Cover

170

“งั้นทำตามสัญญา เดี๋ยวฉันจะบอกทางให้นะคะ!”

ทันทีที่เราลุกขึ้น เจ้าภูตบ้าบอนั่นก็เอ่ยปากทันที

ความจริงแล้วในอาณาจักรแห่งนี้มีป่าลับแลที่มีเพียงประชากรของอาณาจักรเท่านั้นที่สัญจรไปมาได้ และบางทีทางออกที่เราตามหาอาจจะอยู่ฟากโน้นของป่าก็เป็นได้

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ ‘พวกนั้น’ ก็ปรากฏตัวออกมาจากป่าเช่นกัน

“พวกนั้น?”

พอผู้พิชิตคนหนึ่งถามขึ้น ภูตก็ตอบสนองทันควัน

“พวกยักษ์ค่ะ”

เจ้าภูตตัวสั่นเทาประหนึ่งว่ามีอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ

“พวกนั้นเป็นเด็กนิสัยไม่ดีค่ะ พวกยักษ์ชอบจับภูตมาเคี้ยวตุ้ยๆ แถมหนังก็เหนียวสุดๆ! แสงที่พวกเราใช้ทำอะไรพวกมันไม่ได้เลยสักนิด”

แสงที่พูดถึงในที่นี้น่าจะหมายถึง แมจิกมิสไซล์ ที่เห็นเมื่อครู่นี้ ท่าโจมตีที่ทะลวงท้องของซอนอูยอนนั่นแหละ

“เหอะ ยักษ์นิสัยไม่ดีงั้นเหรอ? เฮ้ย! บ้าเอ๊ย พวกแกก็ทำเรื่องพรรค์เดียวกันไม่ใช่เรอะ! จับพวกเรากินแล้วยังทำร้ายกันขนาดนี้ ยังมีหน้ามาพูดพล่อยๆ อะไรอีกวะ?”

ทว่าในตอนนั้นเอง

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คนหนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความเดือดดาลอย่างเหลืออด น้ำเสียงบ่งบอกว่าเหลือเชื่อสุดขีด พอได้ยินแบบนั้น เจ้าภูตก็กะพริบตารูปทรงอัลมอนด์ปริบๆ

“ภูตกับยักษ์เหมือนกันเหรอคะ? ที่พวกเราทำก็แค่เรื่องเล่นสนุก...”

“หุบปาก!”

“พวกคุณไม่ทำเหรอคะ? กติกาที่ทำให้เพื่อนที่แพ้เกมต้องเจ็บตัวน่ะ ไม่มีเหรอ?”

“ถึงมีอย่างมากก็แค่ดีดหน้าผากหรือไม่ก็ทุบหลังกันแค่นั้นแหละโว้ย! ให้ตายสิ ยัยวิกลจริตนี่...!”

“จะ ใจเย็นครับ ไปยั่วโมโหภูตมากๆ อาจจะไม่ดีก็ได้นะ”

ดูเหมือนภูตจะยังไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คนนั้นพูด จนกระทั่งเขาถูกผู้พิชิตคนอื่นเข้ามาล็อกตัวห้ามไว้

“วัฒนธรรมต่างกันเหรอ? ต่างกันสินะ?”

แต่ทว่า...

“งั้นขอโทษด้วยนะคะ”

ผ่านไปไม่นาน ภูตตนนั้นก็เริ่มเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พวกเราที่ได้ยินถึงกับชะงักด้วยความตกใจ

“ไม่นึกเลยว่าแขกผู้มาเยือนจะไม่ชอบอะไรแบบนี้”

“อะ เอ๋...?”

“ถ้าไม่ชอบ ต่อไปหนูจะไม่ทำแล้วค่ะ จริงๆ นะ”

คราวนี้เจ้าภูตทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้พลางก้มหัวปลกๆ เหล่าผู้ตื่นรู้ที่เห็นภาพนั้นต่างหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความทำตัวไม่ถูก

ใครจะไปนึกว่าสัตว์ประหลาดในดันเจี้ยนจะมาไม้นี้...

“เดี๋ยวจะนำทางไปที่ป่านะคะ ค่อนข้างไกลหน่อยนะ!”

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง

ตลอดทางที่มุ่งหน้าไปยังป่า ภูตไร้ปีกตนนั้นแสดงพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงออกมาตลอด

“ว่าแต่ไม่หิวน้ำกันเหรอคะ? หนูมีผลไม้นะ หวานด้วย เดี๋ยวให้ค่ะ”

หิวข้าวไหม เจ็บเท้าหรือเปล่า

มันคอยดูแลสารทุกข์สุกดิบและหยิบยื่นความใจดีสารพัดให้กับเหล่าแขกเหรื่อที่เดินตามหลังมา

“อืม”

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่เมื่อครู่ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รีบพูดขึ้นด้วยท่าทีเกรงๆ

“ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง... ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าภูตในที่แห่งนี้จะค่อนข้างเป็นมิตรผิดกับสัตว์อสูรในดันเจี้ยนอื่นนะครับ”

อย่างน้อยในจุดนี้ฉันก็เห็นด้วย

“คะ คุณภูต... ครับ? ผมมีเรื่องสงสัย ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”

“ได้สิคะ”

“ไม่ทราบว่าพวกคุณรู้จักสิ่งที่เรียกว่าเกตไหมครับ? ก็พวกคุณเป็นผู้อยู่อาศัยที่นี่นี่นา”

แต่ทุกอย่างมันก็สุดทางแค่นั้น

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คงมีนิสัยใฝ่รู้ จึงพยายามล้วงข้อมูลจากภูต แต่ก็เป็นไปตามคาด ผู้อยู่อาศัยของที่นี่ไม่มีความรู้อื่นใดนอกเหนือจากปูมหลังที่ถูกตั้งค่าไว้

“ไม่รู้เลยค่ะ”

พอได้ยินเรื่องราวภายนอกอาณาจักร มันก็ได้แต่พูดประโยคเดิมซ้ำๆ

ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่วินาทีที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของดันเจี้ยนแห่งนี้ เลยไม่ได้อุตส่าห์ไปชวนคุยให้เปลืองน้ำลาย

“พวกคุณช่างพูดช่างคุยจัง ดีใจจังเลยค่ะ”

พึ่บพั่บ

ภูตไร้ปีกส่งเสียงสูงอย่างสนุกสนานขณะมองเหล่าผู้พิชิตที่ขยันตั้งคำถาม

ในที่สุด ป่าที่เป็นประเด็นก็ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ

“เอ่อ นี่มัน...”

