Cover

116

ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน

หุ่นศิลาเวทมนตร์

สารดูดซับมานา

ทันทีที่เห็นสิ่งที่คุ้นตาจากบ้านเกิดปรากฏขึ้นในระบบสุริยะ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวฉันก็คือ

‘ให้ตายสิ สัตว์อสูรของอัลฟาวูรีแผ่ขยายมาถึงโลกแล้วเรอะ! รีบกัดลิ้นตายก่อนจะโดนจับได้ดีกว่า!’

ในตอนนั้น ทั้งร่างกายและจิตใจของฉันกำลังอ่อนล้าจากการทำงานล่วงเวลาซ้ำซาก

โบราณว่าไว้ คนที่เคยตกใจเต่า เห็นฝาหม้อก็นึกว่าเต่าแล้วตกใจ

ฉันตื่นตระหนกเพราะคิดว่าพวกชาวอัลฟาวูรีตามมาถึงที่นี่แล้ว

‘ฮี๊ออออ!’

แต่พอตั้งสติแล้วลองคิดดูดีๆ นี่มันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี

ฉันมาที่โลกนี้ได้ยังไงนะ?

ก็ใช้วิชาเวทมนตร์จุติใหม่มาน่ะสิ

แล้วใครเป็นคนคิดค้นเวทมนตร์จุติใหม่ล่ะ? ก็ฉันนี่ไง เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์เลยนะ

เอาเถอะ ถึงตอนนี้จะติดอยู่ในร่างขยะของคิมกิรยอจนความน่าเกรงขามมลายหายไปหมดแล้วก็เถอะ...

ขอย้ำอีกครั้ง ฉันคือจอมเวทอัจฉริยะอันดับหนึ่งของบ้านเกิด

แล้วการที่มีใครสักคนแซงหน้ามหาจอมเวทอย่างฉัน แล้วยื่นมือเข้ามายังดาวเคราะห์อันห่างไกลดวงนี้ มันจะเป็นไปได้จริงดิ?

‘ไม่มีทาง’

จะเป็นไปได้ยังไง

ในฐานะที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเวทมนตร์ศาสตร์ทุกแขนง ฉันกล้าฟันธงเลยว่า การข้ามกาแล็กซีของชาวอัลฟาวูรีนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 100%

ขนาดแค่จะส่องดูโลกด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี พวกนั้นยังทำได้ยากลำบากเลย แล้วจะมาบอกว่าตอนนี้สร้างสิ่งที่เรียกว่าเกตเพื่อส่งอิทธิพลมาถึงนี่เนี่ยนะ?

พูดตามตรง ถ้าพวกนั้นจะทำเรื่องแบบนี้ได้ คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหลายร้อยปี

‘แถมเกตมันก็มีอยู่ที่นี่ตั้งแต่ก่อนฉันจะมาจุติใหม่แล้ว ช่วงเวลามันไม่ตรงกัน’

ถ้าอย่างนั้น เจ้าของเกตที่แท้จริงคือใครกันแน่?

ตอนนี้เหลือสมมติฐานอยู่เพียงข้อเดียว

“อืม”

ฉันขยับแขนล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมา จากนั้นก็นิ้วจิ้มพิมพ์คำบางคำลงในช่องค้นหา

[สารานุกรมมอนสเตอร์ในเกต]

ไม่นานผลลัพธ์ก็แสดงภาพถ่ายออกมาไม่กี่ใบ

‘นั่นไง’

ในบรรดาภาพเหล่านั้น สิ่งมีชีวิตที่มีข้อต่อบานพับและเปล่งแสงสีฟ้าดึงดูดสายตาฉันที่สุด

แค่เห็นภาพนี้ภาพเดียว ฉันก็มั่นใจในตัวคนร้ายที่สร้างเกตขึ้นมาทันที

‘ไอ้พวกที่บงการสัตว์ประหลาดตัวนี้ ต้องเป็นไอ้เวรพวกนั้นไม่ผิดแน่’

จะเรียกกลุ่มนั้นด้วยภาษาของที่นี่ยังไงดีนะ?

ผู้เร่ร่อนแห่งดวงดาว?

ฟังดูเป็นกวีไปหน่อย

ชนเผ่าพเนจร?

ห่วยแตกชะมัด

ดังนั้นหลังจากคิดอยู่นาน ฉันเลยตัดสินใจแปลชื่อพวกมันว่า ‘คีชิมเช’

มาจากคำว่า คี (飢) ที่แปลว่าหิวโหย และ ชิม (心) ที่แปลว่าหัวใจ

หมายถึง เผ่าพันธุ์ที่หิวโหยในจิตใจของมนุษย์

และลักษณะเด่นของเจ้าพวกคีชิมเชพวกนี้ก็คือ...

ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ก็คือ

ตอนนี้โลกกำลังถูกกลุ่มปรสิตประหลาดที่ร่อนเร่ไปทั่วจักรวาลเพื่อกัดกินความเจ็บปวดทางจิตใจของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาหมายหัว และกำลังถูกเกาะกินอยู่ จบข่าว

‘ชัวร์ป้าบ’

ไม่สิ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก แต่พอดูตอนนี้ พฤติกรรมการตกเหยื่อของไอ้พวกบ้านี่มันเหมือนเดิมเปี๊ยบ

ไอเทมล้ำค่าที่ค้นพบในเกต ใครดูไม่ออกบ้างว่านี่มันแผนการใช้อเหยื่อล่อชัดๆ!

แถมพวกคีชิมเชยังมีแนวโน้มชอบสร้างกล่องเหยื่อโดยอิงข้อมูลจากดาวเคราะห์ที่พวกมันเคยผ่านไปมา

ดูเหมือนว่าสาเหตุที่มักจะเห็นวัตถุหรือสัตว์ของอัลฟาวูรีในเกตบ่อยๆ ก็คงเป็นเพราะเหตุนี้แหละ

‘ให้ตายสิ...’

อดีตผู้รุกรานที่เคยจ้องจะงาบบ้านเกิดฉัน คราวนี้ดันมาคุกคามดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำนมและน้ำผึ้งแห่งนี้ซะได้

แต่พวกมันคงไม่รู้น่ะสิว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้

‘อยู่ยาวๆ แล้วรอดูดีกว่าแฮะ’

ทำไมฉันถึงรู้จักพวกคีชิมเชดีขนาดนี้น่ะเหรอ?

และทำไมผู้รุกรานที่ฉันเคยเจอที่อัลฟาวูรี ถึงได้อพยพมาไกลถึงระบบสุริยะนี้ได้?

คำตอบทั้งหมดสรุปรวบยอดได้ในข้อเดียว

เพราะพวกมันเคยเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้วครั้งหนึ่งที่อัลฟาวูรี

พูดให้ชัดก็คือ...

ด้วยฝีมือของมหาจอมเวทคนหนึ่ง

‘หึ’

ฉันคืออดีตผู้นำหอคอยเวทมนตร์ลำดับที่หนึ่งแห่งอัลฟาวูรี

บทบาทหลักที่ได้รับมอบหมายคือการป้องกันดาวเคราะห์

แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไงเมื่อปรสิตแห่งจักรวาลบังอาจมาเยือนบ้านเกิดของมหาจอมเวทระดับนั้น?

สรุปสั้นๆ ก็คือ เผ่าพันธุ์นั้นถูกฉันสังหารหมู่ขนานใหญ่

ไม่สิ จะเรียกว่าสังหารหมู่ก็ดูโหดร้ายไปหน่อย

ยังไงซะทางฝั่งนั้นก็เป็นฝ่ายล่วงล้ำพรมแดนคนอื่นเข้ามาก่อนเองนี่นา

‘โดนฉันสั่งสอนไปขนาดนั้น ก็นึกว่าหนีไปไหน ที่แท้หนีข้ามกาแล็กซีมาไกลลิบถึงนี่เองสินะ’

คีชิมเช (飢心體)

พอรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกมัน ความหมายของเกตก็อนุมานได้ไม่ยาก

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ พวกคีชิมเชเคยโชคร้ายมาเจอฉันจนเกือบสิ้นเผ่าพันธุ์

‘พวกมันกำลังระวังตัวอยู่นั่นเอง’

เกตก็เปรียบเสมือนหลอดดูดอาหาร

พวกคีชิมเชจงใจสร้างพื้นที่ที่เรียกว่าดันเจี้ยนขึ้นมาเพื่อรักษาระยะห่างจากโลก

เพราะถ้าเผลอเผยร่างต้นออกมา อาจจะโดนเชือดล้างบางเหมือนคราวก่อนก็ได้

‘ช่วงนี้ก็เชิญดูดผ่านหลอดนั่นไปพลางๆ ก่อนเถอะ’

เมื่อพิจารณาถึงขีดจำกัดของพวกมัน

ถ้าฉันยึดร่างที่สมประกอบมาได้เมื่อไหร่ คงสามารถเปิดมหกรรมสังหารหมู่ภาค 2 ได้สบายๆ

พอนึกขึ้นได้ ฉันเลยใช้โทรศัพท์เช็กรายการสินค้าในฮันเตอร์มาร์เก็ต

[คำค้นหา : ปอดมังกร]

[ผลการค้นหา : 0 รายการ]

‘โธ่เอ๊ย’

แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว การจะได้กลับมาเจอหน้าพวกมันอีกครั้งคงเป็นเรื่องในอนาคตอันไกลโพ้น

---

เที่ยงวันต่อมา

ประมาณหนึ่งวันหลังจากที่เกตประตูเหล็กปรากฏขึ้น

[ข่าวด่วนครับ ในที่สุดเขาวงกตเดือนสิบสามในแถบแอฟริกาที่ยังไม่มีใครกลับออกมา ก็ถูกยืนยันแล้วว่าการพิชิตล้มเหลวครับ]

ฉันคาบมันฝรั่งทอดไว้ในปากพลางฟังข่าวด่วนผ่านหูไปอย่างไม่ยี่หระ

ก็ไม่ใช่ข่าวที่น่าตกใจอะไรนักหนานี่นา

‘เหมือนที่ฉันชอบกินขนมนี้ พวกคีชิมเชก็คงรู้สึกว่าอารมณ์แห่งความหวาดกลัวมันอร่อยเหมือนกันสินะ?’

เมื่อก่อนฉันเคยทำการวิจัยสั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจระบบนิเวศของพวกมัน

เจ้าพวกคีชิมเชพวกนี้มีรสนิยมการกินที่เรื่องมากชะมัด

แค่การได้รับพลังงานจากกิจกรรมทางจิตของผู้อื่นก็น่าทึ่งแล้ว แต่พวกมันดันชอบความเจ็บปวดและความหวาดกลัวของสิ่งมีชีวิตมากที่สุดนี่สิ

‘อารมณ์จำพวกความปิติยินดีเนี่ย ถูกจัดเป็นสารอาหารรองด้วยซ้ำ’

รู้ไหมว่าความหมายของการมีอยู่ของดันเจี้ยนระดับ EX คืออะไร?

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมีไว้เพื่อทดสอบสติปัญญาของมนุษยชาติ แต่บทบาทที่สำคัญกว่านั้นคือการวิเคราะห์โครงสร้างทางอารมณ์ของชาวโลก

ว่าเรารักอะไร

และเราหวงแหนสิ่งไหน

พวกมันจะสะสมข้อมูลเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อย เพื่อบีบเค้นจิตใจของโฮสต์ให้โหดร้ายยิ่งขึ้น

‘อืม’

แต่ดูจากการที่พวกมันยังหยั่งเชิงด้วยดันเจี้ยนระดับ EX ง่ายๆ อยู่ แสดงว่าทางฝั่งนั้นก็น่าจะเพิ่งมาถึงโลกได้ไม่นานเท่าไหร่

แต่เพราะเป็นเป้าหมายที่เคยวิจัยจนเอียนแล้ว ฉันเลยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

ฉันนอนเอกเขนกกินมันฝรั่งทอดที่เหลือจนหมด

-ตึ๊ง♪

แต่ถ้ามีเสียงที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นแบบนี้ดังขึ้น เรื่องมันก็เปลี่ยนไป

“ข้อความเหรอ?”

ติ๊ก

ฉันหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาตรวจสอบที่มาของการแจ้งเตือน

<ข้อความ>

[ผู้ส่ง : ซอเอสเธอร์]

[ลองเช็กสมุดบัญชีดูนะคะ เพิ่งโอนส่วนแบ่งค่าพิชิตให้เมื่อกี้ค่ะ (*∩_∩*)]

โอ๊ะโอ๋

---

‘เอสเธอร์ชอบเติมสัญลักษณ์แปลกๆ ท้ายข้อความบ่อยๆ มันแปลว่าอะไรไม่เห็นจะเข้าใจเลยแฮะ’

สวบ สวบ

ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไป มีเสียงน้ำแข็งบางๆ แตกกระจายดังมาจากพื้น

‘แต่ถ้าอยู่ๆ ไปถามเพราะสงสัย เดี๋ยวจะดูเป็นมนุษย์ต่างดาวไปซะเปล่าๆ...’

พอออกมาข้างนอก ถนนหนทางก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลนไปหมดแล้ว

ผลึกน้ำแข็งที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า

อาจเป็นเพราะที่บ้านเกิดมักจะเจอแต่ภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ ปรากฏการณ์แบบนี้เลยดูแปลกตาดี

‘โอ้ ตอนนี้ก็ยังตกอยู่หน่อยๆ แฮะ’

คิมกิรยอเดินดุ่มๆ ไปข้างหน้าพลางชมเกล็ดหิมะที่โปรยปราย

และเหตุผลเดียวที่เขาดันทุรังออกมาข้างนอกในวันที่หนาวเหน็บแบบนี้

ก็คือเขาตั้งใจจะใช้เงินส่วนแบ่งที่เพิ่งโอนเข้ามาทันทีนั่นเอง

แค่เงินขาดมือเท่านั้นแหละ ทางนี้มีของที่อยากได้ล้นสต็อกอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

‘ไอ้ 3,000 ล้านที่ไถมาจากประธานสมาคม ก็ตีซะว่าเป็นงบสำหรับค่าปอดมังกรเผื่อๆ ไว้ก่อน...’

ตอนนี้เงินเย็นที่เขามีอยู่คือประมาณ 200 ล้านวอน

‘ถือโอกาสนี้ซื้อไอเทมไปให้กูซอฮยองเสริมแกร่งเพิ่มดีไหมนะ?’

เขากลายเป็นคลาส S คนที่ 4 อันดับฮันเตอร์ก็พุ่งกระฉูดจนสามารถเดินเข้าชั้น VIP ได้คนเดียวสบายๆ ตอนนี้เหลือแค่ถลุงเงินให้หนำใจเท่านั้น

ทว่า ยิ่งเข้าใกล้ฮันเตอร์มาร์เก็ต บรรยากาศกลับยิ่งดูแปลกพิกล...

‘แถวอะไรน่ะ?’

คิมกิรยอชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นฝูงคนอออยู่ที่ประตูหน้า

แต่พอดูดีๆ แล้ว แถวนั่นก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมาร์เก็ตสักเท่าไหร่

เพราะพวกนั้นเอาแต่เดินวนเวียนอยู่ที่เดิมแทบไม่ขยับไปไหนเลยตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

‘วันนี้วันอะไรหรือเปล่า?’

กิรยอเอียงคอสงสัยขณะเดินผ่านข้างๆ พวกเขาไป

“อ้อ”

แต่พอเดินมาถึงด้านหน้าสุด ถึงได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

ที่ปลายสุดของกลุ่มคนปริศนา มีฮันเตอร์ที่น่าจะโด่งดังที่สุดในประเทศนี้ยืนอยู่

‘จองฮาซอง?’

ฮาซองถูกผู้คนห้อมล้อมและกำลังพูดอะไรบางอย่าง แต่บทสนทนานั้นไม่ได้น่าสนใจสักเท่าไหร่

กิรยอแกล้งทำเมินอีกฝ่าย

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

“-ฮันเตอร์กิรยอครับ!”

ไม่น่าเชื่อ จองฮาซองรีบทักทายเสียงดังลั่นด้วยความตกใจทันทีที่เห็นกิรยอ

กิรยอหยุดเดินด้วยความงุนงงเมื่อถูกเรียก ต่อจากนั้นฮาซองก็เดินปรี่เข้ามาหาและเอ่ยถามอย่างเกรงใจ

เมื่อวานกลับดีไหมครับ

วันนี้หิมะตกหนักนะครับ

ทานข้าวหรือยังครับ

ผิดคาด เป็นคำถามที่หาสาระไม่ได้เลย

“อือ”

แต่จะให้พวกสิบแปดมงกุฎมาเมินเฉยใส่คลาส S ตัวจริงก็คงไม่ได้การ กิรยอเลยจำใจแสดงท่าทีให้ความร่วมมือ

“นายกินแล้วเหรอ?”

“อ๊ะ ครับ ทานแล้วครับ...”

แต่ถ้าบทสนทนายืดเยื้อไปกว่านี้คงลำบากแน่

พ่อหนุ่มผมดำคนนี้เป็นฝ่ายเข้ามาทักเองแท้ๆ แต่กลับเอาแต่อ้ำๆ อึ้งๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“ทำไม? มีอะไรอยากจะพูดเป็นพิเศษหรือเปล่า?”

ในที่สุดกิรยอก็ทนไม่ไหวจนต้องเร่งรัด

จองฮาซองได้ยินดังนั้นจึงยอมเข้าเรื่อง

“ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ พอจะเป็นไปได้ไหมครับที่จะเข้ามาร่วมกิลด์ของพวกเรา?”

แต่พอได้ยินประโยคแรก ก็รู้สึกว่านี่มันข้ามขั้นตอนไปหน่อยไหม

“หา? กิลด์?”

“ความจริงผมคิดจะชวนตั้งแต่จบเรื่องเขาวงกตเดือนสิบสามแล้วครับ แต่เรื่องนี้ผมคิดว่าเสนอตอนที่บังเอิญเจอกันแบบนี้น่าจะดีกว่า”

“...”

“เพราะที่ผ่านมาผมสร้างความเดือดร้อนไว้ ถ้าจะให้ผมนัดเวลาคุยต่างหาก มันรู้สึกผิดต่อมโนธรรมน่ะครับ...”

กิรยอขัดจังหวะอีกฝ่ายเล็กน้อย เพราะมีส่วนที่ต้องตรวจสอบก่อน

“ฮาซอง นายมีกิลด์ด้วยเหรอ?”

ฮันเตอร์อันดับ 1 จึงรีบตอบทันควัน

ความจริงเขาเป็นประธานบริษัทที่ชื่อ [การิออน]

ที่นั่นมีพนักงานส่วนใหญ่เป็นบุคลากรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือภารกิจระดับ S เท่านั้น รูปแบบเลยค่อนข้างต่างจากกิลด์ทั่วไป

“ขอแค่มาอยู่ที่กิลด์เรา ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรผมก็ยอมให้ได้หมดเลยครับ”

จองฮาซองยกมือทาบอกแล้วพูด

“แน่นอนว่าเรื่องส่วนแบ่งรายได้ก็จะให้สิทธิพิเศษกับฮันเตอร์ด้วยครับ”

“นี่นายกำลังจะจ้างฉันงั้นเหรอ?”

“อ๊ะ! เปล่าครับ ผมรีบไปหน่อยเลยพูดชวนสับสน ทางกิลด์แค่จะคอยซัพพอร์ตฮันเตอร์เฉยๆ ครับ ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก”

ตามมาด้วยคำขอร้องที่กระตือรือร้นสุดๆ

“ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ผมอยากลองทำงานเป็นทีมเดียวกับคุณคิมกิรยอครับ”

แต่ว่า อย่างที่รู้กัน ชายหนุ่มผมทองที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นแค่ของเก๊ที่ดูดีแต่ภายนอก

แน่นอนว่าไม่มีปัญญาเข้าไปในเกตที่คลาส S เข้าไปเดินเล่นได้หรอก

กิรยอตั้งใจจะปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่าย แต่เพราะสถานการณ์มันกะทันหันเกินไป ปากเลยเผลอตอบความจริงออกไปตามสัญชาตญาณ

“ขอบคุณที่ชวนนะ แต่คงยากมั้ง? ยังไงระดับของเรามันก็ต่างกันเกินป...”

กึก

กิรยอเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดก็ตอนที่พ่นประโยคออกมาเกือบจบแล้ว

ตัวเขาคือคลาส S คนที่ 4

นั่นหมายความว่า ในทางพฤตินัย เขาถูกตั้งค่าไว้ว่าระดับไม่ได้ต่างจากฮันเตอร์ตรงหน้ามากนักนี่นา...!

‘อ๊ากกก! เผลอพูดโดยยึดระดับจริงๆ ไปซะได้!’

แต่น้ำที่หกไปแล้วย่อมกวาดคืนไม่ได้

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงใช้วิชาล้างสมองลบความทรงจำฮาซองไปแล้ว แต่ในร่างคลาส F ใช้เวทมนตร์ระดับนั้นไม่ได้

มาถึงขั้นนี้ หัวสมองขาวโพลนไปหมด

ด้วยความตกใจ กิรยอเลยงัดไม้ตายสุดคลาสสิกออกมาใช้

“อะ เอาเป็นว่าฉันยุ่ง ขอตัวก่อนนะ!”

ตัดบทมั่วๆ แล้วโกยแน่บหนีไปตามระเบียบสามสิบหกกลยุทธ์

แล้วจุดจบของผู้ลงทะเบียนเถื่อนที่ยังแก้ตัวไม่จบจะเป็นเช่นไร

เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว การหลุดปากของกิรยอในครั้งนั้น ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลจริงๆ

【 Hunternet > เวบอร์ดพูดคุยอิสระ 】

[j*** : เมื่อกี้ฉันเห็นอะไรวะนั่น]

[k***** : สองคนนั้นไม่ถูกกันเหรอครับ??]

[บล*** : [ข่าวด่วน] เกณฑ์เข้ากิลด์การิออนต้องคลาส S [ข่าวด่วน] เกณฑ์เข้ากิลด์การิออนต้องคลาส S [ข่าวด่วน] เกณฑ์เข้ากิลด์การิออนต้องคลาส S]

เพียงแต่ว่า กระแสมันไปในทิศทางที่แปลกประหลาดนิดหน่อย

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

116

20px

ย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อน

หุ่นศิลาเวทมนตร์

สารดูดซับมานา

ทันทีที่เห็นสิ่งที่คุ้นตาจากบ้านเกิดปรากฏขึ้นในระบบสุริยะ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวฉันก็คือ

‘ให้ตายสิ สัตว์อสูรของอัลฟาวูรีแผ่ขยายมาถึงโลกแล้วเรอะ! รีบกัดลิ้นตายก่อนจะโดนจับได้ดีกว่า!’

ในตอนนั้น ทั้งร่างกายและจิตใจของฉันกำลังอ่อนล้าจากการทำงานล่วงเวลาซ้ำซาก

โบราณว่าไว้ คนที่เคยตกใจเต่า เห็นฝาหม้อก็นึกว่าเต่าแล้วตกใจ

ฉันตื่นตระหนกเพราะคิดว่าพวกชาวอัลฟาวูรีตามมาถึงที่นี่แล้ว

‘ฮี๊ออออ!’

แต่พอตั้งสติแล้วลองคิดดูดีๆ นี่มันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี

ฉันมาที่โลกนี้ได้ยังไงนะ?

ก็ใช้วิชาเวทมนตร์จุติใหม่มาน่ะสิ

แล้วใครเป็นคนคิดค้นเวทมนตร์จุติใหม่ล่ะ? ก็ฉันนี่ไง เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์เลยนะ

เอาเถอะ ถึงตอนนี้จะติดอยู่ในร่างขยะของคิมกิรยอจนความน่าเกรงขามมลายหายไปหมดแล้วก็เถอะ...

ขอย้ำอีกครั้ง ฉันคือจอมเวทอัจฉริยะอันดับหนึ่งของบ้านเกิด

แล้วการที่มีใครสักคนแซงหน้ามหาจอมเวทอย่างฉัน แล้วยื่นมือเข้ามายังดาวเคราะห์อันห่างไกลดวงนี้ มันจะเป็นไปได้จริงดิ?

‘ไม่มีทาง’

จะเป็นไปได้ยังไง

ในฐานะที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเวทมนตร์ศาสตร์ทุกแขนง ฉันกล้าฟันธงเลยว่า การข้ามกาแล็กซีของชาวอัลฟาวูรีนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ 100%

ขนาดแค่จะส่องดูโลกด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยี พวกนั้นยังทำได้ยากลำบากเลย แล้วจะมาบอกว่าตอนนี้สร้างสิ่งที่เรียกว่าเกตเพื่อส่งอิทธิพลมาถึงนี่เนี่ยนะ?

พูดตามตรง ถ้าพวกนั้นจะทำเรื่องแบบนี้ได้ คงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหลายร้อยปี

‘แถมเกตมันก็มีอยู่ที่นี่ตั้งแต่ก่อนฉันจะมาจุติใหม่แล้ว ช่วงเวลามันไม่ตรงกัน’

ถ้าอย่างนั้น เจ้าของเกตที่แท้จริงคือใครกันแน่?

ตอนนี้เหลือสมมติฐานอยู่เพียงข้อเดียว

“อืม”

ฉันขยับแขนล้วงเอาโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าออกมา จากนั้นก็นิ้วจิ้มพิมพ์คำบางคำลงในช่องค้นหา

[สารานุกรมมอนสเตอร์ในเกต]

ไม่นานผลลัพธ์ก็แสดงภาพถ่ายออกมาไม่กี่ใบ

‘นั่นไง’

ในบรรดาภาพเหล่านั้น สิ่งมีชีวิตที่มีข้อต่อบานพับและเปล่งแสงสีฟ้าดึงดูดสายตาฉันที่สุด

แค่เห็นภาพนี้ภาพเดียว ฉันก็มั่นใจในตัวคนร้ายที่สร้างเกตขึ้นมาทันที

‘ไอ้พวกที่บงการสัตว์ประหลาดตัวนี้ ต้องเป็นไอ้เวรพวกนั้นไม่ผิดแน่’

จะเรียกกลุ่มนั้นด้วยภาษาของที่นี่ยังไงดีนะ?

ผู้เร่ร่อนแห่งดวงดาว?

ฟังดูเป็นกวีไปหน่อย

ชนเผ่าพเนจร?

ห่วยแตกชะมัด

ดังนั้นหลังจากคิดอยู่นาน ฉันเลยตัดสินใจแปลชื่อพวกมันว่า ‘คีชิมเช’

มาจากคำว่า คี (飢) ที่แปลว่าหิวโหย และ ชิม (心) ที่แปลว่าหัวใจ

หมายถึง เผ่าพันธุ์ที่หิวโหยในจิตใจของมนุษย์

และลักษณะเด่นของเจ้าพวกคีชิมเชพวกนี้ก็คือ...

ถ้าจะให้สรุปสั้นๆ ก็คือ

ตอนนี้โลกกำลังถูกกลุ่มปรสิตประหลาดที่ร่อนเร่ไปทั่วจักรวาลเพื่อกัดกินความเจ็บปวดทางจิตใจของสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาหมายหัว และกำลังถูกเกาะกินอยู่ จบข่าว

‘ชัวร์ป้าบ’

ไม่สิ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอก แต่พอดูตอนนี้ พฤติกรรมการตกเหยื่อของไอ้พวกบ้านี่มันเหมือนเดิมเปี๊ยบ

ไอเทมล้ำค่าที่ค้นพบในเกต ใครดูไม่ออกบ้างว่านี่มันแผนการใช้อเหยื่อล่อชัดๆ!

แถมพวกคีชิมเชยังมีแนวโน้มชอบสร้างกล่องเหยื่อโดยอิงข้อมูลจากดาวเคราะห์ที่พวกมันเคยผ่านไปมา

ดูเหมือนว่าสาเหตุที่มักจะเห็นวัตถุหรือสัตว์ของอัลฟาวูรีในเกตบ่อยๆ ก็คงเป็นเพราะเหตุนี้แหละ

‘ให้ตายสิ...’

อดีตผู้รุกรานที่เคยจ้องจะงาบบ้านเกิดฉัน คราวนี้ดันมาคุกคามดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำนมและน้ำผึ้งแห่งนี้ซะได้

แต่พวกมันคงไม่รู้น่ะสิว่าเรื่องมันจะกลายเป็นแบบนี้

‘อยู่ยาวๆ แล้วรอดูดีกว่าแฮะ’

ทำไมฉันถึงรู้จักพวกคีชิมเชดีขนาดนี้น่ะเหรอ?

และทำไมผู้รุกรานที่ฉันเคยเจอที่อัลฟาวูรี ถึงได้อพยพมาไกลถึงระบบสุริยะนี้ได้?

คำตอบทั้งหมดสรุปรวบยอดได้ในข้อเดียว

เพราะพวกมันเคยเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้วครั้งหนึ่งที่อัลฟาวูรี

พูดให้ชัดก็คือ...

ด้วยฝีมือของมหาจอมเวทคนหนึ่ง

‘หึ’

ฉันคืออดีตผู้นำหอคอยเวทมนตร์ลำดับที่หนึ่งแห่งอัลฟาวูรี

บทบาทหลักที่ได้รับมอบหมายคือการป้องกันดาวเคราะห์

แล้วผลลัพธ์จะเป็นยังไงเมื่อปรสิตแห่งจักรวาลบังอาจมาเยือนบ้านเกิดของมหาจอมเวทระดับนั้น?

สรุปสั้นๆ ก็คือ เผ่าพันธุ์นั้นถูกฉันสังหารหมู่ขนานใหญ่

ไม่สิ จะเรียกว่าสังหารหมู่ก็ดูโหดร้ายไปหน่อย

ยังไงซะทางฝั่งนั้นก็เป็นฝ่ายล่วงล้ำพรมแดนคนอื่นเข้ามาก่อนเองนี่นา

‘โดนฉันสั่งสอนไปขนาดนั้น ก็นึกว่าหนีไปไหน ที่แท้หนีข้ามกาแล็กซีมาไกลลิบถึงนี่เองสินะ’

คีชิมเช (飢心體)

พอรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกมัน ความหมายของเกตก็อนุมานได้ไม่ยาก

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ พวกคีชิมเชเคยโชคร้ายมาเจอฉันจนเกือบสิ้นเผ่าพันธุ์

‘พวกมันกำลังระวังตัวอยู่นั่นเอง’

เกตก็เปรียบเสมือนหลอดดูดอาหาร

พวกคีชิมเชจงใจสร้างพื้นที่ที่เรียกว่าดันเจี้ยนขึ้นมาเพื่อรักษาระยะห่างจากโลก

เพราะถ้าเผลอเผยร่างต้นออกมา อาจจะโดนเชือดล้างบางเหมือนคราวก่อนก็ได้

‘ช่วงนี้ก็เชิญดูดผ่านหลอดนั่นไปพลางๆ ก่อนเถอะ’

เมื่อพิจารณาถึงขีดจำกัดของพวกมัน

ถ้าฉันยึดร่างที่สมประกอบมาได้เมื่อไหร่ คงสามารถเปิดมหกรรมสังหารหมู่ภาค 2 ได้สบายๆ

พอนึกขึ้นได้ ฉันเลยใช้โทรศัพท์เช็กรายการสินค้าในฮันเตอร์มาร์เก็ต

[คำค้นหา : ปอดมังกร]

[ผลการค้นหา : 0 รายการ]

‘โธ่เอ๊ย’

แต่ดูจากสถานการณ์แล้ว การจะได้กลับมาเจอหน้าพวกมันอีกครั้งคงเป็นเรื่องในอนาคตอันไกลโพ้น

---

เที่ยงวันต่อมา

ประมาณหนึ่งวันหลังจากที่เกตประตูเหล็กปรากฏขึ้น

[ข่าวด่วนครับ ในที่สุดเขาวงกตเดือนสิบสามในแถบแอฟริกาที่ยังไม่มีใครกลับออกมา ก็ถูกยืนยันแล้วว่าการพิชิตล้มเหลวครับ]

ฉันคาบมันฝรั่งทอดไว้ในปากพลางฟังข่าวด่วนผ่านหูไปอย่างไม่ยี่หระ

ก็ไม่ใช่ข่าวที่น่าตกใจอะไรนักหนานี่นา

‘เหมือนที่ฉันชอบกินขนมนี้ พวกคีชิมเชก็คงรู้สึกว่าอารมณ์แห่งความหวาดกลัวมันอร่อยเหมือนกันสินะ?’

เมื่อก่อนฉันเคยทำการวิจัยสั้นๆ เพื่อทำความเข้าใจระบบนิเวศของพวกมัน

เจ้าพวกคีชิมเชพวกนี้มีรสนิยมการกินที่เรื่องมากชะมัด

แค่การได้รับพลังงานจากกิจกรรมทางจิตของผู้อื่นก็น่าทึ่งแล้ว แต่พวกมันดันชอบความเจ็บปวดและความหวาดกลัวของสิ่งมีชีวิตมากที่สุดนี่สิ

‘อารมณ์จำพวกความปิติยินดีเนี่ย ถูกจัดเป็นสารอาหารรองด้วยซ้ำ’

รู้ไหมว่าความหมายของการมีอยู่ของดันเจี้ยนระดับ EX คืออะไร?

แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมีไว้เพื่อทดสอบสติปัญญาของมนุษยชาติ แต่บทบาทที่สำคัญกว่านั้นคือการวิเคราะห์โครงสร้างทางอารมณ์ของชาวโลก

ว่าเรารักอะไร

และเราหวงแหนสิ่งไหน

พวกมันจะสะสมข้อมูลเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อย เพื่อบีบเค้นจิตใจของโฮสต์ให้โหดร้ายยิ่งขึ้น

‘อืม’

แต่ดูจากการที่พวกมันยังหยั่งเชิงด้วยดันเจี้ยนระดับ EX ง่ายๆ อยู่ แสดงว่าทางฝั่งนั้นก็น่าจะเพิ่งมาถึงโลกได้ไม่นานเท่าไหร่

แต่เพราะเป็นเป้าหมายที่เคยวิจัยจนเอียนแล้ว ฉันเลยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

ฉันนอนเอกเขนกกินมันฝรั่งทอดที่เหลือจนหมด

-ตึ๊ง♪

แต่ถ้ามีเสียงที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นแบบนี้ดังขึ้น เรื่องมันก็เปลี่ยนไป

“ข้อความเหรอ?”

ติ๊ก

ฉันหยิบโทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาตรวจสอบที่มาของการแจ้งเตือน

<ข้อความ>

[ผู้ส่ง : ซอเอสเธอร์]

[ลองเช็กสมุดบัญชีดูนะคะ เพิ่งโอนส่วนแบ่งค่าพิชิตให้เมื่อกี้ค่ะ (*∩_∩*)]

โอ๊ะโอ๋

---

‘เอสเธอร์ชอบเติมสัญลักษณ์แปลกๆ ท้ายข้อความบ่อยๆ มันแปลว่าอะไรไม่เห็นจะเข้าใจเลยแฮะ’

สวบ สวบ

ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงไป มีเสียงน้ำแข็งบางๆ แตกกระจายดังมาจากพื้น

‘แต่ถ้าอยู่ๆ ไปถามเพราะสงสัย เดี๋ยวจะดูเป็นมนุษย์ต่างดาวไปซะเปล่าๆ...’

พอออกมาข้างนอก ถนนหนทางก็ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะจนขาวโพลนไปหมดแล้ว

ผลึกน้ำแข็งที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า

อาจเป็นเพราะที่บ้านเกิดมักจะเจอแต่ภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำ ปรากฏการณ์แบบนี้เลยดูแปลกตาดี

‘โอ้ ตอนนี้ก็ยังตกอยู่หน่อยๆ แฮะ’

คิมกิรยอเดินดุ่มๆ ไปข้างหน้าพลางชมเกล็ดหิมะที่โปรยปราย

และเหตุผลเดียวที่เขาดันทุรังออกมาข้างนอกในวันที่หนาวเหน็บแบบนี้

ก็คือเขาตั้งใจจะใช้เงินส่วนแบ่งที่เพิ่งโอนเข้ามาทันทีนั่นเอง

แค่เงินขาดมือเท่านั้นแหละ ทางนี้มีของที่อยากได้ล้นสต็อกอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว

‘ไอ้ 3,000 ล้านที่ไถมาจากประธานสมาคม ก็ตีซะว่าเป็นงบสำหรับค่าปอดมังกรเผื่อๆ ไว้ก่อน...’

ตอนนี้เงินเย็นที่เขามีอยู่คือประมาณ 200 ล้านวอน

‘ถือโอกาสนี้ซื้อไอเทมไปให้กูซอฮยองเสริมแกร่งเพิ่มดีไหมนะ?’

เขากลายเป็นคลาส S คนที่ 4 อันดับฮันเตอร์ก็พุ่งกระฉูดจนสามารถเดินเข้าชั้น VIP ได้คนเดียวสบายๆ ตอนนี้เหลือแค่ถลุงเงินให้หนำใจเท่านั้น

ทว่า ยิ่งเข้าใกล้ฮันเตอร์มาร์เก็ต บรรยากาศกลับยิ่งดูแปลกพิกล...

‘แถวอะไรน่ะ?’

คิมกิรยอชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นฝูงคนอออยู่ที่ประตูหน้า

แต่พอดูดีๆ แล้ว แถวนั่นก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมาร์เก็ตสักเท่าไหร่

เพราะพวกนั้นเอาแต่เดินวนเวียนอยู่ที่เดิมแทบไม่ขยับไปไหนเลยตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

‘วันนี้วันอะไรหรือเปล่า?’

กิรยอเอียงคอสงสัยขณะเดินผ่านข้างๆ พวกเขาไป

“อ้อ”

แต่พอเดินมาถึงด้านหน้าสุด ถึงได้เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด

ที่ปลายสุดของกลุ่มคนปริศนา มีฮันเตอร์ที่น่าจะโด่งดังที่สุดในประเทศนี้ยืนอยู่

‘จองฮาซอง?’

ฮาซองถูกผู้คนห้อมล้อมและกำลังพูดอะไรบางอย่าง แต่บทสนทนานั้นไม่ได้น่าสนใจสักเท่าไหร่

กิรยอแกล้งทำเมินอีกฝ่าย

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

“-ฮันเตอร์กิรยอครับ!”

ไม่น่าเชื่อ จองฮาซองรีบทักทายเสียงดังลั่นด้วยความตกใจทันทีที่เห็นกิรยอ

กิรยอหยุดเดินด้วยความงุนงงเมื่อถูกเรียก ต่อจากนั้นฮาซองก็เดินปรี่เข้ามาหาและเอ่ยถามอย่างเกรงใจ

เมื่อวานกลับดีไหมครับ

วันนี้หิมะตกหนักนะครับ

ทานข้าวหรือยังครับ

ผิดคาด เป็นคำถามที่หาสาระไม่ได้เลย

“อือ”

แต่จะให้พวกสิบแปดมงกุฎมาเมินเฉยใส่คลาส S ตัวจริงก็คงไม่ได้การ กิรยอเลยจำใจแสดงท่าทีให้ความร่วมมือ

“นายกินแล้วเหรอ?”

“อ๊ะ ครับ ทานแล้วครับ...”

แต่ถ้าบทสนทนายืดเยื้อไปกว่านี้คงลำบากแน่

พ่อหนุ่มผมดำคนนี้เป็นฝ่ายเข้ามาทักเองแท้ๆ แต่กลับเอาแต่อ้ำๆ อึ้งๆ มาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“ทำไม? มีอะไรอยากจะพูดเป็นพิเศษหรือเปล่า?”

ในที่สุดกิรยอก็ทนไม่ไหวจนต้องเร่งรัด

จองฮาซองได้ยินดังนั้นจึงยอมเข้าเรื่อง

“ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ พอจะเป็นไปได้ไหมครับที่จะเข้ามาร่วมกิลด์ของพวกเรา?”

แต่พอได้ยินประโยคแรก ก็รู้สึกว่านี่มันข้ามขั้นตอนไปหน่อยไหม

“หา? กิลด์?”

“ความจริงผมคิดจะชวนตั้งแต่จบเรื่องเขาวงกตเดือนสิบสามแล้วครับ แต่เรื่องนี้ผมคิดว่าเสนอตอนที่บังเอิญเจอกันแบบนี้น่าจะดีกว่า”

“...”

“เพราะที่ผ่านมาผมสร้างความเดือดร้อนไว้ ถ้าจะให้ผมนัดเวลาคุยต่างหาก มันรู้สึกผิดต่อมโนธรรมน่ะครับ...”

กิรยอขัดจังหวะอีกฝ่ายเล็กน้อย เพราะมีส่วนที่ต้องตรวจสอบก่อน

“ฮาซอง นายมีกิลด์ด้วยเหรอ?”

ฮันเตอร์อันดับ 1 จึงรีบตอบทันควัน

ความจริงเขาเป็นประธานบริษัทที่ชื่อ [การิออน]

ที่นั่นมีพนักงานส่วนใหญ่เป็นบุคลากรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือภารกิจระดับ S เท่านั้น รูปแบบเลยค่อนข้างต่างจากกิลด์ทั่วไป

“ขอแค่มาอยู่ที่กิลด์เรา ไม่ว่าเงื่อนไขอะไรผมก็ยอมให้ได้หมดเลยครับ”

จองฮาซองยกมือทาบอกแล้วพูด

“แน่นอนว่าเรื่องส่วนแบ่งรายได้ก็จะให้สิทธิพิเศษกับฮันเตอร์ด้วยครับ”

“นี่นายกำลังจะจ้างฉันงั้นเหรอ?”

“อ๊ะ! เปล่าครับ ผมรีบไปหน่อยเลยพูดชวนสับสน ทางกิลด์แค่จะคอยซัพพอร์ตฮันเตอร์เฉยๆ ครับ ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก”

ตามมาด้วยคำขอร้องที่กระตือรือร้นสุดๆ

“ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ผมอยากลองทำงานเป็นทีมเดียวกับคุณคิมกิรยอครับ”

แต่ว่า อย่างที่รู้กัน ชายหนุ่มผมทองที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นแค่ของเก๊ที่ดูดีแต่ภายนอก

แน่นอนว่าไม่มีปัญญาเข้าไปในเกตที่คลาส S เข้าไปเดินเล่นได้หรอก

กิรยอตั้งใจจะปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่าย แต่เพราะสถานการณ์มันกะทันหันเกินไป ปากเลยเผลอตอบความจริงออกไปตามสัญชาตญาณ

“ขอบคุณที่ชวนนะ แต่คงยากมั้ง? ยังไงระดับของเรามันก็ต่างกันเกินป...”

กึก

กิรยอเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดก็ตอนที่พ่นประโยคออกมาเกือบจบแล้ว

ตัวเขาคือคลาส S คนที่ 4

นั่นหมายความว่า ในทางพฤตินัย เขาถูกตั้งค่าไว้ว่าระดับไม่ได้ต่างจากฮันเตอร์ตรงหน้ามากนักนี่นา...!

‘อ๊ากกก! เผลอพูดโดยยึดระดับจริงๆ ไปซะได้!’

แต่น้ำที่หกไปแล้วย่อมกวาดคืนไม่ได้

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงใช้วิชาล้างสมองลบความทรงจำฮาซองไปแล้ว แต่ในร่างคลาส F ใช้เวทมนตร์ระดับนั้นไม่ได้

มาถึงขั้นนี้ หัวสมองขาวโพลนไปหมด

ด้วยความตกใจ กิรยอเลยงัดไม้ตายสุดคลาสสิกออกมาใช้

“อะ เอาเป็นว่าฉันยุ่ง ขอตัวก่อนนะ!”

ตัดบทมั่วๆ แล้วโกยแน่บหนีไปตามระเบียบสามสิบหกกลยุทธ์

แล้วจุดจบของผู้ลงทะเบียนเถื่อนที่ยังแก้ตัวไม่จบจะเป็นเช่นไร

เป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว การหลุดปากของกิรยอในครั้งนั้น ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนมหาศาลจริงๆ

【 Hunternet > เวบอร์ดพูดคุยอิสระ 】

[j*** : เมื่อกี้ฉันเห็นอะไรวะนั่น]

[k***** : สองคนนั้นไม่ถูกกันเหรอครับ??]

[บล*** : [ข่าวด่วน] เกณฑ์เข้ากิลด์การิออนต้องคลาส S [ข่าวด่วน] เกณฑ์เข้ากิลด์การิออนต้องคลาส S [ข่าวด่วน] เกณฑ์เข้ากิลด์การิออนต้องคลาส S]

เพียงแต่ว่า กระแสมันไปในทิศทางที่แปลกประหลาดนิดหน่อย