วันรุ่งขึ้น
“เอ้า เอาค่าน้ำมันไป แล้วก็รีบไสหัวไปซะ”
อันยุนซึงถูกไล่ตะเพิดกลับโซลโดยที่ยังไม่ได้ทันได้ร่วมโต๊ะกินข้าวกับญาติพี่น้องเลยสักมื้อ เหตุผลก็เพราะต่างฝ่ายต่างงานยุ่งจนหัวหมุน
หลังจากนั้น สองพี่น้องตระกูลชเวก็กลับเข้าสู่วงจรชีวิตปกติอย่างรวดเร็ว...
ชเวจิน... สมกับที่เป็นฮันเตอร์ระดับท็อปในหมู่แรงค์ A ทันทีที่ญาติกลับไป เธอก็ตรงดิ่งไปลุย ‘บลูเกต’ ต่อทันที
กว่าจะเคลียร์ดันเจี้ยนที่เข้าไปตอนกลางวันเสร็จ ท้องฟ้าก็มืดสนิท
และหลังจากมื้อเย็น เธอก็เริ่มมหกรรม ‘ทำโอ’ ต่อทันที
วันนี้มี ‘เรดเกต’ ที่คาดว่าเป็นระดับสูงปรากฏขึ้นในละแวกใกล้เคียง และเนื่องจากกิลด์ของเธอทำสัญญาไว้กับเมืองชุนชอน หน้าที่ในการจัดการเรดเกตจึงตกเป็นของพวกเธออย่างเลี่ยงไม่ได้
“พี่คะ อันนี้ใหญ่เบิ้มเลยนะเนี่ย!”
“นั่นสิ น่าจะเป็นระดับ A จริงๆ ด้วย”
เมื่อมาถึงหน้างาน
เกตยังอยู่ในสภาพปิดสนิท ยังไม่เปิดปากออก
ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างรอ ชเวจินจึงถือโอกาสเช็กอุปกรณ์อีกรอบ แต่ทว่า... จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งเดินต๊อกแต๊กมาจากที่ไกลๆ ตรงดิ่งมาทางพวกเธอ
“โอ้ สวัสดีครับ”
ผู้ชายหัวทองที่ในมือถือไอศกรีมแท่งอยู่นั่นมัน...
“เจอกันอีกแล้วนะครับเนี่ย?”
มองมุมไหนนี่มันก็ไอ้แขกไม่ได้รับเชิญที่เจอเมื่อตอนกลางวันชัดๆ!
‘อะ... อะไรเนี่ย?’
ชเวจินตกใจจนตาแทบถลนเมื่อเห็นคิมกิรยอโผล่มาเงียบๆ โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
ก็เธอเข้าใจมาตลอดว่าหมอนี่กลับโซลไปพร้อมกับอันยุนซึงแล้วนี่นา
“เดี๋ยวสิคะ คุณฮันเตอร์ ทำไมยังอยู่ที่ชุนชอนอยู่อีก?”
ชเวจินเผลอโพล่งถามออกไปอย่างลืมตัว ฮันเตอร์หนุ่มผมทองจึงตอบกลับมาหน้าตาเฉย
“พอดีผมเพิ่งเคยมาทัวร์ชุนชอนครั้งแรกน่ะครับ ก็เลยอยากรู้ว่าทักคัลบีที่นี่มันอร่อยสมคำร่ำลือหรือเปล่า”
“คะ?”
“ก็เลยเดินสายทัวร์ร้านเด็ดคนเดียวอยู่น่ะครับ”
ก๊อบแก๊บ
กิรยอพูดพลางชูถุงห่อกลับบ้านที่บรรจุทักคัลบีให้ดู ประมาณว่าที่ยังไม่กลับบ้านกลับช่องป่านนี้ เพราะมัวแต่ตื่นเต้นกับของดีประจำจังหวัดอยู่
บอกตรงๆ นะ... นี่มันคนบ้าหรือเปล่าเนี่ย
“โห! หอมฉุยเลย!”
ท่ามกลางความงุนงง น้องสาวตัวดีดันจมูกไว ได้กลิ่นอาหารโชยมาจากถุงพลาสติก ก็เริ่มงอแงจะกินทักคัลบีหลังเลิกงานบ้างซะงั้น...