“รู้จักที่นี่เหรอครับ?”

“เป็นที่ที่พวกเราแวะมาตอนวันแรกครับ แต่เพราะมีเหมือนเขตแดนกั้นอยู่เลยเข้าไปข้างในไม่ได้”

ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่ซอนอูยอนพูดพลางทอดสายตามองไปข้างหน้า

เส้นเขตแดนปริศนาที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังเวทเข้มข้น ดูทรงแล้วคงยากที่จะฝ่าเข้าไปด้วยวิธีปกติจริงๆ

“ถ้าจะผ่านตรงนี้ไปต้องใช้ ผงภูต ค่ะ! เดี๋ยวหนูให้พวกคุณเอง”

แต่ตอนนั้นเอง

ภูตที่ลอยตัวอยู่สูงร่อนลงมาใกล้ๆ แล้วหยุดพูดไปชั่วขณะ

จะผงหรืออะไรก็รีบๆ เอาออกมาสิ ทำไมจู่ๆ ถึงมายืนบื้อดึงเกมอยู่ได้

“อื้ม แต่ว่านะ...”

ขณะที่เรากำลังสงสัย

ภูตไร้ปีกก็เอ่ยประโยคถัดมาหลังจากเงียบไปพักใหญ่

“ถึงจะบอกทางให้ตามสัญญาแล้วก็เถอะ แต่ยังไงก็จะไม่เข้าไปข้างในนี้ไม่ได้เหรอคะ?”

“ว่าไงนะ?”

“อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ ที่นี่เป็นป่าที่พวกยักษ์อาศัยอยู่ พวกยักษ์น่ะน่ากลัวจริงๆ นะคะ หนูเป็นห่วงพวกคุณจัง”

ฟิ้ว

เจ้าภูตทิ้งตัวห้อยต่องแต่ง แสดงออกถึงอารมณ์ที่คล้ายกับความโศกเศร้า

แต่ต่อให้พูดแบบนั้น ทางนี้ก็หยุดสำรวจไม่ได้หรอก เพราะบ้านของพวกเราอยู่นอกป่านั่นนี่นา

“ช่างเถอะ รีบๆ เอาไอ้ผงนั่นออกมา”

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเลิกงานก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะสะสมไปมากกว่านี้

ฉันเร่งยิกๆ ด้วยความคิดที่จะรีบออกไปจากเกตนี้ไวๆ ทันใดนั้นคำตอบจากภูตก็สวนกลับมา

“แน่วแน่จังเลยนะคะ”

ทำไมสายตาดูเป็นประกายวิบวับพิกล

“ไม่กลัวพวกยักษ์กันเลยเหรอคะ?”

หมับ

ก่อนที่เราจะได้ตอบอะไร ภูตตนนั้นก็กุมมือเล็กจิ๋วของตัวเองไว้อย่างเรียบร้อยพลางพูดต่อ

“พวกคุณดูท่าทางจะกล้าหาญกันจัง เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูก็จะรวบรวมความกล้าพาพวกคุณไปส่งให้ถึงสุดเขตป่าอย่างสุดความสามารถเลย”

“เออ”

“แต่ว่า มีข้อเสนออยู่อย่างหนึ่งค่ะ”

“อะไร?”

“ถ้าหากพวกคุณมีพลังมากพอ อยากให้ช่วยโค่น ยักษ์สีน้ำเงิน ที่อาศัยอยู่ในนั้นให้หน่อยจะได้ไหมคะ ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ก็ได้นะ”

“...”

“แต่ถ้าช่วยทำให้ หนูจะดีใจมากๆ และจะตอบแทนให้อย่างแน่นอนค่ะ”

ข้อเสนอใหม่งั้นรึ

ฮันเตอร์ระดับ C ที่อยู่ด้านหลังกำลังทำหน้าขยะแขยงและบ่นพึมพำว่าอย่าไปรับปากเรื่องพรรค์นั้นของพวกภูตอีกเลย

แต่ฉันตัดสินใจเงียบๆ ว่าจะรับทำภารกิจนี้

“ให้โค่นยักษ์เนี่ยนะ รู้อยู่หรอกว่ามันคือตัวอะไร...”

“ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดที่จับภูตพวกนี้กินได้ ก็แปลว่าต้องเก่งกว่าเจ้าพวกนี้ไม่ใช่เหรอคะ?”

“คุณพระช่วย งั้นจะให้พวกเราทำยังไ...”

ต่างจากความกังวลที่พวกนั้นพล่ามออกมา ศัตรูตามธรรมชาติของภูตนั้นเป็นตัวตนที่กระจอกงอกง่อยสุดๆ

ถึงจะมาพูดเอาป่านนี้ ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งจะหัวหมุนกับการเล่นวิ่งไล่จับก็ดูน่าอายไปหน่อย แต่ยังไงทางนี้ก็เป็นถึงวิญญาณของจอมมหาเวทเชียวนะ

ไม่ต้องเข้าไปในป่า แค่สัมผัสพลังเวทของสิ่งมีชีวิตข้างในนั้นก็ประเมินได้แล้ว

‘ระดับ D เอง แถมยังมีคำสั่งจากปากชาวเมืองให้ไปปราบด้วย’

ค่าพลังสูงกว่าสถานะปกติของภูตแค่ขั้นเดียวเป๊ะ

ถ้ารู้ระดับของศัตรูล่วงหน้าก็ไม่จำเป็นต้องสั่นกลัวไปกับความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงใช้ลูกไม้ตื้นๆ

“ถ้ายักษ์แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ เดี๋ยวตอนนั้นฉันจะออกโรงล่าเองครับ เพราะงั้นทุกคนไม่ต้องกังวลไปก่อนหรอก”

การดิ้นรนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ระดับ S!

