“นายบอกว่านายแก่กว่าฉัน 2 ปีงั้นเหรอ”
“เรื่องจริงเหรอครับ? อ๊ะ ไม่สิ ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยบอกเรื่องนี้เลยนะครับ แล้วคุณรู้อายุผมได้ยั...”
“สมัยนี้ค้นในอินเทอร์เน็ตก็ขึ้นมาหมดแล้วน่า โอ๊ย ว่าแต่ร้านที่ต้องย่างเองแบบนี้วันหลังคงมาไม่ไหวแล้วล่ะ ควันบ้าอะไรจะเยอะขนาดนี้ สูดเข้าไปเต็มปอดหมด...”
คิมกิรยอเมินจองฮาซองที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วหันไปชื่นชมวัตถุดิบใหม่อย่างหนังหมูย่างแทน
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง
จู่ๆ กระแสพลังอันมหาศาลก็ไหลทะลักเข้ามาในร้าน เป็นความรู้สึกที่มืดมิดและหนักอึ้งจนชวนให้รู้สึกคลื่นไส้
ในเกาหลี คนที่มีรูปแบบพลังเวทแบบนี้มีอยู่แค่ผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น
‘อยู่ข้างนอกงั้นเหรอ?’
คิมกิรยอสัมผัสได้ถึงพลังเวทของใครบางคนจึงเผลอหันกลับไปมอง
สิ่งที่ปรากฏอยู่นอกหน้าต่างคือปีกสีขาวของอุปกรณ์เวทสำหรับการบินที่เรียกว่า [นกสีขาว]
-ฟุ่บ!
ไม่นานนัก ใครบางคนก็กระโดดลงจากหลังของมันอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นหางตาที่ตกแบบนั้น ก็ชัดเจนเลยว่าเป็นฮันเตอร์คนเดียวกับที่เพิ่งนึกถึงเมื่อกี้
“คุณเอสเธอร์?”
ยังไงซะท้องก็เกือบอิ่มแล้ว คิมกิรยอจึงบอกให้จองฮาซองกินต่อให้เสร็จ ส่วนตัวเองก็เดินออกไปหน้าร้านครู่หนึ่ง
แต่ทว่าบุคคลที่เขาได้เจอข้างนอกนั้น กลับมีบรรยากาศที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ปกติแล้วเธอจะมักพก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นติดตัวเสมอ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ยิ้มเลย หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันจนยุ่งเหยิง
“จะ... จริงอย่างที่เขาพูดกันจริงๆ ด้วย...”
สั่นริกๆ
ซอเอสเธอร์พึมพำอะไรบางอย่างพลางกำหมัดแน่น
แถมพลังเวทที่ห่อหุ้มรอบตัวเธอก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ
ใครมันบังอาจไปทำให้ผู้ใช้คำสาปฟิวส์ขาดขนาดนี้เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นไอ้เวรตัวไหน อนาคตคงไม่ได้ตายดีแ...
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”
“หือ?”
แต่ในจังหวะที่คิดอยู่นั้น จู่ๆ ซอเอสเธอร์ก็ตะโกนเรียกชื่อใครบางคนเสียงดังลั่น
“ต้องขอโทษจริงๆ นะคะที่บุกมาถึงร้านอาหาร แต่ฉันมีเรื่องหนึ่งที่อยากฟังคำอธิบายเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
“ครับ?”
เธอเบิกตาสามขาวที่คมกริบราวกับสุนัขจิ้งจอก แล้วค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้
“ความจริงวันนี้ฉันได้ยินข่าวลือบางอย่างมาน่ะค่ะ? ข่าวลือที่ว่าคุณกำลังจะตั้งทีมถาวรกับหัวหน้ากิลด์การิออน?”
“อ๋อ”
“แต่ว่า... ข่าวที่ว่าพวกคุณเริ่มหารือเรื่องทีมโดยตัดฉันออกไปดื้อๆ นั่นคงไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมคะ?”
