับคนอย่างพี่ถือเป็นเกียรติมากครับ”
“......”
“ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ! ลูกพี่!”
ขอโทษนะ แต่เรื่องที่นายจินตนาการไว้น่าจะไม่เกิดขึ้นหรอก
“อืม ยุนซึง ดูเหมือนนายจะเข้าใจอะไรผิดอยู่นะ ฉันจะบอกไว้ก่อน”
“ครับ?”
“ฉันเป็น ฮันเตอร์ ระดับ F”
ถ้าเริ่มงานไปทั้งที่ยังมีความเข้าใจผิดกันอยู่คงจะยุ่งยาก ฉันเลยตัดสินใจพูดความจริงออกไป
“ดูสิ ในบัตร ฮันเตอร์ ก็ระบุไว้เห็นไหม เพราะงั้นอย่าคาดหวังอะไรมาก กลับกัน ฉันต่างหากที่ต้องให้นายช่วยสอน”
ในที่สุดก็สามารถโชว์ได้อย่างภาคภูมิใจเสียที บัตร ฮันเตอร์
ฉันหยิบบัตรที่เพิ่งออกใหม่ขึ้นมาโชว์ด้วยความรู้สึกภูมิใจกึ่งหนึ่ง แล้วเก็บกลับเข้ากระเป๋าสตางค์ทันที
ยุนซึงที่เห็นแบบนั้นทำหน้าเหวอไปชั่วขณะและเงียบกริบ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงใช้เวทมนตร์แอบดูความคิดภายใต้ใบหน้าเคร่งเครียดนั่นได้แล้วแท้ๆ
“อ่า......”
รออยู่สักพัก คำถามอันระมัดระวังของยุนซึงก็หลุดออกมา
“เข้าใจแล้วครับ พี่ลงทะเบียนเป็น ระดับ F สินะครับ งั้นก็เข้า เกต ระดับ C ไม่ได้ไม่ใช่เหรอครับ?”
เป็นคำถามที่สมเหตุสมผล เพราะใครบางคนก็เคยตกอยู่ในความกังวลเดียวกันนี้มาก่อน
แต่ฉันในตอนนี้มีไอเดียแก้ปัญหานั้นเรียบร้อยแล้ว วิธีแก้นั้นก็คือ......
“ก็ใช่นะ ฮันเตอร์ ระดับ F เข้า เกต นั้นไม่ได้ แต่ว่า......”
ฉันยื่นหน้าจอโทรศัพท์ที่จ้องมาตลอดให้เขาดู
สิ่งที่ปรากฏเต็มหน้าจอคือหน้าหนึ่งของไฟล์ PDF ที่เผยแพร่โดยหน่วยงานราชการ
มันคือหนังสือกฎระเบียบของ สมาคมฮันเตอร์
“ฉันลองอ่านกฎของสมาคมดูหมดแล้ว ไม่เห็นมีตรงไหนห้าม 'พนักงานขนส่ง' เข้า เกต เลยนี่”
มนุษย์มีแขนแค่ 2 ข้าง
ในเมื่อไม่สามารถใช้งอกหนวดปลาหมึกออกมา 6 เส้นช่วยหิ้วกระเป๋าได้ ขีดจำกัดในการแบกน้ำหนักจึงมีสูง และแน่นอนว่าปริมาณวัตถุดิบที่ขนออกมาจากดันเจี้ยนได้ก็ย่อมถูกจำกัด
ดังนั้นเหล่า ฮันเตอร์ จึงขบคิด ว่าทำอย่างไรถึงจะขนของออกไปได้มากขึ้น?
และผลลัพธ์จากความกังวลนั้น ก็ให้กำเนิดอาชีพที่เรียกว่า 'พนักงานขนส่ง' ขึ้นมา
“พวกคนแบกของมีอัตราส่วนเป็นคนธรรมดา (ผู้ไม่ตื่นรู้) สูง กฎหมายตรงนี้เลยค่อนข้างหละหลวม”
เรียกตามภาษาวงการก็คือ 'เด็กแบกของ' (Porter)
“ปกติแล้ว ฮันเตอร์ จะฆ่ามอนสเตอร์ให้หมดก่อน แล้วค่อยให้พนักงานขนส่งเข้าไปใน เกต ทีหลัง เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไรใหญ่โตนัก”
กึก
ฉันกดปุ่มล็อกหน้าจอ พลิกโทรศัพท์ที่หน้าจอดับลง แล้วสบตากับ อันยุนซึง
“เอาเป็นว่า... ประเด็นคือแบบนี้แหละ ยุนซึง เราไม่ได้จะตั้งปาร์ตี้เข้าไปในฐานะ ฮันเตอร์ เหมือนกัน”
ความต้องการของฉันมีเพียงข้อเดียว
“ฉันอยากให้นายที่เป็น ฮันเตอร์ ระดับ A จ้างฉันเป็นเด็กแบกของ”
นายเป็นหัวหน้าทีม
ฉันเป็นเด็กแบกของ
การเน้นย้ำสถานะที่ชัดเจนนี้เล่นเอา อันยุนซึง ถึงกับอ้าปากค้าง
---
ฮันเตอร์ คิมกิรยอ เป็น ระดับ F เนี่ยนะ
พูดเป็นเล่นน่า นี่คือความคิดแรกที่แวบเข้ามาในหัวของ อันยุนซึง หลังจากเห็นบัตรประจำตัวของกิรยอ
‘เครื่องวัดระดับพังหรือเปล่า? แต่ดูเหมือนพี่เขาจะไม่ได้ยื่นคัดค้านผลการตรวจเลยนะ?’
