วินาทีนี้ ใบหน้าเนือยๆ ของฮันเตอร์ระดับ S คนหนึ่งก็ลอยเข้ามาในหัว
ถ้าเอสเธอร์อยู่ที่นี่ด้วย เธอคงจะจีบปากจีบคอพูดด้วยน้ำเสียงใสกังวานอันเป็นเอกลักษณ์ว่า ‘เห็นไหมคะ บอกแล้วว่าให้รีบลงจากตำแหน่งไปซะตั้งแต่แรกก็หมดเรื่อง’
“นี่... เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง ทำไมกัน...!”
แต่จะมาเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว รถไฟได้ออกจากชานชาลาไปแล้ว
นี่สินะเหตุผลที่อัลฟาวูรีไม่เคยไปตอแยจอมเวทสายคำสาป...
เพราะการแก้แค้นของคนพวกนั้นมันช่างเร่าร้อน
กัดไม่ปล่อย
และจะไม่ยอมหยุดจนกว่าศัตรูจะพินาศย่อยยับไปต่อหน้า
---
ปุด ปุด ปุด...
กริ๊ก
แสงแดดยามเช้าสาดส่อง นิวยอร์ก มหานครที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา
ณ ที่ใดที่หนึ่งในป่าคอนกรีตที่ถูกทาด้วยสีฟ้าหม่น หญิงสาวอายุน้อยกำลังยืนมองออกไปนอกหน้าต่างพร้อมกาแฟสดใหม่ในมือ
แม้จะเป็นเวลาที่ค่อนข้างเช้า แต่ที่ ‘ไบรอันท์พาร์ก’ ด้านล่างก็เริ่มมีผู้คนออกมาเดินเล่นรับลมกันบ้างแล้ว
หญิงสาวผมบ็อบสั้นสีทองยืนมองคนเหล่านั้น—ซึ่งแยกไม่ออกว่าเป็นนักท่องเที่ยวหรือชาวอเมริกัน—ที่เดินขวักไขว่ราวกับมดตัวเล็กๆ อยู่นานสองนาน
“ฮาว”
ช่างเป็นกิจวัตรยามเช้าที่เรียบง่ายไม่ต่างอะไรกับพนักงานออฟฟิศทั่วไป
แต่ถ้าจะหาจุดที่แตกต่างสักอย่าง ก็คงจะเป็นสิ่งที่อยู่ในแก้วของเธอ ซึ่งไม่ใช่กาแฟธรรมดา แต่เป็น ‘เครื่องดื่มไฮเปอร์คาเฟอีน’ สำหรับผู้ตื่นรู้
บรู๊คลิน มอร์แกน จิบเครื่องดื่มที่มีควันลอยกรุ่นเพื่อดับกระหายพลางกวาดสายตาไปรอบๆ
ในมืออีกข้างของเธอถือแท็บเล็ต PC รุ่นใหม่ล่าสุดที่ใช้เป็นประจำ
[ผู้นำสมาคมฮันเตอร์ในเกาหลีใต้...]
แต่วันนี้ ตัวอักษรบนหน้าหนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์กลับมีเนื้อหาที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
ในระหว่างที่บรู๊คลินหลับไป ที่เกาหลีใต้ได้เกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น
ข่าวลือที่ว่า โกบยองโด ประธานสมาคมฮันเตอร์ หลอกลวงเหล่าฮันเตอร์เพื่อสร้างกองทุนลับ
แถมที่ผ่านมา อินแชนเตอร์เพียงหนึ่งเดียวของเอเชียยังยอมทำงานให้ภายใต้เงื่อนไขสุดแสนจะใจกว้าง เพียงแค่ขอสิทธิ์ในการเลือกจัดลำดับความสำคัญของงานเองเท่านั้น
แต่พอความจริงเปิดเผยว่าประธานโกบยองโดละเมิดคำขอน้อยนิดนี้—โดยการซุกซ่อนคำร้องขอการอินแชนต์ที่ส่งมายังเกาหลี แล้วเลือกเปิดเผยเฉพาะงานที่ตัวเองได้ผลประโยชน์—อินแชนเตอร์จึงประกาศหยุดงานประท้วง จนตอนนี้ลุกลามไปถึงขั้นที่ประชาชนออกมาเรียกร้องให้ประธานสมาคมลาออก
“ว้าว”
ไม่ว่ายังไงก็นับว่าเป็นเรื่องวุ่นวายระดับมหากาพย์
ในเว็บไซต์ข่าวต่างประเทศที่เธอกำลังอ่านอยู่ มีภาพของชายเกาหลีสูงวัยคนหนึ่งก้มหัวขอขมาในงานแถลงข่าว
แต่พอเลื่อนลงมาดูอีกนิด ก็จะพบว่าคำขอโทษนั้นเป็นเรื่องตอแหลทั้งเพ เพราะมีคลิปเสียงชุดที่สองหลุดออกมา แฉว่าเขาก่นด่ากูซอฮยองลับหลังอย่างสาดเสียเทเสีย ทำให้ไฟแห่งความโกรธแค้นยิ่งลุกโชนหนักกว่าเดิม
“ทำไมถึงมีเรื่องสนุกๆ แบบนี้เกิดขึ้นได้นะ?”
