Cover

8

องค์ความรู้ด้านเวทมนตร์อันแสนล้าหลัง

แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีอุปกรณ์ไอทีที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ข้าจินตนาการไม่ถึง

ถึงจะสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงมีวิวัฒนาการที่บิดเบี้ยวแบบนี้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน

‘ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ถึงฉันจะใช้ สารดูดซับมานา ที่นี่ ก็ไม่มีใครรู้น่ะสิ?’

เพราะความแตกต่างของข้อมูล ก็คือความแตกต่างของพลัง

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงตระหนักได้หนึ่งอย่าง

บางที ต่อให้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แต่ฉันก็น่าจะพอถูไถใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ไปได้กล้อมแกล้มแหละนะ

---

...หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์

“ฮ้าววววว”

ฉันมาอยู่โลกนี้ได้กี่วันแล้วนะ

ตอนนี้เริ่มคุ้นชินกับร่างกายของ คิมกิรยอ ขึ้นมาบ้างแล้ว ฉันลุกขึ้นจากที่นอน

วันนี้เวทมนตร์ก็ยังคงใช้ไม่ได้เหมือนเดิม

ถึงอย่างนั้น ฉันก็มองกระจกหน้าห้องน้ำพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“มีน้ำมีนวลขึ้นแฮะ”

คงเพราะขยันกวาดของกินลงท้อง สุขภาพเลยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ฉันขอบคุณความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ นี้ แล้วเดินกลับเข้าห้อง

ช่างเป็นยามเช้าที่แสนสบาย

‘วันนี้กินไข่ที่ซื้อตุนไว้ดีกว่า!’

แต่เอาเข้าจริง สถานการณ์ปัจจุบันของฉันน่ะห่างไกลจากคำว่า ‘สบาย’ ลิบลับ

ต้องเรียกว่ากำลังเผชิญวิกฤตเสียมากกว่า เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันได้สัมผัสรสชาติอันขมขื่นของสังคมเข้าเต็มเปา

‘หวังว่าปัญหาจะคลี่คลายก่อนที่จะกินไข่พวกนี้หมดนะ’

ฮันเตอร์ อาชีพที่ว่ากันว่าถ้าตั้งใจจริงก็กวาดเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่ต่างจากภาพฝันในสื่อ ชีวิตของฮันเตอร์ระดับล่างอย่าง ระดับ F ถึง E นั้นไม่ต่างอะไรกับนรก

เพราะ ผู้ตื่นรู้ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในระดับนี้ อย่าว่าแต่แหล่งล่าดีๆ เลย แค่จะพิชิต เกต สักแห่งยังต้องเร่ร่อนไปเขตอื่น...

มอนสเตอร์กระจอกๆ ที่ใครๆ ก็กำจัดได้ มันไม่ทำเงิน

ครั้นจะไปล่ามอนสเตอร์ที่ทำเงินได้ ก็มีอันตรายสารพัดรูปแบบดักรออยู่

เงินที่ผู้ตื่นรู้ระดับ F หาได้ต่อเดือนจากการเอาชีวิตไปเสี่ยง อยู่ที่ประมาณ 4.3 ล้านวอน (ราว 110,000 บาท)

พูดตามตรง จากการตรวจสอบงานฮันเตอร์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บทสรุปสุดท้ายที่ฉันมอบให้ชีวิตระดับ F ก็คือ ‘งานกรรมกรเกรดต่ำ’

‘ในสมองของกิรยอก็มีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ ถึงจะตื่นรู้แล้วแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปก็เถอะ แต่พวกระดับ F ที่รักตัวกลัวตายต่างก็หนีไปทำงานก่อสร้างจนแย่งงานกันหมด...’

แถมสถานการณ์ของฉันยังย่ำแย่เป็นพิเศษ

ร่างจุติใหม่ดันขาเป๋ไปข้างหนึ่ง แถมเวทมนตร์ก็ใช้ไม่ได้เลยสักบท

ร่างกายขยะแบบนี้จะไปล้มตัวอะไรได้?

‘ผีเสื้อพิษ ก็ไม่ได้ราคา สมาคมฮันเตอร์ เองก็ไม่รับซื้อด้วย’

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เงินเก็บคงหมดเกลี้ยงแล้วก็ต้องอดตายอีกรอบแน่ ฉันเลยลองคิดหาช่องทางทำเงินอื่นดู

“ก่อนอื่นฉันก็โกยสารดูดซับมานามาเพียบเลยนี่นะ”

ฉันเหลือบตามอง

ในห้องรูหนูที่แคบอยู่แล้ว ตอนนี้เต็มไปด้วยถุงดำวางกองพะเนิน

สิ่งเหล่านี้คือดินที่ฉันแอบตักมาจากเกตทีละเล็กละน้อย และฉันก็รู้จักสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์ไม่กี่ชนิดที่สามารถฆ่าได้ด้วยไอ้นี่

ลองค้นดูแล้ว บนโลกนี้ก็มีมอนสเตอร์ที่คล้ายกันอยู่...

“ปัญหาก็คือ วิธีที่จะเข้าไปในเกตระดับ C ที่พวกมันอาศัยอยู่นี่สิ”

ตามกฎของสมาคม กิรยอที่เป็นระดับ F ไม่สามารถเข้าใกล้เกตระดับ C ได้

“ทำยังไงดีล่ะเนี่ย”

ฉันนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อหาไอเดียดีๆ

‘ยังไม่ทันรู้จักโลกนี้ดีพอ จะจู่ๆ เอาสารดูดซับมานามาขายเลยก็กะไรอยู่ แถมเรื่องที่ร่างกายที่ฉันเลือกเป็นระดับ F นี่มันก็แปลก ชัดเจนเลยว่าไอ้ศูนย์ตรวจวัดอะไรนั่นต้องมีปัญหา...’