ความคิดที่สองที่ตามมาก็ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก
‘ปิดบังค่าพลังการตื่นรู้เอาไว้สินะ’
ในที่สุด อันยุนซึง ก็มั่นใจ
คิมกิรยอ จงใจรักษาแรงก์ปลอมๆ เอาไว้นั่นเอง
ในวงการที่แค่ระดับสูงขึ้นขั้นเดียวรายได้ก็กระโดดพุ่งพรวด ปกติเขาไม่ทำกันหรอก แต่ทว่า...
‘เคยได้ยินมาว่า เพราะ ผู้ตื่นรู้ ระดับกลางขึ้นไปจะถูกบังคับเกณฑ์พลเวลามี ดันเจี้ยนเบรก ก็เลยมีบางคนยอมปลอมแปลงค่าพลังเพราะไม่อยากโดนสมาคมเชิดเป็นหุ่นเชิด’
อันยุนซึง คาดเดาสถานการณ์ของอีกฝ่ายไปตามเรื่องตามราว
เกลียดการแทรกแซงของสมาคม เลยเลือกที่จะใช้ชีวิตเป็น ฮันเตอร์ ระดับ F
ฮันเตอร์ คิมกิรยอ มีบรรยากาศบางอย่างที่ดูแปลกแยกจากโลกภายนอกอยู่แล้ว เรื่องนี้จึงดูมีความเป็นไปได้สูงมากไม่ใช่หรือ?
อย่างน้อยมันก็น่าเชื่อถือกว่าการบอกว่าเขาเป็น ระดับ F จริงๆ เสียอีก
‘เป็น... ความลับสินะ? ต่อไปเวลาพูดถึงระดับพลังของพี่กิรยอคงต้องระวังปากหน่อยแล้วสิ’
อันยุนซึง ทำหน้าเครียดพลางขบคิด
ทันใดนั้น กิรยอที่เดินนำอยู่ข้างหน้าก็หันกลับมามอง
“เป็นอะไร? ทำหน้าไม่ดีมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
อุ๊ย ตายล่ะ ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องอื่นนี่นา
อันยุนซึง ส่ายหน้าพลางสลัดตัวเองออกจากความคิดย้อนอดีตอันยาวนาน
“อะ ไม่มีอะไรครับ!”
ที่นี่คือหน้า เกต ระดับ C แห่งหนึ่งในโซล
พวกเขาได้เริ่มลงมือทำตามบทสนทนาที่คุยกันเมื่อ 4 ชั่วโมงที่แล้ว
อันยุนซึง ขออนุญาตเข้า เกต ระดับ C จาก สมาคมฮันเตอร์ โดยพา กิรยอที่เป็น ระดับ F ติดสอยห้อยตามมาในฐานะเด็กแบกของ
“ไม่ต้องเกร็งหรอกน่า ฉันไม่ใช้นายไปไล่จับมอนสเตอร์หรอก”
วันที่จะได้ใช้งาน ฮันเตอร์ ระดับนี้เยี่ยงเด็กแบกของมาถึงแล้วสินะ
อันยุนซึง รู้สึกแปลกใหม่ในใจพลางเดินผ่าน เกต เข้าไปอย่างเงียบๆ
และแล้วโครงสร้างภายในดันเจี้ยนที่ คิมกิรยอ เลือกก็ปรากฏสู่สายตา
“ป่า?”
ต้นไม้สีดำ กิ่งก้านที่แผ่ขยายอย่างแห้งเหี่ยว และกลิ่นฉุนกึกที่ลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง
“รู้สึกเหมือนเคยมาที่นี่เลยแฮะ...... อ๊ะ! นึกออกแล้วครับ”
“งั้นเหรอ?”
“พลพ่นไฟ! ที่นี่คือที่ที่มีมอนสเตอร์ตัวนั้นออกมาใช่ไหมครับ? ยังเหลือ เกต อยู่อีกเหรอเนี่ย”
พลพ่นไฟ?
