Cover

46

อันยุนซึงก้าวไปตามทิศทางที่ได้รับสั่งมาด้วยท่าทีลังเล

“ไปข้างหน้าอีกสองก้าว!”

“ครับ!”

“จากตรงนั้น เลี้ยวขวา”

“ตรงนี้เหรอครับ?”

“เออ นั่นแหละ”

ฉันสัมผัสได้ถึงความลนลานจากทิศทางของมนุษย์ล่องหน แต่มันก็สายไปก้าวหนึ่งแล้ว

“พุ่งกระแทกไปตรงๆ เลย!”

ความสามารถทางกายภาพของระดับ A ไม่ใช่สิ่งที่ดวงตามนุษย์จะมองตามแล้วรับมือได้ทัน

ทันใดนั้นเอง

เสียงกระแทกอันหนักหน่วงก็ดังสนั่นไปทั่วโถงล็อบบี้ของศูนย์การค้า

ปึก!

“เฮือก! แขนผมชนเข้ากับอะไรบางอย่าง...!”

“อั้ก!”

พร้อมๆ กับแรงกระแทก เวทอำพรางตัวก็คลายออก

ทั้งตัวตนของมนุษย์ล่องหน และไอเทมจากห้างสรรพสินค้าที่เขาขโมยมา ทั้งหมดถูกเปิดโปงในวินาทีนั้นเอง

“อะ...นี่...นี่มัน”

อันยุนซึงหน้าถอดสีเมื่อเห็นข้าวของจำนวนมากร่วงกราวลงบนพื้น

ผู้ตื่นรู้ที่ใช้พลังล่องหน

และไอเทมจำนวนมหาศาลที่ถูกพบในอ้อมแขนของผู้ตื่นรู้คนนั้น

สถานการณ์แบบนี้ ถ้าใครยังดูไม่ออกก็คงเป็นไอ้งั่งเต็มทีแล้ว

“ขโมยนี่นา!”

“ฮี๊ยย!”

ใช้เวลาไม่นานนักจอมเวทอำพรางตัวก็ถูกจับกุม เพราะพนักงานรักษาความปลอดภัยของฮันเตอร์มาร์เก็ตต่างวิ่งกรูเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงเอะอะ

และหลังจากความวุ่นวายสงบลง

“สมเป็นรุ่นพี่จริงๆ ครับ! มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นอาชญากรที่แม้แต่ตำรวจยังปวดหัวที่จับไม่ได้!”

อันยุนซึงพ่นคำชมออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

แต่ฉันไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับเหตุการณ์นี้เลยสักนิด

‘ไอ้หมอนี่ ที่จริงไอ้คนที่ไม่รู้นั่นแหละที่มีปัญหา’

หัวขโมยล่องหนงั้นเหรอ

นึกว่าจะแน่แค่ไหน ที่แท้ก็แค่จอมเวทปลายแถวธรรมดาๆ ไม่ใช่หรือไง

“แต่ว่า ในศูนย์การค้าแห่งนี้มีเครื่องตรวจวัดมานาด้วย แล้วเขาแอบเข้ามาได้ยังไงกันครับ?”

“เครื่องตรวจวัดมันติดตั้งไว้แค่ตรงทางเข้า ไม่ได้เฝ้าระวังไปทั่วทั้งตึกนี่”

“อ้อ”

“คงจะปีนหน้าต่างหรือทางอื่นเข้ามานั่นแหละ”

เห็นว่าความเสียหายจากการถูกโจรกรรมครั้งนี้ไม่มากเท่าไหร่

เพราะแต่เดิมห้างสรรพสินค้านี้จะเก็บสินค้าประเภทราราแพงไว้ในโกดังแยกต่างหาก แล้วค่อยให้ลูกค้าดูจากแค็ตตาล็อกเท่านั้น

“ดูจนทั่วแล้วไม่มีของที่น่าซื้อเลยแฮะ อันยุนซึง ไปกันเถอะ วันนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวแทนคำขอบคุณที่นายช่วยนำทางให้”

เป็นวันที่น่าเหนื่อยหน่ายเสียจริง

ฉันตั้งใจว่าจะจบการเดินชมอุปกรณ์เวทมนตร์ไว้เพียงเท่านี้

“เอ๊ะ”

ทว่า ในระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปยังประตูหลังชั้น 1 สายตาของฉันก็ถูกดึงดูดโดยแผงลอยแห่งหนึ่งเข้า

ของที่วางแบขายแบบนี้มักจะมีราคาถูกเป็นปกติอยู่แล้ว

“มีอะไรเหรอครับ?”

ฉันจ้องมองสิ่งที่วางอยู่บนนั้นอย่างละเอียด

[กระจกสะท้อน]

[ผล: สะท้อนเวทมนตร์ธาตุแสงกลับไปยังผู้ร่าย เฉพาะการโจมตีระดับ E ลงไปเท่านั้น]

“เอาอันนี้อันหนึ่งครับ!”

ทันทีที่เห็นกระจกบานนั้น ฉันก็หยิบบัตรออกมาจ่ายเงินโดยไม่ลังเล

แม้จะเห็นอันยุนซึงเอียงคอสงสัยอยู่ข้างๆ แต่นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉัน

‘ไอ้พวกมนุษย์โลกผู้ด้อยพัฒนา พวกแกมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมันเลยปล่อยหลุดมือมาในราคาถูกๆ สินะ!’

ใช่แล้ว มันก็มีกรณีแบบนี้เหมือนกัน

อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้ หากปรับแต่งอีกเพียงเล็กน้อย มันจะมีความสามารถที่น่าตกใจซ่อนอยู่

‘ได้ของดีมาจนได้! เงินที่เหลือก็เอาไปซื้อเครื่องมือที่จำเป็นอีกสองสามอย่าง แล้วค่อยซ่อมเจ้านี่ซะ!’

