Cover

175

วันรุ่งขึ้น

“เอ้า เอาค่าน้ำมันไป แล้วก็รีบไสหัวไปซะ”

อันยุนซึงถูกไล่ตะเพิดกลับโซลโดยที่ยังไม่ได้ทันได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับญาติพี่น้องเลยสักมื้อ เหตุผลก็เพราะต่างฝ่ายต่างงานยุ่งจนหัวหมุน

หลังจากนั้น สองพี่น้องตระกูลชเวก็กลับเข้าสู่วงจรชีวิตปกติอย่างรวดเร็ว...

ชเวจิน... สมกับที่เป็นฮันเตอร์ระดับท็อปในหมู่แรงค์ A ทันทีที่ญาติกลับไป เธอก็ตรงดิ่งไปลุย ‘บลูเกต’ ต่อทันที

กว่าจะเคลียร์ดันเจี้ยนที่เข้าไปตอนกลางวันเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิท

และหลังจากมื้อเย็น เธอก็เริ่มมหกรรม ‘ทำโอ’ ต่อทันที

วันนี้มี ‘เรดเกต’ ที่คาดว่าเป็นระดับสูงปรากฏขึ้นในละแวกใกล้เคียง และเนื่องจากกิลด์ของเธอทำสัญญาไว้กับเมืองชุนชอน หน้าที่ในการจัดการเรดเกตจึงตกเป็นของพวกเธออย่างเลี่ยงไม่ได้

“พี่คะ อันนี้ใหญ่เบิ้มเลยนะเนี่ย!”

“นั่นสิ น่าจะเป็นระดับ A จริงๆ ด้วย”

เมื่อมาถึงหน้างาน

เกตยังอยู่ในสภาพปิดสนิท ยังไม่เปิดปากออก

ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างรอ ชเวจินจึงถือโอกาสเช็กอุปกรณ์อีกรอบ แต่ทว่า... จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินต๊อกแต๊กมาจากที่ไกลๆ ตรงดิ่งมาทางพวกเธอ

“โอ้ สวัสดีครับ”

ผู้ชายหัวทองที่ในมือถือไอศกรีมแท่งอยู่นั่นมัน...

“เจอกันอีกแล้วนะครับเนี่ย?”

มองมุมไหนนี่มันก็ไอ้แขกไม่ได้รับเชิญที่เจอเมื่อตอนกลางวันชัดๆ!

‘อะ... อะไรเนี่ย?’

ชเวจินตกใจจนตาแทบถลนเมื่อเห็นคิมกิรยอโผล่มาเงียบๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

ก็เธอเข้าใจมาตลอดว่าหมอนี่กลับโซลไปพร้อมกับอันยุนซึงแล้วนี่นา

“เดี๋ยวสิคะ คุณฮันเตอร์ ทำไมยังอยู่ที่ชุนชอนอยู่อีก?”

ชเวจินเผลอโพล่งถามออกไปอย่างลืมตัว ฮันเตอร์หนุ่มผมทองจึงตอบกลับมาหน้าตาเฉย

“พอดีผมเพิ่งเคยมาทัวร์ชุนชอนครั้งแรกน่ะครับ ก็เลยอยากรู้ว่าทักคัลบีที่นี่มันอร่อยสมคำร่ำลือหรือเปล่า”

“คะ?”

“ก็เลยเดินสายทัวร์ร้านเด็ดคนเดียวอยู่น่ะครับ”

ก๊อบแก๊บ

กิรยอพูดพลางชูถุงห่อกลับบ้านที่บรรจุทักคัลบีให้ดู ประมาณว่าที่ยังไม่กลับบ้านกลับช่องป่านนี้ เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับของดีประจำจังหวัดอยู่

บอกตรงๆ นะ... นี่มันคนบ้าหรือเปล่าเนี่ย

“โห! หอมฉุยเลย!”

ท่ามกลางความงุนงง น้องสาวตัวดีดันจมูกไว ได้กลิ่นอาหารโชยมาจากถุงพลาสติก ก็เริ่มงอแงจะกินทักคัลบีหลังเลิกงานบ้างซะงั้น...

แต่ชเวจินไม่มีอารมณ์จะมาคุยเรื่องสัพเพเหระแบบนั้น

มันน่าหงุดหงิดจะตายชัก

ต่อให้อ้างว่าอยู่เที่ยวต่อก็เถอะ แต่การจะบังเอิญมาเจอกันจังๆ ในเมืองแบบนี้มันยากแค่ไหนเชียว หรือว่า... ไอ้เจ้า S ระดับคนนี้มันสะกดรอยตามพวกเรามาตลอด?

‘น่ารำคาญชะมัด...’

ใจจริงอยากจะเทงานแล้วสั่งถอนกำลังกลับมันเดี๋ยวนี้เลย แต่สถานการณ์มันไม่เอื้อให้ทำแบบนั้น

“นี่ คุณฮันเตอร์คิมคะ ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ห้ามคุณกระดิกนิ้วยุ่งกับเกตนี้เด็ดขาด ที่นี่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรดเกต ไม่เหมือนกับที่โซลนะคะ”

ชเวจินชี้หน้าขู่ฟ่อ

“ครับผม”

แต่คิมกิรยอกลับพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย แล้วก้มหน้าก้มตากินไอศกรีมต่อ

ชเวจินรู้สึกสับสนปนเปไปหมด อย่างน้อยคังชางโฮมันยังแผ่อราร่าอันตรายออกมาให้รู้ตัวบ้าง

“เฮ้อ”

แต่ตานี่ดูไม่ออกเลยว่าจะมาไม้ไหน ยิ่งดูหน้าซื่อๆ แบบนั้นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่...

“พี่คะ เกตเปิดแล้ว!”