กิรยอมองตาแป๋วเหมือนเพิ่งเคยได้ยินคำนี้เป็นครั้งแรก อันยุนซึง จึงยิ้มและอธิบายให้ฟัง
“ตอนที่ที่นี่ปรากฏขึ้นครั้งแรกน่ะครับ มอนสเตอร์ที่อาศัยอยู่ที่นี่เป็นสายพันธุ์ที่ถูกค้นพบก่อนที่รัฐโอไฮโอ”
“แล้ว?”
“เพราะมันเป็นค้างคาวที่มีไฟลุกท่วมตัว ในพิกซี่เลยลงทะเบียนไว้ว่า Fire-bat (ค้างคาวไฟ) แต่พอเปิดเครื่องวิเคราะห์ที่เกาหลี มันดันเกิดแปลผิดพลาด......”
ช่วงหนึ่ง ชื่อของสัตว์อสูรใน เลนส์ตรวจวัดระดับมานา (Pixie Glass) แสดงผลเพี้ยนๆ
ฉายา 'พลพ่นไฟ' (Fire-bat) ก็เลยเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ขำขันในครั้งนั้น พูดยังไม่ทันขาดคำ
“นายนี่รู้เยอะดีนะ”
แต่ปฏิกิริยาของ คิมกิรยอ กลับจืดชืด
ใบหน้าที่ไร้รอยยิ้มและคำชมที่ฟังดูเป็นพิธี
อาจเป็นเพราะเขามีใบหน้าที่ดูดุดันหรือเปล่านะ พอ คิมกิรยอ ปิดปากเงียบเลยดูเย็นชาไปถนัดตา
‘โอ้’
แต่ อันยุนซึง กลับรู้สึกประทับใจในท่าทีของอีกฝ่ายแทนเสียอย่างนั้น
‘สุขุมเยือกเย็นตลอดเวลาจริงๆ’
ความใจเย็น คือสิ่งจำเป็นสำหรับ ฮันเตอร์
เพราะต้องทำงานใน เกต ที่เกิดปรากฏการณ์ประหลาดสารพัด ฮันเตอร์ จึงมีความเสี่ยงที่จะสติแตกได้ตลอดเวลา
ฮันเตอร์ เป็นอาชีพที่ต้องการความแข็งแกร่งทางจิตใจ
‘เฮ้อ บางคนแค่เจอ หุ่นศิลาเวทมนตร์ ตัวเดียวยังวิ่งวุ่นกันให้พล่าน’
ในแง่นั้น คิมกิรยอ ถือได้ว่าเป็น ฮันเตอร์ ในอุดมคติเลยทีเดียว
ความกล้าหาญระดับที่ต่อให้จู่ๆ มีมังกรโผล่ออกมาก็คงไม่กะพริบตา
แถมยังมีความผ่อนคลายถึงขั้นไม่ยอมวิ่งแม้จะอยู่ใน เกต อีกต่างหาก!
อันยุนซึง สัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามอันน่าพิศวงจากตัวของ คิมกิรยอ
‘ถ้าฉันสั่งสมประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จะเป็นแบบนั้นได้บ้างไหมนะ?’
ด้วยภาพจำอันรุนแรงตอนที่อีกฝ่ายกระชาก แกนพลังงาน ออกมายังคงฝังแน่นอยู่ในหัว สถานการณ์ในใจตอนนี้คือ อันยุนซึง กำลังยกยออีกฝ่ายเกินจริงไปไกลลิบ
“อ๊ะ! มอนสเตอร์อยู่ตรงนั้น หน้าตาเหมือนรูปในอินเทอร์เน็ตเป๊ะเลย”
คิมกิรยอ ที่ไม่มีทางล่วงรู้ความคิดนั้น ทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวพลางจดจ่ออยู่กับงานของตัวเอง
ฟู่.... ชี่......
ไม่นานนัก สัตว์ประหลาดตัวจิ๋วก็ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา
[ค้างคาวเพลิง]
สัตว์ตาเดียวที่มีเปลวไฟลุกท่วมทั่วร่าง
เพราะขนาดตัวที่เล็กและแสงไฟที่สว่างจ้า มองไกลๆ จึงดูคล้ายกับลูกไฟวิญญาณ
‘เอาเถอะ ระดับนี้พี่กิรยอคงจัดการได้สบายๆ’
อันยุนซึง มองดูมอนสเตอร์ราวกับกำลังชมกองไฟในแคมป์ปิ้ง
แต่ทว่าตอนนั้นเอง เสียงกุกกักก็ดังมาจากทางด้านของกิรยอ
“พี่ครับ ผมสงสัยมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ถุงที่พี่ถือมานั่นคืออะไรเหรอครับ?”
“อ้อ อันนี้น่ะเหรอ?”
