Cover

115

สำหรับซอเอสเธอร์ที่เคยประสบกับปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน เธอจึงไม่ได้ตื่นตกใจอะไรมากนัก

ทว่าในมุมมองของจองฮาซอง นี่คือเรื่องที่น่าตระหนกจนแทบสิ้นสติ

มันไม่ใช่แค่พลังเวทที่รั่วไหลออกมาเบาๆ จากคนข้างกาย

เมื่อครู่นี้ ซอเอสเธอร์เพิ่งจะสำแดงพลังออกมาอย่างเต็มที่เพื่อสกัดกั้นฝูงสัตว์อสูรที่ถาโถมเข้ามาจากรอบทิศทางไม่ใช่หรือ

‘ถ้าเทียบกับสกิลของฉันแล้ว นี่มันเหมือนกับเอามือไปแตะเปลวไฟตรงๆ เลยนะ...!’

ต่อให้ผู้ร่ายเวทจะควบคุมความรุนแรงไว้แล้วก็ตาม แต่การรับคำสาปเข้าไปตรงๆ แล้วไม่กะพริบตาเลยสักนิด... มันจะเป็นไปได้จริงๆ หรือ?

‘เขาทำได้ยังไง?’

หากฮันเตอร์อันดับ 1 ผู้นี้มีความรู้ด้าน ‘เวทมนตร์ศาสตร์’ สักหน่อย เขาคงหาข้อสรุปได้ไม่ยากเลย

ในเมื่อคิมกิรยอเป็นผู้ครอบครองพลังจิตใจดั่งปีศาจที่เมินเฉยต่อความเจ็บปวดตอนตัดแขนตัวเองได้ ก็คงไม่แปลกที่จะสะท้อนการโจมตีทางจิตอย่างคำสาปออกไปได้...

แต่ช่างน่าเสียดายที่โลกใบนี้ยังไม่สามารถไขปริศนาของคำสาปได้อย่างกระจ่างแจ้ง

เพราะคำสาปนั้นมักมาพร้อมกับบาดแผลภายนอกแบบพิเศษ เช่น การเกิดหนองหรือการกระอักเลือด จะเหมาว่าเป็นแค่การโจมตีทางจิตก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก

สุดท้าย เวทมนตร์คำสาปจึงถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับสถานะผิดปกติจำพวก ‘ติดพิษ (Poisoning)’

‘หรือว่า...’

ด้วยองค์ความรู้ที่บิดเบี้ยวนี้เอง ทำให้จองฮาซองเผลอตีความผิดไปไกลลิบ

‘หรือว่าคิมกิรยอจะเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีค่าพลังป้องกันสูงส่ง จนสามารถทนรับพลังระดับ S ด้วยกันได้...?’

เขาสันนิษฐานไปแล้วว่า ชายผมทองผู้นี้อาจจะเป็นผู้ใช้เวทสายตั้งรับที่เก่งกาจเกินคาด

‘อืม’

การป้องกันสินะ

ความจริงแล้ว พลังป้องกันของคิมกิรยอก็ดูแปลกประหลาดมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว

ชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ระดับ F แน่ๆ แต่ร่างกายกลับอ่อนแอเกินเหตุถึงขนาดถูกสะเก็ดไฟเล็กๆ ลวกเอาได้

‘พอนึกถึงเรื่องที่โรงพยาบาลตอนนั้น...’

แต่พอไปสืบดูทีหลัง ถึงได้รู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้ตื่นรู้สามารถจงใจทำได้หากต้องการ

ยกตัวอย่างเช่น การสวมใส่อุปกรณ์ที่ผลาญมานาดั่งเทน้ำเทท่าอย่าง [ดาบต้องสาป] เพื่อรักษาสภาวะมานาเหือดแห้งไว้ตลอดเวลา

หรือสถานะผิดปกติพิเศษที่ทำให้ค่าสถานะลดฮวบ... การทำให้อ่อนแอลง (Debuff)

ว่ากันว่าถ้าใช้ลูกเล่นพวกนั้นให้ดี ก็สามารถจงใจทำลายระบบป้องกันของตัวเองได้

‘การซ่อนระดับในการตรวจสอบผู้ตื่นรู้ ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้สินะ’

เป็นไปได้ไหมว่าภาพลักษณ์ที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ คือสภาพที่อีกฝ่ายจงใจทิ้งการป้องกันของตัวเอง?

จองฮาซองคิดเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

แน่นอนว่าในตอนนั้นเขายังไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน

“เอ๊ะ?”

แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า หลักฐานที่ว่านั่นจะโผล่มาให้เห็นง่ายดายขนาดนี้

“คุณฮาซอง! นี่ครับ ทางนี้!”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

กลุ่มควันสีดำพลันก่อตัวขึ้นท่ามกลางซากศพของฝูงแมลงที่ถูกกำจัด

และสิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากกลุ่มควันทมิฬนั้น ก็คือเศษเหล็กขนาดยักษ์ที่มีชีวิต

เอี๊ยดดด กึก กึก กึก

ในที่สุด ศัตรูตัวสุดท้ายของเกตแห่งนี้ก็ปรากฏตัวขึ้น

“ใช้ [ดาบอาทิตย์อัสดง] สับมันให้เละไปเลยครับ!”

ฮาซองพยักหน้ารับคำของจอมเวทคำสาป ก่อนจะชักดาบสีแดงฉานออกมา

แม้ฮันเตอร์ระดับ S ผู้นี้จะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่เคยร่ำเรียนวิชาดาบมาก่อน แต่มาถึงตอนนี้ อดีตเหล่านั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

เพียงหนึ่งก้าวที่ย่ำลงไป พื้นดินก็แตกกระจายราวกับถูกอัสนีบาตฟาดฟัน

คมดาบความเร็วสูงที่วูบไหวหายไปในความมืดมิด

ผนวกกับพลังเวทมหาศาลที่ระเบิดออกและลุกโชนราวกับเปลวเพลิงที่มีชีวิต

ฉัวะ!

