ปวดกล้ามเนื้อบ่าชะมัด ฉันเอามือนวดต้นคอที่เคล็ดขัดยอกเพราะผลพวงจากอุบัติเหตุรถชน
‘โว้ย จริงๆ เลย ขับรถประสาอะไรถึงได้มาเสยชาวบ้านในถนนโล่งๆ แบบนี้ได้’
แต่ดูเหมือนคู่กรณีจะไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของฉันเลยสักนิด
คังชางโฮกำลังตีหน้ามึนขอเบอร์โทรศัพท์ฉันอยู่
“คะ... คือคุณฮันเตอร์คังชางโฮสินะครับ คุณคังชางโฮ...”
นี่คือปฏิกิริยาของคนธรรมดาเวลาเจอระดับ S สินะ
ดูท่าพวกผู้ปกครองที่อ่อนแอของโลกใบนี้จะรู้สึกถึงภัยคุกคามตามสัญชาตญาณเมื่อได้เห็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมพลังเวท ความรู้สึกคงเหมือนมีสัตว์ร้ายขนาดยักษ์มายืนอยู่ตรงหน้าล่ะมั้ง
“อะ... เอ่อ คือว่า ถึงจะเกิดอุบัติเหตุ แต่ค่าซ่อม... ค่าซ่อมรถ...”
“แน่นอนว่าผมต้องชดใช้ครับ มาทางนี้สิ”
แต่ถึงจะเปรียบเทียบแบบนั้น ฮันเตอร์ระดับ S ก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาอยู่ดี
คังชางโฮชดใช้ค่าเสียหายให้อย่างราบรื่น
เขาหยิบกระดาษแผ่นบางสีขาวออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วยัดใส่มือคนขับแท็กซี่ ฝ่ายนั้นก็เงียบกริบไปทันที
‘นั่นมันกระดาษอะไรทำไมถึงทำให้หุบปากได้ ของดีกว่าเงินเหรอ?’
ทีนี้ผู้เสียหายก็เหลือแค่ฉันคนเดียว
คังชางโฮหันมามองฉัน
“ว่าแต่เบอร์ติดต่อล่ะ?”
“ครับ?”
“พอดีผมใช้เงินสดไปหมดแล้ว ค่ารักษาพยาบาลของนายคงต้องคุยตกลงกันทีหลัง”
ไม่ค่อยเข้าใจว่าหมายถึงอะไร...
แต่ถ้าเกิดรถชน ปกติเขาจัดการกันแบบนี้สินะ?
‘ก็แค่เบอร์โทรศัพท์เบอร์เดียวเอง’
ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว เอาเป็นว่าทำตามที่ชาวโลกคนนี้ต้องการไปก่อนแล้วกัน
ทว่า ระหว่างที่แลกเบอร์ติดต่อกัน บทสนทนาที่คังชางโฮเปิดประเด็นขึ้นมาก็น่าประหลาดใจพอดู
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ วันนี้ก็จะไปตามเช็ดล้างให้เจ้าลูกเจี๊ยบนั่นอีกแล้วเหรอ?”
เขาหยุดมือก่อนจะกดบันทึกเบอร์ แล้วหลุบสายตามองลงมา
“คนอย่างนายมาเป็นเด็กแบกของแบบนี้ น่าเสียดายแย่”
“ก็ไม่รู้สินะครับ”
“ฉันรู้งานที่ทำเงินได้ดีกว่านั้นเยอะ สนใจจะลองฟังดูไหม?”
งานที่ทำเงินได้?
“แค่ฟังคงไม่เสียหายครับ”
ข้อเสนอที่ตามมานั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง
“คิมกิรยอ เลิกเป็นเด็กแบกของให้อันยุนซึง แล้วมาอยู่ใต้สังกัดฉันซะ”
“…!”
“แน่นอนว่าไอเทมและรายได้ที่หาได้จากในเกต ฉันจะแบ่งให้นาย 8 ส่วน”
ยื่นเงื่อนไขสุดโต่งขนาดนี้เพื่อสเกาท์ตัวเนี่ยนะ?