ฉันขอถอนคำพูดที่ว่าไม่น่าเสียเวลาออกมาข้างนอกเลย

เพราะอย่างน้อยครั้งนี้ฉันก็ได้อาวุธสำหรับป้องกันตัวเพิ่มมาอีกชิ้น และร้านอาหารจีนที่แวะก่อนกลับบ้านก็รสชาติดีจนน่าพอใจ

‘อร่อยแฮะ!’

ถือว่าเป็นวันที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า

อาจจะเป็นเพราะมัวแต่สนใจอุปกรณ์เวทมนตร์และทังซูยุก (หมูชุบแป้งทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน) พอถึงเวลาจะเข้านอน ฉันก็จำเรื่องหัวขโมยคนนั้นไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

***

[รวบตัวผู้ต้องสงสัย ‘คดีหัวขโมยล่องหน’ ได้แล้ว]

[ข่าวล่าสุดเพิ่งรายงานเข้ามา เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันนี้ ผู้ตื่นรู้วัย 20 ปีเศษที่ก่อเหตุลักทรัพย์ตามห้างสรรพสินค้าและย่านการค้าอย่างต่อเนื่องถูกจับกุมตัวได้แล้ว...]

ติ๊ด

ภายในห้องที่มืดสลัว

ชายที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟากดปุ่มปิดเสียงที่รีโมทคอนโทรล

“โดนจับเร็วเกินไปนะ”

ไม่มีเสียงตอบรับจากใคร

ชายคนนั้นจึงพูดต่ออีกประโยคหนึ่ง

“เห็นว่าผ่านเครื่องตรวจวัดมานามาได้ นึกว่าการเฝ้าสังเกตที่น่าเบื่อนี้จะจบลงเสียที”

เขามองไปข้างๆ โซฟา

ตรงนั้นมีผู้หญิงรูปร่างผอมกะหร่องคนหนึ่งกำลังคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่

“ตกลงว่าโดนจับได้ยังไง? ไอ้หมอนั่นที่ชื่ออันยุนซึงมันตาดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“มะ...ไม่ใช่ค่ะ”

“ถ้าไม่ใช่แล้วคืออะไร?”

“ไม่ใช่ฮันเตอร์อันยุนซึงค่ะ แต่เป็นคนอื่นที่จับสังเกตได้ก่อน”

นิ้วมือที่ทาเล็บสีดำดูสะดุดตา หญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ใช้นิ้วชี้ไปยังหน้าจอโทรทัศน์

“คนนั้นค่ะ คนผมทองนั่น”

เป็นไปตามคำพูดของเธอ ในภาพข่าวปรากฏชายผมทำสีปะปนอยู่ในกลุ่มคน

“คนนั้นสังเกตเห็นการล่องหนก่อน แล้วเป็นคนคอยสั่งทิศทางให้อันยุนซึง...ค่ะ”

ผู้หญิงที่พึมพำออกมาดูเหมือนคนขาดสารอาหารอย่างหนัก เธอมีสภาพซูบซีดและซอมซ่อราวกับอดอยากมาหลายวัน

“สรุปว่าถูกผู้ตื่นรู้จับได้จริงๆ สินะ”

คนที่นั่งอยู่บนโซฟาไม่ได้ปรายตามองพยานปากเอกคนนั้นเลย

ชายปริศนาที่มีทรงผมแอสเพิร์ม (As-Perm) สีน้ำตาลซึ่งตัดแต่งมาอย่างดี

ไม่นานนัก ตัวตนที่แท้จริงของเขาก็เปิดเผยออกมา

“พี่จุนแท! เอาของมาส่งแล้วครับ”

“วางไว้ตรงนั้นแหละ~”

กลุ่มชายร่างยักษ์ที่มีรอยสักเดินเรียงหน้าเข้ามาในโกดังอันมืดมิด พวกเขาค้อมตัวแสดงความเคารพต่อชายหนุ่มที่ชื่อ ‘จุนแท’ อย่างนอบน้อม

ซึ่งพอมองออกได้ว่า ‘จุนแท’ คือหัวหน้าขององค์กรบางอย่าง

“เฮ้ย แกะห่อของบนกล่องทิ้งไปเลย ยังไงเดี๋ยวเราก็ต้องส่งต่อให้พวกนายหน้าอยู่ดี”

ชายที่ใช้ชื่อแฝงว่าจุนแทคนนี้คือใครกันแน่

ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือฮันเตอร์เถื่อนที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน พโยนากิล

ฮันเตอร์ผู้ตื่นรู้ทักษะ [การตัด] ที่สามารถตัดทุกสิ่งที่สัมผัสได้ ปัจจุบันเขากำลังรวบรวมเหล่าผู้ตื่นรู้ไร้ทะเบียนแบบเดียวกันเพื่อก่ออาชญากรรมสารพัดรูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายไอเทมตลาดมืด

การวิ่งราวที่หน้าเกต การชิงทรัพย์เป็นอาจิณ

และหากได้รับเงินถึงจำนวน เขาก็รับงานฆาตกรรมด้วย

“ถ้าอุปกรณ์มีรอยขีดข่วน พวกแกตายแน่”

ฮันเตอร์ผู้ตื่นรู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

ช่างเป็นฐานะที่สะดวกสบายอะไรเช่นนี้

“ครับพี่!”

