Cover

176

ไม่รู้ว่าบนโลกนี้มีวัฒนธรรมการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนกันหรือเปล่านะ?

แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว ก็ตอนนี้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกำลังหลั่งไหลเข้ามาในสมองของคิมกิรยอราวกับน้ำป่าน่ะสิ

ถ้าอย่างนั้นขอบอกเลยแล้วกัน สิ่งที่ฉันกำลังจะทำต่อจากนี้มันก็เหมือนกับ... วิธีรับมือเวลาที่หนูแฮมสเตอร์สัตว์เลี้ยงหนีออกจากกรงไปวิ่งเล่นในห้องนั่งเล่นนั่นแหละ

ฉัวะ!

แผนการก็คือ การล่อหลอกด้วยกลิ่นอาหารอันโอชะที่อีกฝ่ายโปรดปรานเพื่อจับกุมตัวยังไงล่ะ

“เฮือก!”

“กรี๊ดดด!”

“เดี๋ยวสิ...!”

ฉึก

ฉันใช้กรรไกรสำหรับชำแหละที่รับมาจากชเวจินจ้วงแทงลงไปที่ข้อมือซ้ายของตัวเอง แล้วสะบัดเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาให้กระจายไปรอบๆ

ขนาดตอนที่เลือดถูกปิดผนึกมิดชิดไม่มีบาดแผลแม้แต่รอยเดียว ยัยแวมไพร์นั่นยังได้กลิ่นเลือดของคนอื่นเลย แล้วแบบนี้จะไปอดใจไหวได้ยังไง

—!!

และก็เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่กี่วินาทีปฏิกิริยาก็ตอบกลับมาทันที

ผู้ใช้เวทแปลงกายคงจะตื่นเต้นกับกลิ่นเลือดที่ถูกใจสินะ การขยับปีกถึงได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า

ดูจากท่าทางนั่นแล้ว การที่พุ่งเข้ามาทางนี้ก็คงเป็นแค่เรื่องของเวลา

“คะ คิมกิรยอฮันเตอร์! มะ ไม่สิ นั่นคุณทำบ้าอะไรลงไป!”

“ใจเย็นๆ แล้วจับตาน้องสาวคุณให้ดีเถอะครับ”

วิ้ง

ทันทีหลังจากนั้น ฉันก็หยิบขวดที่บรรจุน้ำสีแดงอมส้มออกมาจากกระเป๋า แล้วกระดกเข้าปากต่อหน้าต่อตาชเวจิน

ในเวลาเดียวกัน เลือดที่ไหลออกจากข้อมือก็หยุดลงอย่างรวดเร็ว

จริงๆ แล้วไอ้นี่มันก็น้ำเกรปฟรุตที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อนั่นแหละ... แต่ฉันเองก็พอจะรู้จักดูตาม้าตาเรืออยู่นะ

‘ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้สายรักษาแท้ๆ แต่แผลดันสมานเองได้คงดูแปลกพิลึก เวลาจะซ่อมแซมร่างกาย อย่างน้อยก็ต้องแกล้งทำเป็นดื่มโพชั่นตบตาหน่อย’

ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ผู้ล่าแห่งท้องนภาก็งับเหยื่อเข้าให้แล้ว

“อ๊ากกกก!”

ชเวจินฮีกรีดร้องลั่นพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามา ความเร็วระดับนั้นไม่ด้อยไปกว่าเจ้าของฉายาบิกินเนอร์คิลเลอร์ที่เลื่องลือเรื่องความไวเลย

อันที่จริง กว่าจะได้ยินเสียงตะโกนแล้วหันไปมอง อีกฝ่ายก็พุ่งมาถึงจมูกแล้ว

สิ่งมีชีวิตบินได้กำลังพุ่งทะยานเข้ามา

แวมไพร์ตนนั้นดิ่งวูบลงมายังลานกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดอย่างดุดัน

ขณะเดียวกัน ชเวจินที่รับรู้ถึงการพุ่งโจมตีของน้องสาวก็รีบคว้าปีกข้างหนึ่งของเธอไว้ได้ทันท่วงที ทว่า...

ปัญหาคือแรงส่ง

พลังงานจลน์ของจินฮีที่พุ่งมาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัว ต่อให้เป็นระดับ A เอาทั้งตัวเข้าขวาง ก็คงถูกเหยื่ออย่างเธอชนกระเด็นได้ง่ายๆ

“อึก”

ครืดดดด!

เสียงที่ตามมาคือเสียงบดขยี้กับพื้นยางมะตอย

ฉันถูกชเวจินฮีคว้าคอแล้วกดกระแทกลงกับพื้น ถนนแตกกระจาย เสาไฟริมทางถูกถอนรากถอนโคน

ด้วยแรงกระแทกนั้นทำให้ฉันไถลไปไกลจากจุดเดิมถึง 30 เมตร แต่เมื่อเทียบกับการโจมตีอันอลังการแล้ว ความเสียหายที่ได้รับกลับเล็กน้อยเหลือเชื่อ

ก็เพราะผลของ 'ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์' ที่เคลือบผิวหนังเอาไว้ ทำให้ฉันไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนท่ามกลางความโกลาหลนี้ยังไงล่ะ

‘เฮ้อ’

พลังไอเทมนี่มันสุดยอดจริงๆ!

ฉันกลั้นหายใจชั่วครู่ รอให้ฝุ่นควันรอบๆ จางลง

แต่พอดูสถานการณ์แล้ว สงสัยฉันคงจะขาดอากาศหายใจตายก่อนที่ฝุ่นจะหายไปซะอีก

“แฮ่ก! อ๊ากกกก!”

“จินฮี อยู่นิ่งๆ สิ!”

“โธ่เว้ย แรงเยอะอะไรขนาดนี้เนี่ย...!”

ไม่นานนัก เหล่าฮันเตอร์ระดับ A ของกิลด์มิ-ดึมก็เริ่มเปิดฉากตะลุมบอนกับแวมไพร์ที่ทับอยู่บนตัวฉัน

ชเวจินและลูกทีมพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อกดดันจินฮีที่ตกอยู่ในสถานะ [สับสน]

แต่มันไม่ใช่งานง่ายเลย ตั้งแต่แรกแล้ว ฮันเตอร์ระดับ B อย่างจินฮีมาอยู่ในทีมนี้ได้ยังไงกัน?

