ซอนอูยอนเป็นเพียงหนึ่งในพนักงานจำนวนมากของสมาคม แต่สำหรับจองฮาซองนั้นต่างออกไป
จองฮาซอง ฮันเตอร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาหลีและถูกขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษของชาติ
เขากลับถูกพวกอันธพาลที่ไหนไม่รู้ลอบโจมตี
และเรื่องนี้ก็ลามไปถึงแผนกสืบสวนของสมาคมด้วย
เพราะสิ่งแรกที่จองฮาซองทำหลังจากฟื้นคืนสติ คือการแจ้งความเอาผิดคิมกิรยอ
‘ฉันก็นึกไว้แล้วเชียว!’
ความสงสัยที่เคยดับมอดไปถูกจุดไฟขึ้นมาใหม่
ฮันเตอร์ที่ลงทะเบียนเป็นเท็จ เมื่อถูกสั่งให้ตรวจวัดระดับซ้ำ พวกเขาอาจจะขัดขืนด้วยวิธีใดก็ได้เพื่อปกปิดความผิดของตน
นั่นหมายความว่าย่อมมีความเสี่ยงหลายอย่างตามมาเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนพวกนั้น
ดังนั้นพนักงานทั่วไปจึงมักหลีกเลี่ยงงานตรวจวัดระดับซ้ำ แต่มีเพียงซอนอูยอนเท่านั้นที่ไม่เกี่ยงงานหนัก
“ฮันเตอร์คนนั้นน่าจะมีระดับ C ขึ้นไป เดี๋ยวฉันจะไปจัดการด้วยตัวเองค่ะ”
ความขยันหมั่นเพียร
ตัวตนของมนุษย์โลกคนนี้สามารถนิยามได้ด้วยคำคำนั้น
ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง
ในที่สุดทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกก็นำพามาถึงวันนี้
ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง
พนักงานที่ถูกส่งมาจากสมาคมยืนอยู่หน้าห้องเช่าแห่งหนึ่ง เพื่อเปิดโปงความลับที่คิมกิรยอปิดซ่อนไว้
พวกเขาต่างพากันตึงเครียดเพราะกลัวว่าคิมกิรยอจะหนีหรืออาละวาด
“เข้าใจแล้วครับ งั้นรอสักครู่ขอกลับเข้าไปหยิบมือถือแป๊บหนึ่งนะครับ”
แต่สิ่งที่กังวลกลับไม่เกิดขึ้น
เพราะชายที่ออกมาต้อนรับยอมรับสถานการณ์อย่างว่าง่ายผิดคาด
คิมกิรยอเปิดประตูค้างไว้แล้วใช้ขาแมวยันประตูไว้ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในห้อง
ดูเหมือนเขากำลังหาโทรศัพท์มือถืออยู่
‘ฮันเตอร์คิมกิรยออาศัยอยู่ที่นี่งั้นเหรอ?’
ซอนอูยอนกวาดสายตามองสำรวจภายในห้องเช่าระหว่างที่รอเขา
แม้จะเป็นภาพที่เคยเห็นผ่านซอกประตูมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่พอได้เห็นชัดๆ อีกครั้ง ห้องนี้ก็ทั้งแคบและเก่ามากจริงๆ
‘ทำไมถึงอยู่บ้านแบบนี้กันนะ...?’
แค่เป็นผู้ตื่นรู้ระดับ D ก็น่าจะมีปัญญาอยู่ในที่ที่ดีกว่านี้แท้ๆ
พอมาลองคิดดู สูทที่คิมกิรยอสวมใส่ก็เช่นกัน
มันช่างตรงข้ามกับสูทสั่งตัดของซอนอูยอน เป็นเสื้อผ้าราคาถูกเหมือนซื้อมาจากร้านที่ราคาต่ำที่สุดในตลาดออนไลน์
เขาใส่เสื้อผ้าถูกๆ แบบนี้เสมอเลยงั้นเหรอ
หรือว่าคิมกิรยอจะเป็นคนมัธยัสถ์?
‘ไม่สิ คนแบบนั้นไม่มีทางทำเรื่องผิดกฎหมายอย่างการโกงระดับหรอก ต้องมีทรัพย์สินซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ’
ซอนอูยอนสะบัดหัวไล่ความคิดและตั้งสติใหม่
ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ยังไงเสียวันนี้ความฉ้อฉลทั้งหมดก็จะถูกเปิดเผยออกมาอยู่ดี
***
<ครู่ต่อมา ณ อาคารหลักศูนย์ตรวจวัดระดับผู้ตื่นรู้>
คราวซวยอะไรของฉันเนี่ย
‘ไอ้บ้านที่ไหนมันแจ้งจับฉันกัน? หรือจะเป็นอันยุนซึง? ไม่น่าใช่ ถ้าเป็นมันฉันคงโดนรวบไปนานแล้ว’
เพราะถูกเรียกตัวกะทันหันจนต้องรีบบึ่งมา ทำให้ตอนนี้ฉันมายืนอยู่หน้าศูนย์ตรวจวัดระดับผู้ตื่นรู้เรียบร้อยแล้ว
ฉันหยุดยืนหน้าประตูทางเข้าอาคารหลักครู่หนึ่ง แล้วหันไปถามพนักงานที่อยู่ข้างๆ
“นี่คุณ แต่ผมไม่มีเงินนะ ค่าตรวจวัดระดับการตื่นรู้อีกครั้งมันไม่แพงใชไหม?”
นี่คือปัญหาที่ฉันกังวลที่สุดในตอนนี้
ได้ยินมาว่าการตรวจซ้ำไม่มีรัฐบาลสนับสนุน ค่าใช้จ่ายน่าจะพุ่งเกิน 4 แสนวอนเลยไม่ใช่เหรอ
“การตรวจซ้ำเพื่อการสืบสวนจะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายค่ะ”
“อ๋อออ”
งั้นก็กำไรเลยน่ะสิ?
ฉันลอบยิ้มดีใจกับคำตอบของซอนอูยอน เพราะการตรวจค่าการตื่นรู้ก็คือการตรวจวัดปริมาณมานา...
เท่ากับว่าฉันจะได้เช็กสเปกของกิรยอไปในตัวด้วยเลยว่าอยู่ในระดับไหน
‘เหมือนกับที่คนเราไม่ได้กลิ่นตัวเอง ปกติแล้วถ้าไม่ได้ลองใช้พลังดู ก็ยากที่จะกะปริมาณมานาของตัวเองได้แม่นยำ’
ทว่าซอนอูยอนกลับจ้องมองฉันที่กำลังดูตื่นเต้นด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
“บอกไว้ก่อนนะคะ ที่ไม่เก็บค่าใช้จ่ายน่ะ เฉพาะในกรณีที่ผลการตรวจซ้ำออกมาเป็นระดับเดิมเท่านั้น”
“ครับ?”
“ถ้าตรวจพบว่ามีความผิด คุณก็ต้องจ่ายทั้งค่าปรับและค่าตรวจด้วยค่ะ เข้าใจไหม?”
ฉันหุบปากฉับทันที
เดี๋ยวนา ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ฉันก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบากแล้วน่ะสิ...?
‘แย่แล้ว ทำไงดี เงินค่าข้าวยังแทบจะไม่พอยาไส้เลย’
แต่ก่อนที่ฉันจะได้แย้งอะไร ศาลตัดสินโทษก็เดินนำหน้าไปไกลแล้ว
สุดทางเดิน เมื่อเปิดประตูหน้าต่างกระจกฝ้าเข้าไป
ฉันก็ได้พบกับอุปกรณ์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
“นี่คือเครื่องตรวจวัดการตื่นรู้เหรอครับ?”
“...ปีที่แล้วคุณก็เคยตรวจไปแล้วนี่คะ”
“อา! จริงด้วยสินะ”
มันดูเหมือนกับ...
