Cover

156

“นายบอกว่านายแก่กว่าฉัน 2 ปีงั้นเหรอ”

“เรื่องจริงเหรอครับ? อ๊ะ ไม่สิ ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยบอกเรื่องนี้เลยนะครับ แล้วคุณรู้อายุผมได้ยั...”

“สมัยนี้ค้นในอินเทอร์เน็ตก็ขึ้นมาหมดแล้วน่า โอ๊ย ว่าแต่ร้านที่ต้องย่างเองแบบนี้วันหลังคงมาไม่ไหวแล้วล่ะ ควันบ้าอะไรจะเยอะขนาดนี้ สูดเข้าไปเต็มปอดหมด...”

คิมกิรยอเมินจองฮาซองที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วหันไปชื่นชมวัตถุดิบใหม่อย่างหนังหมูย่างแทน

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

จู่ๆ กระแสพลังอันมหาศาลก็ไหลทะลักเข้ามาในร้าน เป็นความรู้สึกที่มืดมิดและหนักอึ้งจนชวนให้รู้สึกคลื่นไส้

ในเกาหลี คนที่มีรูปแบบพลังเวทแบบนี้มีอยู่แค่ผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น

‘อยู่ข้างนอกงั้นเหรอ?’

คิมกิรยอสัมผัสได้ถึงพลังเวทของใครบางคนจึงเผลอหันกลับไปมอง

สิ่งที่ปรากฏอยู่นอกหน้าต่างคือปีกสีขาวของอุปกรณ์เวทสำหรับการบินที่เรียกว่า [นกสีขาว]

-ฟุ่บ!

ไม่นานนัก ใครบางคนก็กระโดดลงจากหลังของมันอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นหางตาที่ตกแบบนั้น ก็ชัดเจนเลยว่าเป็นฮันเตอร์คนเดียวกับที่เพิ่งนึกถึงเมื่อกี้

“คุณเอสเธอร์?”

ยังไงซะท้องก็เกือบอิ่มแล้ว คิมกิรยอจึงบอกให้จองฮาซองกินต่อให้เสร็จ ส่วนตัวเองก็เดินออกไปหน้าร้านครู่หนึ่ง

แต่ทว่าบุคคลที่เขาได้เจอข้างนอกนั้น กลับมีบรรยากาศที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ปกติแล้วเธอจะมักพก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นติดตัวเสมอ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ยิ้มเลย หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันจนยุ่งเหยิง

“จะ... จริงอย่างที่เขาพูดกันจริงๆ ด้วย...”

สั่นริกๆ

ซอเอสเธอร์พึมพำอะไรบางอย่างพลางกำหมัดแน่น

แถมพลังเวทที่ห่อหุ้มรอบตัวเธอก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ

ใครมันบังอาจไปทำให้ผู้ใช้คำสาปฟิวส์ขาดขนาดนี้เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นไอ้เวรตัวไหน อนาคตคงไม่ได้ตายดีแ...

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”

“หือ?”

แต่ในจังหวะที่คิดอยู่นั้น จู่ๆ ซอเอสเธอร์ก็ตะโกนเรียกชื่อใครบางคนเสียงดังลั่น

“ต้องขอโทษจริงๆ นะคะที่บุกมาถึงร้านอาหาร แต่ฉันมีเรื่องหนึ่งที่อยากฟังคำอธิบายเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

“ครับ?”

เธอเบิกตาสามขาวที่คมกริบราวกับสุนัขจิ้งจอก แล้วค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้

“ความจริงวันนี้ฉันได้ยินข่าวลือบางอย่างมาน่ะค่ะ? ข่าวลือที่ว่าคุณกำลังจะตั้งทีมถาวรกับหัวหน้ากิลด์การิออน?”

“อ๋อ”

“แต่ว่า... ข่าวที่ว่าพวกคุณเริ่มหารือเรื่องทีมโดยตัดฉันออกไปดื้อๆ นั่นคงไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมคะ?”

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้ว เพราะทางนี้กะจะล้มเลิกสัญญานั้นทิ้งซะ

แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ไม่รู้ว่าคอจะยังตั้งอยู่บนบ่าจนอธิบายจบหรือเปล่านี่สิ

“ท่านประธาน ใจเย็นๆ ก่อนครับ”

ขวับ

คิมกิรยอรีบแสดงภาษากายแบบชาวโลกที่สื่อถึงการยอมจำนนเป็นอันดับแรก นั่นคือการยกมือทั้งสองข้างขึ้นแบให้เห็นฝ่ามือ

---

ครู่ต่อมา

ฉันจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จแล้วก็เดินออกมาที่ตรอกข้างร้านอาหาร

จากนั้นก็เว้นระยะห่างจากจองฮาซองเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า

“ฮันเตอร์เอสเธอร์ ขอเวลาคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ?”

อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยอมทำตามคำขอนั้นแต่โดยดี

ซอเอสเธอร์ทำหน้าเชิดใส่ราวกับจะบอกว่า ‘ไหนลองอธิบายมาซิ’

แต่สีหน้านั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความตกใจเมื่อเวลาผ่านไป

“ก่อนอื่นไม่ต้องห่วงครับ ไม่รู้ว่าไปได้ยินข่าวลือมาจากไหน แต่ผมไม่ได้มีความคิดที่จะทำงานร่วมกับระดับ S ที่อยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้หรอกครับ”

“จริงเหรอคะ?”

“ครับ ผมแค่ยื่นเงื่อนไขบางอย่างให้จองฮาซองเพื่อแลกกับการลองตั้งทีมดูน่ะครับ”

“เงื่อนไข?”

“คุณเอสเธอร์ครับ เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ไปจัดการดันเจี้ยนเบรก คุณเคยโดนลูกหลงจากพลังของจองฮาซองใช่ไหมครับ?”

ฉันเอ่ยถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ไปขุดเจอมาจากในอินเทอร์เน็ต

ขนาดหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์ยังเคยตกอยู่ในอันตรายจากปัญหาเฉพาะตัวที่พวกระดับ S มักจะเป็นกัน

เหมือนกับที่พวกเราอาจจะเผลอเหยียบแมลงที่ปลายเท้าโดยไม่ทันสังเกต

ผู้ตื่นรู้ระดับสูงของโลกนี้มีพลังที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด จนมักจะสร้างความเสียหายระลอกสองโดยไม่ตั้งใจอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้นฉันจึงอธิบายความหมายของความสัมพันธ์นี้โดยเชื่อมโยงกับปัญหาของพวกระดับ S

“นี่เป็นความลับนะครับ ตอนนี้ผมกำลังสอนเคล็ดลับการควบคุมพลังให้จองฮาซองอยู่ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบที่คุณเคยเจอเกิดขึ้นซ้ำสอง”

“…!”

