‘ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็อยู่คนละโลกซะแล้ว เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย’
เมื่อกี้ฉันยังไม่ทันสังเกต แต่พอมาดูดีๆ ที่นี่คือภายในสิ่งก่อสร้างบางอย่าง
เพดานสูงลิบจนเหมือนกับว่าจะมีพวกยักษ์ในตำนานเดินผ่านไปมาได้ และทางเดินสีขาวโพลน
ด้านหลังและด้านข้างทั้งสองฝั่งถูกปิดกั้นด้วยกำแพง มีเพียงเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าเท่านั้นที่บ่งบอกทิศทาง
“นี่อยู่ในเกตจริงๆ สินะ”
สัตว์โลกผู้อ่อนแอที่ไม่สามารถใช้แม้แต่เวทจุดไฟได้ จะฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปได้ยังไงกัน?
‘มนุษย์ต่างดาวช่วยด้วย...’
อันดับแรก ฉันไม่อยากเจอพวกมอนสเตอร์ในที่อับจนหนทางแบบนี้เลยจริงๆ
ฉันเริ่มออกเดินพลางตัวสั่นงันงก
หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็มาถึงสถานที่ประหลาดแห่งหนึ่ง
“หือ?”
มันคือห้องสี่เหลี่ยมที่มีทางแยก 4 ทาง
เส้นทางที่อยู่ตรงหน้ามีประตูยักษ์ขวางกั้นไว้ ซึ่งดูแล้วลำพังแรงกายของกิรยอไม่มีทางผลักมันออกได้แน่
ส่วนทางเดินที่เหลืออีก 3 ทางนั้นเปิดโล่ง โดยทางหนึ่งคือทางที่ฉันเพิ่งเดินผ่านมา
“มีอะไรเขียนไว้ด้วยแฮะ”
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากกว่าคือแผ่นศิลาที่ปักอยู่กลางห้อง
ฉันก้มตัวลงเพื่อสำรวจแผ่นศิลาปริศนานั้น
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็เริ่มดังมาจากทางเดินทั้งสองฝั่ง
‘ฮี้ก!’
มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ที่นี่ด้วย
ความจริงที่ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว บางครั้งมันก็น่าอุ่นใจอยู่หรอก แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็คือต้นตอของความหวาดกลัว
ฉันจึงเผลอหดตัวลงครู่หนึ่ง...
‘เอ๊ะ? นี่มันเสียงฝีเท้าของชาวโลกนี่นา?’
ตึก, ตึก, ตึก
ไม่นานนัก เจ้าของเสียงฝีเท้าก็ปรากฏตัวออกมา
คนที่ออกมาจากทางซ้ายเป็นมนุษย์รูปร่างสูงใหญ่ ดูแล้วอายุประมาณ 30 ปี
ส่วนทางขวาเป็นคนท่าทางเรียบร้อย ดูเด็กกว่ากิรยอเล็กน้อย
โชคดีที่หนึ่งในสองคนนั้นมีคนที่ฉันคุ้นหน้าอยู่
“คังชางโฮ?”
“หืม?”
ฉันเผลอเรียกชื่อเขาออกไปโดยไม่รู้ตัว คังชางโฮจึงยกมือทักทายเบาๆ
เรื่องที่ว่าทำไมคังชางโฮถึงมาอยู่ที่นี่เอาไว้ทีหลังก่อนเถอะ แล้วอีกคนที่เหลือล่ะคือใคร
‘ผมดำ ตาดำ ทรงพิมพ์นิยมเลยแฮะ’
ในขณะที่ฉันกำลังคาดเดาว่าคนในทางเดินฝั่งขวาเป็นใคร คังชางโฮก็ชิงทักขึ้นมาก่อน
“อ้าว จองฮาซอง!”
เขาทักทายบุคคลที่ยืนอยู่อีกฝั่งด้วยความดีใจ
“ได้ข่าวว่าอยู่สิงคโปร์ไม่ใช่เหรอ?”
“เพิ่งกลับถึงเกาหลีวันนี้ครับ”
แต่ถ้าคำตอบจะแข็งทื่อขนาดนั้น ดูท่าทั้งคู่คงไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่สินะ
“รู้จักกันเหรอครับ?”
ฉันเดินเข้าไปใกล้พลางถามคำถามสั้นๆ
ทว่า เมื่อทั้งสองคนที่กำลังสนทนากันได้ยินเสียงของฉัน พวกเขาก็หันขวับมามองด้วยสีหน้าตกตะลึง
อ้าว ทำไมล่ะ?
