Cover

164

เรื่องราวมันระเบิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้านในบ่ายวันนั้น

‘จะว่าไป ท่ามกลางความวุ่นวาย ฉันยังไม่ได้รับของขวัญดีๆ เลยแฮะ ไอ้ที่อยู่ในถุงช้อปปิ้งของบรู๊คลินมันคืออะไรกันแน่?’

จอมมหาเวทจากต่างโลกปฏิเสธข้อเสนอของคังชางโฮที่จะขับรถไปส่ง และกำลังเดินกลับบ้าน

แม้ระยะทางจะไกลหน่อย แต่วันนี้อากาศดีแถมยังเป็นวันที่ว่างเว้นจากการงานนานๆ ทีจะมีสักครั้ง

‘ถ้าเป็นของกินล่ะก็ น่าเจ็บใจชะมัด’

กิรยอกำลังใช้การสอนสกิลเป็นเหยื่อล่อเพื่อรีดไถทรัพย์สินของวีรบุรุษ

ผลลัพธ์คืออันดับ 1 เติบโตขึ้นทุกวัน...

แถมยิ่งเขาเรียนรู้หนักเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งห่างไกลจากอันตรายของดันเจี้ยนเบรก ถือเป็นเรื่องที่วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย

แผนการหาเงินของคิมกิรยอดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับเรือที่กางใบรับลม

จนกระทั่งถึงวันนี้

‘เอาเถอะ ยังไงค่าเล่าเรียนที่ฮาซองส่งมาก็เข้าบัญชีแล้ว กลับไปบ้านคงต้องหาข่าวการประมูลสักหน่อย’

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

เมื่อเกือบจะถึงห้องพัก กิรยอเดินเข้าไปในตรอกที่ไฟถนนเสีย จู่ๆ ก็รู้สึกเสียววาบขึ้นมา

สัมผัสประหลาดที่ก่อตัวขึ้นทางซีกขวาของใบหน้า

เย็นวาบเล็กน้อย เจ็บจี๊ดขึ้นมา และอาจเป็นเพราะแรงกระแทกที่เพิ่งเกิดขึ้น วิสัยทัศน์จึงถูกย้อมด้วยสีขาวโพลนไปชั่วขณะ

“.......”

ผัวะ!

ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการที่คังชางโฮที่เดินเงียบๆ มาด้วยกัน ลงมือโจมตีโดยไม่บอกกล่าว

เขาฟาดเข้าที่หน้า

บาเรียของแหวนป้องกันทั่วไปที่สวมติดตัวตลอดถูกเจาะทะลุในรวดเดียว

แถมกระดูกหน้าดูเหมือนจะยุบลงไปแล้วด้วย ไม่นานก็ได้ยินเสียงน่ารังเกียจของเศษกระดูกที่แตกหักเสียดสีกับเนื้อเยื่อดังกร๊อบแกร๊บอยู่ภายในผิวหนัง

กระดูกเบ้าตาแตก

กิรยอยกมือปิดเปลือกตาซ้ายที่มองเห็นไม่ชัดโดยอัตโนมัติ พร้อมเอ่ยถาม

“นี่มันเรื่อง....”

ความจริงแล้ว จอมมหาเวทได้ร่ายเวทมนตร์เตรียมไว้ก่อนที่หมัดของเขาจะมาถึงตัวเสียอีก

การสร้างลูกไฟของสร้อยคอไพโรแมนเซอร์

เรียกได้ว่าพยายามจะระเบิดตัวเองด้วยความเร็วที่ยากจะเรียกว่ามนุษย์

แต่สถานการณ์กลับพลิกผันไปอย่างประหลาด

ถ้าเขาลอบกัดโดยตั้งใจจะให้สกิล [ความทะเยอทะยาน] ทำงาน ก็ควรจะอัดให้แรงถึงขนาดกะโหลกศีรษะแตกไม่ใช่หรือไง

‘นี่มันอะไรกัน?’

การโจมตีของคังชางโฮเบาเกินกว่าจะฆ่าคนได้

เมื่อพิจารณาว่าอีกฝ่ายเป็นฮันเตอร์ระดับ S นี่แทบจะเรียกว่าไม่ได้ออกแรงหมัดเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นกิรยอจึงแค่เตรียมเวทมนตร์ค้างไว้เพื่อดูสถานการณ์ และในไม่ช้าคังชางโฮก็เฉลยข้อสงสัยนั้น

“ทำไมนายถึงได้เปราะบางขนาดนี้”

ติ๋ง ติ๋ง

เลือดที่ทะลักออกจากใบหน้าของกิรยอหยดลงบนหลังมือของระดับ S ผู้เอ่ยประโยคนั้น

“ร่างกายอ่อนแอจะถือซะว่าเพราะใช้พลังเวทไปกับอย่างอื่น แต่การตอบสนองช้าเนี่ย มันแปลกไปหน่อยนะ”

“.......”

