Cover

6

จะบอกว่ามันเหมือนหุ่นยนต์ดูดฝุ่นก็คงได้ และที่จริงคำเปรียบเปรยนี้ก็ค่อนข้างแม่นยำทีเดียว

‘บนโลกนี้ก็มีหุ่นศิลาเวทมนตร์ด้วยเหรอ! เป็นการค้นพบที่น่าทึ่งจริงๆ ไม่นึกเลยว่าสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาเผ่าอื่นจะใช้ระบบอำนวยความสะดวกแบบนี้เหมือนกัน!’

หุ่นศิลาเวทมนตร์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวอัลฟาวูรีอย่างพวกเรา

เพราะตุ๊กตาดินที่เคลื่อนไหวด้วยพลังงานมานานั้นสามารถทำหน้าที่ได้สารพัดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งทำงานบ้าน รับใช้ ทำงานก่อสร้าง เป็นคู่สนทนา ไปจนถึงเป็นทหารในสงครามไร้คนขับ บ้านเกิดของฉันเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ถูกสร้างขึ้นบนหยาดเหงื่อแรงงานของหุ่นศิลาเวทมนตร์เลยก็ว่าได้

‘แถมวิชาเอกของฉันยังเป็น [ศาสตร์หุ่นศิลาเวทมนตร์ประเภทอาวุธ] อีกต่างหาก’

ฉันยืนเอียงคออย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าหุ่นศิลาเวทมนตร์

‘อาฮะ~ ในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้วว่าทำไมที่นี่ถึงไม่มีสัตว์อสูรเลย’

ข้อสรุปสั้นๆ ผุดขึ้นมาในหัวทันที

แน่นอนว่าบทบาทคลาสสิกที่สุดของหุ่นศิลาเวทมนตร์ก็คือการเป็นยามเฝ้ายาม และการที่มีคนวางยามไว้แบบนี้ก็หมายความว่า...

ที่นี่คือที่ดินส่วนตัวสินะ!

เจ้าของที่ดินผืนนี้คงวางหุ่นศิลาเวทมนตร์ไว้เพื่อป้องกันการโจรกรรมแน่ๆ

‘เฮ้อ นี่ฉันเผลอเดินดุ่มๆ เข้ามาในเกตโดยที่ไม่รู้เลยเหรอว่ามันมีเจ้าของน่ะ?’

หลังจากประเมินสถานการณ์ได้ ฉันก็เดินตรงไปหาหุ่นศิลาเวทมนตร์พลางครุ่นคิด

‘ในเมื่อปลุกยามให้ตื่นขึ้นมาแล้ว จะให้แอบหนีออกไปเงียบๆ ก็คงไม่ทันการ คงต้องจัดการเจ้านี่ก่อนเป็นอันดับแรก’

ฮันเตอร์ที่นอนกองอยู่บนพื้นมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

คงเป็นเพราะฉันดูชิลเกินไปทั้งที่อยู่ต่อหน้าสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ แต่อันที่จริงฉันชินกับสถานการณ์แบบนี้จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

‘เออจริงสิ หมอนั่นเป็นชาวโลกนี่นา เขาไม่น่าจะเข้ามาโดยไม่รู้ว่าที่นี่เป็นที่ดินส่วนตัวหรอกมั้ง หรือว่าหมอนั่นไม่ใช่ฮันเตอร์แต่เป็นพวกหัวขโมย?’

ฉันปรายตามองข้ามฮันเตอร์ที่นอนเจ็บอยู่ แล้วจ้องเขม็งไปที่หุ่นศิลาเวทมนตร์

‘ขโมยที่ไหนมันจะซื่อบื้อขนาดที่ไม่รู้วิธีปิดสวิตช์หุ่นศิลาเวทมนตร์กันนะ’

ระยะห่างเท่านี้ถือว่าพอเพียงแล้ว

ฉันเผชิญหน้ากับหุ่นศิลาเวทมนตร์พลางหมุนข้อเท้าเบาๆ เพื่อเตรียมพร้อม

ทำไมฉันถึงยอมลดระยะห่างเข้าไปใกล้เจ้าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่แสนอันตรายนั่นน่ะเหรอ? ก็เพื่อใช้คำสั่งหยุดการทำงานฉุกเฉินยังไงล่ะ หุ่นศิลาเวทมนตร์อัตโนมัติทุกตัวมักจะมีคำสั่งหยุดการทำงานเผื่อกรณีที่เกิดการทำงานผิดพลาดเสมอ

—เอี๊ยดดดดด

โดยปกติแล้ว เพื่อความปลอดภัยจะมีเพียงเจ้าของหรือผู้สร้างเท่านั้นที่รู้วิธีหยุดการทำงานฉุกเฉิน แต่สำหรับฉัน... ฉันคือผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้

โมเดลหยาบๆ แบบนี้ แค่ปรายตามองแวบเดียวฉันก็รู้แล้วว่าจะหยุดมันยังไง

‘ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมหุ่นศิลาเวทมนตร์ของโลกถึงมีโครงสร้างคล้ายกับหุ่นที่ดาวบ้านเกิดของฉันได้ขนาดนี้... เอาไว้ค่อยหาคำตอบทีหลังแล้วกัน’

สูตรการป้อนคำสั่งหยุดฉุกเฉินนั้นเรียบง่ายมาก

ในจังหวะที่หุ่นศิลาเวทมนตร์รับรู้ถึงผู้บุกรุกและเหวี่ยงแขนลงมา ฉันก็ขยับถอยหลังหลบการโจมตีนั้นอย่างแม่นยำราวกับเตรียมการไว้แล้ว

แขนของมันกระแทกเข้ากับพื้นดินว่างเปล่าอย่างจัง

—ตึง!

ในระหว่างช่วงว่างที่มันกำลังพยายามยกแขนอันหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็รีบเข้าไปป้อนคำสั่งหยุดฉุกเฉินทันที

ตึก ตึก ตึก

มีอัญมณีเม็ดใหญ่ฝังอยู่ที่มือของมัน ซึ่งก็คือส่วนเซนเซอร์รับรู้พลังเวทนั่นเอง ฉันใช้หมัดรัวกระแทกใส่จุดนั้นอย่างรวดเร็ว

บน ขวา ล่าง ล่าง

เมื่อกดน้ำหนักลงไปตามทิศทางที่กำหนดด้วยจังหวะที่ถูกต้อง...

