วันถัดมา
[อันยุนซึง ตอบคำถามเรื่องเกตกลายพันธุ์ระดับ A แห่งแรกว่า “ผมไม่รู้เรื่อง”...]
“ไอ้พวกหนังสือพิมพ์ซอนฮัน พาดหัวข่าวหมาๆ แบบนี้ได้ไงวะ?”
ตึก! ชายหนุ่มวางเมาส์กระแทกโต๊ะอย่างหัวเสียขณะไล่อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
การกระทำนั้นทำให้ฮันเตอร์ที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังถึงกับสะดุ้งโหยง
“ผมว่ามันก็โอเคนะครับ...”
“โอเคบ้าอะไรล่ะ อ่านผ่านๆ แล้วเหมือนนายตอบปัดสวะอย่างกับคนไม่มีมารยาทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กงการอะไรของฉันเลยนะเว้ย”
“แต่เนื้อหาข่าวไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยนะครับ?”
“นายคิดว่าคนเขาจะกดเข้าไปอ่านเนื้อหาข่าวยาวเหยียดนั่นกันหรือไง?”
หัวหน้าแผนกแห่งกิลด์นีโอซิสเตอร์ยืนหอบหายใจฟึดฟัดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหน้าโต๊ะกระจก ฝั่งตรงข้ามคืออันยุนซึงที่ร่างกายฟื้นตัวดีแล้วจากการรักษาของฮีลเลอร์
“ยุนซึงอา นายจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”
เขากวาดตามองร่องรอยบาดแผลที่ยังหลงเหลืออยู่บนตัวของอันยุนซึงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่
“คือ... ไอ้เรื่องที่มีฮันเตอร์คนอื่นจัดการมอนสเตอร์แทนนายเนี่ย ฉันเข้าใจนะ แต่นายบอกว่าไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขา แถมถ้าเก่งขนาดนั้น คนระดับนายจะไม่รู้จักได้ยังไง... แล้วดูสิ ขนาดบอกรูปพรรณสัณฐานไป ก็ไม่มีใครรู้จักหมอนั่นสักคน”
“ครับ”
“มันแปลกๆ อยู่นะ เขาอาจจะเป็นพวกฮันเตอร์เถื่อนที่ไม่ได้ลงทะเบียนก็ได้ นายจำเป็นต้องพูดถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“...”
“โชคยังดีที่นักข่าวให้ความสนใจเรื่องเกตระดับ A ที่เป็นสกู๊ปพิเศษมากกว่า ไม่อย่างนั้นนะ...”
“โธ่ หัวหน้าครับ”
“ที่พูดเนี่ยเพราะเป็นห่วงหรอกนะ ยุนซึง”
หัวหน้าขยับแว่นสายตาพลางพูดกล่อมด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนลง
“ทำแบบนี้ประวัตินายจะด่างพร้อยเปล่าๆ ใครเขาจะไปชอบใจข่าวที่บอกว่านายเข้าไปสำรวจการปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติของเกตระดับ F แล้วโดนอัดยับจนต้องหามออกมาล่ะ หือ?”
“...”
“แค่อ้างว่านายเป็นคนจัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์นั่นซะก็จบเรื่องแล้ว”
ไม่ว่าจะเรื่องภาพลักษณ์ที่เสียหายหากฮันเตอร์ระดับ A แสดงความอ่อนแอให้เห็น หรือเรื่องที่จะส่งผลเสียต่อการตั้งทีมใหม่ในอนาคต
หลังจากนั้นคำบ่นอีกสารพัดก็พรั่งพรูออกมา แต่ชายหนุ่มยังคงยืนกรานตามเดิม
“ขอโทษครับ แต่ผมคิดว่าต้องพูดความจริง นั่นคือการให้เกียรติคุณฮันเตอร์คนนั้นในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ”
อันยุนซึงวางแก้วกระดาษในมือลงแล้วพูดต่อ
“อีกอย่าง เขาไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องผิดกฎหมายแน่นอนครับ”
“มั่นใจเหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิครับ ผู้ตื่นรู้ที่มีฝีมือขนาดนั้น ถ้ามีชนักติดหลังจริง เขาจะปล่อยให้ผมรอดกลับมาเหรอ?”