“ดูเหมือนจะจัดการมานาได้ไว แต่ตากลับตามไม่ทัน ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่เป็นมาตลอด... นายดูเหมือนจะ... มองไม่เห็นสิ่งที่ผู้ตื่นรู้ระดับสูงควรจะมองเห็นกันได้นะ”

คังชางโฮเอียงคอไปทางขวา

สิ่งที่ตามมาคือข้อสงสัยที่เขาเก็บงำมานาน

“นายเป็นระดับ F จริงๆ งั้นเหรอ?”

กิรยอได้ยินแบบนั้นก็พึมพำด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ

“ทีตอนบอกให้เชื่อกลับทำหูทวนลม แล้วทำไมตอนนี้มาโวยวาย....”

ฮันเตอร์ผมทองกุมใบหน้าซีกที่บู้บี้ พลางเร่งเร้าพลังเวท... ไม่ใช่พลังเวทจากร่างกายซอมซ่อนี้ แต่ใช้พลังงานที่เก็บไว้ในสร้อยคอ

“ถ้าสงสัยเรื่องปฏิกิริยาตอบสนองนัก ก็ลองต่อยอีกทีสิครับ?”

กิรยอขู่ว่าถ้าทดสอบแบบนี้อีก การระเบิดพลีชีพจะไม่ช้าเหมือนเมื่อกี้แน่

คังชางโฮแสดงท่าทียอมแพ้อย่างง่ายดาย

“ใจเย็นๆ แค่สงสัยอะไรหน่อย ไม่ได้กะจะใช้ความทะเยอทะยานหรอก”

แต่ไม่รู้ทำไม แววตาของฮันเตอร์ระดับ S ผู้นั้นกลับเริ่มฉายแววเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ

“แต่ปฏิกิริยาก็เป็นไปตามคาด นายพยายามจะถือไพ่เหนือกว่าเสมอแม้จะอยู่ในสภาพนั้น... ค่อนข้างจะ....”

“ถ้าหมั่นไส้ก็ฆ่าสิ”

“ใช่ ทัศนคตินั่นแหละที่เป็นปัญหา สัญญาของเรากลายเป็นบรรยากาศแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?”

คังชางโฮยกมุมปากยิ้ม

แต่มันเป็นรอยยิ้มที่แข็งทื่อราวกับมนุษย์เทียมที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวสร้างขึ้น

“ตอนแรกก็แค่ฆ่าเวลาแท้ๆ”

นี่คงเป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำสีหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก

คังชางโฮเริ่มเปิดเผยความในใจ

“บอกตามตรง พอความสัมพันธ์มันกลับตาลปัตรแบบนี้ ช่วงนี้ฉันก็ชักจะเริ่มเสียศักดิ์ศรีขึ้นมาแล้วสิ”

สีหน้าดูเรียบเฉยผิดกับคนที่บอกว่าศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ แต่...

“ก็เลยอยากจะบอกไว้”

คังชางโฮก้มมองเลือดคนอื่นที่ไหลอาบหลังมือครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มประกาศเรื่องน่าตกใจใส่ฮันเตอร์ตรงหน้า

“คิมกิรยอ ความจริงช่วงที่นายไปงานปาร์ตี้ฉลองครบรอบของเกตสตาร์ ฉันอยู่ที่ประเทศจีน”

“.......”

“และตอนนั้นฉันก็ได้เจอกับคู่สัญญาคนอื่นที่พอจะใช้เป็นเครื่องสังเวยได้ พูดง่ายๆ คือ ฉันหาผู้ตื่นรู้ที่จะมาแทนที่นายได้เรียบร้อยแล้ว”

ชายหนุ่มผมทองเงียบกริบ

“ฟังแค่นี้คงเข้าใจสินะ ว่าจากนี้ไปไอ้คำขู่ระเบิดตัวตายพรรค์นั้นใช้กับฉันไม่ได้ผลอีกแล้ว”

ภายนอกดูไม่สะทกสะท้าน แต่ในหัวยุ่งเหยิงยิ่งกว่าใคร

คังชางโฮทำสัญญาสองซ้อนงั้นเหรอ?

