อันยุนซึงก้าวไปตามทิศทางที่ได้รับสั่งมาด้วยท่าทีลังเล
“ไปข้างหน้าอีกสองก้าว!”
“ครับ!”
“จากตรงนั้น เลี้ยวขวา”
“ตรงนี้เหรอครับ?”
“เออ นั่นแหละ”
ฉันสัมผัสได้ถึงความลนลานจากทิศทางของมนุษย์ล่องหน แต่มันก็สายไปก้าวหนึ่งแล้ว
“พุ่งกระแทกไปตรงๆ เลย!”
ความสามารถทางกายภาพของระดับ A ไม่ใช่สิ่งที่ดวงตามนุษย์จะมองตามแล้วรับมือได้ทัน
ทันใดนั้นเอง
เสียงกระแทกอันหนักหน่วงก็ดังสนั่นไปทั่วโถงล็อบบี้ของศูนย์การค้า
ปึก!
“เฮือก! แขนผมชนเข้ากับอะไรบางอย่าง...!”
“อั้ก!”
พร้อมๆ กับแรงกระแทก เวทอำพรางตัวก็คลายออก
ทั้งตัวตนของมนุษย์ล่องหน และไอเทมจากห้างสรรพสินค้าที่เขาขโมยมา ทั้งหมดถูกเปิดโปงในวินาทีนั้นเอง
“อะ...นี่...นี่มัน”
อันยุนซึงหน้าถอดสีเมื่อเห็นข้าวของจำนวนมากร่วงกราวลงบนพื้น
ผู้ตื่นรู้ที่ใช้พลังล่องหน
และไอเทมจำนวนมหาศาลที่ถูกพบในอ้อมแขนของผู้ตื่นรู้คนนั้น
สถานการณ์แบบนี้ ถ้าใครยังดูไม่ออกก็คงเป็นไอ้งั่งเต็มทีแล้ว
“ขโมยนี่นา!”
“ฮี๊ยย!”
ใช้เวลาไม่นานนักจอมเวทอำพรางตัวก็ถูกจับกุม เพราะพนักงานรักษาความปลอดภัยของฮันเตอร์มาร์เก็ตต่างวิ่งกรูเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงเอะอะ
และหลังจากความวุ่นวายสงบลง
“สมเป็นรุ่นพี่จริงๆ ครับ! มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นอาชญากรที่แม้แต่ตำรวจยังปวดหัวที่จับไม่ได้!”
อันยุนซึงพ่นคำชมออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
แต่ฉันไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับเหตุการณ์นี้เลยสักนิด
‘ไอ้หมอนี่ ที่จริงไอ้คนที่ไม่รู้นั่นแหละที่มีปัญหา’
หัวขโมยล่องหนงั้นเหรอ
นึกว่าจะแน่แค่ไหน ที่แท้ก็แค่จอมเวทปลายแถวธรรมดาๆ ไม่ใช่หรือไง
“แต่ว่า ในศูนย์การค้าแห่งนี้มีเครื่องตรวจวัดมานาด้วย แล้วเขาแอบเข้ามาได้ยังไงกันครับ?”
“เครื่องตรวจวัดมันติดตั้งไว้แค่ตรงทางเข้า ไม่ได้เฝ้าระวังไปทั่วทั้งตึกนี่”
“อ้อ”
“คงจะปีนหน้าต่างหรือทางอื่นเข้ามานั่นแหละ”
เห็นว่าความเสียหายจากการถูกโจรกรรมครั้งนี้ไม่มากเท่าไหร่
เพราะแต่เดิมห้างสรรพสินค้านี้จะเก็บสินค้าประเภทราราแพงไว้ในโกดังแยกต่างหาก แล้วค่อยให้ลูกค้าดูจากแค็ตตาล็อกเท่านั้น
“ดูจนทั่วแล้วไม่มีของที่น่าซื้อเลยแฮะ อันยุนซึง ไปกันเถอะ วันนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวแทนคำขอบคุณที่นายช่วยนำทางให้”
เป็นวันที่น่าเหนื่อยหน่ายเสียจริง
ฉันตั้งใจว่าจะจบการเดินชมอุปกรณ์เวทมนตร์ไว้เพียงเท่านี้
“เอ๊ะ”
ทว่า ในระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปยังประตูหลังชั้น 1 สายตาของฉันก็ถูกดึงดูดโดยแผงลอยแห่งหนึ่งเข้า
ของที่วางแบขายแบบนี้มักจะมีราคาถูกเป็นปกติอยู่แล้ว
“มีอะไรเหรอครับ?”