แต่ชเวจินไม่มีอารมณ์จะมาคุยเรื่องสัพเพเหระแบบนั้น
มันน่าหงุดหงิดจะตายชัก
ต่อให้อ้างว่าอยู่เที่ยวต่อก็เถอะ แต่การจะบังเอิญมาเจอกันจังๆ ในเมืองแบบนี้มันยากแค่ไหนเชียว หรือว่า... ไอ้เจ้า S ระดับคนนี้มันสะกดรอยตามพวกเรามาตลอด?
‘น่ารำคาญชะมัด...’
ใจจริงอยากจะเทงานแล้วสั่งถอนกำลังกลับมันเดี๋ยวนี้เลย แต่สถานการณ์มันไม่เอื้อให้ทำแบบนั้น
“นี่ คุณฮันเตอร์คิมคะ ฉันขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ห้ามคุณกระดิกนิ้วยุ่งกับเกตนี้เด็ดขาด ที่นี่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเรดเกต ไม่เหมือนกับที่โซลนะคะ”
ชเวจินชี้หน้าขู่ฟ่อ
“ครับผม”
แต่คิมกิรยอกลับพยักหน้าหงึกหงักอย่างว่าง่าย แล้วก้มหน้าก้มตากินไอศกรีมต่อ
ชเวจินรู้สึกสับสนปนเปไปหมด อย่างน้อยคังชางโฮมันยังแผ่อราร่าอันตรายออกมาให้รู้ตัวบ้าง
“เฮ้อ”
แต่ตานี่ดูไม่ออกเลยว่าจะมาไม้ไหน ยิ่งดูหน้าซื่อๆ แบบนั้นยิ่งน่ากลัวเข้าไปใหญ่...
“พี่คะ เกตเปิดแล้ว!”
ชเวจินที่กำลังขมวดคิ้วนิ่วหน้าต้องรีบหันขวับกลับไปตามเสียงเรียก มอนสเตอร์เวฟเริ่มขึ้นแล้ว
แกรก แกรก แกรก
สัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนก้อนลวดหนามพันกันยุ่งเหยิงปรากฏตัวขึ้นบนพื้นดิน
สิ่งมีชีวิตที่ไร้เลือดเนื้อแบบนั้น พิษของไฮดราคงใช้ไม่ได้ผลไม่ว่ามันจะอยู่ระดับไหนก็ตาม แต่ไม่เป็นไร...
เพราะวันนี้คนที่จะปิดเกมไม่ใช่เขา
ฟู่วววววว...
เปลวเพลิงลูกใหญ่ลุกโชนขึ้นกลางลานกว้าง
แสงไฟที่จู่ๆ ก็ปะทุขึ้นมานั้นพุ่งเข้ากดดันศัตรูจากรอบทิศทาง ราวกับงูสามตัวกำลังแลบลิ้นเลียเหยื่อ
ผู้ตื่นรู้ที่กลืนกินหัวใจมังกรและควบคุมไฟได้ดั่งใจนึก...
ภาพลักษณ์นั้นช่างดูราวกับตัวตนในตำนานที่สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพ่นหายนะเพลิงกาฬออกมาเผาผลาญทุกสรรพสิ่งไม่ใช่หรือ?
‘สายพลังที่ดาษดื่นที่สุดในโลก’
ตูมมมมมม!
ความร้อนแรงมหาศาลนี้คือความสามารถของผู้ตื่นรู้ของชเวจิน และมันยังเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่าเธอพัฒนาตัวเองมาไกลแค่ไหน
ครั้งหนึ่ง ชเวจินเคยเป็นแค่ฮันเตอร์ปลายแถวที่คาบเกี่ยวอยู่ขอบล่างของระดับ B
แต่หลังจากได้ครอบครอง [หัวใจมังกร] โดยบังเอิญ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ตอนนี้เธอได้ก้าวขึ้นมายืนอยู่ในจุดของผู้แข็งแกร่งที่ใครก็ไม่อาจปฏิเสธได้
“ทางขวา มอนสเตอร์หลุด!”
“ผมกันเองครับ!”
เหล่าฮันเตอร์จากกิลด์มิ-ดึมแห่งชุนชอนเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียง
ในที่สุดการบุกทะลวงของสัตว์ประหลาดก็ถูกสกัดกั้น สถานการณ์ราบรื่นเหมือนปกติ ทุกอย่างกำลังไปได้สวย
“อึก”
แต่ทว่า...
ทำไมตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ใจมันถึงได้รู้สึกโหวงๆ ชอบกล
‘บ้าเอ๊ย’
ขวับ
ชเวจินหันขวับไปมองจุดหนึ่ง
และแล้ว ผ่านม่านความร้อนที่เต้นระริก สายตาปริศนาที่กำลังจ้องมองเธออย่างเงียบเชียบก็สบเข้าจังๆ
‘ปัดโธ่เว้ย! มองอยู่จริงๆ ด้วย...!’
ฮันเตอร์ระดับ S คิมกิรยอ
เขากำลังยืนดูการต่อสู้จากตำแหน่งที่ห่างออกไปเล็กน้อย
อันที่จริง กิรยอแค่อยากจะอยู่ต่อที่ชุนชอนเพื่อศึกษาดูให้ชัดๆ ว่า ‘หัวใจมังกร’ ส่งผลกระทบยังไงต่อผู้ใช้เวทกันแน่
แต่การกระทำที่ไม่ได้คิดอะไรของเขา กลับกลายเป็นฝันร้ายของฮันเตอร์ระดับ A บางคนเข้าอย่างจัง
‘ไหนบอกไม่สนิทกับคังชางโฮไง โกหกทั้งเพ! พฤติกรรมถอดแบบกันมาเป๊ะ!’
การที่ฮันเตอร์ระดับ S แสดงความสนใจ เป็นเรื่องที่สยดสยองที่สุดสำหรับชเวจิน
เพราะเธอเคยโดนคังชางโฮเพ่งเล็งด้วยความสามารถที่โดดเด่น จนต้องเจอเรื่องระยำตำบอนมาสารพัด เธอจึงมีปมฝังใจและต่อต้านการถูกจับตามองอย่างรุนแรง
ร่างกายของเธอแข็งทื่อไปโดยอัตโนมัติ
ถ้าเผลอโชว์ความสามารถที่ ‘เข้าท่า’ ออกไปที่นี่... จะโดนหมายหัวเหมือนตอนนั้นอีกไหมนะ?
การเคลื่อนไหวเริ่มดูเกร็งและระมัดระวังตัวมากขึ้น
ชเวจินจำใจต้องงัดแค่ท่าพื้นฐานง่ายๆ ออกมาใช้ล่ามอนสเตอร์ เพราะใจจริงไม่อยากให้คิมกิรยอเห็นฝีมือที่แท้จริง
‘เพราะงี้แหละถึงเกลียดเรดเกต! ไม่ใช่ที่ดินตัวเอง จะไล่ตะเพิดไปไกลๆ ก็ทำไม่ได้ เฮ้อ หงุดหงิดว้ย’
เคร้ง!
ชเวจินใช้ปลายอาวุธฟาดใส่มอนสเตอร์เหล็กกล้าที่พุ่งเข้ามาใกล้
ถึงจะใช้แค่ท่าพื้นฐาน แต่เมื่อค่อยๆ กำจัดศัตรูไปเรื่อยๆ ในที่สุดเธอก็มาถึงตัวบอสได้แบบไม่ยากเย็นนัก
-กิ๊ซ กิ๊ซซซ...
หัวหน้าของเรดเกตคราวนี้คือยักษ์ใหญ่รูปร่างบิดเบี้ยวที่มีระฆังขนาดยักษ์ฝังอยู่กลางลำตัว
ทันทีที่บอสปรากฏตัว เหล่าฮันเตอร์ก็ระดมยิงสกิลใส่ราวกับรอเวลานี้มานาน แต่ปัญหามันเริ่มจากตรงนี้แหละ
เจ้าบอสตัวนี้มีพลังป้องกันสูงลิบลิ่วสมกับผิวหนังที่เป็นข้อต่อแข็งๆ ของมัน
และด้วยความอึดถึกทน มันจึงทนรับการระดมยิงของฮันเตอร์แล้วสวนกลับทันที
-หง่าง! หง่าง! หง่าง!
เสียงระฆังยักษ์ดังก้องกังวาน
ชเวจินเคยรับมือกับมอนสเตอร์ตัวนี้มาก่อน จึงรู้ดีว่ามันกำลังทำอะไร
‘การโจมตีทางจิต!’
แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี
เว้นแต่จะเป็นพวกตัวพิเศษอย่างไซเรน การโจมตีทางจิตของมอนสเตอร์แทบจะทำอะไรฮันเตอร์ระดับเดียวกันไม่ได้เลย
พรึ่บ
ชเวจินเล็งสกิลไปที่จุดอ่อนของมัน เหล็กเส้นหนาเตอะที่เชื่อมระหว่างระฆังยักษ์กับหัวกะโหลก
ไม่นานนัก โครงสร้างที่ดูเปราะบางนั่นก็ถูกความร้อนหลอมละลายจนขาดสะบั้น ร่างของบอสก็ร่วงกราวลงมาราวกับสิ่งมีชีวิตที่ไร้กระดูกสันหลัง
เนื่องจากเคยสู้มาแล้ว เธอจึงจบงานโดยใช้มานาไปน้อยที่สุด
‘ได้เลิกงานสักที’
วูบ
เกตสีแดงที่เคยส่องแสงเจิดจ้าค่อยๆ ปิดลง เป็นสัญญาณยืนยันว่ามอนสเตอร์ทุกตัวถูกกำจัดหมดสิ้นแล้ว
ชเวจินล้วงสิ่วและกรรไกรสำหรับฮันเตอร์ออกมาจากอกเสื้อ การเคลียร์จบลงแล้ว ต่อไปก็ถึงเวลาชำแหละไอเทม
“จินฮี หลบไปก่อนนะ ตัวนี้มันแข็ง เดี๋ยวพี่จัดการเอง...”
แต่ทว่าในตอนนั้นเอง
“โอ๊ย!”
ชเวจินที่กำลังเดินเข้าไปหาซากบอส กลับถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว
น้องสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้า จู่ๆ ก็หันมาข่วนแขนพี่สาวอย่างแรง
“จะ... จินฮี?”
ชเวจินเอามือกุมดั้งจมูกที่มีเลือดซึมด้วยความตกใจ แต่คนที่ดูจะช็อกกว่ากลับเป็นอีกฝ่าย
“-กรี๊ดดดดด!”
“จินฮี!”
พรึ่บ!
ฉับพลัน ปีกที่เป็นพังผืดก็กางออกจากแผ่นหลังของมนุษย์
ผู้ตื่นรู้สายแปลงร่างกรีดร้องลั่นพร้อมเปิดใช้งานสกิล ก่อนจะดีดตัวบินพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว
ปฏิกิริยานั้นเหมือนคนกำลังหวาดกลัวและพยายามหนีสุดชีวิต แต่เดี๋ยวนะ ทางนั้นจะมีอะไรให้ต้องกลัวกันล่ะ?
“อ๊ะ!”
ชเวจินเพิ่งจะเข้าใจสถานการณ์ นี่มันคือผลกระทบจากเสียงระฆังของบอสเมื่อกี้
น้องสาวของเธอโดนสถานะผิดปกติ [สับสน] เข้าไปเต็มเปา!
‘คราวที่แล้วไม่เห็นเป็นแบบนี้นี่นา? หรือว่าเป็นเพราะฉันออมมือ? ก็เลยหยุดเสียงระฆังได้ไม่เร็วพอ?’
นี่แหละคือความน่ากลัวของเกตระดับ A
แค่ความประมาทเพียงนิดเดียว ความเสียหายก็บานปลายไปได้ไกลลิบ
แถมพอหันไปขอความช่วยเหลือ ด้านหลังก็เละเทะไม่ต่างกัน จริงอยู่ที่ทีมมีฮีลเลอร์ที่มีสกิลแก้สถานะผิดปกติ แต่ว่า...
“ว้าก! อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะเว้ย!”
“โว้ย จะบ้าตาย!”
“ฮีลเลอร์บ้าอะไร ไม่รักษาคนอื่นดันมาสติแตกซะเอง!”
