Cover

172

เจ้าภูตนำทางที่ถูกเผาทั้งเป็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน...

เคยบอกเอาไว้ว่าถ้ากำจัดศัตรูคู่อาฆาตอย่างเจ้ายักษ์สีน้ำเงินได้ จะมอบรางวัลพิเศษให้ต่างหาก

จนถึงตอนนี้ ฉันไม่ได้เร่งรัดอะไรเพราะคิดว่าในเมื่อเป็นคำสัญญาที่ชาวบ้านในเกตเอ่ยปากออกมาเอง ยังไงก็คงรักษาสัญญาอยู่แล้ว

โชคดีที่แม้ภูตตนที่สัญญาจะสลายไปแล้ว แต่พันธะสัญญาระหว่างเราก็ยังคงอยู่

“เอ้า นี่! รับไปสิ”

ในที่สุดภูตที่ลานกว้างก็นำรางวัลที่ผู้นำทางบอกไว้มากองเรียงรายบนสนามหญ้า

ลูกบาศก์ขนาดเล็กพอที่จะกำได้ในมือเดียว

นี่มันวัตถุที่ไม่มีฮันเตอร์คนไหนไม่รู้จัก

“ไอเทมบ็อกซ์?”

กล่องเก็บของวิเศษที่สามารถแยกเก็บอุปกรณ์ที่มีพลังเวทได้ ไม่นึกเลยว่าจะงัดของแบบนี้ออกมาวางปังตรงหน้ากันดื้อๆ!

ระดับทั่วไป

ถึงรางวัลชิ้นนี้จะเป็นเกรดต่ำที่สุดในบรรดาชนิดของไอเทมบ็อกซ์ก็เถอะ

ความจุภายในที่แสนจะสมถะเมื่อเทียบกับระดับแรร์ แต่แค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว

เพราะเจ้าอุปกรณ์เวทชิ้นนี้ ต่อให้มีพื้นที่เก็บของเล็กแค่ไหน ราคาเริ่มต้นก็ปาเข้าไปเป็นหลักร้อยล้านแล้ว

พวกเราปรึกษากันว่าจะทำยังไงกับไอเทมบ็อกซ์ที่ได้มา และไม่นานผู้คนก็เริ่มลงความเห็นว่าควรมอบรางวัลให้กับฮันเตอร์ระดับ S ที่เป็นแกนนำในการพิชิต

ใช่แล้ว

ฉันได้รับลาภก้อนโตที่เหนือความคาดหมายมาครอง

‘เดิมทีตั้งใจจะหาของระดับ EX เพื่ออัปเกรดความแข็งแกร่ง แต่ถ้าได้ของแบบนี้มา ใครให้ก็ต้องรับไว้สิ!’

เอาล่ะ ในเมื่อดูเรื่องราวโศกนาฏกรรมจนจบแล้ว และของที่ควรได้ก็ได้รับมาแล้ว งั้นก็ได้เวลาออกจากกล่องให้อาหารนี่เสียที

“ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นนิดหน่อยแล้วนะคะ”

พอมองไปรอบๆ ผู้รอดชีวิตต่างก็แสดงสีหน้าแตกต่างกันไป

บ้างก็ดีใจที่รอดตาย บ้างก็หวาดกลัวธรรมเนียมประหลาดของพวกภูตที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดียวกัน

แต่อารมณ์ที่แผ่ออกมามากที่สุดคือความเวทนาที่ใกล้เคียงกับความเศร้าโศก

คนจำนวนหนึ่งรวมถึงซอนอูยอนต่างพากันสงบปากสงบคำพลางมองดูศพของผู้ถูกประหารที่กำลังลุกไหม้

‘เช้าแล้วสินะ’

แปะ

ฉันปรบมือเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจจากผู้พิชิต และชี้ทางที่เราควรจะมุ่งหน้าไป

“ป่านนี้เถาวัลย์ที่อุดทางเดินตรงนั้นน่าจะลดน้อยลงแล้วล่ะครับ ไปดูกันเถอะ”

และแล้วทางออกในป่าที่เราไปถึง สิ่งกีดขวางที่เคยปิดกั้นทางอยู่ก็หายไปราวกับโกหก

---

ไม่นานหลังจากนั้น ณ สมาคมฮันเตอร์เกาหลี

“อืม...”

ซอนอูยอนเคาะแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดเมมเบรนราคาถูก ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ครู่หนึ่ง

ผู้สูญหายที่ถูกเกตสีขาวกลืนกินได้กลับออกมาสู่โลกภายนอกอย่างปลอดภัย ตอนนี้เวลาผ่านไปประมาณ 2 วันหลังจากเหตุการณ์นั้นสิ้นสุดลง

ช่วงที่ผ่านมาเป็นวันที่ยุ่งวุ่นวายจริงๆ

เพราะเธอเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์การปรากฏตัวครั้งแรกของสิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนที่สามารถใช้ภาษามนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เธอหารือกับเจ้าหน้าที่สมาคมที่มาด้วยกัน และตัดสินใจพำนักอยู่ในอาณาจักรภูตต่ออีก 4 ชั่วโมง

เพราะดันเจี้ยนจะไม่พังทลายหากยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ภายใน พวกเขาจึงใช้วิธีนั้นเพื่อรักษาสภาพพื้นที่การพิชิตเอาไว้

แต่การกระทำบ้าบ่อนั่นก็สิ้นสุดลงเสียที

เพราะสุดท้ายสมาคมก็หาวิธีเข้าไปในทางออกที่เป็นแบบเดินรถทางเดียวไม่ได้

‘อุตส่าห์กัดฟันทนเพราะอยากจะเป็นประโยชน์แท้ๆ แต่พอไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลย มันก็รู้สึกโหวงๆ เหมือนกันแฮะ’

ซอนอูยอน ผู้กลับมาเป็นคนสุดท้าย ยกมือขึ้นวางบนคีย์บอร์ดพร้อมข่มความเหนื่อยล้าที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

จากนี้ไปต้องรีบเขียนรายงานก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับการพิชิตจะเลือนหายไป ให้ตายสิ สังคมนี้ทำไมถึงใจร้ายกับมดงานอย่างเรานักนะ

“เฮ้อ...”