ฉันจ้องมองสิ่งที่วางอยู่บนนั้นอย่างละเอียด
[กระจกสะท้อน]
[ผล: สะท้อนเวทมนตร์ธาตุแสงกลับไปยังผู้ร่าย เฉพาะการโจมตีระดับ E ลงไปเท่านั้น]
“เอาอันนี้อันหนึ่งครับ!”
ทันทีที่เห็นกระจกบานนั้น ฉันก็หยิบบัตรออกมาจ่ายเงินโดยไม่ลังเล
แม้จะเห็นอันยุนซึงเอียงคอสงสัยอยู่ข้างๆ แต่นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉัน
‘ไอ้พวกมนุษย์โลกผู้ด้อยพัฒนา พวกแกมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมันเลยปล่อยหลุดมือมาในราคาถูกๆ สินะ!’
ใช่แล้ว มันก็มีกรณีแบบนี้เหมือนกัน
อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้ หากปรับแต่งอีกเพียงเล็กน้อย มันจะมีความสามารถที่น่าตกใจซ่อนอยู่
‘ได้ของดีมาจนได้! เงินที่เหลือก็เอาไปซื้อเครื่องมือที่จำเป็นอีกสองสามอย่าง แล้วค่อยซ่อมเจ้านี่ซะ!’
ฉันขอถอนคำพูดที่ว่าไม่น่าเสียเวลาออกมาข้างนอกเลย
เพราะอย่างน้อยครั้งนี้ฉันก็ได้อาวุธสำหรับป้องกันตัวเพิ่มมาอีกชิ้น และร้านอาหารจีนที่แวะก่อนกลับบ้านก็รสชาติดีจนน่าพอใจ
‘อร่อยแฮะ!’
ถือว่าเป็นวันที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า
อาจจะเป็นเพราะมัวแต่สนใจอุปกรณ์เวทมนตร์และทังซูยุก (หมูชุบแป้งทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน) พอถึงเวลาจะเข้านอน ฉันก็จำเรื่องหัวขโมยคนนั้นไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
***
[รวบตัวผู้ต้องสงสัย ‘คดีหัวขโมยล่องหน’ ได้แล้ว]
[ข่าวล่าสุดเพิ่งรายงานเข้ามา เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันนี้ ผู้ตื่นรู้วัย 20 ปีเศษที่ก่อเหตุลักทรัพย์ตามห้างสรรพสินค้าและย่านการค้าอย่างต่อเนื่องถูกจับกุมตัวได้แล้ว...]
ติ๊ด
ภายในห้องที่มืดสลัว
ชายที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟากดปุ่มปิดเสียงที่รีโมทคอนโทรล
“โดนจับเร็วเกินไปนะ”
ไม่มีเสียงตอบรับจากใคร
ชายคนนั้นจึงพูดต่ออีกประโยคหนึ่ง
“เห็นว่าผ่านเครื่องตรวจวัดมานามาได้ นึกว่าการเฝ้าสังเกตที่น่าเบื่อนี้จะจบลงเสียที”
เขามองไปข้างๆ โซฟา
ตรงนั้นมีผู้หญิงรูปร่างผอมกะหร่องคนหนึ่งกำลังคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่
“ตกลงว่าโดนจับได้ยังไง? ไอ้หมอนั่นที่ชื่ออันยุนซึงมันตาดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“มะ...ไม่ใช่ค่ะ”
“ถ้าไม่ใช่แล้วคืออะไร?”
