Cover

14

ระดับ S สองคน กับระดับ F อีกหนึ่งคน

มันชัดเจนยิ่งกว่ากระจกใสเสียอีกว่าใครจะกลายเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

‘ซวยแล้วไหมล่ะ?’

ในขณะที่ฉันกำลังเตรียมตัวรับความตายอยู่นั้น

บรรยากาศระหว่างฮันเตอร์ระดับ S ทั้งสองก็ยังคงคุกรุ่น

“แล้วสถานการณ์ของผมมันต่างกันตรงไหนล่ะครับ? ผมเองก็มีความเสี่ยงเท่ากัน แถมยังเสียสละไปตั้งสองรอบแล้วด้วย”

“แล้วคิมกิรยอล่ะ? ตรงนั้นก็มีฮันเตอร์อยู่อีกคน ลองไปขอร้องเขาดูสิ”

“มีฮันเตอร์ระดับ S อยู่ตรงนี้ตั้งสองคน แต่จะโยนภาระไปให้ระดับ F อย่างนั้นเหรอ?”

จองฮาซองชูโร่งดาบสีแดงในมือขึ้น

เขาวางท่าราวกับจะบอกว่า ถ้าแกไม่ยอมร่วมมือ ฉันก็จะรีดเลือดแกออกมาเองเสียเลย

ฉันไม่รู้หรอกว่าวิชาดาบของหมอนั่นเก่งกาจแค่ไหน แต่การเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของพวกระดับ S คงไม่มีอะไรดีแน่

‘ขอร้องล่ะ อย่าหันมาสนใจทางนี้เลย’

ฉันค่อยๆ ถอยกรูดออกไปทีละนิดเพราะกลัวจะโดนหางเลขไปด้วย

ทว่าในวินาทีนั้นเอง

—กรรร...

เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังระงมไปทั่วโถงกว้าง

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ทั้งสองหยุดชะงักและกวาดสายตาไปมองพร้อมกัน และที่ซวยคือสายตาของพวกเขากลับหยุดลงที่ทิศทางที่ฉันยืนอยู่พอดี

นั่นหมายความว่าไอ้สัตว์ร้ายที่ว่านั่นอยู่ข้างหลังฉันน่ะสิ

‘เดี๋ยวสิ เฮ้ย’

ฉันพยายามฝืนหมุนลำคอที่แข็งทื่อเพราะความตื่นเต้น และแล้วภาพที่ไม่ยากเห็นที่สุดในตอนนี้ก็ปรากฏแก่สายตา

‘ไหนว่าที่นี่ไม่มีศัตรูไงวะ!’

หมาป่าทมิฬแปดตัวที่มีร่างกายทำจากเงา

...มอนสเตอร์ พวกมันโผล่ออกมาจากผนังที่ว่างเปล่า

—บรู๊วววววว!

จ่าฝูงของหมาป่าสีดำพวกนั้นหอนขึ้นไปบนอากาศ

ดูเหมือนนั่นจะเป็นเสียงเรียกพวกพ้อง เพราะหมาป่าทมิฬกลุ่มใหม่เริ่มปรากฏตัวขึ้นมาราวกับจะย้อมห้องที่มีเพียงแสงสีขาวบริสุทธิ์นี้ให้กลายเป็นสีดำสนิท พวกมันกระจายตัวล้อมพวกเราไว้

ทำไมจู่ๆ มอนสเตอร์ถึงโผล่มาล่ะ?

“ดวงตาของรูปปั้นสิงโตกำลังส่องแสงครับ”

ท่ามกลางความสับสน จองฮาซองเป็นคนให้คำตอบ ในบรรดาพวกเรา เขาเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการบุกเกตมากที่สุด

“ดูเหมือนว่าถ้าไม่ถวายเลือดภายในเวลาที่กำหนด ระบบมอนสเตอร์เวฟก็จะทำงานสินะครับ”

ถ้ามัวแต่รีรอเลือกเครื่องสังเวยล่ะก็ ระบบก็จะบีบบังคับเองอย่างนั้นเร้า!

ไม่มีเวลามานั่งสบถแล้ว ฝูงหมาป่าทมิฬที่พรั่งพรูออกมาพุ่งตรงมาทางพวกเราทันที

เขี้ยวและกรงเล็บของพวกมันมีพลังมานาสีฟ้าเข้มควบแน่นอยู่ ชั้นไขมันอันบอบบางของคิมกิรยาคงถูกฉีกออกได้อย่างง่ายดาย

‘อ๊ากกก!’

เมื่อคนเราตกใจถึงขีดสุด เสียงกรีดร้องก็ไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้

ฉันได้แต่กลั้นหายใจและเร่งก้าวเดินเพื่อหลบหนีจากหมาป่าทมิฬ

‘เดินกะเผลกแบบนี้จะไปหนีหมาป่าพ้นได้ยังไง!’

ทว่าด้วยขาที่ไม่รักดีของคิมกิรยา การวิ่งหนีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย...

ฉันพยายามจะไม่หันไปมอง แต่หมาป่าทมิฬตัวหนึ่งก็ไล่ตามมาทันเสียแล้ว

นี่ฉันต้องถูกฉีกเป็นชิ้นๆ จริงๆ เหรอ?

‘ถึงฉันจะเคยสงสัยเรื่องโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้อยากจะมาเห็นตอนชำแหละกันสดๆ แบบนี้สักหน่อย...!’

