Cover

114

ซอนอูยอน เกิดความสงสัยขึ้นมา

ทำไมฮันเตอร์ระดับ S ลำดับที่ 4 คนนั้น ถึงได้ใจร้ายใจดำกับฮันเตอร์อันดับ 1 นักนะ

ดูจากนิสัยปกติ คิมกิรยอ ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

ชอบช่วยเหลือคนอื่น

ไม่โลภมาก

แต่ทำไมพอเจอหน้า จองฮาซอง ทีไร ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้กัน

‘ใช้ฮันเตอร์จองฮาซองทำเรื่องแบบนั้น สติดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย...?’

เพราะเรื่องเมื่อครู่ดูยังไงก็ห่างไกลจากความสนิทสนมอยู่มากโข

ซอนอูยอน พยายามอ่านเจตนาของอีกฝ่ายเสมอ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

‘ดูไม่ออกเลยแฮะ’

บางทีคิมกิรยอ อาจจะกำลังใช้วิธีรุนแรงเพื่อกดดันให้ผู้ตื่นรู้ คนนั้นดึงศักยภาพแฝงออกมา เหมือนตอนเหตุการณ์ที่ฮาดงก็ได้

หรือไม่ก็อาจจะมีสาเหตุพิเศษบางอย่างที่ทำให้เกลียดขี้หน้าจองฮาซอง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง... เขาอาจจะแค่กำลังสนุกกับความซาดิสม์ที่ไร้เหตุผล เหมือนเด็กที่เด็ดปีกแมลงปอเล่นก็ได้ใครจะรู้

‘ทั้งเรื่องที่ประธานสมาคมออกตัวปกป้องเขาในงานแถลงข่าวอีก เอาเป็นว่ามีเรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด’

ในขณะที่ซอนอูยอน ขมวดคิ้วมองไปทางกิรยอ

ชายผมทองที่อยู่ปลายสายตาก็หันกลับมามองทางนี้พอดี

ทันทีที่สบตากัน เขาก็โค้งศีรษะทักทายเล็กน้อยจากระยะไกล ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เดาทางยากเข้าไปใหญ่

‘เฮ้อ...’

ฮันเตอร์ คนนั้นเป็นถึงนักดาบผู้ตื่นรู้ ขั้นที่ 3 แถมค่าการตื่นรู้ ที่แท้จริงก็ถูกเปิดเผยหมดแล้ว

แต่ทำไมถึงยังดูน่าสงสัยขนาดนี้

ทำไมถึงรู้สึกเหมือนเขายังซ่อนอะไรไว้อีกนะ

---

ยะฮู้ว ฟินสุดๆ!

การได้ตัวติดกับระดับ S ตลอดเวลานี่ ถ้าให้เปรียบเทียบแบบชาวโลกก็เหมือนได้นั่งรถบัสระดับพรีเมียมเลยไม่ใช่หรือไง?

“ฮันเตอร์ซอเอสเธอร์ งั้นพวกเราเข้าไปกันเลยไหมครับ?”

“คุณยอนคะ! เดี๋ยวพวกเรามานะ ฝากเฝ้าตรงนี้ด้วยค่า~”

สักพักต่อมา

ฉันกับเอสเธอร์รับหน้าที่สำรวจประตูเหล็กบานแรก

ในฐานะนักประเมิน (ที่อุปโลกน์ขึ้นเอง) ฉันตรวจสอบแล้วไม่พบกับดักเพิ่มเติม เลยตัดสินใจเริ่มพิชิตเกต กันเสียที

แถมพวกเรายังโชคดีใช้ได้ แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนภายนอกก็เถอะ

“ตายจริง มอนสเตอร์สีฟ้าสดเชียว”

“แถมมีแค่ตัวเดียว?”

ที่นี่คือดันเจี้ยนความยากสูงที่มีศัตรูระดับตึงมือโผล่ออกมาสมศักดิ์ศรีระดับ EX

แต่เมื่อพิจารณาจากแรงก์ของผู้ท้าชิง ที่ถูกเลือก ผลลัพธ์มันก็เห็นกันอยู่ทนโท่

“เห็นไม่ตายคาที่ด้วยคำสาป สงสัยจะเป็นบอสของห้องสินะคะ”

และแล้วเราก็เข้ามาในประตูเหล็กบานแรก

กรรรร... ตูม!

เอสเธอร์กำลูกแก้วสีปะการังที่หยิบออกมาจากไอเทมบ็อกซ์ ไว้ในมือ แล้วร่ายเวทมนตร์ทันที

เธออาศัยพลังจากอุปกรณ์เวท ยิงกระสุนมานา ที่อัดแน่นใส่หน้ามอนสเตอร์ที่ปรากฏตัว

‘นอกจากคำสาปแล้วก็โจมตีแบบอื่นเป็นด้วยแฮะ?’

ดูจากท่วงท่าการใช้อุปกรณ์ สงสัยปกติเอสเธอร์คงจะชอบสไตล์การต่อสู้แบบนี้เหมือนกัน

“ลูกแก้วอันนั้นชื่ออะไรเหรอครับ?”

นี่ใช่บทสนทนาที่ควรคุยกันต่อหน้าสัตว์อสูร ไหมเนี่ย?

