เจ้าภูตนำทางที่ถูกเผาทั้งเป็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน...
เคยบอกเอาไว้ว่าถ้ากำจัดศัตรูคู่อาฆาตอย่างเจ้ายักษ์สีน้ำเงินได้ จะมอบรางวัลพิเศษให้ต่างหาก
จนถึงตอนนี้ ฉันไม่ได้เร่งรัดอะไรเพราะคิดว่าในเมื่อเป็นคำสัญญาที่ชาวบ้านในเกตเอ่ยปากออกมาเอง ยังไงก็คงรักษาสัญญาอยู่แล้ว
โชคดีที่แม้ภูตตนที่สัญญาจะสลายไปแล้ว แต่พันธะสัญญาระหว่างเราก็ยังคงอยู่
“เอ้า นี่! รับไปสิ”
ในที่สุดภูตที่ลานกว้างก็นำรางวัลที่ผู้นำทางบอกไว้มากองเรียงรายบนสนามหญ้า
ลูกบาศก์ขนาดเล็กพอที่จะกำได้ในมือเดียว
นี่มันวัตถุที่ไม่มีฮันเตอร์คนไหนไม่รู้จัก
“ไอเทมบ็อกซ์?”
กล่องเก็บของวิเศษที่สามารถแยกเก็บอุปกรณ์ที่มีพลังเวทได้ ไม่นึกเลยว่าจะงัดของแบบนี้ออกมาวางปังตรงหน้ากันดื้อๆ!
ระดับทั่วไป
ถึงรางวัลชิ้นนี้จะเป็นเกรดต่ำที่สุดในบรรดาชนิดของไอเทมบ็อกซ์ก็เถอะ
ความจุภายในที่แสนจะสมถะเมื่อเทียบกับระดับแรร์ แต่แค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว
เพราะเจ้าอุปกรณ์เวทชิ้นนี้ ต่อให้มีพื้นที่เก็บของเล็กแค่ไหน ราคาเริ่มต้นก็ปาเข้าไปเป็นหลักร้อยล้านแล้ว
พวกเราปรึกษากันว่าจะทำยังไงกับไอเทมบ็อกซ์ที่ได้มา และไม่นานผู้คนก็เริ่มลงความเห็นว่าควรมอบรางวัลให้กับฮันเตอร์ระดับ S ที่เป็นแกนนำในการพิชิต
ใช่แล้ว
ฉันได้รับลาภก้อนโตที่เหนือความคาดหมายมาครอง
‘เดิมทีตั้งใจจะหาของระดับ EX เพื่ออัปเกรดความแข็งแกร่ง แต่ถ้าได้ของแบบนี้มา ใครให้ก็ต้องรับไว้สิ!’
เอาล่ะ ในเมื่อดูเรื่องราวโศกนาฏกรรมจนจบแล้ว และของที่ควรได้ก็ได้รับมาแล้ว งั้นก็ได้เวลาออกจากกล่องให้อาหารนี่เสียที
“ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นนิดหน่อยแล้วนะคะ”
พอมองไปรอบๆ ผู้รอดชีวิตต่างก็แสดงสีหน้าแตกต่างกันไป
บ้างก็ดีใจที่รอดตาย บ้างก็หวาดกลัวธรรมเนียมประหลาดของพวกภูตที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดียวกัน
แต่อารมณ์ที่แผ่ออกมามากที่สุดคือความเวทนาที่ใกล้เคียงกับความเศร้าโศก
คนจำนวนหนึ่งรวมถึงซอนอูยอนต่างพากันสงบปากสงบคำพลางมองดูศพของผู้ถูกประหารที่กำลังลุกไหม้
‘เช้าแล้วสินะ’
แปะ
ฉันปรบมือเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจจากผู้พิชิต และชี้ทางที่เราควรจะมุ่งหน้าไป
“ป่านนี้เถาวัลย์ที่อุดทางเดินตรงนั้นน่าจะลดน้อยลงแล้วล่ะครับ ไปดูกันเถอะ”
และแล้วทางออกในป่าที่เราไปถึง สิ่งกีดขวางที่เคยปิดกั้นทางอยู่ก็หายไปราวกับโกหก
---
ไม่นานหลังจากนั้น ณ สมาคมฮันเตอร์เกาหลี
“อืม...”
ซอนอูยอนเคาะแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดเมมเบรนราคาถูก ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ครู่หนึ่ง
ผู้สูญหายที่ถูกเกตสีขาวกลืนกินได้กลับออกมาสู่โลกภายนอกอย่างปลอดภัย ตอนนี้เวลาผ่านไปประมาณ 2 วันหลังจากเหตุการณ์นั้นสิ้นสุดลง
ช่วงที่ผ่านมาเป็นวันที่ยุ่งวุ่นวายจริงๆ
เพราะเธอเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์การปรากฏตัวครั้งแรกของสิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนที่สามารถใช้ภาษามนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เธอหารือกับเจ้าหน้าที่สมาคมที่มาด้วยกัน และตัดสินใจพำนักอยู่ในอาณาจักรภูตต่ออีก 4 ชั่วโมง
เพราะดันเจี้ยนจะไม่พังทลายหากยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ภายใน พวกเขาจึงใช้วิธีนั้นเพื่อรักษาสภาพพื้นที่การพิชิตเอาไว้
แต่การกระทำบ้าบ่อนั่นก็สิ้นสุดลงเสียที
เพราะสุดท้ายสมาคมก็หาวิธีเข้าไปในทางออกที่เป็นแบบเดินรถทางเดียวไม่ได้
‘อุตส่าห์กัดฟันทนเพราะอยากจะเป็นประโยชน์แท้ๆ แต่พอไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลย มันก็รู้สึกโหวงๆ เหมือนกันแฮะ’
ซอนอูยอน ผู้กลับมาเป็นคนสุดท้าย ยกมือขึ้นวางบนคีย์บอร์ดพร้อมข่มความเหนื่อยล้าที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
จากนี้ไปต้องรีบเขียนรายงานก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับการพิชิตจะเลือนหายไป ให้ตายสิ สังคมนี้ทำไมถึงใจร้ายกับมดงานอย่างเรานักนะ
“เฮ้อ...”
แต่ยังดีที่ครั้งนี้เบื้องบนเห็นใจในความเหนื่อยยาก เลยให้วันหยุดพิเศษมาต่างหาก
แค่ทนวันนี้ให้ได้ก็พอ ซอนอูยอนนึกถึงประโยคนั้นแล้วรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างขะมักเขม้น
‘อยากกินกาแฟจัง’
แต่ทว่า
“เอ่อ... คือว่า...”
ทั้งที่แค่คิดในใจแท้ๆ แต่จู่ๆ อเมริกาโน่เย็นเจี๊ยบก็ถูกเลื่อนมาวางข้างโต๊ะ
“คุณเจ้าหน้าที่สอบสวนครับ คือนี่ยังอยู่ในช่วงพักเที่ยง พอจะมีเวลาคุยด้วยสักหน่อยไหมครับ...? ดื่มกาแฟไปคุยไปก็ได้”
อนึ่ง คำว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนคือตำแหน่งภายนอกปัจจุบันของซอนอูยอน
เธอหยุดเขียนรายงานและเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก
และก็เป็นไปตามคาด เพื่อนร่วมงานในหน่วยงานที่ต้องเจอหน้ากันประจำยืนอยู่ตรงนั้น
“ค่ะ เดี๋ยวขอเซฟงานก่อนนะคะ”
ผู้ตื่นรู้ระดับ C ที่ติดอยู่ในอาณาจักรภูตพร้อมกับเธอ หัวหน้าอี
ปกติเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยได้เจอกันเป็นการส่วนตัว แต่นึกยังไงถึงจู่ๆ ซื้อกาแฟมาให้กันนะ
.
.
.
ครู่ต่อมา
‘กาแฟมีความหมายแบบนี้เองสินะ’
ซอนอูยอนยืนยันสมมติฐานของตัวเองทันทีที่ขึ้นมาถึงดาดฟ้า
เพราะคนที่ชื่อหัวหน้าอีรีบก้มหัวขอโทษทันทีตั้งแต่ยังไม่เริ่มบทสนทนา
“เรื่องที่ผ่านมาผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ!”