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ผมขอถามเพื่อความแน่ใจนะ คุณไม่รู้จักจองฮาซองเหรอ?”
ฉันเพิ่งมาโลกนี้ได้แค่ 2 สัปดาห์ จะไปรู้จักได้ยังไงเล่า?
แต่จะตอบแบบนั้นก็ไม่ได้ ฉันเลยได้แต่หุบปากเงียบ
คังชางโฮหัวเราะร่าเหมือนได้เห็นเรื่องตลก
“ฮ่าๆ! เห็นไหมล่ะ? ดูเหมือนเขาจะไม่รู้จักนายจริงๆ ด้วย”
“......”
“สงสัยนายคงต้องขยันทำกิจกรรมให้มากกว่านี้แล้วละ ดูสิ ฮันเตอร์ที่อยู่ตรงหน้ายังทำท่าเหมือนไม่สนใจเลยว่าจองฮาซองคือใคร”
เขาเป็นใครกันแน่ถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนี้
สำหรับคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างฉันก็ได้แต่ยืนเอามือไพล่หลังเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่พอการแนะนำตัวเริ่มขึ้น เหงื่อกาฬก็เริ่มไหลซึม
“เอาเถอะ ในเมื่อไม่รู้จักกัน เรียกขานกันลำบาก เดี๋ยวผมแนะนำให้เอง อะ ทางนี้คือจองฮาซอง”
“อา...”
“เขาคืออันดับ 1 ของแรงกิ้งฮันเตอร์ในเกาหลี”
เชี่ยแล้วไง
“ข้างนอกนั่นเขาถูกเรียกว่าวีรบุรุษของชาติเชียวนะ แต่ในเมื่อคุณไม่รู้จักก็ช่างมันเถอะ”
เป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ
ถ้าความลับแตกขึ้นมาว่าฉันเป็นมนุษย์ต่างดาวจะทำยังไงดีล่ะ? ฉันเหลือบมองคนชื่อจองฮาซองด้วยความกังวล
ทว่าอีกฝ่ายกลับเอาแต่เงียบด้วยใบหน้าเย็นชา
“และจองฮาซอง ทางนี้คือฮันเตอร์คิมกิรยอ อยู่ระดับ F”
“อะ... สวัสดีครับ”
“ครับ”
สายตาของจองฮาซองหยุดอยู่ที่ฉันครู่ใหญ่
แล้วเขาก็เอ่ยถามสั้นๆ
“พวกคุณทั้งสองคนถูกดึงมาที่นี่กะทันหันเหมือนกันเหรอครับ?”
เมื่อเห็นพวกเราพยักหน้า จองฮาซองก็ทำท่าเหมือนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกดปุ่มที่นาฬิกาข้อมือของเขา
ทันใดนั้น สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น...
“โอ๊ะ”
หน้าจอสีฟ้าทรงสี่เหลี่ยมปรากฏขึ้นตรงหน้าจองฮาซอง
มันดูเหมือนโฮโลแกรม แต่อย่างน้อยมันก็ประกอบขึ้นจากแสงอย่างแน่นอน
[เกตที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน]
[คำอธิบาย : ไม่มีข้อมูลของเกต]
[ระดับ : EX]
อย่าบอกนะว่าเจ้านั่นก็คือเครื่องวิเคราะห์เหมือนกัน?
‘นี่เหรอเทคโนโลยีของชาวโลก...’