“ไม่ใช่ฮันเตอร์อันยุนซึงค่ะ แต่เป็นคนอื่นที่จับสังเกตได้ก่อน”
นิ้วมือที่ทาเล็บสีดำดูสะดุดตา หญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ใช้นิ้วชี้ไปยังหน้าจอโทรทัศน์
“คนนั้นค่ะ คนผมทองนั่น”
เป็นไปตามคำพูดของเธอ ในภาพข่าวปรากฏชายผมทำสีปะปนอยู่ในกลุ่มคน
“คนนั้นสังเกตเห็นการล่องหนก่อน แล้วเป็นคนคอยสั่งทิศทางให้อันยุนซึง...ค่ะ”
ผู้หญิงที่พึมพำออกมาดูเหมือนคนขาดสารอาหารอย่างหนัก เธอมีสภาพซูบซีดและซอมซ่อราวกับอดอยากมาหลายวัน
“สรุปว่าถูกผู้ตื่นรู้จับได้จริงๆ สินะ”
คนที่นั่งอยู่บนโซฟาไม่ได้ปรายตามองพยานปากเอกคนนั้นเลย
ชายปริศนาที่มีทรงผมแอสเพิร์ม (As-Perm) สีน้ำตาลซึ่งตัดแต่งมาอย่างดี
ไม่นานนัก ตัวตนที่แท้จริงของเขาก็เปิดเผยออกมา
“พี่จุนแท! เอาของมาส่งแล้วครับ”
“วางไว้ตรงนั้นแหละ~”
กลุ่มชายร่างยักษ์ที่มีรอยสักเดินเรียงหน้าเข้ามาในโกดังอันมืดมิด พวกเขาค้อมตัวแสดงความเคารพต่อชายหนุ่มที่ชื่อ ‘จุนแท’ อย่างนอบน้อม
ซึ่งพอมองออกได้ว่า ‘จุนแท’ คือหัวหน้าขององค์กรบางอย่าง
“เฮ้ย แกะห่อของบนกล่องทิ้งไปเลย ยังไงเดี๋ยวเราก็ต้องส่งต่อให้พวกนายหน้าอยู่ดี”
ชายที่ใช้ชื่อแฝงว่าจุนแทคนนี้คือใครกันแน่
ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือฮันเตอร์เถื่อนที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน พโยนากิล
ฮันเตอร์ผู้ตื่นรู้ทักษะ [การตัด] ที่สามารถตัดทุกสิ่งที่สัมผัสได้ ปัจจุบันเขากำลังรวบรวมเหล่าผู้ตื่นรู้ไร้ทะเบียนแบบเดียวกันเพื่อก่ออาชญากรรมสารพัดรูปแบบ
ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายไอเทมตลาดมืด
การวิ่งราวที่หน้าเกต การชิงทรัพย์เป็นอาจิณ
และหากได้รับเงินถึงจำนวน เขาก็รับงานฆาตกรรมด้วย
“ถ้าอุปกรณ์มีรอยขีดข่วน พวกแกตายแน่”
ฮันเตอร์ผู้ตื่นรู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ช่างเป็นฐานะที่สะดวกสบายอะไรเช่นนี้
“ครับพี่!”