ฉันพูดหน้าตายว่ามีฮันเตอร์ระดับสูงสุดอยู่ทั้งคนไม่ต้องกลัว

เหล่าผู้รอดชีวิตต่างพากันซาบซึ้งใจโดยพร้อมเพรียง

“โอ้”

“ฮันเตอร์คิม...”

พอโดนหลอกง่ายขนาดนี้ มันชักจะรู้สึกเหมือนกำลังทำเรื่องเลวร้ายกับคนใสซื่อยังไงชอบกลแฮะ

“อืม”

โชคดีที่ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจนั่นอยู่ได้ไม่นาน

ไม่นานนัก พวกเราก็เอาผงสีขาวที่ภูตไร้ปีกแบ่งให้มาโรยตัวแล้วเริ่มออกเดินก้าวแรก

และที่บริเวณปากทางเข้าป่าที่เข้ามานั้น ก็มีภาพแบบนี้ปรากฏอยู่

“นะ นี่ นี่มัน อย่าบอกนะว่า...?”

เกราะเหล็กที่บุบบู้บี้

คทาที่แตกหัก

และข้าวของอื่นๆ อีกมากมาย

“ฝีมือพวกยักษ์ค่ะ สงสัยจะทิ้งเสื้อผ้าที่กินไม่ได้เอาไว้ตรงนี้!”

พวกเราเจออุปกรณ์เวทจำนวนมากที่คาดว่าเป็นของฮันเตอร์ในไม่ช้า

ซอนอูยอนตรวจสอบสิ่งของเหล่านั้นและฟันธงสถานการณ์ทันที

“เป็นอุปกรณ์ของทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์ที่หายตัวไปค่ะ”

ดูท่าทีมสำรวจล่วงหน้าคงจะมาจบชีวิตลงที่โซนนี้กันหมด

‘อะไรกัน พังยับเยินจนใช้การไม่ได้สักชิ้น’

ฉันเดาะลิ้นอย่างเสียดายเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีอะไรที่พอจะเก็บกู้มาจากกองมรดกได้เลย ตอนนั้นเองซอนอูยอนก็กระซิบเสียงเบาที่ข้างตัวฉัน

“คุณกิรยอคะ”

“ครับ”

“ไม่แปลกไปหน่อยเหรอคะ?”

“ตรงไหนครับ?”

“การที่ทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์เข้ามาในป่านี้ได้ ก็แปลว่าต้องได้รับการนำทางจากภูตตนนั้นซึ่งเป็นคนเดียวในอาณาจักรที่รู้ทางไม่ใช่เหรอคะ”

แล้วทำไมเจ้า ‘อาพา’ ถึงบอกว่าไม่เคยเจอทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์ล่ะ?

ซอนอูยอนตระหนักถึงความย้อนแย้งนี้ ร่างกายจึงเกร็งเครียดขึ้นมาทันที แต่ฉันที่ได้ยินแบบนั้นก็ยังทำท่าประคองตัวเธอต่อไปด้วยท่าทีเรียบเฉย

“นั่นสินะครับ บางทีภูตตนนั้นอาจจะหักหลังทีมฮันเตอร์ที่เข้ามาก่อนหน้านี้ก็ได้มั้ง”

ถ้าเป็นเกตทั่วไปก็อาจจะทำเรื่องแบบนั้นเพื่อรีดเร้นความหวาดกลัวออกมา แต่ที่นี่มีมาตรฐานที่ค่อนข้างพิเศษอยู่น่ะสิ

‘ถ้าเป็นประเภทซีนาริโอ ตามปกติจะเลี่ยงการตายของเหยื่อไม่ใช่หรือไง...?’

คงเป็นพวกเออเรอร์เล็กๆ น้อยๆ ล่ะมั้ง

ฉันยักไหล่แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย ยังไงก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะหาคำตอบได้ในเดี๋ยวนี้อยู่แล้ว

“ว่าแต่ร่างกายโอเคขึ้นบ้างไหมครับ? ถ้าไหวแล้วลองเดินเองดูไหม”

“อะ ค่ะ”

พวกเราเก็บกวาดร่องรอยของทีมสำรวจล่วงหน้าแล้วเริ่มตรวจสอบต่อ

หมายความว่าเราเดินตามต้อยๆ ไล่หลังภูตตัวขาวผ่องไปเพื่อหาทางออก

‘เจ้าภูตนี่เดิมทีเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ดาวดวงไหนกันนะ?’

แน่นอนว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็จ๊ะเอ๋กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ยักษ์’ เข้าจนได้ ตามที่ผู้นำทางเตือนไว้เป๊ะ

“เอ๊ะ?”

“นั่นน่ะเหรอยักษ์?”

“ใช่ค่ะ ยักษ์ไงคะ!”

สมกับที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติระดับต่ำ รูปลักษณ์ของมันช่างห่างไกลจากคำว่าน่าเกรงขามลิบลับ

รูปร่างหน้าตาเป็นทรงสี่เหลี่ยมหยาบๆ เหมือนเอาก้อนดินเหนียวมาปั้น

ส่วนสูงก็แค่สูงกว่าชาวโลกแค่หัวเดียว แถมขนาดตัวก็ไม่ได้หนาอะไรมากมาย จนชวนให้รู้สึกว่าผอมแห้งด้วยซ้ำ

“ตัวใหญ่มาาก! น่ากลัวใช่ไหมล่ะคะ?”