สังคมฮันเตอร์ยึดถือระบบความสามารถเป็นใหญ่ การจะเอาคนอ่อนแอเข้าทีมเพียงเพราะเป็นพี่น้องนั้นทำไม่ได้หรอก

“อ๊ากกก!”

“จินฮี ขอร้องล่ะ...”

“ปล่อยนะ! ปล่อยฉัน!”

ลำพังพละกำลังเดิมก็มหาศาลอยู่แล้ว ยิ่งพอเสียสติจากสถานะผิดปกติ เรี่ยวแรงของผู้ใช้เวทแปลงกายก็ยิ่งพุ่งสูงจนยากจะรับมือ

หมับ! ชเวจินฮีคว้าข้อมือข้างที่ยังมีคราบเลือดของฉันแล้วกัดเข้าเต็มแรง

ถ้าไม่ใช่เพราะพลังป้องกันที่เพิ่มขึ้น ป่านนี้ข้อมือฉันคงขาดกระจุยไปแล้ว

โดนแวมไพร์คลั่งโจมตี แถมทักคัลบีเจ้าดังที่อุตส่าห์รอตั้ง 30 นาทีดันปลิวหายไปกับสายลมอีก

ให้ตายสิ วันนี้มันวันซวยอะไรนักหนา แต่เรื่องบ้าๆ นี่คงจบลงตรงนี้แหละนะ

“อ๊ากกก!”

ในที่สุด แวมไพร์ตนนั้นก็ถูกพี่สาวจับปีกแล้วเหวี่ยงจนหงายหลังไป

“อืออ... อือออ...!”

หลุดออกไปสักที

แม้จะถูกกดดันไว้แล้ว แต่ผู้ใช้เวทแปลงกายก็ยังบิดตัวดิ้นรนขัดขืน จนชเวจินต้องทิ้งน้ำหนักทั้งตัวลงไปกดทับเพื่อหยุดยั้ง

‘โอ้ สมกับเป็นหัวใจมังกรจริงๆ!’

งั้นทางนี้ก็ลุกขึ้นบ้างดีกว่า

ฉันนอนนิ่งเป็นศพอยู่ใต้ร่างชเวจินฮีมาตลอด

ก็แหม ด้วยเรี่ยวแรงของ F-Class ร่างกายบอบบางอย่างฉัน ในสถานการณ์เมื่อกี้ อย่าว่าแต่ขยับตัวเลย แค่กระดิกนิ้วยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ...

‘ฝุ่นเข้าตาหรือเปล่านะ? อยู่ๆ น้ำตาก็จะไหล’

ฉันกลืนความลับที่ไม่อาจบอกใครลงคอแล้วลุกขึ้นยืน

“รีบใช้สกิลเร็วเข้า!”

“อะ ครับ!”

และในตอนที่ฉันกำลังปัดฝุ่นออกจากชุดสูทที่เปรอะเปื้อนอยู่นั้น

ฟังจากเสียงดูเหมือนว่าทางฝั่งนั้นก็จัดการสถานการณ์ได้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ในระหว่างที่เรากำลังวุ่นวาย โชคดีที่ฮีลเลอร์ซึ่งมีความต้านทานสถานะผิดปกติค่อนข้างสูงหลุดพ้นจากอาการสับสนได้ก่อน

และฮีลเลอร์คนนั้นก็รีบใช้เวทเรียกสติใส่ชเวจินฮีทันทีที่ฟื้นตัว

“เฮือก!”

ในที่สุด สมาชิกทีมทุกคนก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ

จินฮีที่หลุดพ้นจากสถานะผิดปกติ ร่างกายพลันอ่อนยวบลงราวกับผลกระทบจากการอาละวาดเพิ่งจะถาโถมเข้ามา

“จินฮี ได้สติหรือยัง?”

ตุบ

แต่ดูเหมือนจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก น้องสาวคนนั้นได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองพี่สาว

“พี่... ขอโทษนะ”

กว่าจินฮีจะเอ่ยปากพูดออกมาได้ก็ผ่านไปพักใหญ่

เธอเก็บอวัยวะรูปร่างประหลาดที่สร้างขึ้นจากสกิลกลับไป และใช้มือเท้าที่กลับมานุ่มนวลดังเดิมกล่าวขอโทษ

ฝ่ายพี่สาวรีบบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมกับกอดปลอบน้องสาวแน่น พร่ำบอกว่าเรื่องคราวนี้เป็นความผิดพลาดของตัวเธอเอง

ช่างเป็นความรักพี่น้องที่หาดูได้ยากจริงๆ

‘หืม?’

แต่ทว่าในตอนนั้น...

‘อะไรน่ะ?’

ในขณะที่กำลังเฝ้ามองชาวโลกคู่นั้นโดยไม่ได้คิดอะไร

จู่ๆ ปฏิกิริยาแปลกๆ ก็พุ่งตรงมาที่ฉัน

ชเวจินหยุดลูบหลังน้องสาวแล้วเงยหน้าขึ้นมอง แต่ไม่รู้ทำไม พอสบตากับฉัน เธอกลับจ้องเขม็งโดยที่ม่านตาสีดำนั่นไม่ขยับเลยสักนิด

‘การจ้องตานานๆ’

จะว่าไป ชาวโลกมักจะโกรธเวลาฉันทำแบบนั้น แล้วหาว่าฉันไปหาเรื่องพวกเขานี่นา

‘อ้าว? หาเรื่องเหรอ?’