แต่ยังดีที่ครั้งนี้เบื้องบนเห็นใจในความเหนื่อยยาก เลยให้วันหยุดพิเศษมาต่างหาก

แค่ทนวันนี้ให้ได้ก็พอ ซอนอูยอนนึกถึงประโยคนั้นแล้วรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างขะมักเขม้น

‘อยากกินกาแฟจัง’

แต่ทว่า

“เอ่อ... คือว่า...”

ทั้งที่แค่คิดในใจแท้ๆ แต่จู่ๆ อเมริกาโน่เย็นเจี๊ยบก็ถูกเลื่อนมาวางข้างโต๊ะ

“คุณเจ้าหน้าที่สอบสวนครับ คือนี่ยังอยู่ในช่วงพักเที่ยง พอจะมีเวลาคุยด้วยสักหน่อยไหมครับ...? ดื่มกาแฟไปคุยไปก็ได้”

อนึ่ง คำว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนคือตำแหน่งภายนอกปัจจุบันของซอนอูยอน

เธอหยุดเขียนรายงานและเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก

และก็เป็นไปตามคาด เพื่อนร่วมงานในหน่วยงานที่ต้องเจอหน้ากันประจำยืนอยู่ตรงนั้น

“ค่ะ เดี๋ยวขอเซฟงานก่อนนะคะ”

ผู้ตื่นรู้ระดับ C ที่ติดอยู่ในอาณาจักรภูตพร้อมกับเธอ หัวหน้าอี

ปกติเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยได้เจอกันเป็นการส่วนตัว แต่นึกยังไงถึงจู่ๆ ซื้อกาแฟมาให้กันนะ

.

.

.

ครู่ต่อมา

‘กาแฟมีความหมายแบบนี้เองสินะ’

ซอนอูยอนยืนยันสมมติฐานของตัวเองทันทีที่ขึ้นมาถึงดาดฟ้า

เพราะคนที่ชื่อหัวหน้าอีรีบก้มหัวขอโทษทันทีตั้งแต่ยังไม่เริ่มบทสนทนา

“เรื่องที่ผ่านมาผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ!”

“อืม”

“คะ คือว่า ตอนนั้นผมก็พูดไปแล้ว แต่พอคิดว่าถ้าผ่านไป 10 นาทีแล้วอาจจะตาย ก็เลยสติแตกตัดสินใจอะไรบ้าๆ ลงไปน่ะครับ”

“ค่ะ”

“กะ ก่อนหน้านี้หัวหน้าทีมก็เพิ่งจะเสียไปเพราะเข้าไปในดันเจี้ยนได้ไม่ทันไรด้วย”

หัวหน้าทีมสอบสวนที่คิดว่าภูตเป็นมอนสเตอร์เลยเปิดฉากโจมตีก่อน จนกลายเป็นเหยื่อรายแรก

จะว่าไป วันพุธนี้ก็จะมีงานศพด้วยนี่นา ซอนอูยอนนึกถึงตารางงานในหัวแล้วทำหน้าเศร้า

รุ่นน้องของเธอเอ่ยปากพูดต่อหลังจากนั้น

“ขอโทษ... จริงๆ ครับ ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น คุณเจ้าหน้าที่ซอนอูยอนก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัว”

แต่เรื่องนี้คงต้องขอพูดให้เคลียร์หน่อย ซอนอูยอนหยุดจิบกาแฟแล้วเอ่ยขึ้น

“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่เรื่องนี้คนที่คุณควรไปขอโทษไม่ใช่ฉัน แต่เป็นฮันเตอร์คิมกิรยอนะคะ?”

พนักงานคนนั้นเป็นคนส่งต่อสัญลักษณ์ให้กับระดับ S คนหนึ่งชัดๆ

“ฮะๆ ฮันเตอร์คิมเหรอครับ? ครับ แน่นอนว่าตอนออกมาจากเกต ผมก็ไม่ได้คิดว่าแค่ขอโทษผ่านๆ แบบนั้นมันจะพอนะครับ แต่ว่า...”

ผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่บนดาดฟ้ายิ้มขื่นๆ พลางทบทวนความผิดพลาดของตัวเอง

“คนอย่างผมจะกล้าเข้าไปคุยกับคนระดับ S อีกรอบได้ยังไงล่ะครับ”

เขาพูดจบก็ยกกาแฟในมือขึ้นดื่มอึกหนึ่ง

“บอกตามตรง หลังจากทำแบบนั้นไป ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดหวังให้ฮันเตอร์คิมยกโทษให้ด้วยซ้ำ”

“.......”

“ก็นึกว่าเขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟซะอีก หรือไม่ก็... โยนบทคนเป็นกลับมาให้พวกเรา?”

“งั้นเหรอคะ?”