ดูเหมือนในสายตาภูต มันคงดูเป็นสัตว์ร้ายที่ตัวใหญ่ยักษ์อลังการมาก แต่ก็นะ ช่างเถอะ

“คุณซอนอูยอน”

“คะ?”

พยักเพยิด

ฉันบุ้ยใบ้ไปทางที่ยักษ์ยืนอยู่

“จัดการทีครับ”

“คะ?”

“พอเจอตัวจริงแล้วก็รู้เลยครับ มอนสเตอร์ระดับ D ท่านเจ้าหน้าที่วิเคราะห์เองก็เห็นชัดเจนใช่ไหมครับ?”

พอพูดจบ ผู้ถือครองสกิลตรวจสอบที่ปะปนอยู่ในกลุ่มผู้รอดชีวิตก็พยักหน้าหงึกหงัก

สัตว์ประหลาดในป่าที่น่าสะพรึงกลัว แท้จริงแล้วเป็นเพียงมอนสเตอร์ชั้นต่ำงั้นรึ!

ฟุ่บ ฉัวะ!

ซอนอูยอนฟังคำพูดของพวกเราแล้วเปิดใช้งานความสามารถตื่นรู้ของเธอ สายลมที่เธอเรียกออกมาตัดร่างของยักษ์ขาดสะบั้นอย่างง่ายดาย เสียงโห่ร้องยินดีดังลั่นมาจากด้านหลัง

“กระจอกนี่หว่า!”

“จริงด้วย มอนสเตอร์กระจอกนี่นา!”

“แหงล่ะ ที่นี่มันระดับ EX นี่นา มันก็ต้องแบบนี้สิ...!”

บรรยากาศสดใสขึ้นในพริบตา

ถึงการพิชิตดูจะมีอนาคตสดใส แต่ทางนี้ยังมีปัญหาที่ต้องแก้เลยยิ้มได้ไม่เต็มปากนัก

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน ขอโทษนะครับแต่หลังจากนี้ช่วยรับหน้าที่จัดการพวกยักษ์ให้หน่อยได้ไหมครับ?”

เพื่อจะปกปิดระดับที่ปลอมแปลงมา ฉันต้องลดการกระทำที่ไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าถ้าใช้ [ไฮดรา] ฉันก็จัดการมอนสเตอร์พรรค์นั้นได้สบายๆ แต่การที่ระดับ S จะพึ่งพาแต่พลังพิษอย่างเดียวมันดูแปลกเกินไป

คำถามว่า ‘ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น?’ จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนกลายเป็นความเคลือบแคลงสงสัยในวันข้างหน้า

‘ตอนนี้ต้องตะล่อมชาวโลกคนนี้ให้ดี อืม ถ้าอ้างว่าอยากจะดูว่าประยุกต์ใช้วิธีใช้สกิลที่เคยสอนไปได้ดีแค่ไหน ก็น่าจะ...’

ฉันตั้งใจจะโยนหน้าที่ล่าสมุนยักษ์ให้ฮันเตอร์ระดับ B ที่อยู่ข้างๆ แต่ปฏิกิริยาตอบกลับนั้นช่างน่าประหลาดใจ

“อ๋อ... หรือว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนั้นเหรอคะ?”

“ครับ?”

“ก็คุณเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้นี่คะ ว่าความสามารถตื่นรู้ของคุณกิรยอมันอันตรายถ้าจะใช้ในที่ที่มีคนอยู่”

ซุบซิบๆ

ซอนอูยอนขยับเข้ามากระซิบกระซาบราวกับกลัวใครจะได้ยิน

“จริงด้วยค่ะ ในนี้มีคนที่เป็นเหมือนผู้ไม่ตื่นรู้อยู่เยอะ คุณคงจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษสินะคะ”

“อืม”

“ขืนสัมผัสโดนพลังเวทระดับ S เข้า บางคนอาจจะถึงขั้นสลบเหมือดไปเลยก็ได้”

เธอพูดพลางพยักหน้าอย่างมุ่งมั่นเหมือนให้คำมั่นสัญญา

“เอาเป็นว่าฉันเข้าใจเจตนาของฮันเตอร์คิมแล้วค่ะ ตั้งแต่ตอนนี้ไปฉันจะขออาสาจัดการเองค่ะ”

เอ๊ะ?

ฉันยังไม่ได้เป่าหูอะไรเลยนะ... เข้าใจไปเองหมดทุกอย่างเลยเหรอ...?

แวบแรกก็รู้สึกโล่งใจ แต่ความรู้สึกนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ที่ผ่านมาฉันไปต้มตุ๋นชาวบ้านไว้เยอะขนาดไหนกันนะ ถึงขั้นที่แค่อยู่เฉยๆ เรื่องเข้าใจผิดมันก็หมุนกลิ้งไปได้เองขนาดนี้

‘แถมไอ้เรื่องโกหกที่ซอนอูยอนกำลังเชื่อเป็นตุเป็นตะอยู่นั่น ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพูดไปตอนไหน’

ฉันขบเคี้ยวความรู้สึกกังขาในชีวิตของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

170

20px

“งั้นทำตามสัญญา เดี๋ยวฉันจะบอกทางให้นะคะ!”

ทันทีที่เราลุกขึ้น เจ้าภูตบ้าบอนั่นก็เอ่ยปากทันที

ความจริงแล้วในอาณาจักรแห่งนี้มีป่าลับแลที่มีเพียงประชากรของอาณาจักรเท่านั้นที่สัญจรไปมาได้ และบางทีทางออกที่เราตามหาอาจจะอยู่ฟากโน้นของป่าก็เป็นได้

ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ ‘พวกนั้น’ ก็ปรากฏตัวออกมาจากป่าเช่นกัน

“พวกนั้น?”