ชเวจินที่กำลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าต้องรีบหันขวับกลับไปตามเสียงเรียก มอนสเตอร์เวฟเริ่มขึ้นแล้ว

แกรก แกรก แกรก

สัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนก้อนลวดหนามพันกันยุ่งเหยิงปรากฏตัวขึ้นบนพื้นดิน

สิ่งมีชีวิตที่ไร้เลือดเนื้อแบบนั้น พิษของไฮดราคงใช้ไม่ได้ผลไม่ว่ามันจะอยู่ระดับไหนก็ตาม แต่ไม่เป็นไร...

เพราะวันนี้คนที่จะปิดเกมไม่ใช่เขา

ฟู่วววววว...

เปลวเพลิงลูกใหญ่ลุกโชนขึ้นกลางลานกว้าง

แสงไฟที่จู่ๆ ก็ปะทุขึ้นมานั้นพุ่งเข้ากดดันศัตรูจากรอบทิศทาง ราวกับงูสามตัวกำลังแลบลิ้นเลียเหยื่อ

ผู้ตื่นรู้ที่กลืนกินหัวใจมังกรและควบคุมไฟได้ดั่งใจนึก...

ภาพลักษณ์นั้นช่างดูราวกับตัวตนในตำนานที่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพ่นหายนะเพลิงกาฬออกมาเผาผลาญทุกสรรพสิ่งไม่ใช่หรือ?

‘สายพลังที่ดาษดื่นที่สุดในโลก’

ตูมมมมมม!

ความร้อนแรงมหาศาลนี้คือความสามารถของผู้ตื่นรู้ของชเวจิน และมันยังเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอพัฒนาตัวเองมาไกลแค่ไหน

ครั้งหนึ่ง ชเวจินเคยเป็นแค่ฮันเตอร์ปลายแถวที่คาบเกี่ยวอยู่ขอบล่างของระดับ B

แต่หลังจากได้ครอบครอง [หัวใจมังกร] โดยบังเอิญ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เธอได้ก้าวขึ้นมายืนอยู่ในจุดของผู้แข็งแกร่งที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้

“ทางขวา มอนสเตอร์หลุด!”

“ผมกันเองครับ!”

เหล่าฮันเตอร์จากกิลด์มิ-ดึมแห่งชุนชอนเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง

ในที่สุดการบุกทะลวงของสัตว์ประหลาดก็ถูกสกัดกั้น สถานการณ์ราบรื่นเหมือนปกติ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย

“อึก”

แต่ทว่า...

ทำไมตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ใจมันถึงได้รู้สึกโหวงๆ ชอบกล

‘บ้าเอ๊ย’

ขวับ

ชเวจินหันขวับไปมองจุดหนึ่ง

และแล้ว ผ่านม่านความร้อนที่เต้นระริก สายตาปริศนาที่กำลังจ้องมองเธออย่างเงียบเชียบก็สบเข้าจังๆ

‘ปัดโธ่เว้ย! มองอยู่จริงๆ ด้วย...!’

ฮันเตอร์ระดับ S คิมกิรยอ

เขากำลังยืนดูการต่อสู้จากตำแหน่งที่ห่างออกไปเล็กน้อย

อันที่จริง กิรยอแค่อยากจะอยู่ต่อที่ชุนชอนเพื่อศึกษาดูให้ชัดๆ ว่า ‘หัวใจมังกร’ ส่งผลกระทบยังไงต่อผู้ใช้เวทกันแน่

แต่การกระทำที่ไม่ได้คิดอะไรของเขา กลับกลายเป็นฝันร้ายของฮันเตอร์ระดับ A บางคนเข้าอย่างจัง

‘ไหนบอกไม่สนิทกับคังชางโฮไง โกหกทั้งเพ! พฤติกรรมถอดแบบกันมาเป๊ะ!’

การที่ฮันเตอร์ระดับ S แสดงความสนใจ เป็นเรื่องที่สยดสยองที่สุดสำหรับชเวจิน

เพราะเธอเคยโดนคังชางโฮเพ่งเล็งด้วยความสามารถที่โดดเด่น จนต้องเจอเรื่องระยำตำบอนมาสารพัด เธอจึงมีปมฝังใจและต่อต้านการถูกจับตามองอย่างรุนแรง

ร่างกายของเธอแข็งทื่อไปโดยอัตโนมัติ

ถ้าเผลอโชว์ความสามารถที่ ‘เข้าท่า’ ออกไปที่นี่... จะโดนหมายหัวเหมือนตอนนั้นอีกไหมนะ?

การเคลื่อนไหวเริ่มดูเกร็งและระมัดระวังตัวมากขึ้น

ชเวจินจำใจต้องงัดแค่ท่าพื้นฐานง่ายๆ ออกมาใช้ล่ามอนสเตอร์ เพราะใจจริงไม่อยากให้คิมกิรยอเห็นฝีมือที่แท้จริง

‘เพราะงี้แหละถึงเกลียดเรดเกต! ไม่ใช่ที่ดินตัวเอง จะไล่ตะเพิดไปไกลๆ ก็ทำไม่ได้ เฮ้อ หงุดหงิดว้ย’

เคร้ง!

ชเวจินใช้ปลายอาวุธฟาดใส่มอนสเตอร์เหล็กกล้าที่พุ่งเข้ามาใกล้

ถึงจะใช้แค่ท่าพื้นฐาน แต่เมื่อค่อยๆ กำจัดศัตรูไปเรื่อยๆ ในที่สุดเธอก็มาถึงตัวบอสได้แบบไม่ยากเย็นนัก

-กิ๊ซ กิ๊ซซซ...

หัวหน้าของเรดเกตคราวนี้คือยักษ์ใหญ่รูปร่างบิดเบี้ยวที่มีระฆังขนาดยักษ์ฝังอยู่กลางลำตัว

ทันทีที่บอสปรากฏตัว เหล่าฮันเตอร์ก็ระดมยิงสกิลใส่ราวกับรอเวลานี้มานาน แต่ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้แหละ

เจ้าบอสตัวนี้มีพลังป้องกันสูงลิบลิ่วสมกับผิวหนังที่เป็นข้อต่อแข็งๆ ของมัน

และด้วยความอึดถึกทน มันจึงทนรับการระดมยิงของฮันเตอร์แล้วสวนกลับทันที

-หง่าง! หง่าง! หง่าง!