“เดี๋ยวข้าจะตรวจเช็กทีละชิ้นเลยนะ~”
หลังจากพโยนากิลตื่นรู้ เขาก็ใช้ชีวิตตามใจอยากมาโดยตลอด เพราะเขามั่นใจว่าหากวัดค่าการตื่นรู้อย่างเป็นทางการ เขาจะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ A อย่างแน่นอน
ทีแรกเขาเริ่มจากการเป็นโจรชิงทรัพย์เพราะอยากได้เงิน
แต่พอได้ใช้พลังที่เอ่อล้นนี้จริงๆ การแย่งชิงทรัพย์สินมันกลับง่ายดายจนน่าหัวร่อ
ไม่นานนัก พโยนากิลก็เริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้เพราะติดกรอบของกฎหมาย
เขาทำร้ายคน และฆ่าคน
การกวัดแกว่งพลังตามใจชอบมันช่างน่าตื่นเต้นเสียวซ่านเกินบรรยาย
กลุ่มอาชญากรกลุ่มนี้
รวมถึงพวกไร้ทะเบียนที่สังกัดอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นพวกที่มัวเมาในอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ตนมี
“อ้อ เมื่อกี้เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?”
แต่โบราณว่าไว้ หางที่ยาวเกินไปมักจะถูกเหยียบเข้าสักวัน
ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่างอยู่
“อ๋อ ใช่ คุยถึงเรื่องที่มีผู้ตื่นรู้มองออกว่ามีการล่องหนสินะ?”
แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นสิบๆ ครั้ง และย้ายแหล่งกบดานอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้หน่วยงานสืบสวนตามตัวเจอ
แต่พโยนากิลก็ต้องสูญเสียลูกน้องไปถึง 2 คนภายในเดือนนี้
แม้จะไม่รู้ว่าข้อมูลของลูกน้องระดับล่างหลุดออกไปจากที่ไหน แต่เขาสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนฆ่าพวกนั้น
ซอเอสเธอร์
‘หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์...’
ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นคือตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดสำหรับพวกไร้ทะเบียน
‘นังคนบ้า’
ฆาตกรที่เที่ยวไล่ฆ่าฮันเตอร์ด้วยกันเองโดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อป้องกันความวุ่นวายทางสังคมจากพลังเหนือธรรมชาติ
และการปกป้องพลเมืองผู้บริสุทธิ์
มันคือการปกครองด้วยความกลัวไม่ต่างกัน แต่วิธีการนั้นกลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ
ตราบใดที่ซอเอสเธอร์ยังคอยจับตามองอยู่ ก็ไม่มีใครกล้าก่ออาชญากรรมรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง
“เฮ้อ...”
ซอเอสเธอร์คือหนามยอกอก
ยิ่งกว่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้ร่องรอยขององค์กรเริ่มถูกตามกลิ่นได้แล้ว ตัวเขาที่เป็นถึงระดับหัวหน้าจึงเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก ชายคนนี้จึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง
“ต้องเลื่อนแผนลอบสังหารออกไปก่อน”
การสังหารฮันเตอร์ระดับ S
คดีหัวขโมยล่องหนที่ดูเหมือนเรื่องกระจอกงอกง่อย แท้จริงแล้วมันคือการทดสอบแผนการบางอย่าง
“ไหนบอกว่าเป็นการพรางตัวที่สมบูรณ์แบบไง แล้วนี่มันอะไร? คนจัดหาของมาหลอกขายหรือเปล่า? ไม่สิ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็น่าขำเกินไปหน่อย”
“อืมม์”
“พวกนั้นอวดอ้างสรรพคุณว่ามันจะพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของหินทักษะได้ด้วยตัวเองเลยนี่นา แถมบอกว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับระดับ S ก็ไม่มีทางโดนจับได้แน่ๆ”
เมื่อไม่นานมานี้
พโยนากิลเพิ่งจะได้หินทักษะการอำพรางตัวระดับสูงอย่าง [ผู้ย่ำราตรี] มาจากสหายในโลกมืดอย่างยากลำบาก
แต่ก็นะ ในโลกแบบนี้ความเชื่อใจจะมีอยู่ที่ไหนกันล่ะ
แน่นอนว่าเขาต้องสงสัยในประสิทธิภาพของทักษะ [ผู้ย่ำราตรี]
พโยนากิลจึงถามไปว่า ‘ต่อให้เป็นการอำพรางตัวระดับสูงแค่ไหน ถ้ามันใช้กับระดับ S อย่างซอเอสเธอร์ไม่ได้ มันก็ไม่มีความหมายไม่ใช่เหรอ’
สหายที่ไปหาหินทักษะมาให้จึงตอบกลับมาว่า
ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะแสดงอานุภาพของทักษะนั้นให้เห็นเอง ขอให้คุณรอดูด้วยตาของตัวเองเถอะ
‘การเอาตัวแทนออกมาใช้ซ้อมก่อนแผนจริง ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว’
พวกเขาสร้างผู้ใช้ทักษะ [ผู้ย่ำราตรี] เพิ่มขึ้นเป็น 2 คนโดยการใช้ไอเทมคัดลอกทักษะ
แม้ระยะเวลาการใช้งานของทักษะที่คัดลอกมาจะสั้นเพียง 3 วัน แต่แล้วยังไงล่ะ
การตรวจสอบประสิทธิภาพนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ฮันเตอร์ระดับ S อย่างจองฮาซอง มองไม่เห็นผู้ตื่นรู้ที่ล่องหนอยู่เลยแม้แต่น้อย
แถมพวกเขายังจงใจวนเวียนอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวกันเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่แม้แต่หน่วยงานสืบสวนก็ยังจนปัญญาและทำอะไรหัวขโมยล่องหนไม่ได้
“ห้างสรรพสินค้านั่นคือการทดสอบสุดท้ายจริงๆ แล้วเชียว”
เครื่องตรวจวัดมานาของฮันเตอร์มาร์เก็ตคือปราการด่านสุดท้าย
ในเมื่อหลอกมันได้แล้ว เขาก็คิดว่าโลกนี้คงไม่มีอะไรมาขัดขวางแผนการได้อีก
“แปลกชะมัด ทั้งระดับ S ทั้งเครื่องตรวจวัดของสมาคมยังจับไม่ได้... แต่ไอ้กระจอกที่ไหนไม่รู้กลับจับได้เนี่ยนะ...”
ทว่า ท่ามกลางสถานการณ์นี้ กลับมีตัวขัดขวางคนใหม่โผล่ออกมา
ชายที่ไม่ระบุช่วงอายุผู้เปิดโปงมนุษย์ล่องหนงั้นเหรอ
“ไปสืบดูทีว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร”
จนถึงตอนนี้พโยนากิลยังไม่คิดว่าสถานการณ์มันร้ายแรง
เรื่องการอำพรางตัวที่ถูกจับได้น่ะเหรอ
คิดซะว่าโชคดีที่เห็นจุดอ่อนก่อนจะเริ่มลงมือตามแผนจริงเสียยังดีกว่า
“ถ้าไปขุดประวัติดู เดี๋ยวก็คงรู้เองว่ามันใช้วิธีไหนมองออกว่าใครใช้ทักษะผู้ย่ำราตรี”
ยังไงเสีย อีกฝ่ายก็เป็นแค่ฮันเตอร์ที่บังเอิญเดินผ่านมาเท่านั้น
คงไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีกในอนาคตใช่ไหม?
แต่ผลรายงานที่ได้รับกลับมานั้น กลับสร้างความตกใจให้เขาอย่างมาก
“นี่มันอะไรกัน”
มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอันยุนซึงที่เป็นฮันเตอร์ระดับ A
เคลียร์เขากลางสีขาวของกิลด์หอคอยเวทมนตร์
เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายจองฮาซอง
ประวัติโชกโชนขนาดนี้ แต่ผลการตรวจวัดค่าการตื่นรู้กลับอยู่แค่ระดับ F เนี่ยนะ?
“ดูจากบันทึกการตรวจที่มีทั้งของปีที่แล้วกับปีนี้รวม 2 ครั้ง แสดงว่าทางสมาคมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน...”
นี่คือลักษณะเด่นของพวกที่ชอบพรางระดับพลังของตัวเอง
ในวินาทีนั้น พโยนากิลสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณว่า อีกฝ่ายคือคนประเภทเดียวกับเขา
“ไม่ใช่คนในวงการนี้หรอกเหรอ?”
