Cover

35

เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังรายละเอียดที่เหลืออีกต่อไป

ซอนอูยอนเริ่มอธิบายภาพรวมของเหตุการณ์อย่างช้าๆ

***

หลังจากออกจากร้านอาหาร

“มีผู้ก่อการร้ายค่ะ”

นั่นคือประโยคแรกที่เธอโพล่งออกมา

“ในเกาหลีเนี่ยนะ?”

“ค่ะ ในเกาหลี”

ชายหนุ่มตอบสนองเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะข่าวนี้ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆ

“แต่กรรมวิธีค่อนข้างจะพิเศษหน่อย เพราะพวกเขาไม่ได้พยายามก่อการร้ายด้วยของอย่างพวกระเบิด”

“แล้วใช้อะไรล่ะ...”

“มอนสเตอร์ค่ะ”

ซอนอูยอนยืนกอดอกพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เมื่อไม่นานมานี้ เราพบร่องรอยที่มีคนจงใจทำให้เกิดดันเจี้ยนเบรกขึ้นมาค่ะ”

“ว่าไงนะ?”

“สรุปก็คือ สิ่งที่เราต้องจับให้ได้ก็คือพวกอาชญากรก่อการร้ายดันเจี้ยนเบรกนี่แหละค่ะ”

ปรากฏการณ์ที่สิ่งมีชีวิตลึกลับซึ่งดำรงอยู่หลังเกตหลุดออกมาเพ่นพ่านตามท้องถนน

ทำไมสิ่งนี้ถึงถูกเรียกว่าดันเจี้ยนเบรกกันนะ?

เหตุผลนั้นอยู่ที่คุณลักษณะของเกต

สิ่งที่เรียกว่า ‘เกตทั่วไป’ หรือ ‘บลูเกต’ ซึ่งเป็นช่องว่างมิติที่มีโลกอีกใบซ่อนอยู่ภายในนั้น มีกฎเกณฑ์ที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาติดตั้งเอาไว้

“จงใจทำให้เกิดดันเจี้ยนเบรกงั้นเหรอ...?”

โดยปกติจะใช้เวลา 7-10 วัน

ถ้าขนาดเล็กหน่อยก็ 3-5 วัน

หากบลูเกตถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการเข้าเคลียร์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทางเข้าจะถูกทำลายลง

มันจะระเบิดตู้ม! ราวกับซูเปอร์โนวาจนดันเจี้ยนสลายไป และมอนสเตอร์ทั้งหมดที่อยู่ข้างในจะถาโถมออกมาสู่เมืองพร้อมๆ กัน

ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเรียกว่า ‘ดันเจี้ยนเบรก’

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเป็นชนวนเหตุที่ทำให้มนุษยชาติบ้าคลั่งกับการพัฒนาเทคโนโลยีในการสำรวจเกตอีกด้วย

“เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปได้ด้วยเหรอ?”

แต่กลับมีไอ้พวกบ้าที่จงใจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่น่ากลัวแบบนี้ตามใจชอบปรากฏตัวออกมาเนี่ยนะ

ซอนอูยอนขมวดคิ้วกับคำถามของคิมกิรยอ ก่อนจะส่ายหน้า

“พวกเราเองก็ไม่ทราบค่ะ ถึงต้องเริ่มสืบหาตั้งแต่ตอนนี้ไงคะ”

สรุปก็คือ เป็นการก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับเกต เลยต้องไปสำรวจเกตสินะ

คิมกิรยอเข้าใจสถานการณ์ได้ไม่ยาก ทว่าในกระบวนการนี้ยังคงมีข้อสงสัยเล็กๆ หลงเหลืออยู่

“เดี๋ยวก่อน ถ้าเกิดดันเจี้ยนเบรกขึ้น เกตเดิมก็จะหายไปไม่ใช่เหรอ? งั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรให้สำรวจแล้วนี่?”

แต่ข้อสงสัยนั้นก็ได้รับการคลี่คลายโดยซอนอูยอนในทันที

“นั่นคือเหตุผลที่ฉันบอกว่าพวกคนร้ายทิ้งร่องรอยเอาไว้ค่ะ”

“ครับ?”

“เกตมันไม่หายไปค่ะ”

อากาศที่หอบเอาความชื้นมาด้วยโอบล้อมรอบตัวพวกเขา

ทว่าซอนอูยอนกลับพ่นประโยคที่แห้งแล้งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ออกมา

“เมื่อไม่กี่วันก่อน มีเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกที่มีมอนสเตอร์ธาตุไฟจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นที่ชานเมือง แต่ดันเจี้ยนที่เป็นต้นกำเนิดของพวกมันยังคงอยู่ค่ะ”

“...”

“แถม... ข้างในนั้นยังอยู่ในสภาพที่ว่างเปล่าด้วย”

นี่คือตัวตนของสถานที่ที่ซอนอูยอนต้องการว่าจ้างให้เขาไปตรวจสอบ

***

ผู้ก่อการร้าย ขบวนการค้ามนุษย์ นักล่าพวกพ้อง

นี่จริงๆ แล้วเกาหลีเป็นที่ที่อันตรายที่สุดหรือเปล่าเนี่ย แค่ไม่มีพวกแก๊งมาเฟียคุมเมืองเท่านั้นเองนะ?

‘หนีไปต่างประเทศดีไหมนะ?’

ฉันกัดเล็บด้วยความกังวลพลางฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ

วันนี้คือวันนั้นแหละ

วันที่ต้องช่วยงานซอนอูยอน

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ? มาถึงก่อนแล้วเหรอคะ?”

“ก็นั่งแท็กซี่มาน่ะครับ”

เมื่อถึงเวลานัด พนักงานจากสมาคมก็ปรากฏตัวขึ้นตรงเวลาเป๊ะ

ทันทีที่เห็นหน้าซอนอูยอน ฉันก็ชี้ไปที่ด้านหลัง ทางเดินสีฟ้าที่ส่องสว่างอยู่หลังเส้นกั้นของตำรวจ

“งั้นตอนนี้เข้าไปเลยไหมครับ?”

“ค่ะ เชิญเข้าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลตรงนั้นได้เลยค่ะ”

“แล้วคุณซอนอูยอนล่ะครับ?”

“ฉันจะรออยู่ข้างนอกเกตค่ะ ฉันเป็นเซอร์เชอร์นี่นา ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ที่เหมาะกับการคุ้มกันหรอกค่ะ”

“......อืม”

เกตที่เป็นเป้าหมายในการสำรวจคือเกตระดับ B แถบชานเมืองโซลที่มีพื้นที่ลาวาปรากฏขึ้น

สำหรับผู้ตื่นรู้ที่อ่อนแออย่างคิมกิรยอ แค่โดนลมหายใจของมอนสเตอร์ระดับ B ก็คงตายคาที่แล้ว แต่โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล

‘ข้างในว่างเปล่าจริงๆ ด้วยแฮะ’

ก็นะ ตามที่ได้ยินมาล่วงหน้าว่าไม่มีมอนสเตอร์อยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว

ได้ข่าวว่าบอสถูกจัดการโดยหน่วยปราบปรามดันเจี้ยนเบรกไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ทำไมเกตถึงยังไม่พังทลายและหลงเหลืออยู่อีกนะ?

‘ทั้งๆ ที่ข้างในก็ไม่ได้มีคนที่มีชีวิตติดค้างอยู่แท้ๆ’

ถือเป็นโอกาสดีพอดี

ก่อนหน้านี้ฉันเองก็ค่อนข้างสนใจเรื่องเกตบนโลกอยู่แล้ว เลยตัดสินใจว่าจะตั้งใจสำรวจอย่างเต็มที่

และในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

หลังจากลำบากตรากตรำเหงื่อท่วมตัวอยู่ในพื้นที่ลาวา ในที่สุดฉันก็ได้ผลลัพธ์บางอย่าง

“ฟู่ว......”

“เจออะไรบ้างไหมคะ?”

เมื่อเสร็จสิ้นการสำรวจ ฉันก็เดินออกมาข้างนอก ทิ้งอากาศที่ร้อนระอุภายในดันเจี้ยนไว้เบื้องหลัง

ซอนอูยอนที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาทักทาย ซึ่งฉันก็มอบประโยคนี้ให้เธอเป็นอย่างแรก

“มีข่าวร้ายเรื่องหนึ่งครับ”

“อะไรเหรอคะ?”

“ดูเหมือนว่าจะรู้ตัวคนร้ายได้ยากหน่อยนะครับ”

พอได้ยินแบบนั้น ซอนอูยอนก็เริ่มมองค้อนฉันเหมือนมองแมลงตัวหนึ่ง

ก็นะ ฉันไม่รู้จริงๆ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ

“มันไม่มีเบาะแสที่จะยืนยันตัวตนหลงเหลืออยู่เลย แถมในดันเจี้ยนก็ไม่ได้มีร่องรอยของการดัดแปลงอะไรเป็นพิเศษด้วย”

หรือว่าจะเป็นเพราะเมื่อคราวที่แล้วฉันสั่งทั้งคัลกุกซูและมันดูนึ่งด้วยกันนะที่เป็นต้นเหตุ?

ก็จริงนะ ถ้าทำงานให้ไม่คุ้มค่าข้าวเธอก็คงโกรธเป็นธรรมดา

ไอเย็นแผ่ออกมาจากใบหน้าของซอนอูยอน

ฉันเห็นแบบนั้นแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่กลัวและพูดต่อช้าๆ

“แต่ว่า ผมเจอจุดที่ผิดปกติอย่างหนึ่งครับ”

“อะไรคะ?”

“เกตที่อยู่ตรงนี้ไงครับ”

ตุบๆ

ฉันใช้นิ้วเคาะพลางชี้ไปที่ทางเดินสีฟ้าตรงหน้า เรียกความสนใจของซอนอูยอนให้จดจ่อมาที่มัน

“ดูเหมือนจะเป็นทางเดินที่จอมเวท... ไม่สิ ผู้ตื่นรู้ฝืนแทรกแซงเพื่อเปิดมันขึ้นมาน่ะครับ สรุปที่ผมอยากจะบอกก็คือ มันคือทางออกปลอมครับ”

“ของปลอมเหรอคะ?”

“มันไม่เสถียรเกินไปน่ะสิครับ”

ทันทีที่พูดจบดวงตาของซอนอูยอนก็เบิกกว้าง แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจและพูดต่อ

“ถ้าจะให้อธิบายทั้งหมดคงยาวเกินไป งั้นขอสรุปคร่าวๆ แล้วกันครับ คือไอ้ผู้ก่อการร้ายนั่นน่ะ”

วูมมม ในจังหวะนั้นเองทางเดินสีฟ้าก็ส่งเสียงประหลาดพลางส่องแสงสว่างไปทั่วบริเวณ

“มันรู้จักวิธีสร้างทางเข้าและทางออกใหม่ขึ้นมาในดันเจี้ยนครับ”

“...!”

“และแน่นอนว่ามันต้องมีวิธีปิดทางเดินต้นฉบับด้วย เพราะมันถูกสลับเปลี่ยนกันไปแล้ว”

การที่สามารถแทรกแซงพื้นที่ลึกลับอย่างเกตได้ขนาดนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก

แต่ถึงแม้จะสืบรู้ข้อมูลถึงขนาดนี้ ฉันก็ไม่สามารถคุยโวโอ้อวดได้ตามใจชอบ

“เพิ่มหรือลดทางเดินงั้นเหรอคะ? คนร้ายทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน?”

“นั่นสิครับ ดูยังไงเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับดันเจี้ยนเบรกเลยสักนิด”

จากการวิเคราะห์เกตอย่างละเอียด

ฉันสามารถนึกถึงวิธีที่จะทำให้เกิดดันเจี้ยนเบรกโดยเจตนาได้หลายวิธี

ด้วยเหตุนี้ฉันจึงยิ่งมั่นใจและพูดออกไปได้ว่า

จำนวนของทางเดินไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเกิดดันเจี้ยนเบรกเลยสักนิด

“หืม”

แถมเรื่องที่ไปยุ่งวุ่นวายกับทางเดินที่อยู่เฉยๆ ของมันก็น่าสงสัยแล้ว แต่ว่า...

“คุณซอนอูยอนครับ คุณบอกว่าเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรก ‘ที่ผิดปกติ’ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวใช่ไหมครับ?”

“อ๊ะ ใช่ค่ะ”

ซอนอูยอนอธิบายต่อทันที

เธอบอกว่าตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา มีดันเจี้ยนถึง 3 แห่งที่จู่ๆ ก็ระเบิดออก ทั้งที่ยังมีเวลาเหลือเฟือ

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ามีคดีที่น่าสงสัยอย่างน้อย 3 คดีแล้ว

“คดีก่อนๆ ไม่ทิ้งหลักฐานไว้เลยสักชิ้น แต่คราวนี้กลับสร้างเกตที่ว่างเปล่าแบบโต้งๆ เพื่อดึงดูดความสนใจงั้นเหรอ?”

เจตนาคืออะไรกันแน่?

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ หรือว่าคดีก่อนหน้านี้กับคดีครั้งนี้จะไม่ใช่ฝีมือของคนร้ายคนเดียวกันคะ?”

ข้อสันนิษฐานที่ฟังดูเข้าทีถูกเอ่ยออกมา แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

‘หรือว่าพวกจอมเวทบนโลกจะทำการทดลองนั่นนี่เพราะความอยากรู้อยากเห็นกันนะ? ก็เป็นเรื่องที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง จอมเวทน่ะมักจะเติบโตมาแบบนั้นกันทั้งนั้นแหละ’

อืม

ยังไงซะ พลังเวทเฮงซวยนี่ก็คือปัญหา

ถ้าฉันมีมานาเยอะกว่านี้ ฉันคงใช้วิธีสืบสวนได้หลากหลายกว่านี้ไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น การล้างสมองมนุษย์แถวนี้ให้หมดแล้วบังคับให้พูดแต่ความจริงออกมา...

‘แต่ตอนนี้ฉันดันใช้เวทสารภาพบาปไม่ได้ แถมไฟแช็กพกพายังแรงกว่าพายเออร์บอลของฉันอีก’

โธ่เอ๊ย ไอ้เวร

พอมาจุติใหม่เป็นฮันเตอร์ระดับล่างสุดนี่มันมีเรื่องไม่สะดวกเต็มไปหมดเลยแฮะ

“ตอนนี้ก็คงไม่มีทางรู้ได้หรอกครับ”

ยังไงซะ การสำรวจก็จบลงแค่นี้แหละ

ฉันชี้ไปที่เกตที่มีเส้นกั้นของตำรวจล้อมรอบพลางให้คำเตือนสั้นๆ กับซอนอูยอน

ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ผู้ก่อการร้ายใจกล้าที่ไหนมันทำเรื่องพรรค์นี้ แต่ก็นะ ฝีมือของมันเองก็ไม่ได้ดีเด่อะไรขนาดนั้นหรอก

“อ้อ จริงด้วยคุณซอนอูยอน หลังจากนี้ห้ามเข้าไปข้างในเกตนี้เด็ดขาดนะครับ”

“คะ?”

“ก็ผมบอกไปแล้วไงครับว่าทางเดินปลอมนั่นมันไม่เสถียร”

“นั่นหมายความว่า...”

“ทางออกน่าจะหายไปภายในเวลาไม่ถึงวันครับ”

ไม่มีใครรู้ว่าดันเจี้ยนที่ฝืนคงอยู่ได้เพราะทางเดินประดิษฐ์ที่ใครบางคนสร้างขึ้นนั้น จะเป็นอย่างไรต่อไปหลังจากสูญเสียทางออกไป

ถ้าฉันไม่รีบมาดูเสียก่อน บางทีตำรวจที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อาจจะถูกขังอยู่ในโลกอีกใบไปแล้วก็ได้

ซอนอูยอนเองก็น่าจะตระหนักถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเธอจึงซีดลงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะที่ให้ความร่วมมือ”

เดชะบุญที่วันนี้ฉันเลยได้กินเนื้อวัวเป็นค่าตอบแทน

แต่นั่นคือผลงานชิ้นสุดท้ายของฉัน

เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เกตที่ว่างเปล่านั่นก็เลือนหายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ขอโทษที่ติดต่อมาดึกขนาดนี้นะคะ สิ่งที่คุณคาดการณ์ไว้ถูกต้องเลยค่ะ ทางเข้ามัน... สลายไปแล้วค่ะ”

พวกเราสูญเสียเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่จะใช้ตามล่าตัวคนร้ายไปเสียแล้ว

แถมเมื่อยึดเอาวันนี้เป็นจุดเปลี่ยน เหตุการณ์ก่อการร้ายก็ขาดช่วงหายไปดื้อๆ...

หลังจากนั้น การสืบสวนที่ล่าช้าและไม่คืบหน้าจึงกลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ระยะเวลาที่ตกลงว่าจะช่วยงานซอนอูยอนคือ 2 สัปดาห์

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป วันที่ฉันไม่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายตรงข้ามเลยก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

***

[มีข่าวที่น่าสลดใจมาแจ้งให้ทราบค่ะ ทางตำรวจได้ทำการค้นหาสวนสาธารณะที่พบคุณ A ผู้สูญหายเป็นครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 9 ที่ผ่านมา แต่ในที่สุด...]

[ข่าวด่วนค่ะ เหยื่ออีกรายจากเหตุการณ์คนหายต่อเนื่องในเขตอึนพยองที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้...]

[ตำรวจระบุว่า "ได้จัดตั้งกองอำนวยการสอบสวนพิเศษ... จะพยายามอย่างเต็มที่ในการค้นหาผู้สูญหาย"]

เวลาผ่านไปอย่างไร้ความหมายหลายวัน

“โลกนี่มันชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวันเลยน้า~”

ฉันนอนแผ่หลาอย่างว่างงาน

ถามว่าทำไมคนที่เคยยุ่งอยู่กับการวิ่งรอกไปตามที่ต่างๆ กับฮันเตอร์สาวผมยาวสลวยถึงมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ได้น่ะเหรอ?

ก็เพราะไม่มีที่ให้ใช้ทักษะการประเมินแล้วยังไงล่ะ

ตั้งแต่เกตหายไป การสืบสวนก็เหมือนลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ

แต่นั่นก็ช่วยให้ฉันมีเวลามานั่งเขี่ยโทรศัพท์เล่นแบบนี้ล่ะนะ

“ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงแต่เรื่องนี้กันทั้งนั้นเลยแฮะ”

ฉันคิดไปเรื่อยเปื่อยพลางจ้องมองคลิปข่าวที่เปิดค้างไว้บนหน้าจอ

ความจริงแล้ว ในช่วงที่ซอนอูยอนกำลังไล่ล่าผู้ก่อการร้ายอยู่นี้ ที่เกาหลีมีเหตุการณ์ใหญ่อีกเหตุการณ์หนึ่งกำลังเกิดขึ้น

เห็นว่ามีพลเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตอึนพยอง ซึ่งดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย หายตัวไปถึง 7 คนแล้วงั้นเหรอ?

‘หรือว่าจะถูกลักพาตัวไปที่ไหนอีกหรือเปล่านะ?’

ความเป็นไปได้เรื่องการลักพาตัวผุดขึ้นมาในหัวแวบหนึ่ง แต่นั่นก็น่าจะมีโอกาสต่ำ

เพราะเหยื่อเหล่านั้นมีจุดร่วมกันอยู่สองอย่าง

คือมีที่พำนักอยู่ในเขตอึนพยอง และเป็นผู้ไม่ตื่นรู้

‘ใครกันที่จะมาลักพาตัวคนธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่พลังเวท...?’

ในขณะที่กำลังจมอยู่ในความสงสัยเพียงลำพัง

- ติ๊ง♩ ติริริริ๊ง♩♬

เสียงเรียกเข้าใหม่ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าดังสนั่นไปทั่วห้องเช่า

พร้อมกันนั้น ข่าวที่กำลังรับชมอยู่ก็ถูกหยุดลงโดยอัตโนมัติ

ดูเหมือนจะมีสายเข้า

[ซอนอูยอน ☎]

ฉันกดรับสายโดยไม่ลังเล

“ครับ คิมกิรยอพูดครับ”

สิ่งที่ตามมาคือการสนทนาที่แสนธรรมดา

“ครับๆ”

มันไม่ได้ยาวเป็นพิเศษหรอก ซอนอูยอนมักจะพูดแค่ธุระสำคัญสั้นๆ อยู่แล้ว

“ครับ~ รับทราบครับ”

ตึด.

หลังจากวางสาย ฉันมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลงพลางพึมพำกับตัวเอง

“โธ่เว้ย ไอ้ฉิบหาย แค่ดูข่าวแล้วสงสัยในใจแวบเดียวว่าสถานการณ์มันเป็นยังไง แต่ไม่ได้บอกสักคำว่าอยากจะไปไขคดีด้วยตัวเองสักหน่อย”

มีข่าวร้ายเรื่องหนึ่ง

เนื่องจากการสืบสวนคดีคนหายในเขตอึนพยองเริ่มเข้มข้นขึ้น ซอนอูยอนที่มีทักษะเซอร์เชอร์จึงถูกดึงตัวไปเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างเร่งด่วน

สรุปก็คือ ฉันที่มีเงื่อนไขตามสัญญาว่า ‘ต้องช่วยงานซอนอูยอนเป็นเวลา 2 สัปดาห์’ เลยต้องพลอยโดนลากเข้าไปเอี่ยวกับเรื่องนี้ไปด้วย

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

35

20px

เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะให้ความร่วมมือ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังรายละเอียดที่เหลืออีกต่อไป

ซอนอูยอนเริ่มอธิบายภาพรวมของเหตุการณ์อย่างช้าๆ

***

หลังจากออกจากร้านอาหาร

“มีผู้ก่อการร้ายค่ะ”

นั่นคือประโยคแรกที่เธอโพล่งออกมา

“ในเกาหลีเนี่ยนะ?”

“ค่ะ ในเกาหลี”

ชายหนุ่มตอบสนองเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน

แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะข่าวนี้ยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกไปตามสื่อต่างๆ

“แต่กรรมวิธีค่อนข้างจะพิเศษหน่อย เพราะพวกเขาไม่ได้พยายามก่อการร้ายด้วยของอย่างพวกระเบิด”

“แล้วใช้อะไรล่ะ...”

“มอนสเตอร์ค่ะ”

ซอนอูยอนยืนกอดอกพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เมื่อไม่นานมานี้ เราพบร่องรอยที่มีคนจงใจทำให้เกิดดันเจี้ยนเบรกขึ้นมาค่ะ”

“ว่าไงนะ?”

“สรุปก็คือ สิ่งที่เราต้องจับให้ได้ก็คือพวกอาชญากรก่อการร้ายดันเจี้ยนเบรกนี่แหละค่ะ”

ปรากฏการณ์ที่สิ่งมีชีวิตลึกลับซึ่งดำรงอยู่หลังเกตหลุดออกมาเพ่นพ่านตามท้องถนน

ทำไมสิ่งนี้ถึงถูกเรียกว่าดันเจี้ยนเบรกกันนะ?

เหตุผลนั้นอยู่ที่คุณลักษณะของเกต

สิ่งที่เรียกว่า ‘เกตทั่วไป’ หรือ ‘บลูเกต’ ซึ่งเป็นช่องว่างมิติที่มีโลกอีกใบซ่อนอยู่ภายในนั้น มีกฎเกณฑ์ที่เปรียบเสมือนระเบิดเวลาติดตั้งเอาไว้

“จงใจทำให้เกิดดันเจี้ยนเบรกงั้นเหรอ...?”

โดยปกติจะใช้เวลา 7-10 วัน

ถ้าขนาดเล็กหน่อยก็ 3-5 วัน

หากบลูเกตถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการเข้าเคลียร์ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทางเข้าจะถูกทำลายลง

มันจะระเบิดตู้ม! ราวกับซูเปอร์โนวาจนดันเจี้ยนสลายไป และมอนสเตอร์ทั้งหมดที่อยู่ข้างในจะถาโถมออกมาสู่เมืองพร้อมๆ กัน

ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเรียกว่า ‘ดันเจี้ยนเบรก’

นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเป็นชนวนเหตุที่ทำให้มนุษยชาติบ้าคลั่งกับการพัฒนาเทคโนโลยีในการสำรวจเกตอีกด้วย

“เรื่องแบบนั้นมันเป็นไปได้ด้วยเหรอ?”

แต่กลับมีไอ้พวกบ้าที่จงใจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่น่ากลัวแบบนี้ตามใจชอบปรากฏตัวออกมาเนี่ยนะ

ซอนอูยอนขมวดคิ้วกับคำถามของคิมกิรยอ ก่อนจะส่ายหน้า

“พวกเราเองก็ไม่ทราบค่ะ ถึงต้องเริ่มสืบหาตั้งแต่ตอนนี้ไงคะ”

สรุปก็คือ เป็นการก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับเกต เลยต้องไปสำรวจเกตสินะ

คิมกิรยอเข้าใจสถานการณ์ได้ไม่ยาก ทว่าในกระบวนการนี้ยังคงมีข้อสงสัยเล็กๆ หลงเหลืออยู่

“เดี๋ยวก่อน ถ้าเกิดดันเจี้ยนเบรกขึ้น เกตเดิมก็จะหายไปไม่ใช่เหรอ? งั้นก็ไม่น่าจะมีอะไรให้สำรวจแล้วนี่?”

แต่ข้อสงสัยนั้นก็ได้รับการคลี่คลายโดยซอนอูยอนในทันที

“นั่นคือเหตุผลที่ฉันบอกว่าพวกคนร้ายทิ้งร่องรอยเอาไว้ค่ะ”

“ครับ?”

“เกตมันไม่หายไปค่ะ”

อากาศที่หอบเอาความชื้นมาด้วยโอบล้อมรอบตัวพวกเขา

ทว่าซอนอูยอนกลับพ่นประโยคที่แห้งแล้งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ออกมา

“เมื่อไม่กี่วันก่อน มีเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกที่มีมอนสเตอร์ธาตุไฟจำนวนมากปรากฏตัวขึ้นที่ชานเมือง แต่ดันเจี้ยนที่เป็นต้นกำเนิดของพวกมันยังคงอยู่ค่ะ”

“...”

“แถม... ข้างในนั้นยังอยู่ในสภาพที่ว่างเปล่าด้วย”

นี่คือตัวตนของสถานที่ที่ซอนอูยอนต้องการว่าจ้างให้เขาไปตรวจสอบ

***

ผู้ก่อการร้าย ขบวนการค้ามนุษย์ นักล่าพวกพ้อง

นี่จริงๆ แล้วเกาหลีเป็นที่ที่อันตรายที่สุดหรือเปล่าเนี่ย แค่ไม่มีพวกแก๊งมาเฟียคุมเมืองเท่านั้นเองนะ?

‘หนีไปต่างประเทศดีไหมนะ?’

ฉันกัดเล็บด้วยความกังวลพลางฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ

วันนี้คือวันนั้นแหละ

วันที่ต้องช่วยงานซอนอูยอน

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ? มาถึงก่อนแล้วเหรอคะ?”

“ก็นั่งแท็กซี่มาน่ะครับ”

เมื่อถึงเวลานัด พนักงานจากสมาคมก็ปรากฏตัวขึ้นตรงเวลาเป๊ะ

ทันทีที่เห็นหน้าซอนอูยอน ฉันก็ชี้ไปที่ด้านหลัง ทางเดินสีฟ้าที่ส่องสว่างอยู่หลังเส้นกั้นของตำรวจ

“งั้นตอนนี้เข้าไปเลยไหมครับ?”

“ค่ะ เชิญเข้าไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลตรงนั้นได้เลยค่ะ”

“แล้วคุณซอนอูยอนล่ะครับ?”

“ฉันจะรออยู่ข้างนอกเกตค่ะ ฉันเป็นเซอร์เชอร์นี่นา ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ที่เหมาะกับการคุ้มกันหรอกค่ะ”

“......อืม”

เกตที่เป็นเป้าหมายในการสำรวจคือเกตระดับ B แถบชานเมืองโซลที่มีพื้นที่ลาวาปรากฏขึ้น

สำหรับผู้ตื่นรู้ที่อ่อนแออย่างคิมกิรยอ แค่โดนลมหายใจของมอนสเตอร์ระดับ B ก็คงตายคาที่แล้ว แต่โชคดีที่ตอนนี้ไม่มีอะไรน่ากังวล

‘ข้างในว่างเปล่าจริงๆ ด้วยแฮะ’

ก็นะ ตามที่ได้ยินมาล่วงหน้าว่าไม่มีมอนสเตอร์อยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว

ได้ข่าวว่าบอสถูกจัดการโดยหน่วยปราบปรามดันเจี้ยนเบรกไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ทำไมเกตถึงยังไม่พังทลายและหลงเหลืออยู่อีกนะ?

‘ทั้งๆ ที่ข้างในก็ไม่ได้มีคนที่มีชีวิตติดค้างอยู่แท้ๆ’

ถือเป็นโอกาสดีพอดี

ก่อนหน้านี้ฉันเองก็ค่อนข้างสนใจเรื่องเกตบนโลกอยู่แล้ว เลยตัดสินใจว่าจะตั้งใจสำรวจอย่างเต็มที่

และในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา

หลังจากลำบากตรากตรำเหงื่อท่วมตัวอยู่ในพื้นที่ลาวา ในที่สุดฉันก็ได้ผลลัพธ์บางอย่าง

“ฟู่ว......”

“เจออะไรบ้างไหมคะ?”

เมื่อเสร็จสิ้นการสำรวจ ฉันก็เดินออกมาข้างนอก ทิ้งอากาศที่ร้อนระอุภายในดันเจี้ยนไว้เบื้องหลัง

ซอนอูยอนที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาทักทาย ซึ่งฉันก็มอบประโยคนี้ให้เธอเป็นอย่างแรก

“มีข่าวร้ายเรื่องหนึ่งครับ”

“อะไรเหรอคะ?”

“ดูเหมือนว่าจะรู้ตัวคนร้ายได้ยากหน่อยนะครับ”

พอได้ยินแบบนั้น ซอนอูยอนก็เริ่มมองค้อนฉันเหมือนมองแมลงตัวหนึ่ง

ก็นะ ฉันไม่รู้จริงๆ แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ

“มันไม่มีเบาะแสที่จะยืนยันตัวตนหลงเหลืออยู่เลย แถมในดันเจี้ยนก็ไม่ได้มีร่องรอยของการดัดแปลงอะไรเป็นพิเศษด้วย”

หรือว่าจะเป็นเพราะเมื่อคราวที่แล้วฉันสั่งทั้งคัลกุกซูและมันดูนึ่งด้วยกันนะที่เป็นต้นเหตุ?

ก็จริงนะ ถ้าทำงานให้ไม่คุ้มค่าข้าวเธอก็คงโกรธเป็นธรรมดา

ไอเย็นแผ่ออกมาจากใบหน้าของซอนอูยอน

ฉันเห็นแบบนั้นแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่กลัวและพูดต่อช้าๆ

“แต่ว่า ผมเจอจุดที่ผิดปกติอย่างหนึ่งครับ”

“อะไรคะ?”

“เกตที่อยู่ตรงนี้ไงครับ”

ตุบๆ

ฉันใช้นิ้วเคาะพลางชี้ไปที่ทางเดินสีฟ้าตรงหน้า เรียกความสนใจของซอนอูยอนให้จดจ่อมาที่มัน

“ดูเหมือนจะเป็นทางเดินที่จอมเวท... ไม่สิ ผู้ตื่นรู้ฝืนแทรกแซงเพื่อเปิดมันขึ้นมาน่ะครับ สรุปที่ผมอยากจะบอกก็คือ มันคือทางออกปลอมครับ”

“ของปลอมเหรอคะ?”

“มันไม่เสถียรเกินไปน่ะสิครับ”

ทันทีที่พูดจบดวงตาของซอนอูยอนก็เบิกกว้าง แต่ฉันก็ไม่ได้สนใจและพูดต่อ

“ถ้าจะให้อธิบายทั้งหมดคงยาวเกินไป งั้นขอสรุปคร่าวๆ แล้วกันครับ คือไอ้ผู้ก่อการร้ายนั่นน่ะ”

วูมมม ในจังหวะนั้นเองทางเดินสีฟ้าก็ส่งเสียงประหลาดพลางส่องแสงสว่างไปทั่วบริเวณ

“มันรู้จักวิธีสร้างทางเข้าและทางออกใหม่ขึ้นมาในดันเจี้ยนครับ”

“...!”

“และแน่นอนว่ามันต้องมีวิธีปิดทางเดินต้นฉบับด้วย เพราะมันถูกสลับเปลี่ยนกันไปแล้ว”

การที่สามารถแทรกแซงพื้นที่ลึกลับอย่างเกตได้ขนาดนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก

แต่ถึงแม้จะสืบรู้ข้อมูลถึงขนาดนี้ ฉันก็ไม่สามารถคุยโวโอ้อวดได้ตามใจชอบ

“เพิ่มหรือลดทางเดินงั้นเหรอคะ? คนร้ายทำแบบนั้นไปเพื่ออะไรกัน?”

“นั่นสิครับ ดูยังไงเรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับดันเจี้ยนเบรกเลยสักนิด”

จากการวิเคราะห์เกตอย่างละเอียด

ฉันสามารถนึกถึงวิธีที่จะทำให้เกิดดันเจี้ยนเบรกโดยเจตนาได้หลายวิธี

ด้วยเหตุนี้ฉันจึงยิ่งมั่นใจและพูดออกไปได้ว่า

จำนวนของทางเดินไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเกิดดันเจี้ยนเบรกเลยสักนิด

“หืม”

แถมเรื่องที่ไปยุ่งวุ่นวายกับทางเดินที่อยู่เฉยๆ ของมันก็น่าสงสัยแล้ว แต่ว่า...

“คุณซอนอูยอนครับ คุณบอกว่าเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรก ‘ที่ผิดปกติ’ ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวใช่ไหมครับ?”

“อ๊ะ ใช่ค่ะ”

ซอนอูยอนอธิบายต่อทันที

เธอบอกว่าตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา มีดันเจี้ยนถึง 3 แห่งที่จู่ๆ ก็ระเบิดออก ทั้งที่ยังมีเวลาเหลือเฟือ

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่ามีคดีที่น่าสงสัยอย่างน้อย 3 คดีแล้ว

“คดีก่อนๆ ไม่ทิ้งหลักฐานไว้เลยสักชิ้น แต่คราวนี้กลับสร้างเกตที่ว่างเปล่าแบบโต้งๆ เพื่อดึงดูดความสนใจงั้นเหรอ?”

เจตนาคืออะไรกันแน่?

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ หรือว่าคดีก่อนหน้านี้กับคดีครั้งนี้จะไม่ใช่ฝีมือของคนร้ายคนเดียวกันคะ?”

ข้อสันนิษฐานที่ฟังดูเข้าทีถูกเอ่ยออกมา แต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น

‘หรือว่าพวกจอมเวทบนโลกจะทำการทดลองนั่นนี่เพราะความอยากรู้อยากเห็นกันนะ? ก็เป็นเรื่องที่มีโอกาสเป็นไปได้สูง จอมเวทน่ะมักจะเติบโตมาแบบนั้นกันทั้งนั้นแหละ’

อืม

ยังไงซะ พลังเวทเฮงซวยนี่ก็คือปัญหา

ถ้าฉันมีมานาเยอะกว่านี้ ฉันคงใช้วิธีสืบสวนได้หลากหลายกว่านี้ไปแล้ว

ตัวอย่างเช่น การล้างสมองมนุษย์แถวนี้ให้หมดแล้วบังคับให้พูดแต่ความจริงออกมา...

‘แต่ตอนนี้ฉันดันใช้เวทสารภาพบาปไม่ได้ แถมไฟแช็กพกพายังแรงกว่าพายเออร์บอลของฉันอีก’

โธ่เอ๊ย ไอ้เวร

พอมาจุติใหม่เป็นฮันเตอร์ระดับล่างสุดนี่มันมีเรื่องไม่สะดวกเต็มไปหมดเลยแฮะ

“ตอนนี้ก็คงไม่มีทางรู้ได้หรอกครับ”

ยังไงซะ การสำรวจก็จบลงแค่นี้แหละ

ฉันชี้ไปที่เกตที่มีเส้นกั้นของตำรวจล้อมรอบพลางให้คำเตือนสั้นๆ กับซอนอูยอน

ไม่รู้หรอกนะว่าไอ้ผู้ก่อการร้ายใจกล้าที่ไหนมันทำเรื่องพรรค์นี้ แต่ก็นะ ฝีมือของมันเองก็ไม่ได้ดีเด่อะไรขนาดนั้นหรอก

“อ้อ จริงด้วยคุณซอนอูยอน หลังจากนี้ห้ามเข้าไปข้างในเกตนี้เด็ดขาดนะครับ”

“คะ?”

“ก็ผมบอกไปแล้วไงครับว่าทางเดินปลอมนั่นมันไม่เสถียร”

“นั่นหมายความว่า...”

“ทางออกน่าจะหายไปภายในเวลาไม่ถึงวันครับ”

ไม่มีใครรู้ว่าดันเจี้ยนที่ฝืนคงอยู่ได้เพราะทางเดินประดิษฐ์ที่ใครบางคนสร้างขึ้นนั้น จะเป็นอย่างไรต่อไปหลังจากสูญเสียทางออกไป

ถ้าฉันไม่รีบมาดูเสียก่อน บางทีตำรวจที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อาจจะถูกขังอยู่ในโลกอีกใบไปแล้วก็ได้

ซอนอูยอนเองก็น่าจะตระหนักถึงเรื่องนี้ สีหน้าของเธอจึงซีดลงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ขอบคุณมากจริงๆ ค่ะที่ให้ความร่วมมือ”

เดชะบุญที่วันนี้ฉันเลยได้กินเนื้อวัวเป็นค่าตอบแทน

แต่นั่นคือผลงานชิ้นสุดท้ายของฉัน

เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เกตที่ว่างเปล่านั่นก็เลือนหายไปจากโลกนี้อย่างไร้ร่องรอย

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ขอโทษที่ติดต่อมาดึกขนาดนี้นะคะ สิ่งที่คุณคาดการณ์ไว้ถูกต้องเลยค่ะ ทางเข้ามัน... สลายไปแล้วค่ะ”

พวกเราสูญเสียเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่จะใช้ตามล่าตัวคนร้ายไปเสียแล้ว

แถมเมื่อยึดเอาวันนี้เป็นจุดเปลี่ยน เหตุการณ์ก่อการร้ายก็ขาดช่วงหายไปดื้อๆ...

หลังจากนั้น การสืบสวนที่ล่าช้าและไม่คืบหน้าจึงกลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้

ระยะเวลาที่ตกลงว่าจะช่วยงานซอนอูยอนคือ 2 สัปดาห์

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป วันที่ฉันไม่ได้รับการติดต่อจากฝ่ายตรงข้ามเลยก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น

***

[มีข่าวที่น่าสลดใจมาแจ้งให้ทราบค่ะ ทางตำรวจได้ทำการค้นหาสวนสาธารณะที่พบคุณ A ผู้สูญหายเป็นครั้งสุดท้ายตั้งแต่วันที่ 9 ที่ผ่านมา แต่ในที่สุด...]

[ข่าวด่วนค่ะ เหยื่ออีกรายจากเหตุการณ์คนหายต่อเนื่องในเขตอึนพยองที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้...]

[ตำรวจระบุว่า "ได้จัดตั้งกองอำนวยการสอบสวนพิเศษ... จะพยายามอย่างเต็มที่ในการค้นหาผู้สูญหาย"]

เวลาผ่านไปอย่างไร้ความหมายหลายวัน

“โลกนี่มันชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวันเลยน้า~”

ฉันนอนแผ่หลาอย่างว่างงาน

ถามว่าทำไมคนที่เคยยุ่งอยู่กับการวิ่งรอกไปตามที่ต่างๆ กับฮันเตอร์สาวผมยาวสลวยถึงมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้ได้น่ะเหรอ?

ก็เพราะไม่มีที่ให้ใช้ทักษะการประเมินแล้วยังไงล่ะ

ตั้งแต่เกตหายไป การสืบสวนก็เหมือนลอยเคว้งอยู่กลางอากาศ

แต่นั่นก็ช่วยให้ฉันมีเวลามานั่งเขี่ยโทรศัพท์เล่นแบบนี้ล่ะนะ

“ช่วงนี้ใครๆ ก็พูดถึงแต่เรื่องนี้กันทั้งนั้นเลยแฮะ”

ฉันคิดไปเรื่อยเปื่อยพลางจ้องมองคลิปข่าวที่เปิดค้างไว้บนหน้าจอ

ความจริงแล้ว ในช่วงที่ซอนอูยอนกำลังไล่ล่าผู้ก่อการร้ายอยู่นี้ ที่เกาหลีมีเหตุการณ์ใหญ่อีกเหตุการณ์หนึ่งกำลังเกิดขึ้น

เห็นว่ามีพลเมืองที่อาศัยอยู่ในเขตอึนพยอง ซึ่งดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย หายตัวไปถึง 7 คนแล้วงั้นเหรอ?

‘หรือว่าจะถูกลักพาตัวไปที่ไหนอีกหรือเปล่านะ?’

ความเป็นไปได้เรื่องการลักพาตัวผุดขึ้นมาในหัวแวบหนึ่ง แต่นั่นก็น่าจะมีโอกาสต่ำ

เพราะเหยื่อเหล่านั้นมีจุดร่วมกันอยู่สองอย่าง

คือมีที่พำนักอยู่ในเขตอึนพยอง และเป็นผู้ไม่ตื่นรู้

‘ใครกันที่จะมาลักพาตัวคนธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่พลังเวท...?’

ในขณะที่กำลังจมอยู่ในความสงสัยเพียงลำพัง

- ติ๊ง♩ ติริริริ๊ง♩♬

เสียงเรียกเข้าใหม่ที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้าดังสนั่นไปทั่วห้องเช่า

พร้อมกันนั้น ข่าวที่กำลังรับชมอยู่ก็ถูกหยุดลงโดยอัตโนมัติ

ดูเหมือนจะมีสายเข้า

[ซอนอูยอน ☎]

ฉันกดรับสายโดยไม่ลังเล

“ครับ คิมกิรยอพูดครับ”

สิ่งที่ตามมาคือการสนทนาที่แสนธรรมดา

“ครับๆ”

มันไม่ได้ยาวเป็นพิเศษหรอก ซอนอูยอนมักจะพูดแค่ธุระสำคัญสั้นๆ อยู่แล้ว

“ครับ~ รับทราบครับ”

ตึด.

หลังจากวางสาย ฉันมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลงพลางพึมพำกับตัวเอง

“โธ่เว้ย ไอ้ฉิบหาย แค่ดูข่าวแล้วสงสัยในใจแวบเดียวว่าสถานการณ์มันเป็นยังไง แต่ไม่ได้บอกสักคำว่าอยากจะไปไขคดีด้วยตัวเองสักหน่อย”

มีข่าวร้ายเรื่องหนึ่ง

เนื่องจากการสืบสวนคดีคนหายในเขตอึนพยองเริ่มเข้มข้นขึ้น ซอนอูยอนที่มีทักษะเซอร์เชอร์จึงถูกดึงตัวไปเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนอย่างเร่งด่วน

สรุปก็คือ ฉันที่มีเงื่อนไขตามสัญญาว่า ‘ต้องช่วยงานซอนอูยอนเป็นเวลา 2 สัปดาห์’ เลยต้องพลอยโดนลากเข้าไปเอี่ยวกับเรื่องนี้ไปด้วย