ไม่คิดเลยว่าจะมีเครื่องวิเคราะห์รูปทรงล้ำสมัยขนาดนี้อยู่ด้วย
ฉันมองแอบดูหน้าจอนั้นด้วยความทึ่ง ส่วนจองฮาซองก็พยักหน้าพลางอ่านข้อความที่ปรากฏ
“ดูเหมือนว่าจะอยู่ในเกตจริงๆ ครับ ระดับเอ็กซ์ตร้า (Extra) ชักจะยุ่งยากซะแล้วสิ”
ระดับ EX คืออะไรนะ
ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อจะหยิบเครื่องมือขึ้นมาค้นหาคำศัพท์ที่ไม่รู้
แต่ทว่า หน้าจอโทรศัพท์มือถือกลับมีคลื่นรบกวนสีรุ้งแทรกจนใช้งานไม่ได้
“แย่ละ ผมก็เข้ามาโดยไม่มีเคสป้องกันซะด้วย ถ้าไม่รีบออกไป โทรศัพท์คงพังเพราะแรงรบกวนแน่ๆ”
ฟังจากที่คังชางโฮพูด ดูเหมือนว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปจะใช้งานในเกตได้ลำบากสินะ
‘ถ้าอย่างนั้นก็ติดต่ออันยุนซึงไม่ได้เลยน่ะสิ’
ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางรีบเก็บโทรศัพท์เข้าไว้ในอกอย่างทะนุถนอม
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ
“ช่วยมาตรงนี้หน่อยได้ไหมครับ? มีอะไรบางอย่างเขียนอยู่ที่แผ่นศิลา”
จองฮาซองเป็นคนทำลายความเงียบนั้น
ฉันกับคังชางโฮเดินเข้าไปใกล้สิ่งของที่ตั้งอยู่กลางห้องตามคำเรียก บนงานสลักที่ดูพิลึกพิลั่นนั้นมีข้อความเขียนไว้ว่า
< สัญลักษณ์แห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ จักกลายเป็นกุญแจ >
ข้อความที่มีความหมายเป็นนัย...
“เป็นคำใบ้ที่จำเป็นสำหรับการเคลียร์เกตหรือเปล่าครับ?”
ดูจากสถานการณ์แล้ว ที่นี่คงไม่ใช่แค่จัดการมอนสเตอร์แล้วจะจบเรื่อง
“ทิศทางที่ไปต่อได้ดูเหมือนจะมีแค่ประตูบานนั้นบานเดียว ลองไปกันเถอะครับ”
ขืนอ้าปากพูดไปเดี๋ยวความโง่จะแตกเอาเปล่าๆ
ฉันเลยต้องจำใจสวมบทเป็นคนพูดน้อยและเดินตามหลังจองฮาซองไป จนกระทั่งมาถึงสถานที่ถัดมา
‘มันเหมือนเมื่อกี้เปี๊ยบเลยไม่ใช่เหรอ?’
หนีมาจากห้องสีขาวหนึ่ง ก็มาเจอห้องสีขาวขนาดใหญ่อีกห้องหนึ่ง
แต่โครงสร้างรายละเอียดนั้นต่างออกไป
มีทางออกเพียงทางเดียว และมีบางอย่างตั้งอยู่แทนที่แผ่นศิลา
เมื่อดูใกล้ๆ มันคือรูปปั้นหัวสิงโตที่กำลังอ้าปากค้างไว้
ดูเหมือนจะมีช่องทรงกลมอยู่ภายในปากนั้นด้วย
“รูนั่นขนาดพอดีกับแขนคนเป๊ะเลยแฮะ”
คังชางโฮที่ยืนอยู่ด้านหลังโพล่งขึ้นมาเมื่อเห็นรูปปั้นนั้น แต่ไม่มีใครกล้าแหย่มือเข้าไปเลยสักคน
ใครจะบ้าเอามือแหย่เข้าปากสิงโตล่ะ ยิ่งอยู่ในเกตแบบนี้ด้วย ยิ่งรู้สึกไม่น่าไว้วางใจเข้าไปใหญ่
“...ฮันเตอร์คังชางโฮ ช่วยอะไรหน่อยได้ไหมครับ”
“ฉันเหรอ?”
แต่ในตอนนั้นเอง
จองฮาซองที่ยืนอยู่ตรงทางออกของห้องก็เอ่ยขอความช่วยเหลือด้วยใบหน้าเรียบเฉย
สำหรับเขาอาจจะเป็นคำพูดธรรมดา แต่สถานการณ์ที่ตามมากลับน่าตกใจ
“ประตูนี่ใช้แรงของผมเปิดไม่ได้ครับ”
ฮันเตอร์ระดับ S พวกคุณรู้ไหมว่าพวกเขาเป็นตัวตนแบบไหนบนโลกนี้?
ในหมู่มวลมนุษยชาติที่สัมผัสกับมานา เหล่าจอมขมังเวทที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเหล่านี้เรียกได้ว่ามีพลังเหนือธรรมชาติประดุจสัตว์ประหลาด
แต่ตอนนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ถึงสองคนมารวมตัวกันแล้วแท้ๆ...
‘บ้าฉิบ’
กลับเปิดประตูบานเดียวไม่ได้
ไม่กี่นาทีต่อมา
หลังจากที่จองฮาซองใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการซัดเวทระเบิดใส่ประตูแต่ก็ไม่ได้ผล พวกเราจึงสรุปได้ว่า
‘ใช้กำลังเปิดไม่ได้วุ้ย!’