ฉันยืนคุยจ้ออย่างสบายใจโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองมอนสเตอร์ด้วยซ้ำ

ก็พลังของเอสเธอร์ในเกต แห่งนี้น่ะ มันเหนือชั้นจนกดข่มทุกอย่างได้ราบคาบเลยนี่นา

“อันนี้เหรอคะ? เป็นไอเทมที่ชื่อว่า ‘ลูกแก้ววังมังกร’ น่ะค่ะ”

“ดูแพงน่าดูนะครับ”

“แพงจริงๆ นั่นแหละค่ะ ก็แหม นี่มันเป็นอุปกรณ์ระดับเอปิก (Epic) ชิ้นแรกที่ผลิตในเกาหลีเลยนะคะ”

ฟิ้ววว... ตูม!

พอมอนสเตอร์ที่โดนการโจมตีอันดุเดือดของระดับ S สลายกลายเป็นฝุ่น

แกร๊ง

เราก็เห็นกุญแจรูปร่างคุ้นตาหล่นลงบนพื้น

ประตูแรกเป็นโครงสร้างง่ายๆ ที่แค่ฆ่ามอนสเตอร์ข้างในให้ตายก็จบ

“เดี๋ยวผมไปเก็บเองครับ รออยู่ตรงนี้นะ”

“อ้าว? จบแล้วเหรอ? หรือว่ามีกับดักคะ?”

“ดูเหมือนจะไม่มีนะครับ”

ฉันแหวกความมืดเดินไปตรงจุดที่กุญแจตกอยู่

ตึก ตึก

เสียงรองเท้าหนังของฉันเคล้าคลอไปกับเสียงชวนคุยเจื้อยแจ้วของเอสเธอร์

“แต่ว่านะ ต่อให้ไอ้ของพรรค์นี้จะแพงแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับ [ดาบอาทิตย์อัสดง] ของคุณฮาซองหรอกค่ะ? อันนั้นไม่ใช่ของธรรมดาแต่เป็นระดับเลเจนดารี (Legendary) ชิ้นแรกในประวัติศาสตร์เชียวนะคะ”

อืม [ดาบอาทิตย์อัสดง] งั้นเหรอ

เป็นชื่อที่ฟังดูแปลกหูสำหรับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่จากต่างโลกชะมัด

“แต่คุณกิรยอดันเอาดาบล้ำค่าขนาดนั้นไปใช้ทำเรื่องแบบนั้นซะได้...”

“ครับ?”

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร รีบออกจากห้องกันเถอะ”

เอาเถอะ ช่างมัน

เราจบการสำรวจครั้งแรกได้ง่ายดายจนน่าใจหาย

แน่นอนว่าขั้นตอนหลังจากนั้นก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

“ตั้งแต่รอบนี้ผมจะขอเข้าร่วมด้วยครับ”

พอเรากลับมารายงานเรื่องประตูเหล็กบานแรก พ่ออันดับ 1 คนนั้นก็ได้สติและเริ่มออกลุยบ้างแล้ว

“สถานการณ์ทางฝั่งนั้นเป็นยังไงบ้างครับ?”

“คล้ายกับที่ฟังมาเมื่อกี้เลยครับ ข้างในมีสัตว์อสูร ตัวใหญ่เหมือนหมูป่า พอจัดการมันได้กุญแจก็ออกมา”

ประมาณ 3 นาทีต่อมา

ฉันเหลือบมองกลุ่มของจองฮาซอง ที่เข้าไปในประตูเหล็กบานที่สองแล้วกลับออกมา

ถึงจะมีกลิ่นไหม้นิดหน่อย แต่ดูจากใบหน้าเกลี้ยงเกลาของทั้งคู่แล้ว เกต นี้คงเป็นภาชนะที่เล็กเกินไปสำหรับจะขังยอดฝีมือระดับ S สินะ...

‘หัวหน้าทีมจงเจริญ!’

ช่างเป็นการโดยสารที่นุ่มนวลจริงๆ

ฉันอาศัยความสามารถของฮันเตอร์ระดับ S เดินหน้าเคลียร์เกมอย่างรวดเร็ว

สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง...

เอาเป็นว่าพวกผู้เฝ้าประตูหลากสีสันที่เตรียมไว้ต้อนรับ ถูกพวกเราจับเชือดเรียบวุธ

‘สีพวกนั้นคงสื่อถึงธาตุที่สัตว์อสูร ทนทานสินะ’

พอลุยมาสักพักฉันก็เริ่มจับทางเกต นี้ได้ แต่ก็ไม่ได้อธิบายออกไป

จะมีค่าความทนทานต่อธาตุไปเพื่ออะไรล่ะ

ก็เมื่อกี้จองฮาซอง เพิ่งเผาไอ้สัตว์ประหลาดสีแดงที่เฝ้าประตูบานที่ห้า... หรือก็คือมอนสเตอร์ที่กันไฟได้ จนไม่เหลือซากไปหยกๆ

‘น่ากลัวชะมัด’

พลังของระดับ S มันแหกกฎเกณฑ์กระจอกๆ ของเกต นี้ไปแล้ว

นั่นแสดงว่าค่าการตื่นรู้ ของพวกเขามันอยู่นอกเหนือมาตรฐานไปไกลลิบ

แถมซอนอูยอน เองก็เป็นจอมเวทที่มีฝีมือพอตัวในโลกฝั่งนี้ ขอแค่ไม่เจอตัวที่แพ้ทางธาตุตัวเองก็พอรับมือไหว

‘อืม’

งั้นคนที่เป็นปลิงในที่นี้ก็มีแค่ฉันคนเดียวสิ?

‘ชะ...ชาติที่แล้วฉันสู้ชีวิตมาขนาดนั้น ชาตินี้ขอขี้เกียจบ้างจะเป็นไรไปเล่า’

เหงื่อตกเลยแฮะ

ฉันพยายามหาข้ออ้างกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของตัวเอง พลางเดินเข้าสู่ประตูเหล็กบานที่เจ็ด

-แอ๊ดดดด, กึก!

