Cover

12

ปวดกล้ามเนื้อบ่าชะมัด ฉันเอามือนวดต้นคอที่เคล็ดขัดยอกเพราะผลพวงจากอุบัติเหตุรถชน

‘โว้ย จริงๆ เลย ขับรถประสาอะไรถึงได้มาเสยชาวบ้านในถนนโล่งๆ แบบนี้ได้’

แต่ดูเหมือนคู่กรณีจะไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของฉันเลยสักนิด

คังชางโฮกำลังตีหน้ามึนขอเบอร์โทรศัพท์ฉันอยู่

“คะ... คือคุณฮันเตอร์คังชางโฮสินะครับ คุณคังชางโฮ...”

นี่คือปฏิกิริยาของคนธรรมดาเวลาเจอระดับ S สินะ

ดูท่าพวกผู้ปกครองที่อ่อนแอของโลกใบนี้จะรู้สึกถึงภัยคุกคามตามสัญชาตญาณเมื่อได้เห็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมพลังเวท ความรู้สึกคงเหมือนมีสัตว์ร้ายขนาดยักษ์มายืนอยู่ตรงหน้าล่ะมั้ง

“อะ... เอ่อ คือว่า ถึงจะเกิดอุบัติเหตุ แต่ค่าซ่อม... ค่าซ่อมรถ...”

“แน่นอนว่าผมต้องชดใช้ครับ มาทางนี้สิ”

แต่ถึงจะเปรียบเทียบแบบนั้น ฮันเตอร์ระดับ S ก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาอยู่ดี

คังชางโฮชดใช้ค่าเสียหายให้อย่างราบรื่น

เขาหยิบกระดาษแผ่นบางสีขาวออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วยัดใส่มือคนขับแท็กซี่ ฝ่ายนั้นก็เงียบกริบไปทันที

‘นั่นมันกระดาษอะไรทำไมถึงทำให้หุบปากได้ ของดีกว่าเงินเหรอ?’

ทีนี้ผู้เสียหายก็เหลือแค่ฉันคนเดียว

คังชางโฮหันมามองฉัน

“ว่าแต่เบอร์ติดต่อล่ะ?”

“ครับ?”

“พอดีผมใช้เงินสดไปหมดแล้ว ค่ารักษาพยาบาลของนายคงต้องคุยตกลงกันทีหลัง”

ไม่ค่อยเข้าใจว่าหมายถึงอะไร...

แต่ถ้าเกิดรถชน ปกติเขาจัดการกันแบบนี้สินะ?

‘ก็แค่เบอร์โทรศัพท์เบอร์เดียวเอง’

ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว เอาเป็นว่าทำตามที่ชาวโลกคนนี้ต้องการไปก่อนแล้วกัน

ทว่า ระหว่างที่แลกเบอร์ติดต่อกัน บทสนทนาที่คังชางโฮเปิดประเด็นขึ้นมาก็น่าประหลาดใจพอดู

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ วันนี้ก็จะไปตามเช็ดล้างให้เจ้าลูกเจี๊ยบนั่นอีกแล้วเหรอ?”

เขาหยุดมือก่อนจะกดบันทึกเบอร์ แล้วหลุบสายตามองลงมา

“คนอย่างนายมาเป็นเด็กแบกของแบบนี้ น่าเสียดายแย่”

“ก็ไม่รู้สินะครับ”

“ฉันรู้งานที่ทำเงินได้ดีกว่านั้นเยอะ สนใจจะลองฟังดูไหม?”

งานที่ทำเงินได้?

“แค่ฟังคงไม่เสียหายครับ”

ข้อเสนอที่ตามมานั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง

“คิมกิรยอ เลิกเป็นเด็กแบกของให้อันยุนซึง แล้วมาอยู่ใต้สังกัดฉันซะ”

“…!”

“แน่นอนว่าไอเทมและรายได้ที่หาได้จากในเกต ฉันจะแบ่งให้นาย 8 ส่วน”

ยื่นเงื่อนไขสุดโต่งขนาดนี้เพื่อสเกาท์ตัวเนี่ยนะ?

สมกับเป็นฮันเตอร์ระดับ S หมอนี่ต้องดูออกแน่ว่าศพของคิมกิรยอมีศักยภาพแฝงเร้นขนาดไหน

‘ก่อนจะลองใช้เวทมนตร์ ปกติมันยากที่จะประเมินปริมาณพลังเวทในตัวได้ แต่มนุษย์ที่ประสาทสัมผัสไวคนนี้กลับให้เบาะแสชั้นดีเลยแฮะ’

ไหนดูซิ ถ้าอย่างนั้น...

ตอนที่เลือกมาเกิดใหม่ ฉันระบุเงื่อนไขว่าจะขอมาเกิดในร่างของศพที่มีพลังเวทสูงที่สุดในดาวดวงนี้...

บางทีระดับพลังเวทของคิมกิรยอ หรือที่คนที่นี่เรียกว่า ‘ค่าการตื่นรู้’ อาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับฮันเตอร์ระดับ S หรือไม่ก็สูงกว่านั้น?

‘ถ้าอย่างนั้นขอแค่ใช้เวทมนตร์ได้เมื่อไหร่ ดาวเคราะห์พรรค์นี้ก็อยู่ในกำมือฉัน!’

ฮ่าฮ่า!

นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องแบบนี้

ฉันเลยพยายามกลั้นยิ้มแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบ

“ไม่รู้สิครับ สถานการณ์ของผมตอนนี้คงเข้าไปในเกตระดับ S ลำบาก ไม่แน่ใจว่าจะทำงานกับคุณได้หรือเปล่า”

แต่พอได้ยินประโยคถัดมาของคังชางโฮ รอยยิ้มก็หุบฉับ สันหลังวาบเหมือนโดนน้ำเย็นราดใส่

“...ระดับ S?”

“ครับ?”

“ต่อให้เป็นฉัน ก็ไม่มีทางผลักฮันเตอร์ระดับอย่างนายเข้าไปในเกตระดับสูงพรรค์นั้นหรอกน่า”

ฉันโพล่งถามออกไปโดยอัตโนมัติ

“ไม่ได้เข้ามาคุยเพราะรู้ค่าการตื่นรู้ของผมเหรอครับ?”

แต่คังชางโฮกลับอธิบายต่อเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“ค่าการตื่นรู้ของนาย? สำหรับระดับ F ก็ถือว่าสูงอยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษนี่”

คังชางโฮถอดแว่นกันแดดออก

ดวงตาที่ดูคล้ายสัตว์เลื้อยคลานกลอกไปมาขณะกวาดมองสำรวจฉัน แล้วฟันธงฉับ

“นี่ ฟังนะ ข้อเสนอของฉันพูดง่ายๆ คือฉันจะปั้นนายด้วยมือของฉันเอง”

“…!”

“ฉันจะคอยคุ้มกันไม่ให้นายตายในเกต สอนเทคนิคต่างๆ ให้ แล้วก็สนับสนุนปัจจัยสิ่งของ”

สรุปสั้นๆ คือจะเป็นป๋าดันให้สินะ...

คังชางโฮจ้องมองมาทางนี้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน คงกำลังสงสัยอยู่ว่าฉันไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงพูดเพ้อเจ้อว่าจะเข้าเกตระดับ S

‘เรื่องค่าการตื่นรู้ของคิมกิรยออยู่แค่ระดับ F เอาไว้ก่อนเถอะ’

แต่ประเด็นคือตอนนี้ฉัน...

เข้าใจข้อเสนอของหมอนี่ผิด แล้วดันคิดไปเองเป็นตุเป็นตะซะใหญ่โต

‘อึก น่าอายชะมัด’

หน้าร้อนผ่าวไปหมด ฉันรีบแก้ตัวกลบเกลื่อนอย่างเก้ๆ กังๆ

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง สงสัยผมจะสับสนนิดหน่อยเลยพูดอะไรแปลกๆ ออกไป ลืมมันไปเถอะครับ”

คังชางโฮได้ยินดังนั้นก็กลอกตา

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ งั้นถือว่านายตกลงรับข้อเสนอแล้วใช่ไหม?”

ประโยคนั้นไหลลื่นเป็นธรรมชาติมากจนเกือบจะเผลอพยักหน้าตาม แต่ฉันดึงสติกลับมาได้ทัน

เมื่อกี้เราคุยอะไรกันอยู่นะ ใช่ๆ เรื่องสปอนเซอร์

แล้วทำไมคังชางโฮถึงอยากช่วยฉัน?

“เดี๋ยวก่อนครับ”

เขาเป็นฮันเตอร์ระดับ S

ในมุมมองของฮันเตอร์ระดับท็อปที่มีอยู่แค่ 3 คนในเกาหลี ผู้ตื่นรู้ระดับ F ก็คงเป็นแค่แมลงที่เดินเตะฝุ่นอยู่ทั่วไป

“สรุปว่าคุณไม่ได้เข้าหาผมเพราะค่าการตื่นรู้สินะครับ”

แล้วทำไมคังชางโฮถึงอยากได้ตัวฉันที่เพิ่งจะสบตากันแค่ครั้งเดียวเมื่อวาน?

“แล้วคุณเห็นอะไรในตัวผมถึงยื่นข้อเสนอนี้มาครับ?”

คำถามที่เป็นรากฐานสำคัญหลุดออกมา

ฉันชักอยากรู้เหตุผลที่แท้จริงที่เขาเข้าหา แต่ทว่า...

คังชางโฮเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างเงียบเชียบ ไม่ยอมตอบอะไรเลย

บ้าเอ๊ย ยุนซึงอา นายอยู่ไหน

จู่ๆ ฉันก็อยากเจอนายขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย

“เอ่อ ขอบคุณสำหรับคำชวนครับ แต่ผมขอปฏิเสธ”

“งั้นเหรอ?”

“อย่างที่คุณคังชางโฮพูด ผมมันเป็นฮันเตอร์ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ขอเป็นเด็กแบกของต่อไปดีกว่าครับ”

พฤติกรรมน่าสงสัยของชาวโลกคนนี้เริ่มทำให้ฉันหวาดระแวง ฉันตัดสินใจว่าจะต้องหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

“ถ้ามากับฉัน นายจะเก่งขึ้นเร็วมากเลยนะ ฉันจะหาไอเทมที่ช่วยเพิ่มพลังเวทให้ด้วย”

ต่อให้ใช้คำหวานหว่านล้อมแค่ไหน คิดว่าฉันจะหลงกลรึไง?