งั้นต้องทำยังไงถึงจะเปิดได้ล่ะ?
เมื่อวิธีต่างๆ ล้มเหลว สายตาทุกคู่ก็มุ่งตรงไปยังจุดเดียวโดยอัตโนมัติ
‘อย่าบอกนะว่า...’
พวกเราจ้องมองรูปปั้นสิงโตที่ตั้งอยู่กลางห้อง
ในเมื่อห้องนี้ว่างเปล่า สิ่งเดียวที่พอลองทำอะไรได้ก็มีแค่รูปปั้นสิงโตนี่เท่านั้น
“ลองทำลายดูไหมครับ?”
หลังจากนั้นก็มีความพยายามอีกหลายอย่างตามมา แต่พวกเราก็ไม่สามารถทำให้รูปปั้นสิงโตเป็นรอยได้เลย และประตูยังคงปิดสนิท
10 นาทีผ่านไป
‘ดันเข้ามาโดยไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ เสบียงคง...’
เนื่องจากสาเหตุการตายของคิมกิรยอคือการอดตาย ฉันจึงตอบสนองต่ออันตรายจากการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง
ดูเหมือนจองฮาซองจะคิดเหมือนกัน เขาเดินเข้าไปหน้ารูปปั้นสิงโตราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้
แล้วเขาก็ค่อยๆ สอดมือเข้าไปในช่องปากของรูปปั้นสิงโต...
“...!”
ในวินาทีนั้น ดวงตาของสิงโตที่เคยเป็นสีขาวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
ทันใดนั้น ประตูอันหนักอึ้งที่เคยนิ่งสนิทก็เลื่อนเปิดออกช้าๆ
“โอ้”
“เปิดแล้วครับ”
แต่ทว่า เอ๊ะ?
ท่าทางของจองฮาซองที่ดึงมือออกจากรูปปั้นสิงโตดูแปลกไป
เขาดูเหมือน... กำลังสับสน
“เป็นอะไรไปครับ?”
เมื่อสังเกตดูดีๆ ที่มือของเขามีรอยเขี้ยวสีแดงราวกับถูกสัตว์กัด
จองฮาซองโชว์บาดแผลที่มือให้ดูพลางพูดว่า
“ถูกสูบเลือดครับ”
“ว่าไงนะ?”
“ผมตกใจเลยพยายามจะชักแขนออก แต่ถึงจะออกแรงแค่ไหนก็ดึงไม่หลุดเลยครับ ราวกับว่าต้องตัดหัวไหล่ทิ้งถึงจะหลุดออกมาได้”
โชคดีที่ปริมาณเลือดที่ถูกสูบไปดูเหมือนจะไม่มากนัก เขาจึงเดินเข้าสู่ห้องถัดไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก
‘รู้สึกเหมือนเป็นหนูตะเภาในห้องทดลองขนาดยักษ์เลยแฮะ ขาวโพลนไปหมด’
ทว่า ภาพในห้องถัดไปกลับน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า
“......”
“......”
ฉันกับจองฮาซองถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นทัศนียภาพหลังบานประตู
เพราะมีรูปปั้นสิงโตแบบเดียวกับที่เห็นเมื่อกี้ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องเป๊ะๆ เลยน่ะสิ
‘นี่หมายความว่าจะให้ทำแบบนั้นอีกเหรอ?’
ผู้สร้างเกตนี่สงสัยจะประทับใจหนังเรื่อง Roman Holiday มากสินะ?
‘อึ๋ย’
อย่างไรก็ตาม จองฮาซองดูเหมือนจะไม่อยากอยู่ในดันเจี้ยนนี้นานนัก เขาจึงแหย่แขนเข้าไปโดยไม่รีรอ
ประตูเปิดออกอีกครั้ง
‘เฮ้อ อย่างน้อยเดชะบุญที่ทำให้รุดหน้าต่อไปได้ล่ะนะ’
แหย่แขนเข้าไปในรูปปั้นสิงโตแล้วประตูจะเปิด
ง่ายและชัดเจน เป็นปริศนาที่แม้แต่หนูตัวเล็กๆ ก็คงแก้ได้
“อา ห้องถัดไปก็มีรูปปั้นสิงโตอีกแล้วครับ ถ้าทำแบบเดิมซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะออกไปได้ใช่ไหมครับ?”
