จึ๊ก!
ในทันทีทันใด เขี้ยวสีขาวก็เจาะรูเล็กๆ ลงบนผิวหนัง
ฮันเตอร์ชเวจินฮีฝังใบหน้าลงกับท่อนแขนของคิมกิรยอ ลูกกระเดือกที่ลำคอของเธอขยับไหววูบวาบอย่างชัดเจน
ตอนแรกฉันก็นึกว่าจะแค่เลียเลือดที่ไหลซึมออกมาจากปากแผลเสียอีก
‘โอ้’
ที่เขี้ยวมีท่อดูดเลือดแยกออกมาต่างหากหรือไงนะ ชเวจินฮีดูดของเหลวในร่างกายของฉันออกไปจนหมดเกลี้ยงราวกับใช้เข็มฉีดยา ไม่ยอมให้เสียเปล่าแม้แต่หยดเดียว
ภาพที่เธอกระวีกระวาดเติมเต็มความกระหายนั้น ดูตะกละตะกลามอยู่ไม่น้อย
“อ่าห์!”
นี่มันลาภปากในรอบกี่ปีกันเนี่ย!
เธอเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าพึงพอใจเป็นที่สุด ฝ่ายกิรยอที่กำลังห้ามเลือดบริเวณบาดแผลก็เอ่ยบทสนทนาต่อทันที
“เลือดของฉันมันอร่อยจริงๆ เหรอครับ? ไม่รู้สึกแปลกๆ บ้างเหรอ?”
ถึงช่วงที่ผ่านมาจะดูแลร่างกายเป็นอย่างดีก็เถอะ
แต่ถ้าจะให้พูดกันตามตรง ทางนี้คือร่างกายที่ตายไปแล้วครั้งหนึ่งและฟื้นตื่นขึ้นมา สถานะมันย่อมแตกต่างจากชาวโลกปกติที่ร่างกายครบ 32 อยู่บ้าง
“รสชาติเยี่ยมไปเลยค่ะ!”
“อ้อ งั้นเหรอ”
“จะว่ายังไงดี มันเย็นๆ นิดหน่อย?”
ชะงัก
กิรยอจัดแจงแขนเสื้อพลางก้มลงสบตากับดวงตาใสแจ๋วของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้พูดเสริมอะไร
ในเมื่อหัวข้อสนทนาถูกเปลี่ยนไปเองโดยไม่ต้องแก้ตัวให้มากความ
“พี่คะ แต่ว่านะ เดี๋ยวถ้าพี่สาวมา พี่อย่าบอกนะว่าฉันกินเลือดพี่”
“จะให้ช่วยเก็บเป็นความลับสินะครับ?”
“ใช่ค่ะๆ”
ชู่ววว
ฮันเตอร์ระดับ B ยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปากเพื่อส่งสัญญาณให้เงียบ กิรยอจึงพยักหน้ารับ
ถึงจะเป็นเงินจำนวนเล็กน้อยแค่ประมาณ 150,000 วอน แต่การไถเงินจากญาติของคนรู้จักก็ไม่ใช่ภาพที่น่าดูเท่าไหร่นัก
ดีไม่ดีอาจจะโดนตำหนิเอาได้ว่า แค่นี้ทำให้ฟรีไม่ได้หรือไง
“สัญญานะคะ เดี๋ยวพอพี่สาวมาต้องเงียบนะ!”
กิรยอตอบรับคำพูดของเธอสั้นๆ
“ไม่ใช่เดี๋ยวมาครับ แต่มาถึงตอนนี้แล้วต่างหาก”
“เฮือก”
สิ้นคำพูดนั้น ฮันเตอร์ชเวจินก็ปรากฏตัวขึ้นที่เลานจ์ และอันยุนซึงที่กลับมาจากลานจอดรถก็มาถึงในจังหวะไล่เลี่ยกัน
ในเมื่อคนมารวมตัวกันครบแล้ว หลังจากนั้นกิรยอก็เริ่มบทสนทนาอย่างเป็นทางการกับสองพี่น้องตระกูลชเว.......