ฮันเตอร์ระดับ S คือผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าของวิวัฒนาการ สมรรถภาพร่างกายของพวกเขาจึงก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ไปไกลโขแล้ว

เจ้าก้อนเหล็กทื่อๆ แบบนี้ แค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถผ่าครึ่งมันได้สบายๆ

โครมมมม!

ศัตรูเหล็กกล้าล้มตึงลงในทันที

แต่ทว่าในจังหวะนั้นเอง เศษซากชิ้นส่วนของบอสที่ถูกทำลายก็ได้ร่วงกราวลงสู่พื้นดินอย่างสะเปะสะปะ

“ฮึบ!”

ซอนอูยอนที่มีประสบการณ์พิชิตเกตไม่มากนัก ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ เธอหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว

แต่รอแล้วรอเล่า ก็ไม่มีความรู้สึกว่ามีเศษซากใดๆ ตกมากระทบตัว

แหงล่ะ เพราะตรงจุดนี้มีฮันเตอร์ที่ดูเป็นวีรบุรุษยิ่งกว่าใครยืนอยู่ด้วยไง

“ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”

เคร้ง!

จองฮาซองปัดป้องเศษซากทั้งหมดที่พุ่งเข้าหาพนักงานสมาคมได้อย่างรวดเร็ว

ซอนอูยอนจึงกล่าวขอบคุณสั้นๆ

“ขะ ขอบคุณค่ะ...”

โป๊ก!

แต่เดี๋ยวนะ นั่นมันเสียงอะไร?

“หือ?”

“เอ๊ะ?”

ฮาซองและซอนอูยอนหันขวับไปมองพร้อมกัน

ภาพที่เห็นคือ แผ่นเหล็กขนาดยักษ์ที่กำลังหมุนติ้วๆ อยู่ข้างตัวชายคนหนึ่ง

“.......”

คิมกิรยอเอามือกุมหัวด้วยสีหน้าตายด้าน

เมื่อครู่นี้เขาโดนก้อนเหล็กที่ร่วงลงมาฟาดเข้ากลางกบาลเต็มๆ

“เจ็บแฮะ”

แต่ทว่า...

โดนขนาดนั้นแต่ยังปลอดภัยดีเนี่ยนะ?

‘ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง’

ความเสียหายที่รอดมาได้แบบหวุดหวิดด้วยแหวนที่ผ่านการเสริมแกร่งมา

ฮันเตอร์ระดับ F ตัวจริงสั่นกลัวจนหัวแทบระเบิด แต่ความในใจอันแสนว้าวุ่นนั้นไม่ได้แสดงออกมาภายนอกแม้แต่น้อย

ฉากนี้เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งความเข้าใจผิดของจองฮาซอง

‘เดี๋ยวนะ คนคนนั้นเขาลดระดับพลังป้องกันมาตลอดจริงๆ เหรอเนี่ย...?!’

โดยปกติแล้ว หากจู่ๆ พลังป้องกันของใครเพิ่มขึ้น ก็มักจะสงสัยว่าซื้ออุปกรณ์ใหม่มาใส่หรือเปล่า

แต่กรณีนี้มันพิเศษ

ชายเจ้าของดวงตาตาลอยผู้นี้ คือฮันเตอร์ที่เพิ่งถูกประกาศให้เป็นระดับ S คนที่ 4 หมาดๆ

‘ใช่สิ เดิมทีระดับนั้นมันคือพลังป้องกันมาตรฐานของระดับ S อยู่แล้วนี่นา!’

กล่าวคือ เขาเป็นผู้ตื่นรู้ระดับท็อปคลาสที่มีตราประทับรับรองจากสมาคม

‘บะ บ้าไปแล้วหรือเปล่า? ต่อให้ต้องแกล้งทำตัวเป็นระดับ F ก็เถอะ แต่ผู้ตื่นรู้ถึงขนาดยอมปลด ‘ม่านพลังเวท’ ที่เปรียบเสมือนเส้นชีวิตของตัวเองเนี่ยนะ...!’

ต่อให้เป็นจองฮาซองก็เถอะ

เขามิอาจหาญกล้าพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่า คิมกิรยอคือไอ้ต้มตุ๋นที่ปลอมแปลงค่าการตื่นรู้ในครั้งนี้

ตามสามัญสำนึกแล้ว โลกนี้จะมีคนบ้าที่ไหนทำแบบนั้นกัน?

ทางนี้เลยจำต้องปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นระดับ S ไปโดยปริยาย

‘สรุปว่า ฮันเตอร์คิมเป็นผู้ตื่นรู้ที่ถึกทนขนาดรับพลังระดับ S ได้สบายๆ จริงๆ สินะ’

ในที่สุด จองฮาซองที่เข้าใจผิดว่าฮันเตอร์ตรงหน้าเป็นผู้มีพลังป้องกันเป็นเลิศ

เมื่อปักใจเชื่อแบบผิดๆ ไปแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากนี้จึงถูกมองไปในทิศทางนั้นเสียหมด

‘เอ๊ะ?’

จองฮาซองขนลุกซู่ขึ้นมาวูบหนึ่ง

จะว่าไป ชายในชุดสูทสีดำคนนี้แสดงท่าทีหลบเลี่ยงซอนอูยอนอย่างชัดเจนตอนที่แบ่งกลุ่มในช่วงแรก

พอลองมาคิดดูตอนนี้ มันเป็นเรื่องที่แปลกมากไม่ใช่หรือ

‘ทั้งที่สนิทสนมจนเรียกชื่อพนักงานสมาคมได้ แต่ทำไมตอนที่พนักงานคนนั้นถูกแรงกดดันจากพลังเวทเล่นงาน เขาถึงทำเมินเฉย...’

รถไฟแห่งการอนุมานที่วิ่งแล่นอยู่ในสมองของจองฮาซอง ได้ตกรางจากความเป็นจริงไปเป็นที่เรียบร้อย

‘หรือว่า... เพราะมั่นใจว่าตัวเองทนรับสกิลระดับ S ได้ ก็เลยจงใจเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับระดับเดียวกันงั้นหรือ?’