พอผู้พิชิตคนหนึ่งถามขึ้น ภูตก็ตอบสนองทันควัน

“พวกยักษ์ค่ะ”

เจ้าภูตตัวสั่นเทาประหนึ่งว่ามีอารมณ์ความรู้สึกจริงๆ

“พวกนั้นเป็นเด็กนิสัยไม่ดีค่ะ พวกยักษ์ชอบจับภูตมาเคี้ยวตุ้ยๆ แถมหนังก็เหนียวสุดๆ! แสงที่พวกเราใช้ทำอะไรพวกมันไม่ได้เลยสักนิด”

แสงที่พูดถึงในที่นี้น่าจะหมายถึง แมจิกมิสไซล์ ที่เห็นเมื่อครู่นี้ ท่าโจมตีที่ทะลวงท้องของซอนอูยอนนั่นแหละ

“เหอะ ยักษ์นิสัยไม่ดีงั้นเหรอ? เฮ้ย! บ้าเอ๊ย พวกแกก็ทำเรื่องพรรค์เดียวกันไม่ใช่เรอะ! จับพวกเรากินแล้วยังทำร้ายกันขนาดนี้ ยังมีหน้ามาพูดพล่อยๆ อะไรอีกวะ?”

ทว่าในตอนนั้นเอง

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คนหนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความเดือดดาลอย่างเหลืออด น้ำเสียงบ่งบอกว่าเหลือเชื่อสุดขีด พอได้ยินแบบนั้น เจ้าภูตก็กะพริบตารูปทรงอัลมอนด์ปริบๆ

“ภูตกับยักษ์เหมือนกันเหรอคะ? ที่พวกเราทำก็แค่เรื่องเล่นสนุก...”

“หุบปาก!”

“พวกคุณไม่ทำเหรอคะ? กติกาที่ทำให้เพื่อนที่แพ้เกมต้องเจ็บตัวน่ะ ไม่มีเหรอ?”

“ถึงมีอย่างมากก็แค่ดีดหน้าผากหรือไม่ก็ทุบหลังกันแค่นั้นแหละโว้ย! ให้ตายสิ ยัยวิกลจริตนี่...!”

“จะ ใจเย็นครับ ไปยั่วโมโหภูตมากๆ อาจจะไม่ดีก็ได้นะ”

ดูเหมือนภูตจะยังไม่เข้าใจสิ่งที่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คนนั้นพูด จนกระทั่งเขาถูกผู้พิชิตคนอื่นเข้ามาล็อกตัวห้ามไว้

“วัฒนธรรมต่างกันเหรอ? ต่างกันสินะ?”

แต่ทว่า...

“งั้นขอโทษด้วยนะคะ”

ผ่านไปไม่นาน ภูตตนนั้นก็เริ่มเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พวกเราที่ได้ยินถึงกับชะงักด้วยความตกใจ

“ไม่นึกเลยว่าแขกผู้มาเยือนจะไม่ชอบอะไรแบบนี้”

“อะ เอ๋...?”

“ถ้าไม่ชอบ ต่อไปหนูจะไม่ทำแล้วค่ะ จริงๆ นะ”

คราวนี้เจ้าภูตทำหน้าเศร้าเหมือนจะร้องไห้พลางก้มหัวปลกๆ เหล่าผู้ตื่นรู้ที่เห็นภาพนั้นต่างหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความทำตัวไม่ถูก

ใครจะไปนึกว่าสัตว์ประหลาดในดันเจี้ยนจะมาไม้นี้...

“เดี๋ยวจะนำทางไปที่ป่านะคะ ค่อนข้างไกลหน่อยนะ!”

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง

ตลอดทางที่มุ่งหน้าไปยังป่า ภูตไร้ปีกตนนั้นแสดงพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงออกมาตลอด

“ว่าแต่ไม่หิวน้ำกันเหรอคะ? หนูมีผลไม้นะ หวานด้วย เดี๋ยวให้ค่ะ”

หิวข้าวไหม เจ็บเท้าหรือเปล่า

มันคอยดูแลสารทุกข์สุกดิบและหยิบยื่นความใจดีสารพัดให้กับเหล่าแขกเหรื่อที่เดินตามหลังมา

“อืม”

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่เมื่อครู่ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รีบพูดขึ้นด้วยท่าทีเกรงๆ

“ถ้าผมไม่ได้คิดไปเอง... ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าภูตในที่แห่งนี้จะค่อนข้างเป็นมิตรผิดกับสัตว์อสูรในดันเจี้ยนอื่นนะครับ”

อย่างน้อยในจุดนี้ฉันก็เห็นด้วย

“คะ คุณภูต... ครับ? ผมมีเรื่องสงสัย ขอถามอะไรหน่อยได้ไหมครับ?”

“ได้สิคะ”

“ไม่ทราบว่าพวกคุณรู้จักสิ่งที่เรียกว่าเกตไหมครับ? ก็พวกคุณเป็นผู้อยู่อาศัยที่นี่นี่นา”

แต่ทุกอย่างมันก็สุดทางแค่นั้น

เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คงมีนิสัยใฝ่รู้ จึงพยายามล้วงข้อมูลจากภูต แต่ก็เป็นไปตามคาด ผู้อยู่อาศัยของที่นี่ไม่มีความรู้อื่นใดนอกเหนือจากปูมหลังที่ถูกตั้งค่าไว้

“ไม่รู้เลยค่ะ”

พอได้ยินเรื่องราวภายนอกอาณาจักร มันก็ได้แต่พูดประโยคเดิมซ้ำๆ

ฉันรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ตั้งแต่วินาทีที่รู้ตัวตนที่แท้จริงของดันเจี้ยนแห่งนี้ เลยไม่ได้อุตส่าห์ไปชวนคุยให้เปลืองน้ำลาย

“พวกคุณช่างพูดช่างคุยจัง ดีใจจังเลยค่ะ”

พึ่บพั่บ

ภูตไร้ปีกส่งเสียงสูงอย่างสนุกสนานขณะมองเหล่าผู้พิชิตที่ขยันตั้งคำถาม

ในที่สุด ป่าที่เป็นประเด็นก็ปรากฏขึ้นในคลองจักษุ

“เอ่อ นี่มัน...”

