นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อกเป็นต้นมา สาธารณรัฐเกาหลีได้สานสัมพันธ์ทางการทูตอย่างแน่นแฟ้นกับประเทศหนึ่ง นั่นก็คือสิงคโปร์
ครั้งหนึ่งบนโลกใบนี้ เคยมีเกตขนาดมหึมาและแสนยุ่งยากที่ชื่อว่า [วังน้ำแข็ง] ปรากฏขึ้นอย่างรุ่งเรือง
ซึ่งจุดที่มันปรากฏออกมานั้น ถูกจำกัดอยู่แค่ที่สิงคโปร์และเกาหลีเท่านั้น
ด้วยความที่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อพิชิตดันเจี้ยนแห่งนี้ เมื่อถึงจุดหนึ่งจึงเกิดความรู้สึกร่วมแรงร่วมใจกันขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีและสิงคโปร์จะไม่ได้แย่มาตั้งแต่ต้น แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า [วังน้ำแข็ง] คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ทั้งสองประเทศสนิทชิดเชื้อกันยิ่งขึ้น
และความสนิทสนมนี้ก็มากพอตัวทีเดียว
มากถึงขนาดที่ว่า หากประเทศของอีกฝ่ายเกิดมีเกตที่จัดการยากโผล่ขึ้นมา ก็พร้อมที่จะส่งฮันเตอร์ไปช่วยแบบด่วนจี๋ทันที
นั่นคือระบบการส่งตัวฮันเตอร์ของทั้งสองประเทศ
ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดก็คือ การพิชิต [หอคอยร้อยคน] ของจองฮาซอง
และลำดับถัดมาที่ถูกกล่าวขวัญถึง ก็คือการล่ามังกรของบุคคลที่ชื่อว่า ‘ชเวจิน’ นั่นเอง เพราะสิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องการมีมอนสเตอร์สายพันธุ์มังกรปรากฏตัวบ่อยครั้งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
‘นักล่ามังกรสินะ’
ชเวจิน กำลังหลักของ [กิลด์มิดึม] ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่เมืองชุนชอน
บ้างก็ว่าเป็นฮันเตอร์รุ่นที่ 1 ที่สร้างผลงานในการกอบกู้โซลตอนเหนือ บ้างก็ว่าเป็นคนที่ฆ่ามังกรมามากที่สุด
เอาเป็นว่าข่าวลือเกี่ยวกับฮันเตอร์คนนี้มีหลากหลายและหวือหวามาก แต่ไม่มีอะไรกระตุ้นความสนใจของฉันได้เท่ากับประโยคนี้อีกแล้ว
> [ผู้ตื่นรู้ระดับล่าง 90% แห่งหยาดน้ำตา...
> เบื้องหลังการผลัดเปลี่ยนกระดูกเป็น ‘ระดับ A’ ในชั่วข้ามคืน? หนังสือพิมพ์จองซอง : 20XX-12-22]
จากบทความเมื่อไม่ปีก่อน ทำให้รู้ว่าเธอคือกรณีศึกษาแรกของคนที่ ‘เปลี่ยนระดับพื้นฐาน’ ได้สำเร็จ
‘โอ้โฮ’
ฉันจ้องมองผู้ตื่นรู้ที่กำลังเดินตรงมาจากฝั่งตรงข้าม
ผมซอยสั้นสไตล์โฉบเฉี่ยวเปิดใบหู รอยแผลเป็นขนาดใหญ่พาดผ่านปลายคาง
และหญิงสาวที่สวมชุดหนังลิซาร์ดแมนปิดมิดชิดจนถึงลำคอ
เมื่อประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน มีความเป็นไปได้สูงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนประเภทเกลียดการเสียเวลา หรือไม่ก็เป็นพวกขี้เกียจตัวเป็นขน
การที่ฮันเตอร์ระดับ A ซึ่งหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ยอมลบรอยแผลเป็นเก่าๆ ทิ้ง ก็คงไม่มีเหตุผลอื่นนอกจาก ‘ขี้เกียจ’ และถ้าเดาแบบนั้น การไว้ผมสั้นกุดก็คงตีความได้ในทิศทางเดียวกัน
“พี่ครับ! ทางนี้ ทางนี้!”