อย่างที่เห็น ฮีลเลอร์ระดับ B คนนั้นก็ดวงซวยทะลุเรตต่ำเตี้ยเรี่ยดิน โดน [สับสน] ครอบงำไปอีกราย
ไม่นานฮีลเลอร์ประจำทีมก็เริ่มเหวี่ยงคทาใส่เพื่อนร่วมทีมมั่วซั่วไปหมด
แต่เนื่องจากเขาเป็นสายรักษาเพียวๆ การจับกุมตัวจึงทำได้ง่ายดาย
ปัญหาที่แท้จริงคือน้องสาวต่างหาก
ถ้าจินฮีงัดพรสวรรค์ออกมาใช้เต็มที่ เธอจะบินเร็วปานกระสุนปืนเลยไม่ใช่หรือไง
“ไม่นะ”
พอเงยหน้าขึ้นมอง นักแปลงร่างสาวก็บินสูงขึ้นไปจนแทบจะมองไม่เห็นตัวแล้ว
หนีไปทั้งที่โดนโจมตีทางจิตแบบนั้น... ถ้าเตลิดเข้าเมืองไปทำร้ายชาวบ้านจะทำยังไง?
หรือถ้าบินไปขวางทางเครื่องบินหรือเฮลิคอปเตอร์จนโดนชนเข้าล่ะก็...
“จินฮี! จินฮี! ลงมาเดี๋ยวนี้ เร็วเข้า ขอร้องล่ะ!”
ไม่กี่วินาทีต่อมา
ชเวจินหน้าซีดเผือด ตะโกนเรียกสุดเสียงแข่งกับความสูง ถ้าขืนปล่อยไว้แบบนี้ เธอคงเป็นบ้าตามน้องสาวไปแน่ๆ ด้วยความเป็นห่วง
แต่เงาร่างบนท้องฟ้านั้นดูเหมือนจะไม่รับรู้ความร้อนรนในใจพี่สาว ได้แต่กระพือปีกบินไปมาอย่างไร้จุดหมาย
“บอกให้ลงมาไง ชเวจินฮี!”
เหล่าฮันเตอร์เบื้องล่างได้แต่กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความจนปัญญา
แต่พอนานเข้าๆ มันเริ่มมีอะไรแปลกๆ
ผิดคาดแฮะ นักแปลงร่างสาวไม่ได้บินหนีไปไหน แต่กลับบินวนเวียนอยู่เหนือหัวพวกเขาซ้ำไปซ้ำมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว
“อะไรอ่ะ ทำไมเป็นงั้น?”
“หรือเพราะพี่สาวเขาอยู่ที่นี่ ก็เลยไม่ยอมไปไหนหรือเปล่าครับ?”
ฮันเตอร์จากกิลด์มิ-ดึมพากันคาดเดา คงเป็นเพราะสายใยครอบครัวแน่ๆ ที่รั้งเธอไว้ไม่ให้ไปไหน
แน่นอนว่าเป็นสมมติฐานที่ผิดถนัด ตอนนี้ยัยฮันเตอร์นั่นสติหลุดจนจำพ่อแม่ตัวเองไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
ดังนั้นพฤติกรรมนี้จึงตีความได้อยู่อย่างเดียว
ณ สวนสาธารณะแห่งนี้
มี ‘อะไรบางอย่าง’ ที่กำลังกระตุ้นสัญชาตญาณดิบของสัตว์ดูดเลือดตนนั้นอยู่
---
งานเข้าแล้วไง
ไม่รู้ว่าปีนี้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว แต่เอาเป็นว่า... ซวยแล้วครับ
‘ฉันก็แค่อยากจะดูหัวใจมังกรต่อนิดๆ หน่อยๆ เองนะ’
กร้วม
ผมเคี้ยวเศษไอศกรีมคำสุดท้ายเข้าปาก
ตอนนี้บนหัวผมมีมนุษย์โลกที่สติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวกำลังบินวนเวียนไม่เลิก
‘สภาวะสับสนสินะ’
ขออธิบายหน่อยว่า ชเวจินฮี คือผู้ใช้เวทกลายพันธุ์ที่มีผลข้างเคียงจากการตื่นรู้คืออาการ ‘กระหายเลือด’
และถ้าสติหลุดไปขนาดนั้น เธอคงไม่เหลือสามัญสำนึกทางสังคมอะไรแล้วล่ะ
‘ยัยมนุษย์นั่น... ไม่ยอมไปจากหัวฉันสักที...’