“และถ้าเทคนิคนี้ได้ผล แน่นอนว่าผมกะจะติดต่อทางหอคอยเวทมนตร์ไปทันทีอยู่แล้ว”

ซอเอสเธอร์เบิกตากว้างมองขึ้นมาทางนี้

“ขอโทษด้วยที่เพิ่งมาบอกตอนนี้ เอาเป็นว่าผมไม่ได้กะจะเมินคุณนะครับ”

“งะ... งั้นเองสินะคะ”

พอคุยเรื่องกิลด์รู้เรื่องแล้ว ซอเอสเธอร์ก็เขย่งเท้าขึ้นมากระซิบที่ข้างหูฉัน

“ถ้างั้นสรุปว่าตอนนี้คุณกิรยอยังไม่ได้สังกัดกิลด์การิออนใช่ไหมคะ?”

ไม่รู้ไปไงมาไงถึงได้ระแวงเรื่องนั้น แต่เรื่องนี้ฉันยืนยันได้เต็มปาก

“อย่างที่เคยบอกไปครับ ผมไม่เข้ากิลด์ไหนทั้งนั้น”

ฉันตอกย้ำให้ชัดเจนว่าไม่เคยเข้าร่วมกิลด์ของจองฮาซอง

ทันใดนั้นใบหน้าของซอเอสเธอร์ก็ดูสดใสขึ้นทันตาเห็น

“ตายจริง!”

ดูเหมือนนี่จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เธออารมณ์เสียสินะ

ก็จริงแหละ สำหรับเจ้าของกิลด์ยักษ์ใหญ่ การโดนกิลด์ร้านชำอย่างการิออนแย่งฮันเตอร์ไปคงรู้สึกเสียหน้าพิลึก

“ให้ตายสิ รู้สึกผิดจังเลยค่ะ ฉันนี่ดันเข้าใจผิดไปเองซะได้...”

ซอเอสเธอร์ยิ้มพลางจัดท่าทางให้เรียบร้อย

“เกือบจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมนองเลือดโดยใช่เหตุแล้วเชียว”

แต่ทว่า ทันทีที่ระดับเสียงกลับมาเป็นปกติ ประโยคที่หลุดออกมาจากปากเธอนั้น...

“ตอนแรกฉันนึกว่าจะโดนเขี่ยทิ้งจริงๆ ซะแล้ว ฮ่าฮ่า ก็เลยกะว่าจะมาโชว์ฝีมือแถวนี้สักหน่อยน่ะค่ะ”

“.......”

“ถ้าพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ตื่นรู้ที่ไม่ด้อยไปกว่าอันดับ 1 บางทีคุณกิรยออาจจะยอมให้ฉันเข้าทีมด้วยก็ได้~”

ซอเอสเธอร์พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเป็นเอกลักษณ์ แต่ปัญหาก็คือเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์คำสาปนี่สิ

“แน่นอนว่าในระหว่างขั้นตอนการพิสูจน์ฝีมือ จำนวนระดับ S อาจจะลดลงไปบ้าง... แต่ก็นะ พื้นที่แคบๆ แบบนี้มีระดับ S ตั้ง 4 คนมันก็ล้นเกินไปอยู่แล้ว หายไปสักคนคงไม่เป็นไรหรอกมั้งคะ...”

ผู้ใช้คำสาปเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีส่งยิ้มหวาน แต่สายตากลับกวาดมองชายหนุ่มทั้งสองคนอย่างเย็นยะเยือก

น่ากลัวชะมัด

สิ่งที่ซอเอสเธอร์กำลังจะสื่อก็คือ ถ้ากล้าจัดทีมถาวรโดยไม่มีเธอ เธอจะส่งระดับ S สักคนลงหลุมเพื่อสร้างที่ว่างให้ตัวเองงั้นสินะ

‘แม่เจ้าโว้ย’

ฉันกลืนน้ำลายลงคอ พยายามขยับตัวออกห่างจากซอเอสเธอร์ให้เนียนที่สุด

ต้องรีบชิ่งก่อนจะเกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นจริงๆ

“อะ... เอาเป็นว่า สรุปแล้วคุณเอสเธอร์ไปได้ยินเรื่องที่เราจะตั้งทีมมาจากไหนครับ?”

ฉันแกล้งถามเรื่องที่สงสัยที่สุดก่อนจะปลีกตัวออกมา

แต่คำตอบที่ได้รับกลับเหนือความคาดหมาย

“ผู้ชายผมหงอกเยอะๆ ที่อยู่ข้างหลังคุณเป็นคนบอกพนักงานกิลด์แบบนั้นเองค่ะ ฉันก็แค่ได้ยินต่อมาอีกที”

จะว่าไป ฉันก็ไม่เคยสั่งให้จองฮาซองปิดเรื่องนั้นเป็นความลับนี่หว่า

---

หลังจากนั้น

เมื่อผู้ตื่นรู้ผมทองหายลับไป ในตรอกแห่งนี้ก็เหลือเพียงระดับ S สองคน

เจ้าของหอคอยเวทมนตร์ที่มีใบหน้าง่วงงุน กับผู้ใช้ไฟ

“ว่าแต่ พวกเราก็ไม่ได้เจอกันแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันนะคะ?”

ซอเอสเธอร์มองตามแผ่นหลังของคิมกิรยอที่เดินจากไปแล้วพูดเปรยขึ้นมา

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงได้รับคำตอบห้วนๆ กลับมา แต่จองฮาซองในตอนนี้ไม่ได้ถูกเวลาไล่ต้อนอีกต่อไป เขาจึงตอบรับด้วยความใส่ใจพอสมควร

“ครับ ช่วงที่ผ่านมาสบายดีไหมครับ?”

ทว่าประโยคต่อมากลับเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด

“ไม่สบายเลยค่ะ”

ซอเอสเธอร์พ่นลมหายใจเบาๆ ทำท่าทางงอนตุ๊บป่อง

“ก็คุณฮาซองเล่นโยนงานให้การิออนเป็นซับคอนแทรคแล้วก็ไม่สนใจไยดี แถมยังปฏิเสธคำเชิญของฉันแบบไร้เยื่อใยอีก ตั้งแต่นั้นมาฉันก็กินข้าวไม่ลงเลยน่ะสิคะ”

“อืม”

“แล้วจู่ๆ ไปโดนตัวไหนมาคะเนี่ย ช่วงนี้ถึงได้เห็นหัวหน้ากิลด์จอมหยิ่งยโสไปเดินตามต้อยๆ เอาใจฮันเตอร์คนหนึ่งแบบนั้น”

เธอยิ้มอย่างนึกสนุก

“โดนฮันเตอร์คิมกิรยอปฏิเสธคำชวนเข้ากิลด์แล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ? ทีนี้เข้าใจหัวอกฉันขึ้นมาบ้างหรือยัง?”