แถมถ้าคิดแบบนี้

บทสนทนาที่คุยกันตอนดันเจี้ยนเพิ่งเกิด ก็คงต้องตีความบิดเบือนไปตามสถานการณ์

—ยังไงก็ให้พนักงานคนนี้ไปอยู่กับอันดับ 1 ไม่ดีกว่าเหรอครับ?

—ครับ?

—ในที่นี้ คนที่มีประสบการณ์พิชิตเกตมากที่สุดคือคุณจองฮาซอง ดังนั้นน่าจะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้คล่องแคล่วที่สุดครับ

จองฮาซองนึกย้อนถึงข้อเสนอที่อีกฝ่ายเคยพูดไว้ แล้วก็ต้องตื่นตะลึง

‘นั่นไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน’

ก่อนที่ระดับความยากของดันเจี้ยนจะถูกเปิดเผย

พวกระดับ S มักจะระแวงกันเองเพราะต้องใช้พลังอย่างเต็มที่ แต่ถึงอย่างนั้นคิมกิรยอกลับพยายามจะไปกับเอสเธอร์อย่างกระตือรือร้น

มองในมุมหนึ่ง การเลือกแบบนั้นทำให้โอกาสที่เขาจะโดนลูกหลงจากคำสาปน้อยลงด้วยซ้ำ

หมายความว่า การจัดกลุ่มของกิรยอคือการตัดสินใจอันเหนือชั้นเพื่อแยกฮันเตอร์ระดับ S อีกสองคนให้ออกห่างจากกัน

ถ้าอย่างนั้น คนที่ได้รับความใส่ใจจริงๆ ก็คือ...

‘ระดับ S ที่เป็น...’

จะปฏิเสธความคิดที่ผุดขึ้นมาก็ยากเกินไปแล้ว เพราะเหตุการณ์ต่างๆ มันเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเหลือเกิน

การแกล้งทำเป็นระดับ F

งานแถลงข่าวของประธานสมาคม

ผลการตรวจวัดพลังครั้งที่ 3

และพฤติกรรมของเขาที่ไม่ลังเลที่จะควักยารักษาหลักร้อยล้านออกมาตอนเหตุการณ์ก่อการร้ายเดือนสิงหาคม...

“ดูตรงนั้นสิคะ มีประตูเกิดขึ้นแล้ว”

“เล่นงานพวกเราซะน่วมขนาดนี้ ถ้าเกตยังมีความเมตตาอยู่บ้างก็คงปล่อยให้เราออกไปได้แล้วมั้งครับ”

“คุณซอนอูยอน ลุกไหวไหมครับ?”

ในความคิดของฮาซอง คิมกิรยอคือบุคคลที่มีความเสียสละมากพอที่จะเลือกทำแบบนั้น

แน่นอนว่าแม้ในวินาทีนี้ ภาพความสยดสยองในกับดักคุกจะยังคงตามหลอกหลอนในหัวไม่หยุดหย่อนก็ตาม

—ยังไงก็แขนคนอื่น รีบๆ ทำซะที

วิธีพิชิตอันโหดเหี้ยมนั่น หากมองในอีกมุมหนึ่ง ก็คงเป็นความใส่ใจในแบบของคนคนนั้น

—อย่าทำหน้าเกลียดขนาดนั้นน่า ที่ทำไปทั้งหมดนี่... ก็เพื่อพาเธอออกไปข้างนอกไง

แม้จะเป็นการแสดงออกที่บิดเบี้ยวไปบ้าง

แต่สุดท้าย เขาก็ทำเพื่อวีรบุรุษหนุ่มรุ่นน้องเสมอมา

---

หลายชั่วโมงต่อมา

‘รอดตายแล้วโว้ย’

แบบนี้นี่เองที่ดาวเคราะห์ดวงนี้มีสำนวนว่า ‘ต้นร้ายปลายดี’

ฉันอาศัยผลงานอันยอดเยี่ยมของพวกระดับ S จนหนีออกมาจากเกตได้อย่างปลอดภัย

ในที่สุดก็ได้กลับมาสู่ดาวเคราะห์ที่เป็นบ้านหลังที่สองซึ่งฉันเริ่มจะผูกพันกับมันเสียแล้ว

‘ถ้าไม่ได้อานิสงส์จาก [อินแชนเตอร์] เมื่อกี้คงโดนก้อนเหล็กทับม่องเท่งไปแล้ว วันหลังต้องไปขอบคุณเจ้าซอฮยองเป็นการส่วนตัวซะหน่อย...’

เอาเป็นว่า สรุปสั้นๆ การพิชิตเกตครั้งนี้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามาก

พอโค่นบอสที่ทำจากเหล็กได้ ห้องสมบัติก็เปิดออก

และสิ่งที่วางอยู่ในนั้นคือดาบใหญ่ที่มีน้ำหนักมหาศาลเกินกว่าที่ระดับต่ำสุดจะอาจหาญยกมันได้

‘จอมเวทคำสาปดูท่าทางจะไม่ชอบการต่อสู้ระยะประชิด จองฮาซองก็มีดาบระดับตำนานอยู่แล้ว ส่วนซอนอูยอน... รายนั้นแทบจะเกาะหลังคนอื่นมาตลอด ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงถือเป็นข้อยกเว้น’

พวกเราปรึกษากันสั้นๆ ก่อนจะตกลงขายไอเทมระดับยูนิคนั้นแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน

แถมฉันยังได้รับส่วนแบ่งค่อนข้างเยอะในฐานะระดับ S อีกต่างหาก

คึคึคึ ให้ตายสิ เจ้าพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมองทึบนี่

ลงเกตด้วยกันขนาดนี้แล้ว ยังจะเชื่อสนิทใจอีกนะว่าฉันเป็นระดับ S

‘แย่จริง... ช่วงนี้หาเงินง่ายเกินไปแล้วนะ’

ฉันแอบชื่นชมในดวงอันแข็งแกร่งของตัวเองเงียบๆ

แต่จะแสดงความดีใจออกนอกหน้าไม่ได้ ตอนนี้มีสายตาจับจ้องอยู่เยอะ

‘อืม’

พอหันไปมอง สิ่งที่เห็นคือห้องรับรองแขกบรรยากาศหรูหรา

“อาการเป็นยังไงบ้างครับ?”

“อ๊ะ ท่านประธาน ขอบคุณที่ช่วยเป็นธุระให้นะคะ ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”

“เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ไหนๆ ก็มาแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่นะครับคุณยอน”

ความจริงแล้วที่นี่คือภายในอาคารของกิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

แน่นอนว่าคนที่นอนอยู่บนเก้าอี้ปรับนอนตรงหน้านั่นก็คือซอนอูยอนคนเดิม

ทันทีที่เกตปิดลง หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์ก็รับหน้าที่ดูแลรักษาพนักงานคนนี้ด้วยตัวเองทันที

“งั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ วันนี้ต้องพักผ่อนให้นิ่งที่สุดนะครับ! เข้าใจไหมครับ?”

“ค่ะ ท่านประธาน”

ส่วนสาเหตุที่ฉันมาอยู่ที่นี่...

“เอ่อ ฮันเตอร์คิมกิรยอไม่ต้องเป็นห่วงแล้วกลับไปเถอะค่ะ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลพรรค์นั้นหรอก

ความจริงฉันมาเพื่อดูเวทมนตร์รักษาของโลกต่างหาก

คราวก่อนออกไปซื้อน้ำชาข้าวบาร์เลย์เลยพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ขืนบอกความในใจออกไปตรงๆ มีหวังงานเข้าแน่ ฉันเลยหาข้ออ้างเหมาะๆ บอกซอนอูยอนไป

ว่าเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของคุณ เลยจะอยู่แถวนี้จนกว่าจะรักษาเสร็จ อะไรทำนองนั้น

“ผมรอดูคุณทานมื้อเย็นเสร็จแล้วค่อยไปดีกว่าครับ ไม่รู้ว่าอาการจะเป็นยังไงบ้าง”

“คุณกิรยอ...”

พอคนป่วยส่งสายตาซาบซึ้งขนาดนั้นมา คนโกหกอย่างฉันก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ

“เมื่อกี้ฮันเตอร์เอสเธอร์บอกว่าสั่งเดลิเวอรี่มาที่สำนักงานใหญ่ได้ใช่ไหมครับ? ไหนดูซิ คุณซอนอูยอน รับแฮมเบอร์เกอร์สักชิ้นไหมครับ?”

ฉันแกล้งชวนคุยเรื่องของกินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

แต่ซอนอูยอนดูจะไม่ได้สนใจหัวข้อนี้เลย

[ต่อไปเป็นข่าว 3 ทุ่มครับ]

เพราะเธอเอาแต่จดจ่ออยู่กับเสียงที่ดังออกมาจากทีวี

เขาวงกตเดือนสิบสาม

เกตระดับ EX ที่เกิดจากศิลาจารึกสีดำนั้น ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมากตามคาด

เริ่มจากผู้ที่ถูกเลือกให้เป็น ‘ผู้ท้าชิง’ ที่เป็นคนอ่อนแอ อย่างเช่นนักประเมินระดับ D หรือคนธรรมดา พวกเขายากที่จะต้านทานคลื่นการโจมตีในห้องบอสได้ไหว

แถมเกตแห่งนี้ยังมีจุดที่เลวร้ายเป็นพิเศษ ซึ่งก็คือสิ่งที่กำลังรายงานข่าวอยู่นั่นแหละ

[...เขาวงกตเดือนสิบสามที่ปรากฏขึ้น ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ได้รับการยืนยันแล้วว่าการพิชิตล้มเหลวเมื่อเวลา 20.00 น. วันนี้ครับ ทว่าในระหว่างนี้ ชาวเมืองโคเปนเฮเกนต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก เมื่อฮันเตอร์ที่ถูกดึงเข้าไปในดันเจี้ยน ได้กลับออกมาในสภาพที่น่าเวทนาจนยากจะบรรยาย...]

เขาวงกตเดือนสิบสามมีเงื่อนไขความล้มเหลวทั้งหมด 2 ข้อ

หนึ่ง ไม่สามารถเปิดทางออกได้ภายในเวลาที่กำหนด

สอง ผู้พิชิตทั้งหมดถูกกำจัดภายในเวลาที่กำหนด

แต่เกตแห่งนี้กลับลงทัณฑ์ผู้ท้าชิงที่ล้มเหลวอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ราวกับจะประจานจุดจบของผู้พ่ายแพ้ ด้วยการฝังศพของเหล่าฮันเตอร์ที่ตายลงไปใน ‘เสาหิน’ แล้วเผยให้ชาวโลกได้เห็น

ซอนอูยอนจ้องมองหน้าจอตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา

“ทำไมถึงต้องมีเกตด้วยนะคะ”

นั่นสิ คงเป็นเพราะใครบางคนสร้างมันขึ้นมาล่ะมั้ง

“ทำไมถึงต้องมอบความเจ็บปวดแบบนี้ให้พวกเราด้วย”

และคำตอบของคำถามนี้ก็ยิ่งตอบได้ง่ายกว่าเดิมเสียอีก

ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน ผู้สร้างเกตเหล่านั้นปรารถนา ‘ความเจ็บปวด’ ของมนุษยชาติโดยตรงอยู่แล้ว

‘การกระทำ... คือเป้าหมาย’

ใช่

คงถึงเวลาแล้วสินะ ที่จะต้องอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘เกต’ ให้ฟังกันเสียที

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

115

20px

สำหรับซอเอสเธอร์ที่เคยประสบกับปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน เธอจึงไม่ได้ตื่นตกใจอะไรมากนัก

ทว่าในมุมมองของจองฮาซอง นี่คือเรื่องที่น่าตระหนกจนแทบสิ้นสติ

มันไม่ใช่แค่พลังเวทที่รั่วไหลออกมาเบาๆ จากคนข้างกาย

เมื่อครู่นี้ ซอเอสเธอร์เพิ่งจะสำแดงพลังออกมาอย่างเต็มที่เพื่อสกัดกั้นฝูงสัตว์อสูรที่ถาโถมเข้ามาจากรอบทิศทางไม่ใช่หรือ

‘ถ้าเทียบกับสกิลของฉันแล้ว นี่มันเหมือนกับเอามือไปแตะเปลวไฟตรงๆ เลยนะ...!’

ต่อให้ผู้ร่ายเวทจะควบคุมความรุนแรงไว้แล้วก็ตาม แต่การรับคำสาปเข้าไปตรงๆ แล้วไม่กะพริบตาเลยสักนิด... มันจะเป็นไปได้จริงๆ หรือ?

‘เขาทำได้ยังไง?’

หากฮันเตอร์อันดับ 1 ผู้นี้มีความรู้ด้าน ‘เวทมนตร์ศาสตร์’ สักหน่อย เขาคงหาข้อสรุปได้ไม่ยากเลย

ในเมื่อคิมกิรยอเป็นผู้ครอบครองพลังจิตใจดั่งปีศาจที่เมินเฉยต่อความเจ็บปวดตอนตัดแขนตัวเองได้ ก็คงไม่แปลกที่จะสะท้อนการโจมตีทางจิตอย่างคำสาปออกไปได้...

แต่ช่างน่าเสียดายที่โลกใบนี้ยังไม่สามารถไขปริศนาของคำสาปได้อย่างกระจ่างแจ้ง

เพราะคำสาปนั้นมักมาพร้อมกับบาดแผลภายนอกแบบพิเศษ เช่น การเกิดหนองหรือการกระอักเลือด จะเหมาว่าเป็นแค่การโจมตีทางจิตก็คงพูดได้ไม่เต็มปาก

สุดท้าย เวทมนตร์คำสาปจึงถูกจัดให้อยู่ในหมวดหมู่เดียวกับสถานะผิดปกติจำพวก ‘ติดพิษ (Poisoning)’

‘หรือว่า...’

ด้วยองค์ความรู้ที่บิดเบี้ยวนี้เอง ทำให้จองฮาซองเผลอตีความผิดไปไกลลิบ

‘หรือว่าคิมกิรยอจะเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีค่าพลังป้องกันสูงส่ง จนสามารถทนรับพลังระดับ S ด้วยกันได้...?’

เขาสันนิษฐานไปแล้วว่า ชายผมทองผู้นี้อาจจะเป็นผู้ใช้เวทสายตั้งรับที่เก่งกาจเกินคาด

‘อืม’

การป้องกันสินะ

ความจริงแล้ว พลังป้องกันของคิมกิรยอก็ดูแปลกประหลาดมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว

ชัดเจนว่าเขาไม่ใช่ระดับ F แน่ๆ แต่ร่างกายกลับอ่อนแอเกินเหตุถึงขนาดถูกสะเก็ดไฟเล็กๆ ลวกเอาได้

‘พอนึกถึงเรื่องที่โรงพยาบาลตอนนั้น...’

แต่พอไปสืบดูทีหลัง ถึงได้รู้ว่านั่นเป็นสิ่งที่ผู้ตื่นรู้สามารถจงใจทำได้หากต้องการ

ยกตัวอย่างเช่น การสวมใส่อุปกรณ์ที่ผลาญมานาดั่งเทน้ำเทท่าอย่าง [ดาบต้องสาป] เพื่อรักษาสภาวะมานาเหือดแห้งไว้ตลอดเวลา

หรือสถานะผิดปกติพิเศษที่ทำให้ค่าสถานะลดฮวบ... การทำให้อ่อนแอลง (Debuff)

ว่ากันว่าถ้าใช้ลูกเล่นพวกนั้นให้ดี ก็สามารถจงใจทำลายระบบป้องกันของตัวเองได้

‘การซ่อนระดับในการตรวจสอบผู้ตื่นรู้ ก็ใช้หลักการเดียวกันนี้สินะ’

เป็นไปได้ไหมว่าภาพลักษณ์ที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ คือสภาพที่อีกฝ่ายจงใจทิ้งการป้องกันของตัวเอง?

จองฮาซองคิดเช่นนั้นอยู่ครู่หนึ่ง

แน่นอนว่าในตอนนั้นเขายังไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน

“เอ๊ะ?”

แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า หลักฐานที่ว่านั่นจะโผล่มาให้เห็นง่ายดายขนาดนี้

“คุณฮาซอง! นี่ครับ ทางนี้!”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

กลุ่มควันสีดำพลันก่อตัวขึ้นท่ามกลางซากศพของฝูงแมลงที่ถูกกำจัด

และสิ่งที่ปรากฏกายออกมาจากกลุ่มควันทมิฬนั้น ก็คือเศษเหล็กขนาดยักษ์ที่มีชีวิต

เอี๊ยดดด กึก กึก กึก

ในที่สุด ศัตรูตัวสุดท้ายของเกตแห่งนี้ก็ปรากฏตัวขึ้น

“ใช้ [ดาบอาทิตย์อัสดง] สับมันให้เละไปเลยครับ!”

ฮาซองพยักหน้ารับคำของจอมเวทคำสาป ก่อนจะชักดาบสีแดงฉานออกมา

แม้ฮันเตอร์ระดับ S ผู้นี้จะเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่เคยร่ำเรียนวิชาดาบมาก่อน แต่มาถึงตอนนี้ อดีตเหล่านั้นก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

เพียงหนึ่งก้าวที่ย่ำลงไป พื้นดินก็แตกกระจายราวกับถูกอัสนีบาตฟาดฟัน

คมดาบความเร็วสูงที่วูบไหวหายไปในความมืดมิด

ผนวกกับพลังเวทมหาศาลที่ระเบิดออกและลุกโชนราวกับเปลวเพลิงที่มีชีวิต

ฉัวะ!

