Cover

171

ยังไงเสีย เรื่องของคนเรานี่มันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ ขนาดก่อนจะมาจุติใหม่ ฉันยังไม่เคยมีความคิดที่จะใช้ชีวิตเป็นฮันเตอร์ระดับ F หรือเป็นพวกสิบแปดมงกุฎเลยสักนิด

‘สงสัยต่อไปคงต้องเพลาๆ เรื่องโกหกลงหน่อยแล้วมั้ง’

ในขณะที่มหาจอมเวทคนหนึ่งกำลังสำนึกผิด (แบบดีเลย์) อยู่ในใจ

เหยื่อรายต่อไปก็เข้ามาใกล้จนถึงระยะประชิดเสียแล้ว

ตึง... ตึง...

เพราะป่าแห่งนี้ คืออาณาเขตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ยักษ์'

.

.

.

เวลาผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ

"เอ่อ... อืม"

"ฮืม..."

เอาเป็นว่าพูดถึงผลลัพธ์ก่อนเลยแล้วกัน พวกเราทำการสำรวจเสร็จสิ้นภายในรวดเดียวจบ

พวกยักษ์ที่อยู่ในป่านี้อ่อนแอถึงขนาดที่ซอนอูยอนคนเดียวก็กวาดล้างได้สบายๆ เลยไม่เกิดวิกฤตอะไรขึ้น

‘ถึงพวกเทรเชอร์ฮันเตอร์ที่เข้ามาก่อนหน้านี้จะพลาดท่าเพราะระดับการตื่นรู้ต่ำ สมกับเป็นทีมที่เล็งแต่ของระดับ EX ก็เถอะ’

งั้นในเมื่อศัตรูตายหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่เดินออกไปไม่ใช่เหรอ?

"ชวนปวดกบาลชะมัด"

ฉันเงยหน้าขึ้นสำรวจเกตตรงหน้าอีกครั้ง

ไม่เคยฝันเลยว่าทางหนีที่ยัยภูตบอก จะมีสภาพพรรค์นี้

เส้นทางตามหลักเวทมนตร์ศาสตร์นั้นแคบเสียจนต้องก้มตัวลงไปถึงจะเข้าได้ แถมรอบด้านยังถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์หนามหนาตึ๊บจนมิด

ถ้ามันเป็นแค่เถาวัลย์หนามธรรมดา ฉันคงไม่หงุดหงิดขนาดนี้หรอก

แต่นี่มันไปดูดกลืนอะไรมาเติบโตกันแน่ ถึงได้หนักและแข็งแรงขนาดที่แรงบีบมือระดับ B ยังทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด

‘ความแข็งระดับนี้ ต่อให้เป็นคมดาบของไฮดราก็คงฟันไม่เข้า’

ฉันแกล้งทำท่าจิ้มๆ เถาวัลย์หนามเล่น ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองขวับ

พอเห็นฉันจ้องมองด้วยสายตาเหลืออด ยัยภูตถึงเพิ่งจะยอมเปิดปากพูด

"จริงสิ นี่เป็นพืชที่จะหดตัวลงทุกๆ รุ่งสางค่ะ อีกประมาณ 20,000 วินาที ก็จะถึงเวลาแล้ว"

"แล้วทำไมเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้ห๊ะ!"

"โกรธเหรอคะ? ทำไมล่ะ? ฉันรักษาสัญญาครบถ้วนแล้วนะ"

ยัยภูตอธิบายว่า ตัวเองแค่บอก 'ตำแหน่งที่มีทางออก' เท่านั้น ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าทางออกนั้นจะอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันที

แต่ความโกรธของพวกเราไม่ได้หายไปเพียงเพราะคำพูดแค่นั้น

ความรู้สึกมันเหมือนกับตอนที่กำลังจะได้เลิกงานแล้วจู่ๆ ก็มีงานด่วนงอกขึ้นมานั่นแหละ

‘บัดซบเอ๊ย’

กลายเป็นว่าพวกเราต้องมารอรุ่งสางของอาณาจักรภูตอย่างช่วยไม่ได้

ในตอนนั้นเอง ภูตไร้ปีกก็ปรับระดับความสูงลงมาให้อยู่ในระดับสายตาของชาวโลก

"ทุกท่านคะ ที่นี่ทั้งชื้นแฉะและไม่สบายตัว ไม่เหมาะกับการตั้งแคมป์หรอกค่ะ เพราะงั้นจะกลับไปพักที่บ้านของฉันจนกว่าจะเช้าไหมคะ?"

"หือ?"

"พวกยักษ์ตายหมดแล้ว ปลอดภัยแล้วล่ะค่ะ! พวกมันจะไม่โผล่มาอีกแล้ว! เรื่องผงภูตก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ตราบใดที่ไม่ล้างออก ผลของมันก็จะคงอยู่ตลอดไป"

ไอ้เรื่องนอนกลางดินกินกลางทรายมันก็ลำบากอยู่หรอก แต่ทว่า...

"เดี๋ยวสิ ที่บอกว่าเป็นบ้านเนี่ย ก็คือไอ้สิ่งปลูกสร้างขนาดเท่าฝ่ามือนั่นไม่ใช่รึไง จะให้พวกเราเข้าไปพักในที่แบบนั้นได้ยังไง..."

ฉันนึกภาพที่อยู่ของอาพาแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาทันที แต่ไม่นานนัก ผู้พิชิตคนอื่นก็ช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้

"อ้อ ฮันเตอร์ครับ พวกผมเคยได้รับข้อเสนอแบบเดียวกันจากภูตตนอื่นตอนช่วงเทศกาลครับ มันไม่ได้หมายถึงจะให้เข้าไปในบ้าน แต่หมายถึงจะจัดเตรียมที่นอนให้น่ะครับ"

"ที่นอน?"

"เอ่อ... น่าจะเป็นพวกใบไม้ใหญ่ๆ ที่มีขนปุยๆ เอามาให้ใช้ต่างที่นอนน่ะครับ อุ่นใช้ได้เลย คืนแรกพวกผมก็อาศัยเจ้านั่นแหละถึงพอนอนหลับได้"

"อ้อ"

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แล้วไป

‘อยากรู้เหมือนกันแฮะว่าเป็นพืชแบบไหน’

ฉันเริ่มสนใจวิธีการรับรองแขกฉบับภูตและเงยหน้ามอง แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปาก ฮันเตอร์คนหนึ่งก็โวยวายแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"ผ...ผมไม่เอาด้วยหรอก! ผมยอมรออยู่ที่นี่ดีกว่า คำพูดของพวกภูตมันเชื่อไม่ได้!"

ฮันเตอร์ระดับ C คนที่โอนหน้าที่ยักษ์ไล่แปะมาให้ฉันนั่นเอง

ดูเหมือนการที่เขาโดนชาวดันเจี้ยนเล่นงานมาหนักจะกลายเป็นปมฝังใจ จนทำให้เขามีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับพวกภูต

พอระดับ C ออกตัวแรงแบบนั้น สมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เริ่มเห็นดีเห็นงามด้วยทีละคนสองคน

"จะไม่มาที่บ้านฉันจริงๆ เหรอคะ?"

"ม...ไม่ไป! นังปีศาจเอ๊ย"

"ทั้งที่ฉันเป็นคนเอ่ยปากเชิญเนี่ยนะคะ?"

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด พวกเรากลับรวบรวมความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้อย่างง่ายดาย เพราะการกระทำหนึ่งของยัยภูต

"ทำไงดีล่ะ ลูกค้าที่ปฏิเสธคำเชิญคงต้องถูกลงโทษตามระเบียบ นั่นเป็นกฎของอาณาจักรซะด้วยสิ..."

เบะปาก...

อาพาทำเสียงเศร้าสร้อยด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู ก่อนจะพลิกหน้ากากนั้นออก แล้วแสยะยิ้มโชว์ฟันที่เรียงซ้อนกันถึง 3 ชั้น

พวกเรามองเห็นเนื้อในสีแดงฉานของภูต แล้วรีบตกลงกันอย่างไว

"ไปครับ"

"อย่าเรื่องมากจะดีกว่านะ"

"อ๊ะ จู่ๆ ก็ง่วงขึ้นมาเลยแฮะ"

ถ้าโลกภายนอกคุยกันง่ายแบบนี้บ้างก็คงดี

---

"พวกคุณคือ ■■ ของฉันค่ะ"

ไม่กี่นาทีต่อมา

พวกเรามุ่งหน้าไปยังเนินเขาของอาณาจักรตามคำเชิญ

แต่ตลอดการเดินทาง ยัยภูตเอาแต่พูดประโยคนั้นไม่หยุด

"อะไรนะ?"

"■■ ไงคะ! พวกคุณช่วยจัดการยักษ์สีน้ำเงินที่ฉันพูดถึงให้แล้ว!"

คำศัพท์ที่ฟังดูเหมือนลำโพงพังๆ ที่มีเสียงแทรกจนจับใจความยาก แต่ดูจากบริบทแล้ว สิ่งที่มันพ่นออกมาคงหนีไม่พ้นคำว่า 'ผู้มีพระคุณ' หรือ 'วีรบุรุษ' อะไรเทือกนั้น

‘เออ เอาเถอะ สงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมบทมันถึงลื่นไหลผิดปกติ’

ฉันปล่อยผ่านความผิดพลาดของคีชิมเชไป

ส่วนภูตที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ยังคงจ้อไม่หยุด ราวกับจะพูดแทนในส่วนที่ฉันเงียบไป

"รู้ไหมคะ? ความจริงแล้วยักษ์สีน้ำเงินที่พวกคุณฆ่าไป มันเคยจับครอบครัวฉันกินด้วยนะ"

"หือ?"

"อาณาจักรของเรามีข้อตกลงว่าจะต้องส่งภูตให้ยักษ์กินปีละ 1 ตน ครอบครัวของฉันก็เลยถูกมันกิน แต่พวกคุณช่วยฆ่าศัตรูให้ฉันแล้ว แถมฆ่าหมดเกลี้ยงเลยด้วย!"

มันลอยไปลอยมา ทิ้งภาพติดตาที่เป็นประกายวิบวับไว้กลางอากาศ

"จากนี้ไปทุกคนก็ไม่ต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอีกแล้ว เป็นเพราะพวกคุณแท้ๆ! ว้าว ถ้าพวกคุณยอมอยู่ที่อาณาจักรนี้ พวกเราคงซาบซึ้งไปชั่วลูกชั่วหลานแน่ๆ..."

"อืมม"

"คงลำบากใจสินะคะ? คุณลูกค้าคงอยากจะรีบกลับบ้านใช่ไหม? งั้นฉันจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับค่ะ จะไม่ให้ชาวเมืองมารั้งพวกคุณไว้ด้วยงานเทศกาลเด็ดขาด"

ภูตไร้ปีกหน้าแดงระเรื่อและเอาแต่ยกยอพวกเราไม่หยุดปาก

คนอื่นๆ เองก็ดูเหมือนจะเริ่มรู้สึกดีกับท่าทีของภูตตนนี้ สีหน้าจึงเริ่มผ่อนคลายลง

"พอดูดีๆ ก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย?"

"จะว่าไป น้องเขาก็น่ารักจริงๆ นั่นแหละ"

มีแต่ฉันนี่แหละที่พอนึกถึงฟัน 3 ชั้นนั่นแล้วยังขนลุกไม่หาย...

"-?"

ปริบๆ

ภูตสัมผัสได้ถึงสายตาของพวกมนุษย์ที่จับจ้องมา จึงบินถลาเข้ามาใกล้

แล้วเกาะหมับเข้าที่ไหล่ของซอนอูยอน พร้อมกับพูดว่า

"ทุกคนคะ คือว่าฉันมีความปรารถนาเล็กๆ อยู่อย่างหนึ่ง จะช่วยทำให้เป็นจริงได้ไหมคะ?"

ไอ้ตัวที่เพิ่งจะขอพรจนทำเรื่องเละเทะไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กล้าพูดยังงี้ออกมาได้ไง?

"ฉันอยากรู้ชื่อของพวกคุณค่ะ"

แต่ครั้งนี้ดูท่าจะต่างออกไปนิดหน่อย เพราะมันบอกเนื้อหาของคำขอออกมาก่อน

"ฉันจะไม่มีวันลืมการพบกันครั้งนี้ไปตลอดชีวิต รวมถึงตำนานวีรบุรุษที่พวกคุณช่วยกำจัดยักษ์อย่างกล้าหาญด้วย"

"อ้อ"

"แล้วก็... แล้วก็... ถ้าได้เป็นเพื่อนคนแรกที่รู้ชื่อพวกคุณ ฉันจะได้เอาไปอวดภูตในหมู่บ้านได้ไงคะ!"

"อวดเหรอ"

"ไม่ได้เหรอคะ?"

เรื่องแค่นี้จะเป็นไรไป

ผู้พิชิตส่วนใหญ่ยอมทำตามคำขอร้องที่แสนเว้าวอนของภูต

"ชื่อเหรอครับ? ผม..."

"คุณลูกค้าชื่อ 'ชื่อเหรอครับ' สินะคะ"

"ไม่ใช่ว้อย! ไม่ใช่แบบนั้น!"

"ค่ะ ฟังอยู่ค่ะ คุณชื่อเหรอครับ"

ในขั้นตอนนี้ ซอนอูยอนล้มเหลวในการลงทะเบียนชื่อเพราะปัญหาเล็กน้อย

"คุณลูกค้า คุณลูกค้าชื่ออะไรคะ?"

"เธอจะรู้ไปทำไม"

"คุณ 'เธอจะรู้ไปทำไม' สินะคะ"

ฉันก็แค่ไม่ได้บอกชื่อ

เอาเถอะ

สรุปว่าพวกเราแนะนำตัวกันเสร็จสรรพและเดินขึ้นเนินเขาไปแบบชิลๆ หลังจากนั้นก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากภูตอาพา

‘ผลไม้ที่นี่อร่อยดีแฮะ’

ในเมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ทีนี้ก็แค่พักผ่อนรอเวลาเช้าสินะ

"...คุณกิรยอ"

ในความมืดมิดที่มาเยือนในที่สุด

"คุณกิรยอ คุณกิรยอคะ?"

ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นตามเสียงเรียกชื่อ

ความจริงก็แค่แกล้งหลับอยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดที่ถูกปลุกกะทันหัน

"ถึงเวรเฝ้ายามของผมแล้วเหรอครับ?"

ฉันนอนนิ่ง กรอกตาไปมาจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย

"เปล่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้น... แต่สถานการณ์มันแปลกๆ ภูตตนนั้นจู่ๆ ก็หายตัวไปค่ะ"

"หายไป?"

"ค่ะ! ทั้งที่ไม่มีใครเห็นว่าออกไปจากที่นี่แท้ๆ แต่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่ตื่นอยู่กับฉันบอกว่าสัมผัสพลังเวทในกระท่อมไม่ได้เลย ภูตหายตัวไปแล้วค่ะ"

คงเพราะอยู่ในดันเจี้ยนละมั้ง ซอนอูยอนถึงได้ดูกังวลกับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เอามากๆ

"ทำยังไงดีคะ? จะให้ลองใช้สกิลเซิร์ชเชอร์ดูไหม?"

ฉันยันตัวลุกขึ้นตามคำรบเร้าของเธอ แต่ในจังหวะนั้นเอง แสงไฟปริศนาก็สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

แสงไฟที่ส่องมาจากทางลานกว้าง

‘สีฟ้า...?’

พอมองเงาที่ทอดผ่านแสงไฟ ดูเหมือนว่าตรงนั้นจะมีพวกภูตไปรวมตัวกันอยู่เพียบเลยแฮะ

‘เดี๋ยวนะ’

ตอนนั้นเอง ประสาทสัมผัสที่ลับจนคมกริบตอนค้นกระท่อม ก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทที่คุ้นเคย

นี่มันพลังเวทของภูตไร้ปีก และตำแหน่งปัจจุบันคือ...

"คุณซอนอูยอนรออยู่ที่นี่นะครับ"

"คะ?"

"คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง แต่กันไว้ก่อน เดี๋ยวผมไปเช็กแป๊บเดียว"

ฉันลุกพรวดพราดมุ่งหน้าไปยังลานกว้าง ยิ่งเข้าใกล้ ไอร้อนก็ยิ่งปะทะผิวหนังชัดเจนขึ้น

กองไฟตรงกลางที่ลุกโชน เหล่าภูตจำนวนมากจับมือกันนั่งล้อมวง

ภาพที่เห็นแทบไม่ต่างอะไรกับงานเทศกาลเมื่อตอนกลางวันเลยสักนิด

เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...

แต่สิ่งที่อยู่กลางลานกว้างนั่น ห่างไกลจากคำว่ากองไฟในงานเทศกาลอันแสนอบอุ่นลิบลับ

เพราะสิ่งที่กำลังมอดไหม้อยู่ในนั้น ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเจ้าภูตไร้ปีกตนนั้น

"อ้าว? ลูกค้านี่นา ยังอยู่ในอาณาจักรอีกเหรอ?"

ภูตตนหนึ่งที่รู้สึกตัวว่าฉันมาก็เดินเข้ามาหา

"พวกเรากำลังทำพิธีประหารอยู่น่ะ"

"ทำไม"

"ก็ยัยนั่นทำเรื่องไม่ดีไว้นี่นา"

มันกระพือปีกพับๆ สร้างลมเบาๆ แสดงความไม่พอใจอย่างเต็มที่

"ก็นะ ยัยนั่นดันเข้าไปในป่าตอนบ่ายน่ะสิ? เธอก็รู้นี่นา คนที่ได้รับคำแนะนำจากภูตตนนั้นก็คือพวกเธอนั่นแหละ!"

"...."

"พวกเธอเป็นลูกค้าไม่เป็นไรหรอก แต่ภูตตนนั้นทำแบบนั้นไม่ได้ อาพาเป็นเครื่องสังเวยของปีนี้นะ"

เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ

ระหว่างที่เราคุยกัน สิ่งมีชีวิตในกองฟืนก็ถูกเผาจนใบหน้าที่เคยน่ารักกลายเป็นเถ้าถ่าน

"เป็นแค่ ■ ไม่มีปีกแท้ๆ ดันลืมหน้าที่ตัวเองแล้วเสนอหน้าเข้าไปในป่า? ขืนทำแบบนั้นแล้วถูกพวกยักษ์จับกินขึ้นมา พวกเราจะทำยังไงล่ะ"

"ใช่ๆ"

"ใช่เลย!"

"เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ต้องฆ่าทิ้งซะวันนี้แหละ เผาเครื่องสังเวยให้เกรียมแล้วเก็บไว้จนถึงฤดูหนาวปีหน้ากันเถอะ!"

อย่างนี้นี้เอง

"ภูตงี่เง่า พอถึงเวลาจะโดนลงโทษ ก็เอาแต่โกหกพร่ำเพรื่อว่ายักษ์ตายหมดแล้ว!"

"ยัยนั่นบอกว่า พวกเธอฆ่ายักษ์ไปหมดแล้วน่ะ"

"จริงเหรอ? ถ้าจริงก็ดีสิ"

ในวินาทีนั้น ฉันก็เข้าใจกลไกบางอย่างของดันเจี้ยน

ดูเหมือนว่า 'อาพา' จะถูกตั้งค่าไว้ว่า หลังจากนำทางผู้พิชิตไปส่งที่ป่าแล้ว จะต้องถูกเผาทั้งเป็นอย่างแน่นอน

มิน่าล่ะ อาพาที่เราเจอก่อนหน้านี้ถึงจำกลุ่มหน่วยล่วงหน้าไม่ได้

‘เพราะตัวก่อนหน้านี้ตายไปแล้วนี่เอง’

แล้วทำไมดันเจี้ยนนี้ถึงต้องคอยส่งภูตไร้ปีกตัวใหม่มาเพื่อวนลูปพิธีเผาทั้งเป็นนี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยล่ะ

คำตอบของคำถามนั้น คงดูได้จากสีหน้าของพวกมัน

"ฮันเตอร์คิมกิรยอ! เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะเนี่ย... เฮือก"

กลุ่มของซอนอูยอนเห็นระดับ S หายไปนานผิดปกติ เลยคงเป็นห่วงตามเข้ามาที่ลานกว้าง

แล้วพวกเขาก็ต้องสูดหายใจเฮือก เมื่อเห็นสภาพของภูตไร้ปีกที่กำลังถูกเผาอยู่กลางวง

"อ้าว? ลูกค้านี่นา ยังอยู่ในอาณาจักรอีกเหรอ?"

หลังจากนั้น พวกภูตที่ลานกว้างก็อธิบายเรื่องพิธีประหารให้ฟังอีกรอบ

ประโยคเดิมๆ เหมือนกับเมื่อกี้ลอยละล่องอยู่ในอากาศ แต่คราวนี้ปฏิกิริยาของผู้คนกลับต่างออกไป

"ตายจริง"

"อือ..."

ถึงจะเป็นวิธีที่หยาบโลนไปหน่อย แต่ผู้พิชิตบางคนก็อารมณ์เปลี่ยนไปเพราะสถานการณ์นี้จนได้

‘ความเศร้า หรือไม่ก็ความโกรธ’

ทุกอย่างย่อมมีเหตุผลในตัวของมัน

ทั้งเรื่องที่ภูตตนนั้นทำตัวตีสนิทเป็นพิเศษ

ทั้งเรื่องทางออกเดียวที่ดันเปิดเฉพาะตอนรุ่งสาง

ซอนอูยอนทำหน้าหนักใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกชักจูงอารมณ์ แต่ฉันกลับกวาดตามองพวกภูตด้วยสายตาเย็นชา ตรงข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

"จริงสิ! จะว่าไปก่อนที่เครื่องสังเวยนั่นจะตาย เห็นบอกว่ามีของรางวัลจะให้พวกเธอด้วยนะ"

แต่โชคยังดีที่ดูเหมือนจะไม่ต้องเหนื่อยฟรี

"ฉันเก็บของขวัญไว้ให้แทนแล้วล่ะ เป็นของสำหรับพวกเธอนะ จะลองเช็กดูไหม?"

พอยืนรอเงียบๆ ภูตในลานกว้างก็เอ่ยถึงประเด็นที่ฉันรอคอยขึ้นมาเอง

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

171

20px

ยังไงเสีย เรื่องของคนเรานี่มันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้จริงๆ ขนาดก่อนจะมาจุติใหม่ ฉันยังไม่เคยมีความคิดที่จะใช้ชีวิตเป็นฮันเตอร์ระดับ F หรือเป็นพวกสิบแปดมงกุฎเลยสักนิด

‘สงสัยต่อไปคงต้องเพลาๆ เรื่องโกหกลงหน่อยแล้วมั้ง’

ในขณะที่มหาจอมเวทคนหนึ่งกำลังสำนึกผิด (แบบดีเลย์) อยู่ในใจ

เหยื่อรายต่อไปก็เข้ามาใกล้จนถึงระยะประชิดเสียแล้ว

ตึง... ตึง...

เพราะป่าแห่งนี้ คืออาณาเขตของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า 'ยักษ์'

.

.

.

เวลาผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ

"เอ่อ... อืม"

"ฮืม..."

เอาเป็นว่าพูดถึงผลลัพธ์ก่อนเลยแล้วกัน พวกเราทำการสำรวจเสร็จสิ้นภายในรวดเดียวจบ

พวกยักษ์ที่อยู่ในป่านี้อ่อนแอถึงขนาดที่ซอนอูยอนคนเดียวก็กวาดล้างได้สบายๆ เลยไม่เกิดวิกฤตอะไรขึ้น

‘ถึงพวกเทรเชอร์ฮันเตอร์ที่เข้ามาก่อนหน้านี้จะพลาดท่าเพราะระดับการตื่นรู้ต่ำ สมกับเป็นทีมที่เล็งแต่ของระดับ EX ก็เถอะ’

งั้นในเมื่อศัตรูตายหมดแล้ว ที่เหลือก็แค่เดินออกไปไม่ใช่เหรอ?

"ชวนปวดกบาลชะมัด"

ฉันเงยหน้าขึ้นสำรวจเกตตรงหน้าอีกครั้ง

ไม่เคยฝันเลยว่าทางหนีที่ยัยภูตบอก จะมีสภาพพรรค์นี้

เส้นทางตามหลักเวทมนตร์ศาสตร์นั้นแคบเสียจนต้องก้มตัวลงไปถึงจะเข้าได้ แถมรอบด้านยังถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์หนามหนาตึ๊บจนมิด

ถ้ามันเป็นแค่เถาวัลย์หนามธรรมดา ฉันคงไม่หงุดหงิดขนาดนี้หรอก

แต่นี่มันไปดูดกลืนอะไรมาเติบโตกันแน่ ถึงได้หนักและแข็งแรงขนาดที่แรงบีบมือระดับ B ยังทำอะไรไม่ได้เลยสักนิด

‘ความแข็งระดับนี้ ต่อให้เป็นคมดาบของไฮดราก็คงฟันไม่เข้า’

ฉันแกล้งทำท่าจิ้มๆ เถาวัลย์หนามเล่น ก่อนจะตวัดสายตาขึ้นมองขวับ

พอเห็นฉันจ้องมองด้วยสายตาเหลืออด ยัยภูตถึงเพิ่งจะยอมเปิดปากพูด

"จริงสิ นี่เป็นพืชที่จะหดตัวลงทุกๆ รุ่งสางค่ะ อีกประมาณ 20,000 วินาที ก็จะถึงเวลาแล้ว"

"แล้วทำไมเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้ห๊ะ!"

"โกรธเหรอคะ? ทำไมล่ะ? ฉันรักษาสัญญาครบถ้วนแล้วนะ"

ยัยภูตอธิบายว่า ตัวเองแค่บอก 'ตำแหน่งที่มีทางออก' เท่านั้น ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าทางออกนั้นจะอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ทันที

แต่ความโกรธของพวกเราไม่ได้หายไปเพียงเพราะคำพูดแค่นั้น

ความรู้สึกมันเหมือนกับตอนที่กำลังจะได้เลิกงานแล้วจู่ๆ ก็มีงานด่วนงอกขึ้นมานั่นแหละ

‘บัดซบเอ๊ย’

กลายเป็นว่าพวกเราต้องมารอรุ่งสางของอาณาจักรภูตอย่างช่วยไม่ได้

ในตอนนั้นเอง ภูตไร้ปีกก็ปรับระดับความสูงลงมาให้อยู่ในระดับสายตาของชาวโลก

"ทุกท่านคะ ที่นี่ทั้งชื้นแฉะและไม่สบายตัว ไม่เหมาะกับการตั้งแคมป์หรอกค่ะ เพราะงั้นจะกลับไปพักที่บ้านของฉันจนกว่าจะเช้าไหมคะ?"

"หือ?"

"พวกยักษ์ตายหมดแล้ว ปลอดภัยแล้วล่ะค่ะ! พวกมันจะไม่โผล่มาอีกแล้ว! เรื่องผงภูตก็ไม่ต้องกังวลนะคะ ตราบใดที่ไม่ล้างออก ผลของมันก็จะคงอยู่ตลอดไป"

ไอ้เรื่องนอนกลางดินกินกลางทรายมันก็ลำบากอยู่หรอก แต่ทว่า...

"เดี๋ยวสิ ที่บอกว่าเป็นบ้านเนี่ย ก็คือไอ้สิ่งปลูกสร้างขนาดเท่าฝ่ามือนั่นไม่ใช่รึไง จะให้พวกเราเข้าไปพักในที่แบบนั้นได้ยังไง..."

ฉันนึกภาพที่อยู่ของอาพาแล้วก็เกิดคำถามขึ้นมาทันที แต่ไม่นานนัก ผู้พิชิตคนอื่นก็ช่วยอธิบายเรื่องนี้ให้

"อ้อ ฮันเตอร์ครับ พวกผมเคยได้รับข้อเสนอแบบเดียวกันจากภูตตนอื่นตอนช่วงเทศกาลครับ มันไม่ได้หมายถึงจะให้เข้าไปในบ้าน แต่หมายถึงจะจัดเตรียมที่นอนให้น่ะครับ"

"ที่นอน?"

"เอ่อ... น่าจะเป็นพวกใบไม้ใหญ่ๆ ที่มีขนปุยๆ เอามาให้ใช้ต่างที่นอนน่ะครับ อุ่นใช้ได้เลย คืนแรกพวกผมก็อาศัยเจ้านั่นแหละถึงพอนอนหลับได้"

"อ้อ"

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แล้วไป

‘อยากรู้เหมือนกันแฮะว่าเป็นพืชแบบไหน’

ฉันเริ่มสนใจวิธีการรับรองแขกฉบับภูตและเงยหน้ามอง แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะเอ่ยปาก ฮันเตอร์คนหนึ่งก็โวยวายแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"ผ...ผมไม่เอาด้วยหรอก! ผมยอมรออยู่ที่นี่ดีกว่า คำพูดของพวกภูตมันเชื่อไม่ได้!"

ฮันเตอร์ระดับ C คนที่โอนหน้าที่ยักษ์ไล่แปะมาให้ฉันนั่นเอง

ดูเหมือนการที่เขาโดนชาวดันเจี้ยนเล่นงานมาหนักจะกลายเป็นปมฝังใจ จนทำให้เขามีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับพวกภูต

พอระดับ C ออกตัวแรงแบบนั้น สมาชิกในกลุ่มคนอื่นๆ ก็เริ่มเห็นดีเห็นงามด้วยทีละคนสองคน

"จะไม่มาที่บ้านฉันจริงๆ เหรอคะ?"

"ม...ไม่ไป! นังปีศาจเอ๊ย"

"ทั้งที่ฉันเป็นคนเอ่ยปากเชิญเนี่ยนะคะ?"

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด พวกเรากลับรวบรวมความเห็นเป็นเอกฉันท์ได้อย่างง่ายดาย เพราะการกระทำหนึ่งของยัยภูต

"ทำไงดีล่ะ ลูกค้าที่ปฏิเสธคำเชิญคงต้องถูกลงโทษตามระเบียบ นั่นเป็นกฎของอาณาจักรซะด้วยสิ..."

เบะปาก...

อาพาทำเสียงเศร้าสร้อยด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าเอ็นดู ก่อนจะพลิกหน้ากากนั้นออก แล้วแสยะยิ้มโชว์ฟันที่เรียงซ้อนกันถึง 3 ชั้น

พวกเรามองเห็นเนื้อในสีแดงฉานของภูต แล้วรีบตกลงกันอย่างไว

"ไปครับ"

"อย่าเรื่องมากจะดีกว่านะ"

"อ๊ะ จู่ๆ ก็ง่วงขึ้นมาเลยแฮะ"

ถ้าโลกภายนอกคุยกันง่ายแบบนี้บ้างก็คงดี

---

"พวกคุณคือ ■■ ของฉันค่ะ"

ไม่กี่นาทีต่อมา

พวกเรามุ่งหน้าไปยังเนินเขาของอาณาจักรตามคำเชิญ

แต่ตลอดการเดินทาง ยัยภูตเอาแต่พูดประโยคนั้นไม่หยุด

"อะไรนะ?"

"■■ ไงคะ! พวกคุณช่วยจัดการยักษ์สีน้ำเงินที่ฉันพูดถึงให้แล้ว!"

คำศัพท์ที่ฟังดูเหมือนลำโพงพังๆ ที่มีเสียงแทรกจนจับใจความยาก แต่ดูจากบริบทแล้ว สิ่งที่มันพ่นออกมาคงหนีไม่พ้นคำว่า 'ผู้มีพระคุณ' หรือ 'วีรบุรุษ' อะไรเทือกนั้น

‘เออ เอาเถอะ สงสัยอยู่แล้วเชียวว่าทำไมบทมันถึงลื่นไหลผิดปกติ’

ฉันปล่อยผ่านความผิดพลาดของคีชิมเชไป

ส่วนภูตที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ยังคงจ้อไม่หยุด ราวกับจะพูดแทนในส่วนที่ฉันเงียบไป

"รู้ไหมคะ? ความจริงแล้วยักษ์สีน้ำเงินที่พวกคุณฆ่าไป มันเคยจับครอบครัวฉันกินด้วยนะ"

"หือ?"

"อาณาจักรของเรามีข้อตกลงว่าจะต้องส่งภูตให้ยักษ์กินปีละ 1 ตน ครอบครัวของฉันก็เลยถูกมันกิน แต่พวกคุณช่วยฆ่าศัตรูให้ฉันแล้ว แถมฆ่าหมดเกลี้ยงเลยด้วย!"

มันลอยไปลอยมา ทิ้งภาพติดตาที่เป็นประกายวิบวับไว้กลางอากาศ

"จากนี้ไปทุกคนก็ไม่ต้องตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวอีกแล้ว เป็นเพราะพวกคุณแท้ๆ! ว้าว ถ้าพวกคุณยอมอยู่ที่อาณาจักรนี้ พวกเราคงซาบซึ้งไปชั่วลูกชั่วหลานแน่ๆ..."

"อืมม"

"คงลำบากใจสินะคะ? คุณลูกค้าคงอยากจะรีบกลับบ้านใช่ไหม? งั้นฉันจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับค่ะ จะไม่ให้ชาวเมืองมารั้งพวกคุณไว้ด้วยงานเทศกาลเด็ดขาด"

ภูตไร้ปีกหน้าแดงระเรื่อและเอาแต่ยกยอพวกเราไม่หยุดปาก

คนอื่นๆ เองก็ดูเหมือนจะเริ่มรู้สึกดีกับท่าทีของภูตตนนี้ สีหน้าจึงเริ่มผ่อนคลายลง

"พอดูดีๆ ก็น่ารักเหมือนกันนะเนี่ย?"

"จะว่าไป น้องเขาก็น่ารักจริงๆ นั่นแหละ"

มีแต่ฉันนี่แหละที่พอนึกถึงฟัน 3 ชั้นนั่นแล้วยังขนลุกไม่หาย...

"-?"

ปริบๆ

ภูตสัมผัสได้ถึงสายตาของพวกมนุษย์ที่จับจ้องมา จึงบินถลาเข้ามาใกล้

แล้วเกาะหมับเข้าที่ไหล่ของซอนอูยอน พร้อมกับพูดว่า

"ทุกคนคะ คือว่าฉันมีความปรารถนาเล็กๆ อยู่อย่างหนึ่ง จะช่วยทำให้เป็นจริงได้ไหมคะ?"

ไอ้ตัวที่เพิ่งจะขอพรจนทำเรื่องเละเทะไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน กล้าพูดยังงี้ออกมาได้ไง?

"ฉันอยากรู้ชื่อของพวกคุณค่ะ"

แต่ครั้งนี้ดูท่าจะต่างออกไปนิดหน่อย เพราะมันบอกเนื้อหาของคำขอออกมาก่อน

"ฉันจะไม่มีวันลืมการพบกันครั้งนี้ไปตลอดชีวิต รวมถึงตำนานวีรบุรุษที่พวกคุณช่วยกำจัดยักษ์อย่างกล้าหาญด้วย"

"อ้อ"

"แล้วก็... แล้วก็... ถ้าได้เป็นเพื่อนคนแรกที่รู้ชื่อพวกคุณ ฉันจะได้เอาไปอวดภูตในหมู่บ้านได้ไงคะ!"

"อวดเหรอ"

"ไม่ได้เหรอคะ?"

เรื่องแค่นี้จะเป็นไรไป

ผู้พิชิตส่วนใหญ่ยอมทำตามคำขอร้องที่แสนเว้าวอนของภูต

"ชื่อเหรอครับ? ผม..."

"คุณลูกค้าชื่อ 'ชื่อเหรอครับ' สินะคะ"

"ไม่ใช่ว้อย! ไม่ใช่แบบนั้น!"

"ค่ะ ฟังอยู่ค่ะ คุณชื่อเหรอครับ"

ในขั้นตอนนี้ ซอนอูยอนล้มเหลวในการลงทะเบียนชื่อเพราะปัญหาเล็กน้อย

"คุณลูกค้า คุณลูกค้าชื่ออะไรคะ?"

"เธอจะรู้ไปทำไม"

"คุณ 'เธอจะรู้ไปทำไม' สินะคะ"

ฉันก็แค่ไม่ได้บอกชื่อ

เอาเถอะ

สรุปว่าพวกเราแนะนำตัวกันเสร็จสรรพและเดินขึ้นเนินเขาไปแบบชิลๆ หลังจากนั้นก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากภูตอาพา

‘ผลไม้ที่นี่อร่อยดีแฮะ’

ในเมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ทีนี้ก็แค่พักผ่อนรอเวลาเช้าสินะ

"...คุณกิรยอ"

ในความมืดมิดที่มาเยือนในที่สุด

"คุณกิรยอ คุณกิรยอคะ?"

ฉันเปิดเปลือกตาขึ้นตามเสียงเรียกชื่อ

ความจริงก็แค่แกล้งหลับอยู่แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดที่ถูกปลุกกะทันหัน

"ถึงเวรเฝ้ายามของผมแล้วเหรอครับ?"

ฉันนอนนิ่ง กรอกตาไปมาจ้องมองใบหน้าของอีกฝ่าย

"เปล่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องนั้น... แต่สถานการณ์มันแปลกๆ ภูตตนนั้นจู่ๆ ก็หายตัวไปค่ะ"

"หายไป?"

"ค่ะ! ทั้งที่ไม่มีใครเห็นว่าออกไปจากที่นี่แท้ๆ แต่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ที่ตื่นอยู่กับฉันบอกว่าสัมผัสพลังเวทในกระท่อมไม่ได้เลย ภูตหายตัวไปแล้วค่ะ"

คงเพราะอยู่ในดันเจี้ยนละมั้ง ซอนอูยอนถึงได้ดูกังวลกับความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เอามากๆ

"ทำยังไงดีคะ? จะให้ลองใช้สกิลเซิร์ชเชอร์ดูไหม?"

ฉันยันตัวลุกขึ้นตามคำรบเร้าของเธอ แต่ในจังหวะนั้นเอง แสงไฟปริศนาก็สว่างวาบขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

แสงไฟที่ส่องมาจากทางลานกว้าง

‘สีฟ้า...?’

พอมองเงาที่ทอดผ่านแสงไฟ ดูเหมือนว่าตรงนั้นจะมีพวกภูตไปรวมตัวกันอยู่เพียบเลยแฮะ

‘เดี๋ยวนะ’

ตอนนั้นเอง ประสาทสัมผัสที่ลับจนคมกริบตอนค้นกระท่อม ก็สัมผัสได้ถึงพลังเวทที่คุ้นเคย

นี่มันพลังเวทของภูตไร้ปีก และตำแหน่งปัจจุบันคือ...

"คุณซอนอูยอนรออยู่ที่นี่นะครับ"

"คะ?"

"คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง แต่กันไว้ก่อน เดี๋ยวผมไปเช็กแป๊บเดียว"

ฉันลุกพรวดพราดมุ่งหน้าไปยังลานกว้าง ยิ่งเข้าใกล้ ไอร้อนก็ยิ่งปะทะผิวหนังชัดเจนขึ้น

กองไฟตรงกลางที่ลุกโชน เหล่าภูตจำนวนมากจับมือกันนั่งล้อมวง

ภาพที่เห็นแทบไม่ต่างอะไรกับงานเทศกาลเมื่อตอนกลางวันเลยสักนิด

เปรี๊ยะ... เปรี๊ยะ...

แต่สิ่งที่อยู่กลางลานกว้างนั่น ห่างไกลจากคำว่ากองไฟในงานเทศกาลอันแสนอบอุ่นลิบลับ

เพราะสิ่งที่กำลังมอดไหม้อยู่ในนั้น ไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเจ้าภูตไร้ปีกตนนั้น

"อ้าว? ลูกค้านี่นา ยังอยู่ในอาณาจักรอีกเหรอ?"

ภูตตนหนึ่งที่รู้สึกตัวว่าฉันมาก็เดินเข้ามาหา

"พวกเรากำลังทำพิธีประหารอยู่น่ะ"

"ทำไม"

"ก็ยัยนั่นทำเรื่องไม่ดีไว้นี่นา"

มันกระพือปีกพับๆ สร้างลมเบาๆ แสดงความไม่พอใจอย่างเต็มที่

"ก็นะ ยัยนั่นดันเข้าไปในป่าตอนบ่ายน่ะสิ? เธอก็รู้นี่นา คนที่ได้รับคำแนะนำจากภูตตนนั้นก็คือพวกเธอนั่นแหละ!"

"...."

"พวกเธอเป็นลูกค้าไม่เป็นไรหรอก แต่ภูตตนนั้นทำแบบนั้นไม่ได้ อาพาเป็นเครื่องสังเวยของปีนี้นะ"

เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ

ระหว่างที่เราคุยกัน สิ่งมีชีวิตในกองฟืนก็ถูกเผาจนใบหน้าที่เคยน่ารักกลายเป็นเถ้าถ่าน

"เป็นแค่ ■ ไม่มีปีกแท้ๆ ดันลืมหน้าที่ตัวเองแล้วเสนอหน้าเข้าไปในป่า? ขืนทำแบบนั้นแล้วถูกพวกยักษ์จับกินขึ้นมา พวกเราจะทำยังไงล่ะ"

"ใช่ๆ"

"ใช่เลย!"

"เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ต้องฆ่าทิ้งซะวันนี้แหละ เผาเครื่องสังเวยให้เกรียมแล้วเก็บไว้จนถึงฤดูหนาวปีหน้ากันเถอะ!"

อย่างนี้นี้เอง

"ภูตงี่เง่า พอถึงเวลาจะโดนลงโทษ ก็เอาแต่โกหกพร่ำเพรื่อว่ายักษ์ตายหมดแล้ว!"

"ยัยนั่นบอกว่า พวกเธอฆ่ายักษ์ไปหมดแล้วน่ะ"

"จริงเหรอ? ถ้าจริงก็ดีสิ"

ในวินาทีนั้น ฉันก็เข้าใจกลไกบางอย่างของดันเจี้ยน

ดูเหมือนว่า 'อาพา' จะถูกตั้งค่าไว้ว่า หลังจากนำทางผู้พิชิตไปส่งที่ป่าแล้ว จะต้องถูกเผาทั้งเป็นอย่างแน่นอน

มิน่าล่ะ อาพาที่เราเจอก่อนหน้านี้ถึงจำกลุ่มหน่วยล่วงหน้าไม่ได้

‘เพราะตัวก่อนหน้านี้ตายไปแล้วนี่เอง’

แล้วทำไมดันเจี้ยนนี้ถึงต้องคอยส่งภูตไร้ปีกตัวใหม่มาเพื่อวนลูปพิธีเผาทั้งเป็นนี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยล่ะ

คำตอบของคำถามนั้น คงดูได้จากสีหน้าของพวกมัน

"ฮันเตอร์คิมกิรยอ! เกิดอะไรขึ้นกันแน่คะเนี่ย... เฮือก"

กลุ่มของซอนอูยอนเห็นระดับ S หายไปนานผิดปกติ เลยคงเป็นห่วงตามเข้ามาที่ลานกว้าง

แล้วพวกเขาก็ต้องสูดหายใจเฮือก เมื่อเห็นสภาพของภูตไร้ปีกที่กำลังถูกเผาอยู่กลางวง

"อ้าว? ลูกค้านี่นา ยังอยู่ในอาณาจักรอีกเหรอ?"

หลังจากนั้น พวกภูตที่ลานกว้างก็อธิบายเรื่องพิธีประหารให้ฟังอีกรอบ

ประโยคเดิมๆ เหมือนกับเมื่อกี้ลอยละล่องอยู่ในอากาศ แต่คราวนี้ปฏิกิริยาของผู้คนกลับต่างออกไป

"ตายจริง"

"อือ..."

ถึงจะเป็นวิธีที่หยาบโลนไปหน่อย แต่ผู้พิชิตบางคนก็อารมณ์เปลี่ยนไปเพราะสถานการณ์นี้จนได้

‘ความเศร้า หรือไม่ก็ความโกรธ’

ทุกอย่างย่อมมีเหตุผลในตัวของมัน

ทั้งเรื่องที่ภูตตนนั้นทำตัวตีสนิทเป็นพิเศษ

ทั้งเรื่องทางออกเดียวที่ดันเปิดเฉพาะตอนรุ่งสาง

ซอนอูยอนทำหน้าหนักใจโดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังถูกชักจูงอารมณ์ แต่ฉันกลับกวาดตามองพวกภูตด้วยสายตาเย็นชา ตรงข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง

"จริงสิ! จะว่าไปก่อนที่เครื่องสังเวยนั่นจะตาย เห็นบอกว่ามีของรางวัลจะให้พวกเธอด้วยนะ"

แต่โชคยังดีที่ดูเหมือนจะไม่ต้องเหนื่อยฟรี

"ฉันเก็บของขวัญไว้ให้แทนแล้วล่ะ เป็นของสำหรับพวกเธอนะ จะลองเช็กดูไหม?"

พอยืนรอเงียบๆ ภูตในลานกว้างก็เอ่ยถึงประเด็นที่ฉันรอคอยขึ้นมาเอง