ตอนที่ 3 RUN
เมื่อหันกลับไปมองที่ท้ายตรอก ก็พบกับคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
หญิงสาวในชุดสูทสีดำดูเรียบร้อยและสุขุม
“ฮันเตอร์ซอนอูยอน! เป็นยังไงบ้างครับ?”
“คุณตำรวจ คือว่า...”
ชื่อ ‘ฮันเตอร์ซอนอูยอน’ งั้นเหรอ?
ฉันวางซากนกในมือลงแล้วมองไปยังพวกเขา ทันใดนั้นก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย
“ลุง!”
“อ้อ ไอ้เปี๊ยกเมื่อกี้นี่เอง”
“ผมไปตามคุณลุงตำรวจมาแล้ว!”
“ตำรวจ?”
ปลายอ้วนๆ ของเด็กน้อยชี้ไปทางชาวโลกที่สวมเครื่องแบบสีน้ำเงิน
“ไอ้หยา ลำบากแย่เลยนะครับ คุณตำรวจ”
คนที่ถูกเรียกว่าตำรวจยิ้มให้อย่างเป็นมิตรพลางกล่าว
“ได้รับแจ้งเหตุว่ามีมอนสเตอร์หลุดออกมาก็เลยออกตรวจตราน่ะครับ แต่ดูเหมือนว่าจะมีท่านฮันเตอร์ที่บังเอิญผ่านมาจัดการไปแล้ว”
“ฮันเตอร์?”
“โชคดีจริงๆ ที่เจ้านี่ถูกจัดการก่อนจะไปก่อเรื่องที่ไหน”
ทำหน้ายิ้มแย้มใส่คนแปลกหน้าแบบนี้ ช่างเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ใจดีเสียจริง
แต่คนที่ชื่อฮันเตอร์ซอนอูยอนที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
‘ได้รับแจ้งปุ๊บก็รีบมาทันทีแท้ๆ... ไม่นึกเลยว่าจะมาช้าไปก้าวหนึ่ง คนคนนี้บังเอิญมาเจอมอนสเตอร์เข้าจริงๆ งั้นเหรอ?’
อืม
กำลังคิดอะไรอยู่กันนะ
‘พอดูใกล้ๆ แล้ว ใช้วิธีการต่อสู้แบบตรงไปตรงมาจัดการสินะ’
ฮันเตอร์ซอนอูยอนกวาดตามองร่องรอยบนพื้นและซากนกที่ตายแล้ว พลางครุ่นคิดอยู่คนเดียว
‘บิกินเนอร์คิลเลอร์เป็นสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ใน เกต ที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นทรายนุ่มๆ การจับข้างนอกนี่ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ถึงจะบอกว่าถ้าล่อหลอกมุมพุ่งชนได้ดีก็ฆ่าได้โดยไม่ต้องลงมือมากก็เถอะ แต่ว่า... นั่นแปลว่าต้องมีสายตาจับความเคลื่อนไหวที่มองทันความเร็วของบิกินเนอร์คิลเลอร์ได้’
เมื่อคิดเสร็จสรรพ ฮันเตอร์ซอนอูยอนก็ยื่นมือมาให้ฉัน
‘ถ้าอย่างนั้นคนคนนี้อย่างต่ำก็ระดับ C?’
ฉันพอจะเดาความหมายของการที่ชาวโลกยื่นมือมาให้ได้ลางๆ
จึงจับมือนั้นเพื่อทักทายตอบ อีกฝ่ายก็แนะนำตัวอย่างเรียบง่าย
“สวัสดีค่ะ มาจากสมาคมฮันเตอร์ค่ะ ซอนอูยอนค่ะ”
“อ่า ครับ”
“จัดการบิกินเนอร์คิลเลอร์ได้โดยไร้บาดแผลเลยนะคะ ไม่เคยเห็นหน้าแถวนี้มาก่อน เป็นฮันเตอร์อิสระ (Freelancer) เหรอคะ?”
ฟรี...แลนเซอร์?
ถามว่ามีหอก (Lancer) หรือเปล่าเนี่ยนะ? สมองที่เพิ่งฟื้นจากความตายยังไม่เข้าใจคำถามดีนัก
“คือว่า สังกัดที่ไหนคะ?”
“ครับ?”
“พอดีต้องรายงานเรื่องบิกินเนอร์คิลเลอร์ให้ทางสมาคมทราบน่ะค่ะ”
“......”
“แค่แสดงบัตรฮันเตอร์ให้ดูก็ได้ค่ะ”
บรรยากาศเริ่มจะทะแม่งๆ
บัตรฮันเตอร์? มันคืออะไร? คล้ายๆ ใบผ่านทางหรือเปล่า? แล้วสมาคมนี่คือสมาคมอะไรอีก?
“เอ่อ...”
ก่อนอื่นต้องแถไปแบบน้ำขุ่นๆ ก่อน
“ขอโทษด้วยครับ พอดีตอนนี้ผมไม่ได้พกบัตรฮันเตอร์ติดตัวมาน่ะครับ”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
เฮ้อ รอดไปที
เมื่อผ่านพ้นวิกฤตไปเปลาะหนึ่ง ฉันก็มองหาทางหนีทีไล่เพื่อจะชิ่งได้ทุกเมื่อ แล้วรีบจัดการเรื่องด่วนก่อน
“เดี๋ยวสิ นี่ เจ้าหนู”
“ครับ?”
“คงไม่ได้ลืมสัญญาใช่ไหม?”
“อ๊ะ...”
ฉันยื่นมือไปหาเจ้าเปี๊ยกที่พาตำรวจกับฮันเตอร์มา
เจ้าหนูทำท่ากล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะยื่นของที่ถืออยู่มาให้ อาหารสีส้มที่ฉันโหยหามานาน
‘นี่แย่งของกินเด็กเรอะ...’
ฉันรีบกระดกของเหลวสีส้มเข้าปาก โดยไม่สนใจว่าซอนอูยอนที่ยืนอยู่ข้างๆ จะมองด้วยสายตาว่างเปล่าแค่ไหน
และเมื่อของเหลวรสหวานเย็นชื่นใจไหลผ่านลำคอ ดวงตาทั้งสองข้างก็เบิกโพลงขึ้นมาเอง อร่อยโคตร
“ว้าว! โคตรเด็ดเลยอันนี้!”
“แซงกึลแทงกยูลของโผมมม...”
เดิมทีตอนที่เพิ่งจะกลับมาเกิดใหม่ ฉันมีความไม่พอใจในร่างกายนี้อยู่บ้าง
ฉันวิวัฒนาการจนสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องกินอาหารมาตั้งนานแล้วแท้ๆ ดันมาเข้าร่างดึกดำบรรพ์แบบนี้ซะได้ คิดแบบนั้นแหละ
แต่ตอนนี้ความคิดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การกินที่หลงลืมไปนาน... จริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่น่ายินดีสุดๆ ไปเลย
“จ๊วบ จ๊วบ จ๊วบ”
ฉันดูดของเหลวในถุงกินอย่างบ้าคลั่ง
“นี่คุณคะ”
คนที่ขัดขวางความสุขของฉันคือน้ำเสียงเรียบนิ่งของซอนอูยอน
“ต่างคนต่างยุ่ง งั้นเอาแบบรวบรัดนะคะ ขอทราบชื่อด้วยค่ะ เดี๋ยวฉันจะตรวจสอบข้อมูลฮันเตอร์จากทางสมาคมให้เอง”
สันหลังฉันเย็นวาบขึ้นมาทันที
“ชื่ออะไรคะ?”
ก็แหงล่ะ... ฉันยังไม่รู้ชื่อของร่างตัวเองเลยนี่หว่า
ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ พอฉันตอบไม่ได้และยืนแข็งทื่อ ซอนอูยอนก็เริ่มซักไซ้ไล่เลียงหนักขึ้น
“...หรือว่ายังไม่ได้ลงทะเบียนฮันเตอร์คะ?”
“เอ่อ... ก็ไม่เชิงครับ”
“แล้วการตรวจสอบการตื่นรู้ล่ะคะ? ตรวจสอบหรือยัง?”
และหลังจากคุยกันครู่หนึ่ง ซอนอูยอนก็เบิกตากว้าง
“อย่าบอกนะว่าคุณใช้ความสามารถของ ผู้ตื่นรู้ กลางถนนใหญ่ทั้งที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน? นั่นมันผิดกฎหมายนะคะ!”
เออ ไม่รู้หรอกนะว่าหมายถึงอะไร แต่รู้แล้วว่ากูชิบหายแน่
ซอนอูยอนบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าฉันทำผิดกฎหมาย และข้างหลังนั่นก็มีเจ้าเปี๊ยกกับ ‘ตำรวจ’ ยืนอยู่
เมื่อประเมินสถานการณ์เสร็จ ฉันก็ลงมือทันที
“เปล่าครับ ลงทะเบียนแล้วแน่นอนสิครับ แต่เมื่อกี้คุณขอดูบัตรฮันเตอร์ใช่ไหม? พอดีบัตรฮันเตอร์ผมอยู่ที่บ้านน่ะครับ ถ้ายังไงรอตรงนี้นะครับ เดี๋ยวผมรีบไปเอามาให้”
คำโกหกไหลลื่นเป็นไฟ
ถึงจะบอกว่าพยายามพูดให้เป็นธรรมชาติที่สุดแล้ว แต่ในสายตาของชนพื้นเมืองโลกจะมองเป็นยังไงก็ไม่รู้
ฉันแถไปแบบนั้นแล้วรีบเดินจ้ำอ้าวออกจากที่เกิดเหตุ
โชคดีที่พวกเขาไม่ได้รั้งตัวฉันที่กำลังเดินห่างออกไป
‘ทางนี้จะไม่กลับมาเหยียบอีกเด็ดขาด!’
ในเมื่อเรื่องกลายเป็นแบบนี้ ก็ได้แต่ภาวนาขออย่าให้พวกนั้นมีเวทมนตร์ติดตามตัวเลย
***
ไม่กี่นาทีต่อมา
ฉันกลับมายังห้องที่คุ้นเคย ห้องที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมานั่นแหละ
“ไหนดูซิ”
สิ่งที่ทำทันทีที่กลับมาถึงคือการรื้อค้นข้าวของ
เพราะเพิ่งมานึกได้เอาป่านนี้ว่าฉันยังไม่รู้สถานะของร่างนี้เลย
“อา นี่ไง!”
โชคดีที่เจอของที่เป็นประโยชน์ได้ในเวลาไม่กี่นาที
[บัตรประจำตัวประชาชน]
[คิมกิรยอ (金技勵)]
คิมกิรยอ
นี่คือชื่อใหม่ของฉัน
ฉันจดจำตัวอักษรบนบัตรไว้อย่างแม่นยำแล้วค้นห้องต่อ
แต่ค้นเท่าไหร่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของสิ่งที่เรียกว่า ‘บัตรฮันเตอร์’ เลยสักนิด
“สรุปร่างนี้ไม่ได้ลงทะเบียนฮันเตอร์จริงๆ สินะ?”
ในห้องแคบๆ นี้ค้นดูหมดทุกซอกทุกมุมแล้ว ตอนนี้เหลือแค่อย่างเดียว
“หื้ม”
ฉันเดินไปที่ห้องน้ำ บนผนังมีกระจกสี่เหลี่ยมติดอยู่ ทำให้ได้เห็นสภาพร่างกายที่กลับมาเกิดใหม่เป็นครั้งแรก
‘หน้าตาประหลาดชะมัด’
ฉันพิจารณาภาพสะท้อนในกระจกอย่างใจเย็น
อย่างแรก คิมกิรยอมีผิวสีเนื้อ
ภายใต้เปลือกตาที่ดูหนาหน่อยๆ มองเห็นดวงตาสีดำที่มีลักษณะตาขาวสามด้าน (Sanpaku eyes) ชัดเจน
ว่าแต่พวกเผ่าพันธุ์เดียวกันที่เจอเมื่อกี้ล้วนมีผมสีดำกันหมดนี่
คิมกิรยอมีสีขนที่แปลกประหลาดเป็นสีทอง อ้อ พอดูดีๆ โคนผมก็มีสีดำแซมๆ อยู่บ้าง
“กระดำกระด่างเชียว”
ฉันเลื่อนสายตาลงต่ำ
เพิ่งจะเห็นชัดๆ ว่าตัวเองใส่ชุดอะไรอยู่
การแต่งกายของคิมกิรยอ... เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ใช่แล้ว คล้ายกับชุดที่ซอนอูยอนใส่เมื่อกี้เลย
ฉันสวมเชิ้ตสีขาวทับด้วยแจ็กเก็ตสีดำ
“ช่างเถอะ เอาเป็นว่า”
จบการวิจารณ์ร่างกายใหม่แต่เพียงเท่านี้
งานที่เหลือคือค้นดูว่าในห้องน้ำมีอะไรซ่อนอยู่ไหม
และในระหว่างนั้น ฉันก็ได้ค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิด
“หือ?”
พอเปิดชั้นวางของเล็กๆ ในห้องน้ำก็เห็นอะไรบางอย่าง
กล่องสี่เหลี่ยมเรียงรายอยู่ในพลาสติกใส......
พอมองเห็นสิ่งนั้น ความทรงจำที่ถูกลืมเลือนก็ผุดขึ้นมาในสมอง
“บุหรี่ เจ้าของร่างสูบมันบ่อยๆ”
ความทรงจำเพิ่มมาอีกหนึ่ง ใช่แล้ว ศพนี้คาบสิ่งที่เรียกว่าบุหรี่ไว้ในปากตลอดเวลาเลย!
“นี่กูเป็นสิงห์อมควันงั้นเรอะ!”
เป็นเพราะน้ำตาลจากไอศกรีมที่เพิ่งกินไปหรือเปล่านะ?
ในที่สุดสมองก็เริ่มแล่นขึ้นมาทีละนิด และในวินาทีนั้นฉันก็ตระหนักถึงความจริงที่สำคัญได้
“ไอ้เวรตะไลนี่เป็นสิงห์อมควัน!”
มิน่าล่ะ... มิน่าเวทมนตร์ถึงไม่ออกมา!
ฉันเข่าอ่อนจนทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นทันที
คนติดบุหรี่
รู้ไหมว่านี่เป็นปัญหาคอขาดบาดตายแค่ไหนสำหรับจอมเวท?
ที่ผ่านมาอาจจะพูดรวมๆ ว่า ‘พลังเวท’
แต่ความจริงแล้วเชื้อเพลิงที่ใช้ในเวทมนตร์แบ่งออกเป็น ‘พลังเวทภายนอก’ และ ‘พลังเวทภายใน’
พลังเวทภายนอก
ก็ตามชื่อ คือมานาที่ลอยวนเวียนอยู่ข้างนอก ที่กระจัดกระจายอยู่ในโลก
ถ้าอย่างนั้นพลังเวทภายในคืออะไร?
มันคือพลังเวทที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายสิ่งมีชีวิต
จอมเวทจะนำพลังเวทภายในปริมาณเล็กน้อย ไปรวมกับพลังเวทภายนอกเพื่อสร้างสารผสมขึ้นมา
และสิ่งนั้นก็จะถูกใช้ในการร่ายเวทมนตร์...
ถ้าอย่างนั้นขอขัดจังหวะนิดนึง
การที่จอมเวทจะนำพลังเวทภายในไปเจอกับมานาภายนอก ต้องใช้อวัยวะส่วนไหน?
อวัยวะที่ว่านั่น... อยู่ในระบบทางเดินหายใจ
ปอด
“ไอ้บ้าเอ๊ย!”
อวัยวะสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของจอมเวทคือปอด
แต่คิมกิรยอเป็นคนสูบจัด ทันทีที่เจอบุหรี่ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าทำไมฉันถึงใช้เวทมนตร์ไม่ได้
ร่างกายนี้ปอดพังจนดำปี๋ อยู่ในสภาพที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนพลังเวทได้แล้ว!
“ทำบ้าอะไร... มีพลังเวทอยู่แท้ๆ แต่เอาความกล้ามาจากไหนถึงทำลายปอดตัวเองวะ?”
เป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ออกเลยในดาวอัลฟาวูรี
ถ้าไม่ใช่เพราะความพิการแต่กำเนิดจนควบคุมพลังเวทไม่ได้ ประชาชนส่วนใหญ่ล้วนใช้เวทมนตร์ได้ ทุกคนจึงให้ความสำคัญกับปอดเป็นพิเศษ
ความคิดที่จะสูดควันเข้าไปทำลายปอดตัวเองไม่มีใครเขาทำกันหรอก นี่มันสิ่งประดิษฐ์วิปลาสของพวกชาวโลกชัดๆ
ไอ้พวกมนุษย์หน้าโง่เอ๊ย!
“ทำไมวะ...!”
แต่ความโศกเศร้าอยู่ได้ไม่นาน
ผ่านไปไม่นานนัก ฉันก็สงบจิตสงบใจแล้วลุกขึ้นยืน
“จะ ใจเย็นไว้”
เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้วจะให้ทำยังไงได้
เป็นความผิดของฉันเองที่หน้ามืดตามัวกับปริมาณพลังเวทจนไม่ได้คัดกรองศพที่มีตำหนิออกไป
ฉันตั้งปณิธานแน่วแน่ ต่อให้จะใช้เวทมนตร์ไม่ได้ตลอดกาลก็ตาม...
“มันต้องมีวิธีสิ วิธีที่จะรักษาร่างกายนี้”
จะยอมแพ้กับการใช้ชีวิตบนโลกไม่ได้ ฉันจะใช้ชีวิตที่เหลือในดินแดนใหม่แห่งนี้
อย่างมีความสุข
ต้องทำให้ได้
***
หลังจากสำรวจห้องน้ำเสร็จ ผ่านไปประมาณ 10 นาทีได้มั้ง?
มีข่าวดีและข่าวร้าย
ขอเริ่มจากข่าวร้ายก่อน
“อึก”
ทันทีที่ยืนยันตัวตนเสร็จ ฉันก็ครางออกมาเพราะความหิวโหยที่ตีตื้นขึ้นมาในท้อง
‘ยังมีเรื่องเกี่ยวกับโลกให้ต้องสืบค้นอีกเป็นภูเขาเลากาแท้ๆ’
ไอ้ที่กินเข้าไปก็มีแค่ไอศกรีมก้อนเล็กๆ ที่แย่งมากินเมื่อเช้าแค่นั้นเอง
ทางนี้หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว
ในเมื่อตอนนี้ใช้เวทมนตร์ไม่ได้ ก็ต้องหาทางแก้ปัญหาสภาวะขาดสารอาหารด้วยกำลังของตัวเอง
งั้นต่อไปจะบอกข่าวดี
ฉันจำได้แล้วว่ามนุษย์หาแหล่งสารอาหารจากที่ไหน
“มีของกินอยู่ใกล้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!”
แค่ออกมาจากตึกแล้วเลี้ยวเข้าตรอกทางขวาก็เจอเลย ที่ป้ายเขียนว่า [ข้าวต้มหมูซุนฮี]
ฉันหาอาหารจากที่นั่นได้อย่างง่ายดาย
แค่เจ้าของร้านถามว่า ‘ข้าวต้มหมูที่นึงเหรอ?’ แล้วฉันตอบว่า ‘ครับ ที่นึงครับ’ อาหารก็มาเสิร์ฟเต็มโต๊ะเลย
ในที่สุดก็หลุดพ้นจากความหิวโหยที่ตามรังควานมาตลอดเสียที
“เฮือก! นี่ก็อร่อยเหมือนกัน”
อาหารของชาวโลกมันร้อนมากจนต้องเป่าให้เย็นอย่างลำบากหน่อย แต่เอาเถอะ อร่อยก็ถือว่าผ่าน
อืม......
ขอแก้ไขหน่อย
ที่บอกว่ามีข่าวดีหนึ่งข่าวกับข่าวร้ายหนึ่งข่าวน่ะ ขอยกเลิกคำพูดนั้น
มีข่าวร้ายสองข่าวต่างหาก
ไอ้ที่รู้แหล่งพลังงานน่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ดันนึกขึ้นได้ช้าไปก้าวหนึ่งว่าต้องจ่ายเงินด้วย
เพราะงั้นถ้าจะให้สรุปสั้นๆ
ตอนนี้ฉันอยู่ที่โรงพัก
เจ้าของร้านแจ้งข้อหากินแล้วชักดาบ เลยโดนตำรวจสองคนหิ้วปีกมาอยู่ในสภาพนี้