สมกับเป็นฮันเตอร์ระดับ S หมอนี่ต้องดูออกแน่ว่าศพของคิมกิรยอมีศักยภาพแฝงเร้นขนาดไหน
‘ก่อนจะลองใช้เวทมนตร์ ปกติมันยากที่จะประเมินปริมาณพลังเวทในตัวได้ แต่มนุษย์ที่ประสาทสัมผัสไวคนนี้กลับให้เบาะแสชั้นดีเลยแฮะ’
ไหนดูซิ ถ้าอย่างนั้น...
ตอนที่เลือกมาเกิดใหม่ ฉันระบุเงื่อนไขว่าจะขอมาเกิดในร่างของศพที่มีพลังเวทสูงที่สุดในดาวดวงนี้...
บางทีระดับพลังเวทของคิมกิรยอ หรือที่คนที่นี่เรียกว่า ‘ค่าการตื่นรู้’ อาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับฮันเตอร์ระดับ S หรือไม่ก็สูงกว่านั้น?
‘ถ้าอย่างนั้นขอแค่ใช้เวทมนตร์ได้เมื่อไหร่ ดาวเคราะห์พรรค์นี้ก็อยู่ในกำมือฉัน!’
ฮ่าฮ่า!
นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องแบบนี้
ฉันเลยพยายามกลั้นยิ้มแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบ
“ไม่รู้สิครับ สถานการณ์ของผมตอนนี้คงเข้าไปในเกตระดับ S ลำบาก ไม่แน่ใจว่าจะทำงานกับคุณได้หรือเปล่า”
แต่พอได้ยินประโยคถัดมาของคังชางโฮ รอยยิ้มก็หุบฉับ สันหลังวาบเหมือนโดนน้ำเย็นราดใส่
“...ระดับ S?”
“ครับ?”
“ต่อให้เป็นฉัน ก็ไม่มีทางผลักฮันเตอร์ระดับอย่างนายเข้าไปในเกตระดับสูงพรรค์นั้นหรอกน่า”
ฉันโพล่งถามออกไปโดยอัตโนมัติ
“ไม่ได้เข้ามาคุยเพราะรู้ค่าการตื่นรู้ของผมเหรอครับ?”
แต่คังชางโฮกลับอธิบายต่อเหมือนเป็นเรื่องปกติ
“ค่าการตื่นรู้ของนาย? สำหรับระดับ F ก็ถือว่าสูงอยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษนี่”
คังชางโฮถอดแว่นกันแดดออก
ดวงตาที่ดูคล้ายสัตว์เลื้อยคลานกลอกไปมาขณะกวาดมองสำรวจฉัน แล้วฟันธงฉับ
“นี่ ฟังนะ ข้อเสนอของฉันพูดง่ายๆ คือฉันจะปั้นนายด้วยมือของฉันเอง”
“…!”
“ฉันจะคอยคุ้มกันไม่ให้นายตายในเกต สอนเทคนิคต่างๆ ให้ แล้วก็สนับสนุนปัจจัยสิ่งของ”
สรุปสั้นๆ คือจะเป็นป๋าดันให้สินะ...
คังชางโฮจ้องมองมาทางนี้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน คงกำลังสงสัยอยู่ว่าฉันไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงพูดเพ้อเจ้อว่าจะเข้าเกตระดับ S
‘เรื่องค่าการตื่นรู้ของคิมกิรยออยู่แค่ระดับ F เอาไว้ก่อนเถอะ’
แต่ประเด็นคือตอนนี้ฉัน...
เข้าใจข้อเสนอของหมอนี่ผิด แล้วดันคิดไปเองเป็นตุเป็นตะซะใหญ่โต
‘อึก น่าอายชะมัด’
หน้าร้อนผ่าวไปหมด ฉันรีบแก้ตัวกลบเกลื่อนอย่างเก้ๆ กังๆ
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง สงสัยผมจะสับสนนิดหน่อยเลยพูดอะไรแปลกๆ ออกไป ลืมมันไปเถอะครับ”
คังชางโฮได้ยินดังนั้นก็กลอกตา
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ งั้นถือว่านายตกลงรับข้อเสนอแล้วใช่ไหม?”
ประโยคนั้นไหลลื่นเป็นธรรมชาติมากจนเกือบจะเผลอพยักหน้าตาม แต่ฉันดึงสติกลับมาได้ทัน
เมื่อกี้เราคุยอะไรกันอยู่นะ ใช่ๆ เรื่องสปอนเซอร์
แล้วทำไมคังชางโฮถึงอยากช่วยฉัน?
“เดี๋ยวก่อนครับ”
เขาเป็นฮันเตอร์ระดับ S
ในมุมมองของฮันเตอร์ระดับท็อปที่มีอยู่แค่ 3 คนในเกาหลี ผู้ตื่นรู้ระดับ F ก็คงเป็นแค่แมลงที่เดินเตะฝุ่นอยู่ทั่วไป
“สรุปว่าคุณไม่ได้เข้าหาผมเพราะค่าการตื่นรู้สินะครับ”
แล้วทำไมคังชางโฮถึงอยากได้ตัวฉันที่เพิ่งจะสบตากันแค่ครั้งเดียวเมื่อวาน?
“แล้วคุณเห็นอะไรในตัวผมถึงยื่นข้อเสนอนี้มาครับ?”
คำถามที่เป็นรากฐานสำคัญหลุดออกมา
ฉันชักอยากรู้เหตุผลที่แท้จริงที่เขาเข้าหา แต่ทว่า...
คังชางโฮเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างเงียบเชียบ ไม่ยอมตอบอะไรเลย
บ้าเอ๊ย ยุนซึงอา นายอยู่ไหน
จู่ๆ ฉันก็อยากเจอนายขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย
“เอ่อ ขอบคุณสำหรับคำชวนครับ แต่ผมขอปฏิเสธ”
“งั้นเหรอ?”
“อย่างที่คุณคังชางโฮพูด ผมมันเป็นฮันเตอร์ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ขอเป็นเด็กแบกของต่อไปดีกว่าครับ”
พฤติกรรมน่าสงสัยของชาวโลกคนนี้เริ่มทำให้ฉันหวาดระแวง ฉันตัดสินใจว่าจะต้องหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด
“ถ้ามากับฉัน นายจะเก่งขึ้นเร็วมากเลยนะ ฉันจะหาไอเทมที่ช่วยเพิ่มพลังเวทให้ด้วย”
ต่อให้ใช้คำหวานหว่านล้อมแค่ไหน คิดว่าฉันจะหลงกลรึไง?
“ขอโทษด้วยครับ พอดีผมรีบ มีนัดกินข้าวเที่ยง”
“นัดเยอะจังเลยนะพ่อคุณ?”
ประจวบเหมาะกับที่มีรถแท็กซี่ติดไฟว่างสีแดงวิ่งมาแต่ไกล
“แท็กซี่!”
ฉันแทบจะกระโจนตัดหน้ารถเพื่อเรียกแท็กซี่ แล้วทิ้งคังชางโฮไว้กลางถนนก่อนจะชิ่งหนีออกมา
“หึ ฮันเตอร์คิมกิรยอสินะ”
แม้จะมองเห็นร่างของเขาไกลออกไปเรื่อยๆ ผ่านกระจกมองข้าง แต่หัวใจฉันยังคงเต้นรัวเร็ว
---
จะว่าไป ที่บอกว่ามีนัดไม่ใช่เรื่องโกหกหรอกนะ
“ที่มาช้าวันนี้เป็นเพราะรถชนกับคังชางโฮเหรอครับ?”
“พอลองนึกดูตอนนี้ ฉันว่าไอ้เวรนั่นจงใจชนแน่ๆ...”
หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่โชยกลิ่นหอมของซอสชุนจัง
ฉันเดินออกมาจากร้านหลังกินข้าวเสร็จด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
อันยุนซึงดูตกใจมากหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด
“โห ที่เขาลือกันว่าชอบหาเรื่องฮันเตอร์เก่งๆ เป็นเรื่องจริงสินะครับ!”
“เฮ้อ”
“ถ้าเป็นปกติ ระดับ A อย่างผมอาจจะตกเป็นเป้าหมายก็ได้...”
“งั้นเหรอ?”
“โชคดีที่มีพี่กิรยอช่วยรับเคราะห์แทน จริงด้วยสิ มีฮันเตอร์อย่างพี่นี่ยืนหัวโด่อยู่ทั้งคน ผู้ตื่นรู้คนอื่นคงไม่อยู่ในสายตาเขาหรอก”
เอายังไงดี? แจ้งตำรวจดีไหม?