“รู้จักที่นี่เหรอครับ?”

“เป็นที่ที่พวกเราแวะมาตอนวันแรกครับ แต่เพราะมีเหมือนเขตแดนกั้นอยู่เลยเข้าไปข้างในไม่ได้”

ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่ซอนอูยอนพูดพลางทอดสายตามองไปข้างหน้า

เส้นเขตแดนปริศนาที่ถูกห่อหุ้มด้วยพลังเวทเข้มข้น ดูทรงแล้วคงยากที่จะฝ่าเข้าไปด้วยวิธีปกติจริงๆ

“ถ้าจะผ่านตรงนี้ไปต้องใช้ ผงภูต ค่ะ! เดี๋ยวหนูให้พวกคุณเอง”

แต่ตอนนั้นเอง

ภูตที่ลอยตัวอยู่สูงร่อนลงมาใกล้ๆ แล้วหยุดพูดไปชั่วขณะ

จะผงหรืออะไรก็รีบๆ เอาออกมาสิ ทำไมจู่ๆ ถึงมายืนบื้อดึงเกมอยู่ได้

“อื้ม แต่ว่านะ...”

ขณะที่เรากำลังสงสัย

ภูตไร้ปีกก็เอ่ยประโยคถัดมาหลังจากเงียบไปพักใหญ่

“ถึงจะบอกทางให้ตามสัญญาแล้วก็เถอะ แต่ยังไงก็จะไม่เข้าไปข้างในนี้ไม่ได้เหรอคะ?”

“ว่าไงนะ?”

“อย่างที่บอกไปเมื่อกี้ ที่นี่เป็นป่าที่พวกยักษ์อาศัยอยู่ พวกยักษ์น่ะน่ากลัวจริงๆ นะคะ หนูเป็นห่วงพวกคุณจัง”

ฟิ้ว

เจ้าภูตทิ้งตัวห้อยต่องแต่ง แสดงออกถึงอารมณ์ที่คล้ายกับความโศกเศร้า

แต่ต่อให้พูดแบบนั้น ทางนี้ก็หยุดสำรวจไม่ได้หรอก เพราะบ้านของพวกเราอยู่นอกป่านั่นนี่นา

“ช่างเถอะ รีบๆ เอาไอ้ผงนั่นออกมา”

ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเลิกงานก่อนที่ความเหนื่อยล้าจะสะสมไปมากกว่านี้

ฉันเร่งยิกๆ ด้วยความคิดที่จะรีบออกไปจากเกตนี้ไวๆ ทันใดนั้นคำตอบจากภูตก็สวนกลับมา

“แน่วแน่จังเลยนะคะ”

ทำไมสายตาดูเป็นประกายวิบวับพิกล

“ไม่กลัวพวกยักษ์กันเลยเหรอคะ?”

หมับ

ก่อนที่เราจะได้ตอบอะไร ภูตตนนั้นก็กุมมือเล็กจิ๋วของตัวเองไว้อย่างเรียบร้อยพลางพูดต่อ

“พวกคุณดูท่าทางจะกล้าหาญกันจัง เข้าใจแล้วค่ะ ถ้าอย่างนั้นหนูก็จะรวบรวมความกล้าพาพวกคุณไปส่งให้ถึงสุดเขตป่าอย่างสุดความสามารถเลย”

“เออ”

“แต่ว่า มีข้อเสนออยู่อย่างหนึ่งค่ะ”

“อะไร?”

“ถ้าหากพวกคุณมีพลังมากพอ อยากให้ช่วยโค่น ยักษ์สีน้ำเงิน ที่อาศัยอยู่ในนั้นให้หน่อยจะได้ไหมคะ ไม่จำเป็นต้องทำให้ได้ก็ได้นะ”

“...”

“แต่ถ้าช่วยทำให้ หนูจะดีใจมากๆ และจะตอบแทนให้อย่างแน่นอนค่ะ”

ข้อเสนอใหม่งั้นรึ

ฮันเตอร์ระดับ C ที่อยู่ด้านหลังกำลังทำหน้าขยะแขยงและบ่นพึมพำว่าอย่าไปรับปากเรื่องพรรค์นั้นของพวกภูตอีกเลย

แต่ฉันตัดสินใจเงียบๆ ว่าจะรับทำภารกิจนี้

“ให้โค่นยักษ์เนี่ยนะ รู้อยู่หรอกว่ามันคือตัวอะไร...”

“ถ้าเป็นสัตว์ประหลาดที่จับภูตพวกนี้กินได้ ก็แปลว่าต้องเก่งกว่าเจ้าพวกนี้ไม่ใช่เหรอคะ?”

“คุณพระช่วย งั้นจะให้พวกเราทำยังไ...”