“อืม”
“เขาเป็นคนดีมากเลยนะครับ ใจจริงผมอยากจะตอบแทนเขาด้วยซ้ำ...”
เมื่อยุนซึงอธิบายเหตุผล สุดท้ายหัวหน้าก็ยอมเคารพการตัดสินใจของเขา
เออ เอาเถอะ แค่ข่าวข่าวเดียวนี่หว่า อันยุนซึงยังหนุ่มยังแน่น เดี๋ยวคนก็หันไปสนใจความเก่งกาจในอนาคตมากกว่าความล้มเหลวครั้งนี้เองแหละ
“ถ้านายยืนยันแบบนั้นก็ตามใจ งั้นก็ไปได้แล้ว ไปพักผ่อนให้เต็มที่สักพักเถอะ”
“ขอบคุณครับ”
ไม่นานอันยุนซึงก็เดินออกจากห้องไป
หัวหน้าเดินกลับมาที่หน้าจอมอนิเตอร์อย่างเงียบเชียบ เขากลิ้งลูกกลิ้งเมาส์ ครืด ครืด พลางจมอยู่ในห้วงความคิด
“มีฮันเตอร์ที่จัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ทีมของอันยุนซึงรับมือไม่ไหวได้ง่ายๆ อยู่จริงงั้นเหรอ”
ผมย้อมสี ดวงตาแบบตาขาวสามด้าน ที่ดูดุร้าย
เขาพยายามนึกทบทวนลักษณะเด่นของฮันเตอร์คนนั้นตามที่อันยุนซึงบอก
‘คงไม่ใช่ระดับ S หรอก น่าจะเป็นผู้ตื่นรู้ ระดับ A ขั้นสูง แต่ที่ไม่เป็นที่รู้จัก อาจจะเป็นฮันเตอร์ที่เก็บตัวเงียบๆ อยู่ต่างจังหวัดรึเปล่า?’
หรือจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ?
ข้อสันนิษฐานมากมายผุดขึ้นมาแต่ไม่มีอะไรยืนยันได้สักอย่าง สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ หากเป็นไปตามคำบอกเล่าของอันยุนซึง อีกฝ่ายต้องเป็นคนเก่งระดับตัวพ่อแน่นอน
หัวหน้าเลื่อนเมาส์ ครืด ลงไปอีกครั้ง
หากมีฮันเตอร์ที่ทั้งแข็งแกร่งและนิสัยดีแบบนั้นอยู่จริง เขาก็อยากจะลองเจอตัวดูสักครั้ง
ชายผมทองร่างผอมแห้งงั้นเหรอ... ป่านนี้จะไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกันนะ
---
“ชาวโลกคือพระเจ้า!”
ณ ห้องเช่าแห่งหนึ่งย่านมาโพกู
เสียงตะโกนบูชาเหมือนลัทธิประหลาดดังขึ้นในห้องที่เคยเงียบสงบ
“พระเจ้ามีอยู่จริง! และอยู่ที่โลกนี้ด้วย!”
ฉันกำลังนอนคว่ำขดตัวอยู่ในห้องแคบๆ ในมือถือวัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำขนาดประมาณ 5.5 นิ้วเอาไว้
ขอสรุปตรงนี้เลยว่า
“ชาวโลกที่สร้างสมาร์ตโฟนขึ้นมาคือพระเจ้า!”
ตอนนี้ฉันกำลังสรรเสริญเยินยอประชากรของดาวดวงนี้อย่างบ้าคลั่ง
เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะฉันเพิ่งนึกวิธีปลดล็อกของดูต่างหน้าของคิมกิรยอได้น่ะสิ
“ไม่ใช่พวกอภิสิทธิ์ชนแต่เข้าถึงข้อมูลได้ตามใจชอบเนี่ยนะ? นี่มันสวรรค์ชัดๆ!”