และในตอนนั้นเอง...

—ปี๊บบบบบบบบบบบบ!

—วูมมมมมมมมม.

เฮ้ย เสียงบ้าอะไรเนี่ย!

“ตกใจหมด!”

จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของคิมกิรยอก็ส่งเสียงดังลั่นห้อง

ที่ผ่านมาไม่เห็นเคยมีแบบนี้นี่นา?

—ปี๊บบบบบบบบ.

ฉันสะดุ้งโหยง รีบคว้ามือถือมาดู

หน้าจอเต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือนตัวอักษรเบ้อเริ่ม

< ข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉิน >

[ดันเจี้ยนเบรก] 13 กรกฎาคม 12:30 น.

เกิดเรดเกตบริเวณเขตมาโพ กรุงโซล

แจ้งเตือนพบ สัตว์อสูร ระดับ B / มอนสเตอร์กำลังเคลื่อนที่

โปรดตรวจสอบเส้นทางและอพยพ https://ww...]

“เอ่อ... นี่มันหมายความว่าไง?”

ถึงจะเห็นข้อความแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในทันที

แต่ความวุ่นวายไม่ได้จบแค่นั้น

ในขณะที่กำลังงงเป็นไก่ตาแตกกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอ ฉันก็สังเกตได้ว่าโถงทางเดินข้างนอกเริ่มเสียงดังเอะอะ

เสียงประตูปิด ปัง! จากห้องข้างๆ ดังทะลุกำแพงบางๆ ของห้องเช่าเข้ามา...

พอลองฟังดีๆ ก็ได้ยินเสียงคนซุบซิบและเริ่มออกวิ่งกันแล้ว

ขนาดนี้แล้วถ้ายังไม่รู้ตัวก็บ้าเต็มทน ฉันรีบเปิดประตูห้องแล้ววิ่งออกมาอพยพพร้อมกับชาวบ้านทันที

‘ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขืนอยู่เฉยๆ น่าจะอันตรายแฮะ’

หรือว่ามอนสเตอร์กำลังมาทางนี้?

อยากรู้สถานการณ์ละเอียดกว่านี้ แต่ไม่มีเวลาถามใครแล้ว

แค่ขาเป๋ๆ ของกิรยอวิ่งตามชาวบ้านให้ทันก็เต็มกลืนแล้ว ฉันทำได้แค่หุบปากแล้วตั้งสมาธิกับการก้าวเท้าเท่านั้น

“แฮ่ก... ฟู่ว...”

จะว่าไป ร่างกายนี้ปอดต้องพังยับเยินแล้วแน่ๆ

ตื่นรู้พลังเวทแล้วนะเว้ย วิ่งแค่นี้ทำไมถึงหอบ? ฉันหอบหายใจแฮ่กๆ วิ่งตามหลังเพื่อนบ้านคนหนึ่งไป

และแล้ว สถานที่ที่เราหยุดลงก็คือ...

“ว้าว~ ตัวใหญ่ชะมัด นั่นมอนสเตอร์ระดับ B จริงดิ?”

“ทุกคนถอยไปข้างหลังครับ!”

“สวัสดีค่า~ ชาว Y-Tube ทุกคน! ไลฟ์สดวันนี้เราจะมา...!”

บ้าเอ๊ย!

ไอ้มนุษย์คนนี้ไม่ได้กำลังหนีภัยนี่หว่า!

‘เพราะวิ่งเร็วไม่ได้ ก็เลยจำใจเล็งคนที่วิ่งช้าที่สุดแล้วตามมาแท้ๆ...’

ดูเหมือนฉันจะเลือกตามคนผิดซะแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ศูนย์อพยพ แต่เป็นแหล่งรวมตัวของพวกไทยมุงที่มาดูไฟไหม้ชัดๆ

“บอกให้ถอยไปไงครับ!”

ไกลออกไปตรงนั้น เห็นต้นตอของสัญญาณเตือนภัยแล้ว

สัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ ใหญ่กว่า บิกินเนอร์คิลเลอร์ สัก 3 เท่า กำลังอาละวาดพังทลายสวนสาธารณะในเมือง...

“โอ้”

และในขณะเดียวกัน ก็เห็นการเคลื่อนไหวของเหล่าฮันเตอร์ที่พยายามเข้าไปหยุดมัน

‘เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ คนนั้นหน้าคุ้นๆ แฮะ?’

ระหว่างที่มองดูเหล่าฮันเตอร์โชว์ฝีมือ ฉันก็สะดุดตากับใบหน้าหนึ่ง

ทรงผมที่เด่นสะดุดตามาแต่ไกลแบบนั้น ใช่ฮันเตอร์คนนั้นแน่เหรอ?

‘นั่นสินะ เวทมนตร์ดึกดำบรรพ์ที่ฮันเตอร์ของโลกนี้ใช้ แต่อยู่ไกลไปหน่อย มองไม่ค่อยถนัดเลย...’

เพื่อให้เห็นการต่อสู้ชัดขึ้น ฉันเลยค่อยๆ แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไป

แน่นอนว่าฉันไม่ได้ข้ามเส้นกั้นของตำรวจ (Police Line)

‘ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าไอ้เทปสีเหลืองนี่หมายถึงอะไร’

เรียนรู้วัฒนธรรมการห้ามเข้าพื้นที่ของโลกมาแล้วคงไม่มีปัญหา คิดได้แบบนั้นปุ๊บ...