“เดี๋ยวข้าจะตรวจเช็กทีละชิ้นเลยนะ~”

หลังจากพโยนากิลตื่นรู้ เขาก็ใช้ชีวิตตามใจอยากมาโดยตลอด เพราะเขามั่นใจว่าหากวัดค่าการตื่นรู้อย่างเป็นทางการ เขาจะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ A อย่างแน่นอน

ทีแรกเขาเริ่มจากการเป็นโจรชิงทรัพย์เพราะอยากได้เงิน

แต่พอได้ใช้พลังที่เอ่อล้นนี้จริงๆ การแย่งชิงทรัพย์สินมันกลับง่ายดายจนน่าหัวร่อ

ไม่นานนัก พโยนากิลก็เริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้เพราะติดกรอบของกฎหมาย

เขาทำร้ายคน และฆ่าคน

การกวัดแกว่งพลังตามใจชอบมันช่างน่าตื่นเต้นเสียวซ่านเกินบรรยาย

กลุ่มอาชญากรกลุ่มนี้

รวมถึงพวกไร้ทะเบียนที่สังกัดอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นพวกที่มัวเมาในอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ตนมี

“อ้อ เมื่อกี้เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?”

แต่โบราณว่าไว้ หางที่ยาวเกินไปมักจะถูกเหยียบเข้าสักวัน

ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่างอยู่

“อ๋อ ใช่ คุยถึงเรื่องที่มีผู้ตื่นรู้มองออกว่ามีการล่องหนสินะ?”

แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นสิบๆ ครั้ง และย้ายแหล่งกบดานอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้หน่วยงานสืบสวนตามตัวเจอ

แต่พโยนากิลก็ต้องสูญเสียลูกน้องไปถึง 2 คนภายในเดือนนี้

แม้จะไม่รู้ว่าข้อมูลของลูกน้องระดับล่างหลุดออกไปจากที่ไหน แต่เขาสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนฆ่าพวกนั้น

ซอเอสเธอร์

‘หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์...’

ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นคือตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดสำหรับพวกไร้ทะเบียน

‘นังคนบ้า’

ฆาตกรที่เที่ยวไล่ฆ่าฮันเตอร์ด้วยกันเองโดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อป้องกันความวุ่นวายทางสังคมจากพลังเหนือธรรมชาติ

และการปกป้องพลเมืองผู้บริสุทธิ์

มันคือการปกครองด้วยความกลัวไม่ต่างกัน แต่วิธีการนั้นกลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ

ตราบใดที่ซอเอสเธอร์ยังคอยจับตามองอยู่ ก็ไม่มีใครกล้าก่ออาชญากรรมรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง

“เฮ้อ...”

ซอเอสเธอร์คือหนามยอกอก

ยิ่งกว่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้ร่องรอยขององค์กรเริ่มถูกตามกลิ่นได้แล้ว ตัวเขาที่เป็นถึงระดับหัวหน้าจึงเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้ หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก ชายคนนี้จึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง

“ต้องเลื่อนแผนลอบสังหารออกไปก่อน”

การสังหารฮันเตอร์ระดับ S

คดีหัวขโมยล่องหนที่ดูเหมือนเรื่องกระจอกงอกง่อย แท้จริงแล้วมันคือการทดสอบแผนการบางอย่าง

“ไหนบอกว่าเป็นการพรางตัวที่สมบูรณ์แบบไง แล้วนี่มันอะไร? คนจัดหาของมาหลอกขายหรือเปล่า? ไม่สิ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็น่าขำเกินไปหน่อย”

“อืมม์”

“พวกนั้นอวดอ้างสรรพคุณว่ามันจะพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของหินทักษะได้ด้วยตัวเองเลยนี่นา แถมบอกว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับระดับ S ก็ไม่มีทางโดนจับได้แน่ๆ”

เมื่อไม่นานมานี้

พโยนากิลเพิ่งจะได้หินทักษะการอำพรางตัวระดับสูงอย่าง [ผู้ย่ำราตรี] มาจากสหายในโลกมืดอย่างยากลำบาก

แต่ก็นะ ในโลกแบบนี้ความเชื่อใจจะมีอยู่ที่ไหนกันล่ะ

แน่นอนว่าเขาต้องสงสัยในประสิทธิภาพของทักษะ [ผู้ย่ำราตรี]

พโยนากิลจึงถามไปว่า ‘ต่อให้เป็นการอำพรางตัวระดับสูงแค่ไหน ถ้ามันใช้กับระดับ S อย่างซอเอสเธอร์ไม่ได้ มันก็ไม่มีความหมายไม่ใช่เหรอ’

สหายที่ไปหาหินทักษะมาให้จึงตอบกลับมาว่า

ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะแสดงอานุภาพของทักษะนั้นให้เห็นเอง ขอให้คุณรอดูด้วยตาของตัวเองเถอะ

‘การเอาตัวแทนออกมาใช้ซ้อมก่อนแผนจริง ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว’

พวกเขาสร้างผู้ใช้ทักษะ [ผู้ย่ำราตรี] เพิ่มขึ้นเป็น 2 คนโดยการใช้ไอเทมคัดลอกทักษะ

แม้ระยะเวลาการใช้งานของทักษะที่คัดลอกมาจะสั้นเพียง 3 วัน แต่แล้วยังไงล่ะ

การตรวจสอบประสิทธิภาพนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ฮันเตอร์ระดับ S อย่างจองฮาซอง มองไม่เห็นผู้ตื่นรู้ที่ล่องหนอยู่เลยแม้แต่น้อย

แถมพวกเขายังจงใจวนเวียนอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวกันเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่แม้แต่หน่วยงานสืบสวนก็ยังจนปัญญาและทำอะไรหัวขโมยล่องหนไม่ได้

“ห้างสรรพสินค้านั่นคือการทดสอบสุดท้ายจริงๆ แล้วเชียว”

เครื่องตรวจวัดมานาของฮันเตอร์มาร์เก็ตคือปราการด่านสุดท้าย

ในเมื่อหลอกมันได้แล้ว เขาก็คิดว่าโลกนี้คงไม่มีอะไรมาขัดขวางแผนการได้อีก

“แปลกชะมัด ทั้งระดับ S ทั้งเครื่องตรวจวัดของสมาคมยังจับไม่ได้... แต่ไอ้กระจอกที่ไหนไม่รู้กลับจับได้เนี่ยนะ...”

ทว่า ท่ามกลางสถานการณ์นี้ กลับมีตัวขัดขวางคนใหม่โผล่ออกมา

ชายที่ไม่ระบุช่วงอายุผู้เปิดโปงมนุษย์ล่องหนงั้นเหรอ

“ไปสืบดูทีว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร”

จนถึงตอนนี้พโยนากิลยังไม่คิดว่าสถานการณ์มันร้ายแรง

เรื่องการอำพรางตัวที่ถูกจับได้น่ะเหรอ

คิดซะว่าโชคดีที่เห็นจุดอ่อนก่อนจะเริ่มลงมือตามแผนจริงเสียยังดีกว่า

“ถ้าไปขุดประวัติดู เดี๋ยวก็คงรู้เองว่ามันใช้วิธีไหนมองออกว่าใครใช้ทักษะผู้ย่ำราตรี”

ยังไงเสีย อีกฝ่ายก็เป็นแค่ฮันเตอร์ที่บังเอิญเดินผ่านมาเท่านั้น

คงไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีกในอนาคตใช่ไหม?

แต่ผลรายงานที่ได้รับกลับมานั้น กลับสร้างความตกใจให้เขาอย่างมาก

“นี่มันอะไรกัน”

มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอันยุนซึงที่เป็นฮันเตอร์ระดับ A

เคลียร์เขากลางสีขาวของกิลด์หอคอยเวทมนตร์

เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายจองฮาซอง

ประวัติโชกโชนขนาดนี้ แต่ผลการตรวจวัดค่าการตื่นรู้กลับอยู่แค่ระดับ F เนี่ยนะ?

“ดูจากบันทึกการตรวจที่มีทั้งของปีที่แล้วกับปีนี้รวม 2 ครั้ง แสดงว่าทางสมาคมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน...”

นี่คือลักษณะเด่นของพวกที่ชอบพรางระดับพลังของตัวเอง

ในวินาทีนั้น พโยนากิลสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณว่า อีกฝ่ายคือคนประเภทเดียวกับเขา

“ไม่ใช่คนในวงการนี้หรอกเหรอ?”

“ไม่ทราบครับ ลองถามไปทั่วแล้วแต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าหรือรู้จักเขาเลย”

“เฮ้ย แล้วทำไมประวัติมันเป็นแบบนี้ มีมาให้แค่หน้าเดียวเนี่ยนะ?”

คิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้พรางตัวตนได้มิดชิดขนาดนี้

ฮันเตอร์ระดับ F คิมกิรยอ

นอกจากบันทึกการตรวจวัดค่าการตื่นรู้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อดีตของเขาก็ว่างเปล่าราวกับวิญญาณ

ทุกอย่างมันสะอาดเกินไป

แม้แต่บันทึกการซื้อขายไอเทมทั่วไปก็ยังไม่มี

อ้อ มีอยู่รายการหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้แฮะ

แต่สำหรับฮันเตอร์แล้ว ปริมาณการใช้ไอเทมของเขาถือว่าน้อยจนผิดปกติ

‘นั่นเป็นหลักฐานว่าเขาใช้ตลาดมืด’

พโยนากิลขมวดคิ้ว ยิ่งเขาไล่ดูข้อมูลของฮันเตอร์คนนี้ ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลก็ยิ่งทวีคูณ

‘ก็นะ ไอ้ตัวแทนที่ล่องหนคนนั้นเราก็ใช้ไอเทมสัญญาปิดปากมันไว้แน่นหนาแล้ว ยังไงซะมันก็ไม่มีทางรู้แผนการของพวกเราจากเรื่องแค่นั้นหรอก...’

ทว่า ในตอนนั้นเอง

ใครบางคนบนโซฟาหนังขาดๆ ในโกดังก็เงยหน้าขึ้น

เธอคือผู้หญิงที่ทาเล็บสีดำคนเดิม

“ชื่อของคนคนนี้...”

เมื่อเธอพึมพำออกมา พวกลูกน้องในองค์กรต่างก็หันไปมองเป็นตาเดียว

“ชื่อทำไม?”

“เหมือนจะเป็นชื่อเดียวกับที่ฉันเคยได้ยินเมื่อก่อนเลยค่ะ...”

“ได้ยิน? จากไหน?”

“แต่ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ถ้าพูดไปกลัวจะเป็นการพูดเพ้อเจ้อ...”

“เฮ้ย อย่าทำให้หงุดหงิดสิ มีอะไรก็รีบพูดมา”

หัวหน้าองค์กรเร่งเร้าลูกน้องด้วยความรำคาญ

แต่ทว่า

“ก็นายหน้าค้ามนุษย์ที่จะมาทำธุรกิจกับพวกเราไงคะ ก่อนที่เขาจะถูกจับไม่กี่วัน เขาบอกว่ามีนักประเมินคนหนึ่งที่เล็งไว้ แล้วก็มาถามหาที่อยู่ของใครบางคนจากสำนักงานนักสืบในเขตของพวกเรา”

ยิ่งประโยคดำเนินต่อไป สีหน้าที่เคยผ่อนคลายของหัวหน้าก็ค่อยๆ หายไป

“ฮันเตอร์คนนี้... คือคนที่พวกนั้นลักพาตัวไปเป็นคนสุดท้าย... ไม่ใช่เหรอคะ?”

มันเป็นข้อมูลที่เขาเกือบลืมไปแล้ว

ตามที่ได้ยินมา

คนที่ฆ่าคนส่งของขององค์กรนั้น และบุกถล่มประธานจนย่อยยับ คือฝีมือของฮันเตอร์ระดับ S บางคน

ที่ผ่านมาเขาไม่ได้สังเกตเพราะถูกการกระทำของคังชางโฮบดบังเอาไว้

แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ ในวันนั้น

ในที่เกิดเหตุ ยังมีคนนอกอยู่อีกคนหนึ่ง...

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

46

20px

อันยุนซึงก้าวไปตามทิศทางที่ได้รับสั่งมาด้วยท่าทีลังเล

“ไปข้างหน้าอีกสองก้าว!”

“ครับ!”

“จากตรงนั้น เลี้ยวขวา”

“ตรงนี้เหรอครับ?”

“เออ นั่นแหละ”

ฉันสัมผัสได้ถึงความลนลานจากทิศทางของมนุษย์ล่องหน แต่มันก็สายไปก้าวหนึ่งแล้ว

“พุ่งกระแทกไปตรงๆ เลย!”

ความสามารถทางกายภาพของระดับ A ไม่ใช่สิ่งที่ดวงตามนุษย์จะมองตามแล้วรับมือได้ทัน

ทันใดนั้นเอง

เสียงกระแทกอันหนักหน่วงก็ดังสนั่นไปทั่วโถงล็อบบี้ของศูนย์การค้า

ปึก!

“เฮือก! แขนผมชนเข้ากับอะไรบางอย่าง...!”

“อั้ก!”

พร้อมๆ กับแรงกระแทก เวทอำพรางตัวก็คลายออก

ทั้งตัวตนของมนุษย์ล่องหน และไอเทมจากห้างสรรพสินค้าที่เขาขโมยมา ทั้งหมดถูกเปิดโปงในวินาทีนั้นเอง

“อะ...นี่...นี่มัน”

อันยุนซึงหน้าถอดสีเมื่อเห็นข้าวของจำนวนมากร่วงกราวลงบนพื้น

ผู้ตื่นรู้ที่ใช้พลังล่องหน

และไอเทมจำนวนมหาศาลที่ถูกพบในอ้อมแขนของผู้ตื่นรู้คนนั้น

สถานการณ์แบบนี้ ถ้าใครยังดูไม่ออกก็คงเป็นไอ้งั่งเต็มทีแล้ว

“ขโมยนี่นา!”

“ฮี๊ยย!”

ใช้เวลาไม่นานนักจอมเวทอำพรางตัวก็ถูกจับกุม เพราะพนักงานรักษาความปลอดภัยของฮันเตอร์มาร์เก็ตต่างวิ่งกรูเข้ามาหลังจากได้ยินเสียงเอะอะ

และหลังจากความวุ่นวายสงบลง

“สมเป็นรุ่นพี่จริงๆ ครับ! มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นอาชญากรที่แม้แต่ตำรวจยังปวดหัวที่จับไม่ได้!”

อันยุนซึงพ่นคำชมออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกาย

แต่ฉันไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับเหตุการณ์นี้เลยสักนิด

‘ไอ้หมอนี่ ที่จริงไอ้คนที่ไม่รู้นั่นแหละที่มีปัญหา’

หัวขโมยล่องหนงั้นเหรอ

นึกว่าจะแน่แค่ไหน ที่แท้ก็แค่จอมเวทปลายแถวธรรมดาๆ ไม่ใช่หรือไง

“แต่ว่า ในศูนย์การค้าแห่งนี้มีเครื่องตรวจวัดมานาด้วย แล้วเขาแอบเข้ามาได้ยังไงกันครับ?”

“เครื่องตรวจวัดมันติดตั้งไว้แค่ตรงทางเข้า ไม่ได้เฝ้าระวังไปทั่วทั้งตึกนี่”

“อ้อ”

“คงจะปีนหน้าต่างหรือทางอื่นเข้ามานั่นแหละ”

เห็นว่าความเสียหายจากการถูกโจรกรรมครั้งนี้ไม่มากเท่าไหร่

เพราะแต่เดิมห้างสรรพสินค้านี้จะเก็บสินค้าประเภทราราแพงไว้ในโกดังแยกต่างหาก แล้วค่อยให้ลูกค้าดูจากแค็ตตาล็อกเท่านั้น

“ดูจนทั่วแล้วไม่มีของที่น่าซื้อเลยแฮะ อันยุนซึง ไปกันเถอะ วันนี้ฉันจะเลี้ยงข้าวแทนคำขอบคุณที่นายช่วยนำทางให้”

เป็นวันที่น่าเหนื่อยหน่ายเสียจริง

ฉันตั้งใจว่าจะจบการเดินชมอุปกรณ์เวทมนตร์ไว้เพียงเท่านี้

“เอ๊ะ”

ทว่า ในระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าไปยังประตูหลังชั้น 1 สายตาของฉันก็ถูกดึงดูดโดยแผงลอยแห่งหนึ่งเข้า

ของที่วางแบขายแบบนี้มักจะมีราคาถูกเป็นปกติอยู่แล้ว

“มีอะไรเหรอครับ?”

ฉันจ้องมองสิ่งที่วางอยู่บนนั้นอย่างละเอียด

[กระจกสะท้อน]

[ผล: สะท้อนเวทมนตร์ธาตุแสงกลับไปยังผู้ร่าย เฉพาะการโจมตีระดับ E ลงไปเท่านั้น]

“เอาอันนี้อันหนึ่งครับ!”

ทันทีที่เห็นกระจกบานนั้น ฉันก็หยิบบัตรออกมาจ่ายเงินโดยไม่ลังเล

แม้จะเห็นอันยุนซึงเอียงคอสงสัยอยู่ข้างๆ แต่นั่นไม่ใช่ธุระกงการอะไรของฉัน

‘ไอ้พวกมนุษย์โลกผู้ด้อยพัฒนา พวกแกมองไม่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของมันเลยปล่อยหลุดมือมาในราคาถูกๆ สินะ!’

ใช่แล้ว มันก็มีกรณีแบบนี้เหมือนกัน

อุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นนี้ หากปรับแต่งอีกเพียงเล็กน้อย มันจะมีความสามารถที่น่าตกใจซ่อนอยู่

‘ได้ของดีมาจนได้! เงินที่เหลือก็เอาไปซื้อเครื่องมือที่จำเป็นอีกสองสามอย่าง แล้วค่อยซ่อมเจ้านี่ซะ!’

ฉันขอถอนคำพูดที่ว่าไม่น่าเสียเวลาออกมาข้างนอกเลย

เพราะอย่างน้อยครั้งนี้ฉันก็ได้อาวุธสำหรับป้องกันตัวเพิ่มมาอีกชิ้น และร้านอาหารจีนที่แวะก่อนกลับบ้านก็รสชาติดีจนน่าพอใจ

‘อร่อยแฮะ!’

ถือว่าเป็นวันที่ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่า

อาจจะเป็นเพราะมัวแต่สนใจอุปกรณ์เวทมนตร์และทังซูยุก (หมูชุบแป้งทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน) พอถึงเวลาจะเข้านอน ฉันก็จำเรื่องหัวขโมยคนนั้นไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ

***

[รวบตัวผู้ต้องสงสัย ‘คดีหัวขโมยล่องหน’ ได้แล้ว]

[ข่าวล่าสุดเพิ่งรายงานเข้ามา เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันนี้ ผู้ตื่นรู้วัย 20 ปีเศษที่ก่อเหตุลักทรัพย์ตามห้างสรรพสินค้าและย่านการค้าอย่างต่อเนื่องถูกจับกุมตัวได้แล้ว...]

ติ๊ด

ภายในห้องที่มืดสลัว

ชายที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่บนโซฟากดปุ่มปิดเสียงที่รีโมทคอนโทรล

“โดนจับเร็วเกินไปนะ”

ไม่มีเสียงตอบรับจากใคร

ชายคนนั้นจึงพูดต่ออีกประโยคหนึ่ง

“เห็นว่าผ่านเครื่องตรวจวัดมานามาได้ นึกว่าการเฝ้าสังเกตที่น่าเบื่อนี้จะจบลงเสียที”

เขามองไปข้างๆ โซฟา

ตรงนั้นมีผู้หญิงรูปร่างผอมกะหร่องคนหนึ่งกำลังคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่

“ตกลงว่าโดนจับได้ยังไง? ไอ้หมอนั่นที่ชื่ออันยุนซึงมันตาดีขนาดนั้นเลยเหรอ?”

“มะ...ไม่ใช่ค่ะ”

“ถ้าไม่ใช่แล้วคืออะไร?”

“ไม่ใช่ฮันเตอร์อันยุนซึงค่ะ แต่เป็นคนอื่นที่จับสังเกตได้ก่อน”

นิ้วมือที่ทาเล็บสีดำดูสะดุดตา หญิงสาวที่นั่งคุกเข่าอยู่ใช้นิ้วชี้ไปยังหน้าจอโทรทัศน์

“คนนั้นค่ะ คนผมทองนั่น”

เป็นไปตามคำพูดของเธอ ในภาพข่าวปรากฏชายผมทำสีปะปนอยู่ในกลุ่มคน

“คนนั้นสังเกตเห็นการล่องหนก่อน แล้วเป็นคนคอยสั่งทิศทางให้อันยุนซึง...ค่ะ”

ผู้หญิงที่พึมพำออกมาดูเหมือนคนขาดสารอาหารอย่างหนัก เธอมีสภาพซูบซีดและซอมซ่อราวกับอดอยากมาหลายวัน

“สรุปว่าถูกผู้ตื่นรู้จับได้จริงๆ สินะ”

คนที่นั่งอยู่บนโซฟาไม่ได้ปรายตามองพยานปากเอกคนนั้นเลย

ชายปริศนาที่มีทรงผมแอสเพิร์ม (As-Perm) สีน้ำตาลซึ่งตัดแต่งมาอย่างดี

ไม่นานนัก ตัวตนที่แท้จริงของเขาก็เปิดเผยออกมา

“พี่จุนแท! เอาของมาส่งแล้วครับ”

“วางไว้ตรงนั้นแหละ~”

กลุ่มชายร่างยักษ์ที่มีรอยสักเดินเรียงหน้าเข้ามาในโกดังอันมืดมิด พวกเขาค้อมตัวแสดงความเคารพต่อชายหนุ่มที่ชื่อ ‘จุนแท’ อย่างนอบน้อม

ซึ่งพอมองออกได้ว่า ‘จุนแท’ คือหัวหน้าขององค์กรบางอย่าง

“เฮ้ย แกะห่อของบนกล่องทิ้งไปเลย ยังไงเดี๋ยวเราก็ต้องส่งต่อให้พวกนายหน้าอยู่ดี”

ชายที่ใช้ชื่อแฝงว่าจุนแทคนนี้คือใครกันแน่

ตัวตนที่แท้จริงของเขาคือฮันเตอร์เถื่อนที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน พโยนากิล

ฮันเตอร์ผู้ตื่นรู้ทักษะ [การตัด] ที่สามารถตัดทุกสิ่งที่สัมผัสได้ ปัจจุบันเขากำลังรวบรวมเหล่าผู้ตื่นรู้ไร้ทะเบียนแบบเดียวกันเพื่อก่ออาชญากรรมสารพัดรูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายไอเทมตลาดมืด

การวิ่งราวที่หน้าเกต การชิงทรัพย์เป็นอาจิณ

และหากได้รับเงินถึงจำนวน เขาก็รับงานฆาตกรรมด้วย

“ถ้าอุปกรณ์มีรอยขีดข่วน พวกแกตายแน่”

ฮันเตอร์ผู้ตื่นรู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน

ช่างเป็นฐานะที่สะดวกสบายอะไรเช่นนี้

“ครับพี่!”

“เดี๋ยวข้าจะตรวจเช็กทีละชิ้นเลยนะ~”

หลังจากพโยนากิลตื่นรู้ เขาก็ใช้ชีวิตตามใจอยากมาโดยตลอด เพราะเขามั่นใจว่าหากวัดค่าการตื่นรู้อย่างเป็นทางการ เขาจะต้องเป็นผู้แข็งแกร่งระดับ A อย่างแน่นอน

ทีแรกเขาเริ่มจากการเป็นโจรชิงทรัพย์เพราะอยากได้เงิน

แต่พอได้ใช้พลังที่เอ่อล้นนี้จริงๆ การแย่งชิงทรัพย์สินมันกลับง่ายดายจนน่าหัวร่อ

ไม่นานนัก พโยนากิลก็เริ่มลงมือทำสิ่งที่เขาไม่เคยทำได้เพราะติดกรอบของกฎหมาย

เขาทำร้ายคน และฆ่าคน

การกวัดแกว่งพลังตามใจชอบมันช่างน่าตื่นเต้นเสียวซ่านเกินบรรยาย

กลุ่มอาชญากรกลุ่มนี้

รวมถึงพวกไร้ทะเบียนที่สังกัดอยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ต่างก็เป็นพวกที่มัวเมาในอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ตนมี

“อ้อ เมื่อกี้เราคุยกันถึงไหนแล้วนะ?”

แต่โบราณว่าไว้ หางที่ยาวเกินไปมักจะถูกเหยียบเข้าสักวัน

ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่างอยู่

“อ๋อ ใช่ คุยถึงเรื่องที่มีผู้ตื่นรู้มองออกว่ามีการล่องหนสินะ?”

แม้จะเปลี่ยนชื่อเป็นสิบๆ ครั้ง และย้ายแหล่งกบดานอยู่บ่อยๆ เพื่อไม่ให้หน่วยงานสืบสวนตามตัวเจอ

แต่พโยนากิลก็ต้องสูญเสียลูกน้องไปถึง 2 คนภายในเดือนนี้

แม้จะไม่รู้ว่าข้อมูลของลูกน้องระดับล่างหลุดออกไปจากที่ไหน แต่เขาสามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นคนฆ่าพวกนั้น

ซอเอสเธอร์

‘หัวหน้ากิลด์หอคอยเวทมนตร์...’

ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นคือตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดสำหรับพวกไร้ทะเบียน

‘นังคนบ้า’

ฆาตกรที่เที่ยวไล่ฆ่าฮันเตอร์ด้วยกันเองโดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อป้องกันความวุ่นวายทางสังคมจากพลังเหนือธรรมชาติ

และการปกป้องพลเมืองผู้บริสุทธิ์

มันคือการปกครองด้วยความกลัวไม่ต่างกัน แต่วิธีการนั้นกลับได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ

ตราบใดที่ซอเอสเธอร์ยังคอยจับตามองอยู่ ก็ไม่มีใครกล้าก่ออาชญากรรมรุนแรงอย่างโจ่งแจ้ง

“เฮ้อ...”

ซอเอสเธอร์คือหนามยอกอก

ยิ่งกว่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้ร่องรอยขององค์กรเริ่มถูกตามกลิ่นได้แล้ว ตัวเขาที่เป็นถึงระดับหัวหน้าจึงเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้ หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก ชายคนนี้จึงได้ข้อสรุปอย่างหนึ่ง

“ต้องเลื่อนแผนลอบสังหารออกไปก่อน”

การสังหารฮันเตอร์ระดับ S

คดีหัวขโมยล่องหนที่ดูเหมือนเรื่องกระจอกงอกง่อย แท้จริงแล้วมันคือการทดสอบแผนการบางอย่าง

“ไหนบอกว่าเป็นการพรางตัวที่สมบูรณ์แบบไง แล้วนี่มันอะไร? คนจัดหาของมาหลอกขายหรือเปล่า? ไม่สิ ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็น่าขำเกินไปหน่อย”

“อืมม์”

“พวกนั้นอวดอ้างสรรพคุณว่ามันจะพิสูจน์คุณค่าที่แท้จริงของหินทักษะได้ด้วยตัวเองเลยนี่นา แถมบอกว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับระดับ S ก็ไม่มีทางโดนจับได้แน่ๆ”

เมื่อไม่นานมานี้

พโยนากิลเพิ่งจะได้หินทักษะการอำพรางตัวระดับสูงอย่าง [ผู้ย่ำราตรี] มาจากสหายในโลกมืดอย่างยากลำบาก

แต่ก็นะ ในโลกแบบนี้ความเชื่อใจจะมีอยู่ที่ไหนกันล่ะ

แน่นอนว่าเขาต้องสงสัยในประสิทธิภาพของทักษะ [ผู้ย่ำราตรี]