“ไม่ทราบครับ ลองถามไปทั่วแล้วแต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าหรือรู้จักเขาเลย”
“เฮ้ย แล้วทำไมประวัติมันเป็นแบบนี้ มีมาให้แค่หน้าเดียวเนี่ยนะ?”
คิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้พรางตัวตนได้มิดชิดขนาดนี้
ฮันเตอร์ระดับ F คิมกิรยอ
นอกจากบันทึกการตรวจวัดค่าการตื่นรู้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อดีตของเขาก็ว่างเปล่าราวกับวิญญาณ
ทุกอย่างมันสะอาดเกินไป
แม้แต่บันทึกการซื้อขายไอเทมทั่วไปก็ยังไม่มี
อ้อ มีอยู่รายการหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้แฮะ
แต่สำหรับฮันเตอร์แล้ว ปริมาณการใช้ไอเทมของเขาถือว่าน้อยจนผิดปกติ
‘นั่นเป็นหลักฐานว่าเขาใช้ตลาดมืด’
พโยนากิลขมวดคิ้ว ยิ่งเขาไล่ดูข้อมูลของฮันเตอร์คนนี้ ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลก็ยิ่งทวีคูณ
‘ก็นะ ไอ้ตัวแทนที่ล่องหนคนนั้นเราก็ใช้ไอเทมสัญญาปิดปากมันไว้แน่นหนาแล้ว ยังไงซะมันก็ไม่มีทางรู้แผนการของพวกเราจากเรื่องแค่นั้นหรอก...’
ทว่า ในตอนนั้นเอง
ใครบางคนบนโซฟาหนังขาดๆ ในโกดังก็เงยหน้าขึ้น
เธอคือผู้หญิงที่ทาเล็บสีดำคนเดิม
“ชื่อของคนคนนี้...”
เมื่อเธอพึมพำออกมา พวกลูกน้องในองค์กรต่างก็หันไปมองเป็นตาเดียว
“ชื่อทำไม?”
“เหมือนจะเป็นชื่อเดียวกับที่ฉันเคยได้ยินเมื่อก่อนเลยค่ะ...”
“ได้ยิน? จากไหน?”
“แต่ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ถ้าพูดไปกลัวจะเป็นการพูดเพ้อเจ้อ...”
“เฮ้ย อย่าทำให้หงุดหงิดสิ มีอะไรก็รีบพูดมา”
หัวหน้าองค์กรเร่งเร้าลูกน้องด้วยความรำคาญ
แต่ทว่า
“ก็นายหน้าค้ามนุษย์ที่จะมาทำธุรกิจกับพวกเราไงคะ ก่อนที่เขาจะถูกจับไม่กี่วัน เขาบอกว่ามีนักประเมินคนหนึ่งที่เล็งไว้ แล้วก็มาถามหาที่อยู่ของใครบางคนจากสำนักงานนักสืบในเขตของพวกเรา”
ยิ่งประโยคดำเนินต่อไป สีหน้าที่เคยผ่อนคลายของหัวหน้าก็ค่อยๆ หายไป
“ฮันเตอร์คนนี้... คือคนที่พวกนั้นลักพาตัวไปเป็นคนสุดท้าย... ไม่ใช่เหรอคะ?”
มันเป็นข้อมูลที่เขาเกือบลืมไปแล้ว
ตามที่ได้ยินมา
คนที่ฆ่าคนส่งของขององค์กรนั้น และบุกถล่มประธานจนย่อยยับ คือฝีมือของฮันเตอร์ระดับ S บางคน
ที่ผ่านมาเขาไม่ได้สังเกตเพราะถูกการกระทำของคังชางโฮบดบังเอาไว้
แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ ในวันนั้น
ในที่เกิดเหตุ ยังมีคนนอกอยู่อีกคนหนึ่ง...