Cover

13

‘ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็อยู่คนละโลกซะแล้ว เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย’

เมื่อกี้ฉันยังไม่ทันสังเกต แต่พอมาดูดีๆ ที่นี่คือภายในสิ่งก่อสร้างบางอย่าง

เพดานสูงลิบจนเหมือนกับว่าจะมีพวกยักษ์ในตำนานเดินผ่านไปมาได้ และทางเดินสีขาวโพลน

ด้านหลังและด้านข้างทั้งสองฝั่งถูกปิดกั้นด้วยกำแพง มีเพียงเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าเท่านั้นที่บ่งบอกทิศทาง

“นี่อยู่ในเกตจริงๆ สินะ”

สัตว์โลกผู้อ่อนแอที่ไม่สามารถใช้แม้แต่เวทจุดไฟได้ จะฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปได้ยังไงกัน?

‘มนุษย์ต่างดาวช่วยด้วย...’

อันดับแรก ฉันไม่อยากเจอพวกมอนสเตอร์ในที่อับจนหนทางแบบนี้เลยจริงๆ

ฉันเริ่มออกเดินพลางตัวสั่นงันงก

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็มาถึงสถานที่ประหลาดแห่งหนึ่ง

“หือ?”

มันคือห้องสี่เหลี่ยมที่มีทางแยก 4 ทาง

เส้นทางที่อยู่ตรงหน้ามีประตูยักษ์ขวางกั้นไว้ ซึ่งดูแล้วลำพังแรงกายของกิรยอไม่มีทางผลักมันออกได้แน่

ส่วนทางเดินที่เหลืออีก 3 ทางนั้นเปิดโล่ง โดยทางหนึ่งคือทางที่ฉันเพิ่งเดินผ่านมา

“มีอะไรเขียนไว้ด้วยแฮะ”

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากกว่าคือแผ่นศิลาที่ปักอยู่กลางห้อง

ฉันก้มตัวลงเพื่อสำรวจแผ่นศิลาปริศนานั้น

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็เริ่มดังมาจากทางเดินทั้งสองฝั่ง

‘ฮี้ก!’

มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ที่นี่ด้วย

ความจริงที่ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว บางครั้งมันก็น่าอุ่นใจอยู่หรอก แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็คือต้นตอของความหวาดกลัว

ฉันจึงเผลอหดตัวลงครู่หนึ่ง...

‘เอ๊ะ? นี่มันเสียงฝีเท้าของชาวโลกนี่นา?’

ตึก, ตึก, ตึก

ไม่นานนัก เจ้าของเสียงฝีเท้าก็ปรากฏตัวออกมา

คนที่ออกมาจากทางซ้ายเป็นมนุษย์รูปร่างสูงใหญ่ ดูแล้วอายุประมาณ 30 ปี

ส่วนทางขวาเป็นคนท่าทางเรียบร้อย ดูเด็กกว่ากิรยอเล็กน้อย

โชคดีที่หนึ่งในสองคนนั้นมีคนที่ฉันคุ้นหน้าอยู่

“คังชางโฮ?”

“หืม?”

ฉันเผลอเรียกชื่อเขาออกไปโดยไม่รู้ตัว คังชางโฮจึงยกมือทักทายเบาๆ

เรื่องที่ว่าทำไมคังชางโฮถึงมาอยู่ที่นี่เอาไว้ทีหลังก่อนเถอะ แล้วอีกคนที่เหลือล่ะคือใคร

‘ผมดำ ตาดำ ทรงพิมพ์นิยมเลยแฮะ’

ในขณะที่ฉันกำลังคาดเดาว่าคนในทางเดินฝั่งขวาเป็นใคร คังชางโฮก็ชิงทักขึ้นมาก่อน

“อ้าว จองฮาซอง!”

เขาทักทายบุคคลที่ยืนอยู่อีกฝั่งด้วยความดีใจ

“ได้ข่าวว่าอยู่สิงคโปร์ไม่ใช่เหรอ?”

“เพิ่งกลับถึงเกาหลีวันนี้ครับ”

แต่ถ้าคำตอบจะแข็งทื่อขนาดนั้น ดูท่าทั้งคู่คงไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่สินะ

“รู้จักกันเหรอครับ?”

ฉันเดินเข้าไปใกล้พลางถามคำถามสั้นๆ

ทว่า เมื่อทั้งสองคนที่กำลังสนทนากันได้ยินเสียงของฉัน พวกเขาก็หันขวับมามองด้วยสีหน้าตกตะลึง

อ้าว ทำไมล่ะ?

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ผมขอถามเพื่อความแน่ใจนะ คุณไม่รู้จักจองฮาซองเหรอ?”

ฉันเพิ่งมาโลกนี้ได้แค่ 2 สัปดาห์ จะไปรู้จักได้ยังไงเล่า?

แต่จะตอบแบบนั้นก็ไม่ได้ ฉันเลยได้แต่หุบปากเงียบ

คังชางโฮหัวเราะร่าเหมือนได้เห็นเรื่องตลก

“ฮ่าๆ! เห็นไหมล่ะ? ดูเหมือนเขาจะไม่รู้จักนายจริงๆ ด้วย”

“......”

“สงสัยนายคงต้องขยันทำกิจกรรมให้มากกว่านี้แล้วละ ดูสิ ฮันเตอร์ที่อยู่ตรงหน้ายังทำท่าเหมือนไม่สนใจเลยว่าจองฮาซองคือใคร”

เขาเป็นใครกันแน่ถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนี้

สำหรับคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างฉันก็ได้แต่ยืนเอามือไพล่หลังเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่พอการแนะนำตัวเริ่มขึ้น เหงื่อกาฬก็เริ่มไหลซึม

“เอาเถอะ ในเมื่อไม่รู้จักกัน เรียกขานกันลำบาก เดี๋ยวผมแนะนำให้เอง อะ ทางนี้คือจองฮาซอง”

“อา...”