ต่างจากความกังวลที่พวกนั้นพล่ามออกมา ศัตรูตามธรรมชาติของภูตนั้นเป็นตัวตนที่กระจอกงอกง่อยสุดๆ

ถึงจะมาพูดเอาป่านนี้ ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งจะหัวหมุนกับการเล่นวิ่งไล่จับก็ดูน่าอายไปหน่อย แต่ยังไงทางนี้ก็เป็นถึงวิญญาณของจอมมหาเวทเชียวนะ

ไม่ต้องเข้าไปในป่า แค่สัมผัสพลังเวทของสิ่งมีชีวิตข้างในนั้นก็ประเมินได้แล้ว

‘ระดับ D เอง แถมยังมีคำสั่งจากปากชาวเมืองให้ไปปราบด้วย’

ค่าพลังสูงกว่าสถานะปกติของภูตแค่ขั้นเดียวเป๊ะ

ถ้ารู้ระดับของศัตรูล่วงหน้าก็ไม่จำเป็นต้องสั่นกลัวไปกับความไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงใช้ลูกไม้ตื้นๆ

“ถ้ายักษ์แข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้ เดี๋ยวตอนนั้นฉันจะออกโรงล่าเองครับ เพราะงั้นทุกคนไม่ต้องกังวลไปก่อนหรอก”

การดิ้นรนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ระดับ S!

ฉันพูดหน้าตายว่ามีฮันเตอร์ระดับสูงสุดอยู่ทั้งคนไม่ต้องกลัว

เหล่าผู้รอดชีวิตต่างพากันซาบซึ้งใจโดยพร้อมเพรียง

“โอ้”

“ฮันเตอร์คิม...”

พอโดนหลอกง่ายขนาดนี้ มันชักจะรู้สึกเหมือนกำลังทำเรื่องเลวร้ายกับคนใสซื่อยังไงชอบกลแฮะ

“อืม”

โชคดีที่ความรู้สึกตะขิดตะขวงใจนั่นอยู่ได้ไม่นาน

ไม่นานนัก พวกเราก็เอาผงสีขาวที่ภูตไร้ปีกแบ่งให้มาโรยตัวแล้วเริ่มออกเดินก้าวแรก

และที่บริเวณปากทางเข้าป่าที่เข้ามานั้น ก็มีภาพแบบนี้ปรากฏอยู่

“นะ นี่ นี่มัน อย่าบอกนะว่า...?”

เกราะเหล็กที่บุบบู้บี้

คทาที่แตกหัก

และข้าวของอื่นๆ อีกมากมาย

“ฝีมือพวกยักษ์ค่ะ สงสัยจะทิ้งเสื้อผ้าที่กินไม่ได้เอาไว้ตรงนี้!”

พวกเราเจออุปกรณ์เวทจำนวนมากที่คาดว่าเป็นของฮันเตอร์ในไม่ช้า

ซอนอูยอนตรวจสอบสิ่งของเหล่านั้นและฟันธงสถานการณ์ทันที

“เป็นอุปกรณ์ของทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์ที่หายตัวไปค่ะ”

ดูท่าทีมสำรวจล่วงหน้าคงจะมาจบชีวิตลงที่โซนนี้กันหมด

‘อะไรกัน พังยับเยินจนใช้การไม่ได้สักชิ้น’

ฉันเดาะลิ้นอย่างเสียดายเมื่อตรวจสอบแล้วว่าไม่มีอะไรที่พอจะเก็บกู้มาจากกองมรดกได้เลย ตอนนั้นเองซอนอูยอนก็กระซิบเสียงเบาที่ข้างตัวฉัน

“คุณกิรยอคะ”

“ครับ”

“ไม่แปลกไปหน่อยเหรอคะ?”

“ตรงไหนครับ?”

“การที่ทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์เข้ามาในป่านี้ได้ ก็แปลว่าต้องได้รับการนำทางจากภูตตนนั้นซึ่งเป็นคนเดียวในอาณาจักรที่รู้ทางไม่ใช่เหรอคะ”

แล้วทำไมเจ้า ‘อาพา’ ถึงบอกว่าไม่เคยเจอทีมเทรเชอร์ฮันเตอร์ล่ะ?

ซอนอูยอนตระหนักถึงความย้อนแย้งนี้ ร่างกายจึงเกร็งเครียดขึ้นมาทันที แต่ฉันที่ได้ยินแบบนั้นก็ยังทำท่าประคองตัวเธอต่อไปด้วยท่าทีเรียบเฉย

“นั่นสินะครับ บางทีภูตตนนั้นอาจจะหักหลังทีมฮันเตอร์ที่เข้ามาก่อนหน้านี้ก็ได้มั้ง”

ถ้าเป็นเกตทั่วไปก็อาจจะทำเรื่องแบบนั้นเพื่อรีดเร้นความหวาดกลัวออกมา แต่ที่นี่มีมาตรฐานที่ค่อนข้างพิเศษอยู่น่ะสิ

‘ถ้าเป็นประเภทซีนาริโอ ตามปกติจะเลี่ยงการตายของเหยื่อไม่ใช่หรือไง...?’

คงเป็นพวกเออเรอร์เล็กๆ น้อยๆ ล่ะมั้ง

ฉันยักไหล่แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย ยังไงก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะหาคำตอบได้ในเดี๋ยวนี้อยู่แล้ว

“ว่าแต่ร่างกายโอเคขึ้นบ้างไหมครับ? ถ้าไหวแล้วลองเดินเองดูไหม”

“อะ ค่ะ”

พวกเราเก็บกวาดร่องรอยของทีมสำรวจล่วงหน้าแล้วเริ่มตรวจสอบต่อ

หมายความว่าเราเดินตามต้อยๆ ไล่หลังภูตตัวขาวผ่องไปเพื่อหาทางออก

‘เจ้าภูตนี่เดิมทีเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ดาวดวงไหนกันนะ?’

แน่นอนว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็จ๊ะเอ๋กับสิ่งที่เรียกว่า ‘ยักษ์’ เข้าจนได้ ตามที่ผู้นำทางเตือนไว้เป๊ะ

“เอ๊ะ?”

“นั่นน่ะเหรอยักษ์?”

“ใช่ค่ะ ยักษ์ไงคะ!”