ฉันงุนงงไปชั่วขณะกับท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ของอีกฝ่าย แต่คิดเท่าไหร่ก็เดาสาเหตุของการกระทำไม่ออกสักที

---

ฮันเตอร์ระดับ A ชเวจิน

เธอลูบหลังน้องสาวพลางครุ่นคิด

การพยายามซ่อนเร้นพลังต่อหน้าสัตว์อสูรมันช่างโง่เขลาสิ้นดี

เพราะความอวดดีของตัวเองแท้ๆ เพื่อนร่วมทีมถึงต้องมาตกระกำลำบากกันหมด

“เฮ้อ”

ชเวจินพ่นคำด่าทอตัวเองในใจไม่หยุดหย่อน

มีแวบหนึ่งที่ปลายมีดแห่งการตำหนินั้นหันออกไปข้างนอกบ้าง

จะว่าไป เรื่องนี้จะมองว่ามีคนอื่นเป็นต้นเหตุก็ได้ไม่ใช่หรือ?

ถ้าไม่ใช่เพราะฮันเตอร์ระดับ S คนนั้น เธอเองก็คงไม่ตัดสินใจปกปิดสกิลหรอก

‘.......’

ชเวจินหลับตาลงแน่น

ใช่ จริงๆ แล้วเธอรู้ดีที่สุด

ความคิดเมื่อครู่มันก็แค่ข้อแก้ตัวที่น่าสมเพช และสถานการณ์นี้กลับจบลงด้วยดีได้ก็เพราะฮันเตอร์คนนั้นต่างหาก

ชเวจินลืมตาขึ้นมองพื้นสวนสาธารณะ ตรงนั้นยังมีรอยเลือดสีแดงฉานปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

‘คนบ้า’

ปกติเธอไม่ค่อยอยากจะใช้คำว่าเสียสติกับใครสักเท่าไหร่

แต่ครั้งนี้มันไม่มีคำไหนจะอธิบายได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

—ขอยืมกรรไกรหน่อยครับ

—กรรไกร?

—ครับ กรรไกรชำแหละคมๆ ในมือคุณนั่นแหละ

ฉึก

เหตุผลที่เขาเฉือนเนื้อตัวเองก็เพียงเพื่อจะเรียกชเวจินฮีให้ลงมาที่พื้นดิน ใครเห็นแบบนั้นก็ต้องตกตะลึงกันทั้งนั้น

ห้ามไม่ทันเลยสักนิด

คิมกิรยอรับอุปกรณ์ชำแหละไปปุ๊บก็ลงมือทำเรื่องพรรค์นั้นทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

‘บ้าชัดๆ...’

ชเวจินย้ำคำหยาบที่พยายามหลีกเลี่ยงในใจอีกครั้ง

แต่อีกใจหนึ่ง เธอก็มั่นใจว่าคิมกิรยอมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนยิ่งกว่าใคร

ผู้ตื่นรู้ระดับสูงไม่มีทางเมามายเพราะฤทธิ์สุรา นักล่าระดับนั้นไม่สูญเสียความสามารถในการคิดอ่านเหมือนคนทั่วไปหรอก

‘พอคิดว่าทำลงไปทั้งที่สติดีๆ อยู่ ยิ่งขนลุกเข้าไปใหญ่’

แล้วทำไมคิมกิรยอถึงเลือกวิธีบ้าบิ่นแบบนั้น จากสารพัดวิธีแก้ปัญหาที่มีอยู่ล่ะ?

“พี่ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”

ชเวจินรู้สึกเหมือนจะพอเดาเหตุผลออกรางๆ

คิมกิรยอคือฮันเตอร์ระดับ S

แถมยังเป็นระดับ S ที่มีฝีมือ จนลูกพี่ลูกน้องของเธอชมไม่ขาดปาก

ถ้าหากคนระดับนั้นคิดจะจับกุมผู้ตื่นรู้สายดูดเลือดตามคำขอที่วู่วามของใครบางคนจริงๆ ล่ะก็...

ป่านนี้น้องสาวของเธอคงร่างกายแหลกเหลวไปแล้ว

เพราะระดับ S คือสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวแบบนั้น

กระดูกของฮันเตอร์ระดับ B แค่เผลอนิดเดียวก็หักเปราะเหมือนก้านธูปได้เลย

‘ความรุนแรงนั่น ฉันรู้ซึ้งดีเพราะเคยโดนฮันเตอร์ระดับ S อัดมากับตัวแล้ว’

หรือว่าคิมกิรยอเองก็รู้เรื่องนี้ ถึงได้ใช้วิธีเรียกจินฮีด้วยเลือด?

พอลองคิดดูดีๆ นั่นอาจจะเป็นวิธีจับกุมที่นุ่มนวลที่สุดแล้วก็ได้

และดูเหมือนฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นจะคำนึงถึงความปลอดภัยของอีกฝ่ายเป็นอันดับแรก แม้ในตอนที่ถูกผู้ตื่นรู้พุ่งเข้าโจมตีใส่ก็ตาม

‘เขาหยุดนิ่งราวกับศพ เพื่อรอให้จินฮีสงบลง’

ถ้าเป็นคังชางโฮ ป่านนี้คงซัดระดับ B ที่บังอาจมาจับคอตัวเองกระเด็นไปแล้ว หรือถ้าเป็นจองฮาซอง ในสถานการณ์แบบนั้นคงตื่นตระหนกจนพยายามสลัดแวมไพร์ออกไปให้พ้นตัวแน่ๆ

‘.......’

เมื่อเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมด ชเวจินจึงตีความการกระทำของฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่งออกมาได้แบบนี้

‘เขาออมมือให้สินะ’

เขายอมอ่อนข้อให้น้องสาวของเธอ

เพื่อไม่ให้เธอต้องบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว

‘ทำไมถึงได้...’

ความจริงแล้วเป็นเพราะร่างกายขยะที่อ่อนปวกเปียกของกิรยอทำให้เขาทำอะไรไม่ได้เลยต่างหาก แต่ชเวจินไม่มีทางล่วงรู้ความจริงข้อนี้ได้เลย

ในที่สุด ชเวจินก็ลุกขึ้นแล้วก้มหัวให้ฮันเตอร์ที่เดินเข้ามาหาเธออย่างนอบน้อม

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือค่ะ”

ในแววตาของเธอไม่มีความดุร้ายเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว

“ดูเหมือนพวกเราจะเป็นต้นเหตุให้คุณไม่ได้ทานอาหารที่อุตส่าห์ซื้อมา ฉันจะชดใช้ค่าทักคัลบีคืนให้แน่นอนค่ะ”

“จริงเหรอครับ?”