เสียงระฆังยักษ์ดังก้องกังวาน

ชเวจินเคยรับมือกับมอนสเตอร์ตัวนี้มาก่อน จึงรู้ดีว่ามันกำลังทำอะไร

‘การโจมตีทางจิต!’

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี

เว้นแต่จะเป็นพวกตัวพิเศษอย่างไซเรน การโจมตีทางจิตของมอนสเตอร์แทบจะทำอะไรฮันเตอร์ระดับเดียวกันไม่ได้เลย

พรึ่บ

ชเวจินเล็งสกิลไปที่จุดอ่อนของมัน เหล็กเส้นหนาเตอะที่เชื่อมระหว่างระฆังยักษ์กับหัวกะโหลก

ไม่นานนัก โครงสร้างที่ดูเปราะบางนั่นก็ถูกความร้อนหลอมละลายจนขาดสะบั้น ร่างของบอสก็ร่วงกราวลงมาราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไร้กระดูกสันหลัง

เนื่องจากเคยสู้มาแล้ว เธอจึงจบงานโดยใช้มานาไปน้อยที่สุด

‘ได้เลิกงานสักที’

วูบ

เกตสีแดงที่เคยส่องแสงเจิดจ้าค่อยๆ ปิดลง เป็นสัญญาณยืนยันว่ามอนสเตอร์ทุกตัวถูกกำจัดหมดสิ้นแล้ว

ชเวจินล้วงสิ่วและกรรไกรสำหรับฮันเตอร์ออกมาจากอกเสื้อ การเคลียร์จบลงแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาชำแหละไอเทม

“จินฮี หลบไปก่อนนะ ตัวนี้มันแข็ง เดี๋ยวพี่จัดการเอง...”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

“โอ๊ย!”

ชเวจินที่กำลังเดินเข้าไปหาซากบอส กลับถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว

น้องสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้า จู่ๆ ก็หันมาข่วนแขนพี่สาวอย่างแรง

“จะ... จินฮี?”

ชเวจินเอามือกุมดั้งจมูกที่มีเลือดซึมด้วยความตกใจ แต่คนที่ดูจะช็อกกว่ากลับเป็นอีกฝ่าย

“-กรี๊ดดดดด!”

“จินฮี!”

พรึ่บ!

ฉับพลัน ปีกที่เป็นพังผืดก็กางออกจากแผ่นหลังของมนุษย์

ผู้ตื่นรู้สายแปลงร่างกรีดร้องลั่นพร้อมเปิดใช้งานสกิล ก่อนจะดีดตัวบินพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

ปฏิกิริยานั้นเหมือนคนกำลังหวาดกลัวและพยายามหนีสุดชีวิต แต่เดี๋ยวนะ ทางนั้นจะมีอะไรให้ต้องกลัวกันล่ะ?

“อ๊ะ!”

ชเวจินเพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์ นี่มันคือผลกระทบจากเสียงระฆังของบอสเมื่อกี้

น้องสาวของเธอโดนสถานะผิดปกติ [สับสน] เข้าไปเต็มเปา!

‘คราวที่แล้วไม่เห็นเป็นแบบนี้นี่นา? หรือว่าเป็นเพราะฉันออมมือ? ก็เลยหยุดเสียงระฆังได้ไม่เร็วพอ?’

นี่แหละคือความน่ากลัวของเกตระดับ A

แค่ความประมาทเพียงนิดเดียว ความเสียหายก็บานปลายไปได้ไกลลิบ

แถมพอหันไปขอความช่วยเหลือ ด้านหลังก็เละเทะไม่ต่างกัน จริงอยู่ที่ทีมมีฮีลเลอร์ที่มีสกิลแก้สถานะผิดปกติ แต่ว่า...

“ว้าก! อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะเว้ย!”

“โว้ย จะบ้าตาย!”

“ฮีลเลอร์บ้าอะไร ไม่รักษาคนอื่นดันมาสติแตกซะเอง!”

อย่างที่เห็น ฮีลเลอร์ระดับ B คนนั้นก็ดวงซวยทะลุเรตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน โดน [สับสน] ครอบงำไปอีกราย

ไม่นานฮีลเลอร์ประจำทีมก็เริ่มเหวี่ยงคทาใส่เพื่อนร่วมทีมมั่วซั่วไปหมด

แต่เนื่องจากเขาเป็นสายรักษาเพียวๆ การจับกุมตัวจึงทำได้ง่ายดาย

ปัญหาที่แท้จริงคือน้องสาวต่างหาก

ถ้าจินฮีงัดพรสวรรค์ออกมาใช้เต็มที่ เธอจะบินเร็วปานกระสุนปืนเลยไม่ใช่หรือไง

“ไม่นะ”

พอเงยหน้าขึ้นมอง นักแปลงร่างสาวก็บินสูงขึ้นไปจนแทบจะมองไม่เห็นตัวแล้ว

หนีไปทั้งที่โดนโจมตีทางจิตแบบนั้น... ถ้าเตลิดเข้าเมืองไปทำร้ายชาวบ้านจะทำยังไง?

หรือถ้าบินไปขวางทางเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์จนโดนชนเข้าล่ะก็...

“จินฮี! จินฮี! ลงมาเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า ขอร้องล่ะ!”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

ชเวจินหน้าซีดเผือด ตะโกนเรียกสุดเสียงแข่งกับความสูง ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ เธอคงเป็นบ้าตามน้องสาวไปแน่ๆ ด้วยความเป็นห่วง

แต่เงาร่างบนท้องฟ้านั้นดูเหมือนจะไม่รับรู้ความร้อนรนในใจพี่สาว ได้แต่กระพือปีกบินไปมาอย่างไร้จุดหมาย

“บอกให้ลงมาไง ชเวจินฮี!”

เหล่าฮันเตอร์เบื้องล่างได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความจนปัญญา

แต่พอนานเข้าๆ มันเริ่มมีอะไรแปลกๆ

ผิดคาดแฮะ นักแปลงร่างสาวไม่ได้บินหนีไปไหน แต่กลับบินวนเวียนอยู่เหนือหัวพวกเขาซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“อะไรอ่ะ ทำไมเป็นงั้น?”

“หรือเพราะพี่สาวเขาอยู่ที่นี่ ก็เลยไม่ยอมไปไหนหรือเปล่าครับ?”

ฮันเตอร์จากกิลด์มิ-ดึมพากันคาดเดา คงเป็นเพราะสายใยครอบครัวแน่ๆ ที่รั้งเธอไว้ไม่ให้ไปไหน

แน่นอนว่าเป็นสมมติฐานที่ผิดถนัด ตอนนี้ยัยฮันเตอร์นั่นสติหลุดจนจำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

ดังนั้นพฤติกรรมนี้จึงตีความได้อยู่อย่างเดียว

ณ สวนสาธารณะแห่งนี้

มี ‘อะไรบางอย่าง’ ที่กำลังกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของสัตว์ดูดเลือดตนนั้นอยู่

---

งานเข้าแล้วไง

ไม่รู้ว่าปีนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว แต่เอาเป็นว่า... ซวยแล้วครับ

‘ฉันก็แค่อยากจะดูหัวใจมังกรต่อนิดๆ หน่อยๆ เองนะ’

กร้วม

ผมเคี้ยวเศษไอศกรีมคำสุดท้ายเข้าปาก

ตอนนี้บนหัวผมมีมนุษย์โลกที่สติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกำลังบินวนเวียนไม่เลิก

‘สภาวะสับสนสินะ’

ขออธิบายหน่อยว่า ชเวจินฮี คือผู้ใช้เวทกลายพันธุ์ที่มีผลข้างเคียงจากการตื่นรู้คืออาการ ‘กระหายเลือด’

และถ้าสติหลุดไปขนาดนั้น เธอคงไม่เหลือสามัญสำนึกทางสังคมอะไรแล้วล่ะ

‘ยัยมนุษย์นั่น... ไม่ยอมไปจากหัวฉันสักที...’

สั่นพั่บๆ

ความรู้สึกของหนูนาที่เจอเหยี่ยวมันเป็นแบบนี้สินะ

ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เมื่อตอนกลางวันไม่น่าให้กินเลือดเลย พอมองย้อนกลับไป นั่นมันเหมือนกับการแจกชิมฟรีเพื่อเรียกน้ำย่อยชัดๆ

ยัยฮันเตอร์นั่นกำลังถูกของว่างรสเลิศยั่วยวนจนต้องเฝ้าวนเวียนอยู่ในรัศมีนี้ไม่ยอมไปไหน

‘ท่านจอมเวทช่วยลูกช้างด้วย’

แน่นอน ตราบใดที่ผลเพิ่มพลังป้องกันของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์] ยังทำงานอยู่ การโจมตีระดับ B ก็คงทำอะไรผมไม่ได้หรอก

แต่ปัญหามันอยู่ที่ความรู้สึกของผมนี่สิ

สมองน่ะรู้อยู่หรอกว่าเกราะมันหนา...

แต่พอโดนหมายหัวจะเอาชีวิตเข้าจริงๆ ใจคนเรามันก็อดระแวงไม่ได้ว่าจะมีเหตุสุดวิสัยอะไรโผล่มาหรือเปล่า

‘อืมมมม’

เผื่อไว้ก่อน ลองขอให้ชเวจินช่วยดีไหมนะ?

แต่ความคิดนี้ยังไม่ทันได้เริ่ม

ดูเหมือนใจจะตรงกัน ฝ่ายหญิงนั่นแหละที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาตะโกนใส่ผม

“คุณ... คุณคิมกิรยอคะ! ช่วยหน่อยได้ไหมคะ? ช่วยสักเดี๋ยวเถอะค่ะ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต้องเกิดอุบัติเหตุแน่ๆ... คุณเป็นฮันเตอร์ระดับ S นี่นา! ขอโทษนะคะ แต่ได้โปรด... ช่วยจับฮันเตอร์ชเวจินฮีให้หน่อยเถอะค่ะ!”

ดูด้วยสายตาก็รู้ว่าบินห่างออกไปเป็นร้อยเมตร จะให้จับเนี่ยนะ?

‘จะได้เรอะ?’

ถ้าผมเป็นระดับ S ตัวจริงล่ะก็...

เออ ก็คงกระโดดไต่ตึกแถวนี้ขึ้นไปลากคอลงมาได้แหละ

บอกตรงๆ ว่าพวกระดับนั้นมันเป็นสัตว์ประหลาดเหนือสามัญสำนึกกันทั้งนั้น

แต่ถึงจะทำได้จริง แล้วจะหาเรื่องใส่ตัวให้เหนื่อยทำซากอะไรล่ะ?

ในช่วงเวลาสั้นๆ

ผมรีบเค้นสมองของซากศพนี้เพื่อหาวิธีที่เข้าท่า และการตัดสินใจสุดท้ายของมหาจอมเวทก็คือ...

“คุณ... คุณคิมกิรยอ?”

ฟุ่บ ผมปลดกระดุมที่ข้อมือซ้ายแล้วถลกแขนเสื้อขึ้น

“มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นครับ”

จากนั้น ผมก็อธิบายสั้นๆ แล้วยื่นมือขวาไปให้ชเวจิน

“เดี๋ยวผมจะเรียกน้องสาวคุณลงมาเอง แต่พอยัยนั่นเข้ามาใกล้ คุณต้องรับผิดชอบจับตัวไว้ให้ได้นะ นั่นคนในครอบครัวคุณนี่”

“คะ?”

“แล้วก็ขอยืมกรรไกรหน่อยครับ”

“กรรไกรเหรอคะ?”