---
คิมกิรยอ
สิ่งที่ฮันเตอร์ระดับ S ผู้นั้นอยากรู้ ก็คือประสบการณ์ตรงของชเวจิน
เรดดราก้อน, กรีนดราก้อน, แบล็กดราก้อน
มังกรที่ปรากฏตัวบนโลกแบ่งออกเป็นสามประเภทใหญ่ๆ ทางฝั่งนี้แทบไม่มีความรู้เกี่ยวกับพวกมันเลย นอกเหนือจากแบล็กดราก้อนที่เป็นสายพันธุ์ใหม่ซึ่งใช้พิษ
รูปแบบการโจมตี จุดอ่อน ธาตุที่แพ้ทาง ฯลฯ
กิรยอต้องการได้รับการถ่ายทอดวิธีรับมือกับมังกรอีก 2 ชนิดที่เหลือ
และเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน เขาก็ตั้งใจจะตอบคำถามของเธออย่างจริงใจเช่นกัน
“ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับไอเทมดันเจี้ยน ผมน่าจะให้ข้อมูลที่น่าพอใจได้นะครับ พอดีผมศึกษาด้านนั้นมานานน่ะครับ”
แถมยังสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลของแบล็กดราก้อนให้ได้ด้วย วิธีชดใช้หนี้บุญคุณมีถมเถไป
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“อ่า... งั้นเหรอครับ?”
ทว่า ฮันเตอร์ที่ชื่อชเวจินกลับปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
แม้จะไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แต่แค่แววตานั้นก็บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเธอรู้สึกไม่สบอารมณ์กับการมีอยู่ของวงสนทนานี้สุดๆ
หลังจากส่งมอบข้อมูลเสร็จสิ้น
ชเวจิน ชเวจินฮี และอันยุนซึง ก็ทิ้งระดับ S ไว้ที่ห้องรับรอง แล้วแยกตัวขึ้นมาบนดาดฟ้าตึกกันตามลำพัง
ฟู่
ทันทีที่เปิดประตูดาดฟ้า ชเวจินก็จุดบุหรี่สูบ
แต่พอลูกพี่ลูกน้องชายเอาแต่ยืนมองตาปริบๆ อยู่ข้างๆ เธอจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
“นายไม่สูบบุหรี่ด้วยเหรอ?”
ยุนซึงตอบกลับไปว่า เขาเลิกบุหรี่มาได้สักพักแล้ว ชเวจินถึงกับเอียงคอด้วยความงุนงง
“อะไรกัน เป็นผู้ตื่นรู้แต่ดันเลิกบุหรี่เนี่ยนะ.......”
“ลูกพี่เขาบอกให้ลองเลิกดูน่ะครับ”
พอมีการเอ่ยถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ หญิงสาวก็มีสีหน้าขุ่นมัวขึ้นมาทันที
ตามมาด้วยการบ่นกระปอดกระแปดอย่างหงุดหงิด
“เออ เอาเถอะ อันยุนซึง ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าพวกพี่งานยุ่ง นายยังจะนัดปุบปับแบบนี้ได้ยังไงกัน ทำให้คนอื่นเขาลำบากใจนะ”
เพิ่งจะติดต่อมาเมื่อสองวันก่อน ก็ถือว่าเป็นนัดที่ค่อนข้างฉุกละหุกจริงๆ นั่นแหละ
“ผมก็เลยถามก่อนแล้วไงครับว่าว่างหรือเปล่า.......”
ในมุมของอันยุนซึง เขามีเรื่องให้อัดอั้นตันใจอยู่มาก เพราะเมื่อสัปดาห์ก่อนตอนที่ติดต่อมา ชเวจินยังไม่ได้ทำตัวเย็นชาขนาดนี้
“ก็พี่บอกเองไม่ใช่เหรอว่าขี้เกียจสรุปผ่านอีเมล ให้มาคุยต่อหน้าเลยดีกว่า?”
“นั่นมันเพราะฉันคิดว่าญาติพี่น้องจะได้มาเจอหน้ากันหลังจากไม่ได้เจอนานต่างหาก ใครจะไปรู้ล่ะว่านายจะหิ้วตัวถ่วงแบบนั้นติดมาด้วย”
เฮ้อ
ขณะที่ชเวจินถอนหายใจจนไหล่ตก ยุนซึงก็รีบแก้ต่างโดยไม่ปิดบังความตื่นตระหนก
“ตัวถ่วงที่ไหนกันครับ ผมอุตส่าห์พามาแนะนำให้รู้จักด้วยความหวังดีแท้ๆ ทำไมพี่ทำแบบนี้ล่ะ อีกอย่าง การได้รู้จักกับฮันเตอร์ระดับสูงไว้ คนในวงการเดียวกันมันจะมีอะไรเสียหายครับ?”