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้ว เพราะทางนี้กะจะล้มเลิกสัญญานั้นทิ้งซะ
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ไม่รู้ว่าคอจะยังตั้งอยู่บนบ่าจนอธิบายจบหรือเปล่านี่สิ
“ท่านประธาน ใจเย็นๆ ก่อนครับ”
ขวับ
คิมกิรยอรีบแสดงภาษากายแบบชาวโลกที่สื่อถึงการยอมจำนนเป็นอันดับแรก นั่นคือการยกมือทั้งสองข้างขึ้นแบให้เห็นฝ่ามือ
---
ครู่ต่อมา
ฉันจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จแล้วก็เดินออกมาที่ตรอกข้างร้านอาหาร
จากนั้นก็เว้นระยะห่างจากจองฮาซองเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า
“ฮันเตอร์เอสเธอร์ ขอเวลาคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ?”
อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยอมทำตามคำขอนั้นแต่โดยดี
ซอเอสเธอร์ทำหน้าเชิดใส่ราวกับจะบอกว่า ‘ไหนลองอธิบายมาซิ’
แต่สีหน้านั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความตกใจเมื่อเวลาผ่านไป
“ก่อนอื่นไม่ต้องห่วงครับ ไม่รู้ว่าไปได้ยินข่าวลือมาจากไหน แต่ผมไม่ได้มีความคิดที่จะทำงานร่วมกับระดับ S ที่อยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้หรอกครับ”
“จริงเหรอคะ?”
“ครับ ผมแค่ยื่นเงื่อนไขบางอย่างให้จองฮาซองเพื่อแลกกับการลองตั้งทีมดูน่ะครับ”
“เงื่อนไข?”
“คุณเอสเธอร์ครับ เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ไปจัดการดันเจี้ยนเบรก คุณเคยโดนลูกหลงจากพลังของจองฮาซองใช่ไหมครับ?”
ฉันเอ่ยถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ไปขุดเจอมาจากในอินเทอร์เน็ต
ขนาดหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์ยังเคยตกอยู่ในอันตรายจากปัญหาเฉพาะตัวที่พวกระดับ S มักจะเป็นกัน
เหมือนกับที่พวกเราอาจจะเผลอเหยียบแมลงที่ปลายเท้าโดยไม่ทันสังเกต
ผู้ตื่นรู้ระดับสูงของโลกนี้มีพลังที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด จนมักจะสร้างความเสียหายระลอกสองโดยไม่ตั้งใจอยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้นฉันจึงอธิบายความหมายของความสัมพันธ์นี้โดยเชื่อมโยงกับปัญหาของพวกระดับ S
“นี่เป็นความลับนะครับ ตอนนี้ผมกำลังสอนเคล็ดลับการควบคุมพลังให้จองฮาซองอยู่ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบที่คุณเคยเจอเกิดขึ้นซ้ำสอง”
“…!”
“และถ้าเทคนิคนี้ได้ผล แน่นอนว่าผมกะจะติดต่อทางหอคอยเวทมนตร์ไปทันทีอยู่แล้ว”
ซอเอสเธอร์เบิกตากว้างมองขึ้นมาทางนี้
“ขอโทษด้วยที่เพิ่งมาบอกตอนนี้ เอาเป็นว่าผมไม่ได้กะจะเมินคุณนะครับ”
“งะ... งั้นเองสินะคะ”
พอคุยเรื่องกิลด์รู้เรื่องแล้ว ซอเอสเธอร์ก็เขย่งเท้าขึ้นมากระซิบที่ข้างหูฉัน
“ถ้างั้นสรุปว่าตอนนี้คุณกิรยอยังไม่ได้สังกัดกิลด์การิออนใช่ไหมคะ?”
ไม่รู้ไปไงมาไงถึงได้ระแวงเรื่องนั้น แต่เรื่องนี้ฉันยืนยันได้เต็มปาก
“อย่างที่เคยบอกไปครับ ผมไม่เข้ากิลด์ไหนทั้งนั้น”
ฉันตอกย้ำให้ชัดเจนว่าไม่เคยเข้าร่วมกิลด์ของจองฮาซอง
ทันใดนั้นใบหน้าของซอเอสเธอร์ก็ดูสดใสขึ้นทันตาเห็น
“ตายจริง!”