ต้นเรื่องมันมาจากเหตุการณ์เมื่อวาน
หลังจากรู้ว่ามีเกตที่ห้ามเข้าอยู่ ฉันก็กลับมาที่ห้องแล้วนั่งคิดทบทวน
‘บุกรุกพื้นที่หวงห้ามงั้นเรอะ! เกือบโดนตำรวจจับไปอีกรอบแล้วไหมล่ะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่’
การเดินดุ่มๆ ไปทั่วโลกโดยไม่มีความรู้... เออ ยอมรับก็ได้
มาคิดดูทีหลังแล้วมันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ฉันเลยเปลี่ยนภารกิจสำคัญสูงสุดใหม่
พักเรื่องการกู้พลังเวทหรือหาเงินเอาไว้ก่อน แล้วเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลเป็นอันดับแรก
และในจังหวะที่กำลังกลุ้มใจว่าจะไปหาข้อมูลจากไหน ความทรงจำเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือของคิมกิรยอก็กลับมา
“ชาวโลกคือพระเจ้า!”
จนกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน
‘คราวนี้จะค้นหาอะไรต่อดีนะ? เอาเรื่องอะไรดี?’
ฉันนั่งลูบๆ คลำๆ โทรศัพท์มา 3 ชั่วโมงแล้ว
ข้อมูลที่ได้ในช่วงเวลานั้นมีดังนี้
‘เข้าใจผิดไปหน่อยแฮะ’
1. เกตที่ฉันเข้าไปไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล
2. เกตแต่ละแห่งมีข้อจำกัดในการเข้าใช้ต่างกัน
3. อันยุนซึงไม่ใช่หัวขโมย...
เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการเข้าเกต
พอลองค้นดูดีๆ เกาหลีเป็นประเทศที่เข้มงวดเรื่องการจัดการผู้ตื่นรู้มาก การจะเข้าเกตต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีไป
ถ้าอย่างนั้น เพื่อความสะดวกในการทำกิจกรรมต่อจากนี้ ไปตรวจสอบสถานที่ออกใบอนุญาตด้วยตัวเองเลยน่าจะดีกว่า
“ก่อนอื่นไปที่สมาคมฮันเตอร์กัน”
ฉันเสียบชาร์จโทรศัพท์ที่เริ่มอุ่น แล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ
‘อุ๊ย! ลืมค้นเรื่องหุ่นศิลาเวทมนตร์ไปสนิทเลย’
เพิ่งนึกคีย์เวิร์ดที่ลืมค้นหาขึ้นมาได้ แต่แบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือแค่ 2%
ฉันเลยได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในหัวแล้วเตรียมตัวออกข้างนอก
‘จะว่าไป ในถ้ำนั่นเราก็เดินผ่านทางเดียวกันแท้ๆ ทำไมหุ่นศิลาเวทมนตร์ถึงไม่ตอบสนองตอนฉันเดินผ่าน แต่ดันไปตื่นเอาตอนกลุ่มของยุนซึงมาถึงกันนะ?’
.
.
.
...อนึ่ง ความสงสัยเกี่ยวกับหุ่นศิลาเวทมนตร์ตัวนี้ จะได้รับการไขกระจ่างในอีกนานหลังจากนี้ด้วยวิธีที่ฉันไม่ค่อยเต็มใจนัก จอมเวทอัจฉริยะจากต่างดาวก็ขี้ลืมเหมือนกันนั่นแหละว่าตัวเองตั้งใจจะค้นหาอะไร
---
สมาคมฮันเตอร์แห่งเกาหลี
หรือที่เรียกกันติดปากว่า สมาคมฮันเตอร์
บ้านของกิรยออยู่ค่อนข้างใกล้กับที่นี่ ฉันคิดพลางเดินเข้าไปในชั้น 1 ของอาคาร
“มาทำบัตรฮันเตอร์ครับ”
“เคยมีประวัติการตรวจวัดการตื่นรู้ไหมคะ?”
“ครับ น่าจะทำไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว”
เตรียมใจไว้แล้วว่าคนเยอะคงรอนาน แต่เป้าหมายกลับสำเร็จเร็วกว่าที่คิด
พนักงานประชาสัมพันธ์เคาะคีย์บอร์ดไม่กี่ทีก็บอกว่า ‘ขั้นตอนเรียบร้อยแล้วค่ะ’ พร้อมคืนบัตรประชาชนให้
“ค่าอาหารของฉัน...”
แม้ขั้นตอนนี้จะทำให้เงินค่าซุปเนื้อทานกับข้าว 1.5 ชาม ปลิวหายไปกับค่าออกบัตรฮันเตอร์ก็เถอะ...
เอาเถอะ ฉันรีบมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไปทันที
“สวัสดีครับ ที่นี่ใช่ที่ปฐมนิเทศฮันเตอร์มือใหม่รึเปล่าครับ?”
ระบบของสมาคมถือว่าใจดีกว่าที่คิดนะเนี่ย
โดยพื้นฐานแล้ว สมาคมฮันเตอร์จะมีการจัดอบรมพื้นฐานสำหรับผู้ตื่นรู้หน้าใหม่
ถึงจะไม่บังคับเรียน แต่ของฟรีมีหรือจะไม่เอา?
‘อยากรู้เนื้อหาจะแย่’
ไม่นานฉันก็มาถึงเกตระดับ F แห่งหนึ่ง
ฉันเดินตามพนักงานสมาคมที่เจอกันตรงนั้นเข้าไปในเกต
ข้างในมีฮันเตอร์มารออยู่ก่อนแล้วไม่กี่คน จากนั้นพนักงานในชุดยูนิฟอร์มก็เริ่มอบรมความปลอดภัยเบื้องต้น
“-เรื่องที่ต้องแจ้งให้ทราบมีเพียงเท่านี้ครับ”
‘สรุปสั้นๆ คืออย่าซ่าต่อหน้ามอนสเตอร์สินะ’
การอบรมความปลอดภัยน่าเบื่อหน่อยแต่โชคดีที่ไม่ยาวมาก
นึกว่าจะได้ฝึกภาคปฏิบัติล่ามอนสเตอร์กันเลย แต่ฉันต้องเอียงคอสงสัยกับการกระทำถัดมาของพนักงาน
“เดี๋ยวจะแจกอุปกรณ์ให้ก่อนนะครับ”
เขายื่นวัตถุสีดำบางอย่างมาให้
หน้าตาคล้ายโทรศัพท์ของกิรยอ แต่ขนาดและความหนานี่อย่างกับก้อนอิฐ...
“นี่คืออะไรครับ?”
พอเห็นปุ๊บปากก็ถามออกไปทันที รู้สึกได้เลยว่าสายตาคนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว
ไอ้หยา หรือฉันจะเผลอปล่อยไก่ทำตัวเป็นเอเลี่ยนออกไปซะแล้ว?
“ไม่ทราบเหรอครับ? นี่คือเครื่องวิเคราะห์รุ่นประหยัดครับ ใช้เทคโนโลยีเลนส์ตรวจวัดระดับมานา เดี๋ยวผมจะสอนวิธีใช้ให้นะครับ”
เลนส์ตรวจวัดระดับมานา
คำคำนี้ฟังดูคุ้นหูชอบกล
“ถ้าได้รับกันครบแล้ว ลองใช้เลนส์ส่องไปที่มอนสเตอร์ตรงหน้าดูนะครับ”
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ฉันลองทำตามที่เขาบอกดู
‘นั่นคือมอนสเตอร์ของเกตนี้สินะ...’
ติ๊ด
ทันใดนั้นกล่องสีดำก็แสดงตัวอักษรสีแดงออกมาเหมือนนาฬิกาดิจิทัล
[ผีเสื้อพิษ]
[ระดับ : F]
“อ้อ!”
เป็นข้อมูลสั้นๆ แต่ก็เพียงพอให้เดาหน้าที่ของอุปกรณ์นี้ได้
อ๋อ ชาวโลกไม่ได้ใช้เวทมนตร์ตรวจสอบตัวตนศัตรู แต่ใช้... เครื่องมือสินะ!
“เครื่องวิเคราะห์ทุกเครื่องจะแสดงข้อมูลตามฐานข้อมูลจากองค์กรสากล ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์ แต่ยังรองรับฟังก์ชันค้นหาไอเทมด้วยครับ”
“ไอเทมเหรอครับ?”
“เอาไว้หาทรัพยากรที่มีประโยชน์ครับ ลองหันไปรอบๆ แล้วใช้ส่องดูนะครับ”
นี่คืออุปกรณ์เวทมนตร์ของมนุษยชาติงั้นเหรอ?
ฉันรู้สึกสนใจของเล่นชิ้นใหม่ขึ้นมา เลยลองส่องไปรอบๆ อย่างขะมักเขม้น
ติ๊ด
[-]
ส่องคนไปก็ไม่มีความหมายแฮะ
ติ๊ด
[ผลหวาน]
นี่คือฟังก์ชันระบุไอเทมสินะ? พอเอาเลนส์ไปจ่อที่ผลไม้สีแดง ชื่อก็เด้งขึ้นมา
งั้น เจ้านี่ก็ต้องระบุได้แน่นอน
ติ๊ด
[-]
...หือ?
“อะไรเนี่ย”
ฉันกดเลนส์ของเครื่องวิเคราะห์ลงไปที่พื้นดินแล้วจ้องมองนิ่งๆ แต่ผลลัพธ์กลับเงียบกริบ
‘ไหนบอกว่าช่วยแยกแยะทรัพยากรที่มีประโยชน์ไง’
ทำไมถึงมองไม่เห็นดินพวกนี้ล่ะ
ความจริงเหตุผลก็พอเดาได้ไม่ยาก
‘ตรวจจับเฉพาะสิ่งที่มีมานางั้นเหรอ?’
ใช้การมีอยู่ของพลังเวทเพื่อแยกของล้ำค่าออกจากของธรรมดาสินะ
เป็นวิธีที่ง่ายดี แต่ความแม่นยำต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ
‘บ้านเกิดฉันเมื่อก่อนก็เคยเป็นแบบนั้นนี่นะ’
ฉันคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วยื่นมือไปแตะพื้น สัมผัสได้ถึงเนื้อดินร่วนซุย
‘ช่างเถอะ’
ดูเผินๆ อาจเหมือนดินธรรมดา แต่ฉันรู้ซึ้งถึงมูลค่าของมันดี
‘คนที่นี่ไม่รู้จักสารดูดซับมานากันเหรอเนี่ย?’
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่ก้นบ่อของเกตสำหรับฝึกมือใหม่ จะมีวัตถุดิบหายากที่ดูดซับมานาได้หลับใหลอยู่!
“เฮอะ”
ฉันกำดินขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วครุ่นคิด
ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ ถ้าเป็นโลกที่เวทมนตร์ศาสตร์พัฒนาขึ้นมาบ้างสักนิด ก็ไม่น่าจะไม่รู้ว่าตรงนี้มีอะไรปนอยู่
ทำไมถึงมีแค่ฉันที่ดูออกกันนะ?
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
“นี่คุณ”
ฉันเรียกพนักงานสมาคมที่อยู่ใกล้ๆ แล้วถามออกไปตรงๆ
“มีเรื่องสงสัยน่ะครับ”
“ครับผม ว่ามาได้เลย”
“ไม่ทราบว่าที่เกาหลีมีผู้ตื่นรู้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”
ผู้ตื่นรู้
ถึงจะไม่เคยค้นดูความหมายเป๊ะๆ แต่เซนส์มันบอก
คำว่า ‘ผู้ตื่นรู้’ ของโลกนี้ คงมีความหมายเดียวกับ ‘จอมเวท’ ที่ฉันใช้นั่นแหละ
‘คนที่ใช้พลังเวทสร้างปรากฏการณ์มหัศจรรย์’
และช่วงเวลาที่ชาวโลกเริ่มใช้เวทมนตร์ได้ก็คือ...
“ก็ต้อง 7 ปีก่อนสิครับ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อกที่มีผู้ตื่นรู้ปรากฏตัวขึ้นทั่วโลกเมื่อ 7 ปีที่แล้วไงครับ”
ได้ยินคำตอบนั้นฉันแทบจะหงายหลังตึง
เพราะบ้านเกิดฉันน่ะ อยู่ร่วมกับเวทมนตร์มาตั้ง 6 หมื่นปีแล้วน่ะสิ
“ครับ?”
นั่นสินะ
ที่แท้ฉันก็อยู่ร่วมกับพวกมนุษย์ถ้ำทางเวทมนตร์ศาสตร์มาตลอดนี่เอง
มิน่าล่ะ คนที่นี่ถึงดูไม่ออกว่าไอ้นี่เป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ล้ำค่า!
“...”
ถึงว่าสิ เครื่องไม้เครื่องมือที่นี่ถึงมีแต่ธาตุไฟฟ้า แปลกๆ อยู่นา...