“คนอย่างคิมกิรยอยืนหัวโด่อยู่ตรงหน้า พวกเราจะไปทำอะไรได้ล่ะครับ นั่นมันก็แค่การโยนภาระการตัดสินใจไปให้ฮันเตอร์ระดับ S เท่านั้นเอง ถ้าต้องกลายเป็น ‘คนเป็น’ ด้วยน้ำมือคนอื่น อย่างน้อยมันก็คงไม่รู้สึกงี่เง่าและน่าเจ็บใจเท่าไหร่”

ผู้ตื่นรู้ระดับ C ที่อธิบายความรู้สึกในตอนนั้นเสียงค่อยลงเรื่อยๆ ประโยคที่จะหลุดออกมาหลังจากนี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มภาระในใจให้ตัวเอง

“...แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมรับบทคนเป็นเอาไว้เองแบบนั้น”

ซอนอูยอนเองก็จำสถานการณ์ตอนนั้นได้ ตอนที่คิมกิรยอบอกว่าจะไม่ส่งต่อบทคนเป็นให้ใคร ใจเธอหายวูบเลยจริงๆ

ยิ่งเธอเพิ่งเห็นจุดจบของมนุษย์ที่ถูกภูตเล่นงานมาหมาดๆ ด้วย

“แถมยังทำเพื่อความสบายใจของคนอื่นอีก...”

ถ้าคิมกิรยอไม่เสนอตัวกอดระเบิดลูกนั้นไว้ ทีมพิชิตคงได้สัมผัสกับนรกบนดินตลอด 10 นาทีนั้นแน่

เพราะเกมเป่าลูกโป่งก่อนหน้านี้ฝังหัวพวกเขาไปแล้วว่าผู้แพ้จะต้องตาย

ในสถานการณ์แบบนั้น ถ้าตัวเองต้องกลายเป็นคนเป็น คงทำทุกวิถีทางเพื่อหนีจากสถานะนี้แน่

เผลอๆ อาจจะเกิดการทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่าก็ได้

การกระทำโหดร้ายอย่างการหักขาพวกเดียวกันเพื่อหนีจากการเป็นคนเป็น จะไม่เกิดขึ้นระบาดไปทั่วจริงๆ เหรอ?

“ที่พวกเรารอดออกมาจากดันเจี้ยนได้โดยไม่ต้องเห็นภาพอุจาดตา ก็เพราะเขาแท้ๆ เลยนะครับ”

หญิงสาวผมดำยาวตรงเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้

“ไม่สิ พอย้อนกลับมาคิดก็แปลกจริงๆ... ทำไมถึงไม่ยอมส่งต่อบทคนเป็นกันนะ? หรือว่าเขาคิดจะลองล่าภูตดูจริงๆ?”

ในขณะที่เขากำลังพึมพำด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด ซอนอูยอนก็เปรยออกมาประโยคหนึ่ง

“เขาเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วค่ะ”

“ครับ?”

เป็นแบบนั้นเสมอมา

คิมกิรยอมักจะทำเรื่องบ้าบิ่นที่ใครก็ไม่เข้าใจด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพราะรู้อย่างนั้น ซอนอูยอนถึงได้แย่งสัญลักษณ์มาจากอีกฝ่าย

เพราะถ้าเธอไม่ทำแบบนั้น ผู้ชายคนนั้นคงไม่ยอมส่งต่อบทคนเป็นให้ใครจนวินาทีสุดท้ายแน่ๆ

“เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว? อ๋อ จะว่าไปคุณเจ้าหน้าที่ก็สนิทกับฮันเตอร์นี่ครับ?”

“แค่ระดับหนึ่งค่ะ”

“ยังไงก็สุดยอดไปเลยนะครับ ผมไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นคนขี้สงสารขนาดนี้ ว้าว ในสถานการณ์แบบนั้นยังอุตส่าห์ห่วงคนอื่นอีก...”

ฮันเตอร์ระดับ C มัวแต่ยุ่งอยู่กับการสรรเสริญชายหนุ่มผมทอง แต่ไม่รู้ทำไมซอนอูยอนถึงแสดงท่าทีคลุมเครือออกมาแค่ในประเด็นนี้

‘ขี้สงสารเหรอ?’

รู้สึกว่าคำคำนี้มันไม่ค่อยเหมาะที่จะเอามาขยายความผู้ชายคนนั้นเท่าไหร่

เลือดเย็น

ซอนอูยอนคิดลึกๆ ว่าคำนั้นน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า แม้จะผ่านเรื่องราวในเกมไล่จับมาแล้วก็ตาม

ก็แหม ในช่วงท้ายของการพิชิต คิมกิรยอดันแสดงท่าทีแบบนั้นออกมานี่นา

‘.......’

ซอนอูยอนยังจำได้แม่น

สีหน้าของชายคนนั้นในยามที่จ้องมองภูตที่กำลังถูกไฟครอก

-เปรี๊ยะ, เปรี๊ยะ...

กิรยอไม่แสดงความหวั่นไหวใดๆ แม้จะเห็นภูตนำทางที่ช่วยเหลือตัวเองถูกเผาทั้งเป็น

ถ้าบอกว่าเขาไม่พอใจอะไรสักอย่างจากเรื่องเกมไล่จับ เลยมีความรู้สึกต่อต้านพวกภูตไร้ปีกหลงเหลืออยู่ ก็ยังพอเข้าใจได้

แต่สิ่งที่คิมกิรยอแสดงออกมาไม่ใช่ทั้งความไม่พอใจหรือความสะใจ มันคือความไร้สีไร้กลิ่น

มีเพียงปฏิกิริยาเฉยชาที่แข็งกระด้างอย่างที่สุด

แล้วกับผู้ชายแบบนั้น จะไปคาดหวังความเมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้ยังไงกัน

‘.......’

