Cover

177

ชเวจินเอ่ยปากด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“…จู่ๆ ก็พูดเรื่องแปลกๆ ออกมานะคะ เอาเป็นว่าฉันเข้าใจเรื่องของคังชางโฮแล้ว เชิญกลับไปได้แล้วค่ะ ฮันเตอร์คิม พวกเราเองก็ต้องเตรียมตัวเลิกงานเหมือนกัน”

ปฏิกิริยาดูแปลกพิกล ด้วยเหตุนี้คิมกิรยอจึงพยายามจะขุดคุ้ยหัวข้อนี้ซ้ำๆ

แต่การกระทำนั้นกลับทำให้ค่าความประทับใจที่อุตส่าห์สะสมมาลดฮวบลงเสียอย่างนั้น

“บอกว่าพอได้แล้ว ก็รีบๆ ไปซะทีสิคะ! คนเขาพูดตั้งกี่ครั้งแล้วทำไมไม่รู้จักฟังเนี่ย! ยิ่งดึกๆ ยิ่งเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”

ในที่สุดนักล่ามังกรก็ปฏิเสธที่จะสนทนาแถมยังตะคอกใส่อีกต่างหาก

‘ดูทำเข้า อุตส่าห์เห็นว่าเป็นญาติกับอันยุนซึงเลยช่วยเป็นห่วงแท้ๆ……’

ความลับที่ไม่อยากเอ่ยปากบอกใคร ย่อมมีกันทุกคนเป็นเรื่องธรรมดา

อีกอย่าง คำสาปที่ฝังรากลึกในร่างกายนั้น ต่อให้เป็นทางนี้ก็คงช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่แล้ว

‘อืม ช่างเถอะ ช่วยไม่ได้นี่นะ’

กิรยอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยเลยตามเลย ยอมรับสถานการณ์แต่โดยดี จากนั้นเขาก็รับค่าไก่ผัดซอสที่ชเวจินยื่นให้ แล้วเดินทางออกจากชุนชอน

---

-พรึ่บ

…ความร้อนระอุที่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ชเวจินปล่อยออกมา กำลังกระตุ้นผิวหนัง

เมื่อกลับมาถึงโซลได้ราวๆ 3 ชั่วโมง

ฉันก็กำลังสอนวิชาเวทมนตร์ศาสตร์ พื้นฐานให้กับจองฮาซองตามปกติ ถ้าจบคาบนี้ก็คงกลับบ้านไปกินไก่ผัดซอสที่เหลือต่อ

มันเป็นกิจวัตรประจำวันที่เหมือนเดิมทุกประการ

“ฮันเตอร์ครับ เมื่อกี้เป็นยังไงบ้างครับ?”

“หือ?”

“สกิลที่ผมยิงออกไปด้านข้างน่ะครับ ผมลองเพ่งสมาธิรวบรวมมานาให้มากที่สุดตามที่คุณบอกแล้ว”

“อ้อ”

“……แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดีครับ ตอนที่แกล้งทำเป็นระดับ F คุณยังให้ผมยิงสกิลจากระยะไกลแท้ๆ แต่นี่ต้องมาฝึกโดยมีฮันเตอร์ยืนอยู่ใกล้ๆ เลย”

ก่อนอื่น จองฮาซองไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไรกับพลังป้องกันของฉันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยผลของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]

แถมอีกแค่นิดเดียวก็จะขึ้นเดือนใหม่ ฉันก็จะได้รับค่าสอนอีก 3 พันล้านวอน

อย่างที่เห็น ยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารกำลังพุ่งทะยานเป็นกราฟขาขึ้นอย่างงดงาม

แถมเมื่อไม่นานมานี้ยังได้ไอเทมบ็อกซ์มา ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นจม จะหากระแสชีวิตที่ดีไปกว่านี้ได้จากที่ไหนอีก?

‘อืม……’

ทว่า

ความจริงแล้ว ภายใต้ความสงบสุขที่เกินตัวนี้ ฉันกลับรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย

สาเหตุก็คือสายตาของใครบางคนที่อาจจะกำลังจับจ้องฉันอยู่จากที่ไหนสักแห่งในตอนนี้

คังชางโฮ แม้ว่าหลังจากคำเตือนในคราวนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ชีวิตเงียบเชียบจนดูเกินไปหน่อยก็เถอะ แต่ว่า……

‘บ้าเอ๊ย หงุดหงิดชะมัด!’

แค่ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาก็เท่านั้นแหละ

พูดกันตามตรง ทางฝั่งนั้นมันก็เหมือนระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะจุดชนวนก่อเรื่องขึ้นมาเมื่อไหร่และด้วยเหตุผลอะไร

ต่อให้ฉันทำตัวว่าง่ายเชื่อฟังแค่ไหน แต่ถ้าจู่ๆ หมอนั่นเกิดเปลี่ยนใจอยากจะใช้สกิล [ความทะเยอทะยาน] ขึ้นมา ใครจะไปรู้

‘มานึกเสียใจเรื่องสัญญาเอาป่านนี้เนี่ยนะ’

ตอนเซ็นสัญญาพันธมิตร ก็ไม่นึกเลยว่าการจัดการกับตัวปัญหามันจะล่าช้าได้ขนาดนี้

ปอดที่พังยับเยินจนดำเมี่ยม แถมมานาในร่างกายก็น้อยนิดจนน่าอายที่จะเรียกว่าจอมเวทด้วยซ้ำ

‘ไม่มีอะไรน่าพอใจสักอย่าง’

ฉันต้องหาทางหลุดพ้นจากร่างกายสุดโทรมนี้ให้ได้ ความจริงข้อนั้นยังคงแน่วแน่เสมอมา

การฟื้นฟูพลัง และการเปลี่ยนร่างกาย

แม้ความเร็วของสองสิ่งนี้จะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่สุดท้ายมันก็คือเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จทั้งคู่นั่นแหละ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทั้งวัน

ทันทีที่กลับถึงบ้าน ฉันก็เช็กราคาของที่ต้องการในตลาดอีกครั้ง นี่คือกิจวัตรที่ไม่เคยขาดเลยสักวัน

.

.

.