อันยุนซึงที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบชูไม้ชูมือต้อนรับทันทีที่เห็นอีกฝ่าย
ใช่แล้ว วันนี้เราขอยืมแรงระดับ A มาหน่อย
ถึงจะเป็นเรื่องที่เคยหลุดปากคุยกันเมื่อนานมาแล้ว แต่ความจริงคุณฮันเตอร์อันที่ยืนอยู่ตรงนี้ เป็นลูกพี่ลูกน้องกับดราก้อนสเลเยอร์ทางฝั่งโน้นน่ะสิ
‘สายเลือดดีใช้ได้เลยนี่ ตระกูลนี้มีผู้ใช้เวทเก่งๆ โผล่มาตั้งเยอะ’
ผู้หญิงคนนั้นเดินย่ำส้นรองเท้าโลฟเฟอร์ตรงมาทางนี้ ฉันจึงกล่าวทักทายผู้ตื่นรู้ที่เดินเข้ามาใกล้ด้วยความสุภาพ
“สวัสดีครับ ฮันเตอร์ชเวจิน”
ทว่า คนที่ชื่อชเวจินกลับหยุดชะงักอยู่ห่างไปราวสองก้าว
‘หืม’
จะว่าไป นี่คือสภาพหลังได้รับผลของ [หัวใจมังกร] แล้วสินะ?
ฉันกวาดตามองสภาพร่างกายของคนตรงหน้า ชัดเจนเลยว่าหัวใจของอีกฝ่ายมีพลังเวทที่พลุ่งพล่านผิดปกติ แค่มองปราดเดียวก็รู้
‘แบบนี้มันไม่ใช่แค่นักล่ามังกรแล้วมั้ง...’
ครึ่งคนครึ่งมังกรชัดๆ
ขณะที่ฉันกำลังนึกถึงคำนิยามให้ผู้หญิงคนนี้ จู่ๆ ก็มีเงาร่างใหม่โผล่พรวดเข้ามาในขอบเขตสายตา
“สวัสดีค่า!”
ผู้ตื่นรู้ผมยาวสลวยราวกับไปขโมยเส้นผมของชเวจินมาต่อ
คนที่มีจุดเด่นเป็นเขี้ยวแหลมคมคนนั้น แทบจะกระโดดเกาะแขนชเวจินอยู่แล้ว
เธอโผล่มาแค่หน้าแล้วพูดว่า
“ฉันชื่อชเวจินฮีค่ะ!”
“ชเวจินฮี... เหรอ? ชื่อเหมือนกันสองคนเลยเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ค่ะ ชเว. จิน. ฮี. ต่างหาก”
ตั้งชื่อลูกหลานยังไงให้สับสนขนาดนี้นะ
เอาเถอะ หน้าตาก็คล้ายกัน แถมแซ่ชเวเหมือนกัน ผู้หญิงคนนี้คงเป็นผู้ตื่นรู้ที่พูดถึงในอินเทอร์เน็ตนั่นแหละ
‘คนน้องสินะ’
เรื่องที่ชเวจินทำงานร่วมกับน้องสาวเป็นเรื่องที่รู้กันดีในวงการอยู่แล้ว
ฉันฟังคำแนะนำตัวของอีกฝ่าย แล้วจึงแจ้งชื่อแซ่ของร่างเนื้อนี้กลับไปบ้าง
“อ้อ ครับ คุณชเวจินฮี ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมคิมกิรยอครับ”
แต่ทว่า พอฉันยื่นมือออกไปจะจับทักทาย จู่ๆ ดวงตาของคนที่ชื่อจินฮีก็เบิกกว้างขึ้นมาเสียอย่างนั้น
ดวงตาสีแดงฉานราวกับผลทับทิมบดละเอียด
จะว่าไป ม่านตาของชาวโลกมีสีแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?
“อะไรเนี่ย?!”