“โอ๊ย หลบไปหน่อยสิวะ~”

พลั่ก!

ใครบางคนเบียดแทรกแถวออกมา พร้อมกับผลักฉันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“อุ๊บ!”

ร่างกายอันบอบบางของฉัน ไม่อาจต้านทานแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยนี้ได้...

และแล้วก็เกิดเสียง โครมคราม วุ่นวายย่อมๆ ขึ้น

ตัวฉันเสียหลักล้มคะมำไปข้างหน้า พาลเอาเส้นกั้นของตำรวจพังลงไปด้วยส่วนหนึ่ง

“อ๊ะ! ขอโทษครับ”

ฉันรีบกุลีกุจอจับเสากั้นตั้งขึ้นและขอโทษตำรวจ จากนั้นก็หันขวับไปข้างหลัง

เพื่อดูหน้าตัวต้นเหตุ

‘ไอ้หมอนี่เหรอ?’

แต่คนร้ายที่ก่อเรื่องกลับมีภาพลักษณ์ต่างจากที่จินตนาการไว้ลิบลับ นึกว่าจะเป็นหมูตอนกล้ามโตตัวใหญ่กว่ากิรยอ 3 เท่าซะอีก

คนที่ยืนอยู่ข้างหลังกลับเป็นผู้ชายรูปร่างทั่วไปที่เห็นได้ตามท้องถนน

แขนลีบๆ แค่นั้นผลักฉันล้มได้เนี่ยนะ? เหลือเชื่อชะมัด

‘เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นความอัปยศขนาดนี้ ตอนอยู่ดาวบ้านเกิดฉันกางเวทป้องกันไว้ 2 ชั้น 3 ชั้น ไม่เคยมีใครทำฉันเจ็บตัวได้เลยนะ’

พอตระหนักถึงสภาพอันน่าสังเวชของตัวเอง น้ำตาก็พาลจะไหล แต่ตอนนั้นเอง เสียงห้วนๆ ก็ดังมาจากฝั่งผู้ชายที่ผลักฉัน

“ผลักแค่นิดเดียวเอง ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้!”

“...”

“ตัวเองยืนขวางทางเองแท้ๆ ยังจะมามองหน้าอีก มองทำไม หาเรื่องเหรอ?”

เปล่า ไม่ได้มองหน้าหาเรื่องสักหน่อย

ทางนี้ก็แค่สังเกตมนุษย์โลกโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ดูเหมือนจะเกิดความเข้าใจผิดเข้าเสียแล้ว

ผู้ชายท่าทางกวนประสาทคนนั้นกวาดตามองฉัน ก่อนจะแค่นหัวเราะแล้วพูดว่า

“โห น่ากลัวจังแฮะ? นี่คุณ ทำหน้าตาเอาเรื่องนะเนี่ย แต่ผมเป็นฮันเตอร์นะครับ”

เขายังคงแสดงท่าทีดูถูกฉันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

“ฉันมาดูลาดเลาเพื่อเอาไปใช้ทำงานเว้ย ไม่ใช่พวกคนธรรมดาที่มาด้อมๆ มองๆ เพราะหวังว่าอยู่ใกล้มอนสเตอร์แล้วจะตื่นรู้พลังกับเขาบ้าง”

อ๋อ มิน่าล่ะ ไทยมุงที่เป็นคนธรรมดาถึงได้เยอะขนาดนี้

“เพราะงั้นเลิกเบิ่งตาใส่ได้แล้ว ถึงต่อยมา ผู้ตื่นรู้ อย่างผมก็ไม่เจ็บหรอก เจ็บมือเปล่าๆ~”

ชายที่แนะนำตัวว่าเป็นฮันเตอร์หยิบขาตั้งกล้องออกมาจากอกเสื้อ แล้วเริ่มกางอุปกรณ์อย่างทุลักทุเล

ผลักคนอื่นไม่พอ ยังจะมาเข้าใจผิดบ้าบออีก ด้วยความคับข้องใจ ฉันจึงแก้ต่างความจริงออกไป

“ฉันก็เป็นฮันเตอร์เหมือนกัน แล้วที่มายืนตรงนี้ก็เหตุผลเดียวกับคุณนั่นแหละ”

“ฮันเตอร์? ระดับไหน?”

“...ระดับ F”

แต่ฮันเตอร์คนนั้นกลับพ่นลมหายใจใส่คำตอบของฉัน

“เหอะ ระดับ F?”

เวลานี้ไม่อยู่ในเกตแต่มาเดินดูชาวบ้านตีกัน ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นพวกตกงานหรือไม่ก็ฮันเตอร์ชั้นต่ำ

แต่ไม่นึกว่าจะเป็นระดับ F ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด

“ไม่ทราบว่าที่เกาหลีไม่มีวัฒนธรรมที่ว่าผลักคนอื่นแล้วต้องขอโทษเหรอครับ?”

ผู้ชายคนนั้นเมินคำพูดของฉันโดยสิ้นเชิง แล้วหันไปสนใจงานของตัวเองต่อ ฉันได้แต่ยืนคอตก

‘วัฒนธรรมโลกนี่เดาใจยากชะมัด’

ทันใดนั้นเอง

ตึง! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับหัวใจจะหล่นไปอยู่ตาตุ่มดังมาจากที่ไกลๆ

มันคือเสียงกิ้งก่ายักษ์ที่อาละวาดกลางเมืองล้มลง ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของผู้คนรอบข้าง

“ว้าว! จัดการได้แล้ววว!”