“ขอโทษด้วยครับ พอดีผมรีบ มีนัดกินข้าวเที่ยง”

“นัดเยอะจังเลยนะพ่อคุณ?”

ประจวบเหมาะกับที่มีรถแท็กซี่ติดไฟว่างสีแดงวิ่งมาแต่ไกล

“แท็กซี่!”

ฉันแทบจะกระโจนตัดหน้ารถเพื่อเรียกแท็กซี่ แล้วทิ้งคังชางโฮไว้กลางถนนก่อนจะชิ่งหนีออกมา

“หึ ฮันเตอร์คิมกิรยอสินะ”

แม้จะมองเห็นร่างของเขาไกลออกไปเรื่อยๆ ผ่านกระจกมองข้าง แต่หัวใจฉันยังคงเต้นรัวเร็ว

---

จะว่าไป ที่บอกว่ามีนัดไม่ใช่เรื่องโกหกหรอกนะ

“ที่มาช้าวันนี้เป็นเพราะรถชนกับคังชางโฮเหรอครับ?”

“พอลองนึกดูตอนนี้ ฉันว่าไอ้เวรนั่นจงใจชนแน่ๆ...”

หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่โชยกลิ่นหอมของซอสชุนจัง

ฉันเดินออกมาจากร้านหลังกินข้าวเสร็จด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

อันยุนซึงดูตกใจมากหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด

“โห ที่เขาลือกันว่าชอบหาเรื่องฮันเตอร์เก่งๆ เป็นเรื่องจริงสินะครับ!”

“เฮ้อ”

“ถ้าเป็นปกติ ระดับ A อย่างผมอาจจะตกเป็นเป้าหมายก็ได้...”

“งั้นเหรอ?”

“โชคดีที่มีพี่กิรยอช่วยรับเคราะห์แทน จริงด้วยสิ มีฮันเตอร์อย่างพี่นี่ยืนหัวโด่อยู่ทั้งคน ผู้ตื่นรู้คนอื่นคงไม่อยู่ในสายตาเขาหรอก”

เอายังไงดี? แจ้งตำรวจดีไหม?

แต่จะให้บอกว่าไงล่ะ ‘ฮันเตอร์ระดับ S เขาเสนอว่าจะคุ้มกันให้ผมล่าได้อย่างปลอดภัย แถมจะให้ไอเทมด้วยครับ’ งั้นเหรอ? ตำรวจคงจะจับหรอกนะ

“ขนาดคังชางโฮยังสนใจขนาดนั้น แสดงว่าพี่นี่ต้องเก่งกว่าผม...”

ฉันปวดหัวจนไม่ได้ฟังเลยว่าอันยุนซึงกำลังพูดอะไร

“อะแฮ่ม คุยเรื่องแบบนี้ข้างนอกคงไม่ดีมั้งครับ เอ่อ อืม งั้นคุยเรื่องอะไรดีนะ”

ความสับสนอยู่กับเราแค่ครู่เดียว

“อ้อ ใช่ พี่กิรยอ เมื่อเช้าดูทีวีไหมครับ? เขาบอกว่าปีที่แล้วเกาหลีได้รับการประเมินว่าเป็นประเทศที่มีการจัดการเกตยอดเยี่ยมเป็นอันดับ 2 เลยนะ”

ไม่นานเขาก็เริ่มเปลี่ยนบรรยากาศ

“ถึงปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติจะยังรุนแรงอยู่ แต่ก็โชคดีที่ความเสียหายต่อพลเรือนลดลงไปเยอะ”

“นั่นสินะ”

“ในข่าวบอกว่าอีกไม่นานมนุษยชาติจะพิชิตภัยพิบัติที่เรียกว่าเกตได้แล้วด้วย...”

นอกจากนี้ หัวข้อสนทนาที่อันยุนซึงเลือกมายังยอดเยี่ยมมาก

เกต

แนวคิดอันลึกลับนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับฉันเสมอ

‘ตอนแรกก็นึกว่าเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายทางเวทมนตร์ศาสตร์ที่ชาวโลกสร้างขึ้นซะอีก...’

ปรากฏการณ์ปริศนาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกเมื่อ 7 ปีก่อน

เกต และมอนสเตอร์

เห็นว่าเหตุการณ์ช็อกโลกในตอนนั้นทำให้เกิดผู้ตื่นรู้ขึ้นมาด้วยสินะ

ฉันตกอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง

ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไมชาวโลกถึงเรียนรู้เวทมนตร์ได้ช้า ก็ฉันลองค้นข้อมูลดูแล้วนี่นา

โดยปกติมานาของดาวเคราะห์จะถูกสร้างขึ้นที่แกนกลาง...

ดาวที่มีชั้นหินหนาๆ แบบโลก มานาจากแกนกลางจะทะลุขึ้นมาได้ยาก ทำให้ความเข้มข้นของพลังเวทในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นช้ามาก

การที่สิ่งมีชีวิตจะรับรู้ถึงเวทมนตร์ได้ ก่อนอื่นต้องได้สัมผัสมานาในปริมาณที่มากพอเสียก่อน ซึ่งโครงสร้างของโลกทำให้ก้าวแรกที่ว่านั้นใช้เวลานานกว่าอัลฟาวูรีหลายเท่า

‘เงื่อนไขต่างจากบ้านเกิดฉันลิบลับเลย’

แต่มนุษยชาติที่มีเทคโนโลยีขนาดนี้ กลับเอาแต่มองท้องฟ้าฝันถึงการท่องอวกาศอะไรเทือกนั้น?