“เขาคืออันดับ 1 ของแรงกิ้งฮันเตอร์ในเกาหลี”

เชี่ยแล้วไง

“ข้างนอกนั่นเขาถูกเรียกว่าวีรบุรุษของชาติเชียวนะ แต่ในเมื่อคุณไม่รู้จักก็ช่างมันเถอะ”

เป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ

ถ้าความลับแตกขึ้นมาว่าฉันเป็นมนุษย์ต่างดาวจะทำยังไงดีล่ะ? ฉันเหลือบมองคนชื่อจองฮาซองด้วยความกังวล

ทว่าอีกฝ่ายกลับเอาแต่เงียบด้วยใบหน้าเย็นชา

“และจองฮาซอง ทางนี้คือฮันเตอร์คิมกิรยอ อยู่ระดับ F”

“อะ... สวัสดีครับ”

“ครับ”

สายตาของจองฮาซองหยุดอยู่ที่ฉันครู่ใหญ่

แล้วเขาก็เอ่ยถามสั้นๆ

“พวกคุณทั้งสองคนถูกดึงมาที่นี่กะทันหันเหมือนกันเหรอครับ?”

เมื่อเห็นพวกเราพยักหน้า จองฮาซองก็ทำท่าเหมือนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกดปุ่มที่นาฬิกาข้อมือของเขา

ทันใดนั้น สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น...

“โอ๊ะ”

หน้าจอสีฟ้าทรงสี่เหลี่ยมปรากฏขึ้นตรงหน้าจองฮาซอง

มันดูเหมือนโฮโลแกรม แต่อย่างน้อยมันก็ประกอบขึ้นจากแสงอย่างแน่นอน

[เกตที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน]

[คำอธิบาย : ไม่มีข้อมูลของเกต]

[ระดับ : EX]

อย่าบอกนะว่าเจ้านั่นก็คือเครื่องวิเคราะห์เหมือนกัน?

‘นี่เหรอเทคโนโลยีของชาวโลก...’

ไม่คิดเลยว่าจะมีเครื่องวิเคราะห์รูปทรงล้ำสมัยขนาดนี้อยู่ด้วย

ฉันมองแอบดูหน้าจอนั้นด้วยความทึ่ง ส่วนจองฮาซองก็พยักหน้าพลางอ่านข้อความที่ปรากฏ

“ดูเหมือนว่าจะอยู่ในเกตจริงๆ ครับ ระดับเอ็กซ์ตร้า (Extra) ชักจะยุ่งยากซะแล้วสิ”

ระดับ EX คืออะไรนะ

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อจะหยิบเครื่องมือขึ้นมาค้นหาคำศัพท์ที่ไม่รู้

แต่ทว่า หน้าจอโทรศัพท์มือถือกลับมีคลื่นรบกวนสีรุ้งแทรกจนใช้งานไม่ได้

“แย่ละ ผมก็เข้ามาโดยไม่มีเคสป้องกันซะด้วย ถ้าไม่รีบออกไป โทรศัพท์คงพังเพราะแรงรบกวนแน่ๆ”

ฟังจากที่คังชางโฮพูด ดูเหมือนว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปจะใช้งานในเกตได้ลำบากสินะ

‘ถ้าอย่างนั้นก็ติดต่ออันยุนซึงไม่ได้เลยน่ะสิ’

ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางรีบเก็บโทรศัพท์เข้าไว้ในอกอย่างทะนุถนอม

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

“ช่วยมาตรงนี้หน่อยได้ไหมครับ? มีอะไรบางอย่างเขียนอยู่ที่แผ่นศิลา”

จองฮาซองเป็นคนทำลายความเงียบนั้น

ฉันกับคังชางโฮเดินเข้าไปใกล้สิ่งของที่ตั้งอยู่กลางห้องตามคำเรียก บนงานสลักที่ดูพิลึกพิลั่นนั้นมีข้อความเขียนไว้ว่า

< สัญลักษณ์แห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ จักกลายเป็นกุญแจ >

ข้อความที่มีความหมายเป็นนัย...

“เป็นคำใบ้ที่จำเป็นสำหรับการเคลียร์เกตหรือเปล่าครับ?”

ดูจากสถานการณ์แล้ว ที่นี่คงไม่ใช่แค่จัดการมอนสเตอร์แล้วจะจบเรื่อง

“ทิศทางที่ไปต่อได้ดูเหมือนจะมีแค่ประตูบานนั้นบานเดียว ลองไปกันเถอะครับ”

ขืนอ้าปากพูดไปเดี๋ยวความโง่จะแตกเอาเปล่าๆ

ฉันเลยต้องจำใจสวมบทเป็นคนพูดน้อยและเดินตามหลังจองฮาซองไป จนกระทั่งมาถึงสถานที่ถัดมา

‘มันเหมือนเมื่อกี้เปี๊ยบเลยไม่ใช่เหรอ?’

หนีมาจากห้องสีขาวหนึ่ง ก็มาเจอห้องสีขาวขนาดใหญ่อีกห้องหนึ่ง

แต่โครงสร้างรายละเอียดนั้นต่างออกไป

มีทางออกเพียงทางเดียว และมีบางอย่างตั้งอยู่แทนที่แผ่นศิลา

เมื่อดูใกล้ๆ มันคือรูปปั้นหัวสิงโตที่กำลังอ้าปากค้างไว้

ดูเหมือนจะมีช่องทรงกลมอยู่ภายในปากนั้นด้วย

“รูนั่นขนาดพอดีกับแขนคนเป๊ะเลยแฮะ”

คังชางโฮที่ยืนอยู่ด้านหลังโพล่งขึ้นมาเมื่อเห็นรูปปั้นนั้น แต่ไม่มีใครกล้าแหย่มือเข้าไปเลยสักคน

ใครจะบ้าเอามือแหย่เข้าปากสิงโตล่ะ ยิ่งอยู่ในเกตแบบนี้ด้วย ยิ่งรู้สึกไม่น่าไว้วางใจเข้าไปใหญ่

“...ฮันเตอร์คังชางโฮ ช่วยอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

“ฉันเหรอ?”

แต่ในตอนนั้นเอง

จองฮาซองที่ยืนอยู่ตรงทางออกของห้องก็เอ่ยขอความช่วยเหลือด้วยใบหน้าเรียบเฉย

สำหรับเขาอาจจะเป็นคำพูดธรรมดา แต่สถานการณ์ที่ตามมากลับน่าตกใจ

“ประตูนี่ใช้แรงของผมเปิดไม่ได้ครับ”

ฮันเตอร์ระดับ S พวกคุณรู้ไหมว่าพวกเขาเป็นตัวตนแบบไหนบนโลกนี้?

ในหมู่มวลมนุษยชาติที่สัมผัสกับมานา เหล่าจอมขมังเวทที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเหล่านี้เรียกได้ว่ามีพลังเหนือธรรมชาติประดุจสัตว์ประหลาด

แต่ตอนนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ถึงสองคนมารวมตัวกันแล้วแท้ๆ...

‘บ้าฉิบ’

กลับเปิดประตูบานเดียวไม่ได้

ไม่กี่นาทีต่อมา

หลังจากที่จองฮาซองใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการซัดเวทระเบิดใส่ประตูแต่ก็ไม่ได้ผล พวกเราจึงสรุปได้ว่า

‘ใช้กำลังเปิดไม่ได้วุ้ย!’

งั้นต้องทำยังไงถึงจะเปิดได้ล่ะ?

เมื่อวิธีต่างๆ ล้มเหลว สายตาทุกคู่ก็มุ่งตรงไปยังจุดเดียวโดยอัตโนมัติ

‘อย่าบอกนะว่า...’

พวกเราจ้องมองรูปปั้นสิงโตที่ตั้งอยู่กลางห้อง

ในเมื่อห้องนี้ว่างเปล่า สิ่งเดียวที่พอลองทำอะไรได้ก็มีแค่รูปปั้นสิงโตนี่เท่านั้น

“ลองทำลายดูไหมครับ?”

หลังจากนั้นก็มีความพยายามอีกหลายอย่างตามมา แต่พวกเราก็ไม่สามารถทำให้รูปปั้นสิงโตเป็นรอยได้เลย และประตูยังคงปิดสนิท

10 นาทีผ่านไป

‘ดันเข้ามาโดยไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ เสบียงคง...’

เนื่องจากสาเหตุการตายของคิมกิรยอคือการอดตาย ฉันจึงตอบสนองต่ออันตรายจากการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

ดูเหมือนจองฮาซองจะคิดเหมือนกัน เขาเดินเข้าไปหน้ารูปปั้นสิงโตราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

แล้วเขาก็ค่อยๆ สอดมือเข้าไปในช่องปากของรูปปั้นสิงโต...

“...!”

ในวินาทีนั้น ดวงตาของสิงโตที่เคยเป็นสีขาวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน

ทันใดนั้น ประตูอันหนักอึ้งที่เคยนิ่งสนิทก็เลื่อนเปิดออกช้าๆ

“โอ้”

“เปิดแล้วครับ”

แต่ทว่า เอ๊ะ?

ท่าทางของจองฮาซองที่ดึงมือออกจากรูปปั้นสิงโตดูแปลกไป

เขาดูเหมือน... กำลังสับสน

“เป็นอะไรไปครับ?”

เมื่อสังเกตดูดีๆ ที่มือของเขามีรอยเขี้ยวสีแดงราวกับถูกสัตว์กัด

จองฮาซองโชว์บาดแผลที่มือให้ดูพลางพูดว่า

“ถูกสูบเลือดครับ”

“ว่าไงนะ?”

“ผมตกใจเลยพยายามจะชักแขนออก แต่ถึงจะออกแรงแค่ไหนก็ดึงไม่หลุดเลยครับ ราวกับว่าต้องตัดหัวไหล่ทิ้งถึงจะหลุดออกมาได้”

โชคดีที่ปริมาณเลือดที่ถูกสูบไปดูเหมือนจะไม่มากนัก เขาจึงเดินเข้าสู่ห้องถัดไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก

‘รู้สึกเหมือนเป็นหนูตะเภาในห้องทดลองขนาดยักษ์เลยแฮะ ขาวโพลนไปหมด’

ทว่า ภาพในห้องถัดไปกลับน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า

“......”

“......”

ฉันกับจองฮาซองถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นทัศนียภาพหลังบานประตู

เพราะมีรูปปั้นสิงโตแบบเดียวกับที่เห็นเมื่อกี้ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องเป๊ะๆ เลยน่ะสิ

‘นี่หมายความว่าจะให้ทำแบบนั้นอีกเหรอ?’

ผู้สร้างเกตนี่สงสัยจะประทับใจหนังเรื่อง Roman Holiday มากสินะ?

‘อึ๋ย’

อย่างไรก็ตาม จองฮาซองดูเหมือนจะไม่อยากอยู่ในดันเจี้ยนนี้นานนัก เขาจึงแหย่แขนเข้าไปโดยไม่รีรอ

ประตูเปิดออกอีกครั้ง

‘เฮ้อ อย่างน้อยเดชะบุญที่ทำให้รุดหน้าต่อไปได้ล่ะนะ’

แหย่แขนเข้าไปในรูปปั้นสิงโตแล้วประตูจะเปิด

ง่ายและชัดเจน เป็นปริศนาที่แม้แต่หนูตัวเล็กๆ ก็คงแก้ได้

“อา ห้องถัดไปก็มีรูปปั้นสิงโตอีกแล้วครับ ถ้าทำแบบเดิมซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะออกไปได้ใช่ไหมครับ?”

เพราะอย่างนั้นความตึงเครียดจึงอาจจะผ่อนคลายลง

“ฮันเตอร์คังชางโฮ ผมมีเรื่องจะพูดด้วยหน่อยครับ”

แต่ทว่า ด้วยคำพูดไม่กี่คำของจองฮาซองที่ตามมา บรรยากาศที่นี่ก็กลับกลายเป็นตึงเครียดจนเหมือนจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

“ห้องถัดไป ช่วยเปิดแทนผมหน่อยได้ไหมครับ?”

“ทำไมล่ะ?”

“ปริมาณการสูบเลือดของรูปปั้นเปลี่ยนไปครับ”

“......”

“ครั้งแรกผมไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งที่สองเริ่มมีอาการหน้ามืดนิดหน่อย”

“งั้นเหรอ?”

“และดันเจี้ยนแบบนี้ ปกติแล้วปริมาณที่มันต้องการจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ”

เรามาสลับกันเถอะ

เมื่อเขาเสนอด้วยน้ำเสียงสุภาพ คังชางโฮก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“ไม่รู้สิ นายก็ทำได้ดีมาตลอดนี่นา ก็แค่เป็นคนนำไปจนจบเลยไม่ได้เหรอ?”

จองฮาซองจึงตอบกลับอย่างเรียบเฉยราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

“คุณไม่ให้ความร่วมมือในการเคลียร์เกตสินะ”

“นายไม่รู้ระดับแรงกิ้งฮันเตอร์ของฉันเหรอ?”

“ผมไม่เคยสนใจฉายาไร้สาระที่จัดอันดับด้วยจำนวนครั้งในการปิดเกตหรอกนะ”

เคร้ง เสียงโลหะบาดหูดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง

นั่นคือเสียงจองฮาซองชักดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา ส่วนคังชางโฮก็จ้องมองมันด้วยท่าทีผ่อนคลาย

“ผมถามอีกครั้งนะครับ ฮันเตอร์คังชางโฮ เรามาสลับกันเถอะ”

“ถ้าฉันบอกว่าไม่ล่ะ?”

“งั้นจะให้ผมลองเช็กดูไหมว่าแขนที่ขาดไปแล้วจะยังเปิดประตูได้อยู่หรือเปล่า?”

อืม

แบบนี้พวกมันคงได้ฟัดกันนัวแน่

“คือว่า...”

ฉันพยายามจะห้ามพวกเขา แต่แล้วก็ต้องชะงักด้วยคำพูดถัดมาของฮันเตอร์

“จองฮาซอง เห็นใจฝั่งฉันบ้างสิ ถ้าสลับกันเปิดประตูแบบนั้น แล้วเกิดแจ็กพอตมาตกที่ตาฉันตอนที่มันต้องการเลือดจนถึงแก่ชีวิตจะทำยังไง อย่างน้อยก็น่าจะให้ฉันมีสิทธิ์เลือกจังหวะเองสิ จะได้ไม่ต้องมีใครมานั่งเสียใจภายหลัง จริงไหม?”

นั่นสิ ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้นะ?

ทุกคนในที่นี้เริ่มสังเกตเห็นจุดประสงค์ของเกตนี้กันหมดแล้ว

ที่นี่มีโครงสร้างที่ต้องถวายเลือดของมนุษย์เพื่อที่จะรุดหน้าต่อไปได้ และช่องสำหรับเก็บเลือดก็มีขนาดพอดีสำหรับแขนของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น

นั่นหมายความว่า วิธีแก้ปัญหาของดันเจี้ยนนี้คือการให้คนหนึ่งคนกลายเป็นเครื่องสังเวย

ฉันเพิ่งจะนึกออกในภายหลังว่าระดับ EX มันอันตรายแค่ไหน

ใช่แล้ว ฉันเคยเห็นบทความหนึ่งผ่านๆ ที่ว่ากันว่า อัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60%

สรุปสั้นๆ คือ ที่นี่แค่ไม่มีมอนสเตอร์ แต่ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยเลยแม้แต่นิดเดียว

บางทีอาจจะเป็นอย่างที่คังชางโฮพูดจริงๆ ว่าเลือดทั้งตัวอาจจะถูกสิงโตสูบจนตายได้

คราวนี้ล่ะ ปัญหาก็เกิดสิ

“อืม”

ตอนนี้ฉันติดอยู่ใน ‘เกตที่บังคับให้คนหนึ่งคนที่เข้ามาด้วยกันต้องเสียสละ’

ว่าแต่พวกนี้ค่าการตื่นรู้อยู่ระดับไหนกันนะ?

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

13

20px

‘ลืมตาขึ้นมาอีกทีก็อยู่คนละโลกซะแล้ว เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย’

เมื่อกี้ฉันยังไม่ทันสังเกต แต่พอมาดูดีๆ ที่นี่คือภายในสิ่งก่อสร้างบางอย่าง

เพดานสูงลิบจนเหมือนกับว่าจะมีพวกยักษ์ในตำนานเดินผ่านไปมาได้ และทางเดินสีขาวโพลน

ด้านหลังและด้านข้างทั้งสองฝั่งถูกปิดกั้นด้วยกำแพง มีเพียงเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าเท่านั้นที่บ่งบอกทิศทาง

“นี่อยู่ในเกตจริงๆ สินะ”

สัตว์โลกผู้อ่อนแอที่ไม่สามารถใช้แม้แต่เวทจุดไฟได้ จะฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปได้ยังไงกัน?

‘มนุษย์ต่างดาวช่วยด้วย...’

อันดับแรก ฉันไม่อยากเจอพวกมอนสเตอร์ในที่อับจนหนทางแบบนี้เลยจริงๆ

ฉันเริ่มออกเดินพลางตัวสั่นงันงก

หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็มาถึงสถานที่ประหลาดแห่งหนึ่ง

“หือ?”

มันคือห้องสี่เหลี่ยมที่มีทางแยก 4 ทาง

เส้นทางที่อยู่ตรงหน้ามีประตูยักษ์ขวางกั้นไว้ ซึ่งดูแล้วลำพังแรงกายของกิรยอไม่มีทางผลักมันออกได้แน่

ส่วนทางเดินที่เหลืออีก 3 ทางนั้นเปิดโล่ง โดยทางหนึ่งคือทางที่ฉันเพิ่งเดินผ่านมา

“มีอะไรเขียนไว้ด้วยแฮะ”

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตามากกว่าคือแผ่นศิลาที่ปักอยู่กลางห้อง

ฉันก้มตัวลงเพื่อสำรวจแผ่นศิลาปริศนานั้น

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง เสียงฝีเท้าก็เริ่มดังมาจากทางเดินทั้งสองฝั่ง

‘ฮี้ก!’

มีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ที่นี่ด้วย

ความจริงที่ว่าไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว บางครั้งมันก็น่าอุ่นใจอยู่หรอก แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็คือต้นตอของความหวาดกลัว

ฉันจึงเผลอหดตัวลงครู่หนึ่ง...

‘เอ๊ะ? นี่มันเสียงฝีเท้าของชาวโลกนี่นา?’

ตึก, ตึก, ตึก

ไม่นานนัก เจ้าของเสียงฝีเท้าก็ปรากฏตัวออกมา

คนที่ออกมาจากทางซ้ายเป็นมนุษย์รูปร่างสูงใหญ่ ดูแล้วอายุประมาณ 30 ปี

ส่วนทางขวาเป็นคนท่าทางเรียบร้อย ดูเด็กกว่ากิรยอเล็กน้อย

โชคดีที่หนึ่งในสองคนนั้นมีคนที่ฉันคุ้นหน้าอยู่

“คังชางโฮ?”

“หืม?”

ฉันเผลอเรียกชื่อเขาออกไปโดยไม่รู้ตัว คังชางโฮจึงยกมือทักทายเบาๆ

เรื่องที่ว่าทำไมคังชางโฮถึงมาอยู่ที่นี่เอาไว้ทีหลังก่อนเถอะ แล้วอีกคนที่เหลือล่ะคือใคร

‘ผมดำ ตาดำ ทรงพิมพ์นิยมเลยแฮะ’

ในขณะที่ฉันกำลังคาดเดาว่าคนในทางเดินฝั่งขวาเป็นใคร คังชางโฮก็ชิงทักขึ้นมาก่อน

“อ้าว จองฮาซอง!”

เขาทักทายบุคคลที่ยืนอยู่อีกฝั่งด้วยความดีใจ

“ได้ข่าวว่าอยู่สิงคโปร์ไม่ใช่เหรอ?”

“เพิ่งกลับถึงเกาหลีวันนี้ครับ”

แต่ถ้าคำตอบจะแข็งทื่อขนาดนั้น ดูท่าทั้งคู่คงไม่ได้สนิทกันเท่าไหร่สินะ

“รู้จักกันเหรอครับ?”

ฉันเดินเข้าไปใกล้พลางถามคำถามสั้นๆ

ทว่า เมื่อทั้งสองคนที่กำลังสนทนากันได้ยินเสียงของฉัน พวกเขาก็หันขวับมามองด้วยสีหน้าตกตะลึง

อ้าว ทำไมล่ะ?

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ผมขอถามเพื่อความแน่ใจนะ คุณไม่รู้จักจองฮาซองเหรอ?”

ฉันเพิ่งมาโลกนี้ได้แค่ 2 สัปดาห์ จะไปรู้จักได้ยังไงเล่า?

แต่จะตอบแบบนั้นก็ไม่ได้ ฉันเลยได้แต่หุบปากเงียบ

คังชางโฮหัวเราะร่าเหมือนได้เห็นเรื่องตลก

“ฮ่าๆ! เห็นไหมล่ะ? ดูเหมือนเขาจะไม่รู้จักนายจริงๆ ด้วย”

“......”

“สงสัยนายคงต้องขยันทำกิจกรรมให้มากกว่านี้แล้วละ ดูสิ ฮันเตอร์ที่อยู่ตรงหน้ายังทำท่าเหมือนไม่สนใจเลยว่าจองฮาซองคือใคร”

เขาเป็นใครกันแน่ถึงได้มีปฏิกิริยาแบบนี้

สำหรับคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางอย่างฉันก็ได้แต่ยืนเอามือไพล่หลังเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง แต่พอการแนะนำตัวเริ่มขึ้น เหงื่อกาฬก็เริ่มไหลซึม

“เอาเถอะ ในเมื่อไม่รู้จักกัน เรียกขานกันลำบาก เดี๋ยวผมแนะนำให้เอง อะ ทางนี้คือจองฮาซอง”

“อา...”

“เขาคืออันดับ 1 ของแรงกิ้งฮันเตอร์ในเกาหลี”

เชี่ยแล้วไง

“ข้างนอกนั่นเขาถูกเรียกว่าวีรบุรุษของชาติเชียวนะ แต่ในเมื่อคุณไม่รู้จักก็ช่างมันเถอะ”

เป็นคนที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะเลยแฮะ

ถ้าความลับแตกขึ้นมาว่าฉันเป็นมนุษย์ต่างดาวจะทำยังไงดีล่ะ? ฉันเหลือบมองคนชื่อจองฮาซองด้วยความกังวล

ทว่าอีกฝ่ายกลับเอาแต่เงียบด้วยใบหน้าเย็นชา

“และจองฮาซอง ทางนี้คือฮันเตอร์คิมกิรยอ อยู่ระดับ F”

“อะ... สวัสดีครับ”

“ครับ”

สายตาของจองฮาซองหยุดอยู่ที่ฉันครู่ใหญ่

แล้วเขาก็เอ่ยถามสั้นๆ

“พวกคุณทั้งสองคนถูกดึงมาที่นี่กะทันหันเหมือนกันเหรอครับ?”

เมื่อเห็นพวกเราพยักหน้า จองฮาซองก็ทำท่าเหมือนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกดปุ่มที่นาฬิกาข้อมือของเขา

ทันใดนั้น สิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น...

“โอ๊ะ”

หน้าจอสีฟ้าทรงสี่เหลี่ยมปรากฏขึ้นตรงหน้าจองฮาซอง

มันดูเหมือนโฮโลแกรม แต่อย่างน้อยมันก็ประกอบขึ้นจากแสงอย่างแน่นอน

[เกตที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน]

[คำอธิบาย : ไม่มีข้อมูลของเกต]

[ระดับ : EX]

อย่าบอกนะว่าเจ้านั่นก็คือเครื่องวิเคราะห์เหมือนกัน?

‘นี่เหรอเทคโนโลยีของชาวโลก...’

ไม่คิดเลยว่าจะมีเครื่องวิเคราะห์รูปทรงล้ำสมัยขนาดนี้อยู่ด้วย

ฉันมองแอบดูหน้าจอนั้นด้วยความทึ่ง ส่วนจองฮาซองก็พยักหน้าพลางอ่านข้อความที่ปรากฏ

“ดูเหมือนว่าจะอยู่ในเกตจริงๆ ครับ ระดับเอ็กซ์ตร้า (Extra) ชักจะยุ่งยากซะแล้วสิ”

ระดับ EX คืออะไรนะ

ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเพื่อจะหยิบเครื่องมือขึ้นมาค้นหาคำศัพท์ที่ไม่รู้

แต่ทว่า หน้าจอโทรศัพท์มือถือกลับมีคลื่นรบกวนสีรุ้งแทรกจนใช้งานไม่ได้

“แย่ละ ผมก็เข้ามาโดยไม่มีเคสป้องกันซะด้วย ถ้าไม่รีบออกไป โทรศัพท์คงพังเพราะแรงรบกวนแน่ๆ”

ฟังจากที่คังชางโฮพูด ดูเหมือนว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปจะใช้งานในเกตได้ลำบากสินะ

‘ถ้าอย่างนั้นก็ติดต่ออันยุนซึงไม่ได้เลยน่ะสิ’

ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางรีบเก็บโทรศัพท์เข้าไว้ในอกอย่างทะนุถนอม

ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

“ช่วยมาตรงนี้หน่อยได้ไหมครับ? มีอะไรบางอย่างเขียนอยู่ที่แผ่นศิลา”

จองฮาซองเป็นคนทำลายความเงียบนั้น

ฉันกับคังชางโฮเดินเข้าไปใกล้สิ่งของที่ตั้งอยู่กลางห้องตามคำเรียก บนงานสลักที่ดูพิลึกพิลั่นนั้นมีข้อความเขียนไว้ว่า

< สัญลักษณ์แห่งศรัทธาอันบริสุทธิ์ จักกลายเป็นกุญแจ >

ข้อความที่มีความหมายเป็นนัย...

“เป็นคำใบ้ที่จำเป็นสำหรับการเคลียร์เกตหรือเปล่าครับ?”

ดูจากสถานการณ์แล้ว ที่นี่คงไม่ใช่แค่จัดการมอนสเตอร์แล้วจะจบเรื่อง

“ทิศทางที่ไปต่อได้ดูเหมือนจะมีแค่ประตูบานนั้นบานเดียว ลองไปกันเถอะครับ”

ขืนอ้าปากพูดไปเดี๋ยวความโง่จะแตกเอาเปล่าๆ

ฉันเลยต้องจำใจสวมบทเป็นคนพูดน้อยและเดินตามหลังจองฮาซองไป จนกระทั่งมาถึงสถานที่ถัดมา

‘มันเหมือนเมื่อกี้เปี๊ยบเลยไม่ใช่เหรอ?’

หนีมาจากห้องสีขาวหนึ่ง ก็มาเจอห้องสีขาวขนาดใหญ่อีกห้องหนึ่ง

แต่โครงสร้างรายละเอียดนั้นต่างออกไป

มีทางออกเพียงทางเดียว และมีบางอย่างตั้งอยู่แทนที่แผ่นศิลา

เมื่อดูใกล้ๆ มันคือรูปปั้นหัวสิงโตที่กำลังอ้าปากค้างไว้

ดูเหมือนจะมีช่องทรงกลมอยู่ภายในปากนั้นด้วย

“รูนั่นขนาดพอดีกับแขนคนเป๊ะเลยแฮะ”

คังชางโฮที่ยืนอยู่ด้านหลังโพล่งขึ้นมาเมื่อเห็นรูปปั้นนั้น แต่ไม่มีใครกล้าแหย่มือเข้าไปเลยสักคน

ใครจะบ้าเอามือแหย่เข้าปากสิงโตล่ะ ยิ่งอยู่ในเกตแบบนี้ด้วย ยิ่งรู้สึกไม่น่าไว้วางใจเข้าไปใหญ่

“...ฮันเตอร์คังชางโฮ ช่วยอะไรหน่อยได้ไหมครับ”

“ฉันเหรอ?”

แต่ในตอนนั้นเอง

จองฮาซองที่ยืนอยู่ตรงทางออกของห้องก็เอ่ยขอความช่วยเหลือด้วยใบหน้าเรียบเฉย

สำหรับเขาอาจจะเป็นคำพูดธรรมดา แต่สถานการณ์ที่ตามมากลับน่าตกใจ

“ประตูนี่ใช้แรงของผมเปิดไม่ได้ครับ”

ฮันเตอร์ระดับ S พวกคุณรู้ไหมว่าพวกเขาเป็นตัวตนแบบไหนบนโลกนี้?

ในหมู่มวลมนุษยชาติที่สัมผัสกับมานา เหล่าจอมขมังเวทที่มีพรสวรรค์โดดเด่นเหล่านี้เรียกได้ว่ามีพลังเหนือธรรมชาติประดุจสัตว์ประหลาด

แต่ตอนนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ถึงสองคนมารวมตัวกันแล้วแท้ๆ...

‘บ้าฉิบ’

กลับเปิดประตูบานเดียวไม่ได้

ไม่กี่นาทีต่อมา

หลังจากที่จองฮาซองใช้ไม้ตายสุดท้ายด้วยการซัดเวทระเบิดใส่ประตูแต่ก็ไม่ได้ผล พวกเราจึงสรุปได้ว่า

‘ใช้กำลังเปิดไม่ได้วุ้ย!’

งั้นต้องทำยังไงถึงจะเปิดได้ล่ะ?

เมื่อวิธีต่างๆ ล้มเหลว สายตาทุกคู่ก็มุ่งตรงไปยังจุดเดียวโดยอัตโนมัติ

‘อย่าบอกนะว่า...’

พวกเราจ้องมองรูปปั้นสิงโตที่ตั้งอยู่กลางห้อง

ในเมื่อห้องนี้ว่างเปล่า สิ่งเดียวที่พอลองทำอะไรได้ก็มีแค่รูปปั้นสิงโตนี่เท่านั้น

“ลองทำลายดูไหมครับ?”

หลังจากนั้นก็มีความพยายามอีกหลายอย่างตามมา แต่พวกเราก็ไม่สามารถทำให้รูปปั้นสิงโตเป็นรอยได้เลย และประตูยังคงปิดสนิท

10 นาทีผ่านไป

‘ดันเข้ามาโดยไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ถ้าขืนเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ เสบียงคง...’

เนื่องจากสาเหตุการตายของคิมกิรยอคือการอดตาย ฉันจึงตอบสนองต่ออันตรายจากการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง

ดูเหมือนจองฮาซองจะคิดเหมือนกัน เขาเดินเข้าไปหน้ารูปปั้นสิงโตราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

แล้วเขาก็ค่อยๆ สอดมือเข้าไปในช่องปากของรูปปั้นสิงโต...

“...!”

ในวินาทีนั้น ดวงตาของสิงโตที่เคยเป็นสีขาวก็เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน

ทันใดนั้น ประตูอันหนักอึ้งที่เคยนิ่งสนิทก็เลื่อนเปิดออกช้าๆ

“โอ้”

“เปิดแล้วครับ”

แต่ทว่า เอ๊ะ?

ท่าทางของจองฮาซองที่ดึงมือออกจากรูปปั้นสิงโตดูแปลกไป

เขาดูเหมือน... กำลังสับสน

“เป็นอะไรไปครับ?”

เมื่อสังเกตดูดีๆ ที่มือของเขามีรอยเขี้ยวสีแดงราวกับถูกสัตว์กัด

จองฮาซองโชว์บาดแผลที่มือให้ดูพลางพูดว่า

“ถูกสูบเลือดครับ”

“ว่าไงนะ?”

“ผมตกใจเลยพยายามจะชักแขนออก แต่ถึงจะออกแรงแค่ไหนก็ดึงไม่หลุดเลยครับ ราวกับว่าต้องตัดหัวไหล่ทิ้งถึงจะหลุดออกมาได้”

โชคดีที่ปริมาณเลือดที่ถูกสูบไปดูเหมือนจะไม่มากนัก เขาจึงเดินเข้าสู่ห้องถัดไปโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก

‘รู้สึกเหมือนเป็นหนูตะเภาในห้องทดลองขนาดยักษ์เลยแฮะ ขาวโพลนไปหมด’

ทว่า ภาพในห้องถัดไปกลับน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่า

“......”

“......”

ฉันกับจองฮาซองถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นทัศนียภาพหลังบานประตู

เพราะมีรูปปั้นสิงโตแบบเดียวกับที่เห็นเมื่อกี้ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องเป๊ะๆ เลยน่ะสิ

‘นี่หมายความว่าจะให้ทำแบบนั้นอีกเหรอ?’

ผู้สร้างเกตนี่สงสัยจะประทับใจหนังเรื่อง Roman Holiday มากสินะ?

‘อึ๋ย’

อย่างไรก็ตาม จองฮาซองดูเหมือนจะไม่อยากอยู่ในดันเจี้ยนนี้นานนัก เขาจึงแหย่แขนเข้าไปโดยไม่รีรอ

ประตูเปิดออกอีกครั้ง

‘เฮ้อ อย่างน้อยเดชะบุญที่ทำให้รุดหน้าต่อไปได้ล่ะนะ’

แหย่แขนเข้าไปในรูปปั้นสิงโตแล้วประตูจะเปิด

ง่ายและชัดเจน เป็นปริศนาที่แม้แต่หนูตัวเล็กๆ ก็คงแก้ได้

“อา ห้องถัดไปก็มีรูปปั้นสิงโตอีกแล้วครับ ถ้าทำแบบเดิมซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ก็น่าจะออกไปได้ใช่ไหมครับ?”

เพราะอย่างนั้นความตึงเครียดจึงอาจจะผ่อนคลายลง

“ฮันเตอร์คังชางโฮ ผมมีเรื่องจะพูดด้วยหน่อยครับ”

แต่ทว่า ด้วยคำพูดไม่กี่คำของจองฮาซองที่ตามมา บรรยากาศที่นี่ก็กลับกลายเป็นตึงเครียดจนเหมือนจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

“ห้องถัดไป ช่วยเปิดแทนผมหน่อยได้ไหมครับ?”

“ทำไมล่ะ?”

“ปริมาณการสูบเลือดของรูปปั้นเปลี่ยนไปครับ”

“......”

“ครั้งแรกผมไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้งที่สองเริ่มมีอาการหน้ามืดนิดหน่อย”

“งั้นเหรอ?”

“และดันเจี้ยนแบบนี้ ปกติแล้วปริมาณที่มันต้องการจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ”

เรามาสลับกันเถอะ

เมื่อเขาเสนอด้วยน้ำเสียงสุภาพ คังชางโฮก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“ไม่รู้สิ นายก็ทำได้ดีมาตลอดนี่นา ก็แค่เป็นคนนำไปจนจบเลยไม่ได้เหรอ?”

จองฮาซองจึงตอบกลับอย่างเรียบเฉยราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว

“คุณไม่ให้ความร่วมมือในการเคลียร์เกตสินะ”

“นายไม่รู้ระดับแรงกิ้งฮันเตอร์ของฉันเหรอ?”

“ผมไม่เคยสนใจฉายาไร้สาระที่จัดอันดับด้วยจำนวนครั้งในการปิดเกตหรอกนะ”

เคร้ง เสียงโลหะบาดหูดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง

นั่นคือเสียงจองฮาซองชักดาบที่เหน็บอยู่ที่เอวออกมา ส่วนคังชางโฮก็จ้องมองมันด้วยท่าทีผ่อนคลาย

“ผมถามอีกครั้งนะครับ ฮันเตอร์คังชางโฮ เรามาสลับกันเถอะ”

“ถ้าฉันบอกว่าไม่ล่ะ?”

“งั้นจะให้ผมลองเช็กดูไหมว่าแขนที่ขาดไปแล้วจะยังเปิดประตูได้อยู่หรือเปล่า?”

อืม

แบบนี้พวกมันคงได้ฟัดกันนัวแน่

“คือว่า...”

ฉันพยายามจะห้ามพวกเขา แต่แล้วก็ต้องชะงักด้วยคำพูดถัดมาของฮันเตอร์

“จองฮาซอง เห็นใจฝั่งฉันบ้างสิ ถ้าสลับกันเปิดประตูแบบนั้น แล้วเกิดแจ็กพอตมาตกที่ตาฉันตอนที่มันต้องการเลือดจนถึงแก่ชีวิตจะทำยังไง อย่างน้อยก็น่าจะให้ฉันมีสิทธิ์เลือกจังหวะเองสิ จะได้ไม่ต้องมีใครมานั่งเสียใจภายหลัง จริงไหม?”

นั่นสิ ทำไมฉันถึงคิดไม่ได้นะ?

ทุกคนในที่นี้เริ่มสังเกตเห็นจุดประสงค์ของเกตนี้กันหมดแล้ว

ที่นี่มีโครงสร้างที่ต้องถวายเลือดของมนุษย์เพื่อที่จะรุดหน้าต่อไปได้ และช่องสำหรับเก็บเลือดก็มีขนาดพอดีสำหรับแขนของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น

นั่นหมายความว่า วิธีแก้ปัญหาของดันเจี้ยนนี้คือการให้คนหนึ่งคนกลายเป็นเครื่องสังเวย

ฉันเพิ่งจะนึกออกในภายหลังว่าระดับ EX มันอันตรายแค่ไหน

ใช่แล้ว ฉันเคยเห็นบทความหนึ่งผ่านๆ ที่ว่ากันว่า อัตราการรอดชีวิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60%

สรุปสั้นๆ คือ ที่นี่แค่ไม่มีมอนสเตอร์ แต่ไม่ใช่สถานที่ที่ปลอดภัยเลยแม้แต่นิดเดียว

บางทีอาจจะเป็นอย่างที่คังชางโฮพูดจริงๆ ว่าเลือดทั้งตัวอาจจะถูกสิงโตสูบจนตายได้

คราวนี้ล่ะ ปัญหาก็เกิดสิ

“อืม”

ตอนนี้ฉันติดอยู่ใน ‘เกตที่บังคับให้คนหนึ่งคนที่เข้ามาด้วยกันต้องเสียสละ’

ว่าแต่พวกนี้ค่าการตื่นรู้อยู่ระดับไหนกันนะ?