บางครั้ง การลงมือทำเพียงครั้งเดียวก็ดีกว่าคำพูดร้อยคำ กิรยอไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วลงมือทันที
“เป็นของที่เอาไว้ใช้เวลาแบบนี้น่ะสิ”
พรึ่บ!
ซ่า เขาคว้าบางอย่างออกมาเต็มกำมือจากถุงที่ถือมา แล้วสาดใส่สัตว์อสูรอย่างเต็มแรง
“กี๊ซซซซซซ!”
ทันใดนั้น มอนสเตอร์ก็กรีดร้องอย่างน่าสยดสยองและขาดใจตายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
“เฮ้ย!”
ค้างคาวเพลิงเป็นมอนสเตอร์ที่น่ารำคาญเพราะแค่แตะโดนไฟก็ลามมาติดได้ แต่พี่เขาจัดการมันได้ง่ายๆ แบบนั้นเลยเหรอ? ใช้ไอเทมช่วยหรือเปล่า? แต่สิ่งที่กิรยอกำลังสาดอยู่นั่นมองยังไงก็เหมือนทรายธรรมดาๆ
“แหม่ ตายง่ายดีแฮะ~”
ฉ่าาาา!
กิรยอกำจัดมอนสเตอร์ได้อย่างหมดจดราวกับสาดเกลือไล่ผี
ถ้าใช้ Pixel Watch ที่มีอยู่ตรวจสอบ อาจจะรู้ก็ได้ว่าชื่อของทรายนั่นคืออะไร
แต่ อันยุนซึง เลือกที่จะถามคำถามอื่นก่อน
“เอ่อ ลูกพี่ครับ ขอโทษที่ถามตอนกำลังล่ามอนสเตอร์นะครับแต่ว่า......”
“หืม? ไม่เป็นไร ว่ามาสิ ฉันฟังอยู่”
“ทำไมพี่ถึงต้องใช้ไอเทมด้วยล่ะครับ?”
พอเจอคำถามนี้ คิมกิรยอ ก็หยุดมือแล้วค่อยๆ หันกลับมามอง
“ระดับแค่ ระดับ C พี่น่าจะจัดการด้วยมือเปล่าได้สบายๆ แท้ๆ”
---
ไอ้หมอนี่มันใช้เท้าอ่านบัตร ฮันเตอร์ ของฉันหรือไง......
นั่นคือความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาหลังจากได้ยินคำถามของ อันยุนซึง
‘เพราะอยู่บนยอดพีระมิดของเหล่า ฮันเตอร์ เลยไม่เข้าใจระบบนิเวศของพวก ผู้ตื่นรู้ ชั้นล่างงั้นเรอะ?’
นั่นคือความคิดถัดมา
แม้วูบหนึ่งจะรู้สึกเหลือเชื่อ แต่ความรู้สึกนั้นก็พลิกกลับอย่างรวดเร็ว ลองคิดดูดีๆ ความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของชาวโลกคนนี้ มันเป็นผลดีต่อฉันไม่ใช่หรือไง
‘ก็... ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดเผยจุดอ่อนนี่นะ’
โลกเป็นดาวเคราะห์ที่อันตราย
จิตใจของประชากรบนดาวดวงนี้ก็ดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ ขืนความแตกเรื่องที่ฉันเป็นไอ้กระจอกที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้เลยสักนิด มันจะมีอะไรดีขึ้นมาล่ะ?
“อันยุนซึง นายเคยคิดเกี่ยวกับ 'การตื่นรู้' ในมุมนี้บ้างไหม?”
ดังนั้นฉันจึงปั้นหน้าตายแล้วเริ่มพ่นคำโกหก
มันเป็นทักษะการเอาชีวิตรอดชนิดหนึ่ง
“การยกรถบรรทุก 1 ตันได้ การเสกน้ำให้เต็มพื้นที่ว่างเปล่าได้ ถึงจะเป็นความสามารถที่สะดวกสบาย แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เราพยายามเพื่อให้ได้มา”
“......”
“อยู่ดีๆ วันหนึ่งมันก็เกิดขึ้นเองไม่ใช่เหรอ ไอ้การเป็น ผู้ตื่นรู้ เนี่ย”
“ก็จริงครับ”
“ฉันรู้สึกระแวงพลังนี้ เพราะมันเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล วันหนึ่งมันก็อาจจะหายไปโดยไม่มีเหตุผลเหมือนกัน ฉันคิดแบบนั้น”
“อ่า”
“เพราะงั้น......”
ขอบอกไว้ก่อนว่าคำพูดพวกนี้ เป็นเรื่องไร้สาระที่ฉันแต่งขึ้นมั่วๆ แก้ขัดไปงั้นแหละ
“ฉันเลยไม่ค่อยพึ่งพาความสามารถของผู้ตื่นรู้สักเท่าไหร่... ทำแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”