“อะไรนะ?”
“โธ่ ก็ระดับ S เชียวนะครับ ผมนึกว่าพี่จะดีใจที่ได้เจอลูกพี่เขาซะอีก”
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา มีเพียงน้ำเสียงเกรี้ยวกราดของฮันเตอร์สาว
“ไอ้เด็กนี่!”
ปึก!
ชเวจินฟาดฝ่ามือเข้าที่กลางหลังของลูกพี่ลูกน้อง
สมกับที่เป็นฮันเตอร์ผู้ครอบครองไอเทม [หัวใจมังกร] ซึ่งมอบพลังเวทเทียบเท่าระดับ A แรงตบนั้นหนักหน่วงจนยุนซึงถึงกับหลุดร้อง 'อั่ก' ออกมา
“ดีใจบ้าบออะไรล่ะ เจ้างั่ง นายไม่รู้จริงๆ เหรอว่าทำไมฉันถึงโมโหขนาดนี้?”
“พี่คะ อย่าทะเลาะกัน.......”
“จินฮี ไม่เป็นไรหรอก เธออยู่นิ่งๆ แป๊บนึงนะ”
ชเวจินกันน้องสาวที่พยายามห้ามทัพไปไว้ด้านหลัง ก่อนจะขึ้นเสียงดัง
“เฮ้ย อันยุนซึง นายหูหนตาบอดขนาดนี้จะไปทำอะไรกิน หา! จะว่าไป เมื่อเดือนมกราฯ นายก็เคยตั้งปาร์ตี้ชั่วคราวกับฮันเตอร์คิมกิรยอด้วยนี่?”
“ที่เนินนางเงือกน่ะเหรอครับ?”
“เออ! งั้นนายก็น่าจะรู้นี่หว่า! ว่าปกติไอ้หมอนั่นมันทำงานกับใคร!”
มาถึงตรงนี้ เหตุผลที่ชเวจินแสดงท่าทีเป็นศัตรูกับกิรยอมาตลอดก็ถูกเปิดเผย
เธอเป็นคนที่มองความสัมพันธ์ระหว่างคิมกิรยอกับฮันเตอร์คนหนึ่งในแง่ลบอย่างรุนแรง
“ไอ้คนที่ไปขลุกอยู่กับไอ้สารเลวคังชางโฮ ไส้ในมันก็คงเน่าเฟะพอกันนั่นแหละ เพราะงั้นขอร้องล่ะ วันหลังอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนั้นอีก!”
พอชื่อของคังชางโฮหลุดออกมา แม้แต่น้องสาวที่หลบอยู่ข้างหลังก็ยังแสดงอาการขยาด
เรื่องราวในอดีตนั้น แค่หวนนึกถึงก็ยังไม่อยากจะทำ
เพราะพวกเธอเคยผ่านเหตุการณ์ที่ถูกมนุษย์ด้วยกันทำร้ายร่างกาย เพียงเพราะฮันเตอร์ที่ชื่อคังชางโฮมาแล้ว
“แค่ลองค้นหาดู ข่าวก็เด้งขึ้นมาเต็มไปหมดแล้ว! ให้ตายสิ ไปร่วมงานกับไอ้เวรนั่นได้ยังไง.......”
ปกติแล้วเวลามีคดีทำร้ายร่างกายเกิดขึ้น
ในอินเทอร์เน็ตมักจะเดากันไปต่างๆ นานาอย่างไม่รับผิดชอบว่า ทั้งสองฝ่ายคงมีส่วนผิดกันบ้างแหละ คงไม่มีใครต่อยตีกันโดยไม่มีเหตุผลหรอก
แต่ชเวจินคือเหยื่อผู้บริสุทธิ์ที่ไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรเลย
เธอแค่ไปทำงานลงดันเจี้ยนเกตตามปกติ
- อ๊ะ คุณคือเอซของกิลด์มิ-ดึมสินะ?