ห้องนี้เป็นห้องสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้กุญแจ

ถ้าอย่างนั้น เบาะแสสุดท้ายที่จะพาเราออกจากเกต นี้...

จะต้องอยู่ในประตูเหล็กบานที่แปดที่ปิดล็อคแน่นหนาอยู่สุดทางเดินนั่นแน่ๆ

.

.

.

หนึ่ง สอง สาม สี่...

รวมกุญแจได้ทั้งหมด 7 ดอกพอดีสินะ

“จำนวนเท่ากับแม่กุญแจเลยค่ะ”

“สงสัยห้องกับดักที่คุณฮาซองตกลงไปจะเป็นห้องบังคับที่ต้องเข้าแน่เลย ไม่งั้นกุญแจคงไม่ครบ”

ไม่กี่นาทีต่อมา

พวกเราเคลียร์ประตูเหล็กส่วนใหญ่ที่เชื่อมกับโถงทางเดินจนเกือบหมด เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้าย

มายืนอยู่หน้าประตูเหล็กบานที่แปด ประตูเดียวที่ถูกพันธนาการด้วยแม่กุญแจสารพัดแบบ

‘ชิลสุดๆ ไปเลยแฮะ’

ประตูเหล็กบานนี้ต้องใช้กุญแจทั้งหมดไขเข้าไป แปลว่าข้างในมีโอกาสสูงที่จะมีบอสอยู่

แต่ฉันไม่รู้สึกตื่นเต้นสักนิด

ระดับ S สองคน กับระดับ B หนึ่งคน

ข้างกายฉันมีผู้ตื่นรู้ ที่จัดอยู่ในระดับท็อปถึงสามคนเชียวนะ

‘ฮ่าๆๆ!’

โดยเฉพาะพวกระดับ S คงไม่แลของรางวัลจากเกต กระจอกๆ นี่หรอก ถ้าบริหารจัดการดีๆ เผลอๆ ฉันอาจจะฮุบของรางวัลไปคนเดียวได้หมดเลยก็ได้?

ฉันวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสพลางขยับมือไม้อย่างขยันขันแข็ง

ทุกครั้งที่ไข แม่กุญแจที่พันธนาการประตูก็ร่วงกราวไปทีละอัน

“อ๊ะ เรียบร้อย”

แกร๊ก

ทว่า ในวินาทีที่เสียบกุญแจดอกสุดท้ายเข้าไป

จู่ๆ ประตูห้องที่แปดก็เปิดผางเข้าไปด้านใน

“อึก!”

ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากประตูที่เปิดอ้า กลืนกินพวกเราเข้าไปในพริบตา

ยังดีที่ควันนี้ไม่มีพิษภัยต่อร่างกาย

มันเป็นแค่สัญญาณเตือนถึงการเคลื่อนย้ายมิติเท่านั้น

‘เดี๋ยวสิ ย้ายมิติจังหวะนี้เนี่ยนะ...’

ควันดำจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ฉันรีบเงยหน้าสำรวจรอบข้าง

สิ่งที่เห็นคือพื้นที่ปริศนาที่มีแท่นยืนสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรียงรายกันเหมือนกระดานหมากรุก

‘นี่มันห้องบอสเรอะ?’

บ้าเอ๊ย!

นึกว่าประตูสุดท้ายจะจำกัดคนเข้าแค่ 2 คนเหมือนเดิมซะอีก!

ฉันตกใจระลอกแรกกับสถานการณ์ตรงหน้า

ไม่นึกเลยว่ามันจะกวาดฮันเตอร์ ทุกคนมารวมไว้ในห้องเดียวกันในตอนท้ายแบบนี้

แล้วสิ่งที่ทำให้ตกใจระลอกสองคืออะไร

ก็คือเสียงกระพือปีกที่ดังมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้ไง

-พั่บ พั่บ พั่บ พั่บ

-ซ่าาาาา...

-พึ่บ, พึ่บ

ปีกสีขาว ตัวเล็กจิ๋ว

ฝูงบินที่แห่กันมาเป็นโขยงนั่นมองผ่านๆ เหมือนผีเสื้อกลางคืน แต่ในเกต แบบนี้จะมีแมลงธรรมดาที่ไหนกัน

“กรี๊ด!”

“นั่นมันกี่ตัวกันเนี่ย...!”

สถานการณ์ฉุกเฉิน

มอนสเตอร์จำนวนมหาศาลถาโถมเข้าใส่พวกเราตั้งแต่เริ่มเกม

‘ฮึ้ยยยย’

ปกติไม่มีอะไรจัดการแมลงบินได้ดีไปกว่าไฟอีกแล้ว

แต่ห้องที่เรายืนอยู่มันแคบกว่าที่คิด พื้นที่หลบหลีกแทบไม่มี

ขืนให้จองฮาซอง พ่นไฟในที่แบบนี้ มีหวังพวกเดียวกันได้ไปทัวร์นรกแน่

‘ขอล่ะ จะตายเพราะไฟคลอกหรือขาดอากาศหายใจก็ไม่เอาทั้งนั้น’

ดูเหมือนเอสเธอร์จะคิดตรงกัน เธอพุ่งตัวออกไปกลางวงเพื่อจัดการสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

วูบ...

เธอเปิดใช้งานสกิล [คำสาป] ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้ตื่นรู้

‘เยี่ยม!’

ร่วงกราว

เหล่าผีเสื้อกลางคืนสีขาวร่วงหล่นเหมือนใบไม้ร่วงทันทีที่สัมผัสกับอาคมของเอสเธอร์

แต่คนที่โดนลูกหลงจากการกระทำของเธอ ไม่ได้มีแค่มอนสเตอร์

เพราะตรงนี้ มีผู้ตื่นรู้ ที่ไม่ได้เป็นระดับ S อยู่หนึ่งคน

“อ๊ากกกกก!”

เสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากมุมห้อง

‘แย่แล้ว!’

ซอนอูยอน ที่กรีดร้องออกมา กำลังกุมศีรษะด้วยสีหน้าเจ็บปวดทรมาน

---

ฮาซองรู้สึกโมโหจนเลือดขึ้นหน้า

ถ้าเป็นไปตามกฎที่ว่าเข้าได้ห้องละ 2 คน อย่างน้อยระดับ B คนนี้ก็ควรรรออยู่ข้างนอกสิ

ไอ้เกต เฮงซวยนี่มันอะไรกันนักหนา

ทำไมต้องทำให้มนุษย์ทรมานขนาดนี้ด้วย

“คุณพนักงาน! มาหลบหลังผมก่อน...!”

ฮาซองอยากจะปกป้องซอนอูยอน แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้มาก

เพราะอานุภาพของคำสาป มีคุณสมบัติเจาะทะลุพลังป้องกันของอุปกรณ์สวมใส่โดยพื้นฐานอยู่แล้ว

ต่อให้ถอดไอเทมที่ใส่อยู่ให้พนักงานคนนั้นไป ก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

“อึก!”

มิหนำซ้ำ แม้แต่ระดับ S อย่างฮาซองก็ยังหนีไม่พ้นผลกระทบของคำสาป

คลื่นไส้

เจ็บปวด

และเสียงวิ้งในหูที่หาสาเหตุไม่ได้

ไม่นึกเลยว่าแค่สัมผัสโดนสกิล ชั่วครู่จะทำให้อ่อนแอลงได้ขนาดนี้

“มีบางอย่างแปลกๆ ค่ะ! ผีเสื้อพวกนี้มันแห่กันมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย?”

แน่นอนว่าเอสเธอร์เองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน

พั่บ พั่บ พั่บ พั่บ

เดิมทีเธอตั้งใจจะใช้สกิล แค่แป๊บเดียวแล้วหยุด แต่ความมืดมิดกลางอากาศกลับขัดขวางด้วยการคายสัตว์ประหลาดตัวจิ๋วออกมาไม่หยุดหย่อน

“อือออ...”

ขืนจอมเวทแห่งหอคอยเวทมนตร์ใช้สกิล นานกว่านี้ พนักงานสมาคมต้องได้รับความเสียหายสะสมจนถึงแก่ชีวิตแน่

‘ไม่ได้การ ขืนเป็นแบบนี้สู้ใช้ดาบไล่ฟันทีละตัวยังดีซะกว่า!’

จองฮาซอง คิดว่าต้องฝืนล่าพวกมันโดยไม่ใช้สกิล

เขาจึงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อจะบอกให้ระดับ S ด้วยกันหยุดมือ

‘เอ๊ะ?’

แต่ทว่า วินาทีนั้น

เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ท่ามกลางเสียงครวญครางของคนที่โดนคำสาปเล่นงาน

ฮันเตอร์ คนหนึ่งกลับเดินออกมาจากทางทิศเหนือของห้องอย่างเงียบเชียบ

“...!”

ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความหวั่นไหว

คิมกิรยอ ก้าวเท้าอาดๆ เข้าไปหาเอสเธอร์โดยที่ท่าทางไม่เสียศูนย์แม้แต่น้อย

ไม่อยากจะเชื่อ

ทางนี้แค่ยืนเฉยๆ เข่ายังแทบทรุด แต่คนคนนั้นกลับเดินฝ่าพายุคำสาปได้หน้าตาเฉยเนี่ยนะ...!

“ว้าย! ตกใจหมด!”

จึ๊ก จึ๊ก

คิมกิรยอ สะกิดไหล่เอสเธอร์แล้วกระซิบอะไรบางอย่างสั้นๆ

เอสเธอร์ทำหน้าตกใจแล้วเงยหน้าขึ้นมอง

จากนั้นพวกเขาก็มองฝ่าความมืดของห้องขึ้นไปบนเพดานเหนือหัวพร้อมกัน

“อ๋อ!”

เหมือนเอสเธอร์จะเข้าใจอะไรบางอย่าง เธอใช้สกิล สนับสนุนยิงบอลมานา ขึ้นไปด้านบน

ตูม!

ด้วยเหตุนี้ เครื่องกำเนิดมอนสเตอร์ที่ซ่อนอยู่บนเพดานจึงถูกทำลายลง

“คุณกิรยอนี่สุดยอดไปเลยค่ะ! ท่ามกลางความวุ่นวายขนาดนี้ ยังอุตส่าห์หาจุดที่มอนสเตอร์ออกมาเจอได้เป๊ะๆ อีก!”

เอสเธอร์ดูจะชื่นชมความสามารถ [การประเมิน] ของอีกฝ่าย...

แต่มุมมองของวีรบุรุษนั้นต่างออกไป

เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นเมินเฉยต่อคำสาป

หรือก็คือ เขาเมินเฉยต่อผลกระทบระดับ S ได้อย่างสมบูรณ์

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

114

20px

ซอนอูยอน เกิดความสงสัยขึ้นมา

ทำไมฮันเตอร์ระดับ S ลำดับที่ 4 คนนั้น ถึงได้ใจร้ายใจดำกับฮันเตอร์อันดับ 1 นักนะ

ดูจากนิสัยปกติ คิมกิรยอ ก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร

ชอบช่วยเหลือคนอื่น

ไม่โลภมาก

แต่ทำไมพอเจอหน้า จองฮาซอง ทีไร ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้กัน

‘ใช้ฮันเตอร์จองฮาซองทำเรื่องแบบนั้น สติดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย...?’

เพราะเรื่องเมื่อครู่ดูยังไงก็ห่างไกลจากความสนิทสนมอยู่มากโข

ซอนอูยอน พยายามอ่านเจตนาของอีกฝ่ายเสมอ แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

‘ดูไม่ออกเลยแฮะ’

บางทีคิมกิรยอ อาจจะกำลังใช้วิธีรุนแรงเพื่อกดดันให้ผู้ตื่นรู้ คนนั้นดึงศักยภาพแฝงออกมา เหมือนตอนเหตุการณ์ที่ฮาดงก็ได้

หรือไม่ก็อาจจะมีสาเหตุพิเศษบางอย่างที่ทำให้เกลียดขี้หน้าจองฮาซอง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง... เขาอาจจะแค่กำลังสนุกกับความซาดิสม์ที่ไร้เหตุผล เหมือนเด็กที่เด็ดปีกแมลงปอเล่นก็ได้ใครจะรู้

‘ทั้งเรื่องที่ประธานสมาคมออกตัวปกป้องเขาในงานแถลงข่าวอีก เอาเป็นว่ามีเรื่องที่ไม่เข้าใจเต็มไปหมด’

ในขณะที่ซอนอูยอน ขมวดคิ้วมองไปทางกิรยอ

ชายผมทองที่อยู่ปลายสายตาก็หันกลับมามองทางนี้พอดี

ทันทีที่สบตากัน เขาก็โค้งศีรษะทักทายเล็กน้อยจากระยะไกล ซึ่งนั่นยิ่งทำให้เดาทางยากเข้าไปใหญ่

‘เฮ้อ...’

ฮันเตอร์ คนนั้นเป็นถึงนักดาบผู้ตื่นรู้ ขั้นที่ 3 แถมค่าการตื่นรู้ ที่แท้จริงก็ถูกเปิดเผยหมดแล้ว

แต่ทำไมถึงยังดูน่าสงสัยขนาดนี้

ทำไมถึงรู้สึกเหมือนเขายังซ่อนอะไรไว้อีกนะ

---

ยะฮู้ว ฟินสุดๆ!

การได้ตัวติดกับระดับ S ตลอดเวลานี่ ถ้าให้เปรียบเทียบแบบชาวโลกก็เหมือนได้นั่งรถบัสระดับพรีเมียมเลยไม่ใช่หรือไง?

“ฮันเตอร์ซอเอสเธอร์ งั้นพวกเราเข้าไปกันเลยไหมครับ?”

“คุณยอนคะ! เดี๋ยวพวกเรามานะ ฝากเฝ้าตรงนี้ด้วยค่า~”

สักพักต่อมา

ฉันกับเอสเธอร์รับหน้าที่สำรวจประตูเหล็กบานแรก

ในฐานะนักประเมิน (ที่อุปโลกน์ขึ้นเอง) ฉันตรวจสอบแล้วไม่พบกับดักเพิ่มเติม เลยตัดสินใจเริ่มพิชิตเกต กันเสียที

แถมพวกเรายังโชคดีใช้ได้ แม้จะเป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับคนภายนอกก็เถอะ

“ตายจริง มอนสเตอร์สีฟ้าสดเชียว”

“แถมมีแค่ตัวเดียว?”

ที่นี่คือดันเจี้ยนความยากสูงที่มีศัตรูระดับตึงมือโผล่ออกมาสมศักดิ์ศรีระดับ EX

แต่เมื่อพิจารณาจากแรงก์ของผู้ท้าชิง ที่ถูกเลือก ผลลัพธ์มันก็เห็นกันอยู่ทนโท่

“เห็นไม่ตายคาที่ด้วยคำสาป สงสัยจะเป็นบอสของห้องสินะคะ”

และแล้วเราก็เข้ามาในประตูเหล็กบานแรก

กรรรร... ตูม!

เอสเธอร์กำลูกแก้วสีปะการังที่หยิบออกมาจากไอเทมบ็อกซ์ ไว้ในมือ แล้วร่ายเวทมนตร์ทันที

เธออาศัยพลังจากอุปกรณ์เวท ยิงกระสุนมานา ที่อัดแน่นใส่หน้ามอนสเตอร์ที่ปรากฏตัว

‘นอกจากคำสาปแล้วก็โจมตีแบบอื่นเป็นด้วยแฮะ?’

ดูจากท่วงท่าการใช้อุปกรณ์ สงสัยปกติเอสเธอร์คงจะชอบสไตล์การต่อสู้แบบนี้เหมือนกัน

“ลูกแก้วอันนั้นชื่ออะไรเหรอครับ?”

นี่ใช่บทสนทนาที่ควรคุยกันต่อหน้าสัตว์อสูร ไหมเนี่ย?

ฉันยืนคุยจ้ออย่างสบายใจโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองมอนสเตอร์ด้วยซ้ำ

ก็พลังของเอสเธอร์ในเกต แห่งนี้น่ะ มันเหนือชั้นจนกดข่มทุกอย่างได้ราบคาบเลยนี่นา

“อันนี้เหรอคะ? เป็นไอเทมที่ชื่อว่า ‘ลูกแก้ววังมังกร’ น่ะค่ะ”

“ดูแพงน่าดูนะครับ”

“แพงจริงๆ นั่นแหละค่ะ ก็แหม นี่มันเป็นอุปกรณ์ระดับเอปิก (Epic) ชิ้นแรกที่ผลิตในเกาหลีเลยนะคะ”

ฟิ้ววว... ตูม!

พอมอนสเตอร์ที่โดนการโจมตีอันดุเดือดของระดับ S สลายกลายเป็นฝุ่น

แกร๊ง

เราก็เห็นกุญแจรูปร่างคุ้นตาหล่นลงบนพื้น

ประตูแรกเป็นโครงสร้างง่ายๆ ที่แค่ฆ่ามอนสเตอร์ข้างในให้ตายก็จบ

“เดี๋ยวผมไปเก็บเองครับ รออยู่ตรงนี้นะ”

“อ้าว? จบแล้วเหรอ? หรือว่ามีกับดักคะ?”

“ดูเหมือนจะไม่มีนะครับ”

ฉันแหวกความมืดเดินไปตรงจุดที่กุญแจตกอยู่

ตึก ตึก

เสียงรองเท้าหนังของฉันเคล้าคลอไปกับเสียงชวนคุยเจื้อยแจ้วของเอสเธอร์

“แต่ว่านะ ต่อให้ไอ้ของพรรค์นี้จะแพงแค่ไหน ก็เทียบไม่ได้กับ [ดาบอาทิตย์อัสดง] ของคุณฮาซองหรอกค่ะ? อันนั้นไม่ใช่ของธรรมดาแต่เป็นระดับเลเจนดารี (Legendary) ชิ้นแรกในประวัติศาสตร์เชียวนะคะ”

อืม [ดาบอาทิตย์อัสดง] งั้นเหรอ

เป็นชื่อที่ฟังดูแปลกหูสำหรับจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่จากต่างโลกชะมัด

“แต่คุณกิรยอดันเอาดาบล้ำค่าขนาดนั้นไปใช้ทำเรื่องแบบนั้นซะได้...”

“ครับ?”

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร รีบออกจากห้องกันเถอะ”

เอาเถอะ ช่างมัน

เราจบการสำรวจครั้งแรกได้ง่ายดายจนน่าใจหาย

แน่นอนว่าขั้นตอนหลังจากนั้นก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่

“ตั้งแต่รอบนี้ผมจะขอเข้าร่วมด้วยครับ”

พอเรากลับมารายงานเรื่องประตูเหล็กบานแรก พ่ออันดับ 1 คนนั้นก็ได้สติและเริ่มออกลุยบ้างแล้ว

“สถานการณ์ทางฝั่งนั้นเป็นยังไงบ้างครับ?”

“คล้ายกับที่ฟังมาเมื่อกี้เลยครับ ข้างในมีสัตว์อสูร ตัวใหญ่เหมือนหมูป่า พอจัดการมันได้กุญแจก็ออกมา”

ประมาณ 3 นาทีต่อมา

ฉันเหลือบมองกลุ่มของจองฮาซอง ที่เข้าไปในประตูเหล็กบานที่สองแล้วกลับออกมา

ถึงจะมีกลิ่นไหม้นิดหน่อย แต่ดูจากใบหน้าเกลี้ยงเกลาของทั้งคู่แล้ว เกต นี้คงเป็นภาชนะที่เล็กเกินไปสำหรับจะขังยอดฝีมือระดับ S สินะ...

‘หัวหน้าทีมจงเจริญ!’

ช่างเป็นการโดยสารที่นุ่มนวลจริงๆ

ฉันอาศัยความสามารถของฮันเตอร์ระดับ S เดินหน้าเคลียร์เกมอย่างรวดเร็ว

สีแดง สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง...

เอาเป็นว่าพวกผู้เฝ้าประตูหลากสีสันที่เตรียมไว้ต้อนรับ ถูกพวกเราจับเชือดเรียบวุธ

‘สีพวกนั้นคงสื่อถึงธาตุที่สัตว์อสูร ทนทานสินะ’

พอลุยมาสักพักฉันก็เริ่มจับทางเกต นี้ได้ แต่ก็ไม่ได้อธิบายออกไป

จะมีค่าความทนทานต่อธาตุไปเพื่ออะไรล่ะ

ก็เมื่อกี้จองฮาซอง เพิ่งเผาไอ้สัตว์ประหลาดสีแดงที่เฝ้าประตูบานที่ห้า... หรือก็คือมอนสเตอร์ที่กันไฟได้ จนไม่เหลือซากไปหยกๆ

‘น่ากลัวชะมัด’

พลังของระดับ S มันแหกกฎเกณฑ์กระจอกๆ ของเกต นี้ไปแล้ว

นั่นแสดงว่าค่าการตื่นรู้ ของพวกเขามันอยู่นอกเหนือมาตรฐานไปไกลลิบ

แถมซอนอูยอน เองก็เป็นจอมเวทที่มีฝีมือพอตัวในโลกฝั่งนี้ ขอแค่ไม่เจอตัวที่แพ้ทางธาตุตัวเองก็พอรับมือไหว

‘อืม’

งั้นคนที่เป็นปลิงในที่นี้ก็มีแค่ฉันคนเดียวสิ?

‘ชะ...ชาติที่แล้วฉันสู้ชีวิตมาขนาดนั้น ชาตินี้ขอขี้เกียจบ้างจะเป็นไรไปเล่า’

เหงื่อตกเลยแฮะ

ฉันพยายามหาข้ออ้างกลบเกลื่อนความไร้ความสามารถของตัวเอง พลางเดินเข้าสู่ประตูเหล็กบานที่เจ็ด

-แอ๊ดดดด, กึก!

ห้องนี้เป็นห้องสุดท้ายที่ไม่ต้องใช้กุญแจ

ถ้าอย่างนั้น เบาะแสสุดท้ายที่จะพาเราออกจากเกต นี้...

จะต้องอยู่ในประตูเหล็กบานที่แปดที่ปิดล็อคแน่นหนาอยู่สุดทางเดินนั่นแน่ๆ

.

.

.

หนึ่ง สอง สาม สี่...

รวมกุญแจได้ทั้งหมด 7 ดอกพอดีสินะ

“จำนวนเท่ากับแม่กุญแจเลยค่ะ”

“สงสัยห้องกับดักที่คุณฮาซองตกลงไปจะเป็นห้องบังคับที่ต้องเข้าแน่เลย ไม่งั้นกุญแจคงไม่ครบ”

ไม่กี่นาทีต่อมา

พวกเราเคลียร์ประตูเหล็กส่วนใหญ่ที่เชื่อมกับโถงทางเดินจนเกือบหมด เหลือแค่ขั้นตอนสุดท้าย

มายืนอยู่หน้าประตูเหล็กบานที่แปด ประตูเดียวที่ถูกพันธนาการด้วยแม่กุญแจสารพัดแบบ

‘ชิลสุดๆ ไปเลยแฮะ’

ประตูเหล็กบานนี้ต้องใช้กุญแจทั้งหมดไขเข้าไป แปลว่าข้างในมีโอกาสสูงที่จะมีบอสอยู่

แต่ฉันไม่รู้สึกตื่นเต้นสักนิด

ระดับ S สองคน กับระดับ B หนึ่งคน

ข้างกายฉันมีผู้ตื่นรู้ ที่จัดอยู่ในระดับท็อปถึงสามคนเชียวนะ

‘ฮ่าๆๆ!’

โดยเฉพาะพวกระดับ S คงไม่แลของรางวัลจากเกต กระจอกๆ นี่หรอก ถ้าบริหารจัดการดีๆ เผลอๆ ฉันอาจจะฮุบของรางวัลไปคนเดียวได้หมดเลยก็ได้?

ฉันวาดฝันถึงอนาคตที่สดใสพลางขยับมือไม้อย่างขยันขันแข็ง

ทุกครั้งที่ไข แม่กุญแจที่พันธนาการประตูก็ร่วงกราวไปทีละอัน

“อ๊ะ เรียบร้อย”

แกร๊ก

ทว่า ในวินาทีที่เสียบกุญแจดอกสุดท้ายเข้าไป

จู่ๆ ประตูห้องที่แปดก็เปิดผางเข้าไปด้านใน

“อึก!”

ควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากประตูที่เปิดอ้า กลืนกินพวกเราเข้าไปในพริบตา

ยังดีที่ควันนี้ไม่มีพิษภัยต่อร่างกาย

มันเป็นแค่สัญญาณเตือนถึงการเคลื่อนย้ายมิติเท่านั้น

‘เดี๋ยวสิ ย้ายมิติจังหวะนี้เนี่ยนะ...’

ควันดำจางหายไปอย่างรวดเร็ว

ฉันรีบเงยหน้าสำรวจรอบข้าง

สิ่งที่เห็นคือพื้นที่ปริศนาที่มีแท่นยืนสี่เหลี่ยมจัตุรัสเรียงรายกันเหมือนกระดานหมากรุก

‘นี่มันห้องบอสเรอะ?’

บ้าเอ๊ย!

นึกว่าประตูสุดท้ายจะจำกัดคนเข้าแค่ 2 คนเหมือนเดิมซะอีก!

ฉันตกใจระลอกแรกกับสถานการณ์ตรงหน้า

ไม่นึกเลยว่ามันจะกวาดฮันเตอร์ ทุกคนมารวมไว้ในห้องเดียวกันในตอนท้ายแบบนี้

แล้วสิ่งที่ทำให้ตกใจระลอกสองคืออะไร

ก็คือเสียงกระพือปีกที่ดังมาตั้งแต่เมื่อกี้นี้ไง

-พั่บ พั่บ พั่บ พั่บ

-ซ่าาาาา...

-พึ่บ, พึ่บ

ปีกสีขาว ตัวเล็กจิ๋ว

ฝูงบินที่แห่กันมาเป็นโขยงนั่นมองผ่านๆ เหมือนผีเสื้อกลางคืน แต่ในเกต แบบนี้จะมีแมลงธรรมดาที่ไหนกัน

“กรี๊ด!”

“นั่นมันกี่ตัวกันเนี่ย...!”

สถานการณ์ฉุกเฉิน

มอนสเตอร์จำนวนมหาศาลถาโถมเข้าใส่พวกเราตั้งแต่เริ่มเกม

‘ฮึ้ยยยย’

ปกติไม่มีอะไรจัดการแมลงบินได้ดีไปกว่าไฟอีกแล้ว

แต่ห้องที่เรายืนอยู่มันแคบกว่าที่คิด พื้นที่หลบหลีกแทบไม่มี

ขืนให้จองฮาซอง พ่นไฟในที่แบบนี้ มีหวังพวกเดียวกันได้ไปทัวร์นรกแน่

‘ขอล่ะ จะตายเพราะไฟคลอกหรือขาดอากาศหายใจก็ไม่เอาทั้งนั้น’

ดูเหมือนเอสเธอร์จะคิดตรงกัน เธอพุ่งตัวออกไปกลางวงเพื่อจัดการสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

วูบ...

เธอเปิดใช้งานสกิล [คำสาป] ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะตัวของผู้ตื่นรู้

‘เยี่ยม!’

ร่วงกราว

เหล่าผีเสื้อกลางคืนสีขาวร่วงหล่นเหมือนใบไม้ร่วงทันทีที่สัมผัสกับอาคมของเอสเธอร์

แต่คนที่โดนลูกหลงจากการกระทำของเธอ ไม่ได้มีแค่มอนสเตอร์

เพราะตรงนี้ มีผู้ตื่นรู้ ที่ไม่ได้เป็นระดับ S อยู่หนึ่งคน

“อ๊ากกกกก!”

เสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากมุมห้อง

‘แย่แล้ว!’

ซอนอูยอน ที่กรีดร้องออกมา กำลังกุมศีรษะด้วยสีหน้าเจ็บปวดทรมาน

---

ฮาซองรู้สึกโมโหจนเลือดขึ้นหน้า

ถ้าเป็นไปตามกฎที่ว่าเข้าได้ห้องละ 2 คน อย่างน้อยระดับ B คนนี้ก็ควรรรออยู่ข้างนอกสิ

ไอ้เกต เฮงซวยนี่มันอะไรกันนักหนา

ทำไมต้องทำให้มนุษย์ทรมานขนาดนี้ด้วย

“คุณพนักงาน! มาหลบหลังผมก่อน...!”

ฮาซองอยากจะปกป้องซอนอูยอน แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ตัวเขาเองก็ทำอะไรไม่ได้มาก

เพราะอานุภาพของคำสาป มีคุณสมบัติเจาะทะลุพลังป้องกันของอุปกรณ์สวมใส่โดยพื้นฐานอยู่แล้ว

ต่อให้ถอดไอเทมที่ใส่อยู่ให้พนักงานคนนั้นไป ก็คงไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น

“อึก!”

มิหนำซ้ำ แม้แต่ระดับ S อย่างฮาซองก็ยังหนีไม่พ้นผลกระทบของคำสาป

คลื่นไส้

เจ็บปวด

และเสียงวิ้งในหูที่หาสาเหตุไม่ได้

ไม่นึกเลยว่าแค่สัมผัสโดนสกิล ชั่วครู่จะทำให้อ่อนแอลงได้ขนาดนี้

“มีบางอย่างแปลกๆ ค่ะ! ผีเสื้อพวกนี้มันแห่กันมาจากไหนเยอะแยะเนี่ย?”

แน่นอนว่าเอสเธอร์เองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน

พั่บ พั่บ พั่บ พั่บ

เดิมทีเธอตั้งใจจะใช้สกิล แค่แป๊บเดียวแล้วหยุด แต่ความมืดมิดกลางอากาศกลับขัดขวางด้วยการคายสัตว์ประหลาดตัวจิ๋วออกมาไม่หยุดหย่อน

“อือออ...”

ขืนจอมเวทแห่งหอคอยเวทมนตร์ใช้สกิล นานกว่านี้ พนักงานสมาคมต้องได้รับความเสียหายสะสมจนถึงแก่ชีวิตแน่

‘ไม่ได้การ ขืนเป็นแบบนี้สู้ใช้ดาบไล่ฟันทีละตัวยังดีซะกว่า!’

จองฮาซอง คิดว่าต้องฝืนล่าพวกมันโดยไม่ใช้สกิล

เขาจึงเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบากเพื่อจะบอกให้ระดับ S ด้วยกันหยุดมือ

‘เอ๊ะ?’

แต่ทว่า วินาทีนั้น

เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ท่ามกลางเสียงครวญครางของคนที่โดนคำสาปเล่นงาน

ฮันเตอร์ คนหนึ่งกลับเดินออกมาจากทางทิศเหนือของห้องอย่างเงียบเชียบ

“...!”

ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความหวั่นไหว

คิมกิรยอ ก้าวเท้าอาดๆ เข้าไปหาเอสเธอร์โดยที่ท่าทางไม่เสียศูนย์แม้แต่น้อย

ไม่อยากจะเชื่อ

ทางนี้แค่ยืนเฉยๆ เข่ายังแทบทรุด แต่คนคนนั้นกลับเดินฝ่าพายุคำสาปได้หน้าตาเฉยเนี่ยนะ...!

“ว้าย! ตกใจหมด!”

จึ๊ก จึ๊ก

คิมกิรยอ สะกิดไหล่เอสเธอร์แล้วกระซิบอะไรบางอย่างสั้นๆ

เอสเธอร์ทำหน้าตกใจแล้วเงยหน้าขึ้นมอง

จากนั้นพวกเขาก็มองฝ่าความมืดของห้องขึ้นไปบนเพดานเหนือหัวพร้อมกัน

“อ๋อ!”

เหมือนเอสเธอร์จะเข้าใจอะไรบางอย่าง เธอใช้สกิล สนับสนุนยิงบอลมานา ขึ้นไปด้านบน

ตูม!

ด้วยเหตุนี้ เครื่องกำเนิดมอนสเตอร์ที่ซ่อนอยู่บนเพดานจึงถูกทำลายลง

“คุณกิรยอนี่สุดยอดไปเลยค่ะ! ท่ามกลางความวุ่นวายขนาดนี้ ยังอุตส่าห์หาจุดที่มอนสเตอร์ออกมาเจอได้เป๊ะๆ อีก!”

เอสเธอร์ดูจะชื่นชมความสามารถ [การประเมิน] ของอีกฝ่าย...

แต่มุมมองของวีรบุรุษนั้นต่างออกไป

เมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นเมินเฉยต่อคำสาป

หรือก็คือ เขาเมินเฉยต่อผลกระทบระดับ S ได้อย่างสมบูรณ์