โบราณว่าแม้แต่เพชฌฆาตเวลาจะเชือดวัวก็ยังไม่มองตามัน

ไม่รู้ทำไมคิมกิรยอถึงดูเหมือนคนฆ่าสัตว์ที่จะแล่เนื้อเถือหนังได้โดยไม่กะพริบตา และนั่นทำให้ซอนอูยอนรู้สึกตะขิดตะขวงใจทุกครั้งที่ได้รับความใจดีจากเขา

ตัวเธอเองก็อยากจะเชื่อในความหวังดีของเขา อยากจะเชื่อแบบนั้นใจจะขาด

แต่นายพรานที่เก่งกาจจนเกินพอดีคนนั้น มักจะกระตุ้นความหวาดหวั่นที่หนาวเหน็บขึ้นมาเสมอ

‘ไม่หรอก อย่าคิดมากไปเลย เขาเป็นคนดีที่ยอมแบกรับอันตรายเพื่อคนอื่นนะ’

ซอนอูยอนพยายามคิดในแง่บวก แต่ก็ไม่อาจกดความกังวลลึกๆ ในใจลงไปได้ทั้งหมด

‘จริงๆ นะ...’

ตอนที่เธอโดนลงโทษจากภูตจนล้มคว่ำลงไป ฮันเตอร์คนนั้นกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่

‘คิดมากไปเองจริงๆ นั่นแหละ’

บางทีในวินาทีนั้น เขาอาจจะส่งสายตาแบบเดียวกับตอนที่มองดูภูตในกองเถ้านั่นมาให้ก็ได้

ถ้าไม่ใช่เพราะความระแวงนี้ เธอก็คงไม่รู้สึกถึงระยะห่างที่มีต่อคิมกิรยอหรอก

---

‘ยิปปี้! ทีนี้ก็ไม่ต้องหอบของพะรุงพะรังเหมือนพวกพ่อค้าเร่แล้ว!’

ยามบ่ายที่เงียบสงบ ห้องพักเดี่ยวของคิมกิรยอ

ฉันนั่งจุมปุ๊กอยู่มุมห้องดื่มด่ำกับความปิติยินดี

เมื่อก่อนแอบอิจฉาพวกที่พกไอเทมบ็อกซ์ไปไหนมาไหนด้วยจะตาย ในที่สุดฉันก็ได้เจ้ากล่องวิเศษราคาแพงระยับนั่นมาครอบครอง

“แถมยังได้อุปกรณ์เวทแพงหูฉี่แบบนี้มาฟรีๆ อีก!”

ไอเทมบ็อกซ์ที่ใส่ [ไฮดรา] กับ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] ลงไปแล้วก็ยังมีที่ว่างเหลือเฟือ

ฉันฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะตรวจสอบพื้นที่ว่างที่เหลือ

“กำลังดีเลยแฮะ~”

และไอเทมบ็อกซ์นี้ก็ได้มาในจังหวะที่เหมาะสมเจาะจงพอดีเป๊ะ

ความจริงฉันยังไม่ตัดใจเรื่องการหาปอดมังกร และตั้งใจว่าจะกลับไปท้าทายดราก้อนเหรดเพื่อการนี้อีกครั้ง

พูดตามตรง ตอนนี้ฉันมีพลังมากเกินตัวสำหรับระดับ F ไปแล้วก็จริง

‘ขนาดใช้ชีวิตตรากตรำทำงานหนักมาตลอด ยังจะหาเรื่องทำงานหนักจนตายอีกเหรอ...’

แต่ฉันตัดสินใจว่าจะโลภมากอีกสักหน่อย และสาเหตุสัก 10% ของการตัดสินใจครั้งนี้ก็น่าจะมาจากเกตเมื่อวาน

การปรากฏตัวของตัวตนที่เลียนแบบสติปัญญา

การปรากฏของเกตที่มีเนื้อเรื่องแบบนั้นไม่ใช่ลางดีเท่าไหร่

กลับมาที่หัวข้อเมื่อกี้ ทางนี้ตั้งใจจะหาโอกาสล่ามังกรตัวใหม่อยู่ตลอดเวลา

เพื่อเพิ่มโอกาสในการดรอปปอดมังกรขึ้นมาแม้สัก 1% ก็ยังดี

แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ได้มีชะตากรรมของประเทศไหนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนตอนญี่ปุ่น เพราะงั้นค่อยๆ ใช้เวลาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ น่าจะดีกว่า

แต่มังกรชอบโผล่มาในระดับสูงเสมอ และตัวเกตเองก็หายากจนแทบไม่มีข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

“อืม”

ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจไปพบผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรังมังกรที่จะปรากฏขึ้นสักวัน

และในงานนี้ น่าตกใจที่ฉันสามารถใช้เส้นสายได้เสียด้วย

สุดยอดนักล่ามังกร ดราก้อนสเลเยอร์อันดับหนึ่งของเกาหลี แถมยังเป็นเจ้าของ [หัวใจมังกร] คนแรกของโลก

คนดังคนนั้นดันเป็นญาติห่างๆ ของคนรู้จักฉันพอดี

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

172

20px

เจ้าภูตนำทางที่ถูกเผาทั้งเป็นเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน...