“ต้องรีบลงโซเชียล”

“ดูนั่น! พวกฮันเตอร์กำลังมาทางนี้! จะขอลายเซ็นได้ไหมนะ?”

อย่างที่พวกเขาว่า ฮันเตอร์กลุ่มนั้นกำลังเดินมาทางเส้นกั้นเขตนี้

พูดให้ถูกคือ มีฮันเตอร์คนหนึ่งจู่ๆ ก็วิ่งออกมา ส่วนคนที่เหลือก็วิ่งตามมาแบบงงๆ

“นั่น อันยุนซึง! อันยุนซึงนี่นา! เคยเห็นแต่ในทีวี ว้าววว”

“ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ เก่งชะมัด”

“คุณผู้ชมครับ! เห็นไหมครับ? นั่นคือฮันเตอร์ ระดับ S คุณอันยุนซึงครับ!!”

ช่วงนี้ จากการค้นข้อมูลทำให้ฉันรู้อะไรบางอย่าง

ในโลกนี้ ฮันเตอร์ระดับ A คือชนชั้นนำที่มีเพียง 3% ของผู้ตื่นรู้ทั้งหมด เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการรักษาความปลอดภัยของเมือง

ว่ากันว่าฮันเตอร์ระดับสูงเหล่านี้คือไอดอลของประชาชน

ผู้คนจึงแสดงปฏิกิริยาตื่นเต้นสุดขีดต่อฮันเตอร์ที่กำลังวิ่งเข้ามา

“โห... อันยุนซึงตัวเป็นๆ ระยะประชิด...”

การเคารพยกย่องระดับ A นั้นรวมถึงเจ้าผู้ชายท่าทางกวนโอ๊ยคนนี้ด้วย

เขาหันเลนส์กล้องไปจับภาพอันยุนซึงราวกับต้องมนตร์สะกด ทว่าอันยุนซึงกลับวิ่งฝ่าตำรวจเข้ามาเรื่อยๆ... แถมดูเหมือนจะตรงดิ่งมาทางนี้?

“หือ?”

ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นกำลังทำหน้าเอ๋อ

ในที่สุด อันยุนซึงก็วิ่งมาถึงเป้าหมาย เขาหยุดยืนหอบแฮ่กๆ ต่อหน้าเหล่าไทยมุง แล้วพูดขึ้นว่า

“สะ... ส... สวัสดีครับ!”

ทันใดนั้น เขาก็คว้ามือฉันที่อยู่นอกเส้นกั้นเขตไปกุมไว้ด้วยสองมือ หมับ!

“พี่คนนั้นใช่ไหมครับ? พี่คนนั้น! ไม่นึกว่าจะได้เจอพี่ที่นี่! ตอนนั้นผมรอดมาได้ก็เพราะพี่จริงๆ ครับ! อ๊ะ จริงสิ! พี่อาจจะจำไม่ได้ คือผมเป็นคนที่... แบบว่า ที่พี่เคยช่วยไว้ในเกตเมื่อคราวก่อน...”

“จำได้”

“ขอบคุณจริงๆ ครับลูกพี่!”

ชายหนุ่มผู้เป็นขวัญใจประชาชน กำลังโค้งคำนับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจนตัวแทบพับ 90 องศา!

คนรอบข้างต่างมองเหตุการณ์นี้ด้วยความตกตะลึง แต่อันยุนซึงไม่สนใจใครทั้งนั้น พ่นคำพูดออกมาไฟแลบ

“พี่ยังอยู่แถวมาโพสินะครับ! ว่าแต่มาทำอะไรที่นี่... อ๋อ เพราะดันเจี้ยนเบรกสินะ แหงล่ะ คนระดับลูกพี่จะไม่ออกมาดูได้ยังไง แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ ผมจัดการเรียบ...”

แต่แล้วสักพัก

อันยุนซึงก็หยุดพูดกะทันหัน แล้วหันขวับไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉัน

ตาตากล้องคู่กรณีที่เพิ่งมีเรื่องกันเมื่อกี้ กำลังยืนจ้องฉันตาค้างเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...

อันยุนซึงเห็นคนมองฉันเหลือกตาไปมา ก็เลยเข้าใจผิดแล้วถามสั้นๆ ว่า

“มากับเพื่อนเหรอครับ?”

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้บอก

คราวก่อนหมอนั่นบาดเจ็บจนดูไม่ได้ศัพท์ ฉันเลยไม่ทันสังเกตจนถึงตอนนี้

สภาพของอันยุนซึงที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเป็นแบบนี้

หัวโล้นเตียนจนเห็นหนังศีรษะเขียวครึ้ม

รอยบากสแครชสุดเท่

ขอบตาดำคล้ำ

และจิวสีเงินที่เจาะตรงปีกจมูกซ้าย...

พูดกันตามตรง อันยุนซึงเนี่ย แค่หุบปากเงียบๆ

“ครับ?”

หน้าตาพี่แกก็โหดจนแม้แต่โจรยังต้องหลบตา

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

8

20px

องค์ความรู้ด้านเวทมนตร์อันแสนล้าหลัง

แต่ในขณะเดียวกัน กลับมีอุปกรณ์ไอทีที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ข้าจินตนาการไม่ถึง

ถึงจะสงสัยว่าทำไมที่นี่ถึงมีวิวัฒนาการที่บิดเบี้ยวแบบนี้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อน

‘ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า ถึงฉันจะใช้ สารดูดซับมานา ที่นี่ ก็ไม่มีใครรู้น่ะสิ?’