หรือว่าพวกนักการเมืองในประเทศนั้นกำลังเล่นเกมชิงอำนาจกันอยู่?
และนั่นก็ทำให้เช้าวันพุธของบรู๊คลินเริ่มต้นขึ้นอย่างน่าตื่นเต้นกว่าปกติ
แม้ว่าต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดจะมาจากใครบางคนที่สังกัด ‘กิลด์สเปกตรัม’ แต่เธอก็ไม่อาจล่วงรู้ถึงความจริงข้อนั้นได้เลย
---
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
และแล้ววันพฤหัสบดีก็เวียนมาถึง
“อืม”
จองฮาซอง ฮันเตอร์ระดับ S ผู้เป็นหน้าเป็นตาของประเทศเกาหลีใต้ กวาดตามองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยใบหน้าเรียบเฉย
[ประธานสมาคม☎]
ฮาซองเช็ดหยดน้ำที่เกาะตามตัวหลังอาบน้ำเสร็จ แล้วคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงอย่างไม่แยแส
หมายความว่าเขาเลือกที่จะเมินเฉยต่อสายที่ถ้าเป็นเมื่อก่อนคงรีบรับตั้งแต่สัญญาณยังไม่ทันดังครบสองครั้ง
และแน่นอนว่าการกระทำนี้ทำให้ชายวัยกลางคนบางคนแทบจะคลั่งตาย
“โธ่เว้ย! แม้แต่ไอ้หมานี่ก็ยังหลบหน้าฉันเหรอ?”
ฮึ่ม ฮึ่ม
ณ ห้องทำงานแห่งหนึ่งในกรุงโซล ที่บรรยากาศแตกต่างจากสัปดาห์ก่อนอย่างสิ้นเชิง
ถ้าให้สรุปสั้นๆ ก็คือ
ไม่น่าเชื่อว่าการล่มสลายของประธานสมาคมโกบยองโดจะใช้เวลาไม่นานเลย!
ผู้ใช้คำสาปคนหนึ่งได้ปล่อยข้อมูลความเน่าเฟะของประธานสมาคมที่รวบรวมไว้ออกมาเพื่อเขย่ากระแสสังคม และในจังหวะนั้นเอง การออกมาแฉของอินแชนเตอร์ก็กลายเป็นหมัดน็อกที่รุนแรงที่สุด จนสุดท้ายแม้แต่คนในพรรคเดียวกันยังออกมาเรียกร้องให้เขาลาออก
น่าสมเพชสิ้นดี
ใครจะไปคิดว่าตัวตนที่แปลกแยกอย่างพวกผู้ตื่นรู้ จะหันมาใช้สงครามสื่อแทนที่จะใช้เวทมนตร์ถล่มกัน?
แถมในเหตุการณ์นี้ โกบยองโดยังโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวในสภาพที่โดนมัดมือชก
เอสเธอร์ขู่ว่าถ้าเขาประกาศจะจับกุมเธอในข้อหาศาลเตี้ย เธอจะใช้สกิลฆ่าเขาทิ้งจริงๆ ส่วนกูซอฮยองที่เขาตั้งใจจะใช้เป็นตัวประกัน ก็ดันรู้ทันและชิงลงมือตัดหน้าด้วยความรวดเร็วปานตัวต่อ
จะว่าไปแล้ว การแฉของกูซอฮยองในครั้งนี้ต่างหากที่สร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้เขาอย่างแท้จริง
ประธานสมาคมจึงพยายามวิ่งเต้นทุกวิถีทางเพื่อปิดปากอินแชนเตอร์
[ผมขอประกาศต่อหน้านักข่าวทุกท่านครับ หากการออกมาเปิดโปงครั้งนี้ทำให้อินแชนเตอร์ของประเทศเราต้องได้รับผลกระทบ ผมเองก็จะเข้าร่วมการหยุดงานประท้วงตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป ไหนลองเปิดเผยชื่อของท่านผู้นั้นออกมาสักตัวอักษรสิครับ! ดูซิว่าผมจะอยู่เฉยไหม ให้ตายเถอะ คนเขาไม่ได้เรียกร้องขอขึ้นค่าจ้างสักหน่อย เขาแค่ต้องการทำงานโดยให้ความสำคัญกับชีวิตคนเป็นอันดับแรก แต่กลับถูกขัดขวางด้วยความโลภส่วนตัว มันใช้ได้ที่ไหนกันครับ ทุกท่าน?]