หมับ ทันใดนั้นจินฮีก็คว้าข้อมือฉันหมับแล้วตะโกนลั่น
“ทำไมน่าอร่อยแบบนี้คะ? โห น่ากินจริงๆ ด้วย... สุดยอด ขอลองชิมคำเดียวได้ไหมคะ?”
“เอ่อ ครับ?”
“คุณพระช่วย พี่คะ เลือดดูรสชาติดีสุดๆ ไปเลย!”
“นี่มันเรื่องอะไรกัน...”
“จินฮี! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ในขณะที่กำลังงุนงงกับสถานการณ์ปุบปับ ฮันเตอร์ชเวจินก็สะดุ้งโหยงแล้วรีบห้ามปรามเธอทันที
ถึงขั้นกระชากตัวน้องสาวออกไปจากฉันเลยทีเดียว
“เสียมารยาทกับคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกนะ คราวก่อนก็โดนดุไปแล้ว ลืมแล้วหรือไง?”
“ไม่ใช่นะ...”
“เป็นอะไรของเธอเนี่ย จริงๆ เลย!”
ดูเหมือนชเวจินจะตกใจกับการกระทำสุดวิสัยของน้องสาวไม่น้อย อันยุนซึงที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่เงียบๆ จึงรีบเข้ามาอธิบายสถานการณ์
“พะ พี่ครับ ขอโทษด้วยครับ คือฮันเตอร์จินฮีเขามีความสามารถตื่นรู้แบบนั้น ก็เลยมีความอยากดูดเลือดนิดหน่อยน่ะครับ แต่ไม่ได้อันตรายอะไรนะครับ...”
“ความสามารถตื่นรู้?”
“ไม่ทราบเหรอครับ?”
ฟันแหลมคมกับดวงตาสีแดง
ไอ้ฉันมันเป็นมนุษย์ต่างดาว ก็เลยไม่ได้คิดว่ารูปลักษณ์ภายนอกแค่นี้มันแปลกประหลาดอะไร แต่ดูเหมือนนั่นจะเป็นความสามารถเฉพาะตัวของเธอสินะ
“พี่จินฮีเป็นผู้ตื่นรู้ ‘สายแปลงร่าง’ ครับ อารมณ์เหมือนมนุษย์หมาป่าที่มี 2 ร่างน่ะครับ?”
“อ๋อ”
“แต่ร่างจริงดันเหมือนแวมไพร์เปี๊ยบเลยครับ”
โลกนี้ก็มีวิชาแปลงร่างด้วยแฮะ
ฉันแสดงความสนใจอย่างมากเมื่อได้ยินว่ามีผู้ใช้เวทที่เลียนแบบตัวตนในจินตนาการได้
แต่ทว่า ทันทีที่ฉันจ้องมองเพื่อจะสังเกตการณ์อีกฝ่าย รังสีอำมหิตก็แผ่ซ่านมาจากฝั่งตรงข้าม
‘อ้าว?’
ฮันเตอร์ชเวจินกำลังจ้องเขม็งมาทางนี้
แค่หันไปมองน้องสาวแป๊บเดียว ต้องทำตาขวางขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ขออภัยด้วยค่ะ เอาเป็นว่าวันนี้คุณมีเรื่องจะถามฉันใช่ไหมคะ”
ฉันกำลังยืนตัวลีบ กลั้นหายใจด้วยความเกรงใจสายตาของดราก้อนสเลเยอร์ แต่แล้วท่ามกลางความเงียบงัน เสียงรบกวนก็ดังแทรกขึ้นมา
ติ๊ด-ตี่-รี่-รี่~ ติ๊ด-ตี่-รี่-ริ่ง
เสียงนาฬิกาแจ้งเตือนดังมาจากสมาร์ทวอทช์ของชเวจิน
“โธ่เว้ย”
ทางกิลด์ติดต่อมางั้นเหรอ?
“บอกให้เช็กให้ดีแล้วแท้ๆ ทำไมต้องตามตัวไปๆ มาๆ ด้วยเรื่องแค่นี้อีก...”