—วูมมมมมม...

ลูกแก้วขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่บนหัวของหุ่นศิลาเวทมนตร์พลันเปล่งแสงสีแดงชั่วขณะ ก่อนที่ร่างยักษ์นั้นจะเสียหลักล้มคว่ำลงมาข้างหน้า

โครม! เสียงของหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ล้มลงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าแผนของฉันได้ผล

‘ง่ายชะมัด!’

มันไม่มีทางยากอยู่แล้ว เพราะการหยุดฉุกเฉินมีไว้เพื่อระงับการทำงานผิดพลาดที่เร่งด่วน

“ฮัดเช่ย!”

ฝุ่นคลุ้งกระจายขึ้นมาจากพื้นถ้ำทันทีที่หุ่นร่างยักษ์ล้มลง

อย่างไรก็ตาม ฉันยังไม่ลดความระแวดระวังลงแม้ว่ามันจะล้มไปแล้ว และเริ่มดำเนินการขั้นต่อไป

‘การหยุดฉุกเฉินมันก็แค่มาตรการชั่วคราว ตราบใดที่ยังมีมานาจ่ายอยู่ มันจะกลับมาบ้าคลั่งอีกเมื่อไหร่ก็ได้’

ชาวโลกจะทำยังไงเวลาที่รีโมตคอนโทรลมันกดเองรัวๆ จนรวนล่ะ?

วิธีน่ะมีเยอะแยะ แต่สำหรับฉัน วิธีที่แน่นอนที่สุดก็คือการถอดถ่านออกนั่นแหละ

ใช่แล้ว ฉันต้องถอดถ่านมันออก

“ฮึบ”

ฉันปีนขึ้นไปบนร่างของหุ่นที่ล้มคว่ำ แล้วควานหาจุดเชื่อมต่อที่แผ่นหลังของมัน

จากนั้นก็สอดนิ้วเข้าไปในร่องหนึ่ง ออกแรงดึงในจุดที่ถูกต้องอย่างแม่นยำ

กึก!

‘เปิดด้วยมือเปล่าแบบไม่มีกล่องเครื่องมือเนี่ย ทำเอานิ้วชาเหมือนกันนะเนี่ย ให้ตายสิ’

หลังจากกระชากส่วนหลังออกได้สำเร็จ ที่เหลือก็จบได้ง่ายๆ

แกนพลังงานของหุ่นศิลาเวทมนตร์

ฉันคว้ามันแล้วกระชากออกมาทันที

—กร๊อบ!

สายใยที่คอยส่งผ่านพลังเวทซึ่งพันอยู่รอบหัวใจเทียมถูกฉีกขาดออกอย่างไม่เป็นระเบียบ

แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันทำจนชินแล้วจึงไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

ตอนนี้ฉันแค่ต้องการรีบออกไปจากที่ดินส่วนตัวผืนนี้หลังจากจัดการยามเสร็จเสียที

***

...บางทีการที่มีแต่คนยกยอปอปั้น อาจจะทำให้เขาลำพองใจเกินไปหน่อย

อันยุนซึงคิดแบบนั้นท่ามกลางสติที่เริ่มเลือนลาง

ที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เขาตื่นรู้ขึ้นมาอย่างกะทันหันจากเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกในระหว่างกิจกรรมรับน้อง

และปรากฏว่าค่าพลังการตื่นรู้ของเขาอยู่ในระดับ A ซึ่งหาได้ยากยิ่ง จนกิลด์ยักษ์ใหญ่ต่างพากันเรียงแถวเข้ามาทาบทาม

เขาได้ตั้งทีมร่วมกับพี่ๆ ที่แสนดี และผลงานการพิชิตเกตก็ค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ...

“อึก... แค่ก...”

เขาเคยคิดว่าทั้งหมดนั่นคือผลลัพธ์จากความพยายามของตนเอง

แต่ดูเหมือนว่าที่จริงแล้วมันจะเป็นเพียงแค่โชคช่วยเท่านั้น

เขารู้สึกแบบนั้นเพราะทุกอย่างพังทลายลงอย่างว่างเปล่าเกินไป

“ฮึก... อืออออ...”

มันไม่น่าเป็นไปได้ ปรากฏการณ์ที่ระดับของเกตเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นถูกระบุว่ามีขีดจำกัดความเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 ระดับ

แต่ทว่า เกตที่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติกลับเล่นตลกอีกครั้ง

สัตว์ประหลาดที่ฮันเตอร์ระดับ A เพียงคนเดียวไม่สามารถรับมือได้ปรากฏตัวขึ้นในถ้ำ และทีมของอันยุนซึงที่กำลังเติบโตอย่างมั่นคงก็แตกพ่ายลงในชั่วพริบตา

‘ไหนบอกว่าเวลาอันตรายให้เชื่อใจพี่ไง... ที่แท้ก็แค่คำพูดสินะ’

เพื่อนร่วมทีมที่เขาคิดว่าเคารพให้เกียรติเขานั้น ความจริงไม่ได้คิดจะรับผิดชอบชีวิตฮันเตอร์หน้าใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว

ไม่สิ แบบนั้นยังถือว่าเบาไป

ความจริงแล้ว พวกเขาอาจจะแอบอิจฉาและดูแคลนที่เด็กอย่างเขาประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดมาตลอดก็ได้

‘พ่อกับแม่ก็บอกแล้วว่าให้ระวังตัวเวลาทำงาน...’

อันยุนซึง ฮันเตอร์ระดับ A ทรุดเข่าลงกับพื้น

สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงการรอคอยความตายเท่านั้น

ทว่า...

ในชั่วพริบตานั้น จู่ๆ หุ่นศิลาเวทมนตร์ก็หยุดเคลื่อนไหว

“เฮ้! มาดูใกล้ๆ แล้ว @#!$#...”

“อึก...?”

อันยุนซึงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนพูดตามมา

มีใครบางคนกำลังเดินตรงมาทางเขา แต่รอบดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อและเลือดจนมองเห็นได้ไม่ชัด อันยุนซึงหรี่ตามองเพื่อพยายามระบุตัวตนของคนที่ปรากฏตัวขึ้น

“นี่มัน&@#?%......”

เขารู้สึกวิงเวียนจนฟังเสียงพูดไม่ถนัด แต่เขายังพอมองเห็นเค้าลางร่างของมนุษย์ได้

ผู้ชายในชุดสูทที่มีแววตาเฉยชา

‘ถ้าฉันไม่ได้ตาฝาดไปละก็...’

ผู้ชายคนนั้นมีบรรยากาศที่ดูเป็นเอกลักษณ์อย่างบอกไม่ถูก ไม่สิ ต้องเรียกว่า ‘ประหลาด’ น่าจะถูกต้องกว่า

เพราะเขามีท่าทีที่ดูผ่อนคลายเหลือเกิน

เขามองดูสัตว์ประหลาดที่แม้แต่ฮันเตอร์ระดับ A ยังรับมือไม่ได้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

ท่าทางที่เขาเอียงคอช้าๆ ราวกับกำลังยืนสำรวจหุ่นศิลาเวทมนตร์อยู่อย่างนั้น

“อึก...”

หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก

อันยุนซึงเสียเลือดมากเกินไป และหมดสติไปจากอาการวิงเวียนอย่างรุนแรง

โชคดีที่เขาหมดสติไปไม่นานนัก

เพราะในเวลาต่อมา เสียงกัมปนาทที่สั่นสะเทือนไปทั้งฟ้าดินก็ได้ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น

โครม!

“...เฮือก!”

อันยุนซึงตกใจที่ตัวเองหมดสติไปจึงรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ถ้าอยากรอดต้องมีสติเข้าไว้ เขาคิดแบบนั้นพลางเบิกตาโพลง...

แต่ภาพที่เห็นทันทีที่ลืมตากลับน่าตกใจยิ่งกว่า

“แฮ่ก!”

หุ่นศิลาเวทมนตร์ยักษ์ที่ทำลายทีมของเขาจนย่อยยับ บัดนี้กำลังถูกเท้าที่สวมรองเท้าหนังของชายคนหนึ่งเหยียบย่ำอยู่อย่างน่าอนาถ

—กร๊อบ!

หลังจากนั้น คิมกิรยอก็คว้าแกนพลังงานออกมาโดยไม่ลังเล

ภาพชายหนุ่มในชุดสูทสีดำที่ดึงหัวใจที่น่าเกลียดของหุ่นศิลาเวทมนตร์ออกมาด้วยใบหน้าเย็นชานั้น ช่างน่าประทับใจจนติดตา

‘จะ... จัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์... ด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ?’

ด้วยมือที่ปราศจากอาวุธ เขากลับกระชากอวัยวะสำคัญของศัตรูออกมาได้อย่างง่ายดาย

มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง

เพราะหุ่นศิลาเวทมนตร์ตัวนั้นแข็งแกร่งจนแม้แต่ฮันเตอร์ระดับ A ก็ยังทำอะไรไม่ได้

ร่องรอยการต่อสู้ คราบเลือด หรือบาดแผล

เขากลับไม่มีรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ แบบนั้นปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปในช่วงที่ระดับ A หมดสติไป ก็คือเส้นชีวิตของหุ่นศิลาเวทมนตร์ได้ถูกตัดขาดลงแล้วจริงๆ

‘เหลือเชื่อจริงๆ’

อันยุนซึงเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

เขารู้สึกได้ว่าชายที่ยืนเหยียบหุ่นศิลาเวทมนตร์อยู่ไกลๆ กำลังมองลงมาที่เขาอย่างเงียบเชียบ

‘เดี๋ยวนะ ทำไมถึงมีฮันเตอร์คนอื่นอยู่ในเกตที่สมาคมสั่งปิดเอาไว้ล่ะ?’

ในตอนแรกเขาคิดว่าการปรากฏตัวของชายคนนี้คือปาฏิหาริย์ แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง ความวิตกกังวลก็เริ่มก่อตัวขึ้น

เกตแห่งนี้ถูกสั่งห้ามเข้าเพื่อทำการสืบสวนเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างชัดเจน แต่กลับมีฮันเตอร์คนอื่นแอบเข้ามางั้นเหรอ?

‘นี่ไม่ใช่เวลามาดีใจที่รอดชีวิตแล้วนะ’

อันยุนซึงมองดูคนที่กำลังเดินตรงมาหาเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เขาคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเกตก็คือฮันเตอร์ที่เจอข้างในนั่นแหละ

ยิ่งตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและสวมใส่อุปกรณ์ราคาแพงอยู่ด้วย แน่นอนว่าเขาต้องสงสัยในเจตนาของคิมกิรยอและรู้สึกหวาดกลัว

‘อย่าเข้ามานะ...!’

กึก.

ชายที่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าหยุดลงโดยเหลือระยะห่างไว้เพียงหนึ่งก้าว

พูดตามตรง คิมกิรยอมีใบหน้าที่ค่อนข้างข่มขวัญคนอื่นได้ง่าย

ดวงตาคมกริบที่เห็นตาขาวสามด้าน (Sanpaku eyes) นั้น เป็นใบหน้าที่ยากจะบอกว่าดูเป็นมิตรแม้จะเป็นเรื่องตลกก็ตาม

“ไม่เป็นไรนะ?”

ทว่า ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของชายคนนั้นกลับผิดคาด

“ให้ช่วยพยุงไหม?”

คิมกิรยอยื่นมือขวามาทางอันยุนซึง

แม้ท่าทางจะดูเย็นชา แต่นั่นเป็นการแสดงไมตรีจิตที่เพียงพอแล้ว

***

ครั้งหนึ่งเขาเคยหวาดกลัวผู้ตื่นรู้นิรนามคนนี้

แต่อันยุนซึงก็ลดกำแพงความระแวงลงในเวลาไม่นาน

“ที่จริงฉันก็เพิ่งรู้เมื่อกี้เหมือนกันว่าที่นี่เป็นเกตที่ห้ามเข้า”

“คุณไม่เห็นเส้นแถบสีเหลืองที่ขึงไว้รอบๆ เหรอครับ?”