ฉันหลับตาปี๋เพราะทำใจดูการแสดงชำแหละศพที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ลง

ทว่าความกลัวนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่

—ฟึ่บ!

“อึก?”

แสงสีแดงวาบผ่านเปลือกตาอันบางเฉียบไปชั่วขณะ

ในเวลาเดียวกัน ฉันก็สัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ซ่านมาโดนผิวหนัง

เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นคือเปลวเพลิงอันโชติช่วงที่กำลังเผาไหม้สัตว์ร้ายนั่นอยู่

‘ไฟเหรอ? มีลูกไฟโผล่มากลางอากาศธาตุแบบนี้เลยเหรอ?’

ฉันนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เพิ่งเข้ามาในดันเจี้ยน

จะว่าไป ตอนนั้นก็มีจอมเวทที่ใช้เวทมนตร์ธาตุไฟใส่ประตูที่ไม่ยอมเปิดอยู่เหมือนกันนี่นา

“...ถอยไปข้างหลังครับ”

จองฮาซอง!

เขากระชับดาบในมือแล้วก้าวเข้ามา เขายืนประจันหน้าคอยปกป้องฉันและเริ่มฟาดฟันหมาป่าทมิฬเหล่านั้น

คมดาบที่ทรงพลังราวกับเกลียวคลื่นอันเชี่ยวกรากฟันคอพวกมอนสเตอร์ขาดกระเด็นไปทีละตัว

ยิ่งไปกว่านั้น ชายคนนี้ยังไม่ถูกจำกัดด้วยระยะการโจมตีที่เป็นปัญหาเรื้อรังของเหล่านักดาบเลยสักนิด

‘นี่คือเวทมนตร์ของจอมเวทบรรพกาลอย่างนั้นเหรอ?’

ฟู่มมม!

สกิลการตื่นรู้ที่จองฮาซองใช้ทำให้บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเปลวเพลิงอีกครั้ง

การที่สามารถสร้างพลังทำลายล้างขนาดนี้ได้ในพริบตาเดียว

ฉันมองดูจองฮาซองที่ควบคุมเปลวเพลิงพลางครุ่นคิด

‘ระดับนี้ จะไปดูถูกว่าเป็นพวกจอมเวทบรรพกาลอย่างเดียวก็คงไม่ได้แล้วล่ะมั้ง?’

และไม่ใช่แค่จองฮาซองเท่านั้น แม้จะถูกดึงความสนใจไปด้วยเปลวเพลิงอันตระการตาจนลืมไปชั่วขณะ แต่ที่นี่ยังมีผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุดอยู่อีกคน

“หืม”

คังชางโฮ

แม้จะมีมอนสเตอร์ปรากฏตัวออกมา เขาก็ยังคงยืนดูสถานการณ์นิ่งๆ จนกระทั่งหมาป่าทมิฬตัวหนึ่งกระโจนเข้าใส่ เขาถึงเริ่มเคลื่อนไหว

เขาดึงมือที่ล้วงกระเป๋าอยู่ออกมา แล้วเหวี่ยงหมัดทุบลงบนจมูกยาวๆ ของหมาป่าทมิฬจากบนลงล่าง

ทันใดนั้น หัวของหมาป่าทมิฬที่ถูกต่อยก็ระเบิดออกจนไม่เหลือชิ้นดี

“ร่างกายอ่อนปวกเปียกแบบนี้ คงเป็นสัตว์อสูรระดับ C สินะ”

พละกำลังมหาศาลอะไรขนาดนั้น...

สกิลการตื่นรู้ของคังชางโฮคือการเสริมพลังกายสินะ

‘เอ๊ะ? ถึงฉันจะกู้พลังเวทกลับมาได้ แต่การจะครองโลกก็น่าจะยากอยู่เหมือนกันนะเนี่ย?’

พอตั้งสติได้ ฮันเตอร์ระดับ S ทั้งสองก็เข่นฆ่ามอนสเตอร์รอบๆ จนเหี้ยนในพริบตา

ใบหน้าของฉันซีดเผือด

ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งเดียวที่พอจะปลอบใจได้คือ ทั้งจองฮาซองและคังชางโฮดูเหมือนจะใช้เพียงความสามารถสายที่ 1 ที่พวกเขาตื่นรู้ในตอนแรกเท่านั้น...

แต่ตอนนี้จำนวนธาตุจะเป็น 1 หรือ 2 มันสำคัญด้วยเหรอ?

ในเมื่อฉันใช้ไม่ได้เลยสักธาตุเนี่ย!

‘ให้ตายเถอะ’

จนกว่าจะกู้พลังเวทคืนมาได้ ฉันจะไม่ยอมห้าวกับพวกฮันเตอร์ระดับ S เด็ดขาด

ฉันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ หลังจากนั้นคังชางโฮก็เป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้น

“หมดเวลาสินะ”

คังชางโฮสะบัดซากของหมาป่าทมิฬที่ติดอยู่ที่แขนออกเบาๆ แล้วเดินตรงไปยังที่แห่งหนึ่ง

ที่ที่เขามุ่งหน้าไปไม่ใช่ที่ไหนอื่น นอกจากหน้ารูปปั้นสิงโต

จากนั้น โดยที่ไม่มีใครทันห้าม คังชางโฮก็สอดแขนเข้าไปในรูปปั้นสิงโตเพื่อถวายเป็นเครื่องสังเวย

—ครืนนน...