แต่สุดท้าย มาตรการเหล่านั้นก็เป็นหมัน เมื่อหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลีออกมาปกป้องซอฮยองด้วยตัวเอง
ย่อยยับ ผลลัพธ์ช่างย่อยยับเกินบรรยาย
ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะไอ้การตื่นรู้นั่นแท้ๆ
ถ้าโลกนี้ไม่มีพวกที่ใช้เวทมนตร์ปาหี่ประหลาดๆ โผล่ขึ้นมา เขาคงไม่ต้องมาตกม้าตายแบบงี่เง่าอย่างนี้หรอก
‘อึก!’
โกบยองโดพยายามจะพลิกสถานการณ์ด้วยการเข้าหาฮันเตอร์ที่มีภาพลักษณ์ฮีโร่ของประชาชน เพราะถ้าได้รับการสนับสนุนจากวีรบุรุษ กระแสสังคมที่สิ้นหวังก็อาจจะพลิกกลับมาได้ในพริบตา
แต่ก็อย่างที่เห็น จองฮาซองเองก็มีความเกี่ยวข้องกับ ‘ฮันเตอร์คนนั้น’ อย่างลึกซึ้ง จึงได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดและปิดกั้นการติดต่อจากประธานสมาคมไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งเอสเธอร์ จองฮาซอง และอินแชนเตอร์เพียงหนึ่งเดียวของเอเชีย
สามารถทำให้ผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นยอมเสี่ยงเสียผลประโยชน์และเคลื่อนไหวพร้อมกันได้ขนาดนี้
‘ไอ้บ้าเอ๊ย...’
หรือว่าคิมกิรยอจะเป็นผู้มีพลังพิเศษที่สามารถควบคุมจิตใจคนอื่นได้กันแน่?
แวบหนึ่ง ประธานสมาคมรู้สึกว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม
ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็แค่ถูกข้อมูลผิดๆ จากกิลด์สเปกตรัมหลอกเอา แต่ทำไมความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวถึงทำให้เขาต้องจนตรอกขนาดนี้ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจพุ่งพล่านขึ้นมา
ถ้าตอนนี้ยอมไปขอโทษฮันเตอร์ระดับ S คนที่สี่ เรื่องมันจะเปลี่ยนไปไหมนะ?
แต่ให้ตายโกบยองโดก็ไม่อยากคุกเข่าต่อหน้าไอ้เด็กเมื่อวานซืนนั่น ยอมสูญเสียอำนาจไปพร้อมกับความอัปยศยังดีเสียกว่าต้องพบจุดจบที่น่าสมเพชแบบนั้น
อีกอย่าง เขาก็ยังมีขุมพลังอื่นเหลืออยู่นอกเหนือจากตำแหน่งประธานสมาคม
โลกนี้เงินคือพระเจ้า
ต่อให้ต้องวางมือจากอำนาจจอมปลอมนี้ ชีวิตที่เหลือของเขาก็ไม่ได้พังทลายลงไปทั้งหมดเสียหน่อย
ดังนั้น
“เฮอะ”
ในเมื่อการลาออกจากตำแหน่งประธานสมาคมเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้แล้ว โกบยองโดจึงตัดสินใจดิ้นรนเฮือกสุดท้าย ด้วยการสาดโคลนใส่ชื่อเสียงของอีกฝ่ายให้เละเทะ
มันคือความแค้นกระจอกๆ ที่ทนไม่ได้หากจะต้องเห็นไอ้ฮันเตอร์นั่นเสวยสุขกับชัยชนะและเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม
.
.
.
วันนี้เป็นวันเสาร์
‘อากาศครึ้มๆ แฮะ เหมือนความชื้นจะสูงขึ้นด้วย จะเข้าหน้าร้อนแล้วเหรอเนี่ย’
เหมือนกับทุกครั้ง วันเสาร์นี้ผมก็เคี่ยวเข็ญจองฮาซองอย่างหนักหน่วงจนถึงหกโมงเย็นถึงได้เดินออกมาจากโรงยิม
ผมยืนอยู่กับที่ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูเพื่อเช็กสถานการณ์จัดการท่านประธานสมาคมที่ฝากให้เอสเธอร์ดูแลว่าเรียบร้อยดีไหม
ตอนนั้นเอง ใครบางคนก็เดินเข้ามา
“คิมกิรยอ”
“มาแล้วเหรอครับ?”