เพราะความแตกต่างของข้อมูล ก็คือความแตกต่างของพลัง

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงตระหนักได้หนึ่งอย่าง

บางที ต่อให้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แต่ฉันก็น่าจะพอถูไถใช้ชีวิตบนโลกใบนี้ไปได้กล้อมแกล้มแหละนะ

---

...หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์

“ฮ้าววววว”

ฉันมาอยู่โลกนี้ได้กี่วันแล้วนะ

ตอนนี้เริ่มคุ้นชินกับร่างกายของ คิมกิรยอ ขึ้นมาบ้างแล้ว ฉันลุกขึ้นจากที่นอน

วันนี้เวทมนตร์ก็ยังคงใช้ไม่ได้เหมือนเดิม

ถึงอย่างนั้น ฉันก็มองกระจกหน้าห้องน้ำพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“มีน้ำมีนวลขึ้นแฮะ”

คงเพราะขยันกวาดของกินลงท้อง สุขภาพเลยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ฉันขอบคุณความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ นี้ แล้วเดินกลับเข้าห้อง

ช่างเป็นยามเช้าที่แสนสบาย

‘วันนี้กินไข่ที่ซื้อตุนไว้ดีกว่า!’

แต่เอาเข้าจริง สถานการณ์ปัจจุบันของฉันน่ะห่างไกลจากคำว่า ‘สบาย’ ลิบลับ

ต้องเรียกว่ากำลังเผชิญวิกฤตเสียมากกว่า เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันได้สัมผัสรสชาติอันขมขื่นของสังคมเข้าเต็มเปา

‘หวังว่าปัญหาจะคลี่คลายก่อนที่จะกินไข่พวกนี้หมดนะ’

ฮันเตอร์ อาชีพที่ว่ากันว่าถ้าตั้งใจจริงก็กวาดเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

แต่ต่างจากภาพฝันในสื่อ ชีวิตของฮันเตอร์ระดับล่างอย่าง ระดับ F ถึง E นั้นไม่ต่างอะไรกับนรก

เพราะ ผู้ตื่นรู้ ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในระดับนี้ อย่าว่าแต่แหล่งล่าดีๆ เลย แค่จะพิชิต เกต สักแห่งยังต้องเร่ร่อนไปเขตอื่น...

มอนสเตอร์กระจอกๆ ที่ใครๆ ก็กำจัดได้ มันไม่ทำเงิน

ครั้นจะไปล่ามอนสเตอร์ที่ทำเงินได้ ก็มีอันตรายสารพัดรูปแบบดักรออยู่

เงินที่ผู้ตื่นรู้ระดับ F หาได้ต่อเดือนจากการเอาชีวิตไปเสี่ยง อยู่ที่ประมาณ 4.3 ล้านวอน (ราว 110,000 บาท)

พูดตามตรง จากการตรวจสอบงานฮันเตอร์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บทสรุปสุดท้ายที่ฉันมอบให้ชีวิตระดับ F ก็คือ ‘งานกรรมกรเกรดต่ำ’

‘ในสมองของกิรยอก็มีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ ถึงจะตื่นรู้แล้วแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปก็เถอะ แต่พวกระดับ F ที่รักตัวกลัวตายต่างก็หนีไปทำงานก่อสร้างจนแย่งงานกันหมด...’

แถมสถานการณ์ของฉันยังย่ำแย่เป็นพิเศษ

ร่างจุติใหม่ดันขาเป๋ไปข้างหนึ่ง แถมเวทมนตร์ก็ใช้ไม่ได้เลยสักบท

ร่างกายขยะแบบนี้จะไปล้มตัวอะไรได้?

‘ผีเสื้อพิษ ก็ไม่ได้ราคา สมาคมฮันเตอร์ เองก็ไม่รับซื้อด้วย’

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป เงินเก็บคงหมดเกลี้ยงแล้วก็ต้องอดตายอีกรอบแน่ ฉันเลยลองคิดหาช่องทางทำเงินอื่นดู

“ก่อนอื่นฉันก็โกยสารดูดซับมานามาเพียบเลยนี่นะ”

ฉันเหลือบตามอง

ในห้องรูหนูที่แคบอยู่แล้ว ตอนนี้เต็มไปด้วยถุงดำวางกองพะเนิน

สิ่งเหล่านี้คือดินที่ฉันแอบตักมาจากเกตทีละเล็กละน้อย และฉันก็รู้จักสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์ไม่กี่ชนิดที่สามารถฆ่าได้ด้วยไอ้นี่

ลองค้นดูแล้ว บนโลกนี้ก็มีมอนสเตอร์ที่คล้ายกันอยู่...

“ปัญหาก็คือ วิธีที่จะเข้าไปในเกตระดับ C ที่พวกมันอาศัยอยู่นี่สิ”

ตามกฎของสมาคม กิรยอที่เป็นระดับ F ไม่สามารถเข้าใกล้เกตระดับ C ได้

“ทำยังไงดีล่ะเนี่ย”

ฉันนั่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเพื่อหาไอเดียดีๆ

‘ยังไม่ทันรู้จักโลกนี้ดีพอ จะจู่ๆ เอาสารดูดซับมานามาขายเลยก็กะไรอยู่ แถมเรื่องที่ร่างกายที่ฉันเลือกเป็นระดับ F นี่มันก็แปลก ชัดเจนเลยว่าไอ้ศูนย์ตรวจวัดอะไรนั่นต้องมีปัญหา...’