ชเวจินขมวดคิ้วยุ่งทันทีที่เช็กข้อความ
จากนั้นเธอก็ขอตัวสักครู่ บอกว่ามีธุระด่วนที่บริษัทต้องรีบไปจัดการ
“อันยุนซึง ดูแลพี่สาวแกให้ดีจนกว่าฉันจะกลับมา อย่าปล่อยให้อยู่คนเดียวเด็ดขาด เข้าใจไหม?”
“ครับ!”
ชเวจินสั่งความเสร็จก็หันหลังเดินจากไป แถมยังไม่วายตวัดสายตามาจิกกัดทางนี้ทิ้งท้ายอีกต่างหาก
งงชะมัด ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมฮันเตอร์คนนั้นถึงตั้งแง่กับฉันนัก
‘หรือแค่นิสัยเสียเฉยๆ?’
เอาเถอะ สงครามประสาทไร้เหตุผลพรรค์นี้มันเรื่องปกติในอัลฟาวูรีอยู่แล้ว
พวกเราที่เหลือเลยตัดสินใจไปนั่งดื่มน้ำรอชเวจินกลับมาที่เลานจ์ใกล้ๆ
ขอบอกก่อนว่าที่นี่คือล็อบบี้ชั้น 1 ของ [กิลด์มิดึม]
และโลกใบนี้ก็มีวัฒนธรรมที่ดีอย่างหนึ่ง กิลด์ขนาดใหญ่ระดับนี้ส่วนมากจะมีตู้กดน้ำอัตโนมัติอยู่ในตึกเสมอ
---
ณ ห้องพักผ่อน
กึก กึก ตึง!
กิรยอกดน้ำไซเดอร์ส่วนของตัวเองออกมา จากนั้นก็กดปุ่มกาแฟใส่น้ำตาลให้อันยุนซึง
“อ๊ะ แย่แล้ว!”
“ทำไม?”
แต่กาแฟยังไม่ทันจะไหลลงแก้วกระดาษ อันยุนซึงก็ร้องอุทานขึ้นมา
“สงสัยจะลืมมือถือไว้ในรถแน่เลยครับ”
“งั้นเหรอ?”
“พี่ครับ ขอโทษนะครับ ผมขอแวบไปลานจอดรถแป๊บนึงได้ไหมครับ?”
“เรื่องแค่นี้จะมาขออนุญาตทำไม ไปเถอะ”
ฟิ้ววว
ระหว่างที่ยุนซึงออกจากห้องไป กิรยอก็หยิบกาแฟที่ไหลออกมาเสร็จแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ
ที่โต๊ะกลมตัวนั้น มีชเวจินฮีผมยาวสลวยนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“อืม”
กลายเป็นว่าต้องมานั่งจ้องตากับญาติชาวบ้านสองต่อสอง
ท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วน อีกฝ่ายเอาแต่นั่งบิดมือไปมา พอเห็นแบบนั้นกิรยอก็พลันฉุกคิดขึ้นได้
‘การเปลี่ยนแปลงร่างกายให้ผิดแปลกไปจากเดิมแล้วคงสภาพไว้นั้น ต้องใช้วงเวทที่ซับซ้อนพอตัว สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพวกนี้มีความสามารถทางเวทมนตร์แบบนั้นตามธรรมชาติได้ยังไงกัน...’
อัจฉริยะเหรอ?
กิรยอประเมินพรสวรรค์ของอีกฝ่ายไว้สูงลิบ
แต่แล้วความคิดก็ต้องสะดุดลง เมื่อเสียงดังฟังชัดดังแทรกขึ้นมา
“นี่คะ!”
จินฮีอึกอักอยู่นานกว่าจะเริ่มบทสนทนา นึกว่าลังเลอะไรหนักหนา ที่แท้ก็...
“วันนี้ฉันยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยค่ะ”
“ครับ?”
“ก็เลยไม่มีแรงน่ะค่ะ ขอดื่มเลือดสักครั้งเดียวไม่ได้เหรอคะ?”
“เลือด?”
“ก็มันหิวนี่นา จริงๆ นะคะ”
เอื๊อก
แวมไพร์ยุคปัจจุบันในคราบผู้ตื่นรู้ ถึงกับมองหน้าคู่สนทนาแล้วน้ำลายสอ
‘หรือตัวฉันมีกลิ่นอะไรแปลกๆ?’
โดนคนอื่นมองว่าเป็นของกินแบบนี้ ใครจะไม่ระแวงบ้าง
กิรยอยกแขนขึ้นมาดมสำรวจกลิ่นกายตัวเองทีหลัง แต่ก็ไม่ยักกะรู้สึกถึงความผิดปกติอะไร
ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ ทำไมถึงไม่พูดแบบนี้กับยุนซึงที่มาด้วยกัน แต่ดันมาเรียกร้องเอาเลือดจากทางนี้ฝ่ายเดียว
“คุณไม่กินเลือดคนในครอบครัวอย่างอันยุนซึงเหรอครับ?”
“คะ?”
ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว กิรยอเลยถือโอกาสไขข้อข้องใจเสียเลย
“เห็นบอกว่าเลือดผมน่าจะอร่อยมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว สรุปว่าใช้อะไรเป็นเกณฑ์วัดเหรอครับ...”
พอเขาถามไปแบบนั้น ผู้ใช้เวทแปลงร่างก็ตอบกลับทันที
“ไม่รู้สิคะ”
เป็นคำตอบที่ชวนเหวออยู่บ้าง
“ก็แค่รู้สึกว่าน่าจะอร่อยมั้งคะ? แต่ละคนให้ความรู้สึกไม่เหมือนกัน อย่างอันยุนซึงนี่คือแย่มาก”
“แย่เลยสินะ...”
“พี่สาวบอกว่าฉันน่าจะชอบคนระดับสูง แต่คราวก่อนเลือดระดับ B ยังอร่อยกว่าอีกนะ?”
หญิงสาวเอียงคอเล็กน้อย
“อธิบายยากจัง เอาเป็นว่า เลือดของพี่ชายต้องอร่อยแน่ๆ ค่ะ”
ฟังแล้วไม่ค่อยน่าดีใจเท่าไหร่แฮะ
ผ่านไปไม่ทันไร เธอก็ทำหน้ามุ่ยบ่นพึมพำ
“เฮ้อ ขอกินอึกเดียวไม่ได้จริงๆ เหรอเนี่ย? ก็เพราะตาลงน่ากลัวคนนั้นแท้ๆ เลย อะไรกัน เดี๋ยวนี้พี่สาวดุฉันทุกวันเลยอะ”
ถึงจะเหมือนบ่นกับตัวเอง แต่ระยะแค่นี้ก็ได้ยินชัดแจ๋ว
“ลุงน่ากลัว?”
กิรยอกำลังจะยกเครื่องดื่มกระป๋องที่กดมาขึ้นดื่ม แต่ชื่อที่หลุดออกมาหลังจากนั้นทำเอาเขาชะงักกึก
“ผู้ตื่นรู้ที่ชื่อชางโฮน่ะค่ะ”
ผู้ใช้เวทแปลงร่างพูดต่อ
“เมื่อก่อนเคยเจอคนคนนั้นน่ะค่ะ! เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่าน่ากินสุดๆ ก็เลยเผลอกัดแขนไป”
“อย่าบอกนะว่า”
“โดนซ้อมน่วมเลยค่ะ”
กะแล้วเชียว
คนพรรค์นั้นไม่มีทางปล่อยฮันเตอร์ที่แยกเขี้ยวใส่ตัวเองไว้เฉยๆ แน่
“แล้วพี่ชายก็เหมือนกับชางโฮเลยค่ะ!”
แต่ไม่คิดว่าบทสนทนาจะเลี้ยวมาทางนี้
“เหมือนเหรอ?”
“เหมือนจนอดใจไม่ไหวเหมือนกันเลยค่ะ”
“เอ่อ ขอถามเผื่อไว้นะครับ กับจองฮาซองหรือเอสเธอร์ คุณรู้สึกแบบเดียวกันไหม?”