สมกับที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติระดับต่ำ รูปลักษณ์ของมันช่างห่างไกลจากคำว่าน่าเกรงขามลิบลับ

รูปร่างหน้าตาเป็นทรงสี่เหลี่ยมหยาบๆ เหมือนเอาก้อนดินเหนียวมาปั้น

ส่วนสูงก็แค่สูงกว่าชาวโลกแค่หัวเดียว แถมขนาดตัวก็ไม่ได้หนาอะไรมากมาย จนชวนให้รู้สึกว่าผอมแห้งด้วยซ้ำ

“ตัวใหญ่มาาก! น่ากลัวใช่ไหมล่ะคะ?”

ดูเหมือนในสายตาภูต มันคงดูเป็นสัตว์ร้ายที่ตัวใหญ่ยักษ์อลังการมาก แต่ก็นะ ช่างเถอะ

“คุณซอนอูยอน”

“คะ?”

พยักเพยิด

ฉันบุ้ยใบ้ไปทางที่ยักษ์ยืนอยู่

“จัดการทีครับ”

“คะ?”

“พอเจอตัวจริงแล้วก็รู้เลยครับ มอนสเตอร์ระดับ D ท่านเจ้าหน้าที่วิเคราะห์เองก็เห็นชัดเจนใช่ไหมครับ?”

พอพูดจบ ผู้ถือครองสกิลตรวจสอบที่ปะปนอยู่ในกลุ่มผู้รอดชีวิตก็พยักหน้าหงึกหงัก

สัตว์ประหลาดในป่าที่น่าสะพรึงกลัว แท้จริงแล้วเป็นเพียงมอนสเตอร์ชั้นต่ำงั้นรึ!

ฟุ่บ ฉัวะ!

ซอนอูยอนฟังคำพูดของพวกเราแล้วเปิดใช้งานความสามารถตื่นรู้ของเธอ สายลมที่เธอเรียกออกมาตัดร่างของยักษ์ขาดสะบั้นอย่างง่ายดาย เสียงโห่ร้องยินดีดังลั่นมาจากด้านหลัง

“กระจอกนี่หว่า!”

“จริงด้วย มอนสเตอร์กระจอกนี่นา!”

“แหงล่ะ ที่นี่มันระดับ EX นี่นา มันก็ต้องแบบนี้สิ...!”

บรรยากาศสดใสขึ้นในพริบตา

ถึงการพิชิตดูจะมีอนาคตสดใส แต่ทางนี้ยังมีปัญหาที่ต้องแก้เลยยิ้มได้ไม่เต็มปากนัก

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน ขอโทษนะครับแต่หลังจากนี้ช่วยรับหน้าที่จัดการพวกยักษ์ให้หน่อยได้ไหมครับ?”

เพื่อจะปกปิดระดับที่ปลอมแปลงมา ฉันต้องลดการกระทำที่ไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด

แน่นอนว่าถ้าใช้ [ไฮดรา] ฉันก็จัดการมอนสเตอร์พรรค์นั้นได้สบายๆ แต่การที่ระดับ S จะพึ่งพาแต่พลังพิษอย่างเดียวมันดูแปลกเกินไป

คำถามว่า ‘ทำไมถึงต้องทำแบบนั้น?’ จะค่อยๆ ก่อตัวขึ้น จนกลายเป็นความเคลือบแคลงสงสัยในวันข้างหน้า

‘ตอนนี้ต้องตะล่อมชาวโลกคนนี้ให้ดี อืม ถ้าอ้างว่าอยากจะดูว่าประยุกต์ใช้วิธีใช้สกิลที่เคยสอนไปได้ดีแค่ไหน ก็น่าจะ...’

ฉันตั้งใจจะโยนหน้าที่ล่าสมุนยักษ์ให้ฮันเตอร์ระดับ B ที่อยู่ข้างๆ แต่ปฏิกิริยาตอบกลับนั้นช่างน่าประหลาดใจ

“อ๋อ... หรือว่าจะเป็นเพราะเหตุผลนั้นเหรอคะ?”

“ครับ?”

“ก็คุณเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้นี่คะ ว่าความสามารถตื่นรู้ของคุณกิรยอมันอันตรายถ้าจะใช้ในที่ที่มีคนอยู่”

ซุบซิบๆ

ซอนอูยอนขยับเข้ามากระซิบกระซาบราวกับกลัวใครจะได้ยิน

“จริงด้วยค่ะ ในนี้มีคนที่เป็นเหมือนผู้ไม่ตื่นรู้อยู่เยอะ คุณคงจะต้องระวังตัวเป็นพิเศษสินะคะ”

“อืม”

“ขืนสัมผัสโดนพลังเวทระดับ S เข้า บางคนอาจจะถึงขั้นสลบเหมือดไปเลยก็ได้”

เธอพูดพลางพยักหน้าอย่างมุ่งมั่นเหมือนให้คำมั่นสัญญา

“เอาเป็นว่าฉันเข้าใจเจตนาของฮันเตอร์คิมแล้วค่ะ ตั้งแต่ตอนนี้ไปฉันจะขออาสาจัดการเองค่ะ”

เอ๊ะ?

ฉันยังไม่ได้เป่าหูอะไรเลยนะ... เข้าใจไปเองหมดทุกอย่างเลยเหรอ...?

แวบแรกก็รู้สึกโล่งใจ แต่ความรู้สึกนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว

จู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ที่ผ่านมาฉันไปต้มตุ๋นชาวบ้านไว้เยอะขนาดไหนกันนะ ถึงขั้นที่แค่อยู่เฉยๆ เรื่องเข้าใจผิดมันก็หมุนกลิ้งไปได้เองขนาดนี้

‘แถมไอ้เรื่องโกหกที่ซอนอูยอนกำลังเชื่อเป็นตุเป็นตะอยู่นั่น ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยพูดไปตอนไหน’

ฉันขบเคี้ยวความรู้สึกกังขาในชีวิตของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง