ตอนที่ 2 การจุติใหม่ (2)
เดี๋ยวนะ หรือว่าแบบนี้จะดีกว่า?
ฉันลองทบทวนสถานการณ์ที่ตัวเองเผชิญอยู่อย่างใจเย็น
จู่ๆ นกยักษ์สีแดงขนาดยักษ์ก็ปรากฏตัวขึ้นกลางถนน แถมเจ้านกนี่ยังขวางหน้าเด็กที่กำลังจะเดินผ่านตรอกซอยอีกต่างหาก
“กรี๊ดดดดด!”
พอนกส่งเสียงร้องแสบแก้วหูข่มขวัญ...
“กรี๊ดดด! แม่จ๋า!”
ไม่นานเสียงร้องโวยวายก็ดังลั่น
เด็กร้องไห้จ้าพร้อมกับสับตีนแตกหนีตายตามสัญชาตญาณ แต่เจ้านกกลับงับกระเป๋าสะพายของเด็กคนนั้นเอาไว้ได้ทันควัน
มันหยุดเป้าหมายได้ในชั่วพริบตา
“ฮึก!”
แต่โชคดีที่เจ้านกนั่นดูไม่ได้หิวโหยเหมือนอย่างฉัน
เจ้านกยักษ์แค่ใช้จงอยปากเขี่ยเด็กคนนั้นเล่น ไม่ได้มีทีท่าว่าจะจับกินแต่อย่างใด
‘น่าทึ่งมาก! กาแล็กซีที่ห่างไกลขนาดนี้มีสัตว์ปีกอยู่ด้วย! ทฤษฎีนั้นถูกต้องจริงๆ สินะ! กลุ่มสิ่งมีชีวิตในดวงดาวที่มีพลังเวทมักจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับพวกเรา...!’
ฉันจ้องมองการยื้อยุดของพวกมันด้วยความตื่นเต้นอยู่ครู่หนึ่ง
“อะแฮ่ม”
แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องสงบสติอารมณ์ก่อน
ยังไงซะตอนนี้ก็มีสัตว์ปีกอยู่ตรงหน้า
‘ในความทรงจำของศพนี้มีบอกไว้ชัดเจน ใช่ ฉันอยู่ในร่างที่กินสัตว์ปีกได้’
ในที่สุดก็ได้เจอสัตว์ป่าที่สมกับเป็นเหยื่อสักที
และในฐานะจอมมหาเวทผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค แค่ฉันกระแอมไอเบาๆ ก็ฆ่าเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นได้แล้ว
‘ขอแค่ฉันปรับตัวเข้ากับพลังเวทได้เมื่อไหร่ การจะยึดครองดาวเคราะห์เล็กๆ พรรค์นี้... ก็ไม่ใช่เรื่องยาก’
งั้นปัญหาที่เหลือก็คือ ระยะเวลาจนกว่าจะกลับมาใช้เวทมนตร์ได้อีกครั้ง...
“หือ?”
ในตอนนั้นเอง
ฉันเพ่งสมาธิไปที่ปีกของนกยักษ์ที่กำลังไล่ต้อนเด็กคนนั้น ฉันเห็นการกระเพื่อมไหวแปลกๆ บริเวณขนของมัน
ไม่ใช่แค่นั้น
ในขณะเดียวกัน ตั้งแต่ใต้ฝ่าเท้าของฉัน...
กล่าวคือ ฉันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินของดาวดวงนี้
‘อึก?’
ของเหลวเย็นเยียบที่มีความหนืด
ความรู้สึกเหมือนมันกำลังไหลผ่านเซลล์ทั่วร่างไปทีละจุด
‘นี่มัน...’
พลังเวท
ฉันสัมผัสได้ถึงพลังเวท นี่เป็นครั้งแรกหลังจากจุติใหม่ที่ฉันตรวจจับพลังเวทของดาวเคราะห์ที่เรียกว่า ‘โลก’ นี้ได้
“นี่คือพลังเวทของโลกงั้นเหรอ?”
ฉันเผลอตะโกนเสียงหลง
แล้วรีบหมอบลงกับพื้นยางมะตอย ใช้แขนขาค้ำยันไว้เหมือนสุนัข มันช่วยไม่ได้จริงๆ
ไม่สิ ให้ตายเถอะ พลังเวทของโลกเนี่ยนะ
“ไอ้นี่เนี่ยนะ?”
มันเยอะมาก
เยอะ เยอะ เยอะโคตรๆ เลยโว้ย!
“มิน่าล่ะ ฉันถึงปรับตัวได้เร็วขนาดนี้ เพิ่งมาถึงได้ไม่กี่วินาทีก็สัมผัสมานาได้แล้ว นึกว่าคิดไปเองซะอีก...!”
ระยะเวลาการปรับตัวเข้ากับพลังเวท คือเวลาที่ต้องใช้ในการรับรู้ถึงมานาในสภาพแวดล้อมใหม่
แต่สำหรับโลก ระยะห่างนั้นแทบไม่มีเลย
ถ้าเปรียบดาวดวงอื่นเหมือนเอาเท้าจุ่มลงในถังน้ำที่มีพลังเวทแค่ก้นถัง ที่นี่ก็เหมือนจับคนโยนตูมลงไปในสระว่ายน้ำที่มีก้อนมานาอัดแน่นอยู่เต็มเปี่ยม!
“บ้าไปแล้ว ของจริงเหรอเนี่ย? เฮือก เป็นไปได้ยังไงที่มีที่ดินทองคำฝังเพชรแบบนี้อยู่!”
ฉันก้มตัวลงแทบจะเลียพื้นด้วยความปลาบปลื้ม
ลาภลอยชัดๆ!
ถ้าเป็นสถานที่ที่มีพลังเวทอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ไม่มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้!
แต่เดี๋ยวก่อน
“อา”
ในขณะที่กำลังดื่มด่ำกับความหอมหวานของพลังเวท ฉันก็รู้สึกได้ถึงสายตาเงียบเชียบจากระยะไกล
“กิ๊ซซซซ? กิ๊ซ กิ๊ซ”
“......”
พอลองสังเกตดูช้าๆ ก็เห็นว่าเด็กกับนกปีศาจตรงหน้าหยุดทะเลาะกัน แล้วหันมามองฉันด้วยสายตาแปลกๆ
อืม ก็สมควรอยู่หรอก
จู่ๆ ก็มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้โผล่มา แหกปากโวยวาย แล้วลงไปคลานสี่ขาอยู่กับพื้นนี่นะ
‘เรียกร้องความสนใจโดยใช่เหตุซะแล้ว’
อะแฮ่ม ฉันลุกขึ้นยืนแก้เก้อ
เดิมทีฉันกะว่าจะเนียนๆ หนีออกไปทั้งอย่างนี้แท้ๆ
“อะ อา...!”
แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นใจ
ทันใดนั้น เด็กที่อยู่ใต้เงาของนกปีศาจก็ขยับริมฝีปากสั่นระริก
“คุณน้า!”
จ้องมองมาทางฉันเขม็งแล้วตะโกนลั่น
แถมยังพูดเสริมอีกประโยค
“ชะ ช่วยด้วยครับ...”
เด็กน้อยพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว โดยมีนกยักษ์กลอกตาไปมาจับจ้องอยู่ข้างหลัง
“ช่วยด้วยครับ!”
พวกชาวโลกคงได้รับการสั่งสอนมาแบบนั้นสินะ ว่าถ้าเกิดเรื่องอันตรายให้ขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่เดินผ่านมา
เฮ้อ แต่ทำไมเอ็งต้องมาร้องขอความช่วยเหลือจากมนุษย์ต่างดาวอย่างฉันด้วยวะเนี่ย
“ช่วยเหรอ?”
“สัตว์อสูรมัน... ชะ ช่วยชีวิตผมด้วย! คุณน้า”
แล้วถ้าเผอิญมนุษย์ต่างดาวคนนี้ดันไม่ใช่จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ ฉันจะทำยังไงล่ะ?
ฉันตอบกลับไปด้วยท่าทีสบายๆ
“ได้สิ เดี๋ยวช่วย”
เจ้าชาวโลกตัวจิ๋วพอได้ยินแบบนั้นก็ทำหน้าดีใจทั้งน้ำตา
“แต่ว่า”
สีหน้านั้นอยู่ได้แค่แป๊บเดียว
ฉันชี้ไปที่ถุงพลาสติกขุ่นในมือของเด็กน้อย ของที่เจ้าหนูนั่นกินอย่างเอร็ดอร่อยเมื่อกี้นี้ไง
“ถ้าฉันจับเจ้านกนั่นให้ จะให้ไอ้นั่นเป็นของตอบแทนไหม?”
“ครับ?”
“ไอ้นั่นไง ไอ้นั่น!”
ของฟรีไม่มีในโลก ยื่นหมูต้องยื่นแมวสิ
พอฉันพูดเสียงแข็ง เจ้าหนูก็ทำหน้างงๆ ก่อนจะรีบตอบกลับ
“ไอศกรีมน่ะเหรอครับ? อะ อันนี้ผมกินไปแล้ว...”
“ก๊าซซซซซ!”
“ให้ครับ ให้! จะให้ครับ! ได้โปรดช่วยผมด้วย!”
ท่าจะไม่ดีแล้วแฮะ
จังหวะที่นกปีศาจซึ่งด้อมๆ มองๆ อยู่เริ่มส่งเสียงร้อง เด็กน้อยก็สะดุ้งโหยงแล้ววิ่งถลันออกมาข้างหน้า
‘หันหลังให้ผู้ล่าแล้ววิ่งเนี่ยนะ?’
พอมันเริ่มออกวิ่งมาทางฉัน เจ้านกยักษ์ก็กระพือปีกบินขึ้นไปบนฟ้า
จากนั้นนกปีศาจก็พุ่งดิ่งลงมาหาเด็กน้อยด้วยความเร็วปานลูกธนู
“เฮ้ย! หลบไป!”
ฉันพุ่งตัวออกไปบังเด็กไว้อย่างรวดเร็ว กรงเล็บของวิหคปีศาจวาววับพุ่งเฉันมาตรงหน้า แต่ฉันไม่กลัวหรอก
‘หึ’
จอมมหาเวทลำดับที่หนึ่งผู้รับผิดชอบการป้องกันดวงดาวอย่างฉัน แค่กระดิกนิ้วเดียวก็แยกเนื้อและกระดูกของมันออกจากกั... อ้าว เวทมนตร์ไม่ออก
“หือ?”
ความลังเลเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตา
ตรงกันข้ามกับเวทลมที่ฉันร่ายอย่างมั่นใจแต่กลับด้าน...
กรงเล็บของนกยักษ์ฉีกกำแพงอิฐที่อยู่ข้างๆ จนพังยับเยินอย่างง่ายดาย
ตูม!
อ๋อ เสียงดังสนั่นเมื่อกี้คือเสียงนี้นี่เอง
“ว้ากกกกกก!”
เจ้านกบินโฉบขึ้นไปอีกครั้ง
มันส่งเสียงร้องแหลมสูงแล้วเริ่มบินวนเหนือหัวฉัน
ในจังหวะที่ฉันออกไปขวางหน้า เจ้าหนูสวมหมวกนั่นก็วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
สรุปคือ ตอนนี้ฉันกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของสัตว์ประหลาดตัวนี้แทนแล้วสินะ
“ฮะๆ อะไรกันเนี่ย? สงสัยจะตื่นเต้นกับสภาพแวดล้อมใหม่สินะ? ฉันต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยแฮะ ฮะๆ”
ฉันหัวเราะกลบเกลื่อนความผิดพลาดเมื่อครู่
แล้วยื่นมือออกไปอีกครั้ง ร่ายเวทใส่อสูรกายที่กำลังบินวนอยู่กลางอากาศ
เวทระเบิด ธาตุน้ำ วจนะแห่งถ้อยคำ ไปจนถึงคำสาป
ภายใน 10 วินาที ฉันลองร่ายเวทสารพัดรูปแบบสลับกันไปมา จนในที่สุดก็ตระหนักได้
“วะ วะ เวทมนตร์ไม่ออก...?”
หา?
เป็นไปไม่ได้น่า? ไม่ได้เหรอ? ไม่ได้ เวทมนตร์ใช้ไม่ได้โว้ย!
“ทำไม? ทำไมกันวะ!”
รอบตัวมีมานาเยอะขนาดนี้แท้ๆ? ทั้งที่สูตรเวทถูกต้องแน่นอน แต่กลับมีปัญหาอะไรสักอย่างทำให้ใช้เวทไม่ออกเลย
นั่นหมายความว่า...
“ก๊าซซซซซ!”
ตอนนี้ฉันไม่มีวิธีป้องกันตัวเลยสักอย่าง
ต้องมาอยู่ใต้เงาของนกยักษ์ (แถมคาดว่าเป็นสัตว์กินเนื้อ) ตัวนั้นเนี่ยนะ
“......”
ฉันใช้เวลาคิดไม่นาน
“ช่วยด้วยครับ ช่วยด้วย!”
“ก๊าซซซซซ!”
ฉันตะโกนขอความช่วยเหลือเหมือนที่เจ้าชาวโลกตัวจิ๋วทำเป๊ะ แล้วออกตัววิ่งสุดฝีเท้า
บ้าเอ๊ย!
“ว้ากกกกกก!”
“ดาวบ้าบอ! ดาวขยะที่มีตัวพรรค์นี้เดินเพ่นพ่านตามธรรมชาติเนี่ยนะ!”
น่ากลัวฉิบหาย
เจ้านกยักษ์นั่นคงจะเล่นกับเด็กจนหิวแสบท้องแล้วแน่ๆ มันถึงได้ไล่กวดฉันด้วยรังสีอำมหิตต่างจากเมื่อกี้ลิบลับ
เวรเอ๊ย ใช้เวทมนตร์ก็ไม่ได้ แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปล่าตัวใหญ่ขนาดนั้นวะ?
“แฮ่ก!”
แต่การดิ้นรนอันน่าสมเพชก็อยู่ได้ไม่นาน
ในที่สุดฉันก็รู้แจ้งถึงตัวตนของความรู้สึกแปลกประหลาดที่สัมผัสได้ตั้งแต่หลังจุติใหม่
“กิ๊ซซซ!”
เสียงลมพัดวูบน่าสยดสยองดังมาจากด้านบน
เสียงนี้คือเสียงนกปีศาจดิ่งพสุธาลงมา และจงอยปากแหลมคมของมันพร้อมจะทะลวงร่างอันบอบบางของชาวโลกได้ทุกเมื่อ
ฉันเห็นสภาพนั้นแล้วยิ่งกลัวจนเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น แต่ว่า...
จู่ๆ ความเจ็บปวดแสนสาหัสก็แล่นปราดขึ้นมาจากสะบ้าหัวเข่าขวา
“อึก!”
ฉันล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นซีเมนต์โดยไม่ทันตั้งตัว
ใช่แล้ว ร่างกายนี้
‘ขามีปัญหา...’
เป็นร่างกายที่ห้ามวิ่ง
ชั่วพริบตา ในหัวของฉันเย็นวาบ
นกปีศาจกำลังบินพุ่งมาหมายจะทะลวงร่าง แต่ดันมาสะดุดล้มบนพื้นเรียบๆ ที่ไม่มีอะไรเลยเนี่ยนะ
จบเห่แล้ว
“อึก...!”
ฉันหลับตาปี๋ตามสัญชาตญาณ
เปรี้ยง!
พร้อมกันนั้น เสียงดังสนั่นหวั่นไหวก็กระแทกเข้าโสตประสาท ปนมากับเสียง *กร๊อบ* ที่น่าจะเป็นเสียงของแหลมแข็งๆ เจาะทะลุกระดูก
“ฮี่กกก...!”
เอ๊ะ?
“...ทำไมไม่เจ็บล่ะ?”
เดี๋ยวนะ ไม่เจ็บเลย
ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นดู แล้วก็ต้องพบกับภาพที่น่าตกใจ
“หือ?”
เหนือจุดที่หัวของฉันเคยอยู่เมื่อกี้ มีนกปีศาจนอนคอพับคออ่อนอยู่
พอมองดูชัดๆ... จงอยปากของมันปักคาอยู่บนพื้นถนนสีเทา
ไม่รู้ว่าพุ่งชนพื้นด้วยความเร็วขนาดไหน รอบตัวนกถึงได้มีหลุมยุบเล็กๆ เหมือนอุกกาบาตตกใส่
“หรือว่า...”
ฉันใช้เท้าเขี่ยเจ้านกที่นอนแน่นิ่ง แต่พอมันไม่ขยับเขยื้อน ความสงสัยก็เปลี่ยนเป็นความมั่นใจทันที
“เอาหัวโหม่งโลกตายเองเนี่ยนะ?”
สมองนกจริงดิ?
“เฮ้อ”
เจ้าสัตว์ประหลาดนี่เดิมทีตั้งใจจะพุ่งทะลวงร่างท่อนบนของฉัน ด้วยความเร็วสูงลิบ
แต่พอฉันดันล้มลงกะทันหันในที่โล่งๆ มันเลยพุ่งปักพื้นดินเปล่าๆ แทนงั้นสินะ
“ดูจากมุมที่ปักลงไป ใช่แน่ๆ”
ฉันมองดูนกที่ตายเพราะสมองกระทบกระเทือนด้วยสายตาเหลือเชื่อ
มีนกที่บินด้วยมุมอันตรายขนาดนั้นเพื่อพุ่งชนพื้นฆ่าตัวตายอยู่ด้วยเหรอ?
ชักอยากฟังคำอธิบายจากนักวิชาการของโลกแล้วสิ ว่าไอ้สิ่งมีชีวิตโง่เง่าพรรค์นี้มันกำเนิดขึ้นมาได้ยังไง
“ฟู่ว”
เอาเถอะ การล้มเมื่อกี้ถือเป็นโชคดีสินะ
ฉันถอนหายใจโล่งอก พอวางใจได้เปลาะหนึ่ง ความเจ็บปวดที่ลืมไปชั่วขณะก็แล่นริ้วกลับมา
“โอ๊ย!”
โครกกก กระเพาะร้องประท้วง
จะว่าไป เรื่องทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะฉันพยายามหาอาหารนี่นา
‘เป็นนกที่กินได้ใช่ไหมนะ?’
ฉันค่อยๆ จับนกที่นอนตายอยู่ให้ลุกขึ้นตั้ง
เนื่องจากไม่มีที่ให้จับถนัดมือ มือของฉันเลยคว้าหมับเข้าที่ลำคอเรียวเล็กของนกโดยธรรมชาติ
‘เพราะเป็นเผ่าพันธุ์ในดาวดวงเดียวกัน โครงสร้างกรดอะมิโนก็น่าจะ...’
ทว่า ในขณะที่กำลังเริ่มสำรวจนกอยู่นั้นเอง
จู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะดังมาจากหัวมุมตรอก
แน่นอนว่าฉันต้องหันหน้าไปตามทิศทางของเสียง
***
“คุณตำรวจ! เร็วเข้าครับ! เร็วเข้า!”
“เฮ้ย! อย่าวิ่งนำหน้าสิ”
“คุณน้าคนนึงเขาโดนจับตัวไปแทนผม! ช้าไม่ได้นะครับ!”
ระหว่างตรอกซอยย่านหอพักที่มีโครงสร้างซับซ้อน
มีคนประมาณสามคนกำลังวิ่งมา
หญิงสาวผมดำยาวสลวยที่วิ่งนำหน้าสุดขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงเด็ก
‘คงมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตแล้วสินะ’
เธอกำลังอยู่ระหว่างออกปฏิบัติหน้าที่หลังได้รับแจ้งเหตุ
เหตุการณ์มอนสเตอร์ระดับ C ‘บีกินเนอร์คิลเลอร์ (Beginner Killer)’ หลบหนีออกมาจากเกตใกล้เคียงหนึ่งตัว
‘ขอร้องล่ะ อย่าให้ฉันไปช้าเกินเลย!’
มอนสเตอร์ประเภทสัตว์ปีกที่อาศัยอยู่ในเกตเขตทะเลทรายที่เต็มไปด้วยทราย บีกินเนอร์คิลเลอร์
เดิมทีบีกินเนอร์คิลเลอร์เป็นมอนสเตอร์ที่ถูกประเมินระดับความอันตรายไว้ที่ระดับ E เท่านั้น
เหตุผลเพราะมันมีร่างกายที่เปราะบาง ซึ่งอาวุธทั่วไปของโลกที่ไม่ได้บรรจุพลังเวทก็สามารถจัดการได้
แต่ทว่า ระดับของบีกินเนอร์คิลเลอร์กลับถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในชั่วข้ามคืน
“ตำแหน่งสุดท้ายที่ยืนยันได้คือตรงนี้ใช่ไหมคะ?”
“ครับ!”
“มันอันตราย พวกคุณรออยู่ตรงนี้นะคะ”
บีกินเนอร์คิลเลอร์ที่ใช้หน้าตาโง่ๆ และร่างกายเปราะบางทำให้เหล่าฮันเตอร์หน้าใหม่ตายใจ
ความจริงแล้วมันเป็นสัตว์ประหลาดที่สามารถทำความเร็วชั่วพริบตาได้เร็วกว่าขีปนาวุธเสียอีก
ฮันเตอร์ที่ระดับต่ำกว่า C จะถูกฆ่าตายทันทีโดยไม่มีโอกาสได้เห็นด้วยซ้ำว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นบินมาตอนไหน
“ฉันจะรีบจัดการ...”
แต่ในวินาทีนี้เอง
ฮันเตอร์สังกัดสมาคมกลับต้องมาเห็นภาพเหตุการณ์ประหลาดในที่เกิดเหตุ
“เอ๊ะ?”
วิหคอัปมงคลที่สังหารฮันเตอร์มานับไม่ถ้วนจนได้รับฉายาว่า ‘นักฆ่า’
เจ้านกยักษ์ที่น่าขยะแขยงตัวนั้น กำลังห้อยต่องแต่งอยู่ในมือของชายคนหนึ่ง
“คะ คุณ...”
สัตว์ประหลาดที่มีความเร็วขนาดมองด้วยตายังไม่ทัน อย่าว่าแต่จะใช้มือจับเลย...
กลับถูกมนุษย์ที่มีสีหน้าเย็นชาผู้นั้นจับตัวไว้ แล้วมอบความตายให้มัน
‘หรือว่า เขาจับมันฟาดพื้นจนตายงั้นเหรอ?’
ฮันเตอร์สาวหยุดฝีเท้า แล้วกวาดสายตาไปมองรอยยุบบนพื้นที่อยู่รอบๆ ตามสัญชาตญาณ
หลังจากนั้น เธอถึงได้สบตากับชายร่างผอมโซปริศนาคนนั้น