“อืม”
“คะ คือว่า ตอนนั้นผมก็พูดไปแล้ว แต่พอคิดว่าถ้าผ่านไป 10 นาทีแล้วอาจจะตาย ก็เลยสติแตกตัดสินใจอะไรบ้าๆ ลงไปน่ะครับ”
“ค่ะ”
“กะ ก่อนหน้านี้หัวหน้าทีมก็เพิ่งจะเสียไปเพราะเข้าไปในดันเจี้ยนได้ไม่ทันไรด้วย”
หัวหน้าทีมสอบสวนที่คิดว่าภูตเป็นมอนสเตอร์เลยเปิดฉากโจมตีก่อน จนกลายเป็นเหยื่อรายแรก
จะว่าไป วันพุธนี้ก็จะมีงานศพด้วยนี่นา ซอนอูยอนนึกถึงตารางงานในหัวแล้วทำหน้าเศร้า
รุ่นน้องของเธอเอ่ยปากพูดต่อหลังจากนั้น
“ขอโทษ... จริงๆ ครับ ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น คุณเจ้าหน้าที่ซอนอูยอนก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัว”
แต่เรื่องนี้คงต้องขอพูดให้เคลียร์หน่อย ซอนอูยอนหยุดจิบกาแฟแล้วเอ่ยขึ้น
“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่เรื่องนี้คนที่คุณควรไปขอโทษไม่ใช่ฉัน แต่เป็นฮันเตอร์คิมกิรยอนะคะ?”
พนักงานคนนั้นเป็นคนส่งต่อสัญลักษณ์ให้กับระดับ S คนหนึ่งชัดๆ
“ฮะๆ ฮันเตอร์คิมเหรอครับ? ครับ แน่นอนว่าตอนออกมาจากเกต ผมก็ไม่ได้คิดว่าแค่ขอโทษผ่านๆ แบบนั้นมันจะพอนะครับ แต่ว่า...”
ผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่บนดาดฟ้ายิ้มขื่นๆ พลางทบทวนความผิดพลาดของตัวเอง
“คนอย่างผมจะกล้าเข้าไปคุยกับคนระดับ S อีกรอบได้ยังไงล่ะครับ”
เขาพูดจบก็ยกกาแฟในมือขึ้นดื่มอึกหนึ่ง
“บอกตามตรง หลังจากทำแบบนั้นไป ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดหวังให้ฮันเตอร์คิมยกโทษให้ด้วยซ้ำ”
“.......”
“ก็นึกว่าเขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟซะอีก หรือไม่ก็... โยนบทคนเป็นกลับมาให้พวกเรา?”
“งั้นเหรอคะ?”
“คนอย่างคิมกิรยอยืนหัวโด่อยู่ตรงหน้า พวกเราจะไปทำอะไรได้ล่ะครับ นั่นมันก็แค่การโยนภาระการตัดสินใจไปให้ฮันเตอร์ระดับ S เท่านั้นเอง ถ้าต้องกลายเป็น ‘คนเป็น’ ด้วยน้ำมือคนอื่น อย่างน้อยมันก็คงไม่รู้สึกงี่เง่าและน่าเจ็บใจเท่าไหร่”
ผู้ตื่นรู้ระดับ C ที่อธิบายความรู้สึกในตอนนั้นเสียงค่อยลงเรื่อยๆ ประโยคที่จะหลุดออกมาหลังจากนี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มภาระในใจให้ตัวเอง
“...แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมรับบทคนเป็นเอาไว้เองแบบนั้น”
ซอนอูยอนเองก็จำสถานการณ์ตอนนั้นได้ ตอนที่คิมกิรยอบอกว่าจะไม่ส่งต่อบทคนเป็นให้ใคร ใจเธอหายวูบเลยจริงๆ
ยิ่งเธอเพิ่งเห็นจุดจบของมนุษย์ที่ถูกภูตเล่นงานมาหมาดๆ ด้วย
“แถมยังทำเพื่อความสบายใจของคนอื่นอีก...”
ถ้าคิมกิรยอไม่เสนอตัวกอดระเบิดลูกนั้นไว้ ทีมพิชิตคงได้สัมผัสกับนรกบนดินตลอด 10 นาทีนั้นแน่
เพราะเกมเป่าลูกโป่งก่อนหน้านี้ฝังหัวพวกเขาไปแล้วว่าผู้แพ้จะต้องตาย
ในสถานการณ์แบบนั้น ถ้าตัวเองต้องกลายเป็นคนเป็น คงทำทุกวิถีทางเพื่อหนีจากสถานะนี้แน่
เผลอๆ อาจจะเกิดการทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่าก็ได้
การกระทำโหดร้ายอย่างการหักขาพวกเดียวกันเพื่อหนีจากการเป็นคนเป็น จะไม่เกิดขึ้นระบาดไปทั่วจริงๆ เหรอ?
“ที่พวกเรารอดออกมาจากดันเจี้ยนได้โดยไม่ต้องเห็นภาพอุจาดตา ก็เพราะเขาแท้ๆ เลยนะครับ”
หญิงสาวผมดำยาวตรงเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้
“ไม่สิ พอย้อนกลับมาคิดก็แปลกจริงๆ... ทำไมถึงไม่ยอมส่งต่อบทคนเป็นกันนะ? หรือว่าเขาคิดจะลองล่าภูตดูจริงๆ?”
ในขณะที่เขากำลังพึมพำด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด ซอนอูยอนก็เปรยออกมาประโยคหนึ่ง
“เขาเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วค่ะ”
“ครับ?”
เป็นแบบนั้นเสมอมา
คิมกิรยอมักจะทำเรื่องบ้าบิ่นที่ใครก็ไม่เข้าใจด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพราะรู้อย่างนั้น ซอนอูยอนถึงได้แย่งสัญลักษณ์มาจากอีกฝ่าย
เพราะถ้าเธอไม่ทำแบบนั้น ผู้ชายคนนั้นคงไม่ยอมส่งต่อบทคนเป็นให้ใครจนวินาทีสุดท้ายแน่ๆ
“เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว? อ๋อ จะว่าไปคุณเจ้าหน้าที่ก็สนิทกับฮันเตอร์นี่ครับ?”
“แค่ระดับหนึ่งค่ะ”
“ยังไงก็สุดยอดไปเลยนะครับ ผมไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นคนขี้สงสารขนาดนี้ ว้าว ในสถานการณ์แบบนั้นยังอุตส่าห์ห่วงคนอื่นอีก...”
ฮันเตอร์ระดับ C มัวแต่ยุ่งอยู่กับการสรรเสริญชายหนุ่มผมทอง แต่ไม่รู้ทำไมซอนอูยอนถึงแสดงท่าทีคลุมเครือออกมาแค่ในประเด็นนี้
‘ขี้สงสารเหรอ?’
รู้สึกว่าคำคำนี้มันไม่ค่อยเหมาะที่จะเอามาขยายความผู้ชายคนนั้นเท่าไหร่
เลือดเย็น
ซอนอูยอนคิดลึกๆ ว่าคำนั้นน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า แม้จะผ่านเรื่องราวในเกมไล่จับมาแล้วก็ตาม
ก็แหม ในช่วงท้ายของการพิชิต คิมกิรยอดันแสดงท่าทีแบบนั้นออกมานี่นา
‘.......’
ซอนอูยอนยังจำได้แม่น
สีหน้าของชายคนนั้นในยามที่จ้องมองภูตที่กำลังถูกไฟครอก
-เปรี๊ยะ, เปรี๊ยะ...
กิรยอไม่แสดงความหวั่นไหวใดๆ แม้จะเห็นภูตนำทางที่ช่วยเหลือตัวเองถูกเผาทั้งเป็น
ถ้าบอกว่าเขาไม่พอใจอะไรสักอย่างจากเรื่องเกมไล่จับ เลยมีความรู้สึกต่อต้านพวกภูตไร้ปีกหลงเหลืออยู่ ก็ยังพอเข้าใจได้
แต่สิ่งที่คิมกิรยอแสดงออกมาไม่ใช่ทั้งความไม่พอใจหรือความสะใจ มันคือความไร้สีไร้กลิ่น
มีเพียงปฏิกิริยาเฉยชาที่แข็งกระด้างอย่างที่สุด
แล้วกับผู้ชายแบบนั้น จะไปคาดหวังความเมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้ยังไงกัน
‘.......’
โบราณว่าแม้แต่เพชฌฆาตเวลาจะเชือดวัวก็ยังไม่มองตามัน
ไม่รู้ทำไมคิมกิรยอถึงดูเหมือนคนฆ่าสัตว์ที่จะแล่เนื้อเถือหนังได้โดยไม่กะพริบตา และนั่นทำให้ซอนอูยอนรู้สึกตะขิดตะขวงใจทุกครั้งที่ได้รับความใจดีจากเขา
ตัวเธอเองก็อยากจะเชื่อในความหวังดีของเขา อยากจะเชื่อแบบนั้นใจจะขาด
แต่นายพรานที่เก่งกาจจนเกินพอดีคนนั้น มักจะกระตุ้นความหวาดหวั่นที่หนาวเหน็บขึ้นมาเสมอ
‘ไม่หรอก อย่าคิดมากไปเลย เขาเป็นคนดีที่ยอมแบกรับอันตรายเพื่อคนอื่นนะ’
ซอนอูยอนพยายามคิดในแง่บวก แต่ก็ไม่อาจกดความกังวลลึกๆ ในใจลงไปได้ทั้งหมด
‘จริงๆ นะ...’
ตอนที่เธอโดนลงโทษจากภูตจนล้มคว่ำลงไป ฮันเตอร์คนนั้นกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่
‘คิดมากไปเองจริงๆ นั่นแหละ’
บางทีในวินาทีนั้น เขาอาจจะส่งสายตาแบบเดียวกับตอนที่มองดูภูตในกองเถ้านั่นมาให้ก็ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะความระแวงนี้ เธอก็คงไม่รู้สึกถึงระยะห่างที่มีต่อคิมกิรยอหรอก
---
‘ยิปปี้! ทีนี้ก็ไม่ต้องหอบของพะรุงพะรังเหมือนพวกพ่อค้าเร่แล้ว!’
ยามบ่ายที่เงียบสงบ ห้องพักเดี่ยวของคิมกิรยอ
ฉันนั่งจุมปุ๊กอยู่มุมห้องดื่มด่ำกับความปิติยินดี
เมื่อก่อนแอบอิจฉาพวกที่พกไอเทมบ็อกซ์ไปไหนมาไหนด้วยจะตาย ในที่สุดฉันก็ได้เจ้ากล่องวิเศษราคาแพงระยับนั่นมาครอบครอง
“แถมยังได้อุปกรณ์เวทแพงหูฉี่แบบนี้มาฟรีๆ อีก!”
ไอเทมบ็อกซ์ที่ใส่ [ไฮดรา] กับ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] ลงไปแล้วก็ยังมีที่ว่างเหลือเฟือ
ฉันฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะตรวจสอบพื้นที่ว่างที่เหลือ
“กำลังดีเลยแฮะ~”
และไอเทมบ็อกซ์นี้ก็ได้มาในจังหวะที่เหมาะสมเจาะจงพอดีเป๊ะ
ความจริงฉันยังไม่ตัดใจเรื่องการหาปอดมังกร และตั้งใจว่าจะกลับไปท้าทายดราก้อนเหรดเพื่อการนี้อีกครั้ง
พูดตามตรง ตอนนี้ฉันมีพลังมากเกินตัวสำหรับระดับ F ไปแล้วก็จริง
‘ขนาดใช้ชีวิตตรากตรำทำงานหนักมาตลอด ยังจะหาเรื่องทำงานหนักจนตายอีกเหรอ...’
แต่ฉันตัดสินใจว่าจะโลภมากอีกสักหน่อย และสาเหตุสัก 10% ของการตัดสินใจครั้งนี้ก็น่าจะมาจากเกตเมื่อวาน
การปรากฏตัวของตัวตนที่เลียนแบบสติปัญญา
การปรากฏของเกตที่มีเนื้อเรื่องแบบนั้นไม่ใช่ลางดีเท่าไหร่
กลับมาที่หัวข้อเมื่อกี้ ทางนี้ตั้งใจจะหาโอกาสล่ามังกรตัวใหม่อยู่ตลอดเวลา
เพื่อเพิ่มโอกาสในการดรอปปอดมังกรขึ้นมาแม้สัก 1% ก็ยังดี
แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ได้มีชะตากรรมของประเทศไหนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนตอนญี่ปุ่น เพราะงั้นค่อยๆ ใช้เวลาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ น่าจะดีกว่า
แต่มังกรชอบโผล่มาในระดับสูงเสมอ และตัวเกตเองก็หายากจนแทบไม่มีข้อมูลในอินเทอร์เน็ต
“อืม”
ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจไปพบผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรังมังกรที่จะปรากฏขึ้นสักวัน
และในงานนี้ น่าตกใจที่ฉันสามารถใช้เส้นสายได้เสียด้วย
สุดยอดนักล่ามังกร ดราก้อนสเลเยอร์อันดับหนึ่งของเกาหลี แถมยังเป็นเจ้าของ [หัวใจมังกร] คนแรกของโลก
คนดังคนนั้นดันเป็นญาติห่างๆ ของคนรู้จักฉันพอดี