“อา ให้ตายสิ ไอ้เจ้านั่นคือสัญลักษณ์บอกทางหรอกเหรอ”

ปรากฏว่าฮันเตอร์ผู้นี้แค่หลงเข้ามาในถ้ำโดยบังเอิญเท่านั้น

สุดท้ายเขาก็ไม่ใช่คนที่พัวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย หรือฆาตกรที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเกต

อันยุนซึงรู้สึกโล่งอก

‘ที่แท้ก็แค่หลงเข้ามาหรอกเหรอ เราก็หลงนึกว่าเป็นพวกทำเรื่องไม่ดีที่แอบเข้ามาในเกตต้องห้ามเสียอีก แต่ก็นะ เทปพวกนั้นบางจุดมันก็ติดไว้แบบลวกๆ จริงๆ นั่นแหละ’

ถึงจะยังดูแปลกๆ ที่เขายังคงรักษาความสุขุมไว้ได้ทั้งที่เจอเกตที่เกิดการกลายพันธุ์ แต่อันยุนซึงก็ยังคงแสดงความขอบคุณออกมาอีกครั้ง

“ขอบคุณมากจริงๆ นะครับที่ช่วยผมไว้”

“เออๆ ไม่เป็นไร”

คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นช่างเรียบเฉย แต่มันก็โอเคแล้ว

อันยุนซึงเดินตามทางไปพลางรู้สึกโชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากฮันเตอร์ที่มีจิตใจดี

ในไม่ช้า แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็ส่องสว่างออกมาจากสุดทางโค้งของถ้ำ

“ถึงแล้วล่ะ ส่งแค่ตรงนี้พอใช่ไหม?”

“แค่กๆ ครับ ขอแค่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็พอแล้ว...”

เมื่อเดินผ่านเกตออกมา ก็เห็นทิวทัศน์ของป่าเขาที่คุ้นตา

“ช่วยพยุงผมไปพิงที่ต้นไม้นั่นหน่อยได้ไหมครับ? ผมยืนไม่ค่อยไหวน่ะ...”

ทันทีที่ออกมา อันยุนซึงก็ชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมทำตามคำขออย่างเต็มใจ

แน่นอนว่าโทรศัพท์ของอันยุนซึงถูกเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ได้ยินเสียงรอสาย

—ยุนซึง! นายยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม? พี่ติดต่อสมาคมกับ 119 ไว้แล้ว! ทุกคนกำลังไปที่นั่น รออีกนิดนะ!

ทางกิลด์ฮันเตอร์ที่เขาสังกัดอยู่พ่นคำพูดออกมาเป็นชุดทันทีที่รับสาย

ปรากฏว่าหนึ่งในเพื่อนร่วมทีมที่หนีไปได้แอบส่งข้อความบอกสถานการณ์ให้ทางบริษัททราบเพราะยังพอมีสำนึกอยู่บ้าง อันยุนซึงยิ้มออกเมื่อได้ยินว่าทีมกู้ภัยกำลังมา

“ได้ยินไหมครับ? คนที่บริษัทของผม...”

ทว่า อันยุนซึงยังพูดไม่จบประโยค

เขาเบิกตาโพลง เพราะฮันเตอร์ที่เคยอยู่ข้างกายเมื่อกี้ได้หายตัวไปแล้ว

“อ๊ะ!”

เขารีบมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอย สงสัยคงจะแอบปลีกตัวไปตอนที่เขากำลังวุ่นอยู่กับการคุยโทรศัพท์แน่ๆ

ฮันเตอร์คนนั้นจากไปโดยไม่บอกกล่าวเลยงั้นเหรอ?

สำหรับยุนซึงแล้ว ความจริงข้อนี้ทำให้เขาตกใจในอีกความหมายหนึ่ง

“เดี๋ยวก่อนสิ ชื่อเขาก็ยังไม่ได้บอกเลย!”

ฮันเตอร์ปริศนาที่ช่วยเขาไว้นั้นไม่เคยร้องขอสิ่งตอบแทนมาตั้งแต่ต้น

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็คิดว่าถ้าตนเองเป็นฝ่ายเสนอจะมอบรางวัลให้ อีกฝ่ายก็น่าจะยอมรับไว้พอเป็นพิธี

แต่นี่เขากลับหายวับไปราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้วเนี่ยนะ?

—ยุนซึง เฮ้ อันยุนซึง! เกิดอะไรขึ้นน่ะ?

อันยุนซึงไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบกลับเสียงที่ดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์

สังคมของฮันเตอร์นั้นช่างแห้งแล้ง

เพราะเป็นอาชีพที่ต้องอยู่ระหว่างความเป็นความตาย การที่จะได้รับความช่วยเหลือในเกตโดยบังเอิญนั้นจึงเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง

แต่ไม่นึกเลยว่าพ่อพระที่ช่วยชีวิตเขาคนนั้นจะปฏิเสธรางวัลอย่างไม่ใยดีขนาดนี้

ยุนซึงที่ได้พบกับผู้มีจิตใจกว้างขวางดั่งที่เคยเห็นแต่ในข่าว ได้แต่ถอนหายใจออกมาพลางถือสมาร์ตโฟนค้างไว้

โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า คิมกิรยอนั้นรีบโกยอ้าวหนีไปเพราะกลัวว่าพอคนมาถึงแล้ว ตัวเองจะถูกกระชากหัวในข้อหาบุกรุกที่ดินส่วนตัวโดยผิดกฎหมาย...

“หัวหน้าครับ คือว่า... ผมมีเรื่องจะรายงานครับ...”

ในวันต่อมา

คอลัมน์ฮันเตอร์ของหนังสือพิมพ์ซอนฮัน ก็มีพาดหัวข่าวออนไลน์สั้นๆ ปรากฏขึ้นหนึ่งบรรทัด

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

6

20px

จะบอกว่ามันเหมือนหุ่นยนต์ดูดฝุ่นก็คงได้ และที่จริงคำเปรียบเปรยนี้ก็ค่อนข้างแม่นยำทีเดียว

‘บนโลกนี้ก็มีหุ่นศิลาเวทมนตร์ด้วยเหรอ! เป็นการค้นพบที่น่าทึ่งจริงๆ ไม่นึกเลยว่าสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาเผ่าอื่นจะใช้ระบบอำนวยความสะดวกแบบนี้เหมือนกัน!’