เลยไม่ทันสังเกตเห็นมานาที่ซ่อนอยู่ใต้เท้าตัวเองมาตลอด

‘ปรากฏการณ์เกตที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน... ทำหน้าที่เป็นเหมือนบ่อน้ำบางอย่าง’

สุดท้ายมนุษยชาติก็สัมผัสกับพลังเวทเพราะอุบัติเหตุโดยบังเอิญ

เกิดการตื่นรู้ วิวัฒนาการ และเรียนรู้เวทมนตร์ดั้งเดิม จนได้ครอบครองสิ่งที่เรียกว่าสกิล

พอมองเห็นภาพรวมคร่าวๆ แล้ว แต่ว่า...

“อืม”

ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวตนที่แท้จริงของเกตคืออะไรกันแน่

ชาวโลกไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเพื่อขุดเจาะมานา แถมข้างในยังมีสิ่งมีชีวิตน่ากลัวยุ่บยั่บโผล่ออกมาอีก

มิหนำซ้ำไอ้สิ่งมีชีวิตพวกนั้นยังเป็นศัตรูกับมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข

‘ไม่เข้าใจเลยแฮะ’

เกตไม่ใช่เทคโนโลยีของอัลฟาวูรี

และไม่ใช่เทคโนโลยีของชาวโลก

แล้วตกลงมันคืออะไรกันแน่?

“พี่ครับ?”

ฉันที่กำลังจมอยู่ในความคิดเงยหน้าขวับเมื่อได้ยินเสียงเรียก

“อ๊ะ โทษที พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อย”

“คิดอะไรอยู่เหรอครับ?”

“ก็แค่...”

เมื่อกี้คุยกับยุนซึงถึงไหนแล้วนะ?

อ้อ บอกว่าอัตราการตายจากอุบัติเหตุเกตในเกาหลีลดลงเยอะสินะ

“ฉันลองจินตนาการดูว่า ถ้าฉันเป็นคนสร้างเกตขึ้นมาจะเป็นยังไงน่ะ”

ฉันพูดประโยคที่แวบเข้ามาในหัวออกไปโดยไม่คิดอะไรมาก ตามด้วยบทสนทนาเรื่อยเปื่อย

“ฉันคงจะไม่ปลื้มกับสถานการณ์ตอนนี้เท่าไหร่”

“ทำไมล่ะครับ?”

“ไม่ว่าเจตนาจะเป็นยังไง แต่มอนสเตอร์ในเกตก็พยายามจะฆ่าเรา ส่วนไอเทมที่เจอข้างในก็เป็นแค่ชีสที่วางล่อไว้บนกับดัก”

“…!”

“แต่ถ้าพวกหนูเริ่มมองออกว่านี่คือกับดัก แล้วเลือกกินแต่ชีสอย่างเดียว”

แน่นอนว่าต้องมีความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมา

“คงจะหงุดหงิดน่าดูเลยว่าไหม?”

มันเป็นช่วงบ่ายที่แสนสงบสุข

เดินย่อยอาหารหลังมื้อเที่ยง พลางคุยสัพเพเหระไปตามทาง แว่วเสียงจั๊กจั่นร้องระงม

มันควรจะเป็นช่วงเวลาแบบนั้นแท้ๆ

“เอ๊ะ?”

ระหว่างที่กำลังพูด ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกประหลาด

ความรู้สึกเหมือนมีพลังงานเดือดพล่านราวกับลาวาพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดินลาดยางมะตอย

มันคือพลังเวท

พลังเวทที่แหลมคมและดุดันจนขนหัวลุกกำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้น แถมยังเป็นตำแหน่งใต้เท้าของอันยุนซึงพอดิบพอดี!

“อันยุนซึง!”

ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว ฉันผลักอันยุนซึงที่ยืนอยู่ข้างๆ ออกไปสุดแรง

ทันใดนั้น ณ จุดที่อันยุนซึงเคยยืนอยู่ ก็ปรากฏม่านแสงเจิดจ้าผ่าแยกพื้นที่แถบนี้ออกเป็นสองฝั่ง

“นี่มันอะไรกัน...!”

ฉันทนแสงที่สาดซัดเข้ามาไม่ไหวจนต้องหลับตาแน่น

แต่ผ่านไปสักพัก พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือ...

“...เฮือก”

พื้นที่ปริศนาที่ถูกโอบล้อมด้วยสีขาวนวลตา ราวกับแสงเฮโลที่ทอดยาวอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น

พอกวาดตามองรอบๆ ก็สัมผัสได้ถึงโครงสร้างพลังเวทที่คล้ายกับเกตที่เคยเข้าไปก่อนหน้านี้

สรุปคือ ตอนนี้ฉันอยู่ในเกตที่ไม่รู้จัก

“โธ่เว้ย รู้งี้ดึงมันเข้ามาด้วยก็ดี!”

ช่วยด้วย!

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

12

20px

ปวดกล้ามเนื้อบ่าชะมัด ฉันเอามือนวดต้นคอที่เคล็ดขัดยอกเพราะผลพวงจากอุบัติเหตุรถชน

‘โว้ย จริงๆ เลย ขับรถประสาอะไรถึงได้มาเสยชาวบ้านในถนนโล่งๆ แบบนี้ได้’

แต่ดูเหมือนคู่กรณีจะไม่ได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดของฉันเลยสักนิด

คังชางโฮกำลังตีหน้ามึนขอเบอร์โทรศัพท์ฉันอยู่

“คะ... คือคุณฮันเตอร์คังชางโฮสินะครับ คุณคังชางโฮ...”

นี่คือปฏิกิริยาของคนธรรมดาเวลาเจอระดับ S สินะ

ดูท่าพวกผู้ปกครองที่อ่อนแอของโลกใบนี้จะรู้สึกถึงภัยคุกคามตามสัญชาตญาณเมื่อได้เห็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมพลังเวท ความรู้สึกคงเหมือนมีสัตว์ร้ายขนาดยักษ์มายืนอยู่ตรงหน้าล่ะมั้ง

“อะ... เอ่อ คือว่า ถึงจะเกิดอุบัติเหตุ แต่ค่าซ่อม... ค่าซ่อมรถ...”

“แน่นอนว่าผมต้องชดใช้ครับ มาทางนี้สิ”

แต่ถึงจะเปรียบเทียบแบบนั้น ฮันเตอร์ระดับ S ก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาอยู่ดี

คังชางโฮชดใช้ค่าเสียหายให้อย่างราบรื่น

เขาหยิบกระดาษแผ่นบางสีขาวออกจากกระเป๋าสตางค์แล้วยัดใส่มือคนขับแท็กซี่ ฝ่ายนั้นก็เงียบกริบไปทันที

‘นั่นมันกระดาษอะไรทำไมถึงทำให้หุบปากได้ ของดีกว่าเงินเหรอ?’

ทีนี้ผู้เสียหายก็เหลือแค่ฉันคนเดียว

คังชางโฮหันมามองฉัน

“ว่าแต่เบอร์ติดต่อล่ะ?”

“ครับ?”

“พอดีผมใช้เงินสดไปหมดแล้ว ค่ารักษาพยาบาลของนายคงต้องคุยตกลงกันทีหลัง”

ไม่ค่อยเข้าใจว่าหมายถึงอะไร...

แต่ถ้าเกิดรถชน ปกติเขาจัดการกันแบบนี้สินะ?

‘ก็แค่เบอร์โทรศัพท์เบอร์เดียวเอง’

ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว เอาเป็นว่าทำตามที่ชาวโลกคนนี้ต้องการไปก่อนแล้วกัน

ทว่า ระหว่างที่แลกเบอร์ติดต่อกัน บทสนทนาที่คังชางโฮเปิดประเด็นขึ้นมาก็น่าประหลาดใจพอดู

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ วันนี้ก็จะไปตามเช็ดล้างให้เจ้าลูกเจี๊ยบนั่นอีกแล้วเหรอ?”

เขาหยุดมือก่อนจะกดบันทึกเบอร์ แล้วหลุบสายตามองลงมา

“คนอย่างนายมาเป็นเด็กแบกของแบบนี้ น่าเสียดายแย่”

“ก็ไม่รู้สินะครับ”

“ฉันรู้งานที่ทำเงินได้ดีกว่านั้นเยอะ สนใจจะลองฟังดูไหม?”

งานที่ทำเงินได้?

“แค่ฟังคงไม่เสียหายครับ”

ข้อเสนอที่ตามมานั้นน่าตกใจอย่างยิ่ง

“คิมกิรยอ เลิกเป็นเด็กแบกของให้อันยุนซึง แล้วมาอยู่ใต้สังกัดฉันซะ”

“…!”

“แน่นอนว่าไอเทมและรายได้ที่หาได้จากในเกต ฉันจะแบ่งให้นาย 8 ส่วน”

ยื่นเงื่อนไขสุดโต่งขนาดนี้เพื่อสเกาท์ตัวเนี่ยนะ?

สมกับเป็นฮันเตอร์ระดับ S หมอนี่ต้องดูออกแน่ว่าศพของคิมกิรยอมีศักยภาพแฝงเร้นขนาดไหน

‘ก่อนจะลองใช้เวทมนตร์ ปกติมันยากที่จะประเมินปริมาณพลังเวทในตัวได้ แต่มนุษย์ที่ประสาทสัมผัสไวคนนี้กลับให้เบาะแสชั้นดีเลยแฮะ’

ไหนดูซิ ถ้าอย่างนั้น...

ตอนที่เลือกมาเกิดใหม่ ฉันระบุเงื่อนไขว่าจะขอมาเกิดในร่างของศพที่มีพลังเวทสูงที่สุดในดาวดวงนี้...

บางทีระดับพลังเวทของคิมกิรยอ หรือที่คนที่นี่เรียกว่า ‘ค่าการตื่นรู้’ อาจจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับฮันเตอร์ระดับ S หรือไม่ก็สูงกว่านั้น?

‘ถ้าอย่างนั้นขอแค่ใช้เวทมนตร์ได้เมื่อไหร่ ดาวเคราะห์พรรค์นี้ก็อยู่ในกำมือฉัน!’

ฮ่าฮ่า!

นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องแบบนี้

ฉันเลยพยายามกลั้นยิ้มแล้วตอบกลับไปเสียงเรียบ

“ไม่รู้สิครับ สถานการณ์ของผมตอนนี้คงเข้าไปในเกตระดับ S ลำบาก ไม่แน่ใจว่าจะทำงานกับคุณได้หรือเปล่า”

แต่พอได้ยินประโยคถัดมาของคังชางโฮ รอยยิ้มก็หุบฉับ สันหลังวาบเหมือนโดนน้ำเย็นราดใส่

“...ระดับ S?”

“ครับ?”

“ต่อให้เป็นฉัน ก็ไม่มีทางผลักฮันเตอร์ระดับอย่างนายเข้าไปในเกตระดับสูงพรรค์นั้นหรอกน่า”

ฉันโพล่งถามออกไปโดยอัตโนมัติ

“ไม่ได้เข้ามาคุยเพราะรู้ค่าการตื่นรู้ของผมเหรอครับ?”

แต่คังชางโฮกลับอธิบายต่อเหมือนเป็นเรื่องปกติ

“ค่าการตื่นรู้ของนาย? สำหรับระดับ F ก็ถือว่าสูงอยู่หรอก แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษนี่”

คังชางโฮถอดแว่นกันแดดออก

ดวงตาที่ดูคล้ายสัตว์เลื้อยคลานกลอกไปมาขณะกวาดมองสำรวจฉัน แล้วฟันธงฉับ

“นี่ ฟังนะ ข้อเสนอของฉันพูดง่ายๆ คือฉันจะปั้นนายด้วยมือของฉันเอง”

“…!”

“ฉันจะคอยคุ้มกันไม่ให้นายตายในเกต สอนเทคนิคต่างๆ ให้ แล้วก็สนับสนุนปัจจัยสิ่งของ”

สรุปสั้นๆ คือจะเป็นป๋าดันให้สินะ...

คังชางโฮจ้องมองมาทางนี้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน คงกำลังสงสัยอยู่ว่าฉันไปเอาความกล้ามาจากไหนถึงพูดเพ้อเจ้อว่าจะเข้าเกตระดับ S

‘เรื่องค่าการตื่นรู้ของคิมกิรยออยู่แค่ระดับ F เอาไว้ก่อนเถอะ’

แต่ประเด็นคือตอนนี้ฉัน...

เข้าใจข้อเสนอของหมอนี่ผิด แล้วดันคิดไปเองเป็นตุเป็นตะซะใหญ่โต

‘อึก น่าอายชะมัด’

หน้าร้อนผ่าวไปหมด ฉันรีบแก้ตัวกลบเกลื่อนอย่างเก้ๆ กังๆ

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง สงสัยผมจะสับสนนิดหน่อยเลยพูดอะไรแปลกๆ ออกไป ลืมมันไปเถอะครับ”

คังชางโฮได้ยินดังนั้นก็กลอกตา

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ งั้นถือว่านายตกลงรับข้อเสนอแล้วใช่ไหม?”

ประโยคนั้นไหลลื่นเป็นธรรมชาติมากจนเกือบจะเผลอพยักหน้าตาม แต่ฉันดึงสติกลับมาได้ทัน

เมื่อกี้เราคุยอะไรกันอยู่นะ ใช่ๆ เรื่องสปอนเซอร์

แล้วทำไมคังชางโฮถึงอยากช่วยฉัน?

“เดี๋ยวก่อนครับ”

เขาเป็นฮันเตอร์ระดับ S

ในมุมมองของฮันเตอร์ระดับท็อปที่มีอยู่แค่ 3 คนในเกาหลี ผู้ตื่นรู้ระดับ F ก็คงเป็นแค่แมลงที่เดินเตะฝุ่นอยู่ทั่วไป

“สรุปว่าคุณไม่ได้เข้าหาผมเพราะค่าการตื่นรู้สินะครับ”

แล้วทำไมคังชางโฮถึงอยากได้ตัวฉันที่เพิ่งจะสบตากันแค่ครั้งเดียวเมื่อวาน?

“แล้วคุณเห็นอะไรในตัวผมถึงยื่นข้อเสนอนี้มาครับ?”

คำถามที่เป็นรากฐานสำคัญหลุดออกมา

ฉันชักอยากรู้เหตุผลที่แท้จริงที่เขาเข้าหา แต่ทว่า...

คังชางโฮเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างเงียบเชียบ ไม่ยอมตอบอะไรเลย

บ้าเอ๊ย ยุนซึงอา นายอยู่ไหน

จู่ๆ ฉันก็อยากเจอนายขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย

“เอ่อ ขอบคุณสำหรับคำชวนครับ แต่ผมขอปฏิเสธ”

“งั้นเหรอ?”

“อย่างที่คุณคังชางโฮพูด ผมมันเป็นฮันเตอร์ที่ไม่มีอะไรโดดเด่น ขอเป็นเด็กแบกของต่อไปดีกว่าครับ”

พฤติกรรมน่าสงสัยของชาวโลกคนนี้เริ่มทำให้ฉันหวาดระแวง ฉันตัดสินใจว่าจะต้องหนีไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

“ถ้ามากับฉัน นายจะเก่งขึ้นเร็วมากเลยนะ ฉันจะหาไอเทมที่ช่วยเพิ่มพลังเวทให้ด้วย”

ต่อให้ใช้คำหวานหว่านล้อมแค่ไหน คิดว่าฉันจะหลงกลรึไง?

“ขอโทษด้วยครับ พอดีผมรีบ มีนัดกินข้าวเที่ยง”

“นัดเยอะจังเลยนะพ่อคุณ?”