เคยบอกเอาไว้ว่าถ้ากำจัดศัตรูคู่อาฆาตอย่างเจ้ายักษ์สีน้ำเงินได้ จะมอบรางวัลพิเศษให้ต่างหาก

จนถึงตอนนี้ ฉันไม่ได้เร่งรัดอะไรเพราะคิดว่าในเมื่อเป็นคำสัญญาที่ชาวบ้านในเกตเอ่ยปากออกมาเอง ยังไงก็คงรักษาสัญญาอยู่แล้ว

โชคดีที่แม้ภูตตนที่สัญญาจะสลายไปแล้ว แต่พันธะสัญญาระหว่างเราก็ยังคงอยู่

“เอ้า นี่! รับไปสิ”

ในที่สุดภูตที่ลานกว้างก็นำรางวัลที่ผู้นำทางบอกไว้มากองเรียงรายบนสนามหญ้า

ลูกบาศก์ขนาดเล็กพอที่จะกำได้ในมือเดียว

นี่มันวัตถุที่ไม่มีฮันเตอร์คนไหนไม่รู้จัก

“ไอเทมบ็อกซ์?”

กล่องเก็บของวิเศษที่สามารถแยกเก็บอุปกรณ์ที่มีพลังเวทได้ ไม่นึกเลยว่าจะงัดของแบบนี้ออกมาวางปังตรงหน้ากันดื้อๆ!

ระดับทั่วไป

ถึงรางวัลชิ้นนี้จะเป็นเกรดต่ำที่สุดในบรรดาชนิดของไอเทมบ็อกซ์ก็เถอะ

ความจุภายในที่แสนจะสมถะเมื่อเทียบกับระดับแรร์ แต่แค่นี้ก็ถือว่าสุดยอดมากแล้ว

เพราะเจ้าอุปกรณ์เวทชิ้นนี้ ต่อให้มีพื้นที่เก็บของเล็กแค่ไหน ราคาเริ่มต้นก็ปาเข้าไปเป็นหลักร้อยล้านแล้ว

พวกเราปรึกษากันว่าจะทำยังไงกับไอเทมบ็อกซ์ที่ได้มา และไม่นานผู้คนก็เริ่มลงความเห็นว่าควรมอบรางวัลให้กับฮันเตอร์ระดับ S ที่เป็นแกนนำในการพิชิต

ใช่แล้ว

ฉันได้รับลาภก้อนโตที่เหนือความคาดหมายมาครอง

‘เดิมทีตั้งใจจะหาของระดับ EX เพื่ออัปเกรดความแข็งแกร่ง แต่ถ้าได้ของแบบนี้มา ใครให้ก็ต้องรับไว้สิ!’

เอาล่ะ ในเมื่อดูเรื่องราวโศกนาฏกรรมจนจบแล้ว และของที่ควรได้ก็ได้รับมาแล้ว งั้นก็ได้เวลาออกจากกล่องให้อาหารนี่เสียที

“ท้องฟ้าเริ่มสว่างขึ้นนิดหน่อยแล้วนะคะ”

พอมองไปรอบๆ ผู้รอดชีวิตต่างก็แสดงสีหน้าแตกต่างกันไป

บ้างก็ดีใจที่รอดตาย บ้างก็หวาดกลัวธรรมเนียมประหลาดของพวกภูตที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เดียวกัน

แต่อารมณ์ที่แผ่ออกมามากที่สุดคือความเวทนาที่ใกล้เคียงกับความเศร้าโศก

คนจำนวนหนึ่งรวมถึงซอนอูยอนต่างพากันสงบปากสงบคำพลางมองดูศพของผู้ถูกประหารที่กำลังลุกไหม้

‘เช้าแล้วสินะ’

แปะ

ฉันปรบมือเบาๆ เพื่อเรียกความสนใจจากผู้พิชิต และชี้ทางที่เราควรจะมุ่งหน้าไป

“ป่านนี้เถาวัลย์ที่อุดทางเดินตรงนั้นน่าจะลดน้อยลงแล้วล่ะครับ ไปดูกันเถอะ”

และแล้วทางออกในป่าที่เราไปถึง สิ่งกีดขวางที่เคยปิดกั้นทางอยู่ก็หายไปราวกับโกหก

---

ไม่นานหลังจากนั้น ณ สมาคมฮันเตอร์เกาหลี

“อืม...”

ซอนอูยอนเคาะแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดเมมเบรนราคาถูก ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ครู่หนึ่ง

ผู้สูญหายที่ถูกเกตสีขาวกลืนกินได้กลับออกมาสู่โลกภายนอกอย่างปลอดภัย ตอนนี้เวลาผ่านไปประมาณ 2 วันหลังจากเหตุการณ์นั้นสิ้นสุดลง

ช่วงที่ผ่านมาเป็นวันที่ยุ่งวุ่นวายจริงๆ

เพราะเธอเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์การปรากฏตัวครั้งแรกของสิ่งมีชีวิตในดันเจี้ยนที่สามารถใช้ภาษามนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เธอหารือกับเจ้าหน้าที่สมาคมที่มาด้วยกัน และตัดสินใจพำนักอยู่ในอาณาจักรภูตต่ออีก 4 ชั่วโมง

เพราะดันเจี้ยนจะไม่พังทลายหากยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ภายใน พวกเขาจึงใช้วิธีนั้นเพื่อรักษาสภาพพื้นที่การพิชิตเอาไว้

แต่การกระทำบ้าบ่อนั่นก็สิ้นสุดลงเสียที

เพราะสุดท้ายสมาคมก็หาวิธีเข้าไปในทางออกที่เป็นแบบเดินรถทางเดียวไม่ได้

‘อุตส่าห์กัดฟันทนเพราะอยากจะเป็นประโยชน์แท้ๆ แต่พอไม่ได้ข้อมูลอะไรกลับมาเลย มันก็รู้สึกโหวงๆ เหมือนกันแฮะ’

ซอนอูยอน ผู้กลับมาเป็นคนสุดท้าย ยกมือขึ้นวางบนคีย์บอร์ดพร้อมข่มความเหนื่อยล้าที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

จากนี้ไปต้องรีบเขียนรายงานก่อนที่ความทรงจำเกี่ยวกับการพิชิตจะเลือนหายไป ให้ตายสิ สังคมนี้ทำไมถึงใจร้ายกับมดงานอย่างเรานักนะ

“เฮ้อ...”