ปากบอกไม่เคยคิดจะใช้สกิล แต่กลับไปเฟ้นหาฮันเตอร์ที่น่าใช้สกิลใส่มาได้หน้าตาเฉย... กิรยอลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืด

ระหว่างนั้นคังชางโฮก็ก้าวเข้ามาใกล้

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ยังไงความสามารถของนายก็ยังน่าสนใจที่สุดอยู่ดี”

ความเยือกเย็นที่มาจากพลังเวทอันท่วมท้น

ใช่ นั่นแหละคือบรรยากาศที่พวกนักล่าจุดสูงสุดไร้คู่ต่อสู้มักจะมีกัน ในชาติก่อนทางนี้เองก็เคยใช้ชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน

ทั้งที่ไม่มีอะไรน่ากลัวแท้ๆ

“ฉันจะปกป้องนายเหมือนเดิม แต่จากนี้ไปนายควรจะแสดงความเคารพฉันบ้าง และหัดระวังตัวเวลาทำอะไร... ก็แค่อยากจะบอกไว้น่ะ”

ทำไมฉันถึงตกอับกลายเป็นสภาพน่าสมเพชแบบนี้ไปได้นะ

“ขืนยังอวดดีทั้งที่ตัวเปราะบางแบบนี้... เดี๋ยวจะขาดทุนย่อยยับเอานะ จริงไหม? ฮันเตอร์คิมกิรยอ”

จอมเวทในคราบชาวโลกตระหนักได้ในวินาทีนี้

ในที่สุด การสร้างภาพก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว

การใช้แค่ฝีปากอวดอ้างว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย

เดิมที การมาต้มตุ๋นตัวเปล่าในวงการที่ต้องพิสูจน์ความสามารถกันแบบเรียลไทม์ทุกวัน มันก็เป็นเรื่องบ้าบออยู่แล้ว

‘เฮ้อ’

เพราะฉะนั้น

กิรยอตัดสินใจแล้วว่าจะต้องหาพลังที่แท้จริงมาทำให้เรื่องโกหกกลายเป็นความจริงเสียที

ไอเทม!

ขอแค่ได้ไอเทมที่เล็งไว้มาครอบครอง ก็จะไม่มีใครมาดูถูกว่าตัวนิ่มได้อีก

เพียงเท่านี้ ก็จะได้ครอบครองความสามารถบางอย่างที่คู่ควรกับระดับ S เสียที

“อืม......”

ค่าสอนก้อนแรกเข้าแล้ว เป้าหมายใกล้ครบ... กิรยอจึงจัดระเบียบความคิดและตัดสินใจเลื่อนกำหนดการที่จะทำหลังจากนี้ให้เร็วขึ้น

คังชางโฮเห็นอีกฝ่ายยืนเงียบผิดปกติจึงเอ่ยถาม

“เอายาฟื้นฟูหน่อยไหม?”

แต่กิรยอกลับตอบอย่างเฉยเมย

“ไม่เป็นไรครับ”

ถ้าเป็นคนอื่นโดนหน้าหักขนาดนี้คงโวยวายบ้านแตกไปแล้ว แต่ทางนี้มีสกิลต้านทานความเจ็บปวด

กิรยอเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี

ฮันเตอร์ระดับ S ยอมไว้ชีวิตทั้งที่เสียศักดิ์ศรี จะมีอะไรน่าขอบคุณไปกว่านี้อีก?

แถมพอเขานึกถึงคำว่า ‘กรรมตามสนอง’ ความโชคร้ายทั้งปวงในโลกก็ดูจะสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

ก็แหม ชาติก่อนทางนี้เองก็เคยทำ ‘เรื่องพรรค์นั้น’ ไว้เหมือนกันนี่นา...

อืม.......

‘อืม’

ถ้าไปบอกคนที่เพิ่งเจอเรื่องซวยว่านี่มันเป็นเวรกรรมจากชาติก่อน เป็นปกติที่ใครๆ ก็คงรู้สึกเหลือเชื่อ

แต่เขาดันมีความทรงจำในอดีตอยู่ครบถ้วนจริงๆ บางครั้งเลยรู้สึกพิลึกกึกกืออยู่บ้าง

อีกอย่าง คังชางโฮอายุโลกแค่ 32 ปี

ในสายตามหาเวท วิญญาณนั่นเรียกว่าเด็กจนเกือบจะเป็นทารก กิรยอเลยตัดสินใจว่าจะยอมยกโทษให้กับการตบหน้าของจอมขมังเวทบุรพกาลสักครั้งในฐานะผู้อาวุโส

‘ฮ่าฮ่า ยังไงซะคังชางโฮ... เจ้านี่ขี้สงสัยจริงเชียว....’

อย่างใจกว้าง

‘ไอ้มนุษย์ยุคหินระยำเอ๊ย...’

อย่างใจกว้าง... อย่างใจกว้าง... อย่างใจกว้าง...

---

โรงประมูลไอเทมเกาหลี

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้ายันเที่ยง อากาศในตึกเลยชื้นแฉะ ผู้คนก็บางตา

ดีเลย

ฉันชอบความชื้น และประจวบเหมาะกับที่ไม่อยากเป็นจุดสนใจพอดี

ตึก ตึก

ฉันสาวเท้าเข้าไปหาผู้จัดการสถานที่

“สวัสดีครับ”

ยื่นบัตรที่เตรียมไว้ให้ดู ผู้จัดการเบิกตากว้าง

“ฮะ! อะ สวัสดีครับ ฮันเตอร์ระดับ S คิมกิรยอ...!”