“แล้วก็โพชั่นที่คุณใช้เมื่อครู่ด้วยค่ะ ช่วยบอกมาทีว่าเป็นระดับไหน ฉันจะรีบหาแบบเดียวกันมาคืน...”

อันที่จริง ตั้งแต่ได้ยินน้องสาวบอกว่าคิมกิรยอยอมให้เธอดื่มเลือดอย่างง่ายดาย เธอก็เริ่มลังเลนิดหน่อยแล้ว

พอลองพยายามลบภาพจำแย่ๆ ในตอนแรกออกไป...

ชเวจินก็ค่อยๆ เข้าใจตัวตนของนักล่าที่ชื่อกิรยอ เขาใจกว้างและเป็นมิตรมากกว่าที่คิด

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ”

“คะ?”

“ไม่ต้องใส่ใจเรื่องโพชั่นหรอกครับ ว่าแต่น้องสาวคุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”

ภายใต้ใบหน้าที่เย็นชานั้น กลับมีนิสัยที่ใจดีจนน่าตกใจ

มิน่าล่ะ ยุนซึงถึงได้ยกย่องเชิดชูเขาว่าเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งไม่ขาดปาก

“ค่ะ ต้องขอบคุณฮันเตอร์นิมที่ทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บหนัก ทุกคนปลอดภัยดีค่ะ”

ชเวจินสานต่อบทสนทนาด้วยท่าทีที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด พอเข้าใจผิดคลี่คลาย เธอก็มีเรื่องที่อยากจะบอกกับอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัว

“แต่ว่าคุณคิมกิรยอคะ อาจจะดูเหมือนคนแก่ขี้บ่นไปหน่อย แต่ฉันอยากจะเตือนด้วยความหวังดี...”

“ครับ?”

“ปกติคุณออกล่าร่วมกับฮันเตอร์คังชางโฮสินะคะ? เอ่อ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียนะคะที่ฉันพูดแบบนี้ ไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงยังคบหากับคนอย่างคังชางโฮอยู่ แต่ส่วนตัวแล้วฉันอยากจะเตือนว่าอย่าไปไว้ใจฮันเตอร์คนนั้นเด็ดขาดเลยค่ะ”

ชเวจินเอ่ยชื่อคังชางโฮด้วยเสียงแผ่วเบา

การที่คนปกติคบหาฮันเตอร์พรรค์นั้นเป็นพวกพ้อง มีความเป็นไปได้สูงว่ากิรยออาจจะกำลังถูกหลอกอยู่

ชเวจินเริ่มอธิบายถึงคังชางโฮในแบบที่เธอรู้จัก โดยใช้คำว่า ‘พวกฉวยโอกาส’ หรือ ‘คนนิสัยเสีย’

เมื่อได้ยินดังนั้น คิมกิรยอก็คลายความสงสัยที่เก็บไว้มาตลอด

ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมกลุ่มนักล่ามังกรถึงได้ตั้งแง่กับเขา

“อ๋อ ที่ผ่านมาอึดอัดใจเพราะเรื่องนั้นเองเหรอครับ?”

ไอ้เราก็นึกว่าเรื่องอะไร

กิรยอจึงเปิดเผยออกไปอย่างตรงไปตรงมา ว่าเขาเองก็ไม่ได้พิศวาสจะร่วมทางกับหมอนั่นสักเท่าไหร่

“เจ้านั่นมันก็ระยำกับฉันเหมือนกันครับ ไม่ต้องห่วง”

“จริงเหรอคะ? อ้าว แล้วทำไมถึงคิดจะไปออกล่ากับคนแบบนั้นล่ะคะ? ไปเชื่อใจหมอนั่นได้ยังไง?”

ชเวจินถามกลับด้วยความประหลาดใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือท่าทียักไหล่อย่างไม่ยี่หระของระดับ S

“อธิบายไปมันก็ซับซ้อนน่ะครับ”

“อ่า...”

“เผลอๆ เหตุผลอาจจะคล้ายๆ กับพวกคุณก็ได้มั้ง”

หืม?

หมายความว่ายังไงกัน

ชเวจินเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยในประโยคท้ายสุด แต่กิรยอกลับก้มมองเธอเงียบๆ

“อืม เมื่อตอนกลางวันมันยังดูคลุมเครืออยู่แท้ๆ...”

บทสนทนาดำเนินต่อหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที

“ฮันเตอร์ชเวจิน ผมถามเผื่อไว้นะครับ คุณรู้จักกับเอสเธอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์เกาหลีหรือเปล่า?”

“ไม่นี่คะ?”

กิรยอเริ่มถามคำถามที่ดูไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ทุกคำพูดล้วนมีความหมายแฝงอยู่

เพราะหลังจากเฝ้าสังเกตมานาน เขาก็ดูออกถึงความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งของสองพี่น้องตระกูลชเว

“อ้อ”

ความจริงแล้ว พี่น้องคู่นี้ถูกคำสาปเล่นงานเข้าทั้งคู่

แถมยังเป็นคำสาประดับสูงซะด้วย

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กรณีที่จะเกิดคำสาปรุนแรงขนาดนี้บนโลกมนุษย์ได้ มีอยู่แค่ 2 กรณีเท่านั้น

“งั้นแสดงว่าคงลงนามในสัญญานั้นไปแล้วสินะครับ? ‘สัญญาอัศวิน’ น่ะ”

กิรยอเอ่ยถึงความเป็นไปได้อีกข้อที่เขาคิดไว้ และทันใดนั้น บรรยากาศในลานกว้างก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

176

20px

ไม่รู้ว่าบนโลกนี้มีวัฒนธรรมการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหมือนกันหรือเปล่านะ?

แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้ว ก็ตอนนี้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกำลังหลั่งไหลเข้ามาในสมองของคิมกิรยอราวกับน้ำป่าน่ะสิ

ถ้าอย่างนั้นขอบอกเลยแล้วกัน สิ่งที่ฉันกำลังจะทำต่อจากนี้มันก็เหมือนกับ... วิธีรับมือเวลาที่หนูแฮมสเตอร์สัตว์เลี้ยงหนีออกจากกรงไปวิ่งเล่นในห้องนั่งเล่นนั่นแหละ

ฉัวะ!

แผนการก็คือ การล่อหลอกด้วยกลิ่นอาหารอันโอชะที่อีกฝ่ายโปรดปรานเพื่อจับกุมตัวยังไงล่ะ

“เฮือก!”

“กรี๊ดดด!”

“เดี๋ยวสิ...!”

ฉึก

ฉันใช้กรรไกรสำหรับชำแหละที่รับมาจากชเวจินจ้วงแทงลงไปที่ข้อมือซ้ายของตัวเอง แล้วสะบัดเลือดที่พุ่งกระฉูดออกมาให้กระจายไปรอบๆ

ขนาดตอนที่เลือดถูกปิดผนึกมิดชิดไม่มีบาดแผลแม้แต่รอยเดียว ยัยแวมไพร์นั่นยังได้กลิ่นเลือดของคนอื่นเลย แล้วแบบนี้จะไปอดใจไหวได้ยังไง

—!!

และก็เป็นไปตามคาด ผ่านไปไม่กี่วินาทีปฏิกิริยาก็ตอบกลับมาทันที

ผู้ใช้เวทแปลงกายคงจะตื่นเต้นกับกลิ่นเลือดที่ถูกใจสินะ การขยับปีกถึงได้เร็วขึ้นเป็นสองเท่า

ดูจากท่าทางนั่นแล้ว การที่พุ่งเข้ามาทางนี้ก็คงเป็นแค่เรื่องของเวลา

“คะ คิมกิรยอฮันเตอร์! มะ ไม่สิ นั่นคุณทำบ้าอะไรลงไป!”

“ใจเย็นๆ แล้วจับตาน้องสาวคุณให้ดีเถอะครับ”

วิ้ง

ทันทีหลังจากนั้น ฉันก็หยิบขวดที่บรรจุน้ำสีแดงอมส้มออกมาจากกระเป๋า แล้วกระดกเข้าปากต่อหน้าต่อตาชเวจิน

ในเวลาเดียวกัน เลือดที่ไหลออกจากข้อมือก็หยุดลงอย่างรวดเร็ว

จริงๆ แล้วไอ้นี่มันก็น้ำเกรปฟรุตที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อนั่นแหละ... แต่ฉันเองก็พอจะรู้จักดูตาม้าตาเรืออยู่นะ

‘ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้สายรักษาแท้ๆ แต่แผลดันสมานเองได้คงดูแปลกพิลึก เวลาจะซ่อมแซมร่างกาย อย่างน้อยก็ต้องแกล้งทำเป็นดื่มโพชั่นตบตาหน่อย’

ในระหว่างที่กำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย ผู้ล่าแห่งท้องนภาก็งับเหยื่อเข้าให้แล้ว

“อ๊ากกกก!”

ชเวจินฮีกรีดร้องลั่นพร้อมกับพุ่งตัวเข้ามา ความเร็วระดับนั้นไม่ด้อยไปกว่าเจ้าของฉายาบิกินเนอร์คิลเลอร์ที่เลื่องลือเรื่องความไวเลย

อันที่จริง กว่าจะได้ยินเสียงตะโกนแล้วหันไปมอง อีกฝ่ายก็พุ่งมาถึงจมูกแล้ว

สิ่งมีชีวิตบินได้กำลังพุ่งทะยานเข้ามา

แวมไพร์ตนนั้นดิ่งวูบลงมายังลานกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือดอย่างดุดัน

ขณะเดียวกัน ชเวจินที่รับรู้ถึงการพุ่งโจมตีของน้องสาวก็รีบคว้าปีกข้างหนึ่งของเธอไว้ได้ทันท่วงที ทว่า...

ปัญหาคือแรงส่ง

พลังงานจลน์ของจินฮีที่พุ่งมาด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นั้นอยู่ในระดับที่น่าสะพรึงกลัว ต่อให้เป็นระดับ A เอาทั้งตัวเข้าขวาง ก็คงถูกเหยื่ออย่างเธอชนกระเด็นได้ง่ายๆ

“อึก”

ครืดดดด!

เสียงที่ตามมาคือเสียงบดขยี้กับพื้นยางมะตอย

ฉันถูกชเวจินฮีคว้าคอแล้วกดกระแทกลงกับพื้น ถนนแตกกระจาย เสาไฟริมทางถูกถอนรากถอนโคน

ด้วยแรงกระแทกนั้นทำให้ฉันไถลไปไกลจากจุดเดิมถึง 30 เมตร แต่เมื่อเทียบกับการโจมตีอันอลังการแล้ว ความเสียหายที่ได้รับกลับเล็กน้อยเหลือเชื่อ

ก็เพราะผลของ 'ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์' ที่เคลือบผิวหนังเอาไว้ ทำให้ฉันไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนท่ามกลางความโกลาหลนี้ยังไงล่ะ

‘เฮ้อ’

พลังไอเทมนี่มันสุดยอดจริงๆ!

ฉันกลั้นหายใจชั่วครู่ รอให้ฝุ่นควันรอบๆ จางลง

แต่พอดูสถานการณ์แล้ว สงสัยฉันคงจะขาดอากาศหายใจตายก่อนที่ฝุ่นจะหายไปซะอีก

“แฮ่ก! อ๊ากกกก!”

“จินฮี อยู่นิ่งๆ สิ!”

“โธ่เว้ย แรงเยอะอะไรขนาดนี้เนี่ย...!”

ไม่นานนัก เหล่าฮันเตอร์ระดับ A ของกิลด์มิ-ดึมก็เริ่มเปิดฉากตะลุมบอนกับแวมไพร์ที่ทับอยู่บนตัวฉัน

ชเวจินและลูกทีมพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อกดดันจินฮีที่ตกอยู่ในสถานะ [สับสน]

แต่มันไม่ใช่งานง่ายเลย ตั้งแต่แรกแล้ว ฮันเตอร์ระดับ B อย่างจินฮีมาอยู่ในทีมนี้ได้ยังไงกัน?

