“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”
หน้าโรงประมูลไอเทม
ในวันหยุดที่หาได้ยากยิ่ง หลังจากที่ฉันเสียเวลาไปร่วมสามชั่วโมงกับการเดินดูอุปกรณ์เวท ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันก็ได้ยินเสียงเรียกจากชายแปลกหน้า
ชายปริศนาที่ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะอายุราวๆ 30 ปี
ถึงจะพอเดาได้จากเสียง แต่ก็เป็นคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนจริงๆ นั่นแหละ
“หือ?”
ชายคนที่วิ่งหน้าตั้งมาจากไหนสักแห่งรีบแนะนำตัวอย่างลนลาน
“สวัสดีครับ! ผมโจซังโอจากกิลด์ฮันชินครับ”
ฮันชิน….
ฮันชินเหรอ?
“เฮ้อ โชคดีจริงๆ ที่คุณยังอยู่ที่โรงประมูลตามที่สายข่าวบอกมา อา คือว่าอย่างนี้นะครับ! ผมได้ยินมาว่าฮันเตอร์คิมปฏิเสธข้อเสนอจากกิลด์เราไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เรื่องนี้พอจะจำได้ไหมครับ?”
พอโจซังโออธิบายขยายความ ฉันถึงนึกที่มาของคำว่าฮันชินออก
ถึงจะไม่รู้รายละเอียดตื้นลึกหนาบาง แต่สรุปคร่าวๆ ก็คือกิลด์ที่พยายามจะดึงตัวจองฮาซองไปร่วมทีมสินะ
แต่คนของกิลด์แบบนั้นทำไมจู่ๆ ถึงมาเรียกฉันไว้ล่ะ
“โดยส่วนตัวแล้ว ผมเสียดายการตัดสินใจของคุณฮันเตอร์มากครับ ได้ยินว่าตอนนั้นคุณปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าแรงก์ A อ่อนแอเกินไปจนใช้งานไม่ได้ หรืออะไรทำนองนั้น…….”
“…….”
“บอกตามตรง ผมมั่นใจในฝีมือตัวเองมากนะครับ เพราะงั้นถ้าไม่เป็นการเสียมารยาท ช่วยให้โอกาสผมสักครั้งจะได้ไหมครับ?”
“โอกาส?”
“ผมจะพิสูจน์ให้เห็นด้วยการพิชิตเกตในฐานะฮันเตอร์ครับ! ที่มาหาถึงที่ก็เพื่อจะบอกเรื่องนี้แหละครับ”
กะแล้วเชียว ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์เท่าไหร่ สรุปคือฮันเตอร์คนนี้กำลังขอร้องให้จ้างเข้าทำงาน ในสถานที่ทำงานที่ยังไม่แม้แต่จะเป็นรูปเป็นร่างเนี่ยนะ
“ขอโทษด้วยครับ ผมบอกไปคราวก่อนแล้วว่าคงยาก”
ไอ้เราก็ไม่ได้กะจะตั้งทีมอะไรจริงจัง แค่สูบเลือดสูบเนื้อเงินของจองฮาซองอยู่เงียบๆ ถ้าความแตกขึ้นมา มีหวังหัวฉันคงได้ถูกเสียบประจานกลางตลาดโซลสักวันแน่…….
ฉันเลยปฏิเสธคำขอโอกาสของเขาไปอย่างหนักแน่น
แต่ถ้าแค่คำพูดคำเดียวมันจบเรื่องได้ อีกฝ่ายคงไม่ถ่อมาหาถึงที่แบบนี้หรอก
“เดี๋ยวก่อนครับ ฮันเตอร์คิมกิรยอ! ผมสอบได้ใบอนุญาตนักชำแหละซากสัตว์อสูรระดับ 1 จากองค์กรเอกชนมาแล้วด้วยนะครับ เพราะงั้นหน้าที่ซัพพอร์ตผมก็ทำได้ดีเยี่ยมแน่นอน……!”