เจอคำถามนี้เข้าไป ชายหนุ่มภาพลักษณ์ดีงามถึงกับทำหน้าลำบากใจ

แต่ถึงจะไม่ได้คำตอบ อารมณ์ของซอเอสเธอร์ก็ยังคงราบรื่น

ครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าใจผิดว่าอันดับ 1 คนนี้เมินเฉยใส่เธอจากท่าทีของเขา

แต่ตอนนี้เมื่อพอจะรู้นิสัยจริงๆ ของจองฮาซองแล้ว เธอก็ไม่ได้มีความรู้สึกแย่อะไรกับวีรบุรุษจอมบ้างานคนนี้

ดังนั้นคำพูดต่อมาจึงเป็นเพียงคำทักทายตามประสาเพื่อนร่วมวงการ

“เอาเถอะ ยังไงก็ยินดีที่ได้เจอนะคะ”

“ครับ”

“แหม อิจฉาจัง ฉันน่าจะเป็นคนแรกที่ได้รับถ่ายทอดเทคนิคจากคุณกิรยอแท้ๆ แต่ก็นะ ทางนี้ยุ่งกับการบริหารกิลด์ คงจะหาเวลาให้ตรงกันยากกว่าสินะคะ...”

หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลีพูดคุยด้วยน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง

“อ๊ะ จริงสิ”

ดวงตาของเธอเป็นประกาย เหมือนเพิ่งนึกเรื่องที่ลืมไปขึ้นมาได้

“ฮันเตอร์จองฮาซอง จะว่าไปเรื่องนั้นเป็นยังไงบ้างคะ?”

“คุณหมายถึงเรื่องอะไรครับ?”

“พอดีทางเราเป็นคนดูแลเรื่องสมาคมพัฒนาพลังเวทด้วย ข้อมูลต่างๆ ก็เลยไหลมารวมกันที่นี่เยอะน่ะค่ะ”

“ครับ”

“เหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อนจะได้ยินมาว่า การิออนตกลงจะควบรวมกิจการกับกิลด์ฮันชินแล้ว?”

เมื่อได้ยินคำเฉพาะคำนั้น จองฮาซองก็ทำสายตาเหมือนเข้าใจทันที

“อ๋อ ฮันชิน”

แต่ประโยคต่อมากลับเป็นคำตอบที่ไร้เยื่อใย

“เรื่องนั้นพอดีมีตัวแปรเกิดขึ้นในช่วงพิจารณาไตร่ตรอง สุดท้ายก็เลยยกเลิกไปแล้วครับ”

เรื่องที่ซอเอสเธอร์พูดถึง มันกลายเป็นโมฆะไปตั้งนานแล้ว

---

บ่ายวันอันสดใส

ปัง!

ใครบางคนทุบโต๊ะไม้เนื้อแข็งมะฮอกกานีอย่างแรง

ที่นี่คือตึกของกิลด์ขนาดกลางแห่งหนึ่งในเขตควันอัก กรุงโซล

【ร่วมมือ, ฮันชิน】

หรือพูดให้ถูกก็คือ สำนักงานใหญ่ของฮันชินที่เคยมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของบารอนสวนดอกไม้

แต่กฎหมายประเทศนี้ใจดีกับนายทุนแค่ไหนกันเชียว

ฮันชินจ่ายค่าปรับจากเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกในครั้งนั้นไปแค่ไม่กี่ร้อยล้านวอน เมื่อเวลาผ่านไป กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เงียบหายไปเอง

หมายความว่ากิลด์ยังดำเนินกิจการไปได้สวยนั่นเอง

“ไอ้เวรเอ๊ย!”

แต่ทว่า หัวหน้ากิลด์ฮันชินกลับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโหตั้งแต่เช้าตรู่

“บัดซบ! อีกแค่นิดเดียวแท้ๆ!”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม

เหตุการณ์ ‘คาตาคลิสม์’ ที่มีมอนสเตอร์สายพันธุ์ใหม่ปรากฏตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก ได้มอบสมบัติล้ำค่าอะไรให้กับมนุษยชาติบ้าง รู้ไหม?

เขาก้มลงมองชุดเกราะสีส้มแดงที่วางอยู่บนโต๊ะ

[เกราะอิฟรีท]

[ถุงมืออิฟรีท]

[รองเท้าอิฟรีท]

หรือที่เรียกกันว่า ‘เซตอิฟรีท’ หากรวบรวมอุปกรณ์ป้องกันนี้ได้ครบ 5 ชิ้นแล้วสวมใส่ มันจะแสดงผลต้านทานไฟในระดับที่อุปกรณ์รุ่นก่อนๆ เทียบไม่ติดฝุ่น

ตัวแทนของฮันชินได้ลองสัมผัสประสิทธิภาพของอุปกรณ์นี้ด้วยตัวเอง แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา

ถ้าให้ฮันเตอร์ที่เก่งที่สุดในกิลด์สวมเซตอิฟรีทจนครบ จะต้องทนทานต่อเปลวเพลิงของระดับ S คนนั้นได้อย่างแน่นอน

“ฮึ่มมมม”

ใช่แล้ว

จุดศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ที่จองฮาซอง

ฮันชินทุ่มเงินมหาศาลกว้านซื้อชิ้นส่วนเกราะอิฟรีทที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่มาจนหมดเกลี้ยง

และตั้งใจจะใช้ฮันเตอร์ที่มีความต้านทานไฟคนนั้นเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงตัวจองฮาซองเข้ามาร่วมกิลด์

แผนการฟังดูดีทีเดียว แถมปฏิกิริยาของจองฮาซองก็เป็นไปในทางบวกด้วย

ระดับ S คนนั้นตามหาเพื่อนร่วมทีมชาวเกาหลีที่สามารถรับมือกับพลังของเขาได้มาตลอด และการปรากฏตัวของเซตอิฟรีทก็ช่วยเติมเต็มเงื่อนไขขั้นต่ำนั้นได้พอดีไม่ใช่หรือ?

หากสามารถดึงตัวอันดับ 1 มาเข้ากิลด์ได้สำเร็จ สถานะของฮันชินคงจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ใช่

แค่การสเกาท์ครั้งนี้ครั้งเดียว พวกเขาก็จะก้าวข้ามการเป็นกิลด์ขนาดกลาง กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้แท้ๆ...!

“อ๊ากกกก!”

ขอสรุปผลลัพธ์ก่อนเลยละกัน

ฮันชินเจ๊งบ่อง

แผนการของพวกเขาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อจองฮาซองแสดงความสนใจในเพื่อนร่วมทีมที่มีความต้านทานไฟ แต่จู่ๆ ดันมีปลาไหลตัวหนึ่งแทรกเข้ามาล้มกระดานซะงั้น

“คิมกิรยอ ไอ้สารเลวเอ๊ย!”

หัวหน้ากิลด์ฮันชินตะโกนด่าทอพลางนึกถึงรูปร่างหน้าตาของฮันเตอร์คนนั้น

“ปากบอกว่าจะไม่ตั้งทีมกับจองฮาซอง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาทำแบบนี้วะ!”