ฮันเตอร์ระดับ S คือผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าของวิวัฒนาการ สมรรถภาพร่างกายของพวกเขาจึงก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ไปไกลโขแล้ว

เจ้าก้อนเหล็กทื่อๆ แบบนี้ แค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถผ่าครึ่งมันได้สบายๆ

โครมมมม!

ศัตรูเหล็กกล้าล้มตึงลงในทันที

แต่ทว่าในจังหวะนั้นเอง เศษซากชิ้นส่วนของบอสที่ถูกทำลายก็ได้ร่วงกราวลงสู่พื้นดินอย่างสะเปะสะปะ

“ฮึบ!”

ซอนอูยอนที่มีประสบการณ์พิชิตเกตไม่มากนัก ไม่อาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ เธอหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัว

แต่รอแล้วรอเล่า ก็ไม่มีความรู้สึกว่ามีเศษซากใดๆ ตกมากระทบตัว

แหงล่ะ เพราะตรงจุดนี้มีฮันเตอร์ที่ดูเป็นวีรบุรุษยิ่งกว่าใครยืนอยู่ด้วยไง

“ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”

เคร้ง!

จองฮาซองปัดป้องเศษซากทั้งหมดที่พุ่งเข้าหาพนักงานสมาคมได้อย่างรวดเร็ว

ซอนอูยอนจึงกล่าวขอบคุณสั้นๆ

“ขะ ขอบคุณค่ะ...”

โป๊ก!

แต่เดี๋ยวนะ นั่นมันเสียงอะไร?

“หือ?”

“เอ๊ะ?”

ฮาซองและซอนอูยอนหันขวับไปมองพร้อมกัน

ภาพที่เห็นคือ แผ่นเหล็กขนาดยักษ์ที่กำลังหมุนติ้วๆ อยู่ข้างตัวชายคนหนึ่ง

“.......”

คิมกิรยอเอามือกุมหัวด้วยสีหน้าตายด้าน

เมื่อครู่นี้เขาโดนก้อนเหล็กที่ร่วงลงมาฟาดเข้ากลางกบาลเต็มๆ

“เจ็บแฮะ”

แต่ทว่า...

โดนขนาดนั้นแต่ยังปลอดภัยดีเนี่ยนะ?

‘ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง ขอบคุณครับคุณกูซอฮยอง’

ความเสียหายที่รอดมาได้แบบหวุดหวิดด้วยแหวนที่ผ่านการเสริมแกร่งมา

ฮันเตอร์ระดับ F ตัวจริงสั่นกลัวจนหัวแทบระเบิด แต่ความในใจอันแสนว้าวุ่นนั้นไม่ได้แสดงออกมาภายนอกแม้แต่น้อย

ฉากนี้เปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิงแห่งความเข้าใจผิดของจองฮาซอง

‘เดี๋ยวนะ คนคนนั้นเขาลดระดับพลังป้องกันมาตลอดจริงๆ เหรอเนี่ย...?!’

โดยปกติแล้ว หากจู่ๆ พลังป้องกันของใครเพิ่มขึ้น ก็มักจะสงสัยว่าซื้ออุปกรณ์ใหม่มาใส่หรือเปล่า

แต่กรณีนี้มันพิเศษ

ชายเจ้าของดวงตาตาลอยผู้นี้ คือฮันเตอร์ที่เพิ่งถูกประกาศให้เป็นระดับ S คนที่ 4 หมาดๆ

‘ใช่สิ เดิมทีระดับนั้นมันคือพลังป้องกันมาตรฐานของระดับ S อยู่แล้วนี่นา!’

กล่าวคือ เขาเป็นผู้ตื่นรู้ระดับท็อปคลาสที่มีตราประทับรับรองจากสมาคม

‘บะ บ้าไปแล้วหรือเปล่า? ต่อให้ต้องแกล้งทำตัวเป็นระดับ F ก็เถอะ แต่ผู้ตื่นรู้ถึงขนาดยอมปลด ‘ม่านพลังเวท’ ที่เปรียบเสมือนเส้นชีวิตของตัวเองเนี่ยนะ...!’

ต่อให้เป็นจองฮาซองก็เถอะ

เขามิอาจหาญกล้าพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่า คิมกิรยอคือไอ้ต้มตุ๋นที่ปลอมแปลงค่าการตื่นรู้ในครั้งนี้

ตามสามัญสำนึกแล้ว โลกนี้จะมีคนบ้าที่ไหนทำแบบนั้นกัน?

ทางนี้เลยจำต้องปักใจเชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นระดับ S ไปโดยปริยาย

‘สรุปว่า ฮันเตอร์คิมเป็นผู้ตื่นรู้ที่ถึกทนขนาดรับพลังระดับ S ได้สบายๆ จริงๆ สินะ’

ในที่สุด จองฮาซองที่เข้าใจผิดว่าฮันเตอร์ตรงหน้าเป็นผู้มีพลังป้องกันเป็นเลิศ

เมื่อปักใจเชื่อแบบผิดๆ ไปแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดหลังจากนี้จึงถูกมองไปในทิศทางนั้นเสียหมด

‘เอ๊ะ?’

จองฮาซองขนลุกซู่ขึ้นมาวูบหนึ่ง

จะว่าไป ชายในชุดสูทสีดำคนนี้แสดงท่าทีหลบเลี่ยงซอนอูยอนอย่างชัดเจนตอนที่แบ่งกลุ่มในช่วงแรก

พอลองมาคิดดูตอนนี้ มันเป็นเรื่องที่แปลกมากไม่ใช่หรือ

‘ทั้งที่สนิทสนมจนเรียกชื่อพนักงานสมาคมได้ แต่ทำไมตอนที่พนักงานคนนั้นถูกแรงกดดันจากพลังเวทเล่นงาน เขาถึงทำเมินเฉย...’

รถไฟแห่งการอนุมานที่วิ่งแล่นอยู่ในสมองของจองฮาซอง ได้ตกรางจากความเป็นจริงไปเป็นที่เรียบร้อย

‘หรือว่า... เพราะมั่นใจว่าตัวเองทนรับสกิลระดับ S ได้ ก็เลยจงใจเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับระดับเดียวกันงั้นหรือ?’

แถมถ้าคิดแบบนี้

บทสนทนาที่คุยกันตอนดันเจี้ยนเพิ่งเกิด ก็คงต้องตีความบิดเบือนไปตามสถานการณ์

—ยังไงก็ให้พนักงานคนนี้ไปอยู่กับอันดับ 1 ไม่ดีกว่าเหรอครับ?

—ครับ?

—ในที่นี้ คนที่มีประสบการณ์พิชิตเกตมากที่สุดคือคุณจองฮาซอง ดังนั้นน่าจะรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้คล่องแคล่วที่สุดครับ

จองฮาซองนึกย้อนถึงข้อเสนอที่อีกฝ่ายเคยพูดไว้ แล้วก็ต้องตื่นตะลึง

‘นั่นไม่ใช่ข้อเสนอเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน’

ก่อนที่ระดับความยากของดันเจี้ยนจะถูกเปิดเผย

พวกระดับ S มักจะระแวงกันเองเพราะต้องใช้พลังอย่างเต็มที่ แต่ถึงอย่างนั้นคิมกิรยอกลับพยายามจะไปกับเอสเธอร์อย่างกระตือรือร้น

มองในมุมหนึ่ง การเลือกแบบนั้นทำให้โอกาสที่เขาจะโดนลูกหลงจากคำสาปน้อยลงด้วยซ้ำ

หมายความว่า การจัดกลุ่มของกิรยอคือการตัดสินใจอันเหนือชั้นเพื่อแยกฮันเตอร์ระดับ S อีกสองคนให้ออกห่างจากกัน

ถ้าอย่างนั้น คนที่ได้รับความใส่ใจจริงๆ ก็คือ...

‘ระดับ S ที่เป็น...’

จะปฏิเสธความคิดที่ผุดขึ้นมาก็ยากเกินไปแล้ว เพราะเหตุการณ์ต่างๆ มันเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเหลือเกิน

การแกล้งทำเป็นระดับ F

งานแถลงข่าวของประธานสมาคม

ผลการตรวจวัดพลังครั้งที่ 3

และพฤติกรรมของเขาที่ไม่ลังเลที่จะควักยารักษาหลักร้อยล้านออกมาตอนเหตุการณ์ก่อการร้ายเดือนสิงหาคม...

“ดูตรงนั้นสิคะ มีประตูเกิดขึ้นแล้ว”

“เล่นงานพวกเราซะน่วมขนาดนี้ ถ้าเกตยังมีความเมตตาอยู่บ้างก็คงปล่อยให้เราออกไปได้แล้วมั้งครับ”

“คุณซอนอูยอน ลุกไหวไหมครับ?”

ในความคิดของฮาซอง คิมกิรยอคือบุคคลที่มีความเสียสละมากพอที่จะเลือกทำแบบนั้น

แน่นอนว่าแม้ในวินาทีนี้ ภาพความสยดสยองในกับดักคุกจะยังคงตามหลอกหลอนในหัวไม่หยุดหย่อนก็ตาม

—ยังไงก็แขนคนอื่น รีบๆ ทำซะที

วิธีพิชิตอันโหดเหี้ยมนั่น หากมองในอีกมุมหนึ่ง ก็คงเป็นความใส่ใจในแบบของคนคนนั้น

—อย่าทำหน้าเกลียดขนาดนั้นน่า ที่ทำไปทั้งหมดนี่... ก็เพื่อพาเธอออกไปข้างนอกไง

แม้จะเป็นการแสดงออกที่บิดเบี้ยวไปบ้าง

แต่สุดท้าย เขาก็ทำเพื่อวีรบุรุษหนุ่มรุ่นน้องเสมอมา

---

หลายชั่วโมงต่อมา

‘รอดตายแล้วโว้ย’

แบบนี้นี่เองที่ดาวเคราะห์ดวงนี้มีสำนวนว่า ‘ต้นร้ายปลายดี’

ฉันอาศัยผลงานอันยอดเยี่ยมของพวกระดับ S จนหนีออกมาจากเกตได้อย่างปลอดภัย

ในที่สุดก็ได้กลับมาสู่ดาวเคราะห์ที่เป็นบ้านหลังที่สองซึ่งฉันเริ่มจะผูกพันกับมันเสียแล้ว

‘ถ้าไม่ได้อานิสงส์จาก [อินแชนเตอร์] เมื่อกี้คงโดนก้อนเหล็กทับม่องเท่งไปแล้ว วันหลังต้องไปขอบคุณเจ้าซอฮยองเป็นการส่วนตัวซะหน่อย...’

เอาเป็นว่า สรุปสั้นๆ การพิชิตเกตครั้งนี้ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามาก

พอโค่นบอสที่ทำจากเหล็กได้ ห้องสมบัติก็เปิดออก

และสิ่งที่วางอยู่ในนั้นคือดาบใหญ่ที่มีน้ำหนักมหาศาลเกินกว่าที่ระดับต่ำสุดจะอาจหาญยกมันได้

‘จอมเวทคำสาปดูท่าทางจะไม่ชอบการต่อสู้ระยะประชิด จองฮาซองก็มีดาบระดับตำนานอยู่แล้ว ส่วนซอนอูยอน... รายนั้นแทบจะเกาะหลังคนอื่นมาตลอด ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงถือเป็นข้อยกเว้น’

พวกเราปรึกษากันสั้นๆ ก่อนจะตกลงขายไอเทมระดับยูนิคนั้นแล้วเอาเงินมาแบ่งกัน

แถมฉันยังได้รับส่วนแบ่งค่อนข้างเยอะในฐานะระดับ S อีกต่างหาก

คึคึคึ ให้ตายสิ เจ้าพวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมองทึบนี่

ลงเกตด้วยกันขนาดนี้แล้ว ยังจะเชื่อสนิทใจอีกนะว่าฉันเป็นระดับ S

‘แย่จริง... ช่วงนี้หาเงินง่ายเกินไปแล้วนะ’

ฉันแอบชื่นชมในดวงอันแข็งแกร่งของตัวเองเงียบๆ

แต่จะแสดงความดีใจออกนอกหน้าไม่ได้ ตอนนี้มีสายตาจับจ้องอยู่เยอะ

‘อืม’

พอหันไปมอง สิ่งที่เห็นคือห้องรับรองแขกบรรยากาศหรูหรา

“อาการเป็นยังไงบ้างครับ?”

“อ๊ะ ท่านประธาน ขอบคุณที่ช่วยเป็นธุระให้นะคะ ดีขึ้นมากแล้วค่ะ”

“เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำอยู่แล้ว ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ ไหนๆ ก็มาแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่นะครับคุณยอน”

ความจริงแล้วที่นี่คือภายในอาคารของกิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี

แน่นอนว่าคนที่นอนอยู่บนเก้าอี้ปรับนอนตรงหน้านั่นก็คือซอนอูยอนคนเดิม

ทันทีที่เกตปิดลง หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์ก็รับหน้าที่ดูแลรักษาพนักงานคนนี้ด้วยตัวเองทันที

“งั้นผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ วันนี้ต้องพักผ่อนให้นิ่งที่สุดนะครับ! เข้าใจไหมครับ?”

“ค่ะ ท่านประธาน”

ส่วนสาเหตุที่ฉันมาอยู่ที่นี่...

“เอ่อ ฮันเตอร์คิมกิรยอไม่ต้องเป็นห่วงแล้วกลับไปเถอะค่ะ ฉันไม่เป็นไรจริงๆ”

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะเหตุผลพรรค์นั้นหรอก

ความจริงฉันมาเพื่อดูเวทมนตร์รักษาของโลกต่างหาก

คราวก่อนออกไปซื้อน้ำชาข้าวบาร์เลย์เลยพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ขืนบอกความในใจออกไปตรงๆ มีหวังงานเข้าแน่ ฉันเลยหาข้ออ้างเหมาะๆ บอกซอนอูยอนไป

ว่าเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของคุณ เลยจะอยู่แถวนี้จนกว่าจะรักษาเสร็จ อะไรทำนองนั้น

“ผมรอดูคุณทานมื้อเย็นเสร็จแล้วค่อยไปดีกว่าครับ ไม่รู้ว่าอาการจะเป็นยังไงบ้าง”

“คุณกิรยอ...”

พอคนป่วยส่งสายตาซาบซึ้งขนาดนั้นมา คนโกหกอย่างฉันก็เริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ

“เมื่อกี้ฮันเตอร์เอสเธอร์บอกว่าสั่งเดลิเวอรี่มาที่สำนักงานใหญ่ได้ใช่ไหมครับ? ไหนดูซิ คุณซอนอูยอน รับแฮมเบอร์เกอร์สักชิ้นไหมครับ?”

ฉันแกล้งชวนคุยเรื่องของกินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

แต่ซอนอูยอนดูจะไม่ได้สนใจหัวข้อนี้เลย

[ต่อไปเป็นข่าว 3 ทุ่มครับ]

เพราะเธอเอาแต่จดจ่ออยู่กับเสียงที่ดังออกมาจากทีวี

เขาวงกตเดือนสิบสาม

เกตระดับ EX ที่เกิดจากศิลาจารึกสีดำนั้น ก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตจำนวนมากตามคาด

เริ่มจากผู้ที่ถูกเลือกให้เป็น ‘ผู้ท้าชิง’ ที่เป็นคนอ่อนแอ อย่างเช่นนักประเมินระดับ D หรือคนธรรมดา พวกเขายากที่จะต้านทานคลื่นการโจมตีในห้องบอสได้ไหว

แถมเกตแห่งนี้ยังมีจุดที่เลวร้ายเป็นพิเศษ ซึ่งก็คือสิ่งที่กำลังรายงานข่าวอยู่นั่นแหละ

[...เขาวงกตเดือนสิบสามที่ปรากฏขึ้น ณ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ได้รับการยืนยันแล้วว่าการพิชิตล้มเหลวเมื่อเวลา 20.00 น. วันนี้ครับ ทว่าในระหว่างนี้ ชาวเมืองโคเปนเฮเกนต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก เมื่อฮันเตอร์ที่ถูกดึงเข้าไปในดันเจี้ยน ได้กลับออกมาในสภาพที่น่าเวทนาจนยากจะบรรยาย...]

เขาวงกตเดือนสิบสามมีเงื่อนไขความล้มเหลวทั้งหมด 2 ข้อ

หนึ่ง ไม่สามารถเปิดทางออกได้ภายในเวลาที่กำหนด

สอง ผู้พิชิตทั้งหมดถูกกำจัดภายในเวลาที่กำหนด

แต่เกตแห่งนี้กลับลงทัณฑ์ผู้ท้าชิงที่ล้มเหลวอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต

ราวกับจะประจานจุดจบของผู้พ่ายแพ้ ด้วยการฝังศพของเหล่าฮันเตอร์ที่ตายลงไปใน ‘เสาหิน’ แล้วเผยให้ชาวโลกได้เห็น

ซอนอูยอนจ้องมองหน้าจอตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเบา

“ทำไมถึงต้องมีเกตด้วยนะคะ”

นั่นสิ คงเป็นเพราะใครบางคนสร้างมันขึ้นมาล่ะมั้ง

“ทำไมถึงต้องมอบความเจ็บปวดแบบนี้ให้พวกเราด้วย”

และคำตอบของคำถามนี้ก็ยิ่งตอบได้ง่ายกว่าเดิมเสียอีก

ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน ผู้สร้างเกตเหล่านั้นปรารถนา ‘ความเจ็บปวด’ ของมนุษยชาติโดยตรงอยู่แล้ว

‘การกระทำ... คือเป้าหมาย’

ใช่

คงถึงเวลาแล้วสินะ ที่จะต้องอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘เกต’ ให้ฟังกันเสียที