……จะพูดให้ถูกก็คือ มัน เคย เป็นกิจวัตรต่างหาก

[คำค้นหา : ปอดมังกร]

ผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ

ฉันนั่งแกร่วอยู่ในห้องรูหนูของคิมกิรยอ จ้องมองโทรศัพท์มือถือเขม็ง

[ผลการค้นหา : 1 รายการ]

ขอพูดกันไว้ก่อนเดี๋ยวจะเข้าใจผิด นี่ไม่ได้หมายความว่ามีของมาขาย แต่มีใครบางคนแสดงความจำนงว่าอยากจะซื้อ [ปอดมังกร] ลงในบอร์ดรับซื้อต่างหาก

ถ้าอย่างนั้น ราคาที่ใครคนนั้นเสนอซื้อคือเท่าไหร่กันล่ะ

[76,800,000 (USD)]

พอก๊อปปี้หน่วยเงินนั้นไปใส่ในเครื่องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนของพอร์ทัลไซต์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ

[102,924,288,000 วอน เกาหลีใต้]

สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน……

ฉันตรวจสอบจำนวนหลักของตัวเลขที่เพิ่งเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ว่าจะเช็กกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็คือ

“หนึ่งแสนสองพันล้านวอน” (หนึ่งแสนสองพันล้านวอน)

……ลืมบอกเรื่องนี้ไปก่อนเลย จริงๆ แล้วในช่วงเช้าที่ฉันไปชุนชอน มีข่าวแบบนี้หลุดออกมาทางทีวีครับ

[(ข่าวด่วน) เผยฟังก์ชันลับของ ‘ปอดมังกร’……. แค่กินยาวิเศษขวดเดียวก็สามารถพ่นดราก้อนเบรธได้?]

เพราะแบบนี้ ราคาของไอเทมที่เคยถูกมองข้ามจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”

ทำไมกัน……!

ทำไมเรื่องบัดซบแบบนี้ต้องเกิดขึ้นด้วย!

ฉันกรีดร้องโหยหวนราวกับไส้จะขาดแล้วล้มฟุบลงไป

ไม่อยากจะเชื่อเลย ตอนที่เพิ่งเห็นโพสต์รับซื้อนั่นครั้งแรก ฉันยังปฏิเสธความจริงอยู่เลยว่า ‘ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ คงมีใครมือบอนพิมพ์ตัวเลขมั่วๆ ลงไปเล่นๆ ล่ะมั้ง’

ดูเหมือนข่าเมื่อวานจะกลายเป็นเรื่องโด่งดังในต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

ฮันเตอร์ชาวต่างชาติคนหนึ่งดื่มโพชั่นเพิ่มความต้านทานธาตุ แล้วเกิดจามออกมาโดยบังเอิญ ทำให้ค้นพบฟังก์ชันลับของปอดเข้า

ฟังก์ชันที่ว่านั่นก็คือ การสำแดงฤทธิ์ของ ดราก้อนเบรธ (ลมหายใจมังกร)

พอความจริงถูกเปิดเผยว่า หากทำตามเงื่อนไขด้วยยาเฉพาะ เจ้าของปอดมังกรจะสามารถพ่นการโจมตีธาตุของสัตว์อสูรที่ตายไปแล้วออกมาได้ โลกก็ถึงกับพลิกคว่ำคะมำหงาย

‘ไอ้เวรเอ๊ย! แถมความรุนแรงของเบรธที่ออกมา ดันขึ้นอยู่กับระดับของมังกรที่ตาย ไม่ใช่ตัวผู้ใช้ด้วยนะ!’

และท่ามกลางสถานการณ์นี้ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อราคาตลาดมากที่สุดก็คือพวกเศรษฐีน้ำมันรุ่นเก่าจากตะวันออกกลาง

ได้ยินมาว่าถึงเจ้าของปอดจะเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่ตื่นรู้ ก็สามารถใช้พลังพิเศษได้ พวกเขาเลยกระโดดเข้ามาร่วมวงแย่งชิงด้วยความตื่นตาตื่นใจล่ะมั้ง?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ด้วยความสนใจจากพวกเศรษฐีตะวันออกกลาง ปอดมังกรเลยกลายเป็นของล้ำค่าขึ้นมาแบบดีเลย์

ราคาเสนอซื้อค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้น จนปัจจุบันแตะเพดานบ้าคลั่งที่ หนึ่งแสนสองพันล้านวอนเข้าไปแล้ว

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายว่า เนื่องจากจำนวนครั้งที่ใช้เบรธได้ต่อวันมีจำกัด นี่คงเป็นแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าราคาบบ้านั่นจะตกลงเมื่อไหร่

ฉันกวาดสายตาอ่านความคิดเห็นของผู้คนบนหน้าจอมือถืออย่างใจเย็น

แล้วซุกหน้าลงกับผ้าห่ม ตะโกนก้องอีกครั้ง

“สวรรค์!”

ถามจริง เจอแบบนี้ใครจะไม่เป็นบ้าบ้าง

ลองคิดดูดีๆ ตั้งแต่เหตุการณ์เกตคาโกชิมะครั้งนั้น บนโลกนี้ก็ไม่มีมังกรปรากฏตัวขึ้นมาอีกเลย

ขนาดพวกเศรษฐีตะวันออกกลางยังหาซื้อปอดไม่ได้จนถึงป่านนี้ แสดงว่ามีความเป็นไปได้สูงที่บนโลกนี้จะไม่มีอวัยวะส่วนนี้เหลืออยู่แล้ว ต่อให้ฉันโพสต์รับซื้อในราคาเว่อร์วัง 100 แสนล้านก่อนที่ข่าวจะหลุดออกมา ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

สรุปคือ นี่มันหายนะที่ต่อให้ย้อนเวลากลับไปก็แก้ไขไม่ได้

ดูเหมือนเจตจำนงของโลกใบนี้จะบอกให้ฉันตัดใจจาก [ปอดมังกร] ซะเถอะ

แล้วจะให้ฉันทำยังไงต่อไป?

ให้ไปควักปอดคนเป็นๆ มายัดใส่ร่างแทนงั้นเหรอ?

แต่ถ้าจะทำการผ่าตัดใหญ่ขนาดนั้น ก็ต้องผ่านความลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เทียบเท่ากับตอนเก็บเงิน 3 พันล้านจากศูนย์เลยนะ

“ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับฉันด้วย!”

นี่มันภัยพิบัติชัดๆ คิดมาตั้งนาน แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเดียวว่าต้องโละแผนการที่วางไว้ทิ้งไปเกือบหมด

‘ยังไงซะ เรื่องย้ายวิญญาณก็ต้อง……’

แต่จะทำไงได้ ถ้าสถานการณ์บังคับให้ทำก็ต้องทำ (ถ้าเขาให้ปอกเปลือกก็ต้องปอก)

ฉันหุบปากแน่นแล้วเค้นสมองคิด

ในอกยังคงเดือดพล่านด้วยความเจ็บใจ แต่การมานั่งผลาญอารมณ์ไปกับเรื่องที่แก้ไขไม่ได้มันช่างไร้ประโยชน์ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สักพักความสิ้นหวังนั้นก็ค่อยๆ สงบลง

---

หนึ่งแสนล้าน

ตอนแรกกะว่าจะลองกู้เงินดู แต่ดูเหมือนโลกนี้การพิจารณาสินเชื่อสำหรับฮันเตอร์จะเข้มงวดกว่าที่คิด

‘เห็นว่าเพราะไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ เครดิตเลยต่ำเตี้ยเรี่ยดินน่ะนะ’

งั้นจะลองเก็บหอมรอมริบให้ครบตามเป้าดีไหม?

ถ้าคำนวณคร่าวๆ จากค่าสอนที่ได้รับจากฮาซอง ก็ต้องสอนต่อไปอีกประมาณ 33 เดือน ถึงจะเก็บได้ครบแสนล้าน

แต่ปัญหาคือหลักสูตรที่ฉันวางไว้ให้ฮาซอง มันยาวเต็มที่แค่ 6 เดือนนี่สิ

‘จะให้ยืดออกไปเป็น 33 เดือนมันก็ออกจะ……’

แถมแผนที่จะขึ้นค่าสอนหลังจากหมดช่วงทดลองเรียน 3 เดือนแรก

มาตอนนี้มันก็กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากกึ่งๆ จะเป็นไปไม่ได้ไปแล้ว

-ฮันเตอร์คิมครับ ว่าแต่เรื่องการจัดการภาษีของค่าสอนที่ผมจ่ายไปเนี่ย…….

-หือ?

-ธุรกรรมนี้คุณบอกให้เก็บเป็นความลับ คงไม่ได้จดทะเบียนผู้ประกอบการแยกไว้สินะครับ งั้นด้วยขนาดของเม็ดเงิน ยอดโอนคงจะถูกประเมินว่าเป็น "การให้โดยเสน่หา" แน่ๆ

-…….

-ยังไงผมก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบเงินส่วนนี้อยู่แล้ว งั้นให้ทางผมจัดการเรื่องภาษีไปเลยได้ไหมครับ?

ความจริงแล้ว เงิน 3 พันล้านที่ฉันได้รับมา…… มันไม่ใช่แค่ 3 พันล้านเฉยๆ น่ะสิ

โลกที่พัฒนาไปขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีระบบภาษีที่ซับซ้อนเพื่อผู้ปกครอง ที่ผ่านมาฉันคิดน้อยไปหน่อย

สรุปง่ายๆ ก็คือ เงินที่จองฮาซองต้องจ่ายจริงรวมภาษีแล้ว ปาเข้าไปตั้ง 6 พันล้านวอน

พูดกันตามตรง ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นระดับ S ก็เถอะ ขูดรีดกันขนาดนี้ทุกเดือนมันก็โหดไปหน่อย ถ้ายังจะโลภมากขอขึ้นราคาอีก จุดจบจะเป็นยังไงคงเดาได้ไม่ยาก

‘กลายเป็นนิทานเรื่องห่านทองคำชัดๆ’

แต่จะให้ขายไฮดราระดับเอปิกที่มีอยู่ในมือทิ้งไปเพื่อการนี้……. ฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก

ดูยังไงราคาปอดตอนนี้มันก็ฟองสบู่ชัดๆ

เสียดายของแย่

ดูท่าแผนการซื้ออวัยวะมังกรคงต้องพับเก็บไปก่อน

ดังนั้นฉันเลยจำใจต้องหยิบเอาแผนสำรองที่เคยหลีกเลี่ยงกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

แผนสำรองที่ว่าก็คือสิ่งนี้

===================

สกัดปอดของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่

และทำการปลูกถ่ายในสภาพที่สดใหม่

สิ่งที่ต้องเตรียม 1. ผู้บริจาคปอด

สิ่งที่ต้องเตรียม 2. ร่างกายใหม่ที่จะย้ายไปสิงสู่

สิ่งที่ต้องเตรียม 3. สิ่งที่จำเป็นสำหรับการร่ายอาคมทั้งห้าชนิด…….

===================

แค่คิดหัวก็ปวดตุบๆ แล้ว

ในโลกที่กฎหมายเข้มงวดขนาดนี้ จะไปลากตัวคนเป็นๆ มาด้วยวิธีไหน แล้วด้วยมานาเท่าหางอึ่งแค่นี้ จะเอาความกล้าที่ไหนไปใช้มหาเวทระดับสูงกัน

‘แถมยังต้องทำทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจสภาพแวดล้อมของโลกและโครงสร้างร่างกายชาวโลกอย่างถ่องแท้น่ะนะ หือ?’

ฉันแค่นหัวเราะแห้งๆ พลางกุมขมับ

“ฮ่าฮ่า…….”

แต่ก็นั่นแหละ พูดไปก็เท่านั้น กลุ้มใจอยู่คนเดียวก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

คิดดูดีๆ วันนี้โลกก็ยังไม่แตกซะหน่อย ตอนนี้ทำใจให้สบายๆ ไปก่อนดีกว่า

‘ก็นะ ชีวิตมันต้องมีตัวแปรแบบนี้บ้างสิถึงจะสนุก’

กริ๊ง

ฉันหยุดคิดฟุ้งซ่านแล้วกดปุ่มสี่เหลี่ยมตรงหน้า ทันใดนั้นเสียงเพลงใสๆ ก็ดังกังวานขึ้นมาในอากาศ

ดูจากปฏิกิริยาแล้ว ไอ้อันเมื่อกี้ที่กดไปน่าจะเป็นกริ่งประตูสินะ

“อืม”

หันซ้ายหันขวา

ที่นี่คือบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งที่มีผนังภายนอกทาสีโทนเดียว และเหตุผลเดียวที่ฉันถ่อมาถึงสถานที่ห่างไกลแบบนี้

[กำลังโทรออก … คังชางโฮ ☎]

ก่อนจะเริ่มแผนการต่อไป ฉันมีเรื่องจะถามฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่ง

ก็เลยบุกมาถึงหน้าบ้านเขาในตอนนี้ เรื่องที่ฉันสงสัยมันเป็นหัวข้อที่คุยทางโทรศัพท์ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด

สัญญาณดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ในที่สุดเสียงตอบรับก็ดังมาจากโทรศัพท์มือถือ

“อ๊ะ ฮันเตอร์คังชางโฮ! ตอนนี้ผมมาถึงแล้ว ไม่ทราบว่า…….”

-เปิดเข้ามาเลย

หน้าจอมือถือดับวูบลงอีกครั้ง อีกฝ่ายพูดแค่สิ่งที่ตัวเองอยากพูดแล้วก็วางสายไปดื้อๆ

ฉันเห็นสภาพนั้นแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มหัวข้อ ‘ตัดหัวจอมเวทบรรพกาล’ ลงในแผนการในอนาคตภายในใจอย่างเงียบเชียบ

แต่นั่นมันเรื่องของวันข้างหน้า วันนี้ก็ต้องไหลไปตามน้ำของวันนี้ก่อน

‘โอ้’

แอ๊ด

พอเปิดประตูเหล็กบานใหญ่เดินเข้าไป ก็พบกับสวนสีเขียวขจี

ฉันเดินตรงไปทางทิศที่สัมผัสได้ถึงมานาของคังชางโฮ พอผ่านประตูหน้าเข้าไป โครงสร้างภายในที่เหนือจินตนาการก็ปรากฏแก่สายตา

พื้นที่กว้างขวาง โปร่งโล่ง ตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับราวกับอาร์ตของศิลปิน

‘นี่บ้านคนจริงๆ เหรอเนี่ย?’

ตาของฉันเบิกกว้างโดยอัตโนมัติ

ที่ผ่านมาก็คิดว่าห้องรูหนูของคิมกิรยอก็ใช้ได้แล้วนะ แต่พอมาเห็นที่นี่ ไอ้ห้องนั้นมันแย่กว่าบ้านหมาซะอีก

เพราะที่พำนักของคังชางโฮมันใหญ่โตมโหฬารจนเทียบไม่ได้เลยกับห้องเช่ารูหนูของใครบางคน

‘โห ตกแต่งบ้านซะเหมือนรีสอร์ตเลยแฮะ’

ฉันเดินไปตามทางเดินที่เงียบสงบ

เดินมาได้สักพัก ในที่สุดก็มองเห็นเงาร่างของผู้ตื่นรู้ที่ตามหาผ่านหน้าต่าง ชาวโลกคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวสีขาวที่วางอยู่กลางแจ้ง

คังชางโฮนั่นเอง

“หือ?”

แต่ถ้าตาไม่ฝาด ทำไมหมอนั่นถึงดูตัวเปียกๆ เหมือนเพิ่งขึ้นจากน้ำ……

‘อ้าว บ้านหรูขนาดนี้ แต่ห้องอาบน้ำดันอยู่ข้างนอกให้ลำบากเล่นงั้นเรอะ?’

ฉันเอียงคอด้วยความสงสัยขณะเดินเข้าไปหาเขา และเมื่อเข้าไปใกล้บริเวณที่คาดว่าเป็นระเบียง สาเหตุที่คังชางโฮมีสภาพแบบนั้นก็กระจ่างชัด

“สระว่ายน้ำ?”

สิ่งปลูกสร้างที่มีน้ำสีฟ้าบรรจุอยู่เต็มเปี่ยม

ฉันรู้น่าว่าไอ้นี่เรียกว่าสระว่ายน้ำ แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีของแบบนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในบ้านส่วนตัว

“จู่ๆ มาขอเจอนี่มีธุระอะไร”

คังชางโฮที่นอนอยู่บนเก้าอี้อาบแดดเริ่มบทสนทนาโดยไม่คิดแม้แต่จะลุกขึ้นมาต้อนรับ

เสื้อคลุมสีทึบกับดวงตามังกรที่ทอแสงวาววับช่างดูขัดแย้งกันอย่างประหลาด

ในเมื่อเจ้าของบ้านถามถึงสาเหตุการมาเยือน ทางนี้ก็ควรจะตอบไปตามมารยาท

ชำเลือง

แต่สายตามันก็คอยแต่จะเหล่ไปมองสระว่ายน้ำส่วนตัว สมบัติของผู้มั่งคั่งอยู่นั่นแหละ

น้ำลายเริ่มสอ พูดตามตรง คำพูดที่ว่า ‘ขอเล่นน้ำที่นี่สักสองวันได้ไหม’ มันจ่ออยู่ที่คอหอยแล้ว

“ก่อนอื่น…. เราเข้าไปคุยข้างในกันหน่อยดีไหมครับ?”

เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของมหาจอมเวท ฉันพยายามเก็บซ่อนความในใจและชูของในมือขึ้นมาให้ดู

【น้ำส้ม แซง-แซง-แซง】

เซตเครื่องดื่มผลไม้ขวัญใจประชาชนที่ผลิตโดยบริษัทแม่ของเนโอซิสเตอร์

เพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้ว่า ประเทศนี้มีวัฒนธรรมที่ผู้มาเยือนต้องมีของติดไม้ติดมือมาฝากเจ้าของบ้านด้วย

สมแล้วที่เป็นมนุษย์ต่างดาว เรื่องสามัญสำนึกยังคงบกพร่องอยู่มากสินะ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

177

20px

ชเวจินเอ่ยปากด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“…จู่ๆ ก็พูดเรื่องแปลกๆ ออกมานะคะ เอาเป็นว่าฉันเข้าใจเรื่องของคังชางโฮแล้ว เชิญกลับไปได้แล้วค่ะ ฮันเตอร์คิม พวกเราเองก็ต้องเตรียมตัวเลิกงานเหมือนกัน”

ปฏิกิริยาดูแปลกพิกล ด้วยเหตุนี้คิมกิรยอจึงพยายามจะขุดคุ้ยหัวข้อนี้ซ้ำๆ

แต่การกระทำนั้นกลับทำให้ค่าความประทับใจที่อุตส่าห์สะสมมาลดฮวบลงเสียอย่างนั้น

“บอกว่าพอได้แล้ว ก็รีบๆ ไปซะทีสิคะ! คนเขาพูดตั้งกี่ครั้งแล้วทำไมไม่รู้จักฟังเนี่ย! ยิ่งดึกๆ ยิ่งเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”

ในที่สุดนักล่ามังกรก็ปฏิเสธที่จะสนทนาแถมยังตะคอกใส่อีกต่างหาก

‘ดูทำเข้า อุตส่าห์เห็นว่าเป็นญาติกับอันยุนซึงเลยช่วยเป็นห่วงแท้ๆ……’

ความลับที่ไม่อยากเอ่ยปากบอกใคร ย่อมมีกันทุกคนเป็นเรื่องธรรมดา

อีกอย่าง คำสาปที่ฝังรากลึกในร่างกายนั้น ต่อให้เป็นทางนี้ก็คงช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้อยู่แล้ว

‘อืม ช่างเถอะ ช่วยไม่ได้นี่นะ’

กิรยอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยเลยตามเลย ยอมรับสถานการณ์แต่โดยดี จากนั้นเขาก็รับค่าไก่ผัดซอสที่ชเวจินยื่นให้ แล้วเดินทางออกจากชุนชอน

---

-พรึ่บ

…ความร้อนระอุที่เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ชเวจินปล่อยออกมา กำลังกระตุ้นผิวหนัง

เมื่อกลับมาถึงโซลได้ราวๆ 3 ชั่วโมง

ฉันก็กำลังสอนวิชาเวทมนตร์ศาสตร์ พื้นฐานให้กับจองฮาซองตามปกติ ถ้าจบคาบนี้ก็คงกลับบ้านไปกินไก่ผัดซอสที่เหลือต่อ

มันเป็นกิจวัตรประจำวันที่เหมือนเดิมทุกประการ

“ฮันเตอร์ครับ เมื่อกี้เป็นยังไงบ้างครับ?”

“หือ?”

“สกิลที่ผมยิงออกไปด้านข้างน่ะครับ ผมลองเพ่งสมาธิรวบรวมมานาให้มากที่สุดตามที่คุณบอกแล้ว”

“อ้อ”

“……แต่ก็ยังตื่นเต้นอยู่ดีครับ ตอนที่แกล้งทำเป็นระดับ F คุณยังให้ผมยิงสกิลจากระยะไกลแท้ๆ แต่นี่ต้องมาฝึกโดยมีฮันเตอร์ยืนอยู่ใกล้ๆ เลย”

ก่อนอื่น จองฮาซองไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไรกับพลังป้องกันของฉันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยผลของ [ต้นกล้าพฤกษาศักดิ์สิทธิ์]

แถมอีกแค่นิดเดียวก็จะขึ้นเดือนใหม่ ฉันก็จะได้รับค่าสอนอีก 3 พันล้านวอน

อย่างที่เห็น ยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารกำลังพุ่งทะยานเป็นกราฟขาขึ้นอย่างงดงาม

แถมเมื่อไม่นานมานี้ยังได้ไอเทมบ็อกซ์มา ทำให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นจม จะหากระแสชีวิตที่ดีไปกว่านี้ได้จากที่ไหนอีก?

‘อืม……’

ทว่า

ความจริงแล้ว ภายใต้ความสงบสุขที่เกินตัวนี้ ฉันกลับรู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย

สาเหตุก็คือสายตาของใครบางคนที่อาจจะกำลังจับจ้องฉันอยู่จากที่ไหนสักแห่งในตอนนี้

คังชางโฮ แม้ว่าหลังจากคำเตือนในคราวนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ชีวิตเงียบเชียบจนดูเกินไปหน่อยก็เถอะ แต่ว่า……

‘บ้าเอ๊ย หงุดหงิดชะมัด!’

แค่ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาก็เท่านั้นแหละ

พูดกันตามตรง ทางฝั่งนั้นมันก็เหมือนระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะจุดชนวนก่อเรื่องขึ้นมาเมื่อไหร่และด้วยเหตุผลอะไร

ต่อให้ฉันทำตัวว่าง่ายเชื่อฟังแค่ไหน แต่ถ้าจู่ๆ หมอนั่นเกิดเปลี่ยนใจอยากจะใช้สกิล [ความทะเยอทะยาน] ขึ้นมา ใครจะไปรู้

‘มานึกเสียใจเรื่องสัญญาเอาป่านนี้เนี่ยนะ’

ตอนเซ็นสัญญาพันธมิตร ก็ไม่นึกเลยว่าการจัดการกับตัวปัญหามันจะล่าช้าได้ขนาดนี้

ปอดที่พังยับเยินจนดำเมี่ยม แถมมานาในร่างกายก็น้อยนิดจนน่าอายที่จะเรียกว่าจอมเวทด้วยซ้ำ

‘ไม่มีอะไรน่าพอใจสักอย่าง’

ฉันต้องหาทางหลุดพ้นจากร่างกายสุดโทรมนี้ให้ได้ ความจริงข้อนั้นยังคงแน่วแน่เสมอมา

การฟื้นฟูพลัง และการเปลี่ยนร่างกาย

แม้ความเร็วของสองสิ่งนี้จะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่สุดท้ายมันก็คือเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จทั้งคู่นั่นแหละ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทั้งวัน

ทันทีที่กลับถึงบ้าน ฉันก็เช็กราคาของที่ต้องการในตลาดอีกครั้ง นี่คือกิจวัตรที่ไม่เคยขาดเลยสักวัน

.

.

.

……จะพูดให้ถูกก็คือ มัน เคย เป็นกิจวัตรต่างหาก

[คำค้นหา : ปอดมังกร]

ผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ

ฉันนั่งแกร่วอยู่ในห้องรูหนูของคิมกิรยอ จ้องมองโทรศัพท์มือถือเขม็ง

[ผลการค้นหา : 1 รายการ]

ขอพูดกันไว้ก่อนเดี๋ยวจะเข้าใจผิด นี่ไม่ได้หมายความว่ามีของมาขาย แต่มีใครบางคนแสดงความจำนงว่าอยากจะซื้อ [ปอดมังกร] ลงในบอร์ดรับซื้อต่างหาก

ถ้าอย่างนั้น ราคาที่ใครคนนั้นเสนอซื้อคือเท่าไหร่กันล่ะ

[76,800,000 (USD)]

พอก๊อปปี้หน่วยเงินนั้นไปใส่ในเครื่องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนของพอร์ทัลไซต์ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ

[102,924,288,000 วอน เกาหลีใต้]

สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน……

ฉันตรวจสอบจำนวนหลักของตัวเลขที่เพิ่งเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ว่าจะเช็กกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็คือ

“หนึ่งแสนสองพันล้านวอน” (หนึ่งแสนสองพันล้านวอน)

……ลืมบอกเรื่องนี้ไปก่อนเลย จริงๆ แล้วในช่วงเช้าที่ฉันไปชุนชอน มีข่าวแบบนี้หลุดออกมาทางทีวีครับ

[(ข่าวด่วน) เผยฟังก์ชันลับของ ‘ปอดมังกร’……. แค่กินยาวิเศษขวดเดียวก็สามารถพ่นดราก้อนเบรธได้?]

เพราะแบบนี้ ราคาของไอเทมที่เคยถูกมองข้ามจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก!”

ทำไมกัน……!

ทำไมเรื่องบัดซบแบบนี้ต้องเกิดขึ้นด้วย!

ฉันกรีดร้องโหยหวนราวกับไส้จะขาดแล้วล้มฟุบลงไป

ไม่อยากจะเชื่อเลย ตอนที่เพิ่งเห็นโพสต์รับซื้อนั่นครั้งแรก ฉันยังปฏิเสธความจริงอยู่เลยว่า ‘ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ คงมีใครมือบอนพิมพ์ตัวเลขมั่วๆ ลงไปเล่นๆ ล่ะมั้ง’

ดูเหมือนข่าเมื่อวานจะกลายเป็นเรื่องโด่งดังในต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

ฮันเตอร์ชาวต่างชาติคนหนึ่งดื่มโพชั่นเพิ่มความต้านทานธาตุ แล้วเกิดจามออกมาโดยบังเอิญ ทำให้ค้นพบฟังก์ชันลับของปอดเข้า

ฟังก์ชันที่ว่านั่นก็คือ การสำแดงฤทธิ์ของ ดราก้อนเบรธ (ลมหายใจมังกร)

พอความจริงถูกเปิดเผยว่า หากทำตามเงื่อนไขด้วยยาเฉพาะ เจ้าของปอดมังกรจะสามารถพ่นการโจมตีธาตุของสัตว์อสูรที่ตายไปแล้วออกมาได้ โลกก็ถึงกับพลิกคว่ำคะมำหงาย

‘ไอ้เวรเอ๊ย! แถมความรุนแรงของเบรธที่ออกมา ดันขึ้นอยู่กับระดับของมังกรที่ตาย ไม่ใช่ตัวผู้ใช้ด้วยนะ!’

และท่ามกลางสถานการณ์นี้ ผู้ที่มีอิทธิพลต่อราคาตลาดมากที่สุดก็คือพวกเศรษฐีน้ำมันรุ่นเก่าจากตะวันออกกลาง

ได้ยินมาว่าถึงเจ้าของปอดจะเป็นคนธรรมดาที่ยังไม่ตื่นรู้ ก็สามารถใช้พลังพิเศษได้ พวกเขาเลยกระโดดเข้ามาร่วมวงแย่งชิงด้วยความตื่นตาตื่นใจล่ะมั้ง?

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ด้วยความสนใจจากพวกเศรษฐีตะวันออกกลาง ปอดมังกรเลยกลายเป็นของล้ำค่าขึ้นมาแบบดีเลย์

ราคาเสนอซื้อค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้น จนปัจจุบันแตะเพดานบ้าคลั่งที่ หนึ่งแสนสองพันล้านวอนเข้าไปแล้ว

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายว่า เนื่องจากจำนวนครั้งที่ใช้เบรธได้ต่อวันมีจำกัด นี่คงเป็นแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าราคาบบ้านั่นจะตกลงเมื่อไหร่

ฉันกวาดสายตาอ่านความคิดเห็นของผู้คนบนหน้าจอมือถืออย่างใจเย็น

แล้วซุกหน้าลงกับผ้าห่ม ตะโกนก้องอีกครั้ง

“สวรรค์!”

ถามจริง เจอแบบนี้ใครจะไม่เป็นบ้าบ้าง

ลองคิดดูดีๆ ตั้งแต่เหตุการณ์เกตคาโกชิมะครั้งนั้น บนโลกนี้ก็ไม่มีมังกรปรากฏตัวขึ้นมาอีกเลย

ขนาดพวกเศรษฐีตะวันออกกลางยังหาซื้อปอดไม่ได้จนถึงป่านนี้ แสดงว่ามีความเป็นไปได้สูงที่บนโลกนี้จะไม่มีอวัยวะส่วนนี้เหลืออยู่แล้ว ต่อให้ฉันโพสต์รับซื้อในราคาเว่อร์วัง 100 แสนล้านก่อนที่ข่าวจะหลุดออกมา ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงอยู่ดี

สรุปคือ นี่มันหายนะที่ต่อให้ย้อนเวลากลับไปก็แก้ไขไม่ได้

ดูเหมือนเจตจำนงของโลกใบนี้จะบอกให้ฉันตัดใจจาก [ปอดมังกร] ซะเถอะ

แล้วจะให้ฉันทำยังไงต่อไป?

ให้ไปควักปอดคนเป็นๆ มายัดใส่ร่างแทนงั้นเหรอ?

แต่ถ้าจะทำการผ่าตัดใหญ่ขนาดนั้น ก็ต้องผ่านความลำบากเลือดตาแทบกระเด็น เทียบเท่ากับตอนเก็บเงิน 3 พันล้านจากศูนย์เลยนะ

“ทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับฉันด้วย!”

นี่มันภัยพิบัติชัดๆ คิดมาตั้งนาน แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเดียวว่าต้องโละแผนการที่วางไว้ทิ้งไปเกือบหมด

‘ยังไงซะ เรื่องย้ายวิญญาณก็ต้อง……’

แต่จะทำไงได้ ถ้าสถานการณ์บังคับให้ทำก็ต้องทำ (ถ้าเขาให้ปอกเปลือกก็ต้องปอก)

ฉันหุบปากแน่นแล้วเค้นสมองคิด

ในอกยังคงเดือดพล่านด้วยความเจ็บใจ แต่การมานั่งผลาญอารมณ์ไปกับเรื่องที่แก้ไขไม่ได้มันช่างไร้ประโยชน์ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ สักพักความสิ้นหวังนั้นก็ค่อยๆ สงบลง

---

หนึ่งแสนล้าน

ตอนแรกกะว่าจะลองกู้เงินดู แต่ดูเหมือนโลกนี้การพิจารณาสินเชื่อสำหรับฮันเตอร์จะเข้มงวดกว่าที่คิด

‘เห็นว่าเพราะไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ เครดิตเลยต่ำเตี้ยเรี่ยดินน่ะนะ’

งั้นจะลองเก็บหอมรอมริบให้ครบตามเป้าดีไหม?

ถ้าคำนวณคร่าวๆ จากค่าสอนที่ได้รับจากฮาซอง ก็ต้องสอนต่อไปอีกประมาณ 33 เดือน ถึงจะเก็บได้ครบแสนล้าน

แต่ปัญหาคือหลักสูตรที่ฉันวางไว้ให้ฮาซอง มันยาวเต็มที่แค่ 6 เดือนนี่สิ

‘จะให้ยืดออกไปเป็น 33 เดือนมันก็ออกจะ……’

แถมแผนที่จะขึ้นค่าสอนหลังจากหมดช่วงทดลองเรียน 3 เดือนแรก

มาตอนนี้มันก็กลายเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากกึ่งๆ จะเป็นไปไม่ได้ไปแล้ว

-ฮันเตอร์คิมครับ ว่าแต่เรื่องการจัดการภาษีของค่าสอนที่ผมจ่ายไปเนี่ย…….

-หือ?

-ธุรกรรมนี้คุณบอกให้เก็บเป็นความลับ คงไม่ได้จดทะเบียนผู้ประกอบการแยกไว้สินะครับ งั้นด้วยขนาดของเม็ดเงิน ยอดโอนคงจะถูกประเมินว่าเป็น "การให้โดยเสน่หา" แน่ๆ

-…….

-ยังไงผมก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบเงินส่วนนี้อยู่แล้ว งั้นให้ทางผมจัดการเรื่องภาษีไปเลยได้ไหมครับ?

ความจริงแล้ว เงิน 3 พันล้านที่ฉันได้รับมา…… มันไม่ใช่แค่ 3 พันล้านเฉยๆ น่ะสิ

โลกที่พัฒนาไปขนาดนี้ แน่นอนว่าต้องมีระบบภาษีที่ซับซ้อนเพื่อผู้ปกครอง ที่ผ่านมาฉันคิดน้อยไปหน่อย

สรุปง่ายๆ ก็คือ เงินที่จองฮาซองต้องจ่ายจริงรวมภาษีแล้ว ปาเข้าไปตั้ง 6 พันล้านวอน

พูดกันตามตรง ต่อให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นระดับ S ก็เถอะ ขูดรีดกันขนาดนี้ทุกเดือนมันก็โหดไปหน่อย ถ้ายังจะโลภมากขอขึ้นราคาอีก จุดจบจะเป็นยังไงคงเดาได้ไม่ยาก

‘กลายเป็นนิทานเรื่องห่านทองคำชัดๆ’

แต่จะให้ขายไฮดราระดับเอปิกที่มีอยู่ในมือทิ้งไปเพื่อการนี้……. ฉันก็ไม่เอาด้วยหรอก

ดูยังไงราคาปอดตอนนี้มันก็ฟองสบู่ชัดๆ

เสียดายของแย่

ดูท่าแผนการซื้ออวัยวะมังกรคงต้องพับเก็บไปก่อน

ดังนั้นฉันเลยจำใจต้องหยิบเอาแผนสำรองที่เคยหลีกเลี่ยงกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

แผนสำรองที่ว่าก็คือสิ่งนี้

===================

สกัดปอดของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่

และทำการปลูกถ่ายในสภาพที่สดใหม่

สิ่งที่ต้องเตรียม 1. ผู้บริจาคปอด

สิ่งที่ต้องเตรียม 2. ร่างกายใหม่ที่จะย้ายไปสิงสู่

สิ่งที่ต้องเตรียม 3. สิ่งที่จำเป็นสำหรับการร่ายอาคมทั้งห้าชนิด…….

===================

แค่คิดหัวก็ปวดตุบๆ แล้ว

ในโลกที่กฎหมายเข้มงวดขนาดนี้ จะไปลากตัวคนเป็นๆ มาด้วยวิธีไหน แล้วด้วยมานาเท่าหางอึ่งแค่นี้ จะเอาความกล้าที่ไหนไปใช้มหาเวทระดับสูงกัน

‘แถมยังต้องทำทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าใจสภาพแวดล้อมของโลกและโครงสร้างร่างกายชาวโลกอย่างถ่องแท้น่ะนะ หือ?’

ฉันแค่นหัวเราะแห้งๆ พลางกุมขมับ

“ฮ่าฮ่า…….”

แต่ก็นั่นแหละ พูดไปก็เท่านั้น กลุ้มใจอยู่คนเดียวก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

คิดดูดีๆ วันนี้โลกก็ยังไม่แตกซะหน่อย ตอนนี้ทำใจให้สบายๆ ไปก่อนดีกว่า

‘ก็นะ ชีวิตมันต้องมีตัวแปรแบบนี้บ้างสิถึงจะสนุก’

กริ๊ง

ฉันหยุดคิดฟุ้งซ่านแล้วกดปุ่มสี่เหลี่ยมตรงหน้า ทันใดนั้นเสียงเพลงใสๆ ก็ดังกังวานขึ้นมาในอากาศ

ดูจากปฏิกิริยาแล้ว ไอ้อันเมื่อกี้ที่กดไปน่าจะเป็นกริ่งประตูสินะ

“อืม”

หันซ้ายหันขวา

ที่นี่คือบ้านเดี่ยวหลังหนึ่งที่มีผนังภายนอกทาสีโทนเดียว และเหตุผลเดียวที่ฉันถ่อมาถึงสถานที่ห่างไกลแบบนี้

[กำลังโทรออก … คังชางโฮ ☎]

ก่อนจะเริ่มแผนการต่อไป ฉันมีเรื่องจะถามฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่ง

ก็เลยบุกมาถึงหน้าบ้านเขาในตอนนี้ เรื่องที่ฉันสงสัยมันเป็นหัวข้อที่คุยทางโทรศัพท์ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่

ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด ตื๊ด

สัญญาณดังอยู่ไม่กี่ครั้ง ในที่สุดเสียงตอบรับก็ดังมาจากโทรศัพท์มือถือ

“อ๊ะ ฮันเตอร์คังชางโฮ! ตอนนี้ผมมาถึงแล้ว ไม่ทราบว่า…….”

-เปิดเข้ามาเลย

หน้าจอมือถือดับวูบลงอีกครั้ง อีกฝ่ายพูดแค่สิ่งที่ตัวเองอยากพูดแล้วก็วางสายไปดื้อๆ

ฉันเห็นสภาพนั้นแล้วก็ค่อยๆ เพิ่มหัวข้อ ‘ตัดหัวจอมเวทบรรพกาล’ ลงในแผนการในอนาคตภายในใจอย่างเงียบเชียบ

แต่นั่นมันเรื่องของวันข้างหน้า วันนี้ก็ต้องไหลไปตามน้ำของวันนี้ก่อน

‘โอ้’

แอ๊ด

พอเปิดประตูเหล็กบานใหญ่เดินเข้าไป ก็พบกับสวนสีเขียวขจี

ฉันเดินตรงไปทางทิศที่สัมผัสได้ถึงมานาของคังชางโฮ พอผ่านประตูหน้าเข้าไป โครงสร้างภายในที่เหนือจินตนาการก็ปรากฏแก่สายตา

พื้นที่กว้างขวาง โปร่งโล่ง ตกแต่งอย่างหรูหรามีระดับราวกับอาร์ตของศิลปิน

‘นี่บ้านคนจริงๆ เหรอเนี่ย?’

ตาของฉันเบิกกว้างโดยอัตโนมัติ

ที่ผ่านมาก็คิดว่าห้องรูหนูของคิมกิรยอก็ใช้ได้แล้วนะ แต่พอมาเห็นที่นี่ ไอ้ห้องนั้นมันแย่กว่าบ้านหมาซะอีก

เพราะที่พำนักของคังชางโฮมันใหญ่โตมโหฬารจนเทียบไม่ได้เลยกับห้องเช่ารูหนูของใครบางคน

‘โห ตกแต่งบ้านซะเหมือนรีสอร์ตเลยแฮะ’

ฉันเดินไปตามทางเดินที่เงียบสงบ

เดินมาได้สักพัก ในที่สุดก็มองเห็นเงาร่างของผู้ตื่นรู้ที่ตามหาผ่านหน้าต่าง ชาวโลกคนหนึ่งกำลังนอนอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวสีขาวที่วางอยู่กลางแจ้ง

คังชางโฮนั่นเอง

“หือ?”

แต่ถ้าตาไม่ฝาด ทำไมหมอนั่นถึงดูตัวเปียกๆ เหมือนเพิ่งขึ้นจากน้ำ……

‘อ้าว บ้านหรูขนาดนี้ แต่ห้องอาบน้ำดันอยู่ข้างนอกให้ลำบากเล่นงั้นเรอะ?’

ฉันเอียงคอด้วยความสงสัยขณะเดินเข้าไปหาเขา และเมื่อเข้าไปใกล้บริเวณที่คาดว่าเป็นระเบียง สาเหตุที่คังชางโฮมีสภาพแบบนั้นก็กระจ่างชัด

“สระว่ายน้ำ?”

สิ่งปลูกสร้างที่มีน้ำสีฟ้าบรรจุอยู่เต็มเปี่ยม

ฉันรู้น่าว่าไอ้นี่เรียกว่าสระว่ายน้ำ แต่ไม่นึกเลยว่าจะมีของแบบนี้ตั้งตระหง่านอยู่ในบ้านส่วนตัว

“จู่ๆ มาขอเจอนี่มีธุระอะไร”

คังชางโฮที่นอนอยู่บนเก้าอี้อาบแดดเริ่มบทสนทนาโดยไม่คิดแม้แต่จะลุกขึ้นมาต้อนรับ

เสื้อคลุมสีทึบกับดวงตามังกรที่ทอแสงวาววับช่างดูขัดแย้งกันอย่างประหลาด

ในเมื่อเจ้าของบ้านถามถึงสาเหตุการมาเยือน ทางนี้ก็ควรจะตอบไปตามมารยาท

ชำเลือง

แต่สายตามันก็คอยแต่จะเหล่ไปมองสระว่ายน้ำส่วนตัว สมบัติของผู้มั่งคั่งอยู่นั่นแหละ

น้ำลายเริ่มสอ พูดตามตรง คำพูดที่ว่า ‘ขอเล่นน้ำที่นี่สักสองวันได้ไหม’ มันจ่ออยู่ที่คอหอยแล้ว

“ก่อนอื่น…. เราเข้าไปคุยข้างในกันหน่อยดีไหมครับ?”

เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของมหาจอมเวท ฉันพยายามเก็บซ่อนความในใจและชูของในมือขึ้นมาให้ดู

【น้ำส้ม แซง-แซง-แซง】

เซตเครื่องดื่มผลไม้ขวัญใจประชาชนที่ผลิตโดยบริษัทแม่ของเนโอซิสเตอร์

เพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้ว่า ประเทศนี้มีวัฒนธรรมที่ผู้มาเยือนต้องมีของติดไม้ติดมือมาฝากเจ้าของบ้านด้วย

สมแล้วที่เป็นมนุษย์ต่างดาว เรื่องสามัญสำนึกยังคงบกพร่องอยู่มากสินะ