เพราะอย่างนั้นความตึงเครียดจึงอาจจะผ่อนคลายลง
“ฮันเตอร์คังชางโฮ ผมมีเรื่องจะพูดด้วยหน่อยครับ”
แต่ทว่า ด้วยคำพูดไม่กี่คำของจองฮาซองที่ตามมา บรรยากาศที่นี่ก็กลับกลายเป็นตึงเครียดจนเหมือนจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
“ห้องถัดไป ช่วยเปิดแทนผมหน่อยได้ไหมครับ?”
“ทำไมล่ะ?”
“ปริมาณการสูบเลือดของรูปปั้นเปลี่ยนไปครับ”
“......”
“ครั้งแรกผมไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งที่สองเริ่มมีอาการหน้ามืดนิดหน่อย”
“งั้นเหรอ?”
“และดันเจี้ยนแบบนี้ ปกติแล้วปริมาณที่มันต้องการจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ”
เรามาสลับกันเถอะ
เมื่อเขาเสนอด้วยน้ำเสียงสุภาพ คังชางโฮก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“ไม่รู้สิ นายก็ทำได้ดีมาตลอดนี่นา ก็แค่เป็นคนนำไปจนจบเลยไม่ได้เหรอ?”
จองฮาซองจึงตอบกลับอย่างเรียบเฉยราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว
“คุณไม่ให้ความร่วมมือในการเคลียร์เกตสินะ”
“นายไม่รู้ระดับแรงกิ้งฮันเตอร์ของฉันเหรอ?”
“ผมไม่เคยสนใจฉายาไร้สาระที่จัดอันดับด้วยจำนวนครั้งในการปิดเกตหรอกนะ”
เคร้ง เสียงโลหะบาดหูดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง
นั่นคือเสียงจองฮาซองชักดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา ส่วนคังชางโฮก็จ้องมองมันด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“ผมถามอีกครั้งนะครับ ฮันเตอร์คังชางโฮ เรามาสลับกันเถอะ”
“ถ้าฉันบอกว่าไม่ล่ะ?”
“งั้นจะให้ผมลองเช็กดูไหมว่าแขนที่ขาดไปแล้วจะยังเปิดประตูได้อยู่หรือเปล่า?”
อืม
แบบนี้พวกมันคงได้ฟัดกันนัวแน่
“คือว่า...”
ฉันพยายามจะห้ามพวกเขา แต่แล้วก็ต้องชะงักด้วยคำพูดถัดมาของฮันเตอร์
“จองฮาซอง เห็นใจฝั่งฉันบ้างสิ ถ้าสลับกันเปิดประตูแบบนั้น แล้วเกิดแจ็กพอตมาตกที่ตาฉันตอนที่มันต้องการเลือดจนถึงแก่ชีวิตจะทำยังไง อย่างน้อยก็น่าจะให้ฉันมีสิทธิ์เลือกจังหวะเองสิ จะได้ไม่ต้องมีใครมานั่งเสียใจภายหลัง จริงไหม?”
นั่นสิ ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้นะ?
ทุกคนในที่นี้เริ่มสังเกตเห็นจุดประสงค์ของเกตนี้กันหมดแล้ว
ที่นี่มีโครงสร้างที่ต้องถวายเลือดของมนุษย์เพื่อที่จะรุดหน้าต่อไปได้ และช่องสำหรับเก็บเลือดก็มีขนาดพอดีสำหรับแขนของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น
นั่นหมายความว่า วิธีแก้ปัญหาของดันเจี้ยนนี้คือการให้คนหนึ่งคนกลายเป็นเครื่องสังเวย
ฉันเพิ่งจะนึกออกในภายหลังว่าระดับ EX มันอันตรายแค่ไหน
ใช่แล้ว ฉันเคยเห็นบทความหนึ่งผ่านๆ ที่ว่ากันว่า อัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60%
สรุปสั้นๆ คือ ที่นี่แค่ไม่มีมอนสเตอร์ แต่ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยเลยแม้แต่นิดเดียว
บางทีอาจจะเป็นอย่างที่คังชางโฮพูดจริงๆ ว่าเลือดทั้งตัวอาจจะถูกสิงโตสูบจนตายได้
คราวนี้ล่ะ ปัญหาก็เกิดสิ
“อืม”
ตอนนี้ฉันติดอยู่ใน ‘เกตที่บังคับให้คนหนึ่งคนที่เข้ามาด้วยกันต้องเสียสละ’
ว่าแต่พวกนี้ค่าการตื่นรู้อยู่ระดับไหนกันนะ?