แต่ยังดีที่ครั้งนี้เบื้องบนเห็นใจในความเหนื่อยยาก เลยให้วันหยุดพิเศษมาต่างหาก

แค่ทนวันนี้ให้ได้ก็พอ ซอนอูยอนนึกถึงประโยคนั้นแล้วรัวนิ้วลงบนแป้นพิมพ์อย่างขะมักเขม้น

‘อยากกินกาแฟจัง’

แต่ทว่า

“เอ่อ... คือว่า...”

ทั้งที่แค่คิดในใจแท้ๆ แต่จู่ๆ อเมริกาโน่เย็นเจี๊ยบก็ถูกเลื่อนมาวางข้างโต๊ะ

“คุณเจ้าหน้าที่สอบสวนครับ คือนี่ยังอยู่ในช่วงพักเที่ยง พอจะมีเวลาคุยด้วยสักหน่อยไหมครับ...? ดื่มกาแฟไปคุยไปก็ได้”

อนึ่ง คำว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนคือตำแหน่งภายนอกปัจจุบันของซอนอูยอน

เธอหยุดเขียนรายงานและเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียก

และก็เป็นไปตามคาด เพื่อนร่วมงานในหน่วยงานที่ต้องเจอหน้ากันประจำยืนอยู่ตรงนั้น

“ค่ะ เดี๋ยวขอเซฟงานก่อนนะคะ”

ผู้ตื่นรู้ระดับ C ที่ติดอยู่ในอาณาจักรภูตพร้อมกับเธอ หัวหน้าอี

ปกติเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยได้เจอกันเป็นการส่วนตัว แต่นึกยังไงถึงจู่ๆ ซื้อกาแฟมาให้กันนะ

.

.

.

ครู่ต่อมา

‘กาแฟมีความหมายแบบนี้เองสินะ’

ซอนอูยอนยืนยันสมมติฐานของตัวเองทันทีที่ขึ้นมาถึงดาดฟ้า

เพราะคนที่ชื่อหัวหน้าอีรีบก้มหัวขอโทษทันทีตั้งแต่ยังไม่เริ่มบทสนทนา

“เรื่องที่ผ่านมาผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ!”

“อืม”

“คะ คือว่า ตอนนั้นผมก็พูดไปแล้ว แต่พอคิดว่าถ้าผ่านไป 10 นาทีแล้วอาจจะตาย ก็เลยสติแตกตัดสินใจอะไรบ้าๆ ลงไปน่ะครับ”

“ค่ะ”

“กะ ก่อนหน้านี้หัวหน้าทีมก็เพิ่งจะเสียไปเพราะเข้าไปในดันเจี้ยนได้ไม่ทันไรด้วย”

หัวหน้าทีมสอบสวนที่คิดว่าภูตเป็นมอนสเตอร์เลยเปิดฉากโจมตีก่อน จนกลายเป็นเหยื่อรายแรก

จะว่าไป วันพุธนี้ก็จะมีงานศพด้วยนี่นา ซอนอูยอนนึกถึงตารางงานในหัวแล้วทำหน้าเศร้า

รุ่นน้องของเธอเอ่ยปากพูดต่อหลังจากนั้น

“ขอโทษ... จริงๆ ครับ ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น คุณเจ้าหน้าที่ซอนอูยอนก็คงไม่ต้องมาเจ็บตัว”

แต่เรื่องนี้คงต้องขอพูดให้เคลียร์หน่อย ซอนอูยอนหยุดจิบกาแฟแล้วเอ่ยขึ้น

“ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ แต่เรื่องนี้คนที่คุณควรไปขอโทษไม่ใช่ฉัน แต่เป็นฮันเตอร์คิมกิรยอนะคะ?”

พนักงานคนนั้นเป็นคนส่งต่อสัญลักษณ์ให้กับระดับ S คนหนึ่งชัดๆ

“ฮะๆ ฮันเตอร์คิมเหรอครับ? ครับ แน่นอนว่าตอนออกมาจากเกต ผมก็ไม่ได้คิดว่าแค่ขอโทษผ่านๆ แบบนั้นมันจะพอนะครับ แต่ว่า...”

ผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่บนดาดฟ้ายิ้มขื่นๆ พลางทบทวนความผิดพลาดของตัวเอง

“คนอย่างผมจะกล้าเข้าไปคุยกับคนระดับ S อีกรอบได้ยังไงล่ะครับ”

เขาพูดจบก็ยกกาแฟในมือขึ้นดื่มอึกหนึ่ง

“บอกตามตรง หลังจากทำแบบนั้นไป ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดหวังให้ฮันเตอร์คิมยกโทษให้ด้วยซ้ำ”

“.......”

“ก็นึกว่าเขาจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟซะอีก หรือไม่ก็... โยนบทคนเป็นกลับมาให้พวกเรา?”

“งั้นเหรอคะ?”

