Cover

7

วันถัดมา

[อันยุนซึง ตอบคำถามเรื่องเกตกลายพันธุ์ระดับ A แห่งแรกว่า “ผมไม่รู้เรื่อง”...]

“ไอ้พวกหนังสือพิมพ์ซอนฮัน พาดหัวข่าวหมาๆ แบบนี้ได้ไงวะ?”

ตึก! ชายหนุ่มวางเมาส์กระแทกโต๊ะอย่างหัวเสียขณะไล่อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

การกระทำนั้นทำให้ฮันเตอร์ที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังถึงกับสะดุ้งโหยง

“ผมว่ามันก็โอเคนะครับ...”

“โอเคบ้าอะไรล่ะ อ่านผ่านๆ แล้วเหมือนนายตอบปัดสวะอย่างกับคนไม่มีมารยาทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กงการอะไรของฉันเลยนะเว้ย”

“แต่เนื้อหาข่าวไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยนะครับ?”

“นายคิดว่าคนเขาจะกดเข้าไปอ่านเนื้อหาข่าวยาวเหยียดนั่นกันหรือไง?”

หัวหน้าแผนกแห่งกิลด์นีโอซิสเตอร์ยืนหอบหายใจฟึดฟัดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหน้าโต๊ะกระจก ฝั่งตรงข้ามคืออันยุนซึงที่ร่างกายฟื้นตัวดีแล้วจากการรักษาของฮีลเลอร์

“ยุนซึงอา นายจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”

เขากวาดตามองร่องรอยบาดแผลที่ยังหลงเหลืออยู่บนตัวของอันยุนซึงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“คือ... ไอ้เรื่องที่มีฮันเตอร์คนอื่นจัดการมอนสเตอร์แทนนายเนี่ย ฉันเข้าใจนะ แต่นายบอกว่าไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขา แถมถ้าเก่งขนาดนั้น คนระดับนายจะไม่รู้จักได้ยังไง... แล้วดูสิ ขนาดบอกรูปพรรณสัณฐานไป ก็ไม่มีใครรู้จักหมอนั่นสักคน”

“ครับ”

“มันแปลกๆ อยู่นะ เขาอาจจะเป็นพวกฮันเตอร์เถื่อนที่ไม่ได้ลงทะเบียนก็ได้ นายจำเป็นต้องพูดถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“...”

“โชคยังดีที่นักข่าวให้ความสนใจเรื่องเกตระดับ A ที่เป็นสกู๊ปพิเศษมากกว่า ไม่อย่างนั้นนะ...”

“โธ่ หัวหน้าครับ”

“ที่พูดเนี่ยเพราะเป็นห่วงหรอกนะ ยุนซึง”

หัวหน้าขยับแว่นสายตาพลางพูดกล่อมด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนลง

“ทำแบบนี้ประวัตินายจะด่างพร้อยเปล่าๆ ใครเขาจะไปชอบใจข่าวที่บอกว่านายเข้าไปสำรวจการปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติของเกตระดับ F แล้วโดนอัดยับจนต้องหามออกมาล่ะ หือ?”

“...”

“แค่อ้างว่านายเป็นคนจัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์นั่นซะก็จบเรื่องแล้ว”

ไม่ว่าจะเรื่องภาพลักษณ์ที่เสียหายหากฮันเตอร์ระดับ A แสดงความอ่อนแอให้เห็น หรือเรื่องที่จะส่งผลเสียต่อการตั้งทีมใหม่ในอนาคต

หลังจากนั้นคำบ่นอีกสารพัดก็พรั่งพรูออกมา แต่ชายหนุ่มยังคงยืนกรานตามเดิม

“ขอโทษครับ แต่ผมคิดว่าต้องพูดความจริง นั่นคือการให้เกียรติคุณฮันเตอร์คนนั้นในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ”

อันยุนซึงวางแก้วกระดาษในมือลงแล้วพูดต่อ

“อีกอย่าง เขาไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องผิดกฎหมายแน่นอนครับ”

“มั่นใจเหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิครับ ผู้ตื่นรู้ที่มีฝีมือขนาดนั้น ถ้ามีชนักติดหลังจริง เขาจะปล่อยให้ผมรอดกลับมาเหรอ?”

“อืม”

“เขาเป็นคนดีมากเลยนะครับ ใจจริงผมอยากจะตอบแทนเขาด้วยซ้ำ...”

เมื่อยุนซึงอธิบายเหตุผล สุดท้ายหัวหน้าก็ยอมเคารพการตัดสินใจของเขา

เออ เอาเถอะ แค่ข่าวข่าวเดียวนี่หว่า อันยุนซึงยังหนุ่มยังแน่น เดี๋ยวคนก็หันไปสนใจความเก่งกาจในอนาคตมากกว่าความล้มเหลวครั้งนี้เองแหละ

“ถ้านายยืนยันแบบนั้นก็ตามใจ งั้นก็ไปได้แล้ว ไปพักผ่อนให้เต็มที่สักพักเถอะ”

“ขอบคุณครับ”

ไม่นานอันยุนซึงก็เดินออกจากห้องไป

หัวหน้าเดินกลับมาที่หน้าจอมอนิเตอร์อย่างเงียบเชียบ เขากลิ้งลูกกลิ้งเมาส์ ครืด ครืด พลางจมอยู่ในห้วงความคิด

“มีฮันเตอร์ที่จัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ทีมของอันยุนซึงรับมือไม่ไหวได้ง่ายๆ อยู่จริงงั้นเหรอ”

ผมย้อมสี ดวงตาแบบตาขาวสามด้าน ที่ดูดุร้าย

เขาพยายามนึกทบทวนลักษณะเด่นของฮันเตอร์คนนั้นตามที่อันยุนซึงบอก

‘คงไม่ใช่ระดับ S หรอก น่าจะเป็นผู้ตื่นรู้ ระดับ A ขั้นสูง แต่ที่ไม่เป็นที่รู้จัก อาจจะเป็นฮันเตอร์ที่เก็บตัวเงียบๆ อยู่ต่างจังหวัดรึเปล่า?’

หรือจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ?

ข้อสันนิษฐานมากมายผุดขึ้นมาแต่ไม่มีอะไรยืนยันได้สักอย่าง สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ หากเป็นไปตามคำบอกเล่าของอันยุนซึง อีกฝ่ายต้องเป็นคนเก่งระดับตัวพ่อแน่นอน

หัวหน้าเลื่อนเมาส์ ครืด ลงไปอีกครั้ง

หากมีฮันเตอร์ที่ทั้งแข็งแกร่งและนิสัยดีแบบนั้นอยู่จริง เขาก็อยากจะลองเจอตัวดูสักครั้ง

ชายผมทองร่างผอมแห้งงั้นเหรอ... ป่านนี้จะไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกันนะ

---

“ชาวโลกคือพระเจ้า!”

ณ ห้องเช่าแห่งหนึ่งย่านมาโพกู

เสียงตะโกนบูชาเหมือนลัทธิประหลาดดังขึ้นในห้องที่เคยเงียบสงบ

“พระเจ้ามีอยู่จริง! และอยู่ที่โลกนี้ด้วย!”

ฉันกำลังนอนคว่ำขดตัวอยู่ในห้องแคบๆ ในมือถือวัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำขนาดประมาณ 5.5 นิ้วเอาไว้

ขอสรุปตรงนี้เลยว่า

“ชาวโลกที่สร้างสมาร์ตโฟนขึ้นมาคือพระเจ้า!”

ตอนนี้ฉันกำลังสรรเสริญเยินยอประชากรของดาวดวงนี้อย่างบ้าคลั่ง

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะฉันเพิ่งนึกวิธีปลดล็อกของดูต่างหน้าของคิมกิรยอได้น่ะสิ

“ไม่ใช่พวกอภิสิทธิ์ชนแต่เข้าถึงข้อมูลได้ตามใจชอบเนี่ยนะ? นี่มันสวรรค์ชัดๆ!”

ต้นเรื่องมันมาจากเหตุการณ์เมื่อวาน

หลังจากรู้ว่ามีเกตที่ห้ามเข้าอยู่ ฉันก็กลับมาที่ห้องแล้วนั่งคิดทบทวน

‘บุกรุกพื้นที่หวงห้ามงั้นเรอะ! เกือบโดนตำรวจจับไปอีกรอบแล้วไหมล่ะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่’

การเดินดุ่มๆ ไปทั่วโลกโดยไม่มีความรู้... เออ ยอมรับก็ได้

มาคิดดูทีหลังแล้วมันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ฉันเลยเปลี่ยนภารกิจสำคัญสูงสุดใหม่

พักเรื่องการกู้พลังเวทหรือหาเงินเอาไว้ก่อน แล้วเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลเป็นอันดับแรก

และในจังหวะที่กำลังกลุ้มใจว่าจะไปหาข้อมูลจากไหน ความทรงจำเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือของคิมกิรยอก็กลับมา

“ชาวโลกคือพระเจ้า!”

จนกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน

‘คราวนี้จะค้นหาอะไรต่อดีนะ? เอาเรื่องอะไรดี?’

ฉันนั่งลูบๆ คลำๆ โทรศัพท์มา 3 ชั่วโมงแล้ว

ข้อมูลที่ได้ในช่วงเวลานั้นมีดังนี้

‘เข้าใจผิดไปหน่อยแฮะ’

1. เกตที่ฉันเข้าไปไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล

2. เกตแต่ละแห่งมีข้อจำกัดในการเข้าใช้ต่างกัน

3. อันยุนซึงไม่ใช่หัวขโมย...

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการเข้าเกต

พอลองค้นดูดีๆ เกาหลีเป็นประเทศที่เข้มงวดเรื่องการจัดการผู้ตื่นรู้มาก การจะเข้าเกตต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีไป

ถ้าอย่างนั้น เพื่อความสะดวกในการทำกิจกรรมต่อจากนี้ ไปตรวจสอบสถานที่ออกใบอนุญาตด้วยตัวเองเลยน่าจะดีกว่า

“ก่อนอื่นไปที่สมาคมฮันเตอร์กัน”

ฉันเสียบชาร์จโทรศัพท์ที่เริ่มอุ่น แล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

‘อุ๊ย! ลืมค้นเรื่องหุ่นศิลาเวทมนตร์ไปสนิทเลย’

เพิ่งนึกคีย์เวิร์ดที่ลืมค้นหาขึ้นมาได้ แต่แบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือแค่ 2%

ฉันเลยได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในหัวแล้วเตรียมตัวออกข้างนอก

‘จะว่าไป ในถ้ำนั่นเราก็เดินผ่านทางเดียวกันแท้ๆ ทำไมหุ่นศิลาเวทมนตร์ถึงไม่ตอบสนองตอนฉันเดินผ่าน แต่ดันไปตื่นเอาตอนกลุ่มของยุนซึงมาถึงกันนะ?’

.

.

.

...อนึ่ง ความสงสัยเกี่ยวกับหุ่นศิลาเวทมนตร์ตัวนี้ จะได้รับการไขกระจ่างในอีกนานหลังจากนี้ด้วยวิธีที่ฉันไม่ค่อยเต็มใจนัก จอมเวทอัจฉริยะจากต่างดาวก็ขี้ลืมเหมือนกันนั่นแหละว่าตัวเองตั้งใจจะค้นหาอะไร

---

สมาคมฮันเตอร์แห่งเกาหลี

หรือที่เรียกกันติดปากว่า สมาคมฮันเตอร์

บ้านของกิรยออยู่ค่อนข้างใกล้กับที่นี่ ฉันคิดพลางเดินเข้าไปในชั้น 1 ของอาคาร

“มาทำบัตรฮันเตอร์ครับ”

“เคยมีประวัติการตรวจวัดการตื่นรู้ไหมคะ?”

“ครับ น่าจะทำไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว”

เตรียมใจไว้แล้วว่าคนเยอะคงรอนาน แต่เป้าหมายกลับสำเร็จเร็วกว่าที่คิด

พนักงานประชาสัมพันธ์เคาะคีย์บอร์ดไม่กี่ทีก็บอกว่า ‘ขั้นตอนเรียบร้อยแล้วค่ะ’ พร้อมคืนบัตรประชาชนให้

“ค่าอาหารของฉัน...”

แม้ขั้นตอนนี้จะทำให้เงินค่าซุปเนื้อทานกับข้าว 1.5 ชาม ปลิวหายไปกับค่าออกบัตรฮันเตอร์ก็เถอะ...

เอาเถอะ ฉันรีบมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไปทันที

“สวัสดีครับ ที่นี่ใช่ที่ปฐมนิเทศฮันเตอร์มือใหม่รึเปล่าครับ?”

ระบบของสมาคมถือว่าใจดีกว่าที่คิดนะเนี่ย

โดยพื้นฐานแล้ว สมาคมฮันเตอร์จะมีการจัดอบรมพื้นฐานสำหรับผู้ตื่นรู้หน้าใหม่

ถึงจะไม่บังคับเรียน แต่ของฟรีมีหรือจะไม่เอา?

‘อยากรู้เนื้อหาจะแย่’

ไม่นานฉันก็มาถึงเกตระดับ F แห่งหนึ่ง

ฉันเดินตามพนักงานสมาคมที่เจอกันตรงนั้นเข้าไปในเกต

ข้างในมีฮันเตอร์มารออยู่ก่อนแล้วไม่กี่คน จากนั้นพนักงานในชุดยูนิฟอร์มก็เริ่มอบรมความปลอดภัยเบื้องต้น

“-เรื่องที่ต้องแจ้งให้ทราบมีเพียงเท่านี้ครับ”

‘สรุปสั้นๆ คืออย่าซ่าต่อหน้ามอนสเตอร์สินะ’

การอบรมความปลอดภัยน่าเบื่อหน่อยแต่โชคดีที่ไม่ยาวมาก

นึกว่าจะได้ฝึกภาคปฏิบัติล่ามอนสเตอร์กันเลย แต่ฉันต้องเอียงคอสงสัยกับการกระทำถัดมาของพนักงาน

“เดี๋ยวจะแจกอุปกรณ์ให้ก่อนนะครับ”

เขายื่นวัตถุสีดำบางอย่างมาให้

หน้าตาคล้ายโทรศัพท์ของกิรยอ แต่ขนาดและความหนานี่อย่างกับก้อนอิฐ...

“นี่คืออะไรครับ?”

พอเห็นปุ๊บปากก็ถามออกไปทันที รู้สึกได้เลยว่าสายตาคนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว

ไอ้หยา หรือฉันจะเผลอปล่อยไก่ทำตัวเป็นเอเลี่ยนออกไปซะแล้ว?

“ไม่ทราบเหรอครับ? นี่คือเครื่องวิเคราะห์รุ่นประหยัดครับ ใช้เทคโนโลยีเลนส์ตรวจวัดระดับมานา เดี๋ยวผมจะสอนวิธีใช้ให้นะครับ”

เลนส์ตรวจวัดระดับมานา

คำคำนี้ฟังดูคุ้นหูชอบกล

“ถ้าได้รับกันครบแล้ว ลองใช้เลนส์ส่องไปที่มอนสเตอร์ตรงหน้าดูนะครับ”

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ฉันลองทำตามที่เขาบอกดู

‘นั่นคือมอนสเตอร์ของเกตนี้สินะ...’

ติ๊ด

ทันใดนั้นกล่องสีดำก็แสดงตัวอักษรสีแดงออกมาเหมือนนาฬิกาดิจิทัล

[ผีเสื้อพิษ]

[ระดับ : F]

“อ้อ!”

เป็นข้อมูลสั้นๆ แต่ก็เพียงพอให้เดาหน้าที่ของอุปกรณ์นี้ได้

อ๋อ ชาวโลกไม่ได้ใช้เวทมนตร์ตรวจสอบตัวตนศัตรู แต่ใช้... เครื่องมือสินะ!

“เครื่องวิเคราะห์ทุกเครื่องจะแสดงข้อมูลตามฐานข้อมูลจากองค์กรสากล ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์ แต่ยังรองรับฟังก์ชันค้นหาไอเทมด้วยครับ”

“ไอเทมเหรอครับ?”

“เอาไว้หาทรัพยากรที่มีประโยชน์ครับ ลองหันไปรอบๆ แล้วใช้ส่องดูนะครับ”

นี่คืออุปกรณ์เวทมนตร์ของมนุษยชาติงั้นเหรอ?

ฉันรู้สึกสนใจของเล่นชิ้นใหม่ขึ้นมา เลยลองส่องไปรอบๆ อย่างขะมักเขม้น

ติ๊ด

[-]

ส่องคนไปก็ไม่มีความหมายแฮะ

ติ๊ด

[ผลหวาน]

นี่คือฟังก์ชันระบุไอเทมสินะ? พอเอาเลนส์ไปจ่อที่ผลไม้สีแดง ชื่อก็เด้งขึ้นมา

งั้น เจ้านี่ก็ต้องระบุได้แน่นอน

ติ๊ด

[-]

...หือ?

“อะไรเนี่ย”

ฉันกดเลนส์ของเครื่องวิเคราะห์ลงไปที่พื้นดินแล้วจ้องมองนิ่งๆ แต่ผลลัพธ์กลับเงียบกริบ

‘ไหนบอกว่าช่วยแยกแยะทรัพยากรที่มีประโยชน์ไง’

ทำไมถึงมองไม่เห็นดินพวกนี้ล่ะ

ความจริงเหตุผลก็พอเดาได้ไม่ยาก

‘ตรวจจับเฉพาะสิ่งที่มีมานางั้นเหรอ?’

ใช้การมีอยู่ของพลังเวทเพื่อแยกของล้ำค่าออกจากของธรรมดาสินะ

เป็นวิธีที่ง่ายดี แต่ความแม่นยำต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ

‘บ้านเกิดฉันเมื่อก่อนก็เคยเป็นแบบนั้นนี่นะ’

ฉันคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วยื่นมือไปแตะพื้น สัมผัสได้ถึงเนื้อดินร่วนซุย

‘ช่างเถอะ’

ดูเผินๆ อาจเหมือนดินธรรมดา แต่ฉันรู้ซึ้งถึงมูลค่าของมันดี

‘คนที่นี่ไม่รู้จักสารดูดซับมานากันเหรอเนี่ย?’

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่ก้นบ่อของเกตสำหรับฝึกมือใหม่ จะมีวัตถุดิบหายากที่ดูดซับมานาได้หลับใหลอยู่!

“เฮอะ”

ฉันกำดินขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วครุ่นคิด

ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ ถ้าเป็นโลกที่เวทมนตร์ศาสตร์พัฒนาขึ้นมาบ้างสักนิด ก็ไม่น่าจะไม่รู้ว่าตรงนี้มีอะไรปนอยู่

ทำไมถึงมีแค่ฉันที่ดูออกกันนะ?

ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว

“นี่คุณ”

ฉันเรียกพนักงานสมาคมที่อยู่ใกล้ๆ แล้วถามออกไปตรงๆ

“มีเรื่องสงสัยน่ะครับ”

“ครับผม ว่ามาได้เลย”

“ไม่ทราบว่าที่เกาหลีมีผู้ตื่นรู้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”

ผู้ตื่นรู้

ถึงจะไม่เคยค้นดูความหมายเป๊ะๆ แต่เซนส์มันบอก

คำว่า ‘ผู้ตื่นรู้’ ของโลกนี้ คงมีความหมายเดียวกับ ‘จอมเวท’ ที่ฉันใช้นั่นแหละ

‘คนที่ใช้พลังเวทสร้างปรากฏการณ์มหัศจรรย์’

และช่วงเวลาที่ชาวโลกเริ่มใช้เวทมนตร์ได้ก็คือ...

“ก็ต้อง 7 ปีก่อนสิครับ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อกที่มีผู้ตื่นรู้ปรากฏตัวขึ้นทั่วโลกเมื่อ 7 ปีที่แล้วไงครับ”

ได้ยินคำตอบนั้นฉันแทบจะหงายหลังตึง

เพราะบ้านเกิดฉันน่ะ อยู่ร่วมกับเวทมนตร์มาตั้ง 6 หมื่นปีแล้วน่ะสิ

“ครับ?”

นั่นสินะ

ที่แท้ฉันก็อยู่ร่วมกับพวกมนุษย์ถ้ำทางเวทมนตร์ศาสตร์มาตลอดนี่เอง

มิน่าล่ะ คนที่นี่ถึงดูไม่ออกว่าไอ้นี่เป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ล้ำค่า!

“...”

ถึงว่าสิ เครื่องไม้เครื่องมือที่นี่ถึงมีแต่ธาตุไฟฟ้า แปลกๆ อยู่นา...

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

7

20px

วันถัดมา

[อันยุนซึง ตอบคำถามเรื่องเกตกลายพันธุ์ระดับ A แห่งแรกว่า “ผมไม่รู้เรื่อง”...]

“ไอ้พวกหนังสือพิมพ์ซอนฮัน พาดหัวข่าวหมาๆ แบบนี้ได้ไงวะ?”

ตึก! ชายหนุ่มวางเมาส์กระแทกโต๊ะอย่างหัวเสียขณะไล่อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

การกระทำนั้นทำให้ฮันเตอร์ที่นั่งอยู่บนโซฟาหนังถึงกับสะดุ้งโหยง

“ผมว่ามันก็โอเคนะครับ...”

“โอเคบ้าอะไรล่ะ อ่านผ่านๆ แล้วเหมือนนายตอบปัดสวะอย่างกับคนไม่มีมารยาทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กงการอะไรของฉันเลยนะเว้ย”

“แต่เนื้อหาข่าวไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยนะครับ?”

“นายคิดว่าคนเขาจะกดเข้าไปอ่านเนื้อหาข่าวยาวเหยียดนั่นกันหรือไง?”

หัวหน้าแผนกแห่งกิลด์นีโอซิสเตอร์ยืนหอบหายใจฟึดฟัดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหน้าโต๊ะกระจก ฝั่งตรงข้ามคืออันยุนซึงที่ร่างกายฟื้นตัวดีแล้วจากการรักษาของฮีลเลอร์

“ยุนซึงอา นายจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”

เขากวาดตามองร่องรอยบาดแผลที่ยังหลงเหลืออยู่บนตัวของอันยุนซึงแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

“คือ... ไอ้เรื่องที่มีฮันเตอร์คนอื่นจัดการมอนสเตอร์แทนนายเนี่ย ฉันเข้าใจนะ แต่นายบอกว่าไม่รู้จักแม้กระทั่งชื่อของเขา แถมถ้าเก่งขนาดนั้น คนระดับนายจะไม่รู้จักได้ยังไง... แล้วดูสิ ขนาดบอกรูปพรรณสัณฐานไป ก็ไม่มีใครรู้จักหมอนั่นสักคน”

“ครับ”

“มันแปลกๆ อยู่นะ เขาอาจจะเป็นพวกฮันเตอร์เถื่อนที่ไม่ได้ลงทะเบียนก็ได้ นายจำเป็นต้องพูดถึงขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“...”

“โชคยังดีที่นักข่าวให้ความสนใจเรื่องเกตระดับ A ที่เป็นสกู๊ปพิเศษมากกว่า ไม่อย่างนั้นนะ...”

“โธ่ หัวหน้าครับ”

“ที่พูดเนี่ยเพราะเป็นห่วงหรอกนะ ยุนซึง”

หัวหน้าขยับแว่นสายตาพลางพูดกล่อมด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้อ่อนลง

“ทำแบบนี้ประวัตินายจะด่างพร้อยเปล่าๆ ใครเขาจะไปชอบใจข่าวที่บอกว่านายเข้าไปสำรวจการปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติของเกตระดับ F แล้วโดนอัดยับจนต้องหามออกมาล่ะ หือ?”

“...”

“แค่อ้างว่านายเป็นคนจัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์นั่นซะก็จบเรื่องแล้ว”

ไม่ว่าจะเรื่องภาพลักษณ์ที่เสียหายหากฮันเตอร์ระดับ A แสดงความอ่อนแอให้เห็น หรือเรื่องที่จะส่งผลเสียต่อการตั้งทีมใหม่ในอนาคต

หลังจากนั้นคำบ่นอีกสารพัดก็พรั่งพรูออกมา แต่ชายหนุ่มยังคงยืนกรานตามเดิม

“ขอโทษครับ แต่ผมคิดว่าต้องพูดความจริง นั่นคือการให้เกียรติคุณฮันเตอร์คนนั้นในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพ”

อันยุนซึงวางแก้วกระดาษในมือลงแล้วพูดต่อ

“อีกอย่าง เขาไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องผิดกฎหมายแน่นอนครับ”

“มั่นใจเหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิครับ ผู้ตื่นรู้ที่มีฝีมือขนาดนั้น ถ้ามีชนักติดหลังจริง เขาจะปล่อยให้ผมรอดกลับมาเหรอ?”

“อืม”

“เขาเป็นคนดีมากเลยนะครับ ใจจริงผมอยากจะตอบแทนเขาด้วยซ้ำ...”

เมื่อยุนซึงอธิบายเหตุผล สุดท้ายหัวหน้าก็ยอมเคารพการตัดสินใจของเขา

เออ เอาเถอะ แค่ข่าวข่าวเดียวนี่หว่า อันยุนซึงยังหนุ่มยังแน่น เดี๋ยวคนก็หันไปสนใจความเก่งกาจในอนาคตมากกว่าความล้มเหลวครั้งนี้เองแหละ

“ถ้านายยืนยันแบบนั้นก็ตามใจ งั้นก็ไปได้แล้ว ไปพักผ่อนให้เต็มที่สักพักเถอะ”

“ขอบคุณครับ”

ไม่นานอันยุนซึงก็เดินออกจากห้องไป

หัวหน้าเดินกลับมาที่หน้าจอมอนิเตอร์อย่างเงียบเชียบ เขากลิ้งลูกกลิ้งเมาส์ ครืด ครืด พลางจมอยู่ในห้วงความคิด

“มีฮันเตอร์ที่จัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ทีมของอันยุนซึงรับมือไม่ไหวได้ง่ายๆ อยู่จริงงั้นเหรอ”

ผมย้อมสี ดวงตาแบบตาขาวสามด้าน ที่ดูดุร้าย

เขาพยายามนึกทบทวนลักษณะเด่นของฮันเตอร์คนนั้นตามที่อันยุนซึงบอก

‘คงไม่ใช่ระดับ S หรอก น่าจะเป็นผู้ตื่นรู้ ระดับ A ขั้นสูง แต่ที่ไม่เป็นที่รู้จัก อาจจะเป็นฮันเตอร์ที่เก็บตัวเงียบๆ อยู่ต่างจังหวัดรึเปล่า?’

หรือจะเป็นคนที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ?

ข้อสันนิษฐานมากมายผุดขึ้นมาแต่ไม่มีอะไรยืนยันได้สักอย่าง สิ่งเดียวที่แน่ชัดคือ หากเป็นไปตามคำบอกเล่าของอันยุนซึง อีกฝ่ายต้องเป็นคนเก่งระดับตัวพ่อแน่นอน

หัวหน้าเลื่อนเมาส์ ครืด ลงไปอีกครั้ง

หากมีฮันเตอร์ที่ทั้งแข็งแกร่งและนิสัยดีแบบนั้นอยู่จริง เขาก็อยากจะลองเจอตัวดูสักครั้ง

ชายผมทองร่างผอมแห้งงั้นเหรอ... ป่านนี้จะไปทำอะไรอยู่ที่ไหนกันนะ

---

“ชาวโลกคือพระเจ้า!”

ณ ห้องเช่าแห่งหนึ่งย่านมาโพกู

เสียงตะโกนบูชาเหมือนลัทธิประหลาดดังขึ้นในห้องที่เคยเงียบสงบ

“พระเจ้ามีอยู่จริง! และอยู่ที่โลกนี้ด้วย!”

ฉันกำลังนอนคว่ำขดตัวอยู่ในห้องแคบๆ ในมือถือวัตถุทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำขนาดประมาณ 5.5 นิ้วเอาไว้

ขอสรุปตรงนี้เลยว่า

“ชาวโลกที่สร้างสมาร์ตโฟนขึ้นมาคือพระเจ้า!”

ตอนนี้ฉันกำลังสรรเสริญเยินยอประชากรของดาวดวงนี้อย่างบ้าคลั่ง

เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะฉันเพิ่งนึกวิธีปลดล็อกของดูต่างหน้าของคิมกิรยอได้น่ะสิ

“ไม่ใช่พวกอภิสิทธิ์ชนแต่เข้าถึงข้อมูลได้ตามใจชอบเนี่ยนะ? นี่มันสวรรค์ชัดๆ!”

ต้นเรื่องมันมาจากเหตุการณ์เมื่อวาน

หลังจากรู้ว่ามีเกตที่ห้ามเข้าอยู่ ฉันก็กลับมาที่ห้องแล้วนั่งคิดทบทวน

‘บุกรุกพื้นที่หวงห้ามงั้นเรอะ! เกือบโดนตำรวจจับไปอีกรอบแล้วไหมล่ะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ดีแน่’

การเดินดุ่มๆ ไปทั่วโลกโดยไม่มีความรู้... เออ ยอมรับก็ได้

มาคิดดูทีหลังแล้วมันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ฉันเลยเปลี่ยนภารกิจสำคัญสูงสุดใหม่

พักเรื่องการกู้พลังเวทหรือหาเงินเอาไว้ก่อน แล้วเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลเป็นอันดับแรก

และในจังหวะที่กำลังกลุ้มใจว่าจะไปหาข้อมูลจากไหน ความทรงจำเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือของคิมกิรยอก็กลับมา

“ชาวโลกคือพระเจ้า!”

จนกลับมาสู่สถานการณ์ปัจจุบัน

‘คราวนี้จะค้นหาอะไรต่อดีนะ? เอาเรื่องอะไรดี?’

ฉันนั่งลูบๆ คลำๆ โทรศัพท์มา 3 ชั่วโมงแล้ว

ข้อมูลที่ได้ในช่วงเวลานั้นมีดังนี้

‘เข้าใจผิดไปหน่อยแฮะ’

1. เกตที่ฉันเข้าไปไม่ใช่พื้นที่ส่วนบุคคล

2. เกตแต่ละแห่งมีข้อจำกัดในการเข้าใช้ต่างกัน

3. อันยุนซึงไม่ใช่หัวขโมย...

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการเข้าเกต

พอลองค้นดูดีๆ เกาหลีเป็นประเทศที่เข้มงวดเรื่องการจัดการผู้ตื่นรู้มาก การจะเข้าเกตต้องได้รับอนุญาตเป็นกรณีไป

ถ้าอย่างนั้น เพื่อความสะดวกในการทำกิจกรรมต่อจากนี้ ไปตรวจสอบสถานที่ออกใบอนุญาตด้วยตัวเองเลยน่าจะดีกว่า

“ก่อนอื่นไปที่สมาคมฮันเตอร์กัน”

ฉันเสียบชาร์จโทรศัพท์ที่เริ่มอุ่น แล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ

‘อุ๊ย! ลืมค้นเรื่องหุ่นศิลาเวทมนตร์ไปสนิทเลย’

เพิ่งนึกคีย์เวิร์ดที่ลืมค้นหาขึ้นมาได้ แต่แบตเตอรี่โทรศัพท์เหลือแค่ 2%

ฉันเลยได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในหัวแล้วเตรียมตัวออกข้างนอก

‘จะว่าไป ในถ้ำนั่นเราก็เดินผ่านทางเดียวกันแท้ๆ ทำไมหุ่นศิลาเวทมนตร์ถึงไม่ตอบสนองตอนฉันเดินผ่าน แต่ดันไปตื่นเอาตอนกลุ่มของยุนซึงมาถึงกันนะ?’

.

.

.

...อนึ่ง ความสงสัยเกี่ยวกับหุ่นศิลาเวทมนตร์ตัวนี้ จะได้รับการไขกระจ่างในอีกนานหลังจากนี้ด้วยวิธีที่ฉันไม่ค่อยเต็มใจนัก จอมเวทอัจฉริยะจากต่างดาวก็ขี้ลืมเหมือนกันนั่นแหละว่าตัวเองตั้งใจจะค้นหาอะไร

---

สมาคมฮันเตอร์แห่งเกาหลี

หรือที่เรียกกันติดปากว่า สมาคมฮันเตอร์

บ้านของกิรยออยู่ค่อนข้างใกล้กับที่นี่ ฉันคิดพลางเดินเข้าไปในชั้น 1 ของอาคาร

“มาทำบัตรฮันเตอร์ครับ”

“เคยมีประวัติการตรวจวัดการตื่นรู้ไหมคะ?”

“ครับ น่าจะทำไปเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว”

เตรียมใจไว้แล้วว่าคนเยอะคงรอนาน แต่เป้าหมายกลับสำเร็จเร็วกว่าที่คิด

พนักงานประชาสัมพันธ์เคาะคีย์บอร์ดไม่กี่ทีก็บอกว่า ‘ขั้นตอนเรียบร้อยแล้วค่ะ’ พร้อมคืนบัตรประชาชนให้

“ค่าอาหารของฉัน...”

แม้ขั้นตอนนี้จะทำให้เงินค่าซุปเนื้อทานกับข้าว 1.5 ชาม ปลิวหายไปกับค่าออกบัตรฮันเตอร์ก็เถอะ...

เอาเถอะ ฉันรีบมุ่งหน้าไปยังจุดหมายถัดไปทันที

“สวัสดีครับ ที่นี่ใช่ที่ปฐมนิเทศฮันเตอร์มือใหม่รึเปล่าครับ?”

ระบบของสมาคมถือว่าใจดีกว่าที่คิดนะเนี่ย

โดยพื้นฐานแล้ว สมาคมฮันเตอร์จะมีการจัดอบรมพื้นฐานสำหรับผู้ตื่นรู้หน้าใหม่

ถึงจะไม่บังคับเรียน แต่ของฟรีมีหรือจะไม่เอา?

‘อยากรู้เนื้อหาจะแย่’

ไม่นานฉันก็มาถึงเกตระดับ F แห่งหนึ่ง

ฉันเดินตามพนักงานสมาคมที่เจอกันตรงนั้นเข้าไปในเกต

ข้างในมีฮันเตอร์มารออยู่ก่อนแล้วไม่กี่คน จากนั้นพนักงานในชุดยูนิฟอร์มก็เริ่มอบรมความปลอดภัยเบื้องต้น

“-เรื่องที่ต้องแจ้งให้ทราบมีเพียงเท่านี้ครับ”

‘สรุปสั้นๆ คืออย่าซ่าต่อหน้ามอนสเตอร์สินะ’

การอบรมความปลอดภัยน่าเบื่อหน่อยแต่โชคดีที่ไม่ยาวมาก

นึกว่าจะได้ฝึกภาคปฏิบัติล่ามอนสเตอร์กันเลย แต่ฉันต้องเอียงคอสงสัยกับการกระทำถัดมาของพนักงาน

“เดี๋ยวจะแจกอุปกรณ์ให้ก่อนนะครับ”

เขายื่นวัตถุสีดำบางอย่างมาให้

หน้าตาคล้ายโทรศัพท์ของกิรยอ แต่ขนาดและความหนานี่อย่างกับก้อนอิฐ...

“นี่คืออะไรครับ?”

พอเห็นปุ๊บปากก็ถามออกไปทันที รู้สึกได้เลยว่าสายตาคนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว

ไอ้หยา หรือฉันจะเผลอปล่อยไก่ทำตัวเป็นเอเลี่ยนออกไปซะแล้ว?

“ไม่ทราบเหรอครับ? นี่คือเครื่องวิเคราะห์รุ่นประหยัดครับ ใช้เทคโนโลยีเลนส์ตรวจวัดระดับมานา เดี๋ยวผมจะสอนวิธีใช้ให้นะครับ”

เลนส์ตรวจวัดระดับมานา

คำคำนี้ฟังดูคุ้นหูชอบกล

“ถ้าได้รับกันครบแล้ว ลองใช้เลนส์ส่องไปที่มอนสเตอร์ตรงหน้าดูนะครับ”

สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ฉันลองทำตามที่เขาบอกดู

‘นั่นคือมอนสเตอร์ของเกตนี้สินะ...’

ติ๊ด

ทันใดนั้นกล่องสีดำก็แสดงตัวอักษรสีแดงออกมาเหมือนนาฬิกาดิจิทัล

[ผีเสื้อพิษ]

[ระดับ : F]

“อ้อ!”

เป็นข้อมูลสั้นๆ แต่ก็เพียงพอให้เดาหน้าที่ของอุปกรณ์นี้ได้

อ๋อ ชาวโลกไม่ได้ใช้เวทมนตร์ตรวจสอบตัวตนศัตรู แต่ใช้... เครื่องมือสินะ!

“เครื่องวิเคราะห์ทุกเครื่องจะแสดงข้อมูลตามฐานข้อมูลจากองค์กรสากล ไม่ใช่แค่มอนสเตอร์ แต่ยังรองรับฟังก์ชันค้นหาไอเทมด้วยครับ”

“ไอเทมเหรอครับ?”

“เอาไว้หาทรัพยากรที่มีประโยชน์ครับ ลองหันไปรอบๆ แล้วใช้ส่องดูนะครับ”

นี่คืออุปกรณ์เวทมนตร์ของมนุษยชาติงั้นเหรอ?

ฉันรู้สึกสนใจของเล่นชิ้นใหม่ขึ้นมา เลยลองส่องไปรอบๆ อย่างขะมักเขม้น

ติ๊ด

[-]

ส่องคนไปก็ไม่มีความหมายแฮะ

ติ๊ด

[ผลหวาน]

นี่คือฟังก์ชันระบุไอเทมสินะ? พอเอาเลนส์ไปจ่อที่ผลไม้สีแดง ชื่อก็เด้งขึ้นมา

งั้น เจ้านี่ก็ต้องระบุได้แน่นอน

ติ๊ด

[-]

...หือ?

“อะไรเนี่ย”

ฉันกดเลนส์ของเครื่องวิเคราะห์ลงไปที่พื้นดินแล้วจ้องมองนิ่งๆ แต่ผลลัพธ์กลับเงียบกริบ

‘ไหนบอกว่าช่วยแยกแยะทรัพยากรที่มีประโยชน์ไง’

ทำไมถึงมองไม่เห็นดินพวกนี้ล่ะ

ความจริงเหตุผลก็พอเดาได้ไม่ยาก

‘ตรวจจับเฉพาะสิ่งที่มีมานางั้นเหรอ?’

ใช้การมีอยู่ของพลังเวทเพื่อแยกของล้ำค่าออกจากของธรรมดาสินะ

เป็นวิธีที่ง่ายดี แต่ความแม่นยำต่ำเตี้ยเรี่ยดินสุดๆ

‘บ้านเกิดฉันเมื่อก่อนก็เคยเป็นแบบนั้นนี่นะ’

ฉันคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วยื่นมือไปแตะพื้น สัมผัสได้ถึงเนื้อดินร่วนซุย

‘ช่างเถอะ’

ดูเผินๆ อาจเหมือนดินธรรมดา แต่ฉันรู้ซึ้งถึงมูลค่าของมันดี

‘คนที่นี่ไม่รู้จักสารดูดซับมานากันเหรอเนี่ย?’

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่ก้นบ่อของเกตสำหรับฝึกมือใหม่ จะมีวัตถุดิบหายากที่ดูดซับมานาได้หลับใหลอยู่!

“เฮอะ”

ฉันกำดินขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้วครุ่นคิด

ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ ถ้าเป็นโลกที่เวทมนตร์ศาสตร์พัฒนาขึ้นมาบ้างสักนิด ก็ไม่น่าจะไม่รู้ว่าตรงนี้มีอะไรปนอยู่

ทำไมถึงมีแค่ฉันที่ดูออกกันนะ?

ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว

“นี่คุณ”

ฉันเรียกพนักงานสมาคมที่อยู่ใกล้ๆ แล้วถามออกไปตรงๆ

“มีเรื่องสงสัยน่ะครับ”

“ครับผม ว่ามาได้เลย”

“ไม่ทราบว่าที่เกาหลีมีผู้ตื่นรู้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”

ผู้ตื่นรู้

ถึงจะไม่เคยค้นดูความหมายเป๊ะๆ แต่เซนส์มันบอก

คำว่า ‘ผู้ตื่นรู้’ ของโลกนี้ คงมีความหมายเดียวกับ ‘จอมเวท’ ที่ฉันใช้นั่นแหละ

‘คนที่ใช้พลังเวทสร้างปรากฏการณ์มหัศจรรย์’

และช่วงเวลาที่ชาวโลกเริ่มใช้เวทมนตร์ได้ก็คือ...

“ก็ต้อง 7 ปีก่อนสิครับ ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อกที่มีผู้ตื่นรู้ปรากฏตัวขึ้นทั่วโลกเมื่อ 7 ปีที่แล้วไงครับ”

ได้ยินคำตอบนั้นฉันแทบจะหงายหลังตึง

เพราะบ้านเกิดฉันน่ะ อยู่ร่วมกับเวทมนตร์มาตั้ง 6 หมื่นปีแล้วน่ะสิ

“ครับ?”

นั่นสินะ

ที่แท้ฉันก็อยู่ร่วมกับพวกมนุษย์ถ้ำทางเวทมนตร์ศาสตร์มาตลอดนี่เอง

มิน่าล่ะ คนที่นี่ถึงดูไม่ออกว่าไอ้นี่เป็นวัตถุดิบเวทมนตร์ล้ำค่า!

“...”

ถึงว่าสิ เครื่องไม้เครื่องมือที่นี่ถึงมีแต่ธาตุไฟฟ้า แปลกๆ อยู่นา...