“จะมาร่วมประมูลครับ”

“คะ ครับ! จะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้เลยครับ”

เขาโค้งคำนับปลกๆ ราวกับได้พบพระราชา รีบกดแท็บเล็ตมือเป็นระวิง

ใช่... แบบนี้สิ

ความเกรงขามและการดูแลเอาใจใส่อย่างไร้ขอบเขตที่มีต่อผู้แข็งแกร่ง... ฉันจะต้องทวงคืนสถานะในอดีตกลับมาให้ได้ก็เพราะชอบไอ้ตรงนี้แหละ

“นะ นี่ครับ ป้ายชื่อ ขอให้สนุกนะครับ”

มัวแต่คิดเพลินๆ พนักงานก็ยื่นป้ายหมายเลข 33 ให้พร้อมผายมือไปทางห้องประมูล

แต่ฉันแวะไปห้องน้ำก่อน

งบประมาณที่จะใช้ถลุงวันนี้ตั้ง 3 พันล้าน

เรื่องเงินเรื่องทองขนาดนี้มันต้องรอบคอบกันหน่อย

‘ถ้าฮันเตอร์ระดับ S พยายามจะประมูลไอเทมนี้สุดชีวิตล่ะก็... เป็นฉันก็คงหูผึ่งเหมือนกัน’

ฉันมองภาพคิมกิรยอในกระจก

ไม่รู้ว่าลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้จะได้ผลแค่ไหน แต่เอาเถอะ... ลองดูสักตั้ง

---

‘ว้าว~ นี่น่ะเหรอโรงประมูลระดับเอปิก!’

ไม่กี่นาทีต่อมา

ฮันเตอร์หน้าตาจิ้มลิ้มเดินเข้ามาในห้องที่มีแสงไฟสลัว

เธอคือสมาชิกน้องเล็กของกิลด์นีโอซิสเตอร์ ‘ชาคยอง’

คนที่มีหัวหน้าทีมถือหน้าไม้ และมีอันยุนซึงเป็นรุ่นพี่สายตรงนั่นแหละ

ปกติแรงก์ต่ำคงมาเดินเล่นที่นี่ไม่ได้ แต่วันนี้กรณีพิเศษ

‘หัวหน้าทีมสุดยอด!’

ที่นี่อนุญาตให้ส่งตัวแทนมาได้หากผู้ประมูลมาไม่ได้

ผู้ตื่นรู้ที่ลงชื่อไว้เปลี่ยนใจกะทันหัน เลยยกป้ายชื่อให้ลูกน้องที่ขอร้องมา ชาคยองเลยได้โอกาสมาเปิดหูเปิดตาที่นี่

‘โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ลองซื้อของถูกที่สุดสักชิ้นดีไหมนะ?’

จอแจ...

รอสักพักที่ว่างรอบๆ ก็เริ่มมีคนจับจอง

ผู้ดำเนินรายการเดินเข้ามา และการประมูลก็เริ่มขึ้น

“สินค้าชิ้นนี้คือ [แฟรี่แฟรงก์] ไอเทมที่ค้นพบทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟินแลนด์เมื่อ 5 ปีก่อน สรรพคุณได้รับการพิสูจน์แล้วในการพิชิตหอคอยขาวครั้งแรก....”

”เริ่มประมูลที่ 5 หมื่นล้านครับ”

“...80,720 ล้าน... 80,720 ล้าน... จบการประมูลครับ”

“สินค้าชิ้นต่อไป [เกราะหนักแห่งอิฟรีท]”

ลีลาการพูดโน้มน้าวของพิธีกรที่ลื่นไหล

คำบรรยายสรรพคุณสุดอลังการที่พรั่งพรูออกมา

รูปลักษณ์ของอุปกรณ์ที่ดูขลังและเก่าแก่

ชาคยองกวาดตามองไอเทมบนเวทีอย่างเพลิดเพลิน พอหันหน้าไปมา สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับคนที่นั่งเก้าอี้ข้างๆ โดยบังเอิญ

[หมายเลข 33]

เสื้อเชิ้ตยีนที่เหมือนเด็กวิศวะปีหนึ่งสวมใส่ หมวกกดต่ำ และผมสีดำที่โผล่ออกมาเล็กน้อย

เขาจิบน้ำจากแก้วเก็บความเย็นในมือมาตั้งแต่เริ่มประมูล

แปลกจัง

มั่นใจว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนแท้ๆ แต่ทำไมด้านข้างนั่นถึงได้ดูคุ้นตานักนะ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

164

20px

เรื่องราวมันระเบิดขึ้นระหว่างทางกลับบ้านในบ่ายวันนั้น

‘จะว่าไป ท่ามกลางความวุ่นวาย ฉันยังไม่ได้รับของขวัญดีๆ เลยแฮะ ไอ้ที่อยู่ในถุงช้อปปิ้งของบรู๊คลินมันคืออะไรกันแน่?’

จอมมหาเวทจากต่างโลกปฏิเสธข้อเสนอของคังชางโฮที่จะขับรถไปส่ง และกำลังเดินกลับบ้าน

แม้ระยะทางจะไกลหน่อย แต่วันนี้อากาศดีแถมยังเป็นวันที่ว่างเว้นจากการงานนานๆ ทีจะมีสักครั้ง

‘ถ้าเป็นของกินล่ะก็ น่าเจ็บใจชะมัด’

กิรยอกำลังใช้การสอนสกิลเป็นเหยื่อล่อเพื่อรีดไถทรัพย์สินของวีรบุรุษ

ผลลัพธ์คืออันดับ 1 เติบโตขึ้นทุกวัน...

แถมยิ่งเขาเรียนรู้หนักเท่าไหร่ โลกก็ยิ่งห่างไกลจากอันตรายของดันเจี้ยนเบรก ถือเป็นเรื่องที่วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย

แผนการหาเงินของคิมกิรยอดำเนินไปอย่างราบรื่นราวกับเรือที่กางใบรับลม

จนกระทั่งถึงวันนี้

‘เอาเถอะ ยังไงค่าเล่าเรียนที่ฮาซองส่งมาก็เข้าบัญชีแล้ว กลับไปบ้านคงต้องหาข่าวการประมูลสักหน่อย’

แต่ทว่าตอนนั้นเอง

เมื่อเกือบจะถึงห้องพัก กิรยอเดินเข้าไปในตรอกที่ไฟถนนเสีย จู่ๆ ก็รู้สึกเสียววาบขึ้นมา

สัมผัสประหลาดที่ก่อตัวขึ้นทางซีกขวาของใบหน้า

เย็นวาบเล็กน้อย เจ็บจี๊ดขึ้นมา และอาจเป็นเพราะแรงกระแทกที่เพิ่งเกิดขึ้น วิสัยทัศน์จึงถูกย้อมด้วยสีขาวโพลนไปชั่วขณะ

“.......”

ผัวะ!

ทั้งหมดนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการที่คังชางโฮที่เดินเงียบๆ มาด้วยกัน ลงมือโจมตีโดยไม่บอกกล่าว

เขาฟาดเข้าที่หน้า

บาเรียของแหวนป้องกันทั่วไปที่สวมติดตัวตลอดถูกเจาะทะลุในรวดเดียว

แถมกระดูกหน้าดูเหมือนจะยุบลงไปแล้วด้วย ไม่นานก็ได้ยินเสียงน่ารังเกียจของเศษกระดูกที่แตกหักเสียดสีกับเนื้อเยื่อดังกร๊อบแกร๊บอยู่ภายในผิวหนัง

กระดูกเบ้าตาแตก

กิรยอยกมือปิดเปลือกตาซ้ายที่มองเห็นไม่ชัดโดยอัตโนมัติ พร้อมเอ่ยถาม

“นี่มันเรื่อง....”

ความจริงแล้ว จอมมหาเวทได้ร่ายเวทมนตร์เตรียมไว้ก่อนที่หมัดของเขาจะมาถึงตัวเสียอีก

การสร้างลูกไฟของสร้อยคอไพโรแมนเซอร์

เรียกได้ว่าพยายามจะระเบิดตัวเองด้วยความเร็วที่ยากจะเรียกว่ามนุษย์

แต่สถานการณ์กลับพลิกผันไปอย่างประหลาด

ถ้าเขาลอบกัดโดยตั้งใจจะให้สกิล [ความทะเยอทะยาน] ทำงาน ก็ควรจะอัดให้แรงถึงขนาดกะโหลกศีรษะแตกไม่ใช่หรือไง

‘นี่มันอะไรกัน?’

การโจมตีของคังชางโฮเบาเกินกว่าจะฆ่าคนได้

เมื่อพิจารณาว่าอีกฝ่ายเป็นฮันเตอร์ระดับ S นี่แทบจะเรียกว่าไม่ได้ออกแรงหมัดเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นกิรยอจึงแค่เตรียมเวทมนตร์ค้างไว้เพื่อดูสถานการณ์ และในไม่ช้าคังชางโฮก็เฉลยข้อสงสัยนั้น

“ทำไมนายถึงได้เปราะบางขนาดนี้”

ติ๋ง ติ๋ง

เลือดที่ทะลักออกจากใบหน้าของกิรยอหยดลงบนหลังมือของระดับ S ผู้เอ่ยประโยคนั้น

“ร่างกายอ่อนแอจะถือซะว่าเพราะใช้พลังเวทไปกับอย่างอื่น แต่การตอบสนองช้าเนี่ย มันแปลกไปหน่อยนะ”

“.......”

“ดูเหมือนจะจัดการมานาได้ไว แต่ตากลับตามไม่ทัน ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่เป็นมาตลอด... นายดูเหมือนจะ... มองไม่เห็นสิ่งที่ผู้ตื่นรู้ระดับสูงควรจะมองเห็นกันได้นะ”

คังชางโฮเอียงคอไปทางขวา

สิ่งที่ตามมาคือข้อสงสัยที่เขาเก็บงำมานาน

“นายเป็นระดับ F จริงๆ งั้นเหรอ?”

กิรยอได้ยินแบบนั้นก็พึมพำด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ

“ทีตอนบอกให้เชื่อกลับทำหูทวนลม แล้วทำไมตอนนี้มาโวยวาย....”

ฮันเตอร์ผมทองกุมใบหน้าซีกที่บู้บี้ พลางเร่งเร้าพลังเวท... ไม่ใช่พลังเวทจากร่างกายซอมซ่อนี้ แต่ใช้พลังงานที่เก็บไว้ในสร้อยคอ

“ถ้าสงสัยเรื่องปฏิกิริยาตอบสนองนัก ก็ลองต่อยอีกทีสิครับ?”

กิรยอขู่ว่าถ้าทดสอบแบบนี้อีก การระเบิดพลีชีพจะไม่ช้าเหมือนเมื่อกี้แน่

คังชางโฮแสดงท่าทียอมแพ้อย่างง่ายดาย

“ใจเย็นๆ แค่สงสัยอะไรหน่อย ไม่ได้กะจะใช้ความทะเยอทะยานหรอก”

แต่ไม่รู้ทำไม แววตาของฮันเตอร์ระดับ S ผู้นั้นกลับเริ่มฉายแววเย็นชาขึ้นเรื่อยๆ

“แต่ปฏิกิริยาก็เป็นไปตามคาด นายพยายามจะถือไพ่เหนือกว่าเสมอแม้จะอยู่ในสภาพนั้น... ค่อนข้างจะ....”

“ถ้าหมั่นไส้ก็ฆ่าสิ”

“ใช่ ทัศนคตินั่นแหละที่เป็นปัญหา สัญญาของเรากลายเป็นบรรยากาศแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ?”

คังชางโฮยกมุมปากยิ้ม

แต่มันเป็นรอยยิ้มที่แข็งทื่อราวกับมนุษย์เทียมที่สิ่งมีชีวิตต่างดาวสร้างขึ้น

“ตอนแรกก็แค่ฆ่าเวลาแท้ๆ”

นี่คงเป็นราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการทำสีหน้าที่ไร้อารมณ์ความรู้สึก

คังชางโฮเริ่มเปิดเผยความในใจ

“บอกตามตรง พอความสัมพันธ์มันกลับตาลปัตรแบบนี้ ช่วงนี้ฉันก็ชักจะเริ่มเสียศักดิ์ศรีขึ้นมาแล้วสิ”

สีหน้าดูเรียบเฉยผิดกับคนที่บอกว่าศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำ แต่...

“ก็เลยอยากจะบอกไว้”

คังชางโฮก้มมองเลือดคนอื่นที่ไหลอาบหลังมือครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มประกาศเรื่องน่าตกใจใส่ฮันเตอร์ตรงหน้า

“คิมกิรยอ ความจริงช่วงที่นายไปงานปาร์ตี้ฉลองครบรอบของเกตสตาร์ ฉันอยู่ที่ประเทศจีน”

“.......”

“และตอนนั้นฉันก็ได้เจอกับคู่สัญญาคนอื่นที่พอจะใช้เป็นเครื่องสังเวยได้ พูดง่ายๆ คือ ฉันหาผู้ตื่นรู้ที่จะมาแทนที่นายได้เรียบร้อยแล้ว”

ชายหนุ่มผมทองเงียบกริบ

“ฟังแค่นี้คงเข้าใจสินะ ว่าจากนี้ไปไอ้คำขู่ระเบิดตัวตายพรรค์นั้นใช้กับฉันไม่ได้ผลอีกแล้ว”

ภายนอกดูไม่สะทกสะท้าน แต่ในหัวยุ่งเหยิงยิ่งกว่าใคร

คังชางโฮทำสัญญาสองซ้อนงั้นเหรอ?

ปากบอกไม่เคยคิดจะใช้สกิล แต่กลับไปเฟ้นหาฮันเตอร์ที่น่าใช้สกิลใส่มาได้หน้าตาเฉย... กิรยอลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืด

ระหว่างนั้นคังชางโฮก็ก้าวเข้ามาใกล้

“ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ยังไงความสามารถของนายก็ยังน่าสนใจที่สุดอยู่ดี”

ความเยือกเย็นที่มาจากพลังเวทอันท่วมท้น

ใช่ นั่นแหละคือบรรยากาศที่พวกนักล่าจุดสูงสุดไร้คู่ต่อสู้มักจะมีกัน ในชาติก่อนทางนี้เองก็เคยใช้ชีวิตแบบนั้นเหมือนกัน

ทั้งที่ไม่มีอะไรน่ากลัวแท้ๆ

“ฉันจะปกป้องนายเหมือนเดิม แต่จากนี้ไปนายควรจะแสดงความเคารพฉันบ้าง และหัดระวังตัวเวลาทำอะไร... ก็แค่อยากจะบอกไว้น่ะ”

ทำไมฉันถึงตกอับกลายเป็นสภาพน่าสมเพชแบบนี้ไปได้นะ

“ขืนยังอวดดีทั้งที่ตัวเปราะบางแบบนี้... เดี๋ยวจะขาดทุนย่อยยับเอานะ จริงไหม? ฮันเตอร์คิมกิรยอ”

จอมเวทในคราบชาวโลกตระหนักได้ในวินาทีนี้

ในที่สุด การสร้างภาพก็มาถึงขีดจำกัดแล้ว

การใช้แค่ฝีปากอวดอ้างว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยช่องโหว่มากมาย

เดิมที การมาต้มตุ๋นตัวเปล่าในวงการที่ต้องพิสูจน์ความสามารถกันแบบเรียลไทม์ทุกวัน มันก็เป็นเรื่องบ้าบออยู่แล้ว

‘เฮ้อ’

เพราะฉะนั้น

กิรยอตัดสินใจแล้วว่าจะต้องหาพลังที่แท้จริงมาทำให้เรื่องโกหกกลายเป็นความจริงเสียที

ไอเทม!

ขอแค่ได้ไอเทมที่เล็งไว้มาครอบครอง ก็จะไม่มีใครมาดูถูกว่าตัวนิ่มได้อีก

เพียงเท่านี้ ก็จะได้ครอบครองความสามารถบางอย่างที่คู่ควรกับระดับ S เสียที

“อืม......”

ค่าสอนก้อนแรกเข้าแล้ว เป้าหมายใกล้ครบ... กิรยอจึงจัดระเบียบความคิดและตัดสินใจเลื่อนกำหนดการที่จะทำหลังจากนี้ให้เร็วขึ้น

คังชางโฮเห็นอีกฝ่ายยืนเงียบผิดปกติจึงเอ่ยถาม

“เอายาฟื้นฟูหน่อยไหม?”

แต่กิรยอกลับตอบอย่างเฉยเมย

“ไม่เป็นไรครับ”

ถ้าเป็นคนอื่นโดนหน้าหักขนาดนี้คงโวยวายบ้านแตกไปแล้ว แต่ทางนี้มีสกิลต้านทานความเจ็บปวด

กิรยอเลือกที่จะมองโลกในแง่ดี

ฮันเตอร์ระดับ S ยอมไว้ชีวิตทั้งที่เสียศักดิ์ศรี จะมีอะไรน่าขอบคุณไปกว่านี้อีก?

แถมพอเขานึกถึงคำว่า ‘กรรมตามสนอง’ ความโชคร้ายทั้งปวงในโลกก็ดูจะสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที

ก็แหม ชาติก่อนทางนี้เองก็เคยทำ ‘เรื่องพรรค์นั้น’ ไว้เหมือนกันนี่นา...

อืม.......

‘อืม’

ถ้าไปบอกคนที่เพิ่งเจอเรื่องซวยว่านี่มันเป็นเวรกรรมจากชาติก่อน เป็นปกติที่ใครๆ ก็คงรู้สึกเหลือเชื่อ

แต่เขาดันมีความทรงจำในอดีตอยู่ครบถ้วนจริงๆ บางครั้งเลยรู้สึกพิลึกกึกกืออยู่บ้าง

อีกอย่าง คังชางโฮอายุโลกแค่ 32 ปี

ในสายตามหาเวท วิญญาณนั่นเรียกว่าเด็กจนเกือบจะเป็นทารก กิรยอเลยตัดสินใจว่าจะยอมยกโทษให้กับการตบหน้าของจอมขมังเวทบุรพกาลสักครั้งในฐานะผู้อาวุโส

‘ฮ่าฮ่า ยังไงซะคังชางโฮ... เจ้านี่ขี้สงสัยจริงเชียว....’

อย่างใจกว้าง

‘ไอ้มนุษย์ยุคหินระยำเอ๊ย...’

อย่างใจกว้าง... อย่างใจกว้าง... อย่างใจกว้าง...

---

โรงประมูลไอเทมเกาหลี

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้ายันเที่ยง อากาศในตึกเลยชื้นแฉะ ผู้คนก็บางตา

ดีเลย

ฉันชอบความชื้น และประจวบเหมาะกับที่ไม่อยากเป็นจุดสนใจพอดี

ตึก ตึก

ฉันสาวเท้าเข้าไปหาผู้จัดการสถานที่

“สวัสดีครับ”

ยื่นบัตรที่เตรียมไว้ให้ดู ผู้จัดการเบิกตากว้าง

“ฮะ! อะ สวัสดีครับ ฮันเตอร์ระดับ S คิมกิรยอ...!”

“จะมาร่วมประมูลครับ”

“คะ ครับ! จะรีบดำเนินการให้เดี๋ยวนี้เลยครับ”

เขาโค้งคำนับปลกๆ ราวกับได้พบพระราชา รีบกดแท็บเล็ตมือเป็นระวิง

ใช่... แบบนี้สิ

ความเกรงขามและการดูแลเอาใจใส่อย่างไร้ขอบเขตที่มีต่อผู้แข็งแกร่ง... ฉันจะต้องทวงคืนสถานะในอดีตกลับมาให้ได้ก็เพราะชอบไอ้ตรงนี้แหละ

“นะ นี่ครับ ป้ายชื่อ ขอให้สนุกนะครับ”

มัวแต่คิดเพลินๆ พนักงานก็ยื่นป้ายหมายเลข 33 ให้พร้อมผายมือไปทางห้องประมูล

แต่ฉันแวะไปห้องน้ำก่อน

งบประมาณที่จะใช้ถลุงวันนี้ตั้ง 3 พันล้าน

เรื่องเงินเรื่องทองขนาดนี้มันต้องรอบคอบกันหน่อย

‘ถ้าฮันเตอร์ระดับ S พยายามจะประมูลไอเทมนี้สุดชีวิตล่ะก็... เป็นฉันก็คงหูผึ่งเหมือนกัน’

ฉันมองภาพคิมกิรยอในกระจก

ไม่รู้ว่าลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้จะได้ผลแค่ไหน แต่เอาเถอะ... ลองดูสักตั้ง

---

‘ว้าว~ นี่น่ะเหรอโรงประมูลระดับเอปิก!’

ไม่กี่นาทีต่อมา

ฮันเตอร์หน้าตาจิ้มลิ้มเดินเข้ามาในห้องที่มีแสงไฟสลัว

เธอคือสมาชิกน้องเล็กของกิลด์นีโอซิสเตอร์ ‘ชาคยอง’

คนที่มีหัวหน้าทีมถือหน้าไม้ และมีอันยุนซึงเป็นรุ่นพี่สายตรงนั่นแหละ

ปกติแรงก์ต่ำคงมาเดินเล่นที่นี่ไม่ได้ แต่วันนี้กรณีพิเศษ

‘หัวหน้าทีมสุดยอด!’

ที่นี่อนุญาตให้ส่งตัวแทนมาได้หากผู้ประมูลมาไม่ได้

ผู้ตื่นรู้ที่ลงชื่อไว้เปลี่ยนใจกะทันหัน เลยยกป้ายชื่อให้ลูกน้องที่ขอร้องมา ชาคยองเลยได้โอกาสมาเปิดหูเปิดตาที่นี่

‘โอกาสแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ ลองซื้อของถูกที่สุดสักชิ้นดีไหมนะ?’

จอแจ...

รอสักพักที่ว่างรอบๆ ก็เริ่มมีคนจับจอง

ผู้ดำเนินรายการเดินเข้ามา และการประมูลก็เริ่มขึ้น

“สินค้าชิ้นนี้คือ [แฟรี่แฟรงก์] ไอเทมที่ค้นพบทางตะวันตกเฉียงเหนือของฟินแลนด์เมื่อ 5 ปีก่อน สรรพคุณได้รับการพิสูจน์แล้วในการพิชิตหอคอยขาวครั้งแรก....”

”เริ่มประมูลที่ 5 หมื่นล้านครับ”

“...80,720 ล้าน... 80,720 ล้าน... จบการประมูลครับ”

“สินค้าชิ้นต่อไป [เกราะหนักแห่งอิฟรีท]”

ลีลาการพูดโน้มน้าวของพิธีกรที่ลื่นไหล

คำบรรยายสรรพคุณสุดอลังการที่พรั่งพรูออกมา

รูปลักษณ์ของอุปกรณ์ที่ดูขลังและเก่าแก่

ชาคยองกวาดตามองไอเทมบนเวทีอย่างเพลิดเพลิน พอหันหน้าไปมา สายตาก็ไปสะดุดเข้ากับคนที่นั่งเก้าอี้ข้างๆ โดยบังเอิญ

[หมายเลข 33]

เสื้อเชิ้ตยีนที่เหมือนเด็กวิศวะปีหนึ่งสวมใส่ หมวกกดต่ำ และผมสีดำที่โผล่ออกมาเล็กน้อย

เขาจิบน้ำจากแก้วเก็บความเย็นในมือมาตั้งแต่เริ่มประมูล

แปลกจัง

มั่นใจว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนแท้ๆ แต่ทำไมด้านข้างนั่นถึงได้ดูคุ้นตานักนะ