‘ใครมันเป็นคนตั้งชื่อพิลึกพิลั่นแบบนี้ให้กับเวทมนตร์ที่ดูอัปมงคลแบบนี้กันนะ’
ฉันจบการหลบหนีความเป็นจริงอันแสนสั้นลง
ถึงเวลาที่ต้องยอมรับความจริงแล้ว
ว่าการที่ฉันไปเข้าตาสมาคมฮันเตอร์ระดับ S คนนั้น ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด
‘พับผ่าสิ’
ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ก็เหลือทางเลือกเดียว
‘จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้!’
ฉันต้องจัดการไอ้ร่างขยะระดับ F นี่ให้เร็วที่สุด จะย้ายวิญญาณไปร่างอื่น หรือจะรักษาปอดนี่ให้หายก็ต้องรีบทำ!
พอความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัว ฉันก็นอนเฉยๆ ต่อไปไม่ได้อีก ฉันเริ่มลงมือทำอะไรบางอย่างทันที
‘ต่อให้ต้องอดหลับอดนอนทำวิจัย ฉันก็ต้องทวงพลังกลับคืนมาให้ได้!’
ดูเหมือนว่าการได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขคงเป็นเรื่องของอนาคตอันไกลโพ้นเสียแล้ว
***
แต่ก็นะ...
ที่จริงงานวิจัยมันก็เป็นแบบนี้แหละ
ใช่ว่าทดลองครั้งเดียวแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ต้องการออกมาทันใจเสียเมื่อไหร่ สุดท้ายมันก็คือผลิตผลของหยาดเหงื่อแรงงานนั่นแหละ
“ฟู่ววว”
ดังนั้น การที่ไม่มีความคืบหน้าเลยตลอดหลายวันที่ผ่านมา หากมองอีกแง่หนึ่ง มันก็คือครรลองของจักรวาล
ฉันล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยหน่ายจากการตรวจสอบสูตรเวทมนตร์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บัดซบเอ๊ย ถ้าปอดอยู่ในสภาพเฮงซวยแบบนี้ ต่อให้มีวงเวทเสริมพลังก็ยังไร้ทางออกงั้นเหรอ
“รู้สึกเหมือนที่ทำไปทั้งหมดมันไร้ความหมายเลยแฮะ ฉันอุตส่าห์มาจุติใหม่เพื่อจะได้พักผ่อนจากการทำงานแท้ๆ แล้วทำไมพอจุติมาแล้วยังต้องมานั่งทำงานงกๆ อีกเนี่ย? เพราะอะไรกัน?”
ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้ฉันเริ่มรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมา
—วูมมมมม
“หืม?”
ในตอนนั้นเอง
โทรศัพท์มือถือที่ฉันตั้งระบบสั่นเอาไว้ก็ส่งเสียงครางประท้วงออกมา
ไหนดูซิ ฉันบล็อกเบอร์พวกกิลด์ดังๆ ไปจนเกือบหมดแล้วนี่นา ไม่น่าจะมีที่ไหนโทรมาได้อีกแล้วนะ
“อะไรอีกล่ะเนี่ย?”
เมื่อเช็กหน้าจอก็พบว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยซึ่งขึ้นต้นด้วย 010
ฉันกดรับสายโดยไม่คิดอะไรมาก ทว่าเสียงที่ดังมาจากปลายสายนั้นคือ...
***
1 ชั่วโมงต่อมา
สวนสาธารณะแถวบ้านของคิมกิรยอ
ฉันนั่งบนม้านั่งพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
ไม่นานนัก ร่างที่คุ้นตาก็ปรากฏแก่สายตา
“คุณซอนอูยอน”
“สวัสดีค่ะ ฮันเตอร์คิมกิรยอ”
เราทั้งคู่ทักทายกันในทันที
ใช่แล้ว คนที่โทรหาฉันก็คือซอนอูยอนนั่นเอง
“ขอโทษที่เรียกออกมาแบบกะทันหันนะค่ะ แต่ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้ควรจะคุยกันต่อหน้ามากกว่า”
“ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องขอโทษหรอก...”
การติดต่อจากสมาคมสิบทั้งเก้ามักจะเป็นเรื่องที่น่ารำคาญ
ใจจริงฉันอยากจะเมินมันไปให้พ้นๆ แต่สุดท้ายฉันก็ยอมออกมาตามคำเรียกของซอนอูยอน
เพราะฉันยังมีหนี้ติดค้างฮันเตอร์ระดับ B คนนี้อยู่บ้าง ตามมารยาทแล้วก็ควรจะยอมฟังสิ่งที่เธอจะพูดสักหน่อย
“สรุปแล้ว มีเรื่องอะไรเหรอครับ?”
ฉันเงยหน้ามองซอนอูยอนที่ยืนอยู่พลางเอ่ยถามสั้นๆ
จากนั้นเธอก็เริ่มเข้าประเด็น
“คือว่า... ฉันต้องการทักษะการวิเคราะห์ของฮันเตอร์คิมกิรยอค่ะ”
พูดจบเธอก็ทำท่าทางเก้ๆ กังๆ ก่อนจะนั่งลงบนม้านั่งตรงที่ว่างข้างๆ ฉัน คงเป็นเพราะเห็นฉันต้องคอยเงยหน้าคุยกับเธอก็เลยรู้สึกเกรงใจล่ะมั้ง
“พอจะช่วยงานฉันหน่อยได้ไหมคะ? สักประมาณ 2 สัปดาห์”
“จะให้ประเมินของเหรอครับ?”
“ไม่ใช่ค่ะ”
“หือ?”
“ความจริงตอนนี้ฉันมีงานที่ทำร่วมกับตำรวจอยู่งานหนึ่ง...”
ตอนแรกที่บอกว่าต้องการจอมเวทสายวิเคราะห์ ฉันก็นึกว่าจะให้ไปช่วยคัดแยกไอเทมเสียอีก
ทว่ารายละเอียดของงานที่เธออธิบายกลับต่างจากที่คาดไว้
“เมื่อไม่กี่วันก่อน การสืบสวนเกิดทางตันค่ะ”
“ทำไมล่ะครับ?”
“คนร้ายทิ้งร่องรอยไว้ในเกตแห่งหนึ่ง แต่ร่องรอยนั้นกลับไม่มีใครตีความได้เลยค่ะ”
ใบหน้าขาวเนียนของซอนอูยอนเริ่มมีรอยหม่นหมอง เธอถอนหายใจออกมาเหมือนคนที่มีความกังวลใจอย่างหนัก
“เราลองเรียกนักประเมินของรัฐมาตรวจสอบแล้วแต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าเลย”
“...”
“พวกงานที่ทำเงินจริงๆ มักจะถูกบริษัทต่างชาติหรือกิลด์ใหญ่ๆ ผูกขาดไปหมด นักประเมินที่เหลืออยู่ในสายงานตอนนี้ฝีมือก็เลย... พอๆ กันไปหมด”
ในจังหวะนี้ ถ้าฉันเผลอไปเออออด้วยมั่วซั่ว อาจจะทำให้ความแตกได้ว่าฉันไม่ใช่คนบนโลกนี้
ฉันจึงทำเพียงแค่ตั้งใจฟังสิ่งที่เธอพูดอย่างเงียบๆ
“ฉันก็เลยต้องติดต่อคุณกิรยอมาค่ะ”
“สรุปคือจะให้ฉันไปสำรวจเกตใช่ไหมครับ?”
“ค่ะ ฉันหวังว่าผลลัพธ์อาจจะออกมาต่างออกไป เพราะคุณฮันเตอร์เคยผ่านเขาวงกตสีขาวของหอคอยเวทมนตร์มาแล้ว และก็...”
ซอนอูยอนกลอกตาไปมาบนอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“ในบรรดานักประเมินที่ฉันรู้จัก มีแค่คุณคนเดียวที่ไม่มีสังกัดค่ะ”
“เข้าใจแล้วครับ”
นั่นสินะ จะไปดึงตัวนักประเมินที่ทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนออกมามันก็คงยาก
ตอนนี้ฉันเข้าใจเหตุผลที่เธอมาหาฉันแล้ว
ฉันรวบรวมรายละเอียดของงานในหัวอีกครั้ง
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงเบาๆ จากคนข้างกายก็ดังขึ้น
“คือว่า... ฉันต้องขอโทษจริงๆ นะคะ... แต่เรื่องค่าตอบแทน ฉันอาจจะให้ได้ไม่เยอะเท่าไหร่...”
น้ำเสียงนั้นสั่นเครือด้วยความกังวล
ฉันจ้องมองใบหน้าอันมืดมนของซอนอูยอนนิ่งๆ เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น
“เนื่องจากปัญหาเรื่องงบประมาณ เงินเบี้ยเลี้ยงที่ตั้งไว้เลยน้อยมาก ถ้าพูดตรงๆ ในมุมของนักประเมิน มันแทบจะเหมือนกับการมาทำงานอาสาสมัครฟรีๆ เลย...”
ค่าตอบแทนมันจะน้อยขนาดไหนกันเชียวถึงได้เป็นขนาดนั้น
ถึงขั้นบอกว่าเป็นงานอาสาสมัครฟรีๆ นี่ อย่าบอกนะว่าค่าจ้างรายวันยังไม่พอค่าข้าวด้วยซ้ำ?
“ฉันรู้ว่าเป็นคำขอที่ไร้เหตุผลมาก แต่คุณพอจะช่วยหน่อยได้ไหมคะ?”
“อืม...”
“ยังไงฉันเอง... ก็เคยช่วยคุณฮันเตอร์ไว้ครั้งหนึ่งด้วย”
แต่คำพูดนี้ก็ถูกของเธอ
ตอนเหตุการณ์ลักพาตัวครั้งก่อน ฉันได้รับความช่วยเหลือจากทักษะการแกะรอยของพนักงานคนนี้จริงๆ
ไม่สิ ความจริงคนที่จัดการพวกโจรลักพาตัวจนอยู่หมัดคือคังชางโฮต่างหาก จะบอกว่าเธอช่วยก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก
แต่เอาเถอะ อย่างน้อยเธอก็อุตส่าห์มาหาในเวลาดึกดื่นขนาดนั้น
“จริงครับ ตอนนั้นขอบคุณมากนะครับ”
ฉันยอมรับแต่โดยดีว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณเธออยู่
แต่ไม่รู้ทำไมซอนอูยอนถึงกลับทำหน้ายู่เหมือนคนมีความผิดเสียเอง
“ไม่ค่ะ ไม่ใช่สิ ลืมที่ฉันพูดไปเมื่อกี้เถอะค่ะ ฮันเตอร์คิมกิรยอ”
“ครับ?”
“การช่วยคนที่ถูกลักพาตัวเป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว ฉันไม่ควรเอาเรื่องนั้นมาอ้างเพื่อบีบบังคับคุณเลย”
ในเวลาแบบนี้หัดทำตัวหน้าด้านบ้างก็ได้นะ
ซอนอูยอนคนนี้เป็นคนที่มีจิตสำนึกสูงส่งขนาดนั้นเลยเหรอ...
“ถ้าเงินเบี้ยเลี้ยงไม่พอ ฉันจะเอาเงินส่วนตัวมาจ่ายให้เองค่ะ ได้โปรดช่วยร่วมมือในการสืบสวนด้วยเถอะนะคะ”
จะว่าไปฉันก็สงสัยมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว
ซอนอูยอนดูจะให้ความร่วมมือกับตำรวจบ่อยๆ เพราะทักษะการแกะรอยที่เรียกว่าเซอร์เชอร์นั่น แต่ยังไงหน้าที่หลักของเธอก็คือพนักงานสมาคมไม่ใช่หรือไง?
ฉันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมซอนอูยอนถึงได้ทุ่มเทให้กับการสืบสวนขนาดนี้
ดังนั้น ฉันจึงถามออกไปโดยไม่คิดอะไรมาก ราวกับกำลังสำรวจสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว
“ถ้าจับคนร้ายได้ คุณได้โบนัสอะไรหรือเปล่าครับ?”
“เปล่าค่ะ ถึงคดีจะคลี่คลาย ฉันก็ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเป็นพิเศษหรอกค่ะ...”
ซอนอูยอนตอบกลับมา
“แต่เราก็ควรจะพยายามให้ถึงที่สุดไม่ใช่เหรอคะ? เพราะสุดท้ายแล้วทุกคดีต่างก็มีความชีวิตของใครบางคนเกี่ยวพันอยู่ทั้งนั้น”
“……”
พูดตามตรง คำตอบนี้ทำให้ฉันรู้สึกประทับใจในตัวเธอขึ้นมานิดหน่อย
อาจเป็นเพราะฉันเคยถูกพวกคนในบ้านเกิด (โดยเฉพาะเจ้านาย) ที่ศีลธรรมและความรับผิดชอบเน่าเฟะคอยโขกสับมาตลอดล่ะมั้ง
พอได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์และจิตใจดีขนาดนี้ ฉันถึงกับรู้สึกขอบคุณขึ้นมาเลยทีเดียว
‘เธอนี่เป็นเอเลี่ยนที่นิสัยดีใช้ได้เลยนะ’
แต่นั่นก็ส่วนนั่น
“ฮันเตอร์ซอนอูยอน เมื่อกี้คุณบอกว่าต่อให้ต้องใช้เงินส่วนตัวก็จะจ้างผมใช่ไหมครับ”
“อ๊ะ ค่ะ”
“ตกลงครับ ผมรับงานนี้”
ครรลองของจักรวาลนั้นช่างเย็นชา
แม้ฉันจะถูกชะตาในตัวตนของซอนอูยอน แต่ฉันก็ต้องได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม
ต่อให้ยังไง ฉันก็ไม่มีความคิดที่จะมาใช้แรงงานแลกกับความหิวโหยหรอกนะ
‘ไม่รู้หรอกนะว่าเบี้ยเลี้ยงที่รัฐให้มันจะน้อยขนาดไหน’
แต่แค่รีดไถส่วนต่างที่เหลือจากซอนอูยอนก็จบเรื่องแล้ว เอาล่ะ ทำประกันไว้ก่อนดีกว่า
“งั้นเงินส่วนตัวที่ว่านั่น ช่วยใช้ตอนนี้เลยได้ไหมครับ”
“อะ... เท่าไหร่ดีคะ...?”
อึก.
ใครบางคนลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แม้จะเห็นแบบนั้น แต่ฉันก็ยังยื่นข้อเรียกร้องออกไปอย่างเลือดเย็น
“นั่นสินะครับ ขึ้นอยู่กับเมนูที่จะสั่งด้วย”
“คะ?”
“มีร้านอร่อยๆ แนะนำไหมครับ?”
ฉันเปิดเผยความในใจออกมาโดยไม่ลังเล
“คุณซอนอูยอนต้องเลี้ยงข้าวผมครับ”
“ข้าวเหรอคะ?”
“ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่ต้องเลี้ยงมื้อเที่ยงวันละมื้อตลอด 2 สัปดาห์ที่ทำงานด้วยกัน”
ฉันชูนิ้วชี้ขึ้นมาประกอบคำว่าหนึ่งมื้อ ซอนอูยอนถึงกับอ้าปากค้างแข็งทื่อไปเลย
“ถ้าตกลงตามเงื่อนไขนี้ ผมจะเข้าร่วมการสำรวจเกตด้วย”
โถ เจ้ามนุษย์โลกผู้น่าสงสาร
แต่ถ้าไม่มีผลประโยชน์ขั้นต่ำขนาดนี้ ฉันก็ไม่อยากทำงานหรอกนะ
“อ้อ แล้ววันนี้ผมอยากกินพวกเมนูเส้นๆ น่ะครับ”
พอฉันพูดแบบนั้น ซอนอูยอนที่หน้าซีดเผือดไปแล้วก็พยักหน้ารับ
การเจรจาอันน่าตื่นเต้นบรรลุผลสำเร็จแล้ว
***
—ซูดดด! ซวบ!
ไอ้... หมอนี่มันยังไงกันแน่?
นับตั้งแต่วินาทีที่มาถึงร้านอาหาร ประโยคนี้ก็วนเวียนอยู่ในหัวของซอนอูยอนไม่ยอมไปไหน
ด้วยทักษะการประเมินที่เขามี ไม่ว่าไปที่ไหนเขาก็ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างสมเกียรติแท้ๆ
ชั่วโมงทำงานหนึ่งชั่วโมงของบุคลากรสายประเมินระดับสูงมีมูลค่ามหาศาลเกินกว่าที่พนักงานออฟฟิศธรรมดาจะจ่ายไหว
ดังนั้น เธอจึงมาหาเขาพร้อมเตรียมใจไว้แล้วว่าจะถูกปฏิเสธ
—ซูดดด!
แต่ฮันเตอร์คิมกิรยอกลับตอบรับคำขอ
แถมตอนนี้เขายังยอมสละเวลาอันมีค่าให้กับบะหมี่น้ำเพียงชามเดียวอีก
มันจะเป็นไปได้ยังไง?
‘นะ... นึกยังไงฉันถึงได้พามาร้านแบบนี้กันนะ!’
ซอนอูยอนเหงื่อตกพลั่ก
‘เพราะเขาเร่งว่าหิวข้าว ฉันก็เลยลนลานจนเผลอพามาที่ร้านประจำซะได้!’
แต่ต่างจากเธอที่กำลังกระสับกระส่าย ท่าทางของคิมกิรยอกลับดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง
ฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นเอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาจมอยู่กับการกินอย่างเงียบเชียบ จนกระทั่งเวลาผ่านไปพักใหญ่ถึงได้เอ่ยออกมาว่า
“อืม ร้านนี้ใช้ได้เลยนะ”
ร้านซอมซ่อแบบนี้เนี่ยนะ?
กิรยอพยักหน้าพลางกินต่อไป เป็นปฏิกิริยาที่เหนือความคาดหมายจริงๆ
‘เขาโอเคกับคัลกุกซูจริงๆ ด้วยแฮะ’
ผู้ตื่นรู้
คนพวกนี้เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหนกัน
จากการที่ได้รับพลังมหาศาลมาครอบครองเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้ในหมู่พวกเขามีพวกที่เรียกกันว่า ‘เศรษฐีใหม่’ อยู่เต็มไปหมด
พวกที่จมปลักอยู่กับความฟุ่มเฟือยและอวดร่ำอวดรวยจนน่ารังเกียจ
ดังนั้น ซอนอูยอนจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจทุกครั้งที่เห็นท่าทางประหยัดมักน้อยของคิมกิรยอ
‘ขนาดบ้านยังอยู่ห้องเช่าเล็กๆ แบบนั้นเลย...’
ทว่าความรู้สึกชื่นชมนี้จะเปลี่ยนเป็นความชอบพอได้หรือเปล่านั้น มันก็คนละเรื่องกัน
แม้เธอจะเป็นฝ่ายติดต่อเขาเอง แต่มันก็น่าขำที่ความจริงแล้วซอนอูยอนเองก็ยังไม่ค่อยไว้ใจเขานัก
‘เขาอาจจะแค่แสร้งทำเป็นใช้เงินน้อยเพื่อให้ดูเหมือนเป็นฮันเตอร์ระดับ F ก็ได้’
ตอนเหตุการณ์ลักพาตัว ทำไมเขาถึงไม่หนีออกมาข้างนอก แต่กลับเข้าไปอยู่ในห้องที่มีหัวหน้าขบวนการค้ามนุษย์อยู่ได้ล่ะ...
แล้วทำไมที่ผ่านมาเขาถึงแอบเข้าไปในเกตระดับสูงอย่างลับๆ อีกล่ะ
ความจริงแล้ว ข้อสงสัยที่เธอมีต่อฮันเตอร์คิมกิรยอยังคงกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
“……”
ซอนอูยอนลอบมองคนตรงข้ามด้วยสายตาหวาดระแวง
‘ทำไมงานมันถึงราบรื่นง่ายดายขนาดนี้?’
มันเป็นเรื่องที่แปลกมาก
หลังจากที่มีข่าวแพร่ออกไปว่าเขามีทักษะการประเมิน
ได้ยินมาว่ามีข้อเสนอทาบทามตัวหลั่งไหลไปหาคิมกิรยอราวกับเขื่อนแตก
แต่ทำไมฮันเตอร์ผู้เย็นชาที่เมินเฉยต่อคำเชิญจากกิลด์ยักษ์ใหญ่สารพัดแห่งคนนี้ ถึงได้ยอมรับคำขอของเธอได้ง่ายๆ กัน
เพียงเพื่อจะตอบแทนเรื่องที่ช่วยจากคดีลักพาตัวงั้นเหรอ?
‘ไม่มีทางหรอก เรื่องตอนนั้นดูยังไงเขาก็เป็นคนวางแผนเองชัดๆ ฉันมันก็แค่ถูกหลอกใช้เพื่อจับกุมอาชญากรเท่านั้น เขาไม่มีทางจะมารู้สึกขอบคุณจากใจจริงหรอก’
เอาเถอะ ในเมื่อสถานการณ์มันคับขันเธอก็คงต้องขอยืมแรงเขาไปก่อน...
แต่ยังไงเธอก็ยังทำใจเชื่อใจคนที่เข้าออกเกตอย่างผิดกฎหมายแบบนี้ไม่ได้จริงๆ
ซอนอูยอนตั้งปณิธานกับตัวเองอีกครั้งว่าจะไม่ลดการเฝ้าระวังฮันเตอร์คนนี้เด็ดขาด
และในจังหวะนั้นเอง
“...!”
ดูเหมือนเขาจะกินเสร็จแล้ว
ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ที่คิมกิรยอเริ่มจับจ้องมาทางเธอเงียบๆ เมื่อเห็นแบบนั้นซอนอูยอนก็เผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะ
เพราะทุกครั้งที่ต้องสบตากับดวงตาเห็นตาขาวสามด้านอันแหลมคมนั่น เธอจะรู้สึกเหมือนถูกกดขันอย่างบอกไม่ถูก
“คุณซอนอูยอน งั้นเรามาเริ่มคุยเรื่องงานกันเลยครับ”
จากนั้นชายหนุ่มก็เริ่มเปิดประเด็น
“จากนี้ไป ผมต้องไปสำรวจเกตที่ไหนเหรอครับ?”
น้ำเสียงแห้งพร่าอันเป็นเอกลักษณ์ของคนที่มีเส้นเสียงเสียหายจากการสูบบุหรี่ดังออกมาจากปากของเขา