แล้วก็โดนฮันเตอร์อิสระที่บังเอิญเจอกันข้างในซ้อมจนน่วม จบแค่นั้น เรื่องมีอยู่แค่นั้นจริงๆ
‘จะว่าไป มันก็ทะแม่งๆ ตั้งแต่ตอนที่มันเสนอหน้าจะมาช่วยงานกิลด์เล็กๆ อย่างพวกเราแล้ว’
คังชางโฮมีประวัติเคยแสร้งทำเป็นผิดพลาดเพื่อโจมตีใส่ชเวจิน
ด้วยสมรรถภาพร่างกายที่เหนือมนุษย์ของระดับ S ทำให้ไม่มีพยานที่ระบุได้ชัดเจน
แต่อย่างน้อย ตัวของเหยื่อที่ถูกลอบกัดย่อมรู้ดีว่านั่นคือความจงใจ
‘มุมนั้นมันจงใจเล็งมาที่ฉันชัดๆ’
การโจมตีที่ทะลุร่างมอนสเตอร์มาจนถึงตัวชเวจิน สร้างบาดแผลฉกรรจ์ที่ดูยังไงก็ไม่น่าจะเกิดจากมือเปล่า
ในข่าวสรุปสั้นๆ แค่ว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส
แต่ความจริงแล้ว มันคือเหตุการณ์สยองขวัญที่เลือดสาดกระเซ็นจนเกือบจะเห็นเครื่องในไหลออกมา
‘เครียดชะมัด’
แถมตอนนั้นเพราะความตกใจเลยไม่ทันรู้ตัว แต่มารู้ทีหลังว่านั่นคือความพยายามที่จะช่วงชิงพลังของคนอื่น
หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดคดีสะเทือนขวัญที่ผู้ถือครอง [หัวใจมังกร] อีกคนถูกฆาตกรรมในต่างประเทศ
ผู้ลงมืออ้างว่าทำไปเพราะคิดว่าถ้าทำแบบนั้น หัวใจจะกลับคืนสู่สภาพไอเทมบริสุทธิ์ แต่ผลการตรวจสอบกลับพิสูจน์แล้วว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
“เฮ้อออ.......”
ความสนใจของคังชางโฮที่ตามตื๊อมาตลอด ขาดสะบั้นลงนับตั้งแต่มีข่าวต่างประเทศนั้นออกมา
มันเป็นประสบการณ์ที่น่าขนลุกขนาดไหน? มันกล้าประเมินมนุษย์ผู้อื่นเป็นเพียงเหยื่อในการล่า
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้ คือการที่ฮันเตอร์อีกคนกำลังแผ่บรรยากาศคล้ายคลึงกับคังชางโฮออกมา
‘น่าขยะแขยง’
สายตาที่มองมนุษย์
ราวกับมองสิ่งที่มิใช่มนุษย์
ชเวจินตระหนักได้โดยสัญชาตญาณว่ากิรยอกำลังมองพวกตนด้วยสายตาที่กดต่ำลง ยิ่งกว่าฮันเตอร์ระดับ S คนที่สามอย่างเทียบไม่ติด
แต่อันยุนซึงกลับปฏิเสธหัวชนฝา
“เดี๋ยวครับ ลูกพี่เขาไม่ใช่คนแบบนั้นนะครับ หน้าพี่เขาอาจจะดูดุไปหน่อยพี่เลยเข้าใจผิด แต่จริงๆ แล้วลูกพี่เขาพาคังชางโฮไปไหนมาไหนด้วยเพื่อลงโทษต่างหาก!”
พาคังชางโฮไปด้วยเพื่อลงโทษเนี่ยนะ ไอ้เด็กนี่ซดเหล้าแทนน้ำหรือเปล่าเนี่ย
“ผมเห็นกับตาเลยนะ คังชางโฮเวลาอยู่ในดันเจี้ยนเป็นแค่เบ๊ของลูกพี่เท่านั้นแหละครับ!”
ยุนซึงยังคงแก้ต่างด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
แต่เรื่องที่เขาพ่นออกมานั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องเหลือเชื่อทั้งสิ้น
คังชางโฮช่วยจัดการมอนสเตอร์กระจอกที่พุ่งเข้ามาหาคนอื่นงั้นเหรอ
ชมเปาะว่าระดับ S ผมทองคนนั้นฝีมือดีกว่าตัวเองงั้นเหรอ
แถมยังบอกว่าที่คังชางโฮยอมสงบเสงี่ยมเจียมตัวแบบนั้น น่าจะเพราะเคยโดนคิมกิรยอเหยียบจมดินมาก่อนแล้ว
“คิมกิรยอพูดเองเหรอ?”