หุ่นศิลาเวทมนตร์เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันของชาวอัลฟาวูรีอย่างพวกเรา

เพราะตุ๊กตาดินที่เคลื่อนไหวด้วยพลังงานมานานั้นสามารถทำหน้าที่ได้สารพัดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทั้งทำงานบ้าน รับใช้ ทำงานก่อสร้าง เป็นคู่สนทนา ไปจนถึงเป็นทหารในสงครามไร้คนขับ บ้านเกิดของฉันเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่ถูกสร้างขึ้นบนหยาดเหงื่อแรงงานของหุ่นศิลาเวทมนตร์เลยก็ว่าได้

‘แถมวิชาเอกของฉันยังเป็น [ศาสตร์หุ่นศิลาเวทมนตร์ประเภทอาวุธ] อีกต่างหาก’

ฉันยืนเอียงคออย่างสบายอารมณ์อยู่หน้าหุ่นศิลาเวทมนตร์

‘อาฮะ~ ในที่สุดฉันก็เข้าใจแล้วว่าทำไมที่นี่ถึงไม่มีสัตว์อสูรเลย’

ข้อสรุปสั้นๆ ผุดขึ้นมาในหัวทันที

แน่นอนว่าบทบาทคลาสสิกที่สุดของหุ่นศิลาเวทมนตร์ก็คือการเป็นยามเฝ้ายาม และการที่มีคนวางยามไว้แบบนี้ก็หมายความว่า...

ที่นี่คือที่ดินส่วนตัวสินะ!

เจ้าของที่ดินผืนนี้คงวางหุ่นศิลาเวทมนตร์ไว้เพื่อป้องกันการโจรกรรมแน่ๆ

‘เฮ้อ นี่ฉันเผลอเดินดุ่มๆ เข้ามาในเกตโดยที่ไม่รู้เลยเหรอว่ามันมีเจ้าของน่ะ?’

หลังจากประเมินสถานการณ์ได้ ฉันก็เดินตรงไปหาหุ่นศิลาเวทมนตร์พลางครุ่นคิด

‘ในเมื่อปลุกยามให้ตื่นขึ้นมาแล้ว จะให้แอบหนีออกไปเงียบๆ ก็คงไม่ทันการ คงต้องจัดการเจ้านี่ก่อนเป็นอันดับแรก’

ฮันเตอร์ที่นอนกองอยู่บนพื้นมองมาที่ฉันด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ

คงเป็นเพราะฉันดูชิลเกินไปทั้งที่อยู่ต่อหน้าสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ แต่อันที่จริงฉันชินกับสถานการณ์แบบนี้จนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว

‘เออจริงสิ หมอนั่นเป็นชาวโลกนี่นา เขาไม่น่าจะเข้ามาโดยไม่รู้ว่าที่นี่เป็นที่ดินส่วนตัวหรอกมั้ง หรือว่าหมอนั่นไม่ใช่ฮันเตอร์แต่เป็นพวกหัวขโมย?’

ฉันปรายตามองข้ามฮันเตอร์ที่นอนเจ็บอยู่ แล้วจ้องเขม็งไปที่หุ่นศิลาเวทมนตร์

‘ขโมยที่ไหนมันจะซื่อบื้อขนาดที่ไม่รู้วิธีปิดสวิตช์หุ่นศิลาเวทมนตร์กันนะ’

ระยะห่างเท่านี้ถือว่าพอเพียงแล้ว

ฉันเผชิญหน้ากับหุ่นศิลาเวทมนตร์พลางหมุนข้อเท้าเบาๆ เพื่อเตรียมพร้อม

ทำไมฉันถึงยอมลดระยะห่างเข้าไปใกล้เจ้าพนักงานรักษาความปลอดภัยที่แสนอันตรายนั่นน่ะเหรอ? ก็เพื่อใช้คำสั่งหยุดการทำงานฉุกเฉินยังไงล่ะ หุ่นศิลาเวทมนตร์อัตโนมัติทุกตัวมักจะมีคำสั่งหยุดการทำงานเผื่อกรณีที่เกิดการทำงานผิดพลาดเสมอ

—เอี๊ยดดดดด

โดยปกติแล้ว เพื่อความปลอดภัยจะมีเพียงเจ้าของหรือผู้สร้างเท่านั้นที่รู้วิธีหยุดการทำงานฉุกเฉิน แต่สำหรับฉัน... ฉันคือผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้

โมเดลหยาบๆ แบบนี้ แค่ปรายตามองแวบเดียวฉันก็รู้แล้วว่าจะหยุดมันยังไง

‘ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมหุ่นศิลาเวทมนตร์ของโลกถึงมีโครงสร้างคล้ายกับหุ่นที่ดาวบ้านเกิดของฉันได้ขนาดนี้... เอาไว้ค่อยหาคำตอบทีหลังแล้วกัน’

สูตรการป้อนคำสั่งหยุดฉุกเฉินนั้นเรียบง่ายมาก

ในจังหวะที่หุ่นศิลาเวทมนตร์รับรู้ถึงผู้บุกรุกและเหวี่ยงแขนลงมา ฉันก็ขยับถอยหลังหลบการโจมตีนั้นอย่างแม่นยำราวกับเตรียมการไว้แล้ว

แขนของมันกระแทกเข้ากับพื้นดินว่างเปล่าอย่างจัง

—ตึง!

ในระหว่างช่วงว่างที่มันกำลังพยายามยกแขนอันหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง ฉันก็รีบเข้าไปป้อนคำสั่งหยุดฉุกเฉินทันที

ตึก ตึก ตึก

มีอัญมณีเม็ดใหญ่ฝังอยู่ที่มือของมัน ซึ่งก็คือส่วนเซนเซอร์รับรู้พลังเวทนั่นเอง ฉันใช้หมัดรัวกระแทกใส่จุดนั้นอย่างรวดเร็ว

บน ขวา ล่าง ล่าง

เมื่อกดน้ำหนักลงไปตามทิศทางที่กำหนดด้วยจังหวะที่ถูกต้อง...