“ครับ กรรไกรสำหรับชำแหละอันคมกริบในมือคุณนั่นแหละ”

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

175

20px

วันรุ่งขึ้น

“เอ้า เอาค่าน้ำมันไป แล้วก็รีบไสหัวไปซะ”

อันยุนซึงถูกไล่ตะเพิดกลับโซลโดยที่ยังไม่ได้ทันได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับญาติพี่น้องเลยสักมื้อ เหตุผลก็เพราะต่างฝ่ายต่างงานยุ่งจนหัวหมุน

หลังจากนั้น สองพี่น้องตระกูลชเวก็กลับเข้าสู่วงจรชีวิตปกติอย่างรวดเร็ว...

ชเวจิน... สมกับที่เป็นฮันเตอร์ระดับท็อปในหมู่แรงค์ A ทันทีที่ญาติกลับไป เธอก็ตรงดิ่งไปลุย ‘บลูเกต’ ต่อทันที

กว่าจะเคลียร์ดันเจี้ยนที่เข้าไปตอนกลางวันเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิท

และหลังจากมื้อเย็น เธอก็เริ่มมหกรรม ‘ทำโอ’ ต่อทันที

วันนี้มี ‘เรดเกต’ ที่คาดว่าเป็นระดับสูงปรากฏขึ้นในละแวกใกล้เคียง และเนื่องจากกิลด์ของเธอทำสัญญาไว้กับเมืองชุนชอน หน้าที่ในการจัดการเรดเกตจึงตกเป็นของพวกเธออย่างเลี่ยงไม่ได้

“พี่คะ อันนี้ใหญ่เบิ้มเลยนะเนี่ย!”

“นั่นสิ น่าจะเป็นระดับ A จริงๆ ด้วย”

เมื่อมาถึงหน้างาน

เกตยังอยู่ในสภาพปิดสนิท ยังไม่เปิดปากออก

ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างรอ ชเวจินจึงถือโอกาสเช็กอุปกรณ์อีกรอบ แต่ทว่า... จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินต๊อกแต๊กมาจากที่ไกลๆ ตรงดิ่งมาทางพวกเธอ

“โอ้ สวัสดีครับ”

ผู้ชายหัวทองที่ในมือถือไอศกรีมแท่งอยู่นั่นมัน...

“เจอกันอีกแล้วนะครับเนี่ย?”

มองมุมไหนนี่มันก็ไอ้แขกไม่ได้รับเชิญที่เจอเมื่อตอนกลางวันชัดๆ!

‘อะ... อะไรเนี่ย?’

ชเวจินตกใจจนตาแทบถลนเมื่อเห็นคิมกิรยอโผล่มาเงียบๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

ก็เธอเข้าใจมาตลอดว่าหมอนี่กลับโซลไปพร้อมกับอันยุนซึงแล้วนี่นา

“เดี๋ยวสิคะ คุณฮันเตอร์ ทำไมยังอยู่ที่ชุนชอนอยู่อีก?”

ชเวจินเผลอโพล่งถามออกไปอย่างลืมตัว ฮันเตอร์หนุ่มผมทองจึงตอบกลับมาหน้าตาเฉย

“พอดีผมเพิ่งเคยมาทัวร์ชุนชอนครั้งแรกน่ะครับ ก็เลยอยากรู้ว่าทักคัลบีที่นี่มันอร่อยสมคำร่ำลือหรือเปล่า”

“คะ?”

“ก็เลยเดินสายทัวร์ร้านเด็ดคนเดียวอยู่น่ะครับ”

ก๊อบแก๊บ

กิรยอพูดพลางชูถุงห่อกลับบ้านที่บรรจุทักคัลบีให้ดู ประมาณว่าที่ยังไม่กลับบ้านกลับช่องป่านนี้ เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับของดีประจำจังหวัดอยู่

บอกตรงๆ นะ... นี่มันคนบ้าหรือเปล่าเนี่ย

“โห! หอมฉุยเลย!”

ท่ามกลางความงุนงง น้องสาวตัวดีดันจมูกไว ได้กลิ่นอาหารโชยมาจากถุงพลาสติก ก็เริ่มงอแงจะกินทักคัลบีหลังเลิกงานบ้างซะงั้น...

แต่ชเวจินไม่มีอารมณ์จะมาคุยเรื่องสัพเพเหระแบบนั้น

มันน่าหงุดหงิดจะตายชัก

ต่อให้อ้างว่าอยู่เที่ยวต่อก็เถอะ แต่การจะบังเอิญมาเจอกันจังๆ ในเมืองแบบนี้มันยากแค่ไหนเชียว หรือว่า... ไอ้เจ้า S ระดับคนนี้มันสะกดรอยตามพวกเรามาตลอด?

‘น่ารำคาญชะมัด...’

ใจจริงอยากจะเทงานแล้วสั่งถอนกำลังกลับมันเดี๋ยวนี้เลย แต่สถานการณ์มันไม่เอื้อให้ทำแบบนั้น

“นี่ คุณฮันเตอร์คิมคะ ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ห้ามคุณกระดิกนิ้วยุ่งกับเกตนี้เด็ดขาด ที่นี่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรดเกต ไม่เหมือนกับที่โซลนะคะ”

ชเวจินชี้หน้าขู่ฟ่อ

“ครับผม”

แต่คิมกิรยอกลับพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย แล้วก้มหน้าก้มตากินไอศกรีมต่อ

ชเวจินรู้สึกสับสนปนเปไปหมด อย่างน้อยคังชางโฮมันยังแผ่อราร่าอันตรายออกมาให้รู้ตัวบ้าง

“เฮ้อ”

แต่ตานี่ดูไม่ออกเลยว่าจะมาไม้ไหน ยิ่งดูหน้าซื่อๆ แบบนั้นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่...

“พี่คะ เกตเปิดแล้ว!”

ชเวจินที่กำลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าต้องรีบหันขวับกลับไปตามเสียงเรียก มอนสเตอร์เวฟเริ่มขึ้นแล้ว

แกรก แกรก แกรก

สัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนก้อนลวดหนามพันกันยุ่งเหยิงปรากฏตัวขึ้นบนพื้นดิน

สิ่งมีชีวิตที่ไร้เลือดเนื้อแบบนั้น พิษของไฮดราคงใช้ไม่ได้ผลไม่ว่ามันจะอยู่ระดับไหนก็ตาม แต่ไม่เป็นไร...

เพราะวันนี้คนที่จะปิดเกมไม่ใช่เขา

ฟู่วววววว...

เปลวเพลิงลูกใหญ่ลุกโชนขึ้นกลางลานกว้าง

แสงไฟที่จู่ๆ ก็ปะทุขึ้นมานั้นพุ่งเข้ากดดันศัตรูจากรอบทิศทาง ราวกับงูสามตัวกำลังแลบลิ้นเลียเหยื่อ

ผู้ตื่นรู้ที่กลืนกินหัวใจมังกรและควบคุมไฟได้ดั่งใจนึก...

ภาพลักษณ์นั้นช่างดูราวกับตัวตนในตำนานที่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพ่นหายนะเพลิงกาฬออกมาเผาผลาญทุกสรรพสิ่งไม่ใช่หรือ?

‘สายพลังที่ดาษดื่นที่สุดในโลก’

ตูมมมมมม!

ความร้อนแรงมหาศาลนี้คือความสามารถของผู้ตื่นรู้ของชเวจิน และมันยังเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอพัฒนาตัวเองมาไกลแค่ไหน

ครั้งหนึ่ง ชเวจินเคยเป็นแค่ฮันเตอร์ปลายแถวที่คาบเกี่ยวอยู่ขอบล่างของระดับ B

แต่หลังจากได้ครอบครอง [หัวใจมังกร] โดยบังเอิญ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เธอได้ก้าวขึ้นมายืนอยู่ในจุดของผู้แข็งแกร่งที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้

“ทางขวา มอนสเตอร์หลุด!”

“ผมกันเองครับ!”

เหล่าฮันเตอร์จากกิลด์มิ-ดึมแห่งชุนชอนเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง

ในที่สุดการบุกทะลวงของสัตว์ประหลาดก็ถูกสกัดกั้น สถานการณ์ราบรื่นเหมือนปกติ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย

“อึก”

แต่ทว่า...

ทำไมตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ใจมันถึงได้รู้สึกโหวงๆ ชอบกล

‘บ้าเอ๊ย’

ขวับ

ชเวจินหันขวับไปมองจุดหนึ่ง

และแล้ว ผ่านม่านความร้อนที่เต้นระริก สายตาปริศนาที่กำลังจ้องมองเธออย่างเงียบเชียบก็สบเข้าจังๆ

‘ปัดโธ่เว้ย! มองอยู่จริงๆ ด้วย...!’

ฮันเตอร์ระดับ S คิมกิรยอ

เขากำลังยืนดูการต่อสู้จากตำแหน่งที่ห่างออกไปเล็กน้อย

อันที่จริง กิรยอแค่อยากจะอยู่ต่อที่ชุนชอนเพื่อศึกษาดูให้ชัดๆ ว่า ‘หัวใจมังกร’ ส่งผลกระทบยังไงต่อผู้ใช้เวทกันแน่

แต่การกระทำที่ไม่ได้คิดอะไรของเขา กลับกลายเป็นฝันร้ายของฮันเตอร์ระดับ A บางคนเข้าอย่างจัง

‘ไหนบอกไม่สนิทกับคังชางโฮไง โกหกทั้งเพ! พฤติกรรมถอดแบบกันมาเป๊ะ!’

การที่ฮันเตอร์ระดับ S แสดงความสนใจ เป็นเรื่องที่สยดสยองที่สุดสำหรับชเวจิน

เพราะเธอเคยโดนคังชางโฮเพ่งเล็งด้วยความสามารถที่โดดเด่น จนต้องเจอเรื่องระยำตำบอนมาสารพัด เธอจึงมีปมฝังใจและต่อต้านการถูกจับตามองอย่างรุนแรง

ร่างกายของเธอแข็งทื่อไปโดยอัตโนมัติ

ถ้าเผลอโชว์ความสามารถที่ ‘เข้าท่า’ ออกไปที่นี่... จะโดนหมายหัวเหมือนตอนนั้นอีกไหมนะ?

การเคลื่อนไหวเริ่มดูเกร็งและระมัดระวังตัวมากขึ้น

ชเวจินจำใจต้องงัดแค่ท่าพื้นฐานง่ายๆ ออกมาใช้ล่ามอนสเตอร์ เพราะใจจริงไม่อยากให้คิมกิรยอเห็นฝีมือที่แท้จริง

‘เพราะงี้แหละถึงเกลียดเรดเกต! ไม่ใช่ที่ดินตัวเอง จะไล่ตะเพิดไปไกลๆ ก็ทำไม่ได้ เฮ้อ หงุดหงิดว้ย’

เคร้ง!

ชเวจินใช้ปลายอาวุธฟาดใส่มอนสเตอร์เหล็กกล้าที่พุ่งเข้ามาใกล้

ถึงจะใช้แค่ท่าพื้นฐาน แต่เมื่อค่อยๆ กำจัดศัตรูไปเรื่อยๆ ในที่สุดเธอก็มาถึงตัวบอสได้แบบไม่ยากเย็นนัก

-กิ๊ซ กิ๊ซซซ...

หัวหน้าของเรดเกตคราวนี้คือยักษ์ใหญ่รูปร่างบิดเบี้ยวที่มีระฆังขนาดยักษ์ฝังอยู่กลางลำตัว

ทันทีที่บอสปรากฏตัว เหล่าฮันเตอร์ก็ระดมยิงสกิลใส่ราวกับรอเวลานี้มานาน แต่ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้แหละ

เจ้าบอสตัวนี้มีพลังป้องกันสูงลิบลิ่วสมกับผิวหนังที่เป็นข้อต่อแข็งๆ ของมัน

และด้วยความอึดถึกทน มันจึงทนรับการระดมยิงของฮันเตอร์แล้วสวนกลับทันที

-หง่าง! หง่าง! หง่าง!

เสียงระฆังยักษ์ดังก้องกังวาน

ชเวจินเคยรับมือกับมอนสเตอร์ตัวนี้มาก่อน จึงรู้ดีว่ามันกำลังทำอะไร

‘การโจมตีทางจิต!’

แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี

เว้นแต่จะเป็นพวกตัวพิเศษอย่างไซเรน การโจมตีทางจิตของมอนสเตอร์แทบจะทำอะไรฮันเตอร์ระดับเดียวกันไม่ได้เลย

พรึ่บ

ชเวจินเล็งสกิลไปที่จุดอ่อนของมัน เหล็กเส้นหนาเตอะที่เชื่อมระหว่างระฆังยักษ์กับหัวกะโหลก

ไม่นานนัก โครงสร้างที่ดูเปราะบางนั่นก็ถูกความร้อนหลอมละลายจนขาดสะบั้น ร่างของบอสก็ร่วงกราวลงมาราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไร้กระดูกสันหลัง

เนื่องจากเคยสู้มาแล้ว เธอจึงจบงานโดยใช้มานาไปน้อยที่สุด

‘ได้เลิกงานสักที’

วูบ

เกตสีแดงที่เคยส่องแสงเจิดจ้าค่อยๆ ปิดลง เป็นสัญญาณยืนยันว่ามอนสเตอร์ทุกตัวถูกกำจัดหมดสิ้นแล้ว

ชเวจินล้วงสิ่วและกรรไกรสำหรับฮันเตอร์ออกมาจากอกเสื้อ การเคลียร์จบลงแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาชำแหละไอเทม

“จินฮี หลบไปก่อนนะ ตัวนี้มันแข็ง เดี๋ยวพี่จัดการเอง...”

แต่ทว่าในตอนนั้นเอง

“โอ๊ย!”

ชเวจินที่กำลังเดินเข้าไปหาซากบอส กลับถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว

น้องสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้า จู่ๆ ก็หันมาข่วนแขนพี่สาวอย่างแรง

“จะ... จินฮี?”

ชเวจินเอามือกุมดั้งจมูกที่มีเลือดซึมด้วยความตกใจ แต่คนที่ดูจะช็อกกว่ากลับเป็นอีกฝ่าย

“-กรี๊ดดดดด!”

“จินฮี!”

พรึ่บ!

ฉับพลัน ปีกที่เป็นพังผืดก็กางออกจากแผ่นหลังของมนุษย์

ผู้ตื่นรู้สายแปลงร่างกรีดร้องลั่นพร้อมเปิดใช้งานสกิล ก่อนจะดีดตัวบินพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว

ปฏิกิริยานั้นเหมือนคนกำลังหวาดกลัวและพยายามหนีสุดชีวิต แต่เดี๋ยวนะ ทางนั้นจะมีอะไรให้ต้องกลัวกันล่ะ?

“อ๊ะ!”

ชเวจินเพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์ นี่มันคือผลกระทบจากเสียงระฆังของบอสเมื่อกี้

น้องสาวของเธอโดนสถานะผิดปกติ [สับสน] เข้าไปเต็มเปา!

‘คราวที่แล้วไม่เห็นเป็นแบบนี้นี่นา? หรือว่าเป็นเพราะฉันออมมือ? ก็เลยหยุดเสียงระฆังได้ไม่เร็วพอ?’

นี่แหละคือความน่ากลัวของเกตระดับ A

แค่ความประมาทเพียงนิดเดียว ความเสียหายก็บานปลายไปได้ไกลลิบ

แถมพอหันไปขอความช่วยเหลือ ด้านหลังก็เละเทะไม่ต่างกัน จริงอยู่ที่ทีมมีฮีลเลอร์ที่มีสกิลแก้สถานะผิดปกติ แต่ว่า...

“ว้าก! อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะเว้ย!”

“โว้ย จะบ้าตาย!”

“ฮีลเลอร์บ้าอะไร ไม่รักษาคนอื่นดันมาสติแตกซะเอง!”

อย่างที่เห็น ฮีลเลอร์ระดับ B คนนั้นก็ดวงซวยทะลุเรตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน โดน [สับสน] ครอบงำไปอีกราย

ไม่นานฮีลเลอร์ประจำทีมก็เริ่มเหวี่ยงคทาใส่เพื่อนร่วมทีมมั่วซั่วไปหมด

แต่เนื่องจากเขาเป็นสายรักษาเพียวๆ การจับกุมตัวจึงทำได้ง่ายดาย

ปัญหาที่แท้จริงคือน้องสาวต่างหาก

ถ้าจินฮีงัดพรสวรรค์ออกมาใช้เต็มที่ เธอจะบินเร็วปานกระสุนปืนเลยไม่ใช่หรือไง

“ไม่นะ”

พอเงยหน้าขึ้นมอง นักแปลงร่างสาวก็บินสูงขึ้นไปจนแทบจะมองไม่เห็นตัวแล้ว

หนีไปทั้งที่โดนโจมตีทางจิตแบบนั้น... ถ้าเตลิดเข้าเมืองไปทำร้ายชาวบ้านจะทำยังไง?

หรือถ้าบินไปขวางทางเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์จนโดนชนเข้าล่ะก็...

“จินฮี! จินฮี! ลงมาเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า ขอร้องล่ะ!”

ไม่กี่วินาทีต่อมา

ชเวจินหน้าซีดเผือด ตะโกนเรียกสุดเสียงแข่งกับความสูง ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ เธอคงเป็นบ้าตามน้องสาวไปแน่ๆ ด้วยความเป็นห่วง

แต่เงาร่างบนท้องฟ้านั้นดูเหมือนจะไม่รับรู้ความร้อนรนในใจพี่สาว ได้แต่กระพือปีกบินไปมาอย่างไร้จุดหมาย

“บอกให้ลงมาไง ชเวจินฮี!”

เหล่าฮันเตอร์เบื้องล่างได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความจนปัญญา

แต่พอนานเข้าๆ มันเริ่มมีอะไรแปลกๆ

ผิดคาดแฮะ นักแปลงร่างสาวไม่ได้บินหนีไปไหน แต่กลับบินวนเวียนอยู่เหนือหัวพวกเขาซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

“อะไรอ่ะ ทำไมเป็นงั้น?”

“หรือเพราะพี่สาวเขาอยู่ที่นี่ ก็เลยไม่ยอมไปไหนหรือเปล่าครับ?”

ฮันเตอร์จากกิลด์มิ-ดึมพากันคาดเดา คงเป็นเพราะสายใยครอบครัวแน่ๆ ที่รั้งเธอไว้ไม่ให้ไปไหน

แน่นอนว่าเป็นสมมติฐานที่ผิดถนัด ตอนนี้ยัยฮันเตอร์นั่นสติหลุดจนจำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

ดังนั้นพฤติกรรมนี้จึงตีความได้อยู่อย่างเดียว

ณ สวนสาธารณะแห่งนี้

มี ‘อะไรบางอย่าง’ ที่กำลังกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของสัตว์ดูดเลือดตนนั้นอยู่

---

งานเข้าแล้วไง

ไม่รู้ว่าปีนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว แต่เอาเป็นว่า... ซวยแล้วครับ

‘ฉันก็แค่อยากจะดูหัวใจมังกรต่อนิดๆ หน่อยๆ เองนะ’

กร้วม

ผมเคี้ยวเศษไอศกรีมคำสุดท้ายเข้าปาก

ตอนนี้บนหัวผมมีมนุษย์โลกที่สติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกำลังบินวนเวียนไม่เลิก

‘สภาวะสับสนสินะ’

ขออธิบายหน่อยว่า ชเวจินฮี คือผู้ใช้เวทกลายพันธุ์ที่มีผลข้างเคียงจากการตื่นรู้คืออาการ ‘กระหายเลือด’

และถ้าสติหลุดไปขนาดนั้น เธอคงไม่เหลือสามัญสำนึกทางสังคมอะไรแล้วล่ะ

‘ยัยมนุษย์นั่น... ไม่ยอมไปจากหัวฉันสักที...’

สั่นพั่บๆ

ความรู้สึกของหนูนาที่เจอเหยี่ยวมันเป็นแบบนี้สินะ

ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เมื่อตอนกลางวันไม่น่าให้กินเลือดเลย พอมองย้อนกลับไป นั่นมันเหมือนกับการแจกชิมฟรีเพื่อเรียกน้ำย่อยชัดๆ

ยัยฮันเตอร์นั่นกำลังถูกของว่างรสเลิศยั่วยวนจนต้องเฝ้าวนเวียนอยู่ในรัศมีนี้ไม่ยอมไปไหน

‘ท่านจอมเวทช่วยลูกช้างด้วย’

แน่นอน ตราบใดที่ผลเพิ่มพลังป้องกันของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์] ยังทำงานอยู่ การโจมตีระดับ B ก็คงทำอะไรผมไม่ได้หรอก

แต่ปัญหามันอยู่ที่ความรู้สึกของผมนี่สิ

สมองน่ะรู้อยู่หรอกว่าเกราะมันหนา...

แต่พอโดนหมายหัวจะเอาชีวิตเข้าจริงๆ ใจคนเรามันก็อดระแวงไม่ได้ว่าจะมีเหตุสุดวิสัยอะไรโผล่มาหรือเปล่า

‘อืมมมม’

เผื่อไว้ก่อน ลองขอให้ชเวจินช่วยดีไหมนะ?

แต่ความคิดนี้ยังไม่ทันได้เริ่ม

ดูเหมือนใจจะตรงกัน ฝ่ายหญิงนั่นแหละที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาตะโกนใส่ผม

“คุณ... คุณคิมกิรยอคะ! ช่วยหน่อยได้ไหมคะ? ช่วยสักเดี๋ยวเถอะค่ะ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต้องเกิดอุบัติเหตุแน่ๆ... คุณเป็นฮันเตอร์ระดับ S นี่นา! ขอโทษนะคะ แต่ได้โปรด... ช่วยจับฮันเตอร์ชเวจินฮีให้หน่อยเถอะค่ะ!”

ดูด้วยสายตาก็รู้ว่าบินห่างออกไปเป็นร้อยเมตร จะให้จับเนี่ยนะ?

‘จะได้เรอะ?’

ถ้าผมเป็นระดับ S ตัวจริงล่ะก็...

เออ ก็คงกระโดดไต่ตึกแถวนี้ขึ้นไปลากคอลงมาได้แหละ

บอกตรงๆ ว่าพวกระดับนั้นมันเป็นสัตว์ประหลาดเหนือสามัญสำนึกกันทั้งนั้น

แต่ถึงจะทำได้จริง แล้วจะหาเรื่องใส่ตัวให้เหนื่อยทำซากอะไรล่ะ?

ในช่วงเวลาสั้นๆ

ผมรีบเค้นสมองของซากศพนี้เพื่อหาวิธีที่เข้าท่า และการตัดสินใจสุดท้ายของมหาจอมเวทก็คือ...

“คุณ... คุณคิมกิรยอ?”

ฟุ่บ ผมปลดกระดุมที่ข้อมือซ้ายแล้วถลกแขนเสื้อขึ้น

“มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นครับ”

จากนั้น ผมก็อธิบายสั้นๆ แล้วยื่นมือขวาไปให้ชเวจิน

“เดี๋ยวผมจะเรียกน้องสาวคุณลงมาเอง แต่พอยัยนั่นเข้ามาใกล้ คุณต้องรับผิดชอบจับตัวไว้ให้ได้นะ นั่นคนในครอบครัวคุณนี่”

“คะ?”

“แล้วก็ขอยืมกรรไกรหน่อยครับ”

“กรรไกรเหรอคะ?”

“ครับ กรรไกรสำหรับชำแหละอันคมกริบในมือคุณนั่นแหละ”