และในตอนนั้นเอง...

—ปี๊บบบบบบบบบบบบ!

—วูมมมมมมมมม.

เฮ้ย เสียงบ้าอะไรเนี่ย!

“ตกใจหมด!”

จู่ๆ โทรศัพท์มือถือของคิมกิรยอก็ส่งเสียงดังลั่นห้อง

ที่ผ่านมาไม่เห็นเคยมีแบบนี้นี่นา?

—ปี๊บบบบบบบบ.

ฉันสะดุ้งโหยง รีบคว้ามือถือมาดู

หน้าจอเต็มไปด้วยข้อความแจ้งเตือนตัวอักษรเบ้อเริ่ม

< ข้อความแจ้งเตือนภัยพิบัติฉุกเฉิน >

[ดันเจี้ยนเบรก] 13 กรกฎาคม 12:30 น.

เกิดเรดเกตบริเวณเขตมาโพ กรุงโซล

แจ้งเตือนพบ สัตว์อสูร ระดับ B / มอนสเตอร์กำลังเคลื่อนที่

โปรดตรวจสอบเส้นทางและอพยพ https://ww...]

“เอ่อ... นี่มันหมายความว่าไง?”

ถึงจะเห็นข้อความแล้ว แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในทันที

แต่ความวุ่นวายไม่ได้จบแค่นั้น

ในขณะที่กำลังงงเป็นไก่ตาแตกกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยเจอ ฉันก็สังเกตได้ว่าโถงทางเดินข้างนอกเริ่มเสียงดังเอะอะ

เสียงประตูปิด ปัง! จากห้องข้างๆ ดังทะลุกำแพงบางๆ ของห้องเช่าเข้ามา...

พอลองฟังดีๆ ก็ได้ยินเสียงคนซุบซิบและเริ่มออกวิ่งกันแล้ว

ขนาดนี้แล้วถ้ายังไม่รู้ตัวก็บ้าเต็มทน ฉันรีบเปิดประตูห้องแล้ววิ่งออกมาอพยพพร้อมกับชาวบ้านทันที

‘ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขืนอยู่เฉยๆ น่าจะอันตรายแฮะ’

หรือว่ามอนสเตอร์กำลังมาทางนี้?

อยากรู้สถานการณ์ละเอียดกว่านี้ แต่ไม่มีเวลาถามใครแล้ว

แค่ขาเป๋ๆ ของกิรยอวิ่งตามชาวบ้านให้ทันก็เต็มกลืนแล้ว ฉันทำได้แค่หุบปากแล้วตั้งสมาธิกับการก้าวเท้าเท่านั้น

“แฮ่ก... ฟู่ว...”

จะว่าไป ร่างกายนี้ปอดต้องพังยับเยินแล้วแน่ๆ

ตื่นรู้พลังเวทแล้วนะเว้ย วิ่งแค่นี้ทำไมถึงหอบ? ฉันหอบหายใจแฮ่กๆ วิ่งตามหลังเพื่อนบ้านคนหนึ่งไป

และแล้ว สถานที่ที่เราหยุดลงก็คือ...

“ว้าว~ ตัวใหญ่ชะมัด นั่นมอนสเตอร์ระดับ B จริงดิ?”

“ทุกคนถอยไปข้างหลังครับ!”

“สวัสดีค่า~ ชาว Y-Tube ทุกคน! ไลฟ์สดวันนี้เราจะมา...!”

บ้าเอ๊ย!

ไอ้มนุษย์คนนี้ไม่ได้กำลังหนีภัยนี่หว่า!

‘เพราะวิ่งเร็วไม่ได้ ก็เลยจำใจเล็งคนที่วิ่งช้าที่สุดแล้วตามมาแท้ๆ...’

ดูเหมือนฉันจะเลือกตามคนผิดซะแล้ว ที่นี่ไม่ใช่ศูนย์อพยพ แต่เป็นแหล่งรวมตัวของพวกไทยมุงที่มาดูไฟไหม้ชัดๆ

“บอกให้ถอยไปไงครับ!”

ไกลออกไปตรงนั้น เห็นต้นตอของสัญญาณเตือนภัยแล้ว

สัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ ใหญ่กว่า บิกินเนอร์คิลเลอร์ สัก 3 เท่า กำลังอาละวาดพังทลายสวนสาธารณะในเมือง...

“โอ้”

และในขณะเดียวกัน ก็เห็นการเคลื่อนไหวของเหล่าฮันเตอร์ที่พยายามเข้าไปหยุดมัน

‘เอ๊ะ? เดี๋ยวนะ คนนั้นหน้าคุ้นๆ แฮะ?’

ระหว่างที่มองดูเหล่าฮันเตอร์โชว์ฝีมือ ฉันก็สะดุดตากับใบหน้าหนึ่ง

ทรงผมที่เด่นสะดุดตามาแต่ไกลแบบนั้น ใช่ฮันเตอร์คนนั้นแน่เหรอ?

‘นั่นสินะ เวทมนตร์ดึกดำบรรพ์ที่ฮันเตอร์ของโลกนี้ใช้ แต่อยู่ไกลไปหน่อย มองไม่ค่อยถนัดเลย...’

เพื่อให้เห็นการต่อสู้ชัดขึ้น ฉันเลยค่อยๆ แทรกตัวผ่านฝูงชนเข้าไป

แน่นอนว่าฉันไม่ได้ข้ามเส้นกั้นของตำรวจ (Police Line)

‘ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าไอ้เทปสีเหลืองนี่หมายถึงอะไร’

เรียนรู้วัฒนธรรมการห้ามเข้าพื้นที่ของโลกมาแล้วคงไม่มีปัญหา คิดได้แบบนั้นปุ๊บ...

“โอ๊ย หลบไปหน่อยสิวะ~”

พลั่ก!

ใครบางคนเบียดแทรกแถวออกมา พร้อมกับผลักฉันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

“อุ๊บ!”

ร่างกายอันบอบบางของฉัน ไม่อาจต้านทานแรงกระแทกเพียงเล็กน้อยนี้ได้...

และแล้วก็เกิดเสียง โครมคราม วุ่นวายย่อมๆ ขึ้น

ตัวฉันเสียหลักล้มคะมำไปข้างหน้า พาลเอาเส้นกั้นของตำรวจพังลงไปด้วยส่วนหนึ่ง

“อ๊ะ! ขอโทษครับ”

ฉันรีบกุลีกุจอจับเสากั้นตั้งขึ้นและขอโทษตำรวจ จากนั้นก็หันขวับไปข้างหลัง

เพื่อดูหน้าตัวต้นเหตุ

‘ไอ้หมอนี่เหรอ?’

แต่คนร้ายที่ก่อเรื่องกลับมีภาพลักษณ์ต่างจากที่จินตนาการไว้ลิบลับ นึกว่าจะเป็นหมูตอนกล้ามโตตัวใหญ่กว่ากิรยอ 3 เท่าซะอีก

คนที่ยืนอยู่ข้างหลังกลับเป็นผู้ชายรูปร่างทั่วไปที่เห็นได้ตามท้องถนน

แขนลีบๆ แค่นั้นผลักฉันล้มได้เนี่ยนะ? เหลือเชื่อชะมัด

‘เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นความอัปยศขนาดนี้ ตอนอยู่ดาวบ้านเกิดฉันกางเวทป้องกันไว้ 2 ชั้น 3 ชั้น ไม่เคยมีใครทำฉันเจ็บตัวได้เลยนะ’

พอตระหนักถึงสภาพอันน่าสังเวชของตัวเอง น้ำตาก็พาลจะไหล แต่ตอนนั้นเอง เสียงห้วนๆ ก็ดังมาจากฝั่งผู้ชายที่ผลักฉัน

“ผลักแค่นิดเดียวเอง ทำเป็นเรื่องใหญ่ไปได้!”

“...”

“ตัวเองยืนขวางทางเองแท้ๆ ยังจะมามองหน้าอีก มองทำไม หาเรื่องเหรอ?”

เปล่า ไม่ได้มองหน้าหาเรื่องสักหน่อย

ทางนี้ก็แค่สังเกตมนุษย์โลกโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ดูเหมือนจะเกิดความเข้าใจผิดเข้าเสียแล้ว

ผู้ชายท่าทางกวนประสาทคนนั้นกวาดตามองฉัน ก่อนจะแค่นหัวเราะแล้วพูดว่า

“โห น่ากลัวจังแฮะ? นี่คุณ ทำหน้าตาเอาเรื่องนะเนี่ย แต่ผมเป็นฮันเตอร์นะครับ”

เขายังคงแสดงท่าทีดูถูกฉันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

“ฉันมาดูลาดเลาเพื่อเอาไปใช้ทำงานเว้ย ไม่ใช่พวกคนธรรมดาที่มาด้อมๆ มองๆ เพราะหวังว่าอยู่ใกล้มอนสเตอร์แล้วจะตื่นรู้พลังกับเขาบ้าง”

อ๋อ มิน่าล่ะ ไทยมุงที่เป็นคนธรรมดาถึงได้เยอะขนาดนี้

“เพราะงั้นเลิกเบิ่งตาใส่ได้แล้ว ถึงต่อยมา ผู้ตื่นรู้ อย่างผมก็ไม่เจ็บหรอก เจ็บมือเปล่าๆ~”

ชายที่แนะนำตัวว่าเป็นฮันเตอร์หยิบขาตั้งกล้องออกมาจากอกเสื้อ แล้วเริ่มกางอุปกรณ์อย่างทุลักทุเล

ผลักคนอื่นไม่พอ ยังจะมาเข้าใจผิดบ้าบออีก ด้วยความคับข้องใจ ฉันจึงแก้ต่างความจริงออกไป

“ฉันก็เป็นฮันเตอร์เหมือนกัน แล้วที่มายืนตรงนี้ก็เหตุผลเดียวกับคุณนั่นแหละ”

“ฮันเตอร์? ระดับไหน?”

“...ระดับ F”

แต่ฮันเตอร์คนนั้นกลับพ่นลมหายใจใส่คำตอบของฉัน

“เหอะ ระดับ F?”

เวลานี้ไม่อยู่ในเกตแต่มาเดินดูชาวบ้านตีกัน ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นพวกตกงานหรือไม่ก็ฮันเตอร์ชั้นต่ำ

แต่ไม่นึกว่าจะเป็นระดับ F ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุด

“ไม่ทราบว่าที่เกาหลีไม่มีวัฒนธรรมที่ว่าผลักคนอื่นแล้วต้องขอโทษเหรอครับ?”