สังคมฮันเตอร์ยึดถือระบบความสามารถเป็นใหญ่ การจะเอาคนอ่อนแอเข้าทีมเพียงเพราะเป็นพี่น้องนั้นทำไม่ได้หรอก

“อ๊ากกก!”

“จินฮี ขอร้องล่ะ...”

“ปล่อยนะ! ปล่อยฉัน!”

ลำพังพละกำลังเดิมก็มหาศาลอยู่แล้ว ยิ่งพอเสียสติจากสถานะผิดปกติ เรี่ยวแรงของผู้ใช้เวทแปลงกายก็ยิ่งพุ่งสูงจนยากจะรับมือ

หมับ! ชเวจินฮีคว้าข้อมือข้างที่ยังมีคราบเลือดของฉันแล้วกัดเข้าเต็มแรง

ถ้าไม่ใช่เพราะพลังป้องกันที่เพิ่มขึ้น ป่านนี้ข้อมือฉันคงขาดกระจุยไปแล้ว

โดนแวมไพร์คลั่งโจมตี แถมทักคัลบีเจ้าดังที่อุตส่าห์รอตั้ง 30 นาทีดันปลิวหายไปกับสายลมอีก

ให้ตายสิ วันนี้มันวันซวยอะไรนักหนา แต่เรื่องบ้าๆ นี่คงจบลงตรงนี้แหละนะ

“อ๊ากกก!”

ในที่สุด แวมไพร์ตนนั้นก็ถูกพี่สาวจับปีกแล้วเหวี่ยงจนหงายหลังไป

“อืออ... อือออ...!”

หลุดออกไปสักที

แม้จะถูกกดดันไว้แล้ว แต่ผู้ใช้เวทแปลงกายก็ยังบิดตัวดิ้นรนขัดขืน จนชเวจินต้องทิ้งน้ำหนักทั้งตัวลงไปกดทับเพื่อหยุดยั้ง

‘โอ้ สมกับเป็นหัวใจมังกรจริงๆ!’

งั้นทางนี้ก็ลุกขึ้นบ้างดีกว่า

ฉันนอนนิ่งเป็นศพอยู่ใต้ร่างชเวจินฮีมาตลอด

ก็แหม ด้วยเรี่ยวแรงของ F-Class ร่างกายบอบบางอย่างฉัน ในสถานการณ์เมื่อกี้ อย่าว่าแต่ขยับตัวเลย แค่กระดิกนิ้วยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ...

‘ฝุ่นเข้าตาหรือเปล่านะ? อยู่ๆ น้ำตาก็จะไหล’

ฉันกลืนความลับที่ไม่อาจบอกใครลงคอแล้วลุกขึ้นยืน

“รีบใช้สกิลเร็วเข้า!”

“อะ ครับ!”

และในตอนที่ฉันกำลังปัดฝุ่นออกจากชุดสูทที่เปรอะเปื้อนอยู่นั้น

ฟังจากเสียงดูเหมือนว่าทางฝั่งนั้นก็จัดการสถานการณ์ได้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ในระหว่างที่เรากำลังวุ่นวาย โชคดีที่ฮีลเลอร์ซึ่งมีความต้านทานสถานะผิดปกติค่อนข้างสูงหลุดพ้นจากอาการสับสนได้ก่อน

และฮีลเลอร์คนนั้นก็รีบใช้เวทเรียกสติใส่ชเวจินฮีทันทีที่ฟื้นตัว

“เฮือก!”

ในที่สุด สมาชิกทีมทุกคนก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ

จินฮีที่หลุดพ้นจากสถานะผิดปกติ ร่างกายพลันอ่อนยวบลงราวกับผลกระทบจากการอาละวาดเพิ่งจะถาโถมเข้ามา

“จินฮี ได้สติหรือยัง?”

ตุบ

แต่ดูเหมือนจะยังจับต้นชนปลายไม่ถูก น้องสาวคนนั้นได้แต่กระพริบตาปริบๆ มองพี่สาว

“พี่... ขอโทษนะ”

กว่าจินฮีจะเอ่ยปากพูดออกมาได้ก็ผ่านไปพักใหญ่

เธอเก็บอวัยวะรูปร่างประหลาดที่สร้างขึ้นจากสกิลกลับไป และใช้มือเท้าที่กลับมานุ่มนวลดังเดิมกล่าวขอโทษ

ฝ่ายพี่สาวรีบบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมกับกอดปลอบน้องสาวแน่น พร่ำบอกว่าเรื่องคราวนี้เป็นความผิดพลาดของตัวเธอเอง

ช่างเป็นความรักพี่น้องที่หาดูได้ยากจริงๆ

‘หืม?’

แต่ทว่าในตอนนั้น...

‘อะไรน่ะ?’

ในขณะที่กำลังเฝ้ามองชาวโลกคู่นั้นโดยไม่ได้คิดอะไร

จู่ๆ ปฏิกิริยาแปลกๆ ก็พุ่งตรงมาที่ฉัน

ชเวจินหยุดลูบหลังน้องสาวแล้วเงยหน้าขึ้นมอง แต่ไม่รู้ทำไม พอสบตากับฉัน เธอกลับจ้องเขม็งโดยที่ม่านตาสีดำนั่นไม่ขยับเลยสักนิด

‘การจ้องตานานๆ’

จะว่าไป ชาวโลกมักจะโกรธเวลาฉันทำแบบนั้น แล้วหาว่าฉันไปหาเรื่องพวกเขานี่นา

‘อ้าว? หาเรื่องเหรอ?’