สั่นพั่บๆ
ความรู้สึกของหนูนาที่เจอเหยี่ยวมันเป็นแบบนี้สินะ
ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ เมื่อตอนกลางวันไม่น่าให้กินเลือดเลย พอมองย้อนกลับไป นั่นมันเหมือนกับการแจกชิมฟรีเพื่อเรียกน้ำย่อยชัดๆ
ยัยฮันเตอร์นั่นกำลังถูกของว่างรสเลิศยั่วยวนจนต้องเฝ้าวนเวียนอยู่ในรัศมีนี้ไม่ยอมไปไหน
‘ท่านจอมเวทช่วยลูกช้างด้วย’
แน่นอน ตราบใดที่ผลเพิ่มพลังป้องกันของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์] ยังทำงานอยู่ การโจมตีระดับ B ก็คงทำอะไรผมไม่ได้หรอก
แต่ปัญหามันอยู่ที่ความรู้สึกของผมนี่สิ
สมองน่ะรู้อยู่หรอกว่าเกราะมันหนา...
แต่พอโดนหมายหัวจะเอาชีวิตเข้าจริงๆ ใจคนเรามันก็อดระแวงไม่ได้ว่าจะมีเหตุสุดวิสัยอะไรโผล่มาหรือเปล่า
‘อืมมมม’
เผื่อไว้ก่อน ลองขอให้ชเวจินช่วยดีไหมนะ?
แต่ความคิดนี้ยังไม่ทันได้เริ่ม
ดูเหมือนใจจะตรงกัน ฝ่ายหญิงนั่นแหละที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาตะโกนใส่ผม
“คุณ... คุณคิมกิรยอคะ! ช่วยหน่อยได้ไหมคะ? ช่วยสักเดี๋ยวเถอะค่ะ ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต้องเกิดอุบัติเหตุแน่ๆ... คุณเป็นฮันเตอร์ระดับ S นี่นา! ขอโทษนะคะ แต่ได้โปรด... ช่วยจับฮันเตอร์ชเวจินฮีให้หน่อยเถอะค่ะ!”
ดูด้วยสายตาก็รู้ว่าบินห่างออกไปเป็นร้อยเมตร จะให้จับเนี่ยนะ?
‘จะได้เรอะ?’
ถ้าผมเป็นระดับ S ตัวจริงล่ะก็...
เออ ก็คงกระโดดไต่ตึกแถวนี้ขึ้นไปลากคอลงมาได้แหละ
บอกตรงๆ ว่าพวกระดับนั้นมันเป็นสัตว์ประหลาดเหนือสามัญสำนึกกันทั้งนั้น
แต่ถึงจะทำได้จริง แล้วจะหาเรื่องใส่ตัวให้เหนื่อยทำซากอะไรล่ะ?
ในช่วงเวลาสั้นๆ
ผมรีบเค้นสมองของซากศพนี้เพื่อหาวิธีที่เข้าท่า และการตัดสินใจสุดท้ายของมหาจอมเวทก็คือ...
“คุณ... คุณคิมกิรยอ?”
ฟุ่บ ผมปลดกระดุมที่ข้อมือซ้ายแล้วถลกแขนเสื้อขึ้น
“มีวิธีที่ง่ายกว่านั้นครับ”
จากนั้น ผมก็อธิบายสั้นๆ แล้วยื่นมือขวาไปให้ชเวจิน
“เดี๋ยวผมจะเรียกน้องสาวคุณลงมาเอง แต่พอยัยนั่นเข้ามาใกล้ คุณต้องรับผิดชอบจับตัวไว้ให้ได้นะ นั่นคนในครอบครัวคุณนี่”
“คะ?”
“แล้วก็ขอยืมกรรไกรหน่อยครับ”
“กรรไกรเหรอคะ?”
“ครับ กรรไกรสำหรับชำแหละอันคมกริบในมือคุณนั่นแหละ”