—วูมมมมมม...

ลูกแก้วขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่บนหัวของหุ่นศิลาเวทมนตร์พลันเปล่งแสงสีแดงชั่วขณะ ก่อนที่ร่างยักษ์นั้นจะเสียหลักล้มคว่ำลงมาข้างหน้า

โครม! เสียงของหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ล้มลงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าแผนของฉันได้ผล

‘ง่ายชะมัด!’

มันไม่มีทางยากอยู่แล้ว เพราะการหยุดฉุกเฉินมีไว้เพื่อระงับการทำงานผิดพลาดที่เร่งด่วน

“ฮัดเช่ย!”

ฝุ่นคลุ้งกระจายขึ้นมาจากพื้นถ้ำทันทีที่หุ่นร่างยักษ์ล้มลง

อย่างไรก็ตาม ฉันยังไม่ลดความระแวดระวังลงแม้ว่ามันจะล้มไปแล้ว และเริ่มดำเนินการขั้นต่อไป

‘การหยุดฉุกเฉินมันก็แค่มาตรการชั่วคราว ตราบใดที่ยังมีมานาจ่ายอยู่ มันจะกลับมาบ้าคลั่งอีกเมื่อไหร่ก็ได้’

ชาวโลกจะทำยังไงเวลาที่รีโมตคอนโทรลมันกดเองรัวๆ จนรวนล่ะ?

วิธีน่ะมีเยอะแยะ แต่สำหรับฉัน วิธีที่แน่นอนที่สุดก็คือการถอดถ่านออกนั่นแหละ

ใช่แล้ว ฉันต้องถอดถ่านมันออก

“ฮึบ”

ฉันปีนขึ้นไปบนร่างของหุ่นที่ล้มคว่ำ แล้วควานหาจุดเชื่อมต่อที่แผ่นหลังของมัน

จากนั้นก็สอดนิ้วเข้าไปในร่องหนึ่ง ออกแรงดึงในจุดที่ถูกต้องอย่างแม่นยำ

กึก!

‘เปิดด้วยมือเปล่าแบบไม่มีกล่องเครื่องมือเนี่ย ทำเอานิ้วชาเหมือนกันนะเนี่ย ให้ตายสิ’

หลังจากกระชากส่วนหลังออกได้สำเร็จ ที่เหลือก็จบได้ง่ายๆ

แกนพลังงานของหุ่นศิลาเวทมนตร์

ฉันคว้ามันแล้วกระชากออกมาทันที

—กร๊อบ!

สายใยที่คอยส่งผ่านพลังเวทซึ่งพันอยู่รอบหัวใจเทียมถูกฉีกขาดออกอย่างไม่เป็นระเบียบ

แต่นี่เป็นสิ่งที่ฉันทำจนชินแล้วจึงไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

ตอนนี้ฉันแค่ต้องการรีบออกไปจากที่ดินส่วนตัวผืนนี้หลังจากจัดการยามเสร็จเสียที

***

...บางทีการที่มีแต่คนยกยอปอปั้น อาจจะทำให้เขาลำพองใจเกินไปหน่อย

อันยุนซึงคิดแบบนั้นท่ามกลางสติที่เริ่มเลือนลาง

ที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เขาตื่นรู้ขึ้นมาอย่างกะทันหันจากเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกในระหว่างกิจกรรมรับน้อง

และปรากฏว่าค่าพลังการตื่นรู้ของเขาอยู่ในระดับ A ซึ่งหาได้ยากยิ่ง จนกิลด์ยักษ์ใหญ่ต่างพากันเรียงแถวเข้ามาทาบทาม

เขาได้ตั้งทีมร่วมกับพี่ๆ ที่แสนดี และผลงานการพิชิตเกตก็ค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ...

“อึก... แค่ก...”

เขาเคยคิดว่าทั้งหมดนั่นคือผลลัพธ์จากความพยายามของตนเอง

แต่ดูเหมือนว่าที่จริงแล้วมันจะเป็นเพียงแค่โชคช่วยเท่านั้น

เขารู้สึกแบบนั้นเพราะทุกอย่างพังทลายลงอย่างว่างเปล่าเกินไป

“ฮึก... อืออออ...”

มันไม่น่าเป็นไปได้ ปรากฏการณ์ที่ระดับของเกตเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นถูกระบุว่ามีขีดจำกัดความเปลี่ยนแปลงไม่เกิน 2 ระดับ

แต่ทว่า เกตที่เป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติกลับเล่นตลกอีกครั้ง

สัตว์ประหลาดที่ฮันเตอร์ระดับ A เพียงคนเดียวไม่สามารถรับมือได้ปรากฏตัวขึ้นในถ้ำ และทีมของอันยุนซึงที่กำลังเติบโตอย่างมั่นคงก็แตกพ่ายลงในชั่วพริบตา

‘ไหนบอกว่าเวลาอันตรายให้เชื่อใจพี่ไง... ที่แท้ก็แค่คำพูดสินะ’

เพื่อนร่วมทีมที่เขาคิดว่าเคารพให้เกียรติเขานั้น ความจริงไม่ได้คิดจะรับผิดชอบชีวิตฮันเตอร์หน้าใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว

ไม่สิ แบบนั้นยังถือว่าเบาไป

ความจริงแล้ว พวกเขาอาจจะแอบอิจฉาและดูแคลนที่เด็กอย่างเขาประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดมาตลอดก็ได้

‘พ่อกับแม่ก็บอกแล้วว่าให้ระวังตัวเวลาทำงาน...’

อันยุนซึง ฮันเตอร์ระดับ A ทรุดเข่าลงกับพื้น

สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงการรอคอยความตายเท่านั้น

ทว่า...

ในชั่วพริบตานั้น จู่ๆ หุ่นศิลาเวทมนตร์ก็หยุดเคลื่อนไหว

“เฮ้! มาดูใกล้ๆ แล้ว @#!$#...”

“อึก...?”

อันยุนซึงเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนพูดตามมา

มีใครบางคนกำลังเดินตรงมาทางเขา แต่รอบดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อและเลือดจนมองเห็นได้ไม่ชัด อันยุนซึงหรี่ตามองเพื่อพยายามระบุตัวตนของคนที่ปรากฏตัวขึ้น

“นี่มัน&@#?%......”