แต่จะให้บอกว่าไงล่ะ ‘ฮันเตอร์ระดับ S เขาเสนอว่าจะคุ้มกันให้ผมล่าได้อย่างปลอดภัย แถมจะให้ไอเทมด้วยครับ’ งั้นเหรอ? ตำรวจคงจะจับหรอกนะ
“ขนาดคังชางโฮยังสนใจขนาดนั้น แสดงว่าพี่นี่ต้องเก่งกว่าผม...”
ฉันปวดหัวจนไม่ได้ฟังเลยว่าอันยุนซึงกำลังพูดอะไร
“อะแฮ่ม คุยเรื่องแบบนี้ข้างนอกคงไม่ดีมั้งครับ เอ่อ อืม งั้นคุยเรื่องอะไรดีนะ”
ความสับสนอยู่กับเราแค่ครู่เดียว
“อ้อ ใช่ พี่กิรยอ เมื่อเช้าดูทีวีไหมครับ? เขาบอกว่าปีที่แล้วเกาหลีได้รับการประเมินว่าเป็นประเทศที่มีการจัดการเกตยอดเยี่ยมเป็นอันดับ 2 เลยนะ”
ไม่นานเขาก็เริ่มเปลี่ยนบรรยากาศ
“ถึงปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติจะยังรุนแรงอยู่ แต่ก็โชคดีที่ความเสียหายต่อพลเรือนลดลงไปเยอะ”
“นั่นสินะ”
“ในข่าวบอกว่าอีกไม่นานมนุษยชาติจะพิชิตภัยพิบัติที่เรียกว่าเกตได้แล้วด้วย...”
นอกจากนี้ หัวข้อสนทนาที่อันยุนซึงเลือกมายังยอดเยี่ยมมาก
เกต
แนวคิดอันลึกลับนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับฉันเสมอ
‘ตอนแรกก็นึกว่าเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายทางเวทมนตร์ศาสตร์ที่ชาวโลกสร้างขึ้นซะอีก...’
ปรากฏการณ์ปริศนาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกเมื่อ 7 ปีก่อน
เกต และมอนสเตอร์
เห็นว่าเหตุการณ์ช็อกโลกในตอนนั้นทำให้เกิดผู้ตื่นรู้ขึ้นมาด้วยสินะ
ฉันตกอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง
ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไมชาวโลกถึงเรียนรู้เวทมนตร์ได้ช้า ก็ฉันลองค้นข้อมูลดูแล้วนี่นา
โดยปกติมานาของดาวเคราะห์จะถูกสร้างขึ้นที่แกนกลาง...
ดาวที่มีชั้นหินหนาๆ แบบโลก มานาจากแกนกลางจะทะลุขึ้นมาได้ยาก ทำให้ความเข้มข้นของพลังเวทในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นช้ามาก
การที่สิ่งมีชีวิตจะรับรู้ถึงเวทมนตร์ได้ ก่อนอื่นต้องได้สัมผัสมานาในปริมาณที่มากพอเสียก่อน ซึ่งโครงสร้างของโลกทำให้ก้าวแรกที่ว่านั้นใช้เวลานานกว่าอัลฟาวูรีหลายเท่า
‘เงื่อนไขต่างจากบ้านเกิดฉันลิบลับเลย’
แต่มนุษยชาติที่มีเทคโนโลยีขนาดนี้ กลับเอาแต่มองท้องฟ้าฝันถึงการท่องอวกาศอะไรเทือกนั้น?
เลยไม่ทันสังเกตเห็นมานาที่ซ่อนอยู่ใต้เท้าตัวเองมาตลอด
‘ปรากฏการณ์เกตที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน... ทำหน้าที่เป็นเหมือนบ่อน้ำบางอย่าง’
สุดท้ายมนุษยชาติก็สัมผัสกับพลังเวทเพราะอุบัติเหตุโดยบังเอิญ
เกิดการตื่นรู้ วิวัฒนาการ และเรียนรู้เวทมนตร์ดั้งเดิม จนได้ครอบครองสิ่งที่เรียกว่าสกิล
พอมองเห็นภาพรวมคร่าวๆ แล้ว แต่ว่า...
