เรื่องราวมันระเบิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้านในบ่ายวันนั้น
‘จะว่าไป ท่ามกลางความวุ่นวาย ฉันยังไม่ได้รับของขวัญดีๆ เลยแฮะ ไอ้ที่อยู่ในถุงช้อปปิ้งของบรู๊คลินมันคืออะไรกันแน่?’
จอมมหาเวทจากต่างโลกปฏิเสธข้อเสนอของคังชางโฮที่จะขับรถไปส่ง และกำลังเดินกลับบ้าน
แม้ระยะทางจะไกลหน่อย แต่วันนี้อากาศดีแถมยังเป็นวันที่ว่างเว้นจากการงานนานๆ ทีจะมีสักครั้ง
‘ถ้าเป็นของกินล่ะก็ น่าเจ็บใจชะมัด’
กิรยอกำลังใช้การสอนสกิลเป็นเหยื่อล่อเพื่อรีดไถทรัพย์สินของวีรบุรุษ
ผลลัพธ์คืออันดับ 1 เติบโตขึ้นทุกวัน...
แถมยิ่งเขาเรียนรู้หนักเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งห่างไกลจากอันตรายของดันเจี้ยนเบรก ถือเป็นเรื่องที่วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย
แผนการหาเงินของคิมกิรยอดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับเรือที่กางใบรับลม
จนกระทั่งถึงวันนี้
‘เอาเถอะ ยังไงค่าเล่าเรียนที่ฮาซองส่งมาก็เข้าบัญชีแล้ว กลับไปบ้านคงต้องหาข่าวการประมูลสักหน่อย’
แต่ทว่าตอนนั้นเอง
เมื่อเกือบจะถึงห้องพัก กิรยอเดินเข้าไปในตรอกที่ไฟถนนเสีย จู่ๆ ก็รู้สึกเสียววาบขึ้นมา
สัมผัสประหลาดที่ก่อตัวขึ้นทางซีกขวาของใบหน้า
เย็นวาบเล็กน้อย เจ็บจี๊ดขึ้นมา และอาจเป็นเพราะแรงกระแทกที่เพิ่งเกิดขึ้น วิสัยทัศน์จึงถูกย้อมด้วยสีขาวโพลนไปชั่วขณะ
“.......”
ผัวะ!
ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการที่คังชางโฮที่เดินเงียบๆ มาด้วยกัน ลงมือโจมตีโดยไม่บอกกล่าว
เขาฟาดเข้าที่หน้า
บาเรียของแหวนป้องกันทั่วไปที่สวมติดตัวตลอดถูกเจาะทะลุในรวดเดียว
แถมกระดูกหน้าดูเหมือนจะยุบลงไปแล้วด้วย ไม่นานก็ได้ยินเสียงน่ารังเกียจของเศษกระดูกที่แตกหักเสียดสีกับเนื้อเยื่อดังกร๊อบแกร๊บอยู่ภายในผิวหนัง
กระดูกเบ้าตาแตก
กิรยอยกมือปิดเปลือกตาซ้ายที่มองเห็นไม่ชัดโดยอัตโนมัติ พร้อมเอ่ยถาม
“นี่มันเรื่อง....”
ความจริงแล้ว จอมมหาเวทได้ร่ายเวทมนตร์เตรียมไว้ก่อนที่หมัดของเขาจะมาถึงตัวเสียอีก
การสร้างลูกไฟของสร้อยคอไพโรแมนเซอร์
เรียกได้ว่าพยายามจะระเบิดตัวเองด้วยความเร็วที่ยากจะเรียกว่ามนุษย์
แต่สถานการณ์กลับพลิกผันไปอย่างประหลาด
ถ้าเขาลอบกัดโดยตั้งใจจะให้สกิล [ความทะเยอทะยาน] ทำงาน ก็ควรจะอัดให้แรงถึงขนาดกะโหลกศีรษะแตกไม่ใช่หรือไง
‘นี่มันอะไรกัน?’
การโจมตีของคังชางโฮเบาเกินกว่าจะฆ่าคนได้
เมื่อพิจารณาว่าอีกฝ่ายเป็นฮันเตอร์ระดับ S นี่แทบจะเรียกว่าไม่ได้ออกแรงหมัดเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นกิรยอจึงแค่เตรียมเวทมนตร์ค้างไว้เพื่อดูสถานการณ์ และในไม่ช้าคังชางโฮก็เฉลยข้อสงสัยนั้น
“ทำไมนายถึงได้เปราะบางขนาดนี้”
ติ๋ง ติ๋ง
เลือดที่ทะลักออกจากใบหน้าของกิรยอหยดลงบนหลังมือของระดับ S ผู้เอ่ยประโยคนั้น
“ร่างกายอ่อนแอจะถือซะว่าเพราะใช้พลังเวทไปกับอย่างอื่น แต่การตอบสนองช้าเนี่ย มันแปลกไปหน่อยนะ”
“.......”
“ดูเหมือนจะจัดการมานาได้ไว แต่ตากลับตามไม่ทัน ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่เป็นมาตลอด... นายดูเหมือนจะ... มองไม่เห็นสิ่งที่ผู้ตื่นรู้ระดับสูงควรจะมองเห็นกันได้นะ”
คังชางโฮเอียงคอไปทางขวา
สิ่งที่ตามมาคือข้อสงสัยที่เขาเก็บงำมานาน
“นายเป็นระดับ F จริงๆ งั้นเหรอ?”
กิรยอได้ยินแบบนั้นก็พึมพำด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ
“ทีตอนบอกให้เชื่อกลับทำหูทวนลม แล้วทำไมตอนนี้มาโวยวาย....”
ฮันเตอร์ผมทองกุมใบหน้าซีกที่บู้บี้ พลางเร่งเร้าพลังเวท... ไม่ใช่พลังเวทจากร่างกายซอมซ่อนี้ แต่ใช้พลังงานที่เก็บไว้ในสร้อยคอ
“ถ้าสงสัยเรื่องปฏิกิริยาตอบสนองนัก ก็ลองต่อยอีกทีสิครับ?”
กิรยอขู่ว่าถ้าทดสอบแบบนี้อีก การระเบิดพลีชีพจะไม่ช้าเหมือนเมื่อกี้แน่
คังชางโฮแสดงท่าทียอมแพ้อย่างง่ายดาย
“ใจเย็นๆ แค่สงสัยอะไรหน่อย ไม่ได้กะจะใช้ความทะเยอทะยานหรอก”
แต่ไม่รู้ทำไม แววตาของฮันเตอร์ระดับ S ผู้นั้นกลับเริ่มฉายแววเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ
“แต่ปฏิกิริยาก็เป็นไปตามคาด นายพยายามจะถือไพ่เหนือกว่าเสมอแม้จะอยู่ในสภาพนั้น... ค่อนข้างจะ....”
“ถ้าหมั่นไส้ก็ฆ่าสิ”
“ใช่ ทัศนคตินั่นแหละที่เป็นปัญหา สัญญาของเรากลายเป็นบรรยากาศแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?”
คังชางโฮยกมุมปากยิ้ม
แต่มันเป็นรอยยิ้มที่แข็งทื่อราวกับมนุษย์เทียมที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวสร้างขึ้น
“ตอนแรกก็แค่ฆ่าเวลาแท้ๆ”
นี่คงเป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำสีหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก
คังชางโฮเริ่มเปิดเผยความในใจ
“บอกตามตรง พอความสัมพันธ์มันกลับตาลปัตรแบบนี้ ช่วงนี้ฉันก็ชักจะเริ่มเสียศักดิ์ศรีขึ้นมาแล้วสิ”
สีหน้าดูเรียบเฉยผิดกับคนที่บอกว่าศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ แต่...
“ก็เลยอยากจะบอกไว้”
คังชางโฮก้มมองเลือดคนอื่นที่ไหลอาบหลังมือครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มประกาศเรื่องน่าตกใจใส่ฮันเตอร์ตรงหน้า
“คิมกิรยอ ความจริงช่วงที่นายไปงานปาร์ตี้ฉลองครบรอบของเกตสตาร์ ฉันอยู่ที่ประเทศจีน”
“.......”
“และตอนนั้นฉันก็ได้เจอกับคู่สัญญาคนอื่นที่พอจะใช้เป็นเครื่องสังเวยได้ พูดง่ายๆ คือ ฉันหาผู้ตื่นรู้ที่จะมาแทนที่นายได้เรียบร้อยแล้ว”
ชายหนุ่มผมทองเงียบกริบ
“ฟังแค่นี้คงเข้าใจสินะ ว่าจากนี้ไปไอ้คำขู่ระเบิดตัวตายพรรค์นั้นใช้กับฉันไม่ได้ผลอีกแล้ว”
ภายนอกดูไม่สะทกสะท้าน แต่ในหัวยุ่งเหยิงยิ่งกว่าใคร
คังชางโฮทำสัญญาสองซ้อนงั้นเหรอ?
ปากบอกไม่เคยคิดจะใช้สกิล แต่กลับไปเฟ้นหาฮันเตอร์ที่น่าใช้สกิลใส่มาได้หน้าตาเฉย... กิรยอลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืด
ระหว่างนั้นคังชางโฮก็ก้าวเข้ามาใกล้
“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ยังไงความสามารถของนายก็ยังน่าสนใจที่สุดอยู่ดี”
ความเยือกเย็นที่มาจากพลังเวทอันท่วมท้น
ใช่ นั่นแหละคือบรรยากาศที่พวกนักล่าจุดสูงสุดไร้คู่ต่อสู้มักจะมีกัน ในชาติก่อนทางนี้เองก็เคยใช้ชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน
ทั้งที่ไม่มีอะไรน่ากลัวแท้ๆ
“ฉันจะปกป้องนายเหมือนเดิม แต่จากนี้ไปนายควรจะแสดงความเคารพฉันบ้าง และหัดระวังตัวเวลาทำอะไร... ก็แค่อยากจะบอกไว้น่ะ”
ทำไมฉันถึงตกอับกลายเป็นสภาพน่าสมเพชแบบนี้ไปได้นะ
“ขืนยังอวดดีทั้งที่ตัวเปราะบางแบบนี้... เดี๋ยวจะขาดทุนย่อยยับเอานะ จริงไหม? ฮันเตอร์คิมกิรยอ”
จอมเวทในคราบชาวโลกตระหนักได้ในวินาทีนี้
ในที่สุด การสร้างภาพก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว
การใช้แค่ฝีปากอวดอ้างว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย
เดิมที การมาต้มตุ๋นตัวเปล่าในวงการที่ต้องพิสูจน์ความสามารถกันแบบเรียลไทม์ทุกวัน มันก็เป็นเรื่องบ้าบออยู่แล้ว
‘เฮ้อ’
เพราะฉะนั้น
กิรยอตัดสินใจแล้วว่าจะต้องหาพลังที่แท้จริงมาทำให้เรื่องโกหกกลายเป็นความจริงเสียที
ไอเทม!
ขอแค่ได้ไอเทมที่เล็งไว้มาครอบครอง ก็จะไม่มีใครมาดูถูกว่าตัวนิ่มได้อีก
เพียงเท่านี้ ก็จะได้ครอบครองความสามารถบางอย่างที่คู่ควรกับระดับ S เสียที
“อืม......”
ค่าสอนก้อนแรกเข้าแล้ว เป้าหมายใกล้ครบ... กิรยอจึงจัดระเบียบความคิดและตัดสินใจเลื่อนกำหนดการที่จะทำหลังจากนี้ให้เร็วขึ้น
คังชางโฮเห็นอีกฝ่ายยืนเงียบผิดปกติจึงเอ่ยถาม
“เอายาฟื้นฟูหน่อยไหม?”
แต่กิรยอกลับตอบอย่างเฉยเมย
“ไม่เป็นไรครับ”
ถ้าเป็นคนอื่นโดนหน้าหักขนาดนี้คงโวยวายบ้านแตกไปแล้ว แต่ทางนี้มีสกิลต้านทานความเจ็บปวด
กิรยอเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี
ฮันเตอร์ระดับ S ยอมไว้ชีวิตทั้งที่เสียศักดิ์ศรี จะมีอะไรน่าขอบคุณไปกว่านี้อีก?
แถมพอเขานึกถึงคำว่า ‘กรรมตามสนอง’ ความโชคร้ายทั้งปวงในโลกก็ดูจะสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
ก็แหม ชาติก่อนทางนี้เองก็เคยทำ ‘เรื่องพรรค์นั้น’ ไว้เหมือนกันนี่นา...
อืม.......
‘อืม’
ถ้าไปบอกคนที่เพิ่งเจอเรื่องซวยว่านี่มันเป็นเวรกรรมจากชาติก่อน เป็นปกติที่ใครๆ ก็คงรู้สึกเหลือเชื่อ
แต่เขาดันมีความทรงจำในอดีตอยู่ครบถ้วนจริงๆ บางครั้งเลยรู้สึกพิลึกกึกกืออยู่บ้าง
อีกอย่าง คังชางโฮอายุโลกแค่ 32 ปี
ในสายตามหาเวท วิญญาณนั่นเรียกว่าเด็กจนเกือบจะเป็นทารก กิรยอเลยตัดสินใจว่าจะยอมยกโทษให้กับการตบหน้าของจอมขมังเวทบุรพกาลสักครั้งในฐานะผู้อาวุโส
‘ฮ่าฮ่า ยังไงซะคังชางโฮ... เจ้านี่ขี้สงสัยจริงเชียว....’
อย่างใจกว้าง
‘ไอ้มนุษย์ยุคหินระยำเอ๊ย...’
อย่างใจกว้าง... อย่างใจกว้าง... อย่างใจกว้าง...
---
โรงประมูลไอเทมเกาหลี
วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้ายันเที่ยง อากาศในตึกเลยชื้นแฉะ ผู้คนก็บางตา
ดีเลย
ฉันชอบความชื้น และประจวบเหมาะกับที่ไม่อยากเป็นจุดสนใจพอดี
ตึก ตึก
ฉันสาวเท้าเข้าไปหาผู้จัดการสถานที่
“สวัสดีครับ”
ยื่นบัตรที่เตรียมไว้ให้ดู ผู้จัดการเบิกตากว้าง
“ฮะ! อะ สวัสดีครับ ฮันเตอร์ระดับ S คิมกิรยอ...!”
“จะมาร่วมประมูลครับ”
“คะ ครับ! จะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้เลยครับ”
เขาโค้งคำนับปลกๆ ราวกับได้พบพระราชา รีบกดแท็บเล็ตมือเป็นระวิง
ใช่... แบบนี้สิ
ความเกรงขามและการดูแลเอาใจใส่อย่างไร้ขอบเขตที่มีต่อผู้แข็งแกร่ง... ฉันจะต้องทวงคืนสถานะในอดีตกลับมาให้ได้ก็เพราะชอบไอ้ตรงนี้แหละ
“นะ นี่ครับ ป้ายชื่อ ขอให้สนุกนะครับ”
มัวแต่คิดเพลินๆ พนักงานก็ยื่นป้ายหมายเลข 33 ให้พร้อมผายมือไปทางห้องประมูล
แต่ฉันแวะไปห้องน้ำก่อน
งบประมาณที่จะใช้ถลุงวันนี้ตั้ง 3 พันล้าน
เรื่องเงินเรื่องทองขนาดนี้มันต้องรอบคอบกันหน่อย
‘ถ้าฮันเตอร์ระดับ S พยายามจะประมูลไอเทมนี้สุดชีวิตล่ะก็... เป็นฉันก็คงหูผึ่งเหมือนกัน’
ฉันมองภาพคิมกิรยอในกระจก
ไม่รู้ว่าลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้จะได้ผลแค่ไหน แต่เอาเถอะ... ลองดูสักตั้ง
---
‘ว้าว~ นี่น่ะเหรอโรงประมูลระดับเอปิก!’
ไม่กี่นาทีต่อมา
ฮันเตอร์หน้าตาจิ้มลิ้มเดินเข้ามาในห้องที่มีแสงไฟสลัว
เธอคือสมาชิกน้องเล็กของกิลด์นีโอซิสเตอร์ ‘ชาคยอง’
คนที่มีหัวหน้าทีมถือหน้าไม้ และมีอันยุนซึงเป็นรุ่นพี่สายตรงนั่นแหละ
ปกติแรงก์ต่ำคงมาเดินเล่นที่นี่ไม่ได้ แต่วันนี้กรณีพิเศษ
‘หัวหน้าทีมสุดยอด!’
ที่นี่อนุญาตให้ส่งตัวแทนมาได้หากผู้ประมูลมาไม่ได้
ผู้ตื่นรู้ที่ลงชื่อไว้เปลี่ยนใจกะทันหัน เลยยกป้ายชื่อให้ลูกน้องที่ขอร้องมา ชาคยองเลยได้โอกาสมาเปิดหูเปิดตาที่นี่
‘โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ลองซื้อของถูกที่สุดสักชิ้นดีไหมนะ?’
จอแจ...
รอสักพักที่ว่างรอบๆ ก็เริ่มมีคนจับจอง
ผู้ดำเนินรายการเดินเข้ามา และการประมูลก็เริ่มขึ้น
“สินค้าชิ้นนี้คือ [แฟรี่แฟรงก์] ไอเทมที่ค้นพบทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟินแลนด์เมื่อ 5 ปีก่อน สรรพคุณได้รับการพิสูจน์แล้วในการพิชิตหอคอยขาวครั้งแรก....”
”เริ่มประมูลที่ 5 หมื่นล้านครับ”
“...80,720 ล้าน... 80,720 ล้าน... จบการประมูลครับ”
“สินค้าชิ้นต่อไป [เกราะหนักแห่งอิฟรีท]”
ลีลาการพูดโน้มน้าวของพิธีกรที่ลื่นไหล
คำบรรยายสรรพคุณสุดอลังการที่พรั่งพรูออกมา
รูปลักษณ์ของอุปกรณ์ที่ดูขลังและเก่าแก่
ชาคยองกวาดตามองไอเทมบนเวทีอย่างเพลิดเพลิน พอหันหน้าไปมา สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับคนที่นั่งเก้าอี้ข้างๆ โดยบังเอิญ
[หมายเลข 33]
เสื้อเชิ้ตยีนที่เหมือนเด็กวิศวะปีหนึ่งสวมใส่ หมวกกดต่ำ และผมสีดำที่โผล่ออกมาเล็กน้อย
เขาจิบน้ำจากแก้วเก็บความเย็นในมือมาตั้งแต่เริ่มประมูล
แปลกจัง
มั่นใจว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนแท้ๆ แต่ทำไมด้านข้างนั่นถึงได้ดูคุ้นตานักนะ