“เปล่าครับ แต่ค่อนข้างมั่นใจเลย ตอนที่ผมถามว่าเป็นอะไรกับฮันเตอร์คังชางโฮ ลูกพี่ก็บอกว่ามีเรื่องซับซ้อนนิดหน่อย ไม่ได้สนิทกันแน่นอน”
ยุนซึงกำหมัดแน่นพลางพูดอย่างมั่นใจ
“เพราะงั้นไม่ต้องห่วงหรอกครับ!”
ชเวจินที่ยืนอยู่ตรงข้ามทำหน้าบอกบุญไม่รับ แตกต่างจากความมั่นใจของอีกฝ่ายอย่างสิ้นเชิง
“ฉันมันโง่เองที่อุตส่าห์ตั้งใจฟัง.......”
เธอคาบบุหรี่มวนใหม่ แล้วสูดควันเข้าปอดเฮือกใหญ่จนไฟลามไปเกือบถึงก้นกรอง
พูดตรงๆ ไอ้เรื่องที่ว่าระดับ S คนที่สี่ใช้กำลังกดคังชางโฮจนอยู่หมัดน่ะ มันเชื่อยาก
คังชางโฮเป็นผู้ตื่นรู้ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีจะตายไป แค่รู้สึกว่ามีใครจะมาท้าทายตำแหน่ง หมอนั่นก็คงของขึ้นแล้ว
ดังนั้นถ้ามีการต่อสู้กันอย่างที่อันยุนซึงว่าจริง ป่านนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคงต้องจบเห่ไปแล้ว
“ชิ”
เห็นลูกพี่ลูกน้องอารมณ์บูดไม่เลิก อันยุนซึงจึงขอตัวลงไปข้างล่างก่อนอย่างรู้หลบเป็นปีก
ตอนนี้บนดาดฟ้าเหลือเพียงสองพี่น้อง
“จินฮี หนาวไหม? พวกเราก็ลงไปกันเถอะ”
พอสูบบุหรี่หมดมวน ชเวจินก็พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อกี้
น้องสาวของเธอเงยหน้ามองพี่สาวนิ่งๆ ก่อนจะพูดอ้อมแอ้ม
“พี่คะ พี่เกลียดพี่ชายคนนั้นเหรอ?”
ผู้ชายที่น้องสาวยังจำชื่อไม่ได้
‘พี่ชาย’ ที่ว่า ก็คงหมายถึงระดับ S คนที่สี่ของเกาหลีคนนั้นแน่ๆ
“อื้อ เกลียด เพราะงั้นจินฮีเอง ต่อไปนี้ก็อย่าเข้าไปใกล้เขาซี้ซั้วนะ เข้าใจไหม?”
“.......”
“มันอันตราย จำได้ไหมที่พี่เคยเจ็บตัวเพราะระดับ S? คนคนนั้นก็เหมือนคังชางโฮนั่นแหละ เป็นฮันเตอร์ที่แข็งแกร่งและน่ากลัวมาก ถ้าไปแหยมเข้าเดี๋ยวก็เจ็บตัวอีกหรอก”
“.......”
“พี่... ถึงเวลาอื่นพี่จะปกป้องเธอได้เสมอ....... แต่กับระดับ S มันตึงมือจริงๆ นะ จินฮี”
ชเวจินเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง แน่นอนว่าดูเหมือนคำเตือนนั้นจะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาของน้องสาวไปเรียบร้อยแล้ว
“หนูอยากให้พี่ไม่เกลียดพี่ชายคนนั้นจัง”
ใช่
ความจริงเธอก็ไม่อยากจะตั้งแง่ขนาดนี้หรอก แต่มันมีเหตุจำเป็นนี่นา
ถ้าไม่ระวังตัวให้มากเข้าไว้ เธอก็จะไม่สามารถปกป้องสิ่งสำคัญของเธอได้อย่างสมบูรณ์
“.......เธออยากให้พี่ทำแบบนั้นเหรอ?”
ชเวจินถามกลับด้วยสีหน้าซับซ้อน ทันใดนั้นน้องสาวของเธอก็ตอบกลับมาด้วยเสียงสูงและรัวเร็ว
“อื้อ!”
“งั้นเหรอ?”
ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง ก็เป็นรอยยิ้มที่เหมือนนางฟ้าจริงๆ
“เพราะพี่ชายคนนั้นทั้งอร่อยแล้วก็ใจดีด้วยนี่นา!”
“ห๊ะ?”
“อ๊ะ”
ไอ้ความซื่อตรงนั่น จะมองว่าเป็นเหมือนนางฟ้าด้วยก็ได้มั้ง