บอดี้การ์ดที่ผมจ้างมาด้วยอายุขัย 10 ปีนั่นเอง
เพราะเพิ่งจะเจอดีจากพวกกลุ่มรับจ้าง ‘อัลไล’ มาหมาดๆ ช่วงนี้ผมเลยต้องเรียกฮันเตอร์ระดับ S คนนี้มาคอยประกบเวลาจะไปไหนมาไหน เผื่อว่าตาแก่นั่นจะเล่นตุกติกอะไรอีก
“ว่าแต่ ข่าวลือที่ว่าพวกคุณสองคนมาประลองกันทุกสุดสัปดาห์นี่คงเป็นเรื่องมั่วสินะ?”
“ครับ?”
“ฉันยืนดูโรงยิมมาสักพักแล้ว เห็นมีแต่จองฮาซองคนเดียวที่ใช้สกิล”
แต่คังชางโฮกลับทักทายด้วยคำพูดสมกับที่เป็นสตอล์กเกอร์ทันทีที่เจอหน้า
“จริงๆ แล้วพวกคุณทำอะไรกับอันดับ 1 ของแรงกิ้งกันแน่?”
“ผมก็แค่คอยยืนพูดแนะแนวข้างๆ แล้วรับเงินน่ะครับ”
“แนะแนว?”
“ก็... อะไรประมาณนั้นแหละครับ...”
แต่ผมก็ปล่อยผ่านไป
เพราะตารางงานกับจองฮาซองก็ไม่ได้กะจะปิดเป็นความลับสุดยอดอะไรอยู่แล้ว
ผมตอบไปตามความจริงเพื่อไม่ให้ประวัติอาชญากรรมของคนชอบใช้ความรุนแรงต้องเพิ่มขึ้น ผมเอาใจคังชางโฮอย่างว่านอนสอนง่าย คุยเรื่องสัพเพเหระกันนิดหน่อย
“อืม งั้นถ้าฉันเพิ่มเงินให้ นายช่วยแนะแนวให้ฉันบ้างได้ไหม?”
“ขอโทษนะครับ แต่สำหรับคุณฮันเตอร์คงจะยากหน่อย”
“ทำไม”
“เพราะคุณควบคุมพลังเวทได้ดีอยู่แล้วน่ะครับ ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ แต่ไม่มีอะไรจะแนะนำจริงๆ”
“งั้นเหรอ?”
“บอกตรงๆ ถ้าเรียกเงินจากคุณคังได้ ผมคงเสนอตัวไปนานแล้วครับ”
จากนั้นเราก็นั่งรถส่วนตัวของบอดี้การ์ดเพื่อกลับบ้าน...
“หือ?”
น่าจะกลับถึงบ้านได้อย่างราบรื่นแท้ๆ แต่ทำไมบรรยากาศหน้าบ้านถึงดูทะแม่งๆ
ปกติซอยนี้ก็จอดรถผิดกฎหมายกันจนแน่นขนัด รถผ่านได้ทีละคันก็แทบแย่แล้ว แต่วันนี้ที่หน้าประตูบ้านกลับมีชาวโลกหน้าตาไม่คุ้นเคยมายืนจับกลุ่มกันอยู่
คนพวกนั้นเดินกระวนกระวายเหมือนกำลังรอใครสักคน
แถมบางคนยังติดไมค์สีดำที่ปกเสื้อด้วย ดูทรงแล้ว...
“พวกนักข่าวสินะ”
คังชางโฮที่จับพวงมาลัยอยู่ข้างๆ พูดเฉลยคำตอบ
แต่ถึงจะเป็นนักข่าวแล้วไงล่ะ
ขืนวนไปเข้าทางประตูหลังสถานการณ์ก็คงไม่ต่างกัน ผมเลยตัดสินใจจะฝ่าดงนักข่าวตรงหน้าเข้าไปดื้อๆ นี่แหละ
สอนจองฮาซองมาทั้งวันจนล้าไปหมดแล้ว อยากจะรีบกลับไปพักผ่อนเต็มที
“มาแล้ว”
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ!”
“คุณฮันเตอร์ครับ!”