เขารู้สึกวิงเวียนจนฟังเสียงพูดไม่ถนัด แต่เขายังพอมองเห็นเค้าลางร่างของมนุษย์ได้

ผู้ชายในชุดสูทที่มีแววตาเฉยชา

‘ถ้าฉันไม่ได้ตาฝาดไปละก็...’

ผู้ชายคนนั้นมีบรรยากาศที่ดูเป็นเอกลักษณ์อย่างบอกไม่ถูก ไม่สิ ต้องเรียกว่า ‘ประหลาด’ น่าจะถูกต้องกว่า

เพราะเขามีท่าทีที่ดูผ่อนคลายเหลือเกิน

เขามองดูสัตว์ประหลาดที่แม้แต่ฮันเตอร์ระดับ A ยังรับมือไม่ได้ด้วยใบหน้าเรียบเฉย

ท่าทางที่เขาเอียงคอช้าๆ ราวกับกำลังยืนสำรวจหุ่นศิลาเวทมนตร์อยู่อย่างนั้น

“อึก...”

หลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ค่อยได้มากนัก

อันยุนซึงเสียเลือดมากเกินไป และหมดสติไปจากอาการวิงเวียนอย่างรุนแรง

โชคดีที่เขาหมดสติไปไม่นานนัก

เพราะในเวลาต่อมา เสียงกัมปนาทที่สั่นสะเทือนไปทั้งฟ้าดินก็ได้ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น

โครม!

“...เฮือก!”

อันยุนซึงตกใจที่ตัวเองหมดสติไปจึงรีบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ถ้าอยากรอดต้องมีสติเข้าไว้ เขาคิดแบบนั้นพลางเบิกตาโพลง...

แต่ภาพที่เห็นทันทีที่ลืมตากลับน่าตกใจยิ่งกว่า

“แฮ่ก!”

หุ่นศิลาเวทมนตร์ยักษ์ที่ทำลายทีมของเขาจนย่อยยับ บัดนี้กำลังถูกเท้าที่สวมรองเท้าหนังของชายคนหนึ่งเหยียบย่ำอยู่อย่างน่าอนาถ

—กร๊อบ!

หลังจากนั้น คิมกิรยอก็คว้าแกนพลังงานออกมาโดยไม่ลังเล

ภาพชายหนุ่มในชุดสูทสีดำที่ดึงหัวใจที่น่าเกลียดของหุ่นศิลาเวทมนตร์ออกมาด้วยใบหน้าเย็นชานั้น ช่างน่าประทับใจจนติดตา

‘จะ... จัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์... ด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ?’

ด้วยมือที่ปราศจากอาวุธ เขากลับกระชากอวัยวะสำคัญของศัตรูออกมาได้อย่างง่ายดาย

มันเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง

เพราะหุ่นศิลาเวทมนตร์ตัวนั้นแข็งแกร่งจนแม้แต่ฮันเตอร์ระดับ A ก็ยังทำอะไรไม่ได้

ร่องรอยการต่อสู้ คราบเลือด หรือบาดแผล

เขากลับไม่มีรอยขีดข่วนเล็กๆ น้อยๆ แบบนั้นปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปในช่วงที่ระดับ A หมดสติไป ก็คือเส้นชีวิตของหุ่นศิลาเวทมนตร์ได้ถูกตัดขาดลงแล้วจริงๆ

‘เหลือเชื่อจริงๆ’

อันยุนซึงเผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

เขารู้สึกได้ว่าชายที่ยืนเหยียบหุ่นศิลาเวทมนตร์อยู่ไกลๆ กำลังมองลงมาที่เขาอย่างเงียบเชียบ

‘เดี๋ยวนะ ทำไมถึงมีฮันเตอร์คนอื่นอยู่ในเกตที่สมาคมสั่งปิดเอาไว้ล่ะ?’

ในตอนแรกเขาคิดว่าการปรากฏตัวของชายคนนี้คือปาฏิหาริย์ แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มสงบลง ความวิตกกังวลก็เริ่มก่อตัวขึ้น

เกตแห่งนี้ถูกสั่งห้ามเข้าเพื่อทำการสืบสวนเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติอย่างชัดเจน แต่กลับมีฮันเตอร์คนอื่นแอบเข้ามางั้นเหรอ?

‘นี่ไม่ใช่เวลามาดีใจที่รอดชีวิตแล้วนะ’

อันยุนซึงมองดูคนที่กำลังเดินตรงมาหาเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เขาคิดว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในเกตก็คือฮันเตอร์ที่เจอข้างในนั่นแหละ

ยิ่งตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและสวมใส่อุปกรณ์ราคาแพงอยู่ด้วย แน่นอนว่าเขาต้องสงสัยในเจตนาของคิมกิรยอและรู้สึกหวาดกลัว

‘อย่าเข้ามานะ...!’

กึก.

ชายที่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้าหยุดลงโดยเหลือระยะห่างไว้เพียงหนึ่งก้าว

พูดตามตรง คิมกิรยอมีใบหน้าที่ค่อนข้างข่มขวัญคนอื่นได้ง่าย

ดวงตาคมกริบที่เห็นตาขาวสามด้าน (Sanpaku eyes) นั้น เป็นใบหน้าที่ยากจะบอกว่าดูเป็นมิตรแม้จะเป็นเรื่องตลกก็ตาม

“ไม่เป็นไรนะ?”

ทว่า ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของชายคนนั้นกลับผิดคาด

“ให้ช่วยพยุงไหม?”

คิมกิรยอยื่นมือขวามาทางอันยุนซึง

แม้ท่าทางจะดูเย็นชา แต่นั่นเป็นการแสดงไมตรีจิตที่เพียงพอแล้ว

***

ครั้งหนึ่งเขาเคยหวาดกลัวผู้ตื่นรู้นิรนามคนนี้

แต่อันยุนซึงก็ลดกำแพงความระแวงลงในเวลาไม่นาน

“ที่จริงฉันก็เพิ่งรู้เมื่อกี้เหมือนกันว่าที่นี่เป็นเกตที่ห้ามเข้า”

“คุณไม่เห็นเส้นแถบสีเหลืองที่ขึงไว้รอบๆ เหรอครับ?”

“อา ให้ตายสิ ไอ้เจ้านั่นคือสัญลักษณ์บอกทางหรอกเหรอ”

ปรากฏว่าฮันเตอร์ผู้นี้แค่หลงเข้ามาในถ้ำโดยบังเอิญเท่านั้น

สุดท้ายเขาก็ไม่ใช่คนที่พัวพันกับเรื่องผิดกฎหมาย หรือฆาตกรที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเกต

อันยุนซึงรู้สึกโล่งอก

‘ที่แท้ก็แค่หลงเข้ามาหรอกเหรอ เราก็หลงนึกว่าเป็นพวกทำเรื่องไม่ดีที่แอบเข้ามาในเกตต้องห้ามเสียอีก แต่ก็นะ เทปพวกนั้นบางจุดมันก็ติดไว้แบบลวกๆ จริงๆ นั่นแหละ’

ถึงจะยังดูแปลกๆ ที่เขายังคงรักษาความสุขุมไว้ได้ทั้งที่เจอเกตที่เกิดการกลายพันธุ์ แต่อันยุนซึงก็ยังคงแสดงความขอบคุณออกมาอีกครั้ง

“ขอบคุณมากจริงๆ นะครับที่ช่วยผมไว้”

“เออๆ ไม่เป็นไร”

คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นช่างเรียบเฉย แต่มันก็โอเคแล้ว

อันยุนซึงเดินตามทางไปพลางรู้สึกโชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากฮันเตอร์ที่มีจิตใจดี

ในไม่ช้า แสงสีฟ้าอ่อนๆ ก็ส่องสว่างออกมาจากสุดทางโค้งของถ้ำ

“ถึงแล้วล่ะ ส่งแค่ตรงนี้พอใช่ไหม?”

“แค่กๆ ครับ ขอแค่มีสัญญาณโทรศัพท์ก็พอแล้ว...”

เมื่อเดินผ่านเกตออกมา ก็เห็นทิวทัศน์ของป่าเขาที่คุ้นตา

“ช่วยพยุงผมไปพิงที่ต้นไม้นั่นหน่อยได้ไหมครับ? ผมยืนไม่ค่อยไหวน่ะ...”

ทันทีที่ออกมา อันยุนซึงก็ชี้ไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมทำตามคำขออย่างเต็มใจ

แน่นอนว่าโทรศัพท์ของอันยุนซึงถูกเชื่อมต่ออย่างรวดเร็วโดยแทบไม่ได้ยินเสียงรอสาย

—ยุนซึง! นายยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม? พี่ติดต่อสมาคมกับ 119 ไว้แล้ว! ทุกคนกำลังไปที่นั่น รออีกนิดนะ!

ทางกิลด์ฮันเตอร์ที่เขาสังกัดอยู่พ่นคำพูดออกมาเป็นชุดทันทีที่รับสาย

ปรากฏว่าหนึ่งในเพื่อนร่วมทีมที่หนีไปได้แอบส่งข้อความบอกสถานการณ์ให้ทางบริษัททราบเพราะยังพอมีสำนึกอยู่บ้าง อันยุนซึงยิ้มออกเมื่อได้ยินว่าทีมกู้ภัยกำลังมา

“ได้ยินไหมครับ? คนที่บริษัทของผม...”

ทว่า อันยุนซึงยังพูดไม่จบประโยค

เขาเบิกตาโพลง เพราะฮันเตอร์ที่เคยอยู่ข้างกายเมื่อกี้ได้หายตัวไปแล้ว

“อ๊ะ!”

เขารีบมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอย สงสัยคงจะแอบปลีกตัวไปตอนที่เขากำลังวุ่นอยู่กับการคุยโทรศัพท์แน่ๆ

ฮันเตอร์คนนั้นจากไปโดยไม่บอกกล่าวเลยงั้นเหรอ?

สำหรับยุนซึงแล้ว ความจริงข้อนี้ทำให้เขาตกใจในอีกความหมายหนึ่ง

“เดี๋ยวก่อนสิ ชื่อเขาก็ยังไม่ได้บอกเลย!”

ฮันเตอร์ปริศนาที่ช่วยเขาไว้นั้นไม่เคยร้องขอสิ่งตอบแทนมาตั้งแต่ต้น

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็คิดว่าถ้าตนเองเป็นฝ่ายเสนอจะมอบรางวัลให้ อีกฝ่ายก็น่าจะยอมรับไว้พอเป็นพิธี

แต่นี่เขากลับหายวับไปราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้วเนี่ยนะ?

—ยุนซึง เฮ้ อันยุนซึง! เกิดอะไรขึ้นน่ะ?

อันยุนซึงไม่มีเวลาแม้แต่จะตอบกลับเสียงที่ดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์

สังคมของฮันเตอร์นั้นช่างแห้งแล้ง

เพราะเป็นอาชีพที่ต้องอยู่ระหว่างความเป็นความตาย การที่จะได้รับความช่วยเหลือในเกตโดยบังเอิญนั้นจึงเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง

แต่ไม่นึกเลยว่าพ่อพระที่ช่วยชีวิตเขาคนนั้นจะปฏิเสธรางวัลอย่างไม่ใยดีขนาดนี้

ยุนซึงที่ได้พบกับผู้มีจิตใจกว้างขวางดั่งที่เคยเห็นแต่ในข่าว ได้แต่ถอนหายใจออกมาพลางถือสมาร์ตโฟนค้างไว้

โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า คิมกิรยอนั้นรีบโกยอ้าวหนีไปเพราะกลัวว่าพอคนมาถึงแล้ว ตัวเองจะถูกกระชากหัวในข้อหาบุกรุกที่ดินส่วนตัวโดยผิดกฎหมาย...

“หัวหน้าครับ คือว่า... ผมมีเรื่องจะรายงานครับ...”

ในวันต่อมา

คอลัมน์ฮันเตอร์ของหนังสือพิมพ์ซอนฮัน ก็มีพาดหัวข่าวออนไลน์สั้นๆ ปรากฏขึ้นหนึ่งบรรทัด