บ่าย 2 โมง 30 นาที
ช่วงเวลาที่ความง่วงเหงาหาวนอนเข้าจู่โจมเพราะกำลังย่อยอาหารกลางวัน
ตำรวจสายตรวจนายหนึ่งที่เพิ่งกลับจากการไประงับเหตุคนเมาอาละวาดเดินกลับเข้ามาในสถานีตำรวจ
เขาหยิบกาแฟกระป๋องเย็นเฉียบขึ้นมาเปิดดื่มพลางหาวฟอดใหญ่
“หาววว”
พอถึงเวลานี้ทีไร ง่วงจนจะบ้าตายทุกที
เขานึกในใจพลางเดินกลับไปที่โต๊ะ แต่ทว่าวันนี้ภายในสถานีกลับดูวุ่นวายผิดปกติ
“โธ่ คุณก็น่าจะรู้ความอยู่แล้ว ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะครับ?”
“ขอโทษครับ”
“เฮ้อ! หรือเพราะเศรษฐกิจมันแย่? เดี๋ยวนี้คนหนุ่มคนแน่นถึงได้มากินแล้วหนีแบบนี้”
ตำรวจสายตรวจเหลือบมองไปทางต้นเสียง
จากที่ฟังดูเหมือนชายหนุ่มที่ถูกจับมาจะไปกินซุปเนื้อที่ร้านอาหารแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน
พอมองเห็นผมสีทองนั่นแล้ว ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นพวกวัยรุ่นเกเรหรือเปล่า
ตำรวจหนุ่มมองผู้ถูกจับกุมด้วยสายตาที่มีอคติปนเป
แต่ทว่า พอมองดูดีๆ ใบหน้านั่นกลับดูคุ้นตาอย่างประหลาด
“เอ๊ะ?”
“หือ?”
“คุณ! คนเมื่อตอนนั้นนี่!”
เขาถึงกับวางกระป๋องกาแฟลงแล้วก้าวพรวดเข้าไปหา
โลกมันจะกลมขนาดนี้เชียวหรือ?
“คุณคือฮันเตอร์คนนั้นใช่ไหมครับ?”
ฮันเตอร์ที่เพิ่งจัดการบิกินเนอร์คิลเลอร์หมอบกระแต กลับต้องมาถูกสอบสวนเรื่องกินแล้วหนีเนี่ยนะ!
ตำรวจสายตรวจหัวเราะแห้งๆ พลางทักทายคิมกิรยออย่างเป็นมิตร
***
“คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะครับ~”
“ผมลืมจริงๆ ครับ ผมมีเงินอยู่ที่บ้านนะ ในกระปุกออมสินหมูมีเงินอยู่ตั้ง 8,000 วอนแน่นอน...”
“เห็นว่าเป็นความผิดครั้งแรก ผมจะแค่ตักเตือนแล้วปล่อยไปละกันครับ”
“ผมจะรีบเอาเงินไปคืนที่ร้านแน่นอนครับ!”
ฉันลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก สายตามองไปรอบๆ ภายในสถานีตำรวจที่ดูน่าหดหู่
‘เฮ้อ...’
[ฉันประเมินการใช้ชีวิตต่างดาวต่ำไปหน่อยรึเปล่านะ]
[ไม่นึกเลยว่ามาถึงโลกได้ไม่กี่ชั่วโมงจะถูกจับเข้าซังเตซะแล้ว]
ยังดีที่มนุษย์โลกผู้ใจดีคนนี้ช่วยจัดการปัญหาทุกอย่างให้ในเวลาไม่นาน
“ผมกลับได้แล้วใช่ไหมครับ?”
“ครับ แต่ก่อนจะไป...”
ตำรวจที่เขียนเอกสารเสร็จแล้วเอ่ยขึ้น
“คุณชื่อคิมกิรยอใช่ไหมครับ”
“ครับ”
“จากที่สอบสวนเมื่อกี้ ดูเหมือนคุณจะยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์กับสมาคม แล้วเมื่อกี้คุณจัดการกับสัตว์อสูรตัวนั้นได้ยังไงครับ?”
ไอ้สมาคมที่ว่านั่นมันคือที่ไหนกันล่ะ
ฉันไม่มีคำตอบให้จึงเลือกที่จะเงียบไว้ พอเห็นแบบนั้นตำรวจหนุ่มก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก
“หรือว่าคุณเพิ่งจะปลุกพลังได้ไม่นาน? แบบว่าเพิ่งตื่นรู้เมื่อกี้นี้เลยอะไรอย่างนี้เหรอ?”
มนุษย์โลกคนนี้ดูจะหัวอ่อนใช้ได้
งั้นถามคำถามประมาณนี้คงไม่เป็นไรมั้ง
“...การตื่นรู้คืออะไรเหรอครับ?”
ทันใดนั้น ตำรวจก็โพล่งเสียงดังขึ้นมา ไม่รู้ทำไมแต่อยู่ดีๆ เขาก็ดูตื่นเต้นขึ้นมาเองคนเดียว
“โธ่ เอ๊ย! แสดงว่าไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ด้วย! มิน่าล่ะเมื่อกี้ถึงได้ลนลานจนทิ้งซากไว้แล้วเดินหนีมาเฉยๆ!”
“หา?”
“ไม่ต้องมาหาเลยครับ รีบไปที่ศูนย์ตรวจวัดระดับเดี๋ยวนี้เลย! สัตว์อสูรที่คุณเพิ่งล่าได้น่ะ มันคือระดับ C เลยนะ ระดับ C!”
ไอ้การตื่นรู้อะไรนั่นมันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเลยหรือไง
“นี่มันเรื่องใหญ่มากเลยนะ! โห อิจฉาชะมัด เหมือนถูกลอตเตอรี่เลย!”
หรือว่ามันเป็นแนวคิดพื้นฐานที่มนุษย์โลกต้องรู้อยู่แล้ว?
“ค่าตรวจก็ฟรี ไม่ต้องกังวลนะครับ อยู่ใกล้ๆ นี่เอง ต้องไปนะ! ไปตรวจให้ได้เลยนะครับ เข้าใจไหม?”
ฉันไม่อยากทำตัวให้ดูมีพิรุธจนถูกจับได้ว่าเป็นคนนอกโลก
ก็เลยรับแผ่นพับที่ตำรวจยื่นมาให้อย่างว่าง่าย แล้วก็เดินออกมาจากสถานีตำรวจได้ในที่สุด
“อยู่ใกล้จริงๆ ด้วยแฮะ”
ฉันเดินลงบันไดพลางมองแผนที่ที่ตำรวจให้มา
ศูนย์ตรวจวัดระดับผู้ตื่นรู้... งั้นเหรอ
“พูดมาซะขนาดนั้น ลองไปดูหน่อยจะเป็นไรไป”
การไปให้ถึงสถานที่ในแผนที่นั้นไม่ใช่เรื่องยาก
ถึงสมองจะจำชื่อตัวเองไม่ได้ในตอนแรก แต่ทักษะการนำทางยังหลงเหลืออยู่
15 นาทีต่อมา
ฉันก็มาถึงตึกสีขาวที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ
และเมื่อเห็นตึกนั้น ความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
“เอ๊ะ? อะไรกัน คิมกิรยอเคยมาที่นี่แล้วเหรอ?”
ศูนย์ตรวจวัดระดับ
ตัวอักษรพวกนี้มันดูคุ้นตาจัง
ฉันยืนจ้องป้ายหน้าทางเข้าอย่างใช้ความคิด ในตอนนั้นเองก็มีคนเดินเข้ามาหา
“มาทำอะไรที่สมาคมเหรอคะ?”
น้ำเสียงแหลมสูงลอยเข้ามากระทบหู
ถึงจะไม่มีประธานในประโยค แต่คำถามนั้นมุ่งเป้ามาที่ทางนี้อย่างชัดเจน ฉันจึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ
“เจอกันอีกแล้วนะครับ สวัสดีครับ”
“อา...”
ตรงนั้นมีซอนอูยอนในชุดสูททางการยืนอยู่
เธอยังดูเหมือนเดิมเป๊ะกับเมื่อเช้า ฉันเลยจำได้แม่น
“คุณอูยอนใช่ไหมครับ? สวัสดีครับ”
ฉันทักทายให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดเพื่อแสร้งเป็นมนุษย์โลกที่แสนเป็นมิตร
ทันใดนั้น ซอนอูยอนก็ยิ้มพลางส่ายหัว
“นามสกุลซอนอูค่ะ ชื่อคือยอน”
“ครับ?”
“เป็นนามสกุลสองพยางค์น่ะค่ะ”
[ทำไมกฎการเรียกชื่อถึงไม่เหมือนกับคิมกิรยอล่ะ?]
“ช่างเถอะค่ะ”
เธอพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้สงสัย
“ตอนนี้ขอดูได้หรือยังคะ? บัตรฮันเตอร์?”
จริงด้วย
จะว่าไปเมื่อเช้าฉันโกหกไปว่าจะกลับไปเอาบัตรฮันเตอร์มาให้นี่นา
โชคดีที่ตอนนี้พอมองเห็นป้าย ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็กลับมาบางส่วนแล้ว
คราวนี้ฉันเลยพูดได้อย่างเต็มปาก
“เรื่องเมื่อกี้ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมลนลานไปหน่อยเลยพูดแบบนั้นออกไป จริงๆ แล้วผมยังไม่มีบัตรฮันเตอร์ครับ”
“มิน่าล่ะ ถึงไม่ยอมกลับมาสักที”
ฉันพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเพื่ออธิบายต่อ
“แต่ผมเคยมาลงทะเบียนผู้ตื่นรู้แล้วนะครับ เคยตรวจที่นี่แหละ แต่ตอนนั้นผิดหวังกับผลตรวจมาก ก็เลยไม่ได้ยื่นขอทำบัตรแข็งน่ะครับ”
“คะ?”
“ตอนนี้จำได้แล้วครับ ระดับการตื่นรู้ของผมคือระดับ F”
ใช่แล้ว ระดับ F
จำได้แล้ว
คิมกิรยอคนก่อน ตอนที่มีชีวิตอยู่คือผู้ตื่นรู้ระดับ F ของโลกใบนี้
“คุณเนี่ยนะระดับ F?”
ฉันพยักหน้ายืนยันคำถามของเธอ
***
หน้าศูนย์ตรวจวัดระดับผู้ตื่นรู้ กรุงโซล
ซอนอูยอนที่เพิ่งออกมาจากโรงกำจัดของเหลือจากดันเจี้ยนในอาคารย่อย บังเอิญได้พบกับใครบางคนระหว่างทางกลับ
เธอกลับมาเผชิญหน้ากับฮันเตอร์ปริศนาที่แย่งชิงบิกินเนอร์คิลเลอร์ไปเมื่อเช้านี้อีกครั้ง
‘ดูยังไงก็เหมือนพวกไม่ได้ลงทะเบียน กะว่าจะแจ้งจับอยู่แล้วเชียว แต่เห็นมาป้วนเปี้ยนแถวนี้ แสดงว่าเป็นฮันเตอร์ทางการงั้นเหรอ?’
ซอนอูยอนค่อนข้างมีความรับผิดชอบในฐานะคนที่กินเงินเดือนของรัฐ
ดังนั้น เธอจึงกังวลว่าผู้ตื่นรู้ตรงหน้าอาจจะกำลังทำเรื่องผิดกฎหมายอยู่หรือเปล่า
ที่เธอเข้าไปทักเขาแบบนี้ ความจริงแล้วก็เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนจะดำเนินการนั่นแหละ
“คุณคือระดับ F...?”
แต่คำตอบที่ได้รับกลับเหนือความคาดหมาย
คนที่จัดการสัตว์อสูรระดับ C ได้โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน กลับบอกว่าเป็นฮันเตอร์ชนชั้นต่ำสุดเนี่ยนะ!
“ถ้าอย่างนั้นคุณจัดการบิกินเนอร์คิลเลอร์ได้ยังไงคะ?”
“โชคช่วยล้วนๆ ครับ”
“โชค?”
“นกโง่นั่นอยู่ดีๆ มันก็เอาหัวปักดินตายเองน่ะครับ”
บิกินเนอร์คิลเลอร์ที่ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ได้จนเผลอฆ่าตัวตายเอง...
หากสมมติว่าอีกฝ่ายพูดความจริง มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว
เคยมีกรณีแบบนั้นเกิดขึ้นจริงอยู่บ้าง
แต่ซอนอูยอนไม่เชื่อคำพูดของเขา
‘โกหก’
ความสงสัยของเธอยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
‘คนคนนี้เนี่ยนะระดับ F? แถมยังเป็นมือใหม่ที่ยังไม่ทำบัตรฮันเตอร์ด้วย?’
ซอนอูยอนไม่ได้ตัดสินว่าเขาเป็นฮันเตอร์ระดับ C เพียงเพราะเขามีซากบิกินเนอร์คิลเลอร์ในครอบครองเท่านั้น
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในตาของเธออย่างชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด คือสีหน้าของคิมกิรยอต่างหาก
‘สัตว์ประหลาดที่ตัวโตกว่าตั้งหลายเท่าพุ่งเข้าใส่ แต่คนคนนี้กลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม...’
อึก เสียงกลืนน้ำลายดังขึ้นในใจ
‘เขากลับดูผ่อนคลายราวกับเคยฆ่าสัตว์อสูรระดับ C มาแล้วเป็นร้อยเป็นพันตัวอย่างนั้นแหละ’
พอนึกถึงคิมกิรยอในตอนนั้น สิ่งเดียวที่จำได้คือใบหน้าที่เรียบเฉยและแข็งกระด้าง
พอกลับมาคิดดูดีๆ ตอนนั้นเขาแผ่รังสีความเย็นชาตามแบบฉบับของผู้ตื่นรู้ระดับสูงออกมาด้วยซ้ำ แล้วจะให้เชื่อได้อย่างไรว่าเขาเป็นแค่ระดับ F?
‘ทำไมเขาต้องพยายามปิดบังระดับของตัวเองด้วยนะ?’
ซอนอูยอนตัดสินใจที่จะปล่อยผ่านสถานการณ์นี้ไปก่อนอย่างละมุนละม่อม
พวกที่ชอบซ่อนค่าพลังการตื่นรู้ส่วนใหญ่มักจะเป็นพวกอันตรายที่คิดจะทำเรื่องผิดกฎหมาย...
“ฮะๆ งั้นเหรอคะ โชคดีจริงๆ เลยนะคะ บิกินเนอร์คิลเลอร์มันก็สติปัญญาต่ำจริงๆ นั่นแหละค่ะ”
สำหรับซอนอูยอน สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งคือ...
การปลีกตัวออกจากที่นี่ให้ปลอดภัยที่สุดก่อน
พนักงานสาวที่ปกติมักจะทำตัวเคร่งครัด อยู่ดีๆ ก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างเก้อเขิน
พอเห็นเหตุการณ์นั้น คิมกิรยอ... หรือมนุษย์ต่างดาวในคราบมนุษย์ก็คิดขึ้นมาว่า
[มนุษย์โลกใช้กล้ามเนื้อบนใบหน้าเคลื่อนไหวอย่างละเอียดเพื่อแสดงอารมณ์สินะ ถ้าอยากจะสร้างความเนียน ฉันคงต้องเรียนรู้การแสดงออกพวกนั้นไว้บ้างแล้ว]
เขาพอจะเข้าใจวิธีการสื่อสารของที่นี่แล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาทำไม่ได้
[โอ้โห กล้ามเนื้อบนหน้ามันมีกี่มัดกันเนี่ย ยากชะมัด! ตอนนี้คงทำไม่ได้แน่ๆ]
นักบินจากต่างดาวที่มาขับหุ่นยนต์ที่เรียกว่า ‘ศพมนุษย์’ ยังไม่เชี่ยวชาญในการควบคุมรายละเอียดปลีกย่อย
สรุปก็คือ คิมกิรยอยังไม่มีฟังก์ชัน ‘การแสดงสีหน้า’
มันก็แค่นั้นเอง
“อ๊ะ เดี๋ยวก่อนค่ะ”
“มีอะไรเหรอครับ?”
ครู่ต่อมา
ซอนอูยอนดูเหมือนจะรีบจบบทสนทนา แต่พอถึงเวลาจะจากกันจริงๆ เธอกลับเรียกเขาไว้
ดูเหมือนเธอจะมีความประหม่าอยู่บ้าง
“คือว่า... เอ่อ... คุณชื่ออะไรนะคะ?”
“คิมกิรยอครับ”
“ค่ะ คุณกิรยอ มีของที่ฉันลืมให้อยู่ค่ะ”
หลังจากพยักหน้ารับ ฮันเตอร์ซอนอูยอนก็หยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ
กิรยอแอบคิดแวบหนึ่งว่าเธอจะให้นามบัตรหรือเปล่า แต่สิ่งที่ถูกยื่นมากลับเป็นสิ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เงิน
“รับนี่ไว้ค่ะ”
ธนบัตรห้าหมื่นวอนสีทองหนึ่งใบ
ซอนอูยอนยื่นมันให้เขาดื้อๆ
[อยู่ดีๆ ก็ให้เงินเป็นค่าทักทายงั้นเหรอ? จักรวาลไหนมีวัฒนธรรมดีงามแบบนี้ด้วย?]
“ให้ผมทำไมครับ?”
คิมกิรยอถามด้วยความมึนงง และซอนอูยอนก็ตอบกลับอย่างเต็มใจ
“ก็มันเป็นเงินของคุณนี่คะ”
“หา?”
“เมื่อเช้านี้คุณทิ้งซากบิกินเนอร์คิลเลอร์ไว้เฉยๆ ฉันเลยช่วยเอาไปจัดการขายให้ค่ะ”
คำพูดนี้หมายความว่า เจ้านกปีศาจนั่นสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้
คิมกิรยอก้มมองธนบัตรในมือ
50,000 วอน อาหารที่เขากินค้างไว้แล้วถูกจับเมื่อเช้า ราคาชามละ 8,000 วอน ถ้าอย่างนั้น...
‘แค่กระดาษแผ่นเดียวที่ปลิวไสวอยู่นี่ ก็ซื้อซุปเนื้อได้ตั้ง 6 ชาม!’
เขาคำนวณหน่วยเงินเสร็จสรรพในพริบตาพร้อมกับดวงตาที่ลุกวาว
แต่มันยังไม่จบแค่นี้
“จะ...เจ้านกนั่นมันมีค่าตั้งขนาดนี้เลยเหรอครับ ขนมันแพงเหรอ?”
“เปล่าค่ะ บิกินเนอร์คิลเลอร์เป็นสายพันธุ์ที่เนื้อนิ่มเกินไปจนไม่มีมูลค่าทางการค้าหรอกค่ะ แต่ว่าตัวเมื่อเช้านี้มันมีหินมานาอยู่ด้วยน่ะสิคะ”
“หินมานา?”
“ใช่ค่ะ อย่างที่คุณบอก โชคดีจริงๆ นั่นแหละค่ะ”
เพราะหินมานาของบิกินเนอร์คิลเลอร์นั้นมีราคาสูงถึง 600,000 วอนเลยทีเดียว
พอซอนอูยอนอธิบายแบบนั้น คิมกิรยอก็หยุดหายใจไปชั่วขณะ
‘ถ้ามี 600,000 วอน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอดตายไปอีกนานเลย’
แต่พอมาลองคิดดูดีๆ มันมีเรื่องที่ต้องทักท้วงอยู่
“เดี๋ยวนะครับ 600,000 วอน? แต่ทำไมส่วนแบ่งของผมมีแค่ 50,000 วอนล่ะ?”
ซอนอูยอนตอบกลับด้วยท่าทีเรียบเฉยราวกับคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะต้องโดนถามแบบนี้
“ก็เพราะว่าค่าเสียหายของถนนและรั้วที่พังตอนที่คุณจัดการบิกินเนอร์คิลเลอร์ ฉันเป็นคนจัดการจ่ายในนามของฉันน่ะสิคะ”
“อา...”
“ถ้าใครบางคนไม่วิ่งหนีไปซะก่อน ก็คงจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นโทษในฐานะฮันเตอร์ตามกฎหมายไปแล้วล่ะค่ะ”
“ขอโทษครับ”
กิรยอก้มหัวขอโทษอย่างสุภาพ
พอเห็นแบบนั้น ซอนอูยอนก็คลายสีหน้าลงแล้วก้มหัวทักทายตอบ
“งั้นก็ ขอให้เป็นบ่ายที่ดีนะคะ”
ฮันเตอร์สาวในชุดสูทดูเหมือนจะไม่มีอะไรจะพูดอีก เธอหันหลังเดินจากไปเงียบๆ ตามทางของเธอ
คิมกิรยามองตามแผ่นหลังนั้นพลางกำแบงก์ห้าหมื่นวอนในมือแน่น
“ในบ้านเกิดของฉัน เจ้านกหัวสมองขี้เลื่อยนั่นมันก็แค่แมลงบินได้ตามถนนเท่านั้นแหละ”
เขากระซิบเสียงเบาราวกับไม่อยากจะเชื่อ
“สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอขนาดนั้น...”
บิกินเนอร์คิลเลอร์แค่ตัวเดียว ราคาตั้ง 600,000 วอน...
“แค่บิดคอไก่พวกนั้นก็ได้ 600,000”
การจะใช้ชีวิตอยู่รอดได้ต้องมีเงิน
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุผลที่มาอาศัยบนโลกนี้ก็เพื่อชีวิตที่แสนสุขสบาย ดังนั้นเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตในอุดมคติ ยิ่งต้องมีเงินจำนวนมหาศาล
‘เพราะงั้น...’
[ฉันต้องเป็นฮันเตอร์]
คิมกิรยอเกิดความคิดนั้นขึ้นมาในหัว
โดยที่ยังไม่รู้เลยว่า ในวันหน้า เขาจะต้องเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในงานแถลงข่าวสักแห่ง...