ดูจากการแต่งตัวแล้ว หรือว่าเพิ่งออกมาจากเกตหมาดๆ เลย?
อีกฝ่ายสวมชุดเกราะที่ส่องแสงสีส้มแวววาวพลางก้าวยาวๆ เข้ามาใกล้
เสียงเกราะกระทบกันดัง เคร้งคร้าง ทุกจังหวะการเดิน ช่างน่าประทับใจเสียจริง
“แถมผมไม่ได้ขอเงินเดือนด้วย ผมยินดีทำงานด้วยใจ ขอแค่ได้ทำก็พอ ไม่ได้เลยเหรอครับ?”
“เรื่องนั้น…….”
“นี่คุณจะไม่แลเหลียวเพียงเพราะผมเป็นแรงก์ A จริงๆ เหรอครับ? ไม่เลยเหรอ?”
ถ้าจะให้พูดตรงๆ หากฉันไม่โผล่มาขัดจังหวะ ฮันชินก็คงเซ็นสัญญากับฮาซองไปได้อย่างราบรื่น สำหรับเขาแล้วก็น่าเจ็บใจอยู่หรอก
ความเป็นไปได้ที่จะได้กลายเป็นพรรคพวกของวีรบุรุษ
ดูเหมือนเขาจะตัดใจไม่ได้ เพราะทำโอกาสที่จะได้เสพสุขกับเกียรติยศหลุดลอยไปต่อหน้าต่อตา
แต่ก็นะ ทุกเรื่องมันก็มีเหตุผลของมัน ทางนี้เองก็มีสถานการณ์จำเป็นเหมือนกัน
“ขอโทษครับ ผมขอตัวก่อน”
ฉันตัดสินใจว่าต่อปากต่อคำไปก็ไร้ความหมาย จึงหันหลังกลับ
ทว่าโจซังโอกลับเร่งฝีเท้าแซงขึ้นมาดักหน้าทางออกอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นท่านั้น
พูดให้ถูกคือ เพื่อมาขวางทางฉันเอาไว้
“เมินคนอื่นอีกแล้ว……! ไม่สิ นี่คุณ”
สิ่งที่ตามมาคือการยั่วยุแบบซึ่งหน้าของโจซังโอ
“ถ้าสมมติว่าผมเก่งกว่าคุณ คุณจะทำยังไง?”
“….”
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ที่ผมบอกว่ามั่นใจในฝีมือเนี่ย ผมไม่ได้พูดเล่นๆ ด้วยความรู้สึกฉาบฉวยนะครับ”
“….”
“ถ้าให้วางเดิมพันแข่งกันว่าใครจะเคลียร์เกตเดียวกันได้เร็วกว่าแบบตัวต่อตัว ผมก็คิดว่าผมชนะได้นะ ต่อให้คู่แข่งจะเป็นแรงก์ S แบบคุณก็เถอะ”
ฟังขนาดนี้แล้วยังไม่สนใจฝีมือผมอีกเหรอ?
โจซังโอโอ้อวดความสามารถในอาชีพของตนด้วยเสียงอันดัง ซึ่งพอมันออกมาในรูปนี้ ก็ยอมรับว่าน่าสนใจอยู่หน่อยๆ
‘แรงก์ A จะชนะแรงก์ S ในเรื่องความเร็วการเคลียร์งั้นเหรอ? สายพลังตื่นรู้ประเภทไหนกันนะ?’
แต่ความคิดนี้จะแสดงออกไปภายนอกไม่ได้เด็ดขาด
ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นฮันเตอร์ที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาสิ่งเจือปนมาใส่ในสัญญาหลอกลวงที่ทำไว้เพื่อหาเงิน
‘ชื่อโจซังโอสินะ? เอาไว้กลับบ้านค่อยแอบไปค้นดูว่าใช้สกิลอะไร…….’
ฉันรักษาความเงียบและพยายามจะเดินเลี่ยงออกมา
แต่โจซังโอกลับทำหน้าบูดบึ้ง คงเพราะอารมณ์เสียที่เห็นท่าทีเมินเฉยของฉัน
“อา จริงๆ เลย ถือดีว่าแรงก์สูงแล้วจะทำตัวหยิ่งยโสยังไงก็ได้สินะ”
ก็แค่ไม่อยากคุยด้วย ไม่ได้กะจะทำให้อีกฝ่ายโมโหขนาดนี้สักหน่อย
“นี่คุณ หรือว่ากลัวแพ้จนปอดแหกครับ?”
“….”
“ขอโทษที่ต้องพูดแรงๆ นะ แต่เอาตรงๆ มันตลกว่ะ ไอ้ตอนที่บอกว่าแรงก์ A กระจอกงั้นงี้ ทำเหมือนไม่ใช่ผู้ตื่นรู้เหมือนกันแท้ๆ แต่พอท้าให้มาวัดกันจริงๆ ดันหุบปากเงียบกริบ”
ระดับความรุนแรงของคำวิจารณ์ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น
“จะว่าไป ตอนเรื่องไซเรนก็ดูออกแล้ว สรุปคือคุณคิมกิรยอก็เป็นคนประเภทนั้นสินะ? ฮันเตอร์ที่เลือกกินแต่ดันเจี้ยนที่ตัวเองชนะทาง ที่ตัวเองจัดการได้ง่ายๆ”
“….”
“เป็นแค่พวกแบบนั้น แต่กลับเชิดหน้าชูคอว่าเป็นแรงก์ S ภูมิใจนักเหรอครับ? หะ?”
ไม่ว่าจะมองยังไง นี่ก็เป็นประโยคที่หยาบคายเกินกว่าจะใช้กับคนที่เพิ่งเคยเจอกัน
แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมโจซังโอถึงทำตัวเหมือนนักเลงข้างถนนแบบนี้ เขาคงต้องการขุดคุ้ยศักดิ์ศรีเพื่อให้แรงก์ S ยอมลงมานั่งบนกระดานเดิมพันให้ได้
‘แผนยั่วยุสินะ’
แต่จะทำยังไงได้ล่ะ
เข้ามาอยู่ในร่างของคิมกิรยอก็ปาเข้าไปหลายเดือนแล้ว ป่านนี้ฉันปรับตัวกับการใช้ชีวิตเป็นแรงก์ F ได้ในระดับหนึ่งแล้วด้วยสิ…….
“อย่าเอาแต่เมิน ตอบมาสิวะ! จริงๆ แล้วแกเข้าดันเจี้ยนไม่ได้เลยสักแห่งถ้าธาตุไม่ชนะทางใช่ไหม? หา?”
คำพูดดูถูกว่าเป็นคนอ่อนแอ เดี๋ยวนี้ฟังแล้วไม่ระคายหูเลยสักนิด ก็มันเรื่องจริงนี่หว่า
‘เออ~ ท่านผู้นี้แหละคือไอ้กระจอกปลายแถวตัวจริงเสียงจริง’
ฉันปล่อยคำด่าทอของโจซังโอเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาอย่างง่ายดาย
ทว่าสถานการณ์เริ่มชักจะยุ่งยากแล้วสิ
โจซังโอที่ตะโกนด้วยน้ำเสียงดุดัน พอเห็นฉันจะเดินหนีโดยไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ก็หยุดพูดไปชั่วขณะ
และทันใดนั้น เขาก็เริ่มถ่ายเทมานาเข้มข้นลงไปที่แขนของตัวเอง
‘เดี๋ยว มานา?’
ถ้าเป็นเมื่อก่อน วินาทีที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ฉันคงลงมือจัดการอะไรสักอย่างไปแล้ว แต่ก็ตามที่บอกไปเมื่อกี้ ตอนนี้ฉันคือจอมเวทตกอับที่ติดอยู่ในร่างของคิมกิรยอ
ทำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นมานาที่โจซังโอรวบรวมไว้จึงระเบิดออกสู่ชั้นบรรยากาศโดยไม่มีอะไรมาขัดขวาง
ฟิ้ววว!
ในขณะที่คิดว่ามีเสียงลมพัดผ่าน ลมกรรโชกแรงก็ก่อตัวขึ้นในความว่างเปล่าอันเงียบสงบ
นั่นคือแรงดันลมที่เกิดขึ้นตอนโจซังโอชักอาวุธออกมา
เขาชักขวานออกมาด้วยความเร็วที่มองตามแทบไม่ทัน แล้วเอาคมขวานมาจ่อที่คอฉันเนี่ยนะ
ขยะต่างๆ ที่ถูกทิ้งไว้ตามท้องถนนทนกระแสลมอันรุนแรงไม่ไหว ปลิวว่อนไปกองรวมกันอยู่ด้านหลังจนแทบแหลกละเอียด
สิ่งที่อีกฝ่ายทำก็แค่หยิบอาวุธออกมาแท้ๆ ทำไมถึงสร้างผลกระทบระดับทำลายล้างได้ขนาดนี้
“……!”
แต่ทว่า การกระทำนั้นก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอีกอย่างหนึ่ง
ไม่รู้ว่าโจซังโอแค่กะจะดูปฏิกิริยาหรือเปล่า เขาไม่ได้โจมตีจริงๆ แต่หยุดคมขวานกึกไว้ที่ระยะห่างจากลูกกระเดือกของฉันประมาณ 10 เซนติเมตร
-ตุบ, จ๊อก…….
ความเร่งดุจสัตว์ประหลาดที่แรงก์ A สร้างขึ้น ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อร่างกายอันบอบบางนี้เข้าจนได้
คอฉันถูกบาด
แค่แรงลมและละอองมานาที่ระเบิดออกมาจากคมขวานนั่น ก็เพียงพอที่จะทำให้ผิวหนังฉีกขาดจนเลือดไหลโซก
เลือดไหล…….
“แรงก์ S ถูกบาดเนี่ยนะ?”
“ทำร้ายร่างกายเหรอ?”
ฉันกับโจซังโอตกใจพร้อมกัน
แต่จุดที่ทำให้ตกใจนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง เจ้าแรงก์ A นั่นคงไม่ฝันด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้
“เฮ้ย, หะ? ไม่สิ ที่ว่ากดพลังมานาเอาไว้นั่นก็พอรู้อยู่หรอก แต่……. คะ, คือ, นี่มันเกิดอะไรขึ้น…….”
หมับ
ฉันทิ้งโจซังโอที่กำลังแตกตื่นไว้เบื้องหลัง แล้วเอามือกุมคอที่เลือดเริ่มซึมออกมา
สถานการณ์ไม่สู้ดี ที่นี่คือถนนใกล้โรงประมูลไอเทมดันเจี้ยน
ลำพังแค่ฮันเตอร์เดินไปเดินมาก็เยอะอยู่แล้ว จะให้ลองซ่อมแซมร่างกายตรงนี้ก็กระไรอยู่…….
“เดี๋ยวนะ หรือว่าจริงๆ แล้วคุณไม่มีน้ำยาอะไรเลย? ดูสิ ปฏิกิริยาตอบสนองก็ช้าเป็นเต่า?”
ในจังหวะที่กำลังลังเลว่าจะซ่อนเวทรักษาดีหรือไม่
ฉันก็เผลอตวาดออกไปเพราะโมโหสีหน้ายิ้มเยาะของโจซังโอแวบหนึ่ง
“ตอนนี้ใช่เวลามาพูดเรื่องพรรค์นั้นเหรอครับ? ไม่สิ จู่ๆ ก็ชักอาวุธออกมา นี่คุณทำบ้าอะไร…….”
“อ้าว งั้นวันหลังก็ไปฟ้องร้องเอาสิครับ”
แต่ฮันเตอร์คนนั้นกลับพูดแทรกขึ้นมาด้วยท่าทางหน้าด้านๆ
“ฉันเองก็ไม่นึกเหมือนกันว่าจะเป็นแบบนี้ นึกว่าแรงก์ A กระจอกๆ สะกิดไป ท่านแรงก์ S ผู้ยิ่งใหญ่คงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนซะอีก”
เหล่ โจซังโอเหลือบมองสภาพฉันที่เอามือกุมคอ แล้วแค่นหัวเราะออกมา
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ขอถามสักคำเถอะ ถ้าผมซ้อมแรงก์ S ปางตายจนต้องหามส่ง ICU ตรงนี้เนี่ย”
“อะไรนะ?”
“เอาตรงๆ ต่อให้ต้องไปนอนเน่าในคุกสักหน่อย ออกมาแล้วมันก็คุ้มไม่ใช่เหรอ?”
แรงก์ A ที่โค่นล้มผู้ตื่นรู้ที่ได้รับการบูชาดุจเทพเจ้าบนสวรรค์ชั้นฟ้า
ใช่ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ โลกคงได้แตกตื่นกันน่าดู ในแง่ศีลธรรมอาจจะโดนประณาม แต่ทุกคนคงต้องยอมรับในฝีมือของเขาอย่างแน่นอน
การก่อกบฏต่อชนชั้นที่สูงกว่าย่อมทิ้งผลลัพธ์แบบนั้นไว้เป็นธรรมดา
‘บัดซบเอ๊ย’
แต่ครั้งนี้มันผิดฝาผิดตัวไปหน่อยนะ
ทางนี้มันก็แค่พวกขี้โม้ที่อัดยาเพิ่มมานาที่มีอยู่แค่ระดับ F ให้ดูเยอะเพื่อลงทะเบียนเท่านั้นเองโว้ย!
“อะไรน่ะ เกิดอะไรขึ้น?”
“เหมือนจะมีเรื่องกันนะ”
ซุบซิบ ซุบซิบ
ในระหว่างนั้น ฮันเตอร์ที่เดินผ่านไปมาก็เริ่มหยุดดูและชำเลืองมองมาทางนี้
“ฮันเตอร์โจซังโอ……. ความผิดพลาดครั้งนี้ผมจะทำเป็นไม่เห็น เพราะงั้นพอแค่นี้เถอะครับ”
ฉันชี้ไปที่พวกพยานที่เห็นเหตุการณ์ พยายามเกลี้ยกล่อมให้หยุดก่อนที่จะกลายเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ แต่โจซังโอกลับดูเหมือนจะสนุกกับสถานการณ์นี้
“หา? เออๆ ใครจะมองก็มองไปสิ เรื่อง ICU น่ะล้อเล่น จริงๆ แล้วผมกะจะเลาะไอ้คราบฟองสบู่ลวงโลกของคุณออกเบาๆ ตรงนี้ต่างหาก”
และจากน้ำเสียงที่ไร้ความลังเลนั่น ทำให้ฉันตระหนักได้ว่าคนตรงหน้าคือพันธุ์ที่ไม่สามารถใช้คำพูดเกลี้ยกล่อมได้
การชักของมีคมออกมาจ่อกันแบบนี้ ถ้าใจไม่แข็งพอก็คงทำไม่ได้หรอก
ถ้าไม่ใช่พวกโรคจิตล่ะก็นะ
‘…ใช่เปล่าวะ?’
เอาเถอะ ฮันเตอร์คนนั้นดูจะให้ความสนใจในตัวตนระดับ S อย่างมากเหลือเกิน…….
พอลองสังเกตดีๆ ก็พอจะเดาได้เลาๆ แล้วว่าทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น
ตั้งแต่เกราะที่สวมใส่ไปจนถึงเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ ที่หู
มีระดับเอปิกตั้ง 2 ชิ้น หรือไม่ก็ไอเทมประสิทธิภาพสูงที่เทียบเคียงกันประโคมอยู่เต็มตัว หมอนี่คงเป็นตัวท็อปๆ ในหมู่แรงก์ A ด้วยกันแน่นอน
ชัวร์ป้าบ อุปกรณ์ของโจซังโอนั่น แม้แต่ฉันยังอยากได้เลย
แต่พ่อจอมเวทแห่งดาวโลกคนนี้มองข้ามอะไรบางอย่างไปนะ
‘มีแต่อุปกรณ์ที่เน้นเพิ่มพลังทำลายเวทมนตร์อย่างบ้าคลั่งทั้งนั้น……!’
ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เวทแบบไหน ถ้าเน้นไปที่ความสามารถด้านเดียวแบบนั้น ย่อมต้องมีจุดอ่อนขนาดใหญ่โผล่ออกมาสักที่แน่
“ฟองสบู่?”
ครู่ต่อมา ฉันสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพึมพำประโยคสั้นๆ
“งั้นมาดูกันไหมว่าฟองสบู่มันไปเกาะอยู่ที่ตรงไหน?”
แต่คำพูดนั้นก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเป็นพิเศษหรอก
แค่อยากถ่วงเวลาเผื่อไว้เฉยๆ ความจริงฉันกดใช้ไอ้นั่นในกระเป๋าเสื้อตั้งแต่ตอนที่หมอนั่นหันหลังไปมองพวกไทยมุงแล้วต่างหาก
[กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!]
[ระดับ : ยูนิค]
[คำอธิบาย : มอบสถานะ [มึนงง] อย่างรุนแรงแก่พื้นที่โดยรอบ]
ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวงการนี้แทบจะไม่มีใครสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันสถานะมึนงงเดินไปเดินมาหรอก
เพราะมอนสเตอร์ที่ใช้เวทมนตร์ประเภทนั้นมันหายากมาก และผลของ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] ก็ไม่ใช่สิ่งที่แหวนต้านทานมึนงงวงสองวงจะกันได้ด้วย
เห็นว่าผู้ครอบครอง [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] คนอื่นๆ ใช้มันในฐานะท่าไม้ตายแบบตกตายตามกัน แล้วไอ้หมอนั่นจะไปเดาสถานการณ์นี้ออกได้ยังไง
“เหอะ ไอ้เวร สภาพฝีปากแกนี่มัน……. อึก”
ฟุ่บ!
ราวๆ 2 วินาทีต่อมา ตามที่คิดไว้ โจซังโอทรุดฮวบลงไปอย่างหมดสภาพโดยที่พูดยังไม่ทันจบประโยค
เป็นจุดจบที่เรียบง่ายไม่มีแม้แต่ความบังเอิญมาเกี่ยวข้อง
ไอ้สภาพที่เชื่อมั่นแต่อุปกรณ์แล้วมาทำซ่าจนเจ็บตัวเนี่ย ดูไปดูมาก็เหมือนตัวฉันเมื่อก่อนชอบกลแฮะ
“อืม”
เอาเถอะ ยังไงซะ
ถือว่ารับมือไอ้ไฮยีน่าคลั่งที่หน้ามืดตามัวเพราะชื่อเสียงไปได้อย่างปลอดภัย
แต่ทว่า กระบวนการนี้ดันมีปัญหาเล็กน้อยตามมาด้วยนี่สิ
“อืออ?”
“เฮือก!”
ตุบ-!
ขอบเขตของอุปกรณ์เวทมันดันกว้างกว่าที่คิด พวกไทยมุงแถวนั้นเลยพลอยโดนหางเลขสลบเหมือดไปด้วย
“เวรละ”
พอลองนับดู เหยื่อที่นอนกองอยู่บนพื้นมีประมาณห้าคน
หวังว่านี่คงจะไม่เข้าข่ายข้อหาทำร้ายร่างกายนะ น่าจะถือเป็นการป้องกันตัวได้ใช่ไหม?
…ได้ใช่ไหม? กฎหมายเกาหลีจ๋า?