ผู้ชายคนนั้นเมินคำพูดของฉันโดยสิ้นเชิง แล้วหันไปสนใจงานของตัวเองต่อ ฉันได้แต่ยืนคอตก

‘วัฒนธรรมโลกนี่เดาใจยากชะมัด’

ทันใดนั้นเอง

ตึง! เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับหัวใจจะหล่นไปอยู่ตาตุ่มดังมาจากที่ไกลๆ

มันคือเสียงกิ้งก่ายักษ์ที่อาละวาดกลางเมืองล้มลง ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องของผู้คนรอบข้าง

“ว้าว! จัดการได้แล้ววว!”

“ต้องรีบลงโซเชียล”

“ดูนั่น! พวกฮันเตอร์กำลังมาทางนี้! จะขอลายเซ็นได้ไหมนะ?”

อย่างที่พวกเขาว่า ฮันเตอร์กลุ่มนั้นกำลังเดินมาทางเส้นกั้นเขตนี้

พูดให้ถูกคือ มีฮันเตอร์คนหนึ่งจู่ๆ ก็วิ่งออกมา ส่วนคนที่เหลือก็วิ่งตามมาแบบงงๆ

“นั่น อันยุนซึง! อันยุนซึงนี่นา! เคยเห็นแต่ในทีวี ว้าววว”

“ยังหนุ่มยังแน่นแท้ๆ เก่งชะมัด”

“คุณผู้ชมครับ! เห็นไหมครับ? นั่นคือฮันเตอร์ ระดับ S คุณอันยุนซึงครับ!!”

ช่วงนี้ จากการค้นข้อมูลทำให้ฉันรู้อะไรบางอย่าง

ในโลกนี้ ฮันเตอร์ระดับ A คือชนชั้นนำที่มีเพียง 3% ของผู้ตื่นรู้ทั้งหมด เป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการรักษาความปลอดภัยของเมือง

ว่ากันว่าฮันเตอร์ระดับสูงเหล่านี้คือไอดอลของประชาชน

ผู้คนจึงแสดงปฏิกิริยาตื่นเต้นสุดขีดต่อฮันเตอร์ที่กำลังวิ่งเข้ามา

“โห... อันยุนซึงตัวเป็นๆ ระยะประชิด...”

การเคารพยกย่องระดับ A นั้นรวมถึงเจ้าผู้ชายท่าทางกวนโอ๊ยคนนี้ด้วย

เขาหันเลนส์กล้องไปจับภาพอันยุนซึงราวกับต้องมนตร์สะกด ทว่าอันยุนซึงกลับวิ่งฝ่าตำรวจเข้ามาเรื่อยๆ... แถมดูเหมือนจะตรงดิ่งมาทางนี้?

“หือ?”

ในขณะที่ผู้ชายคนนั้นกำลังทำหน้าเอ๋อ

ในที่สุด อันยุนซึงก็วิ่งมาถึงเป้าหมาย เขาหยุดยืนหอบแฮ่กๆ ต่อหน้าเหล่าไทยมุง แล้วพูดขึ้นว่า

“สะ... ส... สวัสดีครับ!”

ทันใดนั้น เขาก็คว้ามือฉันที่อยู่นอกเส้นกั้นเขตไปกุมไว้ด้วยสองมือ หมับ!

“พี่คนนั้นใช่ไหมครับ? พี่คนนั้น! ไม่นึกว่าจะได้เจอพี่ที่นี่! ตอนนั้นผมรอดมาได้ก็เพราะพี่จริงๆ ครับ! อ๊ะ จริงสิ! พี่อาจจะจำไม่ได้ คือผมเป็นคนที่... แบบว่า ที่พี่เคยช่วยไว้ในเกตเมื่อคราวก่อน...”

“จำได้”

“ขอบคุณจริงๆ ครับลูกพี่!”

ชายหนุ่มผู้เป็นขวัญใจประชาชน กำลังโค้งคำนับมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจนตัวแทบพับ 90 องศา!

คนรอบข้างต่างมองเหตุการณ์นี้ด้วยความตกตะลึง แต่อันยุนซึงไม่สนใจใครทั้งนั้น พ่นคำพูดออกมาไฟแลบ

“พี่ยังอยู่แถวมาโพสินะครับ! ว่าแต่มาทำอะไรที่นี่... อ๋อ เพราะดันเจี้ยนเบรกสินะ แหงล่ะ คนระดับลูกพี่จะไม่ออกมาดูได้ยังไง แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วครับ ผมจัดการเรียบ...”

แต่แล้วสักพัก

อันยุนซึงก็หยุดพูดกะทันหัน แล้วหันขวับไปมองผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉัน

ตาตากล้องคู่กรณีที่เพิ่งมีเรื่องกันเมื่อกี้ กำลังยืนจ้องฉันตาค้างเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...

อันยุนซึงเห็นคนมองฉันเหลือกตาไปมา ก็เลยเข้าใจผิดแล้วถามสั้นๆ ว่า

“มากับเพื่อนเหรอครับ?”

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้บอก

คราวก่อนหมอนั่นบาดเจ็บจนดูไม่ได้ศัพท์ ฉันเลยไม่ทันสังเกตจนถึงตอนนี้

สภาพของอันยุนซึงที่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งเป็นแบบนี้

หัวโล้นเตียนจนเห็นหนังศีรษะเขียวครึ้ม

รอยบากสแครชสุดเท่

ขอบตาดำคล้ำ

และจิวสีเงินที่เจาะตรงปีกจมูกซ้าย...

พูดกันตามตรง อันยุนซึงเนี่ย แค่หุบปากเงียบๆ

“ครับ?”

หน้าตาพี่แกก็โหดจนแม้แต่โจรยังต้องหลบตา