ประจวบเหมาะกับที่มีรถแท็กซี่ติดไฟว่างสีแดงวิ่งมาแต่ไกล

“แท็กซี่!”

ฉันแทบจะกระโจนตัดหน้ารถเพื่อเรียกแท็กซี่ แล้วทิ้งคังชางโฮไว้กลางถนนก่อนจะชิ่งหนีออกมา

“หึ ฮันเตอร์คิมกิรยอสินะ”

แม้จะมองเห็นร่างของเขาไกลออกไปเรื่อยๆ ผ่านกระจกมองข้าง แต่หัวใจฉันยังคงเต้นรัวเร็ว

---

จะว่าไป ที่บอกว่ามีนัดไม่ใช่เรื่องโกหกหรอกนะ

“ที่มาช้าวันนี้เป็นเพราะรถชนกับคังชางโฮเหรอครับ?”

“พอลองนึกดูตอนนี้ ฉันว่าไอ้เวรนั่นจงใจชนแน่ๆ...”

หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่โชยกลิ่นหอมของซอสชุนจัง

ฉันเดินออกมาจากร้านหลังกินข้าวเสร็จด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ

อันยุนซึงดูตกใจมากหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด

“โห ที่เขาลือกันว่าชอบหาเรื่องฮันเตอร์เก่งๆ เป็นเรื่องจริงสินะครับ!”

“เฮ้อ”

“ถ้าเป็นปกติ ระดับ A อย่างผมอาจจะตกเป็นเป้าหมายก็ได้...”

“งั้นเหรอ?”

“โชคดีที่มีพี่กิรยอช่วยรับเคราะห์แทน จริงด้วยสิ มีฮันเตอร์อย่างพี่นี่ยืนหัวโด่อยู่ทั้งคน ผู้ตื่นรู้คนอื่นคงไม่อยู่ในสายตาเขาหรอก”

เอายังไงดี? แจ้งตำรวจดีไหม?

แต่จะให้บอกว่าไงล่ะ ‘ฮันเตอร์ระดับ S เขาเสนอว่าจะคุ้มกันให้ผมล่าได้อย่างปลอดภัย แถมจะให้ไอเทมด้วยครับ’ งั้นเหรอ? ตำรวจคงจะจับหรอกนะ

“ขนาดคังชางโฮยังสนใจขนาดนั้น แสดงว่าพี่นี่ต้องเก่งกว่าผม...”

ฉันปวดหัวจนไม่ได้ฟังเลยว่าอันยุนซึงกำลังพูดอะไร

“อะแฮ่ม คุยเรื่องแบบนี้ข้างนอกคงไม่ดีมั้งครับ เอ่อ อืม งั้นคุยเรื่องอะไรดีนะ”

ความสับสนอยู่กับเราแค่ครู่เดียว

“อ้อ ใช่ พี่กิรยอ เมื่อเช้าดูทีวีไหมครับ? เขาบอกว่าปีที่แล้วเกาหลีได้รับการประเมินว่าเป็นประเทศที่มีการจัดการเกตยอดเยี่ยมเป็นอันดับ 2 เลยนะ”

ไม่นานเขาก็เริ่มเปลี่ยนบรรยากาศ

“ถึงปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติจะยังรุนแรงอยู่ แต่ก็โชคดีที่ความเสียหายต่อพลเรือนลดลงไปเยอะ”

“นั่นสินะ”

“ในข่าวบอกว่าอีกไม่นานมนุษยชาติจะพิชิตภัยพิบัติที่เรียกว่าเกตได้แล้วด้วย...”

นอกจากนี้ หัวข้อสนทนาที่อันยุนซึงเลือกมายังยอดเยี่ยมมาก

เกต

แนวคิดอันลึกลับนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับฉันเสมอ

‘ตอนแรกก็นึกว่าเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายทางเวทมนตร์ศาสตร์ที่ชาวโลกสร้างขึ้นซะอีก...’

ปรากฏการณ์ปริศนาที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลกเมื่อ 7 ปีก่อน

เกต และมอนสเตอร์

เห็นว่าเหตุการณ์ช็อกโลกในตอนนั้นทำให้เกิดผู้ตื่นรู้ขึ้นมาด้วยสินะ

ฉันตกอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง

ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าทำไมชาวโลกถึงเรียนรู้เวทมนตร์ได้ช้า ก็ฉันลองค้นข้อมูลดูแล้วนี่นา

โดยปกติมานาของดาวเคราะห์จะถูกสร้างขึ้นที่แกนกลาง...

ดาวที่มีชั้นหินหนาๆ แบบโลก มานาจากแกนกลางจะทะลุขึ้นมาได้ยาก ทำให้ความเข้มข้นของพลังเวทในชั้นบรรยากาศเพิ่มขึ้นช้ามาก

การที่สิ่งมีชีวิตจะรับรู้ถึงเวทมนตร์ได้ ก่อนอื่นต้องได้สัมผัสมานาในปริมาณที่มากพอเสียก่อน ซึ่งโครงสร้างของโลกทำให้ก้าวแรกที่ว่านั้นใช้เวลานานกว่าอัลฟาวูรีหลายเท่า

‘เงื่อนไขต่างจากบ้านเกิดฉันลิบลับเลย’

แต่มนุษยชาติที่มีเทคโนโลยีขนาดนี้ กลับเอาแต่มองท้องฟ้าฝันถึงการท่องอวกาศอะไรเทือกนั้น?