ถ้าขุดคุ้ยความทรงจำในสมองของคิมกิรยอมาอธิบาย มันดูเหมือนแคปซูลจำศีลในหนังเลย มีวางอยู่ 3 เครื่อง
ด้านข้างมีตัวอักษรตัวโตเขียนว่า PIXY นั่นชื่อบริษัทงั้นเหรอ?
“เชิญนอนลงตรงนี้ตามสบายเลยค่ะ หนุนคอไว้ตรงนี้นะคะ ใช้เวลาวัดผลประมาณ 1 นาทีค่ะ”
ฉันนอนลงในแคปซูลตามคำสั่งของซอนอูยอน
จากนั้นกระจกด้านหน้าก็ปิดลงเหมือนฝาหม้อ พื้นที่ที่ฉันนอนอยู่ถูกปิดผนึกไว้ชั่วคราว
ฟู่... ฟู่... ฟู่...
เสียงปั๊มลมทำงานดังขึ้นเป็นจังหวะ
‘อ้อ’
ฉันเข้าใจวิธีการวัดมานาของพวกมนุษย์โลกได้ทันที
สิ่งที่ถูกอัดเข้ามาในแคปซูลคือมานาภายนอกที่เข้มข้น
พูดง่ายๆ คือ เมื่ออนุภาคมานาภายในที่ไหลออกมาตามธรรมชาติผ่านการหายใจของจอมเวทไปกระทบกับอนุภาคมานาภายนอก แล้ววัดความเข้มข้นของการรวมตัวนั้น...
ติ๊ดดดดดด!
“เสร็จเรียบร้อยค่ะ เชิญออกมาได้”
พับผ่าสิ ยังคิดไม่ทันจบก็เสร็จซะแล้ว
ฉันลุกขึ้นพลางจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการนอน
“ผลเป็นยังไงบ้างครับ?”
แน่นอนว่าค่าที่วัดได้ต้องเป็นไปตามคาด
“อยู่ในเกณฑ์ปกติของระดับ F ค่ะ อยู่ในกลุ่มท็อป 60%”
ซอนอูยอนอ่านตัวเลขที่ปรากฏบนแผงควบคุมด้านข้าง
มันเป็นผลลัพธ์ที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะการตรวจนี้มีข้อบกพร่องร้ายแรงอยู่ประการหนึ่ง
“คงเป็นเพราะปอดของผมแน่ๆ เลย”
วิธีตรวจนี้ไม่สามารถวัดค่ามานาของผู้ที่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจได้อย่างแม่นยำ
และไอ้คิมกิรยอจอมสูบผู้โง่เขลาก็ทำปอดตัวเองพังพินาศไปหมดแล้วก่อนตาย!
พูดง่ายๆ คือมันแทบจะหายใจไม่ได้เลย แล้วจะไปวัดระดับจากการพ่นลมหายใจออกมาได้ยังไงกันล่ะ
‘ใช้อุปกรณ์หละหลวมแบบนี้วัดค่ามานาเนี่ยนะ ล้าหลังจริงๆ ไอ้พวกไร้อารยธรรมเอ๊ย~’
มิน่าล่ะ คิมกิรยอตอนมีชีวิตอยู่ถึงได้ระดับ F
ฉันเดาะลิ้นพลางเวทนาในเทคโนโลยีที่ด้อยพัฒนาของพวกมนุษย์โลก
“เราทราบดีว่ามีความเป็นไปได้แบบนั้นค่ะ วันนี้เราก็เลยจะให้คุณตรวจค่าการตื่นรู้ด้วยเครื่องตรวจรุ่นล่าสุดดูด้วย”
“.......”
“แน่นอนว่าตั้งแต่ปีที่แล้ว เราได้ส่งหนังสือแจ้งตรวจซ้ำไปยังกลุ่มผู้ที่มีปัญหาโรคปอดโดยรวมอยู่แล้ว ถ้าคุณคิดจะใช้ข้ออ้างเดิมตอนนี้ล่ะก็...”
และความมั่นใจของฉันก็พังทลายลงในเวลาเพียง 3 วินาที
“เมื่อกี้คุณพูดว่าอะไรนะคุณซอนอูยอน?”
พวกมนุษย์โลกรู้ปัญหาเรื่องนี้อยู่แล้วงั้นเหรอ?
ฉันเผลอใช้คำสุภาพระดับสูงสุดออกมาโดยไม่รู้ตัว ผู้หญิงคนนั้นจึงจ้องมองมาด้วยสายตาเย็นชาแล้วเอ่ยว่า
“หมายความว่าคุณคิมกิรยอได้ทิ้งโอกาสที่จะแก้ไขระดับด้วยตัวเองไปแล้วยังไงล่ะคะ”
จู่ๆ ฉันก็รู้สึกคอแห้งผาก
“หากผลการตรวจจากเครื่องรุ่นล่าสุดต่างจากเดิมจนทำให้ระดับเปลี่ยนไป คุณจะกลายเป็นผู้แจ้งระดับเป็นเท็จทันที”
“...”
“คงเคยเห็นในข่าวบ่อยๆ นะคะว่าพวกที่ซ่อนค่าการตื่นรู้ไว้แล้วถูกจับได้จะมีจุดจบยังไง”
ไม่รู้โว้ย
ฉันไม่เคยได้ยินข้อมูลเรื่องนั้นเลยสักนิด
นั่นยิ่งทำให้ฉันหวาดกลัว ความกลัวต่อสิ่งที่ไม่รู้ทำให้สันหลังของฉันเย็นวาบ
“อะ...เอ่อ เดี๋ยวสิครับ ทางสมาคมกำลังเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ...”
ฉันพยายามจะโต้แย้งอย่างตะลีตะลาน แต่พวกเขาไม่ยอมรับฟัง
พนักงานที่รออยู่รอบข้างกรูเข้ามาล้อมฉัน แล้วเริ่มทำการตรวจค้นว่าฉันแอบซ่อนไอเทมหรืออุปกรณ์อะไรไว้หรือไม่!
“เดี๋ยวสิครับ!”
แถมหลังจากถูกพวกมนุษย์โลกค้นจนแทบจะแก้ผ้า ฉันก็ถูกคุมตัวไปยังห้องโถงขนาดใหญ่
เครื่องตรวจรุ่นล่าสุดที่พวกเขากล่าวถึงกำลังรอฉันอยู่กลางห้อง
“รูปร่างเหมือนเครื่อง MRI เลยใช่ไหมคะ? ไม่ต้องกังวลค่ะ เครื่องนี้ไม่จำเป็นต้องถอดสิ่งของที่เป็นโลหะออกก่อนตรวจ”
“ผมอยากไปเข้าห้องน้ำครับ”
“เอาล่ะ เริ่มเลยนะคะ เชิญนอนลงค่ะ”
บัดซบเอ๊ย
ไม่น่าหลงเชื่อคำว่าตรวจฟรีเลยจริงๆ
ไม่สิ ไม่น่าเปิดประตูรับตั้งแต่แรกเลยต่างหาก
“อึก...”
ฉันไม่อาจทนต่อแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากซอนอูยอนและพนักงานคนอื่นๆ ได้ จึงต้องจำใจเข้าไปในเครื่องตรวจ
วูมมมมมมม
ยิ่งการตรวจดำเนินไป หัวใจของฉันก็ยิ่งเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมา
‘ไม่ได้นะ ฉันไม่มีปัญญาจ่ายค่าตรวจ 4 แสน 8 หมื่นวอนหรอกนะ’
วูมมมมมมม... กึก
และครู่ต่อมา ในที่สุดเสียงทำงานของเครื่องจักรก็หยุดลง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องตรวจอันกว้างขวาง
“เสร็จ... แล้วเหรอครับ?”
ถึงอย่างนั้น โลกนี้มันก็อาจจะมีคำว่า "เผื่อว่า" อยู่บ้าง
ฉันลุกขึ้นด้วยความหวังเล็กๆ ว่าเครื่องอาจจะทำงานผิดพลาด แต่สีหน้าของซอนอูยอนกลับปฏิเสธสิ่งนั้น
‘ฉิบหายแล้ว’
ไม่ใช่แค่ซอนอูยอน แต่ฮันเตอร์ทุกคนในห้องนี้ต่างจ้องมองฉันด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
พังแล้วชีวิต
“เอ่อ คือว่า”
ฉันจะเริ่มพูดยังไงดีล่ะ
คือจริงๆ แล้วฉันเป็นคนต่างดาวน่ะครับ พอดีสุ่มเลือกศพที่มีมานาเยอะที่สุดเพื่อมาจุติใหม่ แต่คิมกิรยอดันปอดไม่ดี...
“ขอโทษนะครับ พวกที่แจ้งระดับเท็จนี่ต้องติดคุกกี่ปีเหรอครับ?”
ช่างมันเถอะ จะอธิบายไปทำไม
ฉันละทิ้งทุกอย่างแล้วเอ่ยออกมาด้วยสายตาว่างเปล่า
“ฮันเตอร์คิมกิรยอคะ”
ทว่า...
คำพูดที่หลุดออกมาจากปากซอนอูยอนกลับน่าตกใจยิ่งกว่า
“ค่าการตื่นรู้ 14 อยู่ในเกณฑ์ระดับ F ค่ะ”
“...?”
“พูดให้แม่นยำคือ 14.08Aw... มะ...ไม่มีความผิดค่ะ”
ฉันผ่านการตรวจมาได้โดยสวัสดิภาพ
แม้จะดีใจอยู่ครู่หนึ่งที่มไม่ต้องเสียค่าตรวจ แต่แล้วฉันก็ค่อยๆ ตระหนักได้ว่าข่าวนี้หมายถึงอะไร
“คุณซอนอูยอน เครื่องตรวจรุ่นล่าสุดนี้มันมีหลักการทำงานยังไงเหรอครับ?”
“คะ?”
“ไม่รู้เหรอ? ไม่สิ ไม่ใช่เวลามาถามเรื่องนี้ เอาโทรศัพท์ผมคืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”
ฉันรีบคว้าโทรศัพท์คืนมาทันที
การหาข้อมูลที่ต้องการไม่ใช่เรื่องยาก
เมื่อค้นหาหลักการของเครื่องตรวจรุ่นล่าสุดในอินเทอร์เน็ต คำอธิบายที่เกี่ยวข้องก็เด้งขึ้นมาในหน้าแรก
และหลังจากอ่านคำอธิบายนั้น
ในฐานะที่ฉันเคยอยู่บนจุดสูงสุดของเวทมนตร์ศาสตร์ทั้งหมด ฉันยืนยันได้เลยว่าเครื่องนี้แม่นยำมาก
ตามทฤษฎีแล้ว มันแทบจะไม่มีโอกาสเกิดค่าความผิดพลาดขนาดใหญ่ได้เลย
เหงื่อเย็นๆเริ่มไหลซึมที่หน้าผาก
“เป็นอะไรไปคะ? ผลตรวจมันแปลกตรงไหนเหรอ?”
“มันก็แบบว่า...”
“นี่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในบรรดาเครื่องตรวจที่มีอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นไม่มีทางคลาดเคลื่อนแน่นอนค่ะ”
ซอนอูยอนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบโดยไม่รู้เลยว่าทำไมฉันถึงได้ตื่นตระหนกขนาดนี้
“อา ฉันรู้แล้วว่าคุณเป็นอะไร ค่ามันเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 2 สินะคะ ดูจากตัวเลขที่ใกล้เคียงกันแล้ว ถึงจะไม่มีบันทึกไว้ แต่ปีที่แล้วคุณก็น่าจะตรวจด้วยเครื่องประเภทนี้เหมือนกัน...”
ไอ้ที่เพิ่มมาแค่นี้เนี่ยนะ?
“ยังไงก็ตาม การเปลี่ยนแปลงแค่นี้เราไม่ถือว่าเป็นปัญหาหรอกค่ะ ไม่ต้องกังวลไป”
ฉันรีบถามออกไปอย่างร้อนรน
“แล้วหลังจากนี้มันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้ไหมครับ?”
ชาวอัลฟาวูรีนั้นมีมานาติดตัวมาแต่เกิดแทบไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมันคือพรสวรรค์ที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์
แต่คิมกิรยอเป็นมนุษย์โลก บางทีเขาอาจจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนหลุดพ้นจากระดับ F ก็ได้ไม่ใช่เหรอ
“ไม่ค่ะ ปกติพอมันเพิ่มขึ้นมาถึงจุดหนึ่งมันก็จะหยุด”
ทว่าเสียงเรียบๆ ของซอนอูยอนกลับกลายเป็นการพิพากษาอันหนักแน่นในทันที
“เพราะค่าการตื่นรู้ที่มีมาแต่กำเนิด ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเองตามธรรมชาติได้หรอกค่ะ”
เอาล่ะ ลองทบทวนดูช้าๆ
ตอนแรกฉันคิดว่าปัญหาคือปอดของคิมกิรยอ
ฉันคิดว่าปอดที่เป็นอุปกรณ์ส่งพลังงานมันพังเพราะการสูบบุหรี่ ก็เลยทำให้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้
แต่ถ้าจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ปัญหาที่อุปกรณ์ส่งพลังงานล่ะ?
ถ้าร่างกายนี้มันไม่มีเชื้อเพลิงอยู่ในถังมาตั้งแต่แรก จนทำให้การใช้เวทมนตร์ล้มเหลวทุกครั้งล่ะก็...
“คุณกิรยอคะ เป็นอะไรหรือเปล่า?”
มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
คำตอบของปัญหาที่ฉันลืมเลือนไปปรากฏออกมาแล้ว
‘โกเลมตัวนั้น’
เมื่อก่อน ตอนที่เดินผ่านเส้นทางเดียวกัน ฉันกลับไม่เจอโกเลม ในขณะที่ทีมของอันยุนซึงกลับทำให้มันตื่นขึ้นจนเกิดอุบัติเหตุ
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นน่ะเหรอ
ก็เพราะคิมกิรยอไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นผู้บุกรุกมาตั้งแต่แรกยังไงล่ะ เพราะมานาในร่างกายมันน้อยเกินไป
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ? รู้สึกถึงผลข้างเคียงจากการตรวจหรือเปล่าคะ? อย่างเช่นเวียนหัว”
พอจิ๊กซอว์ทุกชิ้นถูกต่อจนครบ ฉันก็แทบจะหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
ฉันซุกมือลงในกระเป๋าพลางจ้องมองเครื่องตรวจอย่างเหม่อลอย
ที่ผ่านมาฉันช่างเป็นคนมองโลกในแง่ดีจริงๆ
คิดไปเองว่าพลังที่สูญเสียไป แค่รักษาปอดให้หายเดี๋ยวก็กลับมา แล้วฉันก็จะครองโลกนี้ได้ด้วยตัวคนเดียว
พูดตามตรง จนถึงวินาทีก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในเครื่องตรวจรุ่นล่าสุดนั่น ฉันยังผยองพองขนอยู่เลย
มัวแต่กังวลบ้าบอว่าเครื่องจะตรวจเจอมานามหาศาลที่ซ่อนอยู่ในร่างนี้หรือเปล่า...
แต่ใครจะไปนึกล่ะ ว่าร่างกายที่ฉันยึดครองมามันจะมี "ตำหนิ" ที่น่ารักน่าชังซ่อนไว้แบบนี้
“เปล่าครับ ไม่มีปัญหาอะไร”
คงถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงแล้วล่ะ
มนตราจุติใหม่ของฉันล้มเหลว
เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงในการเลือกศพ และนั่นก็ทำให้ฉันต้องใช้ชีวิตเป็นจอมเวทชั้นต่ำที่อ่อนแอที่สุดในโลกมนุษย์
ฮะ...ฮะ...ฮะ...