ฉันงุนงงไปชั่วขณะกับท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ของอีกฝ่าย แต่คิดเท่าไหร่ก็เดาสาเหตุของการกระทำไม่ออกสักที

---

ฮันเตอร์ระดับ A ชเวจิน

เธอลูบหลังน้องสาวพลางครุ่นคิด

การพยายามซ่อนเร้นพลังต่อหน้าสัตว์อสูรมันช่างโง่เขลาสิ้นดี

เพราะความอวดดีของตัวเองแท้ๆ เพื่อนร่วมทีมถึงต้องมาตกระกำลำบากกันหมด

“เฮ้อ”

ชเวจินพ่นคำด่าทอตัวเองในใจไม่หยุดหย่อน

มีแวบหนึ่งที่ปลายมีดแห่งการตำหนินั้นหันออกไปข้างนอกบ้าง

จะว่าไป เรื่องนี้จะมองว่ามีคนอื่นเป็นต้นเหตุก็ได้ไม่ใช่หรือ?

ถ้าไม่ใช่เพราะฮันเตอร์ระดับ S คนนั้น เธอเองก็คงไม่ตัดสินใจปกปิดสกิลหรอก

‘.......’

ชเวจินหลับตาลงแน่น

ใช่ จริงๆ แล้วเธอรู้ดีที่สุด

ความคิดเมื่อครู่มันก็แค่ข้อแก้ตัวที่น่าสมเพช และสถานการณ์นี้กลับจบลงด้วยดีได้ก็เพราะฮันเตอร์คนนั้นต่างหาก

ชเวจินลืมตาขึ้นมองพื้นสวนสาธารณะ ตรงนั้นยังมีรอยเลือดสีแดงฉานปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน

‘คนบ้า’

ปกติเธอไม่ค่อยอยากจะใช้คำว่าเสียสติกับใครสักเท่าไหร่

แต่ครั้งนี้มันไม่มีคำไหนจะอธิบายได้ดีกว่านี้อีกแล้ว

—ขอยืมกรรไกรหน่อยครับ

—กรรไกร?

—ครับ กรรไกรชำแหละคมๆ ในมือคุณนั่นแหละ

ฉึก

เหตุผลที่เขาเฉือนเนื้อตัวเองก็เพียงเพื่อจะเรียกชเวจินฮีให้ลงมาที่พื้นดิน ใครเห็นแบบนั้นก็ต้องตกตะลึงกันทั้งนั้น

ห้ามไม่ทันเลยสักนิด

คิมกิรยอรับอุปกรณ์ชำแหละไปปุ๊บก็ลงมือทำเรื่องพรรค์นั้นทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

‘บ้าชัดๆ...’

ชเวจินย้ำคำหยาบที่พยายามหลีกเลี่ยงในใจอีกครั้ง

แต่อีกใจหนึ่ง เธอก็มั่นใจว่าคิมกิรยอมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนยิ่งกว่าใคร

ผู้ตื่นรู้ระดับสูงไม่มีทางเมามายเพราะฤทธิ์สุรา นักล่าระดับนั้นไม่สูญเสียความสามารถในการคิดอ่านเหมือนคนทั่วไปหรอก

‘พอคิดว่าทำลงไปทั้งที่สติดีๆ อยู่ ยิ่งขนลุกเข้าไปใหญ่’

แล้วทำไมคิมกิรยอถึงเลือกวิธีบ้าบิ่นแบบนั้น จากสารพัดวิธีแก้ปัญหาที่มีอยู่ล่ะ?

“พี่ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”

ชเวจินรู้สึกเหมือนจะพอเดาเหตุผลออกรางๆ

คิมกิรยอคือฮันเตอร์ระดับ S

แถมยังเป็นระดับ S ที่มีฝีมือ จนลูกพี่ลูกน้องของเธอชมไม่ขาดปาก

ถ้าหากคนระดับนั้นคิดจะจับกุมผู้ตื่นรู้สายดูดเลือดตามคำขอที่วู่วามของใครบางคนจริงๆ ล่ะก็...

ป่านนี้น้องสาวของเธอคงร่างกายแหลกเหลวไปแล้ว

เพราะระดับ S คือสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวแบบนั้น

กระดูกของฮันเตอร์ระดับ B แค่เผลอนิดเดียวก็หักเปราะเหมือนก้านธูปได้เลย

‘ความรุนแรงนั่น ฉันรู้ซึ้งดีเพราะเคยโดนฮันเตอร์ระดับ S อัดมากับตัวแล้ว’

หรือว่าคิมกิรยอเองก็รู้เรื่องนี้ ถึงได้ใช้วิธีเรียกจินฮีด้วยเลือด?

พอลองคิดดูดีๆ นั่นอาจจะเป็นวิธีจับกุมที่นุ่มนวลที่สุดแล้วก็ได้

และดูเหมือนฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นจะคำนึงถึงความปลอดภัยของอีกฝ่ายเป็นอันดับแรก แม้ในตอนที่ถูกผู้ตื่นรู้พุ่งเข้าโจมตีใส่ก็ตาม

‘เขาหยุดนิ่งราวกับศพ เพื่อรอให้จินฮีสงบลง’

ถ้าเป็นคังชางโฮ ป่านนี้คงซัดระดับ B ที่บังอาจมาจับคอตัวเองกระเด็นไปแล้ว หรือถ้าเป็นจองฮาซอง ในสถานการณ์แบบนั้นคงตื่นตระหนกจนพยายามสลัดแวมไพร์ออกไปให้พ้นตัวแน่ๆ

‘.......’

เมื่อเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมด ชเวจินจึงตีความการกระทำของฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่งออกมาได้แบบนี้

‘เขาออมมือให้สินะ’

เขายอมอ่อนข้อให้น้องสาวของเธอ

เพื่อไม่ให้เธอต้องบาดเจ็บแม้แต่นิดเดียว

‘ทำไมถึงได้...’

ความจริงแล้วเป็นเพราะร่างกายขยะที่อ่อนปวกเปียกของกิรยอทำให้เขาทำอะไรไม่ได้เลยต่างหาก แต่ชเวจินไม่มีทางล่วงรู้ความจริงข้อนี้ได้เลย

ในที่สุด ชเวจินก็ลุกขึ้นแล้วก้มหัวให้ฮันเตอร์ที่เดินเข้ามาหาเธออย่างนอบน้อม

“ขอบคุณที่ช่วยเหลือค่ะ”

ในแววตาของเธอไม่มีความดุร้ายเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว

“ดูเหมือนพวกเราจะเป็นต้นเหตุให้คุณไม่ได้ทานอาหารที่อุตส่าห์ซื้อมา ฉันจะชดใช้ค่าทักคัลบีคืนให้แน่นอนค่ะ”

“จริงเหรอครับ?”

“แล้วก็โพชั่นที่คุณใช้เมื่อครู่ด้วยค่ะ ช่วยบอกมาทีว่าเป็นระดับไหน ฉันจะรีบหาแบบเดียวกันมาคืน...”

อันที่จริง ตั้งแต่ได้ยินน้องสาวบอกว่าคิมกิรยอยอมให้เธอดื่มเลือดอย่างง่ายดาย เธอก็เริ่มลังเลนิดหน่อยแล้ว

พอลองพยายามลบภาพจำแย่ๆ ในตอนแรกออกไป...

ชเวจินก็ค่อยๆ เข้าใจตัวตนของนักล่าที่ชื่อกิรยอ เขาใจกว้างและเป็นมิตรมากกว่าที่คิด

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องนั้นช่างมันเถอะ”

“คะ?”

“ไม่ต้องใส่ใจเรื่องโพชั่นหรอกครับ ว่าแต่น้องสาวคุณไม่เป็นไรใช่ไหม?”

ภายใต้ใบหน้าที่เย็นชานั้น กลับมีนิสัยที่ใจดีจนน่าตกใจ

มิน่าล่ะ ยุนซึงถึงได้ยกย่องเชิดชูเขาว่าเป็นผู้มีจิตใจสูงส่งไม่ขาดปาก

“ค่ะ ต้องขอบคุณฮันเตอร์นิมที่ทำให้ไม่มีใครบาดเจ็บหนัก ทุกคนปลอดภัยดีค่ะ”

ชเวจินสานต่อบทสนทนาด้วยท่าทีที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด พอเข้าใจผิดคลี่คลาย เธอก็มีเรื่องที่อยากจะบอกกับอีกฝ่ายเป็นการส่วนตัว

“แต่ว่าคุณคิมกิรยอคะ อาจจะดูเหมือนคนแก่ขี้บ่นไปหน่อย แต่ฉันอยากจะเตือนด้วยความหวังดี...”

“ครับ?”

“ปกติคุณออกล่าร่วมกับฮันเตอร์คังชางโฮสินะคะ? เอ่อ อย่าเพิ่งอารมณ์เสียนะคะที่ฉันพูดแบบนี้ ไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงยังคบหากับคนอย่างคังชางโฮอยู่ แต่ส่วนตัวแล้วฉันอยากจะเตือนว่าอย่าไปไว้ใจฮันเตอร์คนนั้นเด็ดขาดเลยค่ะ”

ชเวจินเอ่ยชื่อคังชางโฮด้วยเสียงแผ่วเบา

การที่คนปกติคบหาฮันเตอร์พรรค์นั้นเป็นพวกพ้อง มีความเป็นไปได้สูงว่ากิรยออาจจะกำลังถูกหลอกอยู่

ชเวจินเริ่มอธิบายถึงคังชางโฮในแบบที่เธอรู้จัก โดยใช้คำว่า ‘พวกฉวยโอกาส’ หรือ ‘คนนิสัยเสีย’

เมื่อได้ยินดังนั้น คิมกิรยอก็คลายความสงสัยที่เก็บไว้มาตลอด

ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าทำไมกลุ่มนักล่ามังกรถึงได้ตั้งแง่กับเขา

“อ๋อ ที่ผ่านมาอึดอัดใจเพราะเรื่องนั้นเองเหรอครับ?”

ไอ้เราก็นึกว่าเรื่องอะไร

กิรยอจึงเปิดเผยออกไปอย่างตรงไปตรงมา ว่าเขาเองก็ไม่ได้พิศวาสจะร่วมทางกับหมอนั่นสักเท่าไหร่

“เจ้านั่นมันก็ระยำกับฉันเหมือนกันครับ ไม่ต้องห่วง”

“จริงเหรอคะ? อ้าว แล้วทำไมถึงคิดจะไปออกล่ากับคนแบบนั้นล่ะคะ? ไปเชื่อใจหมอนั่นได้ยังไง?”

ชเวจินถามกลับด้วยความประหลาดใจ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือท่าทียักไหล่อย่างไม่ยี่หระของระดับ S

“อธิบายไปมันก็ซับซ้อนน่ะครับ”

“อ่า...”

“เผลอๆ เหตุผลอาจจะคล้ายๆ กับพวกคุณก็ได้มั้ง”

หืม?

หมายความว่ายังไงกัน

ชเวจินเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสงสัยในประโยคท้ายสุด แต่กิรยอกลับก้มมองเธอเงียบๆ

“อืม เมื่อตอนกลางวันมันยังดูคลุมเครืออยู่แท้ๆ...”

บทสนทนาดำเนินต่อหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที

“ฮันเตอร์ชเวจิน ผมถามเผื่อไว้นะครับ คุณรู้จักกับเอสเธอร์แห่งหอคอยเวทมนตร์เกาหลีหรือเปล่า?”

“ไม่นี่คะ?”

กิรยอเริ่มถามคำถามที่ดูไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ทุกคำพูดล้วนมีความหมายแฝงอยู่

เพราะหลังจากเฝ้าสังเกตมานาน เขาก็ดูออกถึงความผิดปกติอีกอย่างหนึ่งของสองพี่น้องตระกูลชเว

“อ้อ”

ความจริงแล้ว พี่น้องคู่นี้ถูกคำสาปเล่นงานเข้าทั้งคู่

แถมยังเป็นคำสาประดับสูงซะด้วย

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กรณีที่จะเกิดคำสาปรุนแรงขนาดนี้บนโลกมนุษย์ได้ มีอยู่แค่ 2 กรณีเท่านั้น

“งั้นแสดงว่าคงลงนามในสัญญานั้นไปแล้วสินะครับ? ‘สัญญาอัศวิน’ น่ะ”

กิรยอเอ่ยถึงความเป็นไปได้อีกข้อที่เขาคิดไว้ และทันใดนั้น บรรยากาศในลานกว้างก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน