ซอนอูยอน เกิดความสงสัยขึ้นมา
ทำไมฮันเตอร์ระดับ S ลำดับที่ 4 คนนั้น ถึงได้ใจร้ายใจดำกับฮันเตอร์อันดับ 1 นักนะ
ดูจากนิสัยปกติ คิมกิรยอ ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร
ชอบช่วยเหลือคนอื่น
ไม่โลภมาก
แต่ทำไมพอเจอหน้า จองฮาซอง ทีไร ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้กัน
‘ใช้ฮันเตอร์จองฮาซองทำเรื่องแบบนั้น สติดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย...?’
เพราะเรื่องเมื่อครู่ดูยังไงก็ห่างไกลจากความสนิทสนมอยู่มากโข
ซอนอูยอน พยายามอ่านเจตนาของอีกฝ่ายเสมอ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
‘ดูไม่ออกเลยแฮะ’
บางทีคิมกิรยอ อาจจะกำลังใช้วิธีรุนแรงเพื่อกดดันให้ผู้ตื่นรู้ คนนั้นดึงศักยภาพแฝงออกมา เหมือนตอนเหตุการณ์ที่ฮาดงก็ได้
หรือไม่ก็อาจจะมีสาเหตุพิเศษบางอย่างที่ทำให้เกลียดขี้หน้าจองฮาซอง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง... เขาอาจจะแค่กำลังสนุกกับความซาดิสม์ที่ไร้เหตุผล เหมือนเด็กที่เด็ดปีกแมลงปอเล่นก็ได้ใครจะรู้
‘ทั้งเรื่องที่ประธานสมาคมออกตัวปกป้องเขาในงานแถลงข่าวอีก เอาเป็นว่ามีเรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด’
ในขณะที่ซอนอูยอน ขมวดคิ้วมองไปทางกิรยอ
ชายผมทองที่อยู่ปลายสายตาก็หันกลับมามองทางนี้พอดี
ทันทีที่สบตากัน เขาก็โค้งศีรษะทักทายเล็กน้อยจากระยะไกล ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เดาทางยากเข้าไปใหญ่
‘เฮ้อ...’
ฮันเตอร์ คนนั้นเป็นถึงนักดาบผู้ตื่นรู้ ขั้นที่ 3 แถมค่าการตื่นรู้ ที่แท้จริงก็ถูกเปิดเผยหมดแล้ว
แต่ทำไมถึงยังดูน่าสงสัยขนาดนี้
ทำไมถึงรู้สึกเหมือนเขายังซ่อนอะไรไว้อีกนะ
---
ยะฮู้ว ฟินสุดๆ!
การได้ตัวติดกับระดับ S ตลอดเวลานี่ ถ้าให้เปรียบเทียบแบบชาวโลกก็เหมือนได้นั่งรถบัสระดับพรีเมียมเลยไม่ใช่หรือไง?
“ฮันเตอร์ซอเอสเธอร์ งั้นพวกเราเข้าไปกันเลยไหมครับ?”
“คุณยอนคะ! เดี๋ยวพวกเรามานะ ฝากเฝ้าตรงนี้ด้วยค่า~”
สักพักต่อมา
ฉันกับเอสเธอร์รับหน้าที่สำรวจประตูเหล็กบานแรก
ในฐานะนักประเมิน (ที่อุปโลกน์ขึ้นเอง) ฉันตรวจสอบแล้วไม่พบกับดักเพิ่มเติม เลยตัดสินใจเริ่มพิชิตเกต กันเสียที
แถมพวกเรายังโชคดีใช้ได้ แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนภายนอกก็เถอะ
“ตายจริง มอนสเตอร์สีฟ้าสดเชียว”
“แถมมีแค่ตัวเดียว?”
ที่นี่คือดันเจี้ยนความยากสูงที่มีศัตรูระดับตึงมือโผล่ออกมาสมศักดิ์ศรีระดับ EX
แต่เมื่อพิจารณาจากแรงก์ของผู้ท้าชิง ที่ถูกเลือก ผลลัพธ์มันก็เห็นกันอยู่ทนโท่
“เห็นไม่ตายคาที่ด้วยคำสาป สงสัยจะเป็นบอสของห้องสินะคะ”
และแล้วเราก็เข้ามาในประตูเหล็กบานแรก
กรรรร... ตูม!
เอสเธอร์กำลูกแก้วสีปะการังที่หยิบออกมาจากไอเทมบ็อกซ์ ไว้ในมือ แล้วร่ายเวทมนตร์ทันที
เธออาศัยพลังจากอุปกรณ์เวท ยิงกระสุนมานา ที่อัดแน่นใส่หน้ามอนสเตอร์ที่ปรากฏตัว
‘นอกจากคำสาปแล้วก็โจมตีแบบอื่นเป็นด้วยแฮะ?’
ดูจากท่วงท่าการใช้อุปกรณ์ สงสัยปกติเอสเธอร์คงจะชอบสไตล์การต่อสู้แบบนี้เหมือนกัน
“ลูกแก้วอันนั้นชื่ออะไรเหรอครับ?”
นี่ใช่บทสนทนาที่ควรคุยกันต่อหน้าสัตว์อสูร ไหมเนี่ย?
ฉันยืนคุยจ้ออย่างสบายใจโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองมอนสเตอร์ด้วยซ้ำ
ก็พลังของเอสเธอร์ในเกต แห่งนี้น่ะ มันเหนือชั้นจนกดข่มทุกอย่างได้ราบคาบเลยนี่นา
“อันนี้เหรอคะ? เป็นไอเทมที่ชื่อว่า ‘ลูกแก้ววังมังกร’ น่ะค่ะ”
“ดูแพงน่าดูนะครับ”
“แพงจริงๆ นั่นแหละค่ะ ก็แหม นี่มันเป็นอุปกรณ์ระดับเอปิก (Epic) ชิ้นแรกที่ผลิตในเกาหลีเลยนะคะ”
ฟิ้ววว... ตูม!
พอมอนสเตอร์ที่โดนการโจมตีอันดุเดือดของระดับ S สลายกลายเป็นฝุ่น
แกร๊ง
เราก็เห็นกุญแจรูปร่างคุ้นตาหล่นลงบนพื้น
ประตูแรกเป็นโครงสร้างง่ายๆ ที่แค่ฆ่ามอนสเตอร์ข้างในให้ตายก็จบ
“เดี๋ยวผมไปเก็บเองครับ รออยู่ตรงนี้นะ”
“อ้าว? จบแล้วเหรอ? หรือว่ามีกับดักคะ?”
“ดูเหมือนจะไม่มีนะครับ”
ฉันแหวกความมืดเดินไปตรงจุดที่กุญแจตกอยู่
ตึก ตึก
เสียงรองเท้าหนังของฉันเคล้าคลอไปกับเสียงชวนคุยเจื้อยแจ้วของเอสเธอร์
“แต่ว่านะ ต่อให้ไอ้ของพรรค์นี้จะแพงแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับ [ดาบอาทิตย์อัสดง] ของคุณฮาซองหรอกค่ะ? อันนั้นไม่ใช่ของธรรมดาแต่เป็นระดับเลเจนดารี (Legendary) ชิ้นแรกในประวัติศาสตร์เชียวนะคะ”
อืม [ดาบอาทิตย์อัสดง] งั้นเหรอ
เป็นชื่อที่ฟังดูแปลกหูสำหรับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่จากต่างโลกชะมัด
“แต่คุณกิรยอดันเอาดาบล้ำค่าขนาดนั้นไปใช้ทำเรื่องแบบนั้นซะได้...”
“ครับ?”
“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร รีบออกจากห้องกันเถอะ”
เอาเถอะ ช่างมัน
เราจบการสำรวจครั้งแรกได้ง่ายดายจนน่าใจหาย
แน่นอนว่าขั้นตอนหลังจากนั้นก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่
“ตั้งแต่รอบนี้ผมจะขอเข้าร่วมด้วยครับ”
พอเรากลับมารายงานเรื่องประตูเหล็กบานแรก พ่ออันดับ 1 คนนั้นก็ได้สติและเริ่มออกลุยบ้างแล้ว
“สถานการณ์ทางฝั่งนั้นเป็นยังไงบ้างครับ?”
“คล้ายกับที่ฟังมาเมื่อกี้เลยครับ ข้างในมีสัตว์อสูร ตัวใหญ่เหมือนหมูป่า พอจัดการมันได้กุญแจก็ออกมา”
ประมาณ 3 นาทีต่อมา
ฉันเหลือบมองกลุ่มของจองฮาซอง ที่เข้าไปในประตูเหล็กบานที่สองแล้วกลับออกมา
ถึงจะมีกลิ่นไหม้นิดหน่อย แต่ดูจากใบหน้าเกลี้ยงเกลาของทั้งคู่แล้ว เกต นี้คงเป็นภาชนะที่เล็กเกินไปสำหรับจะขังยอดฝีมือระดับ S สินะ...
‘หัวหน้าทีมจงเจริญ!’
ช่างเป็นการโดยสารที่นุ่มนวลจริงๆ
ฉันอาศัยความสามารถของฮันเตอร์ระดับ S เดินหน้าเคลียร์เกมอย่างรวดเร็ว
สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง...
เอาเป็นว่าพวกผู้เฝ้าประตูหลากสีสันที่เตรียมไว้ต้อนรับ ถูกพวกเราจับเชือดเรียบวุธ
‘สีพวกนั้นคงสื่อถึงธาตุที่สัตว์อสูร ทนทานสินะ’
พอลุยมาสักพักฉันก็เริ่มจับทางเกต นี้ได้ แต่ก็ไม่ได้อธิบายออกไป
จะมีค่าความทนทานต่อธาตุไปเพื่ออะไรล่ะ
ก็เมื่อกี้จองฮาซอง เพิ่งเผาไอ้สัตว์ประหลาดสีแดงที่เฝ้าประตูบานที่ห้า... หรือก็คือมอนสเตอร์ที่กันไฟได้ จนไม่เหลือซากไปหยกๆ
‘น่ากลัวชะมัด’
พลังของระดับ S มันแหกกฎเกณฑ์กระจอกๆ ของเกต นี้ไปแล้ว
นั่นแสดงว่าค่าการตื่นรู้ ของพวกเขามันอยู่นอกเหนือมาตรฐานไปไกลลิบ
แถมซอนอูยอน เองก็เป็นจอมเวทที่มีฝีมือพอตัวในโลกฝั่งนี้ ขอแค่ไม่เจอตัวที่แพ้ทางธาตุตัวเองก็พอรับมือไหว
‘อืม’
งั้นคนที่เป็นปลิงในที่นี้ก็มีแค่ฉันคนเดียวสิ?
‘ชะ...ชาติที่แล้วฉันสู้ชีวิตมาขนาดนั้น ชาตินี้ขอขี้เกียจบ้างจะเป็นไรไปเล่า’
เหงื่อตกเลยแฮะ
ฉันพยายามหาข้ออ้างกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของตัวเอง พลางเดินเข้าสู่ประตูเหล็กบานที่เจ็ด
-แอ๊ดดดด, กึก!
ห้องนี้เป็นห้องสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้กุญแจ
ถ้าอย่างนั้น เบาะแสสุดท้ายที่จะพาเราออกจากเกต นี้...
จะต้องอยู่ในประตูเหล็กบานที่แปดที่ปิดล็อคแน่นหนาอยู่สุดทางเดินนั่นแน่ๆ
.
.
.
หนึ่ง สอง สาม สี่...
รวมกุญแจได้ทั้งหมด 7 ดอกพอดีสินะ
“จำนวนเท่ากับแม่กุญแจเลยค่ะ”
“สงสัยห้องกับดักที่คุณฮาซองตกลงไปจะเป็นห้องบังคับที่ต้องเข้าแน่เลย ไม่งั้นกุญแจคงไม่ครบ”
ไม่กี่นาทีต่อมา
พวกเราเคลียร์ประตูเหล็กส่วนใหญ่ที่เชื่อมกับโถงทางเดินจนเกือบหมด เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้าย
มายืนอยู่หน้าประตูเหล็กบานที่แปด ประตูเดียวที่ถูกพันธนาการด้วยแม่กุญแจสารพัดแบบ
‘ชิลสุดๆ ไปเลยแฮะ’
ประตูเหล็กบานนี้ต้องใช้กุญแจทั้งหมดไขเข้าไป แปลว่าข้างในมีโอกาสสูงที่จะมีบอสอยู่
แต่ฉันไม่รู้สึกตื่นเต้นสักนิด
ระดับ S สองคน กับระดับ B หนึ่งคน
ข้างกายฉันมีผู้ตื่นรู้ ที่จัดอยู่ในระดับท็อปถึงสามคนเชียวนะ
‘ฮ่าๆๆ!’
โดยเฉพาะพวกระดับ S คงไม่แลของรางวัลจากเกต กระจอกๆ นี่หรอก ถ้าบริหารจัดการดีๆ เผลอๆ ฉันอาจจะฮุบของรางวัลไปคนเดียวได้หมดเลยก็ได้?
ฉันวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสพลางขยับมือไม้อย่างขยันขันแข็ง
ทุกครั้งที่ไข แม่กุญแจที่พันธนาการประตูก็ร่วงกราวไปทีละอัน
“อ๊ะ เรียบร้อย”
แกร๊ก
ทว่า ในวินาทีที่เสียบกุญแจดอกสุดท้ายเข้าไป
จู่ๆ ประตูห้องที่แปดก็เปิดผางเข้าไปด้านใน
“อึก!”
ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากประตูที่เปิดอ้า กลืนกินพวกเราเข้าไปในพริบตา
ยังดีที่ควันนี้ไม่มีพิษภัยต่อร่างกาย
มันเป็นแค่สัญญาณเตือนถึงการเคลื่อนย้ายมิติเท่านั้น
‘เดี๋ยวสิ ย้ายมิติจังหวะนี้เนี่ยนะ...’
ควันดำจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ฉันรีบเงยหน้าสำรวจรอบข้าง
สิ่งที่เห็นคือพื้นที่ปริศนาที่มีแท่นยืนสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรียงรายกันเหมือนกระดานหมากรุก
‘นี่มันห้องบอสเรอะ?’
บ้าเอ๊ย!
นึกว่าประตูสุดท้ายจะจำกัดคนเข้าแค่ 2 คนเหมือนเดิมซะอีก!
ฉันตกใจระลอกแรกกับสถานการณ์ตรงหน้า
ไม่นึกเลยว่ามันจะกวาดฮันเตอร์ ทุกคนมารวมไว้ในห้องเดียวกันในตอนท้ายแบบนี้
แล้วสิ่งที่ทำให้ตกใจระลอกสองคืออะไร
ก็คือเสียงกระพือปีกที่ดังมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้ไง
-พั่บ พั่บ พั่บ พั่บ
-ซ่าาาาา...
-พึ่บ, พึ่บ
ปีกสีขาว ตัวเล็กจิ๋ว
ฝูงบินที่แห่กันมาเป็นโขยงนั่นมองผ่านๆ เหมือนผีเสื้อกลางคืน แต่ในเกต แบบนี้จะมีแมลงธรรมดาที่ไหนกัน
“กรี๊ด!”
“นั่นมันกี่ตัวกันเนี่ย...!”
สถานการณ์ฉุกเฉิน
มอนสเตอร์จำนวนมหาศาลถาโถมเข้าใส่พวกเราตั้งแต่เริ่มเกม
‘ฮึ้ยยยย’
ปกติไม่มีอะไรจัดการแมลงบินได้ดีไปกว่าไฟอีกแล้ว
แต่ห้องที่เรายืนอยู่มันแคบกว่าที่คิด พื้นที่หลบหลีกแทบไม่มี
ขืนให้จองฮาซอง พ่นไฟในที่แบบนี้ มีหวังพวกเดียวกันได้ไปทัวร์นรกแน่
‘ขอล่ะ จะตายเพราะไฟคลอกหรือขาดอากาศหายใจก็ไม่เอาทั้งนั้น’
ดูเหมือนเอสเธอร์จะคิดตรงกัน เธอพุ่งตัวออกไปกลางวงเพื่อจัดการสถานการณ์อย่างรวดเร็ว
วูบ...
เธอเปิดใช้งานสกิล [คำสาป] ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้ตื่นรู้
‘เยี่ยม!’
ร่วงกราว
เหล่าผีเสื้อกลางคืนสีขาวร่วงหล่นเหมือนใบไม้ร่วงทันทีที่สัมผัสกับอาคมของเอสเธอร์
แต่คนที่โดนลูกหลงจากการกระทำของเธอ ไม่ได้มีแค่มอนสเตอร์
เพราะตรงนี้ มีผู้ตื่นรู้ ที่ไม่ได้เป็นระดับ S อยู่หนึ่งคน
“อ๊ากกกกก!”
เสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากมุมห้อง
‘แย่แล้ว!’
ซอนอูยอน ที่กรีดร้องออกมา กำลังกุมศีรษะด้วยสีหน้าเจ็บปวดทรมาน
---
ฮาซองรู้สึกโมโหจนเลือดขึ้นหน้า
ถ้าเป็นไปตามกฎที่ว่าเข้าได้ห้องละ 2 คน อย่างน้อยระดับ B คนนี้ก็ควรรรออยู่ข้างนอกสิ
ไอ้เกต เฮงซวยนี่มันอะไรกันนักหนา
ทำไมต้องทำให้มนุษย์ทรมานขนาดนี้ด้วย
“คุณพนักงาน! มาหลบหลังผมก่อน...!”
ฮาซองอยากจะปกป้องซอนอูยอน แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้มาก
เพราะอานุภาพของคำสาป มีคุณสมบัติเจาะทะลุพลังป้องกันของอุปกรณ์สวมใส่โดยพื้นฐานอยู่แล้ว
ต่อให้ถอดไอเทมที่ใส่อยู่ให้พนักงานคนนั้นไป ก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
“อึก!”
มิหนำซ้ำ แม้แต่ระดับ S อย่างฮาซองก็ยังหนีไม่พ้นผลกระทบของคำสาป
คลื่นไส้
เจ็บปวด
และเสียงวิ้งในหูที่หาสาเหตุไม่ได้
ไม่นึกเลยว่าแค่สัมผัสโดนสกิล ชั่วครู่จะทำให้อ่อนแอลงได้ขนาดนี้
“มีบางอย่างแปลกๆ ค่ะ! ผีเสื้อพวกนี้มันแห่กันมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย?”
แน่นอนว่าเอสเธอร์เองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน
พั่บ พั่บ พั่บ พั่บ
เดิมทีเธอตั้งใจจะใช้สกิล แค่แป๊บเดียวแล้วหยุด แต่ความมืดมิดกลางอากาศกลับขัดขวางด้วยการคายสัตว์ประหลาดตัวจิ๋วออกมาไม่หยุดหย่อน
“อือออ...”
ขืนจอมเวทแห่งหอคอยเวทมนตร์ใช้สกิล นานกว่านี้ พนักงานสมาคมต้องได้รับความเสียหายสะสมจนถึงแก่ชีวิตแน่
‘ไม่ได้การ ขืนเป็นแบบนี้สู้ใช้ดาบไล่ฟันทีละตัวยังดีซะกว่า!’
จองฮาซอง คิดว่าต้องฝืนล่าพวกมันโดยไม่ใช้สกิล
เขาจึงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อจะบอกให้ระดับ S ด้วยกันหยุดมือ
‘เอ๊ะ?’
แต่ทว่า วินาทีนั้น
เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น
ท่ามกลางเสียงครวญครางของคนที่โดนคำสาปเล่นงาน
ฮันเตอร์ คนหนึ่งกลับเดินออกมาจากทางทิศเหนือของห้องอย่างเงียบเชียบ
“...!”
ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความหวั่นไหว
คิมกิรยอ ก้าวเท้าอาดๆ เข้าไปหาเอสเธอร์โดยที่ท่าทางไม่เสียศูนย์แม้แต่น้อย
ไม่อยากจะเชื่อ
ทางนี้แค่ยืนเฉยๆ เข่ายังแทบทรุด แต่คนคนนั้นกลับเดินฝ่าพายุคำสาปได้หน้าตาเฉยเนี่ยนะ...!
“ว้าย! ตกใจหมด!”
จึ๊ก จึ๊ก
คิมกิรยอ สะกิดไหล่เอสเธอร์แล้วกระซิบอะไรบางอย่างสั้นๆ
เอสเธอร์ทำหน้าตกใจแล้วเงยหน้าขึ้นมอง
จากนั้นพวกเขาก็มองฝ่าความมืดของห้องขึ้นไปบนเพดานเหนือหัวพร้อมกัน
“อ๋อ!”
เหมือนเอสเธอร์จะเข้าใจอะไรบางอย่าง เธอใช้สกิล สนับสนุนยิงบอลมานา ขึ้นไปด้านบน
ตูม!
ด้วยเหตุนี้ เครื่องกำเนิดมอนสเตอร์ที่ซ่อนอยู่บนเพดานจึงถูกทำลายลง
“คุณกิรยอนี่สุดยอดไปเลยค่ะ! ท่ามกลางความวุ่นวายขนาดนี้ ยังอุตส่าห์หาจุดที่มอนสเตอร์ออกมาเจอได้เป๊ะๆ อีก!”
เอสเธอร์ดูจะชื่นชมความสามารถ [การประเมิน] ของอีกฝ่าย...
แต่มุมมองของวีรบุรุษนั้นต่างออกไป
เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นเมินเฉยต่อคำสาป
หรือก็คือ เขาเมินเฉยต่อผลกระทบระดับ S ได้อย่างสมบูรณ์