เลยไม่ทันสังเกตเห็นมานาที่ซ่อนอยู่ใต้เท้าตัวเองมาตลอด

‘ปรากฏการณ์เกตที่เกิดขึ้นเมื่อ 7 ปีก่อน... ทำหน้าที่เป็นเหมือนบ่อน้ำบางอย่าง’

สุดท้ายมนุษยชาติก็สัมผัสกับพลังเวทเพราะอุบัติเหตุโดยบังเอิญ

เกิดการตื่นรู้ วิวัฒนาการ และเรียนรู้เวทมนตร์ดั้งเดิม จนได้ครอบครองสิ่งที่เรียกว่าสกิล

พอมองเห็นภาพรวมคร่าวๆ แล้ว แต่ว่า...

“อืม”

ฉันก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตัวตนที่แท้จริงของเกตคืออะไรกันแน่

ชาวโลกไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเพื่อขุดเจาะมานา แถมข้างในยังมีสิ่งมีชีวิตน่ากลัวยุ่บยั่บโผล่ออกมาอีก

มิหนำซ้ำไอ้สิ่งมีชีวิตพวกนั้นยังเป็นศัตรูกับมนุษย์อย่างไม่มีเงื่อนไข

‘ไม่เข้าใจเลยแฮะ’

เกตไม่ใช่เทคโนโลยีของอัลฟาวูรี

และไม่ใช่เทคโนโลยีของชาวโลก

แล้วตกลงมันคืออะไรกันแน่?

“พี่ครับ?”

ฉันที่กำลังจมอยู่ในความคิดเงยหน้าขวับเมื่อได้ยินเสียงเรียก

“อ๊ะ โทษที พอดีคิดอะไรเพลินไปหน่อย”

“คิดอะไรอยู่เหรอครับ?”

“ก็แค่...”

เมื่อกี้คุยกับยุนซึงถึงไหนแล้วนะ?

อ้อ บอกว่าอัตราการตายจากอุบัติเหตุเกตในเกาหลีลดลงเยอะสินะ

“ฉันลองจินตนาการดูว่า ถ้าฉันเป็นคนสร้างเกตขึ้นมาจะเป็นยังไงน่ะ”

ฉันพูดประโยคที่แวบเข้ามาในหัวออกไปโดยไม่คิดอะไรมาก ตามด้วยบทสนทนาเรื่อยเปื่อย

“ฉันคงจะไม่ปลื้มกับสถานการณ์ตอนนี้เท่าไหร่”

“ทำไมล่ะครับ?”

“ไม่ว่าเจตนาจะเป็นยังไง แต่มอนสเตอร์ในเกตก็พยายามจะฆ่าเรา ส่วนไอเทมที่เจอข้างในก็เป็นแค่ชีสที่วางล่อไว้บนกับดัก”

“…!”

“แต่ถ้าพวกหนูเริ่มมองออกว่านี่คือกับดัก แล้วเลือกกินแต่ชีสอย่างเดียว”

แน่นอนว่าต้องมีความคิดแบบนี้ผุดขึ้นมา

“คงจะหงุดหงิดน่าดูเลยว่าไหม?”

มันเป็นช่วงบ่ายที่แสนสงบสุข

เดินย่อยอาหารหลังมื้อเที่ยง พลางคุยสัพเพเหระไปตามทาง แว่วเสียงจั๊กจั่นร้องระงม

มันควรจะเป็นช่วงเวลาแบบนั้นแท้ๆ

“เอ๊ะ?”

ระหว่างที่กำลังพูด ฉันสัมผัสได้ถึงความรู้สึกประหลาด

ความรู้สึกเหมือนมีพลังงานเดือดพล่านราวกับลาวาพุ่งขึ้นมาจากใต้พื้นดินลาดยางมะตอย

มันคือพลังเวท

พลังเวทที่แหลมคมและดุดันจนขนหัวลุกกำลังพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้น แถมยังเป็นตำแหน่งใต้เท้าของอันยุนซึงพอดิบพอดี!

“อันยุนซึง!”

ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว ฉันผลักอันยุนซึงที่ยืนอยู่ข้างๆ ออกไปสุดแรง

ทันใดนั้น ณ จุดที่อันยุนซึงเคยยืนอยู่ ก็ปรากฏม่านแสงเจิดจ้าผ่าแยกพื้นที่แถบนี้ออกเป็นสองฝั่ง

“นี่มันอะไรกัน...!”

ฉันทนแสงที่สาดซัดเข้ามาไม่ไหวจนต้องหลับตาแน่น

แต่ผ่านไปสักพัก พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือ...

“...เฮือก”

พื้นที่ปริศนาที่ถูกโอบล้อมด้วยสีขาวนวลตา ราวกับแสงเฮโลที่ทอดยาวอยู่ตรงเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น

พอกวาดตามองรอบๆ ก็สัมผัสได้ถึงโครงสร้างพลังเวทที่คล้ายกับเกตที่เคยเข้าไปก่อนหน้านี้

สรุปคือ ตอนนี้ฉันอยู่ในเกตที่ไม่รู้จัก

“โธ่เว้ย รู้งี้ดึงมันเข้ามาด้วยก็ดี!”

ช่วยด้วย!