รูปปั้นสิงโตที่ได้ดื่มกินเลือดของคังชางโฮจนพอใจก็เปิดประตูออก

“ถ้ามีกับดักมอนสเตอร์โผล่ออกมาแบบนี้ ก็ช่วยไม่ได้ละนะ”

ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมร่วมมือด้วยง่ายๆ แบบนี้

‘ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนลูกหลงจากการตีกันของพวกระดับ S แล้ว!’

เมื่อเห็นการกระทำของเขา ท่าทีของจองฮาซองก็ดูอ่อนลงไปถนัดตา เป็นวินาทีที่สนธิสัญญาทางสันติภาพอันน่าประทับใจถูกจัดตั้งขึ้น

“คนต่อไปจะเป็นใครดีล่ะ?”

“พวกเราผลัดกันเปิดประตูเถอะครับ เราไม่รู้ว่าร่างกายระดับ F จะทนรับไหวหรือเปล่า”

และจากกระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ฉันได้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของคนที่ชื่อจองฮาซอง

‘ฮันเตอร์จองฮาซอง...’

ตั้งแต่ตอนที่เขารู้ว่าฉันเป็นระดับ F เขาก็ตัดฉันออกจากรายชื่อผู้สมัครเป็นเครื่องสังเวยทันที รวมถึงการปกป้องฉันตอนที่มอนสเตอร์โผล่ออกมาอีก

เขายืนหยัดอยู่ข้างผู้อ่อนแออย่างเต็มที่ สมกับเป็นวีรบุรุษของชาติจริงๆ

‘ขอบคุณเขาจริงๆ ที่ทำให้ฉันก้าวเดินต่อได้โดยไม่ต้องเสียเลือดสักหยด แต่มาถึงขั้นนี้แล้วก็เริ่มรู้สึกเกรงใจนิดๆ แฮะ’

ในห้องที่ห้าที่ตามมา

ฉันมองจองฮาซองที่เซถลาเพราะอาการหน้ามืดหลังจากถวายเครื่องสังเวยด้วยสายตาตกใจ

“คุณจองฮาซอง เป็นอะไรไหมครับ?”

ทว่าเขากลับเก็บสีหน้าได้อย่างรวดเร็วและตอบกลับอย่างเย็นชา

“เกตที่เกิดขึ้นกะทันหันแบบนี้มักจะมีขนาดไม่ใหญ่ครับ อีกไม่นานก็น่าจะถึงทางออกแล้ว”

จากเดิมที่ผิวขาวอยู่แล้ว ตอนนี้ใบหน้าของเขากลับซีดเซียวจนน่าใจหาย

ฉันเดินโดยที่สายตาจดจ้องอยู่ที่จองฮาซองเพราะกังวลว่าเขาจะล้มพับไป เลยไม่ทันสังเกตว่าชายที่เดินนำหน้าอยู่นั้นหยุดชะงักลง

“หืม?”

ครั้งนี้เป็นคราวที่คังชางโฮต้องเปิดประตู

แต่เขากลับไม่ขยับเขยื้อน และเอาแต่จ้องมองจองฮาซองที่เดินตามเข้ามานิ่งๆ

“จองฮาซอง”

ดูเหมือนเขามีอะไรจะพูดนะ

“หยุดพักกันครู่หนึ่งเถอะ”

“ทำไมล่ะครับ?”

“พอลองคิดดูแล้ว มันไม่มีหลักฐานยืนยันเลยว่าข้างหน้านี่จะเป็นทางออก ตอนนี้ร่างกายของทั้งฉันและนายก็เริ่มจะรับไม่ไหวแล้วด้วย”

“......”

“บางทีเราอาจจะพลาดเบาะแสอะไรบางอย่างไปก็ได้ ลองกลับไปตรวจสอบห้องที่ผ่านมาสักครู่ดีไหม”

มันเป็นข้อเสนอที่ดูมีเหตุมีผลอยู่เหมือนกัน

ทว่าปฏิกิริยาของจองฮาซองที่ตอบกลับมานั้นกลับเย็นชาสิ้นดี

“เรื่องย้อนกลับไปนั่นมันก็แค่ข้ออ้าง จริงๆ แล้วคุณตั้งใจจะถ่วงเวลาใช่ไหมล่ะครับ?”

“นายเห็นฉันเป็นคนยังไงกัน”

“วิธีพิชิตเกตระดับ EX ที่ถูกต้องมีเพียงการทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้เท่านั้น คุณเองก็ก็น่าจะรู้นี่ครับ”

และในตอนนั้นเอง ชื่อที่ฉันเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งก็หลุดออกมาจากปากของจองฮาซอง

“หรือว่าคุณตั้งใจจะลอบโจมตีฉันท่ามกลางความวุ่นวายตอนที่มีมอนสเตอร์เวฟเหมือนตอนชเวจินกันแน่”

ฮันเตอร์อันดับ 1 เชิดหน้าขึ้นพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับว่าอาการเซเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

“ทัศนคติของฝั่งนั้นคือ ถ้าตัวเองต้องเสียประโยชน์ สู้ตายไปด้วยกันทั้งหมดยังจะดีกว่า ไม่ใช่เหรอครับ?”

“จองฮาซอง”

“ผมไม่มีทางเชื่อใจคุณเด็ดขาด และไม่มีเวลามาติดอยู่ในเกตพรรค์นี้ด้วย ในเวลาที่ทุกวินาทีมีค่าแบบนี้...”

เขาเสนอความคิดเห็นด้วยน้ำเสียงที่แหลมคมไม่แพ้ใบดาบที่แขวนอยู่ที่เอว

“ผมไม่พูดมากความละ เปิดประตูซะ”

ถ้าเกิดสู้กันขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไงล่ะเนี่ย

ฉันกวาดสายตาไปมาระหว่างพวกเขาทั้งสองด้วยความลนลาน

ทว่า...

“เข้าใจแล้ว”

นี่ก็ผิดคาดแฮะ

คังชางโฮนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากได้ยินคำนั้น ก่อนจะชูมือทั้งสองข้างขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงยอมแพ้

“จะเปิดให้เดี๋ยวนี้แหละ อย่าทำตัวระแวงขนาดนั้นเลย”

ผิดคาดแฮะ ที่ชายคนนี้ยอมโอนอ่อนตามง่ายๆ

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยพิชิตเกตสักหน่อย และดูเหมือนเราจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่นะ”

“เข้าใจผิดเรื่องอะไร?”

“เรื่องชเวจินน่ะมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันไม่ใช่ไอ้บ้าที่จะเที่ยวโจมตีฮันเตอร์ด้วยกันโดยไม่มีเหตุผลหรอกนะ”

เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ

“แน่นอนว่าความจริงที่ฉันเคยมีคดีติดตัวทำให้นายไม่ไว้ใจน่ะฉันเข้าใจ แต่จองฮาซอง ตอนนี้นายกำลังระแวงฉันมากเกินไปแล้ว”

“นั่นมัน...”

“นั่นเลยทำให้นายอยากออกไปจากที่นี่เร็วๆ จนตัดสินใจอะไรวู่วามไปหรือเปล่า?”

“......”

“เรื่องที่ฉันพูดเมื่อกี้ลองไปคิดดูให้ดีล่ะ เพราะฉันคิดว่าต่อให้ถึงตานาย ก็ควรจะลองย้อนกลับไปดูสักครั้งนะ”

“ทราบแล้วครับ”

“งั้นเปิดประตูล่ะนะ”

แล้วคังชางโฮก็หันขวับกลับไป สอดแขนเข้าไปในปากของสิงโต

แกร๊ก เสียงปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับที่ห้องเริ่มสั่นสะเทือน ประตูเปิดออกแล้ว

‘สงสัยข่าวลือจะเชื่อถือไม่ได้จริงๆ’

เขาก็ดูเป็นคนที่มีเหตุมีผลดีนี่นา

ทว่าในวินาทีนั้นเอง

ฉันเบิกตาโพลงเมื่อเห็นท่าทางของคังชางโฮ จองฮาซองเองก็ดูตกใจไม่แพ้กัน

“นี่มัน...!”

“คุณคังชางโฮ!”

คังชางโฮเอามือยันรูปปั้นสิงโตไว้พลางทำท่าจะล้มลง

เขาดูเหมือนจะหน้ามืดเหมือนอย่างจองฮาซอง เขาหอบหายใจถี่พลางพูดว่า

“ไม่ต้องสนใจหรอก... ฉันพกยาฟื้นฟูเข้ามาด้วย”

พอได้ยินคำนั้นถึงเพิ่งจะสังเกตเห็น ที่เอวของคังชางโฮมีกระเป๋าคาดเอวอยู่ ในกระเป๋าเล็กๆ ใบนั้นคงมียาอยู่จริงๆ

“ถ้าดื่มเจ้านี่แล้ว ก็น่าจะเปิดประตูได้อีกสักสองรอบล่ะนะ”

เขาเอามือยันเข่าและพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

จองฮาซองมองภาพนั้นแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินนำออกไป

“ถ้าห้องถัดไปนี่ยังไม่เห็นทางออก ผมจะลองหาวิธีอื่นดูครับ”

ฉันเดินตามหลังจองฮาซองอยู่ห่างๆ เผื่อว่าจะมีจังหวะที่ต้องเข้าไปช่วยพยุงคังชางโฮ

คังชางโฮที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนกำลังค้นกระเป๋าเพื่อหยิบขวดแก้วใบเล็กออกมา

‘นั่นคือยาฟื้นฟูเหรอ?’

ทว่าหลังจากนั้น ฉันก็ต้องตกตะลึงกับวิธีการใช้ยาของคนโลกนี้

—เพล้ง!

คังชางโฮเหวี่ยงขวดโพชั่นในมือฟาดเข้าที่หัวของจองฮาซองจนมันแตกกระจาย

ของเหลวที่ไหลออกมาจากขวดที่แตกสลายระเหยกลายเป็นไอในอากาศทันที

จองฮาซองที่ถูกลอบโจมตีพยายามจะหันกลับมา แต่เขาก็ได้รับยาตัวนั้นเข้าไปเสียแล้ว

“คึก!”

จากนั้น จองฮาซองก็เบิกตาค้างจนเห็นตาขาวและค่อยๆ ทรุดตัวลงไป

ยาสลบ? ยาชา? ฉันไม่รู้แน่ชัดว่ามันคือยาอะไรกันแน่

“อา ได้ผลดีแม้กระทั่งกับระดับ S เลยแฮะ”

แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้แล้วว่าไอ้ของพรรค์นั้นมันไม่ใชียาฟื้นฟูอย่างแน่นอน

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

14

20px

ระดับ S สองคน กับระดับ F อีกหนึ่งคน

มันชัดเจนยิ่งกว่ากระจกใสเสียอีกว่าใครจะกลายเป็นเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย

‘ซวยแล้วไหมล่ะ?’

ในขณะที่ฉันกำลังเตรียมตัวรับความตายอยู่นั้น

บรรยากาศระหว่างฮันเตอร์ระดับ S ทั้งสองก็ยังคงคุกรุ่น

“แล้วสถานการณ์ของผมมันต่างกันตรงไหนล่ะครับ? ผมเองก็มีความเสี่ยงเท่ากัน แถมยังเสียสละไปตั้งสองรอบแล้วด้วย”

“แล้วคิมกิรยอล่ะ? ตรงนั้นก็มีฮันเตอร์อยู่อีกคน ลองไปขอร้องเขาดูสิ”

“มีฮันเตอร์ระดับ S อยู่ตรงนี้ตั้งสองคน แต่จะโยนภาระไปให้ระดับ F อย่างนั้นเหรอ?”

จองฮาซองชูโร่งดาบสีแดงในมือขึ้น

เขาวางท่าราวกับจะบอกว่า ถ้าแกไม่ยอมร่วมมือ ฉันก็จะรีดเลือดแกออกมาเองเสียเลย

ฉันไม่รู้หรอกว่าวิชาดาบของหมอนั่นเก่งกาจแค่ไหน แต่การเข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ของพวกระดับ S คงไม่มีอะไรดีแน่

‘ขอร้องล่ะ อย่าหันมาสนใจทางนี้เลย’

ฉันค่อยๆ ถอยกรูดออกไปทีละนิดเพราะกลัวจะโดนหางเลขไปด้วย

ทว่าในวินาทีนั้นเอง

—กรรร...

เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังระงมไปทั่วโถงกว้าง

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ฮันเตอร์ระดับ S ทั้งสองหยุดชะงักและกวาดสายตาไปมองพร้อมกัน และที่ซวยคือสายตาของพวกเขากลับหยุดลงที่ทิศทางที่ฉันยืนอยู่พอดี

นั่นหมายความว่าไอ้สัตว์ร้ายที่ว่านั่นอยู่ข้างหลังฉันน่ะสิ

‘เดี๋ยวสิ เฮ้ย’

ฉันพยายามฝืนหมุนลำคอที่แข็งทื่อเพราะความตื่นเต้น และแล้วภาพที่ไม่ยากเห็นที่สุดในตอนนี้ก็ปรากฏแก่สายตา

‘ไหนว่าที่นี่ไม่มีศัตรูไงวะ!’

หมาป่าทมิฬแปดตัวที่มีร่างกายทำจากเงา

...มอนสเตอร์ พวกมันโผล่ออกมาจากผนังที่ว่างเปล่า

—บรู๊วววววว!

จ่าฝูงของหมาป่าสีดำพวกนั้นหอนขึ้นไปบนอากาศ

ดูเหมือนนั่นจะเป็นเสียงเรียกพวกพ้อง เพราะหมาป่าทมิฬกลุ่มใหม่เริ่มปรากฏตัวขึ้นมาราวกับจะย้อมห้องที่มีเพียงแสงสีขาวบริสุทธิ์นี้ให้กลายเป็นสีดำสนิท พวกมันกระจายตัวล้อมพวกเราไว้

ทำไมจู่ๆ มอนสเตอร์ถึงโผล่มาล่ะ?

“ดวงตาของรูปปั้นสิงโตกำลังส่องแสงครับ”

ท่ามกลางความสับสน จองฮาซองเป็นคนให้คำตอบ ในบรรดาพวกเรา เขาเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการบุกเกตมากที่สุด

“ดูเหมือนว่าถ้าไม่ถวายเลือดภายในเวลาที่กำหนด ระบบมอนสเตอร์เวฟก็จะทำงานสินะครับ”

ถ้ามัวแต่รีรอเลือกเครื่องสังเวยล่ะก็ ระบบก็จะบีบบังคับเองอย่างนั้นเร้า!

ไม่มีเวลามานั่งสบถแล้ว ฝูงหมาป่าทมิฬที่พรั่งพรูออกมาพุ่งตรงมาทางพวกเราทันที

เขี้ยวและกรงเล็บของพวกมันมีพลังมานาสีฟ้าเข้มควบแน่นอยู่ ชั้นไขมันอันบอบบางของคิมกิรยาคงถูกฉีกออกได้อย่างง่ายดาย

‘อ๊ากกก!’

เมื่อคนเราตกใจถึงขีดสุด เสียงกรีดร้องก็ไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้

ฉันได้แต่กลั้นหายใจและเร่งก้าวเดินเพื่อหลบหนีจากหมาป่าทมิฬ

‘เดินกะเผลกแบบนี้จะไปหนีหมาป่าพ้นได้ยังไง!’

ทว่าด้วยขาที่ไม่รักดีของคิมกิรยา การวิ่งหนีจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย...

ฉันพยายามจะไม่หันไปมอง แต่หมาป่าทมิฬตัวหนึ่งก็ไล่ตามมาทันเสียแล้ว

นี่ฉันต้องถูกฉีกเป็นชิ้นๆ จริงๆ เหรอ?

‘ถึงฉันจะเคยสงสัยเรื่องโครงสร้างร่างกายของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้อยากจะมาเห็นตอนชำแหละกันสดๆ แบบนี้สักหน่อย...!’

ฉันหลับตาปี๋เพราะทำใจดูการแสดงชำแหละศพที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ลง

ทว่าความกลัวนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่

—ฟึ่บ!

“อึก?”

แสงสีแดงวาบผ่านเปลือกตาอันบางเฉียบไปชั่วขณะ

ในเวลาเดียวกัน ฉันก็สัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ซ่านมาโดนผิวหนัง

เมื่อลืมตาขึ้น สิ่งที่เห็นคือเปลวเพลิงอันโชติช่วงที่กำลังเผาไหม้สัตว์ร้ายนั่นอยู่

‘ไฟเหรอ? มีลูกไฟโผล่มากลางอากาศธาตุแบบนี้เลยเหรอ?’

ฉันนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่เพิ่งเข้ามาในดันเจี้ยน

จะว่าไป ตอนนั้นก็มีจอมเวทที่ใช้เวทมนตร์ธาตุไฟใส่ประตูที่ไม่ยอมเปิดอยู่เหมือนกันนี่นา

“...ถอยไปข้างหลังครับ”

จองฮาซอง!

เขากระชับดาบในมือแล้วก้าวเข้ามา เขายืนประจันหน้าคอยปกป้องฉันและเริ่มฟาดฟันหมาป่าทมิฬเหล่านั้น

คมดาบที่ทรงพลังราวกับเกลียวคลื่นอันเชี่ยวกรากฟันคอพวกมอนสเตอร์ขาดกระเด็นไปทีละตัว

ยิ่งไปกว่านั้น ชายคนนี้ยังไม่ถูกจำกัดด้วยระยะการโจมตีที่เป็นปัญหาเรื้อรังของเหล่านักดาบเลยสักนิด

‘นี่คือเวทมนตร์ของจอมเวทบรรพกาลอย่างนั้นเหรอ?’

ฟู่มมม!

สกิลการตื่นรู้ที่จองฮาซองใช้ทำให้บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยเปลวเพลิงอีกครั้ง

การที่สามารถสร้างพลังทำลายล้างขนาดนี้ได้ในพริบตาเดียว

ฉันมองดูจองฮาซองที่ควบคุมเปลวเพลิงพลางครุ่นคิด

‘ระดับนี้ จะไปดูถูกว่าเป็นพวกจอมเวทบรรพกาลอย่างเดียวก็คงไม่ได้แล้วล่ะมั้ง?’

และไม่ใช่แค่จองฮาซองเท่านั้น แม้จะถูกดึงความสนใจไปด้วยเปลวเพลิงอันตระการตาจนลืมไปชั่วขณะ แต่ที่นี่ยังมีผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุดอยู่อีกคน

“หืม”

คังชางโฮ

แม้จะมีมอนสเตอร์ปรากฏตัวออกมา เขาก็ยังคงยืนดูสถานการณ์นิ่งๆ จนกระทั่งหมาป่าทมิฬตัวหนึ่งกระโจนเข้าใส่ เขาถึงเริ่มเคลื่อนไหว

เขาดึงมือที่ล้วงกระเป๋าอยู่ออกมา แล้วเหวี่ยงหมัดทุบลงบนจมูกยาวๆ ของหมาป่าทมิฬจากบนลงล่าง

ทันใดนั้น หัวของหมาป่าทมิฬที่ถูกต่อยก็ระเบิดออกจนไม่เหลือชิ้นดี

“ร่างกายอ่อนปวกเปียกแบบนี้ คงเป็นสัตว์อสูรระดับ C สินะ”

พละกำลังมหาศาลอะไรขนาดนั้น...

สกิลการตื่นรู้ของคังชางโฮคือการเสริมพลังกายสินะ

‘เอ๊ะ? ถึงฉันจะกู้พลังเวทกลับมาได้ แต่การจะครองโลกก็น่าจะยากอยู่เหมือนกันนะเนี่ย?’

พอตั้งสติได้ ฮันเตอร์ระดับ S ทั้งสองก็เข่นฆ่ามอนสเตอร์รอบๆ จนเหี้ยนในพริบตา

ใบหน้าของฉันซีดเผือด

ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งเดียวที่พอจะปลอบใจได้คือ ทั้งจองฮาซองและคังชางโฮดูเหมือนจะใช้เพียงความสามารถสายที่ 1 ที่พวกเขาตื่นรู้ในตอนแรกเท่านั้น...

แต่ตอนนี้จำนวนธาตุจะเป็น 1 หรือ 2 มันสำคัญด้วยเหรอ?

ในเมื่อฉันใช้ไม่ได้เลยสักธาตุเนี่ย!

‘ให้ตายเถอะ’

จนกว่าจะกู้พลังเวทคืนมาได้ ฉันจะไม่ยอมห้าวกับพวกฮันเตอร์ระดับ S เด็ดขาด

ฉันตัดสินใจอย่างแน่วแน่ หลังจากนั้นคังชางโฮก็เป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้น

“หมดเวลาสินะ”

คังชางโฮสะบัดซากของหมาป่าทมิฬที่ติดอยู่ที่แขนออกเบาๆ แล้วเดินตรงไปยังที่แห่งหนึ่ง

ที่ที่เขามุ่งหน้าไปไม่ใช่ที่ไหนอื่น นอกจากหน้ารูปปั้นสิงโต

จากนั้น โดยที่ไม่มีใครทันห้าม คังชางโฮก็สอดแขนเข้าไปในรูปปั้นสิงโตเพื่อถวายเป็นเครื่องสังเวย

—ครืนนน...

รูปปั้นสิงโตที่ได้ดื่มกินเลือดของคังชางโฮจนพอใจก็เปิดประตูออก

“ถ้ามีกับดักมอนสเตอร์โผล่ออกมาแบบนี้ ก็ช่วยไม่ได้ละนะ”

ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมร่วมมือด้วยง่ายๆ แบบนี้

‘ไม่ต้องกลัวว่าจะโดนลูกหลงจากการตีกันของพวกระดับ S แล้ว!’

เมื่อเห็นการกระทำของเขา ท่าทีของจองฮาซองก็ดูอ่อนลงไปถนัดตา เป็นวินาทีที่สนธิสัญญาทางสันติภาพอันน่าประทับใจถูกจัดตั้งขึ้น

“คนต่อไปจะเป็นใครดีล่ะ?”

“พวกเราผลัดกันเปิดประตูเถอะครับ เราไม่รู้ว่าร่างกายระดับ F จะทนรับไหวหรือเปล่า”

และจากกระบวนการทั้งหมดนี้ ทำให้ฉันได้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ของคนที่ชื่อจองฮาซอง

‘ฮันเตอร์จองฮาซอง...’

ตั้งแต่ตอนที่เขารู้ว่าฉันเป็นระดับ F เขาก็ตัดฉันออกจากรายชื่อผู้สมัครเป็นเครื่องสังเวยทันที รวมถึงการปกป้องฉันตอนที่มอนสเตอร์โผล่ออกมาอีก

เขายืนหยัดอยู่ข้างผู้อ่อนแออย่างเต็มที่ สมกับเป็นวีรบุรุษของชาติจริงๆ

‘ขอบคุณเขาจริงๆ ที่ทำให้ฉันก้าวเดินต่อได้โดยไม่ต้องเสียเลือดสักหยด แต่มาถึงขั้นนี้แล้วก็เริ่มรู้สึกเกรงใจนิดๆ แฮะ’

ในห้องที่ห้าที่ตามมา

ฉันมองจองฮาซองที่เซถลาเพราะอาการหน้ามืดหลังจากถวายเครื่องสังเวยด้วยสายตาตกใจ

“คุณจองฮาซอง เป็นอะไรไหมครับ?”

ทว่าเขากลับเก็บสีหน้าได้อย่างรวดเร็วและตอบกลับอย่างเย็นชา

“เกตที่เกิดขึ้นกะทันหันแบบนี้มักจะมีขนาดไม่ใหญ่ครับ อีกไม่นานก็น่าจะถึงทางออกแล้ว”

จากเดิมที่ผิวขาวอยู่แล้ว ตอนนี้ใบหน้าของเขากลับซีดเซียวจนน่าใจหาย

ฉันเดินโดยที่สายตาจดจ้องอยู่ที่จองฮาซองเพราะกังวลว่าเขาจะล้มพับไป เลยไม่ทันสังเกตว่าชายที่เดินนำหน้าอยู่นั้นหยุดชะงักลง

“หืม?”

ครั้งนี้เป็นคราวที่คังชางโฮต้องเปิดประตู

แต่เขากลับไม่ขยับเขยื้อน และเอาแต่จ้องมองจองฮาซองที่เดินตามเข้ามานิ่งๆ

“จองฮาซอง”

ดูเหมือนเขามีอะไรจะพูดนะ

“หยุดพักกันครู่หนึ่งเถอะ”

“ทำไมล่ะครับ?”

“พอลองคิดดูแล้ว มันไม่มีหลักฐานยืนยันเลยว่าข้างหน้านี่จะเป็นทางออก ตอนนี้ร่างกายของทั้งฉันและนายก็เริ่มจะรับไม่ไหวแล้วด้วย”

“......”

“บางทีเราอาจจะพลาดเบาะแสอะไรบางอย่างไปก็ได้ ลองกลับไปตรวจสอบห้องที่ผ่านมาสักครู่ดีไหม”

มันเป็นข้อเสนอที่ดูมีเหตุมีผลอยู่เหมือนกัน

ทว่าปฏิกิริยาของจองฮาซองที่ตอบกลับมานั้นกลับเย็นชาสิ้นดี

“เรื่องย้อนกลับไปนั่นมันก็แค่ข้ออ้าง จริงๆ แล้วคุณตั้งใจจะถ่วงเวลาใช่ไหมล่ะครับ?”

“นายเห็นฉันเป็นคนยังไงกัน”

“วิธีพิชิตเกตระดับ EX ที่ถูกต้องมีเพียงการทำตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้เท่านั้น คุณเองก็ก็น่าจะรู้นี่ครับ”

และในตอนนั้นเอง ชื่อที่ฉันเคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่งก็หลุดออกมาจากปากของจองฮาซอง

“หรือว่าคุณตั้งใจจะลอบโจมตีฉันท่ามกลางความวุ่นวายตอนที่มีมอนสเตอร์เวฟเหมือนตอนชเวจินกันแน่”

ฮันเตอร์อันดับ 1 เชิดหน้าขึ้นพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ ราวกับว่าอาการเซเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น

“ทัศนคติของฝั่งนั้นคือ ถ้าตัวเองต้องเสียประโยชน์ สู้ตายไปด้วยกันทั้งหมดยังจะดีกว่า ไม่ใช่เหรอครับ?”

“จองฮาซอง”

“ผมไม่มีทางเชื่อใจคุณเด็ดขาด และไม่มีเวลามาติดอยู่ในเกตพรรค์นี้ด้วย ในเวลาที่ทุกวินาทีมีค่าแบบนี้...”