พอลงจากรถแล้วเดินไปทางประตูบ้าน พวกนักข่าวก็พุ่งเข้ามาหาเหมือนฝูงแร้ง
ผมพยักหน้าส่งๆ เป็นเชิงว่ามีอะไรก็รีบพูดมา
แต่คำถามที่พรั่งพรูออกมาหลังจากนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย
“เราแวะมาสอบถามข้อเท็จจริงครับ มีข่าวว่าอินแชนเตอร์ที่ออกมาแฉประธานสมาคมโกบยองโดเมื่อไม่นานมานี้ ความจริงแล้วเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่สนิทกับฮันเตอร์คิมกิรยอมาก เรื่องนี้จริงไหมครับ...”
“คุณฮันเตอร์คะ! จากสำนักข่าว SBC ค่ะ เมื่อสักครู่นี้ทางเราได้รับเบาะแสว่า คุณฮันเตอร์ยุยงให้อินแชนเตอร์แตกคอกับสมาคมเพื่อหวังผลประโยชน์จากการจ้างวานอินแชนต์ส่วนตัว คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับข้อกล่าวหานี้คะ?”
โกบยองโด...
ขนาดความเน่าเฟะถูกเปิดเผยออกมาตั้งขนาดนั้น ยังไม่ยอมแพ้แล้วกะจะลากลงนรกไปด้วยกันสินะ แถมคราวนี้ยังเจาะประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างฮันเตอร์ระดับ S กับกูซอฮยองอีก
ดูจากทิศทางคำถามแล้ว ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกนี้เป็นนักข่าวสายเลียแข้งเลียขาประธานสมาคม
แต่ความจริงแค่นี้ไม่เห็นต้องกลัว ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ผมต้องลุยเดี่ยวก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้ผมมีแบ็กดีอย่างหัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลีหนุนหลังอยู่
‘เรื่องสงครามสื่อปล่อยให้เป็นหน้าที่ของชาวโลกอย่างเอสเธอร์ก็แล้วกัน ปล่อยไว้เดี๋ยวแม่สาวผู้ใช้คำสาปคนนั้นก็จัดการเองแหละ’
ผมยอมรับเรื่องที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับกูซอฮยองไปตามตรง แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาอื่นๆ อย่างหนักแน่น แล้วโบกมือไล่ให้หลีกทางเพื่อจะเข้าบ้าน
“ฮันเตอร์คิมกิรยอครับ! ขอถามอีกแค่ข้อเดียวครับ!”
แต่มีนักข่าวคนหนึ่งในกลุ่ม
ผู้ชายที่ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างประหลาดคนนั้น ยังคงยืนขวางทางและจ่อเครื่องบันทึกเสียงไม่ยอมถอย
หน้าคุ้นๆ แฮะ ในขณะที่ผมกำลังนึกอยู่นั้น ปากของนักข่าวคนนั้นก็พ่นคำพูดนี้ออกมา
“น่าตกใจมากนะครับ ที่ความจริงแล้วคุณฮันเตอร์ไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวปกติ แต่เป็นเด็กกำพร้าที่โตมาในสถานสงเคราะห์ เรื่องนี้จริงด้วยไหมครับ?”
ผมชะงักฝีเท้าทันทีที่ได้ยิน
“แถมจากการตรวจสอบ... ทั้งที่ต้นปีนี้คุณฮันเตอร์ทำเงินได้มหาศาลจากการพิชิตดันเจี้ยนไซเรน แต่กลับไม่เคยบริจาคเงินแม้แต่แดงเดียวให้กับองค์กรที่เลี้ยงดูคุณมาอย่างดีแทนพ่อแม่เลยนี่ครับ”
นักข่าวจากช่องอื่นที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างหันไปมองชายคนนั้นเป็นตาเดียว
เพราะเรื่องที่ฮันเตอร์ระดับ S คนที่สี่ของเกาหลี แท้จริงแล้วเป็นคนตัวคนเดียวไร้ที่พึ่งพิง ยังไม่เคยถูกเปิดเผยผ่านสื่อที่ไหนมาก่อน
“คุณไม่รู้สึกละอายใจบ้างเหรอครับ ที่ทำเมินเฉยต่อเพื่อนๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแบบนี้?”
นักข่าวที่หวีผมเรียบแปล้คนนั้นยื่นไมค์จ่อมาที่หน้าผม
และแล้วผมก็นึกออก
[พวก ‘เดรัจฉาน’ ไร้ความสามารถ? ...ถ้อยคำหยาบคายสุดช็อกของระดับ S คนใหม่]
จะว่าไป หมอนี่คือนักข่าวแซ่หยาง คนที่เขียนข่าวโจมตีผมอย่างดุเดือดที่สุดตอนช่วงที่เพิ่งกำจัด ‘ความชั่วร้ายที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง’ ได้ใหม่ๆ นี่เอง