ดูเหมือนนี่จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เธออารมณ์เสียสินะ
ก็จริงแหละ สำหรับเจ้าของกิลด์ยักษ์ใหญ่ การโดนกิลด์ร้านชำอย่างการิออนแย่งฮันเตอร์ไปคงรู้สึกเสียหน้าพิลึก
“ให้ตายสิ รู้สึกผิดจังเลยค่ะ ฉันนี่ดันเข้าใจผิดไปเองซะได้...”
ซอเอสเธอร์ยิ้มพลางจัดท่าทางให้เรียบร้อย
“เกือบจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมนองเลือดโดยใช่เหตุแล้วเชียว”
แต่ทว่า ทันทีที่ระดับเสียงกลับมาเป็นปกติ ประโยคที่หลุดออกมาจากปากเธอนั้น...
“ตอนแรกฉันนึกว่าจะโดนเขี่ยทิ้งจริงๆ ซะแล้ว ฮ่าฮ่า ก็เลยกะว่าจะมาโชว์ฝีมือแถวนี้สักหน่อยน่ะค่ะ”
“.......”
“ถ้าพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ตื่นรู้ที่ไม่ด้อยไปกว่าอันดับ 1 บางทีคุณกิรยออาจจะยอมให้ฉันเข้าทีมด้วยก็ได้~”
ซอเอสเธอร์พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเป็นเอกลักษณ์ แต่ปัญหาก็คือเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์คำสาปนี่สิ
“แน่นอนว่าในระหว่างขั้นตอนการพิสูจน์ฝีมือ จำนวนระดับ S อาจจะลดลงไปบ้าง... แต่ก็นะ พื้นที่แคบๆ แบบนี้มีระดับ S ตั้ง 4 คนมันก็ล้นเกินไปอยู่แล้ว หายไปสักคนคงไม่เป็นไรหรอกมั้งคะ...”
ผู้ใช้คำสาปเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีส่งยิ้มหวาน แต่สายตากลับกวาดมองชายหนุ่มทั้งสองคนอย่างเย็นยะเยือก
น่ากลัวชะมัด
สิ่งที่ซอเอสเธอร์กำลังจะสื่อก็คือ ถ้ากล้าจัดทีมถาวรโดยไม่มีเธอ เธอจะส่งระดับ S สักคนลงหลุมเพื่อสร้างที่ว่างให้ตัวเองงั้นสินะ
‘แม่เจ้าโว้ย’
ฉันกลืนน้ำลายลงคอ พยายามขยับตัวออกห่างจากซอเอสเธอร์ให้เนียนที่สุด
ต้องรีบชิ่งก่อนจะเกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นจริงๆ
“อะ... เอาเป็นว่า สรุปแล้วคุณเอสเธอร์ไปได้ยินเรื่องที่เราจะตั้งทีมมาจากไหนครับ?”
ฉันแกล้งถามเรื่องที่สงสัยที่สุดก่อนจะปลีกตัวออกมา
แต่คำตอบที่ได้รับกลับเหนือความคาดหมาย
“ผู้ชายผมหงอกเยอะๆ ที่อยู่ข้างหลังคุณเป็นคนบอกพนักงานกิลด์แบบนั้นเองค่ะ ฉันก็แค่ได้ยินต่อมาอีกที”
จะว่าไป ฉันก็ไม่เคยสั่งให้จองฮาซองปิดเรื่องนั้นเป็นความลับนี่หว่า
---
หลังจากนั้น
เมื่อผู้ตื่นรู้ผมทองหายลับไป ในตรอกแห่งนี้ก็เหลือเพียงระดับ S สองคน
เจ้าของหอคอยเวทมนตร์ที่มีใบหน้าง่วงงุน กับผู้ใช้ไฟ
“ว่าแต่ พวกเราก็ไม่ได้เจอกันแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันนะคะ?”
ซอเอสเธอร์มองตามแผ่นหลังของคิมกิรยอที่เดินจากไปแล้วพูดเปรยขึ้นมา
ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงได้รับคำตอบห้วนๆ กลับมา แต่จองฮาซองในตอนนี้ไม่ได้ถูกเวลาไล่ต้อนอีกต่อไป เขาจึงตอบรับด้วยความใส่ใจพอสมควร
“ครับ ช่วงที่ผ่านมาสบายดีไหมครับ?”
ทว่าประโยคต่อมากลับเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด
“ไม่สบายเลยค่ะ”
ซอเอสเธอร์พ่นลมหายใจเบาๆ ทำท่าทางงอนตุ๊บป่อง
“ก็คุณฮาซองเล่นโยนงานให้การิออนเป็นซับคอนแทรคแล้วก็ไม่สนใจไยดี แถมยังปฏิเสธคำเชิญของฉันแบบไร้เยื่อใยอีก ตั้งแต่นั้นมาฉันก็กินข้าวไม่ลงเลยน่ะสิคะ”
“อืม”
“แล้วจู่ๆ ไปโดนตัวไหนมาคะเนี่ย ช่วงนี้ถึงได้เห็นหัวหน้ากิลด์จอมหยิ่งยโสไปเดินตามต้อยๆ เอาใจฮันเตอร์คนหนึ่งแบบนั้น”
เธอยิ้มอย่างนึกสนุก
“โดนฮันเตอร์คิมกิรยอปฏิเสธคำชวนเข้ากิลด์แล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ? ทีนี้เข้าใจหัวอกฉันขึ้นมาบ้างหรือยัง?”
เจอคำถามนี้เข้าไป ชายหนุ่มภาพลักษณ์ดีงามถึงกับทำหน้าลำบากใจ
แต่ถึงจะไม่ได้คำตอบ อารมณ์ของซอเอสเธอร์ก็ยังคงราบรื่น
ครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าใจผิดว่าอันดับ 1 คนนี้เมินเฉยใส่เธอจากท่าทีของเขา
แต่ตอนนี้เมื่อพอจะรู้นิสัยจริงๆ ของจองฮาซองแล้ว เธอก็ไม่ได้มีความรู้สึกแย่อะไรกับวีรบุรุษจอมบ้างานคนนี้
ดังนั้นคำพูดต่อมาจึงเป็นเพียงคำทักทายตามประสาเพื่อนร่วมวงการ
“เอาเถอะ ยังไงก็ยินดีที่ได้เจอนะคะ”
“ครับ”
“แหม อิจฉาจัง ฉันน่าจะเป็นคนแรกที่ได้รับถ่ายทอดเทคนิคจากคุณกิรยอแท้ๆ แต่ก็นะ ทางนี้ยุ่งกับการบริหารกิลด์ คงจะหาเวลาให้ตรงกันยากกว่าสินะคะ...”
หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลีพูดคุยด้วยน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง
“อ๊ะ จริงสิ”
ดวงตาของเธอเป็นประกาย เหมือนเพิ่งนึกเรื่องที่ลืมไปขึ้นมาได้
“ฮันเตอร์จองฮาซอง จะว่าไปเรื่องนั้นเป็นยังไงบ้างคะ?”
“คุณหมายถึงเรื่องอะไรครับ?”
“พอดีทางเราเป็นคนดูแลเรื่องสมาคมพัฒนาพลังเวทด้วย ข้อมูลต่างๆ ก็เลยไหลมารวมกันที่นี่เยอะน่ะค่ะ”
“ครับ”
“เหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อนจะได้ยินมาว่า การิออนตกลงจะควบรวมกิจการกับกิลด์ฮันชินแล้ว?”
เมื่อได้ยินคำเฉพาะคำนั้น จองฮาซองก็ทำสายตาเหมือนเข้าใจทันที
“อ๋อ ฮันชิน”
แต่ประโยคต่อมากลับเป็นคำตอบที่ไร้เยื่อใย
“เรื่องนั้นพอดีมีตัวแปรเกิดขึ้นในช่วงพิจารณาไตร่ตรอง สุดท้ายก็เลยยกเลิกไปแล้วครับ”
เรื่องที่ซอเอสเธอร์พูดถึง มันกลายเป็นโมฆะไปตั้งนานแล้ว
---
บ่ายวันอันสดใส
ปัง!
ใครบางคนทุบโต๊ะไม้เนื้อแข็งมะฮอกกานีอย่างแรง
ที่นี่คือตึกของกิลด์ขนาดกลางแห่งหนึ่งในเขตควันอัก กรุงโซล
【ร่วมมือ, ฮันชิน】
หรือพูดให้ถูกก็คือ สำนักงานใหญ่ของฮันชินที่เคยมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของบารอนสวนดอกไม้
แต่กฎหมายประเทศนี้ใจดีกับนายทุนแค่ไหนกันเชียว
ฮันชินจ่ายค่าปรับจากเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกในครั้งนั้นไปแค่ไม่กี่ร้อยล้านวอน เมื่อเวลาผ่านไป กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เงียบหายไปเอง
หมายความว่ากิลด์ยังดำเนินกิจการไปได้สวยนั่นเอง
“ไอ้เวรเอ๊ย!”
แต่ทว่า หัวหน้ากิลด์ฮันชินกลับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโหตั้งแต่เช้าตรู่
“บัดซบ! อีกแค่นิดเดียวแท้ๆ!”
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม
เหตุการณ์ ‘คาตาคลิสม์’ ที่มีมอนสเตอร์สายพันธุ์ใหม่ปรากฏตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก ได้มอบสมบัติล้ำค่าอะไรให้กับมนุษยชาติบ้าง รู้ไหม?
เขาก้มลงมองชุดเกราะสีส้มแดงที่วางอยู่บนโต๊ะ
[เกราะอิฟรีท]
[ถุงมืออิฟรีท]
[รองเท้าอิฟรีท]
หรือที่เรียกกันว่า ‘เซตอิฟรีท’ หากรวบรวมอุปกรณ์ป้องกันนี้ได้ครบ 5 ชิ้นแล้วสวมใส่ มันจะแสดงผลต้านทานไฟในระดับที่อุปกรณ์รุ่นก่อนๆ เทียบไม่ติดฝุ่น
ตัวแทนของฮันชินได้ลองสัมผัสประสิทธิภาพของอุปกรณ์นี้ด้วยตัวเอง แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา
ถ้าให้ฮันเตอร์ที่เก่งที่สุดในกิลด์สวมเซตอิฟรีทจนครบ จะต้องทนทานต่อเปลวเพลิงของระดับ S คนนั้นได้อย่างแน่นอน
“ฮึ่มมมม”
ใช่แล้ว
จุดศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ที่จองฮาซอง
ฮันชินทุ่มเงินมหาศาลกว้านซื้อชิ้นส่วนเกราะอิฟรีทที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่มาจนหมดเกลี้ยง
และตั้งใจจะใช้ฮันเตอร์ที่มีความต้านทานไฟคนนั้นเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงตัวจองฮาซองเข้ามาร่วมกิลด์
แผนการฟังดูดีทีเดียว แถมปฏิกิริยาของจองฮาซองก็เป็นไปในทางบวกด้วย
ระดับ S คนนั้นตามหาเพื่อนร่วมทีมชาวเกาหลีที่สามารถรับมือกับพลังของเขาได้มาตลอด และการปรากฏตัวของเซตอิฟรีทก็ช่วยเติมเต็มเงื่อนไขขั้นต่ำนั้นได้พอดีไม่ใช่หรือ?
หากสามารถดึงตัวอันดับ 1 มาเข้ากิลด์ได้สำเร็จ สถานะของฮันชินคงจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
ใช่
แค่การสเกาท์ครั้งนี้ครั้งเดียว พวกเขาก็จะก้าวข้ามการเป็นกิลด์ขนาดกลาง กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้แท้ๆ...!
“อ๊ากกกก!”
ขอสรุปผลลัพธ์ก่อนเลยละกัน
ฮันชินเจ๊งบ่อง
แผนการของพวกเขาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อจองฮาซองแสดงความสนใจในเพื่อนร่วมทีมที่มีความต้านทานไฟ แต่จู่ๆ ดันมีปลาไหลตัวหนึ่งแทรกเข้ามาล้มกระดานซะงั้น
“คิมกิรยอ ไอ้สารเลวเอ๊ย!”
หัวหน้ากิลด์ฮันชินตะโกนด่าทอพลางนึกถึงรูปร่างหน้าตาของฮันเตอร์คนนั้น
“ปากบอกว่าจะไม่ตั้งทีมกับจองฮาซอง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาทำแบบนี้วะ!”
พวกเขาเทเงินไปเท่าไหร่เพื่อเซตอิฟรีทนี้
เพื่อให้แน่ใจว่ากิลด์อื่นจะไม่ใช้วิธีเดียวกัน พวกเขายอมจ่ายเงินเพิ่มแล้วเพิ่มอีกเพื่อผูกขาดสินค้าในตลาดทั้งหมด
แม้ขนาดของกิลด์จะไม่ใหญ่มาก แต่ในฐานะบริษัทที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มธุรกิจที่มีชื่อเสียง เงินทุนของพวกเขาจึงหนาปึ้ก
แต่เพราะการแทรกแซงของใครบางคน ความพยายามทั้งหมดนั้นจึงกลายเป็นสูญเปล่า
「เมื่อไม่นานมานี้ฮันเตอร์คิมลองเสนอให้ผมร่วมทีมถาวรดูในภายหลังน่ะครับ ดังนั้นน่าเสียดายครับ แต่สัญญาที่คุยกันไว้คงต้องขอยกเลิกไปก่อน...」
เพราะจองฮาซองดันไปหลงคารมคนอื่นเข้าก่อนที่จะได้เริ่มเจรจากันอย่างเป็นทางการเสียอีก
“เงินตู!”
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะคิดให้รอบคอบก่อนซื้ออุปกรณ์
เพราะความโลภที่คิดว่าจะฮุบทั้งจองฮาซองและบุคลากรของกิลด์การิออนที่เขาสร้างมา ฮันชินจึงทำอะไรเกินตัว
ใจร้อน และดวงซวย
ลงทุนเกินตัวในสถานการณ์ที่ยังไม่มีอะไรแน่นอน สุดท้ายก็เลยเจ็บตัวฟรี
“โธ่เว้ย อุตส่าห์โม้กับคนรอบข้างไปทั่วแล้วว่าจะควบรวมกับการิออน แล้วนี่มันอะไรกัน...”
“จะว่าไป ได้ลองติดต่อฮันเตอร์คิมกิรยอดูหรือยังครับ?”
“เฮ้ย อย่าให้พูดเลย เพราะไอ้สายที่โทรคุยกับมันนั่นแหละ วันนี้ฉันเลยต้องไปรับยาแก้ความดันเนี่ย”
แถมเรื่องน่าโมโหยัังไม่จบแค่นั้น
แม้การสเกาท์จะล้มเหลว แต่ฮันชินก็ยังไม่ยอมแพ้และเริ่มเจรจาใหม่อีกครั้ง
เขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอฟัง และขอร้องอ้อนวอนว่าถ้าจะตั้งทีมใหม่ ช่วยรับสมาชิกกิลด์ฮันชินสักคนเข้าไปร่วมแจมชั่วคราวได้ไหม
‘ขนาดเสนอว่าจะไม่รับเงิน แถมเราจะเป็นคนจ่ายค่าตอบแทนให้ด้วยซ้ำ’
ยังไงขอแค่ได้ชื่อว่าทนไฟของจองฮาซองได้ ก็ถือว่าบรรลุผลสำเร็จขั้นต้นแล้ว
แต่รู้ไหมว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาคืออะไร?
-ต่อให้ใส่อุปกรณ์ครบชุด ระดับ A ก็คือระดับ A อยู่ดีครับ ขอโทษด้วยแต่คงยากครับ
นอกจากจะทำลายความฝันของคนอื่นจนป่นปี้แล้ว คิมกิรยอยังปฏิเสธคำขอของฮันชินอย่างไม่ไยดีด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘ฝีมือไม่ถึง’
“ไอ้พวกที่แค่โชคดีเกิดมาเป็นระดับ S แท้ๆ!”
ความจริงแล้วคิมกิรยอแค่ไม่อยากตั้งทีมฮันเตอร์ ก็เลยหาข้ออ้างที่ฟังดูดีที่สุดมาปฏิเสธก็เท่านั้น...
แต่นี่ถือเป็นเรื่องที่หยามศักดิ์ศรีชาวฮันชินอย่างมาก แต่จะไปฟ้องใครก็ไม่ได้
เพราะการที่ระดับ S มองเหยียดผู้ตื่นรู้คนอื่น มันเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้อยู่แล้ว
“หัวหน้าครับ”
ในตอนนั้นเอง
มีเพียงคนเดียวในห้องนี้ที่แสดงความคิดเห็นต่างออกไป
“ผมมีความคิดดีๆ ครับ อยากลองฟังไหม?”
“อะไร?”
“พูดตรงๆ นะครับ เราไม่ได้ขอจะไปร่วมทีมกับระดับ S เล่นๆ สักหน่อย เตรียมตัวมาขนาดนี้แล้วทำไมต้องมาโดนดูถูกด้วย”
โจซังโอ ฮันเตอร์ตัวท็อปประจำกิลด์ฮันชิน
เขาประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ตัวเองมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าพวกระดับ S
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการฮันเตอร์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนแซงหน้ากฎของมัวร์ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ไปแล้ว
มีการเกิดใหม่ของระดับ S ที่อยู่เหนือระดับ A
มีการเพิ่มประเภทไอเทมระดับ ‘เลเจนดารี’
และตอนนี้ถึงขั้นมีลูกหลานตระกูลแชโบลกวาดต้อนอาร์ติแฟกต์ไปลุยดันเจี้ยนระดับสูงคนเดียวจนเคลียร์ได้
‘ไอ้คิมกิรยอนี่ตลกดีว่ะ แค่ระดับต่างกันขั้นเดียวทำมาเป็นดูถูกคนอื่น?’
โจซังโอไม่เชื่อคำพูดที่ว่ามีช่องว่างสัมบูรณ์ระหว่างระดับ S และระดับ A อีกต่อไป
ตอนนี้มีตัวแปรมากมายอยู่บนโลก
โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไอ้หัวทองขี้เกียจที่เชื่อมั่นแต่ค่าการตื่นรู้ที่มีมาแต่เกิด ไม่ยอมสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันให้ดี ตัวเขาเองมีสติและพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด
“หัวหน้าครับ มอบหมายให้ผมจัดการเถอะ เดี๋ยวผมจะทำให้มันปากดีไม่ออกอีกเลย”
“หือ?”
“ไหนๆ ข้อเสนอควบรวมก็ล่มไปแล้ว จะทำอะไรก็ทำไปเถอะครับ ถือโอกาสนี้สั่งสอนให้จองฮาซองรู้ด้วยว่า เวลาเลือกสมาชิกทีม อย่าดูแค่ระดับอย่างเดียว... ด้วยวิถีของฮันเตอร์ ด้วยการล่า!”
เขาเอามือยันโต๊ะแล้วพ่นประโยคบางอย่างออกมา
หัวหน้ากิลด์ฮันชินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นพ้องว่านั่นไม่ใช่ความคิดที่เลวร้าย และเริ่มสนับสนุนแผนการของโจซังโอ...