เขาเสนอความคิดเห็นด้วยน้ำเสียงที่แหลมคมไม่แพ้ใบดาบที่แขวนอยู่ที่เอว

“ผมไม่พูดมากความละ เปิดประตูซะ”

ถ้าเกิดสู้กันขึ้นมาจริงๆ จะทำยังไงล่ะเนี่ย

ฉันกวาดสายตาไปมาระหว่างพวกเขาทั้งสองด้วยความลนลาน

ทว่า...

“เข้าใจแล้ว”

นี่ก็ผิดคาดแฮะ

คังชางโฮนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งหลังจากได้ยินคำนั้น ก่อนจะชูมือทั้งสองข้างขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงยอมแพ้

“จะเปิดให้เดี๋ยวนี้แหละ อย่าทำตัวระแวงขนาดนั้นเลย”

ผิดคาดแฮะ ที่ชายคนนี้ยอมโอนอ่อนตามง่ายๆ

“ฉันไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วยพิชิตเกตสักหน่อย และดูเหมือนเราจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันอยู่นะ”

“เข้าใจผิดเรื่องอะไร?”

“เรื่องชเวจินน่ะมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันไม่ใช่ไอ้บ้าที่จะเที่ยวโจมตีฮันเตอร์ด้วยกันโดยไม่มีเหตุผลหรอกนะ”

เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ

“แน่นอนว่าความจริงที่ฉันเคยมีคดีติดตัวทำให้นายไม่ไว้ใจน่ะฉันเข้าใจ แต่จองฮาซอง ตอนนี้นายกำลังระแวงฉันมากเกินไปแล้ว”

“นั่นมัน...”

“นั่นเลยทำให้นายอยากออกไปจากที่นี่เร็วๆ จนตัดสินใจอะไรวู่วามไปหรือเปล่า?”

“......”

“เรื่องที่ฉันพูดเมื่อกี้ลองไปคิดดูให้ดีล่ะ เพราะฉันคิดว่าต่อให้ถึงตานาย ก็ควรจะลองย้อนกลับไปดูสักครั้งนะ”

“ทราบแล้วครับ”

“งั้นเปิดประตูล่ะนะ”

แล้วคังชางโฮก็หันขวับกลับไป สอดแขนเข้าไปในปากของสิงโต

แกร๊ก เสียงปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับที่ห้องเริ่มสั่นสะเทือน ประตูเปิดออกแล้ว

‘สงสัยข่าวลือจะเชื่อถือไม่ได้จริงๆ’

เขาก็ดูเป็นคนที่มีเหตุมีผลดีนี่นา

ทว่าในวินาทีนั้นเอง

ฉันเบิกตาโพลงเมื่อเห็นท่าทางของคังชางโฮ จองฮาซองเองก็ดูตกใจไม่แพ้กัน

“นี่มัน...!”

“คุณคังชางโฮ!”

คังชางโฮเอามือยันรูปปั้นสิงโตไว้พลางทำท่าจะล้มลง

เขาดูเหมือนจะหน้ามืดเหมือนอย่างจองฮาซอง เขาหอบหายใจถี่พลางพูดว่า

“ไม่ต้องสนใจหรอก... ฉันพกยาฟื้นฟูเข้ามาด้วย”

พอได้ยินคำนั้นถึงเพิ่งจะสังเกตเห็น ที่เอวของคังชางโฮมีกระเป๋าคาดเอวอยู่ ในกระเป๋าเล็กๆ ใบนั้นคงมียาอยู่จริงๆ

“ถ้าดื่มเจ้านี่แล้ว ก็น่าจะเปิดประตูได้อีกสักสองรอบล่ะนะ”

เขาเอามือยันเข่าและพยายามลุกขึ้นอย่างยากลำบาก

จองฮาซองมองภาพนั้นแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินนำออกไป

“ถ้าห้องถัดไปนี่ยังไม่เห็นทางออก ผมจะลองหาวิธีอื่นดูครับ”

ฉันเดินตามหลังจองฮาซองอยู่ห่างๆ เผื่อว่าจะมีจังหวะที่ต้องเข้าไปช่วยพยุงคังชางโฮ

คังชางโฮที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนกำลังค้นกระเป๋าเพื่อหยิบขวดแก้วใบเล็กออกมา

‘นั่นคือยาฟื้นฟูเหรอ?’

ทว่าหลังจากนั้น ฉันก็ต้องตกตะลึงกับวิธีการใช้ยาของคนโลกนี้

—เพล้ง!

คังชางโฮเหวี่ยงขวดโพชั่นในมือฟาดเข้าที่หัวของจองฮาซองจนมันแตกกระจาย

ของเหลวที่ไหลออกมาจากขวดที่แตกสลายระเหยกลายเป็นไอในอากาศทันที

จองฮาซองที่ถูกลอบโจมตีพยายามจะหันกลับมา แต่เขาก็ได้รับยาตัวนั้นเข้าไปเสียแล้ว

“คึก!”

จากนั้น จองฮาซองก็เบิกตาค้างจนเห็นตาขาวและค่อยๆ ทรุดตัวลงไป

ยาสลบ? ยาชา? ฉันไม่รู้แน่ชัดว่ามันคือยาอะไรกันแน่

“อา ได้ผลดีแม้กระทั่งกับระดับ S เลยแฮะ”

แต่ที่แน่ๆ ฉันรู้แล้วว่าไอ้ของพรรค์นั้นมันไม่ใชียาฟื้นฟูอย่างแน่นอน