“จองฮาซอง? ก็นิดหน่อยค่ะ ส่วนคนหลังไม่รู้จักอะ”
หรือจะเป็นอย่างที่ชเวจินเดา ว่าไม่เกี่ยวกับระดับ
จองฮาซองที่มีค่าการตื่นรู้สูงลิบกลับรู้สึกแค่ ‘นิดหน่อย’ ในขณะที่คังชางโฮซึ่งติดแหง็กอยู่ที่ระดับ S ขั้นต่ำกลับได้รับคำชมอย่างล้นหลาม
เอาแน่เอานอนไม่ได้แฮะ แต่ก็นะ รสนิยมการกินของคนเรามันก็เป็นแบบนี้แหละ
กิรยอขบคิดเรื่องรสนิยมของสัตว์ดูดเลือดตนนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย
‘เอาเถอะ คนเราอยากกินอะไรก็ต้องได้กินเพื่อความอยู่รอด’
จะให้เมินสายตาเว้าวอนนั่นก็ทำไม่ลง
“ฮันเตอร์ชเวจินฮี ขอดูประเป๋าสตางค์หน่อยได้ไหมครับ?”
ตามมาด้วยคำขอที่ค่อนข้างไม่มีปี่มีขลุ่ย
อีกฝ่ายหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาอย่างงงๆ ตามคำบอกของกิรยอ ภายในหนังกระเป๋านั้นมีธนบัตรสีเหลืองโผล่หน้าออกมาทักทาย
หนึ่งใบ สองใบ สามใบ...
เงินสดประมาณ 150,000 วอน
“ไหนดูซิ ถ้าให้เงินสดนั่นผมทั้งหมด ผมจะให้ดื่มเลือดหนึ่งอึก”
“คะ?”
“จะว่าไปนี่ก็เหมือนเลี้ยงข้าวนั่นแหละ กินข้าวก็ต้องจ่ายเงินสิครับ”
เขาผู้เชี่ยวชาญด้านเวทฟื้นฟู แค่เสียเลือดนิดหน่อยแป๊บเดียวก็สร้างใหม่ได้ แต่เขาไม่คิดจะปฏิเสธโอกาสที่จะได้กำไรหรอกนะ
สงสัยเพราะเอาเงินที่หาได้ไปถลุงกับอุปกรณ์เวทจนหมด ช่วงนี้เลยต้องประหยัดค่าข้าวกลางวันสุดขีดด้วย
‘ได้เงินนั่นมา ฉันไปหาเนื้อย่างกินดีกว่า’
กิรยอถือโอกาสรับค่าตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ แลกกับความเมตตา
แน่นอนว่าฝ่ายชเวจินฮียินดีรับข้อเสนอนี้ด้วยความเต็มใจ เอาจริงๆ เงินแค่ 150,000 วอน สำหรับฮันเตอร์ระดับ B แล้ว มันเศษเงินชัดๆ
“จริงเหรอคะ? ดื่มได้จริงเหรอคะ?”
พรึ่บ!
ชเวจินฮีลุกขึ้นยืนตาเป็นประกาย คิมกิรยอเห็นดังนั้นก็พยักหน้าพลางถลกแขนเสื้อขึ้น
จอมเวทผู้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อผู้หิวโหย มองแค่นี้ก็เป็นภาพที่น่าประทับใจอยู่หรอก แต่ทว่า...
“กัดแรงๆ เลยนะครับ พอดีตอนนี้ผมควบคุมพลังป้องกันยากนิดหน่อย”
ขอแจ้งไว้ก่อนว่า ตามกฎหมายมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติการจัดการโลหิตของเกาหลี ห้ามมิให้มีการซื้อขายเลือดอย่างเด็ดขาด
แต่ที่นี่มีแต่มนุษย์ต่างดาว เลยไม่ค่อยรู้กฎหมายพวกนั้นเท่าไหร่
“ฮ้า ขอบคุณค่า!”
ขอย้ำอีกครั้ง ประเทศนี้การขายเลือดเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 50 ล้านวอน
แต่ ณ ที่ตรงนี้ ไม่มีใครมานั่งทักท้วงเรื่องนั้นหรอก