“อืม”
ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวตนที่แท้จริงของเกตคืออะไรกันแน่
ชาวโลกไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเพื่อขุดเจาะมานา แถมข้างในยังมีสิ่งมีชีวิตน่ากลัวยุ่บยั่บโผล่ออกมาอีก
มิหนำซ้ำไอ้สิ่งมีชีวิตพวกนั้นยังเป็นศัตรูกับมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข
‘ไม่เข้าใจเลยแฮะ’
เกตไม่ใช่เทคโนโลยีของอัลฟาวูรี
และไม่ใช่เทคโนโลยีของชาวโลก
แล้วตกลงมันคืออะไรกันแน่?
“พี่ครับ?”
ฉันที่กำลังจมอยู่ในความคิดเงยหน้าขวับเมื่อได้ยินเสียงเรียก
“อ๊ะ โทษที พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อย”
“คิดอะไรอยู่เหรอครับ?”
“ก็แค่...”
เมื่อกี้คุยกับยุนซึงถึงไหนแล้วนะ?
อ้อ บอกว่าอัตราการตายจากอุบัติเหตุเกตในเกาหลีลดลงเยอะสินะ
“ฉันลองจินตนาการดูว่า ถ้าฉันเป็นคนสร้างเกตขึ้นมาจะเป็นยังไงน่ะ”
ฉันพูดประโยคที่แวบเข้ามาในหัวออกไปโดยไม่คิดอะไรมาก ตามด้วยบทสนทนาเรื่อยเปื่อย
“ฉันคงจะไม่ปลื้มกับสถานการณ์ตอนนี้เท่าไหร่”
“ทำไมล่ะครับ?”
“ไม่ว่าเจตนาจะเป็นยังไง แต่มอนสเตอร์ในเกตก็พยายามจะฆ่าเรา ส่วนไอเทมที่เจอข้างในก็เป็นแค่ชีสที่วางล่อไว้บนกับดัก”
“…!”
“แต่ถ้าพวกหนูเริ่มมองออกว่านี่คือกับดัก แล้วเลือกกินแต่ชีสอย่างเดียว”
แน่นอนว่าต้องมีความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมา
“คงจะหงุดหงิดน่าดูเลยว่าไหม?”
มันเป็นช่วงบ่ายที่แสนสงบสุข
เดินย่อยอาหารหลังมื้อเที่ยง พลางคุยสัพเพเหระไปตามทาง แว่วเสียงจั๊กจั่นร้องระงม
มันควรจะเป็นช่วงเวลาแบบนั้นแท้ๆ
“เอ๊ะ?”
ระหว่างที่กำลังพูด ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกประหลาด
ความรู้สึกเหมือนมีพลังงานเดือดพล่านราวกับลาวาพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดินลาดยางมะตอย
มันคือพลังเวท
พลังเวทที่แหลมคมและดุดันจนขนหัวลุกกำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้น แถมยังเป็นตำแหน่งใต้เท้าของอันยุนซึงพอดิบพอดี!
“อันยุนซึง!”
ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว ฉันผลักอันยุนซึงที่ยืนอยู่ข้างๆ ออกไปสุดแรง
ทันใดนั้น ณ จุดที่อันยุนซึงเคยยืนอยู่ ก็ปรากฏม่านแสงเจิดจ้าผ่าแยกพื้นที่แถบนี้ออกเป็นสองฝั่ง
“นี่มันอะไรกัน...!”
ฉันทนแสงที่สาดซัดเข้ามาไม่ไหวจนต้องหลับตาแน่น
แต่ผ่านไปสักพัก พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือ...
“...เฮือก”
พื้นที่ปริศนาที่ถูกโอบล้อมด้วยสีขาวนวลตา ราวกับแสงเฮโลที่ทอดยาวอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น
พอกวาดตามองรอบๆ ก็สัมผัสได้ถึงโครงสร้างพลังเวทที่คล้ายกับเกตที่เคยเข้าไปก่อนหน้านี้
สรุปคือ ตอนนี้ฉันอยู่ในเกตที่ไม่รู้จัก
“โธ่เว้ย รู้งี้ดึงมันเข้ามาด้วยก็ดี!”
ช่วยด้วย!