“คนอย่างคิมกิรยอยืนหัวโด่อยู่ตรงหน้า พวกเราจะไปทำอะไรได้ล่ะครับ นั่นมันก็แค่การโยนภาระการตัดสินใจไปให้ฮันเตอร์ระดับ S เท่านั้นเอง ถ้าต้องกลายเป็น ‘คนเป็น’ ด้วยน้ำมือคนอื่น อย่างน้อยมันก็คงไม่รู้สึกงี่เง่าและน่าเจ็บใจเท่าไหร่”

ผู้ตื่นรู้ระดับ C ที่อธิบายความรู้สึกในตอนนั้นเสียงค่อยลงเรื่อยๆ ประโยคที่จะหลุดออกมาหลังจากนี้มีแต่จะยิ่งเพิ่มภาระในใจให้ตัวเอง

“...แต่ไม่นึกเลยว่าเขาจะยอมรับบทคนเป็นเอาไว้เองแบบนั้น”

ซอนอูยอนเองก็จำสถานการณ์ตอนนั้นได้ ตอนที่คิมกิรยอบอกว่าจะไม่ส่งต่อบทคนเป็นให้ใคร ใจเธอหายวูบเลยจริงๆ

ยิ่งเธอเพิ่งเห็นจุดจบของมนุษย์ที่ถูกภูตเล่นงานมาหมาดๆ ด้วย

“แถมยังทำเพื่อความสบายใจของคนอื่นอีก...”

ถ้าคิมกิรยอไม่เสนอตัวกอดระเบิดลูกนั้นไว้ ทีมพิชิตคงได้สัมผัสกับนรกบนดินตลอด 10 นาทีนั้นแน่

เพราะเกมเป่าลูกโป่งก่อนหน้านี้ฝังหัวพวกเขาไปแล้วว่าผู้แพ้จะต้องตาย

ในสถานการณ์แบบนั้น ถ้าตัวเองต้องกลายเป็นคนเป็น คงทำทุกวิถีทางเพื่อหนีจากสถานะนี้แน่

เผลอๆ อาจจะเกิดการทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่าก็ได้

การกระทำโหดร้ายอย่างการหักขาพวกเดียวกันเพื่อหนีจากการเป็นคนเป็น จะไม่เกิดขึ้นระบาดไปทั่วจริงๆ เหรอ?

“ที่พวกเรารอดออกมาจากดันเจี้ยนได้โดยไม่ต้องเห็นภาพอุจาดตา ก็เพราะเขาแท้ๆ เลยนะครับ”

หญิงสาวผมดำยาวตรงเองก็เห็นด้วยกับความคิดนี้

“ไม่สิ พอย้อนกลับมาคิดก็แปลกจริงๆ... ทำไมถึงไม่ยอมส่งต่อบทคนเป็นกันนะ? หรือว่าเขาคิดจะลองล่าภูตดูจริงๆ?”

ในขณะที่เขากำลังพึมพำด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด ซอนอูยอนก็เปรยออกมาประโยคหนึ่ง

“เขาเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้วค่ะ”

“ครับ?”

เป็นแบบนั้นเสมอมา

คิมกิรยอมักจะทำเรื่องบ้าบิ่นที่ใครก็ไม่เข้าใจด้วยใบหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เพราะรู้อย่างนั้น ซอนอูยอนถึงได้แย่งสัญลักษณ์มาจากอีกฝ่าย

เพราะถ้าเธอไม่ทำแบบนั้น ผู้ชายคนนั้นคงไม่ยอมส่งต่อบทคนเป็นให้ใครจนวินาทีสุดท้ายแน่ๆ

“เป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว? อ๋อ จะว่าไปคุณเจ้าหน้าที่ก็สนิทกับฮันเตอร์นี่ครับ?”

“แค่ระดับหนึ่งค่ะ”

“ยังไงก็สุดยอดไปเลยนะครับ ผมไม่นึกเลยว่าเขาจะเป็นคนขี้สงสารขนาดนี้ ว้าว ในสถานการณ์แบบนั้นยังอุตส่าห์ห่วงคนอื่นอีก...”

ฮันเตอร์ระดับ C มัวแต่ยุ่งอยู่กับการสรรเสริญชายหนุ่มผมทอง แต่ไม่รู้ทำไมซอนอูยอนถึงแสดงท่าทีคลุมเครือออกมาแค่ในประเด็นนี้

‘ขี้สงสารเหรอ?’

รู้สึกว่าคำคำนี้มันไม่ค่อยเหมาะที่จะเอามาขยายความผู้ชายคนนั้นเท่าไหร่

เลือดเย็น

ซอนอูยอนคิดลึกๆ ว่าคำนั้นน่าจะเหมาะกับเขามากกว่า แม้จะผ่านเรื่องราวในเกมไล่จับมาแล้วก็ตาม

ก็แหม ในช่วงท้ายของการพิชิต คิมกิรยอดันแสดงท่าทีแบบนั้นออกมานี่นา

‘.......’

ซอนอูยอนยังจำได้แม่น

สีหน้าของชายคนนั้นในยามที่จ้องมองภูตที่กำลังถูกไฟครอก

-เปรี๊ยะ, เปรี๊ยะ...

กิรยอไม่แสดงความหวั่นไหวใดๆ แม้จะเห็นภูตนำทางที่ช่วยเหลือตัวเองถูกเผาทั้งเป็น

ถ้าบอกว่าเขาไม่พอใจอะไรสักอย่างจากเรื่องเกมไล่จับ เลยมีความรู้สึกต่อต้านพวกภูตไร้ปีกหลงเหลืออยู่ ก็ยังพอเข้าใจได้

แต่สิ่งที่คิมกิรยอแสดงออกมาไม่ใช่ทั้งความไม่พอใจหรือความสะใจ มันคือความไร้สีไร้กลิ่น

มีเพียงปฏิกิริยาเฉยชาที่แข็งกระด้างอย่างที่สุด

แล้วกับผู้ชายแบบนั้น จะไปคาดหวังความเมตตาธรรมค้ำจุนโลกได้ยังไงกัน

‘.......’

โบราณว่าแม้แต่เพชฌฆาตเวลาจะเชือดวัวก็ยังไม่มองตามัน

ไม่รู้ทำไมคิมกิรยอถึงดูเหมือนคนฆ่าสัตว์ที่จะแล่เนื้อเถือหนังได้โดยไม่กะพริบตา และนั่นทำให้ซอนอูยอนรู้สึกตะขิดตะขวงใจทุกครั้งที่ได้รับความใจดีจากเขา

ตัวเธอเองก็อยากจะเชื่อในความหวังดีของเขา อยากจะเชื่อแบบนั้นใจจะขาด

แต่นายพรานที่เก่งกาจจนเกินพอดีคนนั้น มักจะกระตุ้นความหวาดหวั่นที่หนาวเหน็บขึ้นมาเสมอ

‘ไม่หรอก อย่าคิดมากไปเลย เขาเป็นคนดีที่ยอมแบกรับอันตรายเพื่อคนอื่นนะ’

ซอนอูยอนพยายามคิดในแง่บวก แต่ก็ไม่อาจกดความกังวลลึกๆ ในใจลงไปได้ทั้งหมด

‘จริงๆ นะ...’

ตอนที่เธอโดนลงโทษจากภูตจนล้มคว่ำลงไป ฮันเตอร์คนนั้นกำลังทำสีหน้าแบบไหนอยู่กันแน่

‘คิดมากไปเองจริงๆ นั่นแหละ’

บางทีในวินาทีนั้น เขาอาจจะส่งสายตาแบบเดียวกับตอนที่มองดูภูตในกองเถ้านั่นมาให้ก็ได้

ถ้าไม่ใช่เพราะความระแวงนี้ เธอก็คงไม่รู้สึกถึงระยะห่างที่มีต่อคิมกิรยอหรอก

---

‘ยิปปี้! ทีนี้ก็ไม่ต้องหอบของพะรุงพะรังเหมือนพวกพ่อค้าเร่แล้ว!’

ยามบ่ายที่เงียบสงบ ห้องพักเดี่ยวของคิมกิรยอ

ฉันนั่งจุมปุ๊กอยู่มุมห้องดื่มด่ำกับความปิติยินดี

เมื่อก่อนแอบอิจฉาพวกที่พกไอเทมบ็อกซ์ไปไหนมาไหนด้วยจะตาย ในที่สุดฉันก็ได้เจ้ากล่องวิเศษราคาแพงระยับนั่นมาครอบครอง

“แถมยังได้อุปกรณ์เวทแพงหูฉี่แบบนี้มาฟรีๆ อีก!”

ไอเทมบ็อกซ์ที่ใส่ [ไฮดรา] กับ [กล่องของขวัญเซอร์ไพรส์!] ลงไปแล้วก็ยังมีที่ว่างเหลือเฟือ

ฉันฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีขณะตรวจสอบพื้นที่ว่างที่เหลือ

“กำลังดีเลยแฮะ~”

และไอเทมบ็อกซ์นี้ก็ได้มาในจังหวะที่เหมาะสมเจาะจงพอดีเป๊ะ

ความจริงฉันยังไม่ตัดใจเรื่องการหาปอดมังกร และตั้งใจว่าจะกลับไปท้าทายดราก้อนเหรดเพื่อการนี้อีกครั้ง

พูดตามตรง ตอนนี้ฉันมีพลังมากเกินตัวสำหรับระดับ F ไปแล้วก็จริง

‘ขนาดใช้ชีวิตตรากตรำทำงานหนักมาตลอด ยังจะหาเรื่องทำงานหนักจนตายอีกเหรอ...’

แต่ฉันตัดสินใจว่าจะโลภมากอีกสักหน่อย และสาเหตุสัก 10% ของการตัดสินใจครั้งนี้ก็น่าจะมาจากเกตเมื่อวาน

การปรากฏตัวของตัวตนที่เลียนแบบสติปัญญา

การปรากฏของเกตที่มีเนื้อเรื่องแบบนั้นไม่ใช่ลางดีเท่าไหร่

กลับมาที่หัวข้อเมื่อกี้ ทางนี้ตั้งใจจะหาโอกาสล่ามังกรตัวใหม่อยู่ตลอดเวลา

เพื่อเพิ่มโอกาสในการดรอปปอดมังกรขึ้นมาแม้สัก 1% ก็ยังดี

แน่นอนว่าครั้งนี้ไม่ได้มีชะตากรรมของประเทศไหนแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนตอนญี่ปุ่น เพราะงั้นค่อยๆ ใช้เวลาหาข้อมูลไปเรื่อยๆ น่าจะดีกว่า

แต่มังกรชอบโผล่มาในระดับสูงเสมอ และตัวเกตเองก็หายากจนแทบไม่มีข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

“อืม”

ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจไปพบผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับรังมังกรที่จะปรากฏขึ้นสักวัน

และในงานนี้ น่าตกใจที่ฉันสามารถใช้เส้นสายได้เสียด้วย

สุดยอดนักล่ามังกร ดราก้อนสเลเยอร์อันดับหนึ่งของเกาหลี แถมยังเป็นเจ้าของ [หัวใจมังกร] คนแรกของโลก

คนดังคนนั้นดันเป็นญาติห่างๆ ของคนรู้จักฉันพอดี