พวกเขาเทเงินไปเท่าไหร่เพื่อเซตอิฟรีทนี้

เพื่อให้แน่ใจว่ากิลด์อื่นจะไม่ใช้วิธีเดียวกัน พวกเขายอมจ่ายเงินเพิ่มแล้วเพิ่มอีกเพื่อผูกขาดสินค้าในตลาดทั้งหมด

แม้ขนาดของกิลด์จะไม่ใหญ่มาก แต่ในฐานะบริษัทที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มธุรกิจที่มีชื่อเสียง เงินทุนของพวกเขาจึงหนาปึ้ก

แต่เพราะการแทรกแซงของใครบางคน ความพยายามทั้งหมดนั้นจึงกลายเป็นสูญเปล่า

「เมื่อไม่นานมานี้ฮันเตอร์คิมลองเสนอให้ผมร่วมทีมถาวรดูในภายหลังน่ะครับ ดังนั้นน่าเสียดายครับ แต่สัญญาที่คุยกันไว้คงต้องขอยกเลิกไปก่อน...」

เพราะจองฮาซองดันไปหลงคารมคนอื่นเข้าก่อนที่จะได้เริ่มเจรจากันอย่างเป็นทางการเสียอีก

“เงินตู!”

ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะคิดให้รอบคอบก่อนซื้ออุปกรณ์

เพราะความโลภที่คิดว่าจะฮุบทั้งจองฮาซองและบุคลากรของกิลด์การิออนที่เขาสร้างมา ฮันชินจึงทำอะไรเกินตัว

ใจร้อน และดวงซวย

ลงทุนเกินตัวในสถานการณ์ที่ยังไม่มีอะไรแน่นอน สุดท้ายก็เลยเจ็บตัวฟรี

“โธ่เว้ย อุตส่าห์โม้กับคนรอบข้างไปทั่วแล้วว่าจะควบรวมกับการิออน แล้วนี่มันอะไรกัน...”

“จะว่าไป ได้ลองติดต่อฮันเตอร์คิมกิรยอดูหรือยังครับ?”

“เฮ้ย อย่าให้พูดเลย เพราะไอ้สายที่โทรคุยกับมันนั่นแหละ วันนี้ฉันเลยต้องไปรับยาแก้ความดันเนี่ย”

แถมเรื่องน่าโมโหยัังไม่จบแค่นั้น

แม้การสเกาท์จะล้มเหลว แต่ฮันชินก็ยังไม่ยอมแพ้และเริ่มเจรจาใหม่อีกครั้ง

เขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอฟัง และขอร้องอ้อนวอนว่าถ้าจะตั้งทีมใหม่ ช่วยรับสมาชิกกิลด์ฮันชินสักคนเข้าไปร่วมแจมชั่วคราวได้ไหม

‘ขนาดเสนอว่าจะไม่รับเงิน แถมเราจะเป็นคนจ่ายค่าตอบแทนให้ด้วยซ้ำ’

ยังไงขอแค่ได้ชื่อว่าทนไฟของจองฮาซองได้ ก็ถือว่าบรรลุผลสำเร็จขั้นต้นแล้ว

แต่รู้ไหมว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาคืออะไร?

-ต่อให้ใส่อุปกรณ์ครบชุด ระดับ A ก็คือระดับ A อยู่ดีครับ ขอโทษด้วยแต่คงยากครับ

นอกจากจะทำลายความฝันของคนอื่นจนป่นปี้แล้ว คิมกิรยอยังปฏิเสธคำขอของฮันชินอย่างไม่ไยดีด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘ฝีมือไม่ถึง’

“ไอ้พวกที่แค่โชคดีเกิดมาเป็นระดับ S แท้ๆ!”

ความจริงแล้วคิมกิรยอแค่ไม่อยากตั้งทีมฮันเตอร์ ก็เลยหาข้ออ้างที่ฟังดูดีที่สุดมาปฏิเสธก็เท่านั้น...

แต่นี่ถือเป็นเรื่องที่หยามศักดิ์ศรีชาวฮันชินอย่างมาก แต่จะไปฟ้องใครก็ไม่ได้

เพราะการที่ระดับ S มองเหยียดผู้ตื่นรู้คนอื่น มันเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้อยู่แล้ว

“หัวหน้าครับ”

ในตอนนั้นเอง

มีเพียงคนเดียวในห้องนี้ที่แสดงความคิดเห็นต่างออกไป

“ผมมีความคิดดีๆ ครับ อยากลองฟังไหม?”

“อะไร?”

“พูดตรงๆ นะครับ เราไม่ได้ขอจะไปร่วมทีมกับระดับ S เล่นๆ สักหน่อย เตรียมตัวมาขนาดนี้แล้วทำไมต้องมาโดนดูถูกด้วย”

โจซังโอ ฮันเตอร์ตัวท็อปประจำกิลด์ฮันชิน

เขาประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ตัวเองมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าพวกระดับ S

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการฮันเตอร์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนแซงหน้ากฎของมัวร์ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ไปแล้ว

มีการเกิดใหม่ของระดับ S ที่อยู่เหนือระดับ A

มีการเพิ่มประเภทไอเทมระดับ ‘เลเจนดารี’

และตอนนี้ถึงขั้นมีลูกหลานตระกูลแชโบลกวาดต้อนอาร์ติแฟกต์ไปลุยดันเจี้ยนระดับสูงคนเดียวจนเคลียร์ได้

‘ไอ้คิมกิรยอนี่ตลกดีว่ะ แค่ระดับต่างกันขั้นเดียวทำมาเป็นดูถูกคนอื่น?’

โจซังโอไม่เชื่อคำพูดที่ว่ามีช่องว่างสัมบูรณ์ระหว่างระดับ S และระดับ A อีกต่อไป

ตอนนี้มีตัวแปรมากมายอยู่บนโลก

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไอ้หัวทองขี้เกียจที่เชื่อมั่นแต่ค่าการตื่นรู้ที่มีมาแต่เกิด ไม่ยอมสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันให้ดี ตัวเขาเองมีสติและพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด

“หัวหน้าครับ มอบหมายให้ผมจัดการเถอะ เดี๋ยวผมจะทำให้มันปากดีไม่ออกอีกเลย”

“หือ?”

“ไหนๆ ข้อเสนอควบรวมก็ล่มไปแล้ว จะทำอะไรก็ทำไปเถอะครับ ถือโอกาสนี้สั่งสอนให้จองฮาซองรู้ด้วยว่า เวลาเลือกสมาชิกทีม อย่าดูแค่ระดับอย่างเดียว... ด้วยวิถีของฮันเตอร์ ด้วยการล่า!”

เขาเอามือยันโต๊ะแล้วพ่นประโยคบางอย่างออกมา

หัวหน้ากิลด์ฮันชินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นพ้องว่านั่นไม่ใช่ความคิดที่เลวร้าย และเริ่มสนับสนุนแผนการของโจซังโอ...

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

156

20px

“นายบอกว่านายแก่กว่าฉัน 2 ปีงั้นเหรอ”

“เรื่องจริงเหรอครับ? อ๊ะ ไม่สิ ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยบอกเรื่องนี้เลยนะครับ แล้วคุณรู้อายุผมได้ยั...”

“สมัยนี้ค้นในอินเทอร์เน็ตก็ขึ้นมาหมดแล้วน่า โอ๊ย ว่าแต่ร้านที่ต้องย่างเองแบบนี้วันหลังคงมาไม่ไหวแล้วล่ะ ควันบ้าอะไรจะเยอะขนาดนี้ สูดเข้าไปเต็มปอดหมด...”

คิมกิรยอเมินจองฮาซองที่กำลังทำหน้าเลิ่กลั่ก แล้วหันไปชื่นชมวัตถุดิบใหม่อย่างหนังหมูย่างแทน

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

จู่ๆ กระแสพลังอันมหาศาลก็ไหลทะลักเข้ามาในร้าน เป็นความรู้สึกที่มืดมิดและหนักอึ้งจนชวนให้รู้สึกคลื่นไส้

ในเกาหลี คนที่มีรูปแบบพลังเวทแบบนี้มีอยู่แค่ผู้หญิงคนเดียวเท่านั้น

‘อยู่ข้างนอกงั้นเหรอ?’

คิมกิรยอสัมผัสได้ถึงพลังเวทของใครบางคนจึงเผลอหันกลับไปมอง

สิ่งที่ปรากฏอยู่นอกหน้าต่างคือปีกสีขาวของอุปกรณ์เวทสำหรับการบินที่เรียกว่า [นกสีขาว]

-ฟุ่บ!

ไม่นานนัก ใครบางคนก็กระโดดลงจากหลังของมันอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นหางตาที่ตกแบบนั้น ก็ชัดเจนเลยว่าเป็นฮันเตอร์คนเดียวกับที่เพิ่งนึกถึงเมื่อกี้

“คุณเอสเธอร์?”

ยังไงซะท้องก็เกือบอิ่มแล้ว คิมกิรยอจึงบอกให้จองฮาซองกินต่อให้เสร็จ ส่วนตัวเองก็เดินออกไปหน้าร้านครู่หนึ่ง

แต่ทว่าบุคคลที่เขาได้เจอข้างนอกนั้น กลับมีบรรยากาศที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

ปกติแล้วเธอจะมักพก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเยือกเย็นติดตัวเสมอ แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ยิ้มเลย หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันจนยุ่งเหยิง

“จะ... จริงอย่างที่เขาพูดกันจริงๆ ด้วย...”

สั่นริกๆ

ซอเอสเธอร์พึมพำอะไรบางอย่างพลางกำหมัดแน่น

แถมพลังเวทที่ห่อหุ้มรอบตัวเธอก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ

ใครมันบังอาจไปทำให้ผู้ใช้คำสาปฟิวส์ขาดขนาดนี้เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นไอ้เวรตัวไหน อนาคตคงไม่ได้ตายดีแ...

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”

“หือ?”

แต่ในจังหวะที่คิดอยู่นั้น จู่ๆ ซอเอสเธอร์ก็ตะโกนเรียกชื่อใครบางคนเสียงดังลั่น

“ต้องขอโทษจริงๆ นะคะที่บุกมาถึงร้านอาหาร แต่ฉันมีเรื่องหนึ่งที่อยากฟังคำอธิบายเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

“ครับ?”

เธอเบิกตาสามขาวที่คมกริบราวกับสุนัขจิ้งจอก แล้วค่อยๆ คืบคลานเข้ามาใกล้

“ความจริงวันนี้ฉันได้ยินข่าวลือบางอย่างมาน่ะค่ะ? ข่าวลือที่ว่าคุณกำลังจะตั้งทีมถาวรกับหัวหน้ากิลด์การิออน?”

“อ๋อ”

“แต่ว่า... ข่าวที่ว่าพวกคุณเริ่มหารือเรื่องทีมโดยตัดฉันออกไปดื้อๆ นั่นคงไม่ใช่เรื่องจริงใช่ไหมคะ?”

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องจริงอยู่แล้ว เพราะทางนี้กะจะล้มเลิกสัญญานั้นทิ้งซะ

แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ไม่รู้ว่าคอจะยังตั้งอยู่บนบ่าจนอธิบายจบหรือเปล่านี่สิ

“ท่านประธาน ใจเย็นๆ ก่อนครับ”

ขวับ

คิมกิรยอรีบแสดงภาษากายแบบชาวโลกที่สื่อถึงการยอมจำนนเป็นอันดับแรก นั่นคือการยกมือทั้งสองข้างขึ้นแบให้เห็นฝ่ามือ

---

ครู่ต่อมา

ฉันจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จแล้วก็เดินออกมาที่ตรอกข้างร้านอาหาร

จากนั้นก็เว้นระยะห่างจากจองฮาซองเล็กน้อยแล้วพูดขึ้นว่า

“ฮันเตอร์เอสเธอร์ ขอเวลาคุยด้วยหน่อยได้ไหมครับ?”

อีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าไม่พอใจ แต่ก็ยอมทำตามคำขอนั้นแต่โดยดี

ซอเอสเธอร์ทำหน้าเชิดใส่ราวกับจะบอกว่า ‘ไหนลองอธิบายมาซิ’

แต่สีหน้านั้นก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความตกใจเมื่อเวลาผ่านไป

“ก่อนอื่นไม่ต้องห่วงครับ ไม่รู้ว่าไปได้ยินข่าวลือมาจากไหน แต่ผมไม่ได้มีความคิดที่จะทำงานร่วมกับระดับ S ที่อยู่ตรงนั้นเดี๋ยวนี้หรอกครับ”

“จริงเหรอคะ?”

“ครับ ผมแค่ยื่นเงื่อนไขบางอย่างให้จองฮาซองเพื่อแลกกับการลองตั้งทีมดูน่ะครับ”

“เงื่อนไข?”

“คุณเอสเธอร์ครับ เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ไปจัดการดันเจี้ยนเบรก คุณเคยโดนลูกหลงจากพลังของจองฮาซองใช่ไหมครับ?”

ฉันเอ่ยถึงเหตุการณ์บางอย่างที่ไปขุดเจอมาจากในอินเทอร์เน็ต

ขนาดหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์ยังเคยตกอยู่ในอันตรายจากปัญหาเฉพาะตัวที่พวกระดับ S มักจะเป็นกัน

เหมือนกับที่พวกเราอาจจะเผลอเหยียบแมลงที่ปลายเท้าโดยไม่ทันสังเกต

ผู้ตื่นรู้ระดับสูงของโลกนี้มีพลังที่แข็งแกร่งมาแต่กำเนิด จนมักจะสร้างความเสียหายระลอกสองโดยไม่ตั้งใจอยู่บ่อยครั้ง

ดังนั้นฉันจึงอธิบายความหมายของความสัมพันธ์นี้โดยเชื่อมโยงกับปัญหาของพวกระดับ S

“นี่เป็นความลับนะครับ ตอนนี้ผมกำลังสอนเคล็ดลับการควบคุมพลังให้จองฮาซองอยู่ เพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบที่คุณเคยเจอเกิดขึ้นซ้ำสอง”

“…!”

“และถ้าเทคนิคนี้ได้ผล แน่นอนว่าผมกะจะติดต่อทางหอคอยเวทมนตร์ไปทันทีอยู่แล้ว”

ซอเอสเธอร์เบิกตากว้างมองขึ้นมาทางนี้

“ขอโทษด้วยที่เพิ่งมาบอกตอนนี้ เอาเป็นว่าผมไม่ได้กะจะเมินคุณนะครับ”

“งะ... งั้นเองสินะคะ”

พอคุยเรื่องกิลด์รู้เรื่องแล้ว ซอเอสเธอร์ก็เขย่งเท้าขึ้นมากระซิบที่ข้างหูฉัน

“ถ้างั้นสรุปว่าตอนนี้คุณกิรยอยังไม่ได้สังกัดกิลด์การิออนใช่ไหมคะ?”

ไม่รู้ไปไงมาไงถึงได้ระแวงเรื่องนั้น แต่เรื่องนี้ฉันยืนยันได้เต็มปาก

“อย่างที่เคยบอกไปครับ ผมไม่เข้ากิลด์ไหนทั้งนั้น”

ฉันตอกย้ำให้ชัดเจนว่าไม่เคยเข้าร่วมกิลด์ของจองฮาซอง

ทันใดนั้นใบหน้าของซอเอสเธอร์ก็ดูสดใสขึ้นทันตาเห็น

“ตายจริง!”

ดูเหมือนนี่จะเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เธออารมณ์เสียสินะ

ก็จริงแหละ สำหรับเจ้าของกิลด์ยักษ์ใหญ่ การโดนกิลด์ร้านชำอย่างการิออนแย่งฮันเตอร์ไปคงรู้สึกเสียหน้าพิลึก

“ให้ตายสิ รู้สึกผิดจังเลยค่ะ ฉันนี่ดันเข้าใจผิดไปเองซะได้...”

ซอเอสเธอร์ยิ้มพลางจัดท่าทางให้เรียบร้อย

“เกือบจะเกิดเหตุโศกนาฏกรรมนองเลือดโดยใช่เหตุแล้วเชียว”

แต่ทว่า ทันทีที่ระดับเสียงกลับมาเป็นปกติ ประโยคที่หลุดออกมาจากปากเธอนั้น...

“ตอนแรกฉันนึกว่าจะโดนเขี่ยทิ้งจริงๆ ซะแล้ว ฮ่าฮ่า ก็เลยกะว่าจะมาโชว์ฝีมือแถวนี้สักหน่อยน่ะค่ะ”

“.......”

“ถ้าพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ตื่นรู้ที่ไม่ด้อยไปกว่าอันดับ 1 บางทีคุณกิรยออาจจะยอมให้ฉันเข้าทีมด้วยก็ได้~”

ซอเอสเธอร์พูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบเป็นเอกลักษณ์ แต่ปัญหาก็คือเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์คำสาปนี่สิ

“แน่นอนว่าในระหว่างขั้นตอนการพิสูจน์ฝีมือ จำนวนระดับ S อาจจะลดลงไปบ้าง... แต่ก็นะ พื้นที่แคบๆ แบบนี้มีระดับ S ตั้ง 4 คนมันก็ล้นเกินไปอยู่แล้ว หายไปสักคนคงไม่เป็นไรหรอกมั้งคะ...”

ผู้ใช้คำสาปเพียงหนึ่งเดียวของเกาหลีส่งยิ้มหวาน แต่สายตากลับกวาดมองชายหนุ่มทั้งสองคนอย่างเย็นยะเยือก

น่ากลัวชะมัด

สิ่งที่ซอเอสเธอร์กำลังจะสื่อก็คือ ถ้ากล้าจัดทีมถาวรโดยไม่มีเธอ เธอจะส่งระดับ S สักคนลงหลุมเพื่อสร้างที่ว่างให้ตัวเองงั้นสินะ

‘แม่เจ้าโว้ย’

ฉันกลืนน้ำลายลงคอ พยายามขยับตัวออกห่างจากซอเอสเธอร์ให้เนียนที่สุด

ต้องรีบชิ่งก่อนจะเกิดเรื่องบ้าๆ ขึ้นจริงๆ

“อะ... เอาเป็นว่า สรุปแล้วคุณเอสเธอร์ไปได้ยินเรื่องที่เราจะตั้งทีมมาจากไหนครับ?”

ฉันแกล้งถามเรื่องที่สงสัยที่สุดก่อนจะปลีกตัวออกมา

แต่คำตอบที่ได้รับกลับเหนือความคาดหมาย

“ผู้ชายผมหงอกเยอะๆ ที่อยู่ข้างหลังคุณเป็นคนบอกพนักงานกิลด์แบบนั้นเองค่ะ ฉันก็แค่ได้ยินต่อมาอีกที”

จะว่าไป ฉันก็ไม่เคยสั่งให้จองฮาซองปิดเรื่องนั้นเป็นความลับนี่หว่า

---

หลังจากนั้น

เมื่อผู้ตื่นรู้ผมทองหายลับไป ในตรอกแห่งนี้ก็เหลือเพียงระดับ S สองคน

เจ้าของหอคอยเวทมนตร์ที่มีใบหน้าง่วงงุน กับผู้ใช้ไฟ

“ว่าแต่ พวกเราก็ไม่ได้เจอกันแบบนี้มานานแล้วเหมือนกันนะคะ?”

ซอเอสเธอร์มองตามแผ่นหลังของคิมกิรยอที่เดินจากไปแล้วพูดเปรยขึ้นมา

ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงได้รับคำตอบห้วนๆ กลับมา แต่จองฮาซองในตอนนี้ไม่ได้ถูกเวลาไล่ต้อนอีกต่อไป เขาจึงตอบรับด้วยความใส่ใจพอสมควร

“ครับ ช่วงที่ผ่านมาสบายดีไหมครับ?”

ทว่าประโยคต่อมากลับเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด

“ไม่สบายเลยค่ะ”

ซอเอสเธอร์พ่นลมหายใจเบาๆ ทำท่าทางงอนตุ๊บป่อง

“ก็คุณฮาซองเล่นโยนงานให้การิออนเป็นซับคอนแทรคแล้วก็ไม่สนใจไยดี แถมยังปฏิเสธคำเชิญของฉันแบบไร้เยื่อใยอีก ตั้งแต่นั้นมาฉันก็กินข้าวไม่ลงเลยน่ะสิคะ”

“อืม”

“แล้วจู่ๆ ไปโดนตัวไหนมาคะเนี่ย ช่วงนี้ถึงได้เห็นหัวหน้ากิลด์จอมหยิ่งยโสไปเดินตามต้อยๆ เอาใจฮันเตอร์คนหนึ่งแบบนั้น”

เธอยิ้มอย่างนึกสนุก

“โดนฮันเตอร์คิมกิรยอปฏิเสธคำชวนเข้ากิลด์แล้วรู้สึกยังไงบ้างคะ? ทีนี้เข้าใจหัวอกฉันขึ้นมาบ้างหรือยัง?”

เจอคำถามนี้เข้าไป ชายหนุ่มภาพลักษณ์ดีงามถึงกับทำหน้าลำบากใจ

แต่ถึงจะไม่ได้คำตอบ อารมณ์ของซอเอสเธอร์ก็ยังคงราบรื่น

ครั้งหนึ่งเธอเคยเข้าใจผิดว่าอันดับ 1 คนนี้เมินเฉยใส่เธอจากท่าทีของเขา

แต่ตอนนี้เมื่อพอจะรู้นิสัยจริงๆ ของจองฮาซองแล้ว เธอก็ไม่ได้มีความรู้สึกแย่อะไรกับวีรบุรุษจอมบ้างานคนนี้

ดังนั้นคำพูดต่อมาจึงเป็นเพียงคำทักทายตามประสาเพื่อนร่วมวงการ

“เอาเถอะ ยังไงก็ยินดีที่ได้เจอนะคะ”

“ครับ”

“แหม อิจฉาจัง ฉันน่าจะเป็นคนแรกที่ได้รับถ่ายทอดเทคนิคจากคุณกิรยอแท้ๆ แต่ก็นะ ทางนี้ยุ่งกับการบริหารกิลด์ คงจะหาเวลาให้ตรงกันยากกว่าสินะคะ...”

หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลีพูดคุยด้วยน้ำเสียงร่าเริงก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง

“อ๊ะ จริงสิ”

ดวงตาของเธอเป็นประกาย เหมือนเพิ่งนึกเรื่องที่ลืมไปขึ้นมาได้

“ฮันเตอร์จองฮาซอง จะว่าไปเรื่องนั้นเป็นยังไงบ้างคะ?”

“คุณหมายถึงเรื่องอะไรครับ?”

“พอดีทางเราเป็นคนดูแลเรื่องสมาคมพัฒนาพลังเวทด้วย ข้อมูลต่างๆ ก็เลยไหลมารวมกันที่นี่เยอะน่ะค่ะ”

“ครับ”

“เหมือนเมื่ออาทิตย์ก่อนจะได้ยินมาว่า การิออนตกลงจะควบรวมกิจการกับกิลด์ฮันชินแล้ว?”

เมื่อได้ยินคำเฉพาะคำนั้น จองฮาซองก็ทำสายตาเหมือนเข้าใจทันที

“อ๋อ ฮันชิน”

แต่ประโยคต่อมากลับเป็นคำตอบที่ไร้เยื่อใย

“เรื่องนั้นพอดีมีตัวแปรเกิดขึ้นในช่วงพิจารณาไตร่ตรอง สุดท้ายก็เลยยกเลิกไปแล้วครับ”

เรื่องที่ซอเอสเธอร์พูดถึง มันกลายเป็นโมฆะไปตั้งนานแล้ว

---

บ่ายวันอันสดใส

ปัง!

ใครบางคนทุบโต๊ะไม้เนื้อแข็งมะฮอกกานีอย่างแรง

ที่นี่คือตึกของกิลด์ขนาดกลางแห่งหนึ่งในเขตควันอัก กรุงโซล

【ร่วมมือ, ฮันชิน】

หรือพูดให้ถูกก็คือ สำนักงานใหญ่ของฮันชินที่เคยมีข่าวอื้อฉาวเรื่องการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของบารอนสวนดอกไม้

แต่กฎหมายประเทศนี้ใจดีกับนายทุนแค่ไหนกันเชียว

ฮันชินจ่ายค่าปรับจากเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกในครั้งนั้นไปแค่ไม่กี่ร้อยล้านวอน เมื่อเวลาผ่านไป กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เงียบหายไปเอง

หมายความว่ากิลด์ยังดำเนินกิจการไปได้สวยนั่นเอง

“ไอ้เวรเอ๊ย!”

แต่ทว่า หัวหน้ากิลด์ฮันชินกลับหน้าดำหน้าแดงด้วยความโมโหตั้งแต่เช้าตรู่

“บัดซบ! อีกแค่นิดเดียวแท้ๆ!”

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม

เหตุการณ์ ‘คาตาคลิสม์’ ที่มีมอนสเตอร์สายพันธุ์ใหม่ปรากฏตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก ได้มอบสมบัติล้ำค่าอะไรให้กับมนุษยชาติบ้าง รู้ไหม?

เขาก้มลงมองชุดเกราะสีส้มแดงที่วางอยู่บนโต๊ะ

[เกราะอิฟรีท]

[ถุงมืออิฟรีท]

[รองเท้าอิฟรีท]

หรือที่เรียกกันว่า ‘เซตอิฟรีท’ หากรวบรวมอุปกรณ์ป้องกันนี้ได้ครบ 5 ชิ้นแล้วสวมใส่ มันจะแสดงผลต้านทานไฟในระดับที่อุปกรณ์รุ่นก่อนๆ เทียบไม่ติดฝุ่น

ตัวแทนของฮันชินได้ลองสัมผัสประสิทธิภาพของอุปกรณ์นี้ด้วยตัวเอง แล้วก็เกิดความคิดขึ้นมา

ถ้าให้ฮันเตอร์ที่เก่งที่สุดในกิลด์สวมเซตอิฟรีทจนครบ จะต้องทนทานต่อเปลวเพลิงของระดับ S คนนั้นได้อย่างแน่นอน

“ฮึ่มมมม”

ใช่แล้ว

จุดศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่ที่จองฮาซอง

ฮันชินทุ่มเงินมหาศาลกว้านซื้อชิ้นส่วนเกราะอิฟรีทที่เพิ่งปรากฏขึ้นใหม่มาจนหมดเกลี้ยง

และตั้งใจจะใช้ฮันเตอร์ที่มีความต้านทานไฟคนนั้นเป็นเหยื่อล่อเพื่อดึงตัวจองฮาซองเข้ามาร่วมกิลด์

แผนการฟังดูดีทีเดียว แถมปฏิกิริยาของจองฮาซองก็เป็นไปในทางบวกด้วย

ระดับ S คนนั้นตามหาเพื่อนร่วมทีมชาวเกาหลีที่สามารถรับมือกับพลังของเขาได้มาตลอด และการปรากฏตัวของเซตอิฟรีทก็ช่วยเติมเต็มเงื่อนไขขั้นต่ำนั้นได้พอดีไม่ใช่หรือ?

หากสามารถดึงตัวอันดับ 1 มาเข้ากิลด์ได้สำเร็จ สถานะของฮันชินคงจะเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

ใช่

แค่การสเกาท์ครั้งนี้ครั้งเดียว พวกเขาก็จะก้าวข้ามการเป็นกิลด์ขนาดกลาง กลายเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้แท้ๆ...!

“อ๊ากกกก!”

ขอสรุปผลลัพธ์ก่อนเลยละกัน

ฮันชินเจ๊งบ่อง

แผนการของพวกเขาจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อจองฮาซองแสดงความสนใจในเพื่อนร่วมทีมที่มีความต้านทานไฟ แต่จู่ๆ ดันมีปลาไหลตัวหนึ่งแทรกเข้ามาล้มกระดานซะงั้น

“คิมกิรยอ ไอ้สารเลวเอ๊ย!”

หัวหน้ากิลด์ฮันชินตะโกนด่าทอพลางนึกถึงรูปร่างหน้าตาของฮันเตอร์คนนั้น

“ปากบอกว่าจะไม่ตั้งทีมกับจองฮาซอง แล้วทำไมจู่ๆ ถึงมาทำแบบนี้วะ!”

พวกเขาเทเงินไปเท่าไหร่เพื่อเซตอิฟรีทนี้

เพื่อให้แน่ใจว่ากิลด์อื่นจะไม่ใช้วิธีเดียวกัน พวกเขายอมจ่ายเงินเพิ่มแล้วเพิ่มอีกเพื่อผูกขาดสินค้าในตลาดทั้งหมด

แม้ขนาดของกิลด์จะไม่ใหญ่มาก แต่ในฐานะบริษัทที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มธุรกิจที่มีชื่อเสียง เงินทุนของพวกเขาจึงหนาปึ้ก

แต่เพราะการแทรกแซงของใครบางคน ความพยายามทั้งหมดนั้นจึงกลายเป็นสูญเปล่า

「เมื่อไม่นานมานี้ฮันเตอร์คิมลองเสนอให้ผมร่วมทีมถาวรดูในภายหลังน่ะครับ ดังนั้นน่าเสียดายครับ แต่สัญญาที่คุยกันไว้คงต้องขอยกเลิกไปก่อน...」

เพราะจองฮาซองดันไปหลงคารมคนอื่นเข้าก่อนที่จะได้เริ่มเจรจากันอย่างเป็นทางการเสียอีก

“เงินตู!”

ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะคิดให้รอบคอบก่อนซื้ออุปกรณ์

เพราะความโลภที่คิดว่าจะฮุบทั้งจองฮาซองและบุคลากรของกิลด์การิออนที่เขาสร้างมา ฮันชินจึงทำอะไรเกินตัว

ใจร้อน และดวงซวย

ลงทุนเกินตัวในสถานการณ์ที่ยังไม่มีอะไรแน่นอน สุดท้ายก็เลยเจ็บตัวฟรี

“โธ่เว้ย อุตส่าห์โม้กับคนรอบข้างไปทั่วแล้วว่าจะควบรวมกับการิออน แล้วนี่มันอะไรกัน...”

“จะว่าไป ได้ลองติดต่อฮันเตอร์คิมกิรยอดูหรือยังครับ?”

“เฮ้ย อย่าให้พูดเลย เพราะไอ้สายที่โทรคุยกับมันนั่นแหละ วันนี้ฉันเลยต้องไปรับยาแก้ความดันเนี่ย”

แถมเรื่องน่าโมโหยัังไม่จบแค่นั้น

แม้การสเกาท์จะล้มเหลว แต่ฮันชินก็ยังไม่ยอมแพ้และเริ่มเจรจาใหม่อีกครั้ง

เขาอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้ฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอฟัง และขอร้องอ้อนวอนว่าถ้าจะตั้งทีมใหม่ ช่วยรับสมาชิกกิลด์ฮันชินสักคนเข้าไปร่วมแจมชั่วคราวได้ไหม

‘ขนาดเสนอว่าจะไม่รับเงิน แถมเราจะเป็นคนจ่ายค่าตอบแทนให้ด้วยซ้ำ’

ยังไงขอแค่ได้ชื่อว่าทนไฟของจองฮาซองได้ ก็ถือว่าบรรลุผลสำเร็จขั้นต้นแล้ว

แต่รู้ไหมว่าคำตอบที่ได้รับกลับมาคืออะไร?

-ต่อให้ใส่อุปกรณ์ครบชุด ระดับ A ก็คือระดับ A อยู่ดีครับ ขอโทษด้วยแต่คงยากครับ

นอกจากจะทำลายความฝันของคนอื่นจนป่นปี้แล้ว คิมกิรยอยังปฏิเสธคำขอของฮันชินอย่างไม่ไยดีด้วยข้ออ้างที่ว่า ‘ฝีมือไม่ถึง’

“ไอ้พวกที่แค่โชคดีเกิดมาเป็นระดับ S แท้ๆ!”

ความจริงแล้วคิมกิรยอแค่ไม่อยากตั้งทีมฮันเตอร์ ก็เลยหาข้ออ้างที่ฟังดูดีที่สุดมาปฏิเสธก็เท่านั้น...

แต่นี่ถือเป็นเรื่องที่หยามศักดิ์ศรีชาวฮันชินอย่างมาก แต่จะไปฟ้องใครก็ไม่ได้

เพราะการที่ระดับ S มองเหยียดผู้ตื่นรู้คนอื่น มันเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้อยู่แล้ว

“หัวหน้าครับ”

ในตอนนั้นเอง

มีเพียงคนเดียวในห้องนี้ที่แสดงความคิดเห็นต่างออกไป

“ผมมีความคิดดีๆ ครับ อยากลองฟังไหม?”

“อะไร?”

“พูดตรงๆ นะครับ เราไม่ได้ขอจะไปร่วมทีมกับระดับ S เล่นๆ สักหน่อย เตรียมตัวมาขนาดนี้แล้วทำไมต้องมาโดนดูถูกด้วย”

โจซังโอ ฮันเตอร์ตัวท็อปประจำกิลด์ฮันชิน

เขาประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ตัวเองมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าพวกระดับ S

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วงการฮันเตอร์เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนแซงหน้ากฎของมัวร์ในตลาดเซมิคอนดักเตอร์ไปแล้ว

มีการเกิดใหม่ของระดับ S ที่อยู่เหนือระดับ A

มีการเพิ่มประเภทไอเทมระดับ ‘เลเจนดารี’

และตอนนี้ถึงขั้นมีลูกหลานตระกูลแชโบลกวาดต้อนอาร์ติแฟกต์ไปลุยดันเจี้ยนระดับสูงคนเดียวจนเคลียร์ได้

‘ไอ้คิมกิรยอนี่ตลกดีว่ะ แค่ระดับต่างกันขั้นเดียวทำมาเป็นดูถูกคนอื่น?’

โจซังโอไม่เชื่อคำพูดที่ว่ามีช่องว่างสัมบูรณ์ระหว่างระดับ S และระดับ A อีกต่อไป

ตอนนี้มีตัวแปรมากมายอยู่บนโลก

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับไอ้หัวทองขี้เกียจที่เชื่อมั่นแต่ค่าการตื่นรู้ที่มีมาแต่เกิด ไม่ยอมสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันให้ดี ตัวเขาเองมีสติและพยายามอย่างหนักมาโดยตลอด

“หัวหน้าครับ มอบหมายให้ผมจัดการเถอะ เดี๋ยวผมจะทำให้มันปากดีไม่ออกอีกเลย”

“หือ?”

“ไหนๆ ข้อเสนอควบรวมก็ล่มไปแล้ว จะทำอะไรก็ทำไปเถอะครับ ถือโอกาสนี้สั่งสอนให้จองฮาซองรู้ด้วยว่า เวลาเลือกสมาชิกทีม อย่าดูแค่ระดับอย่างเดียว... ด้วยวิถีของฮันเตอร์ ด้วยการล่า!”

เขาเอามือยันโต๊ะแล้วพ่นประโยคบางอย่างออกมา

หัวหน้ากิลด์ฮันชินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเห็นพ้องว่านั่นไม่ใช่ความคิดที่เลวร้าย และเริ่มสนับสนุนแผนการของโจซังโอ...