พโยนากิลจึงถามไปว่า ‘ต่อให้เป็นการอำพรางตัวระดับสูงแค่ไหน ถ้ามันใช้กับระดับ S อย่างซอเอสเธอร์ไม่ได้ มันก็ไม่มีความหมายไม่ใช่เหรอ’

สหายที่ไปหาหินทักษะมาให้จึงตอบกลับมาว่า

ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะแสดงอานุภาพของทักษะนั้นให้เห็นเอง ขอให้คุณรอดูด้วยตาของตัวเองเถอะ

‘การเอาตัวแทนออกมาใช้ซ้อมก่อนแผนจริง ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลว’

พวกเขาสร้างผู้ใช้ทักษะ [ผู้ย่ำราตรี] เพิ่มขึ้นเป็น 2 คนโดยการใช้ไอเทมคัดลอกทักษะ

แม้ระยะเวลาการใช้งานของทักษะที่คัดลอกมาจะสั้นเพียง 3 วัน แต่แล้วยังไงล่ะ

การตรวจสอบประสิทธิภาพนั้นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม

ฮันเตอร์ระดับ S อย่างจองฮาซอง มองไม่เห็นผู้ตื่นรู้ที่ล่องหนอยู่เลยแม้แต่น้อย

แถมพวกเขายังจงใจวนเวียนอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวกันเพื่อดึงดูดความสนใจ แต่แม้แต่หน่วยงานสืบสวนก็ยังจนปัญญาและทำอะไรหัวขโมยล่องหนไม่ได้

“ห้างสรรพสินค้านั่นคือการทดสอบสุดท้ายจริงๆ แล้วเชียว”

เครื่องตรวจวัดมานาของฮันเตอร์มาร์เก็ตคือปราการด่านสุดท้าย

ในเมื่อหลอกมันได้แล้ว เขาก็คิดว่าโลกนี้คงไม่มีอะไรมาขัดขวางแผนการได้อีก

“แปลกชะมัด ทั้งระดับ S ทั้งเครื่องตรวจวัดของสมาคมยังจับไม่ได้... แต่ไอ้กระจอกที่ไหนไม่รู้กลับจับได้เนี่ยนะ...”

ทว่า ท่ามกลางสถานการณ์นี้ กลับมีตัวขัดขวางคนใหม่โผล่ออกมา

ชายที่ไม่ระบุช่วงอายุผู้เปิดโปงมนุษย์ล่องหนงั้นเหรอ

“ไปสืบดูทีว่าไอ้หมอนั่นมันเป็นใคร”

จนถึงตอนนี้พโยนากิลยังไม่คิดว่าสถานการณ์มันร้ายแรง

เรื่องการอำพรางตัวที่ถูกจับได้น่ะเหรอ

คิดซะว่าโชคดีที่เห็นจุดอ่อนก่อนจะเริ่มลงมือตามแผนจริงเสียยังดีกว่า

“ถ้าไปขุดประวัติดู เดี๋ยวก็คงรู้เองว่ามันใช้วิธีไหนมองออกว่าใครใช้ทักษะผู้ย่ำราตรี”

ยังไงเสีย อีกฝ่ายก็เป็นแค่ฮันเตอร์ที่บังเอิญเดินผ่านมาเท่านั้น

คงไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องมาเกี่ยวข้องกันอีกในอนาคตใช่ไหม?

แต่ผลรายงานที่ได้รับกลับมานั้น กลับสร้างความตกใจให้เขาอย่างมาก

“นี่มันอะไรกัน”

มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอันยุนซึงที่เป็นฮันเตอร์ระดับ A

เคลียร์เขากลางสีขาวของกิลด์หอคอยเวทมนตร์

เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีลอบทำร้ายจองฮาซอง

ประวัติโชกโชนขนาดนี้ แต่ผลการตรวจวัดค่าการตื่นรู้กลับอยู่แค่ระดับ F เนี่ยนะ?

“ดูจากบันทึกการตรวจที่มีทั้งของปีที่แล้วกับปีนี้รวม 2 ครั้ง แสดงว่าทางสมาคมเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน...”

นี่คือลักษณะเด่นของพวกที่ชอบพรางระดับพลังของตัวเอง

ในวินาทีนั้น พโยนากิลสัมผัสได้ด้วยสัญชาตญาณว่า อีกฝ่ายคือคนประเภทเดียวกับเขา

“ไม่ใช่คนในวงการนี้หรอกเหรอ?”

“ไม่ทราบครับ ลองถามไปทั่วแล้วแต่ไม่มีใครเคยเห็นหน้าหรือรู้จักเขาเลย”

“เฮ้ย แล้วทำไมประวัติมันเป็นแบบนี้ มีมาให้แค่หน้าเดียวเนี่ยนะ?”

คิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงได้พรางตัวตนได้มิดชิดขนาดนี้

ฮันเตอร์ระดับ F คิมกิรยอ

นอกจากบันทึกการตรวจวัดค่าการตื่นรู้เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว อดีตของเขาก็ว่างเปล่าราวกับวิญญาณ

ทุกอย่างมันสะอาดเกินไป

แม้แต่บันทึกการซื้อขายไอเทมทั่วไปก็ยังไม่มี

อ้อ มีอยู่รายการหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้แฮะ

แต่สำหรับฮันเตอร์แล้ว ปริมาณการใช้ไอเทมของเขาถือว่าน้อยจนผิดปกติ

‘นั่นเป็นหลักฐานว่าเขาใช้ตลาดมืด’

พโยนากิลขมวดคิ้ว ยิ่งเขาไล่ดูข้อมูลของฮันเตอร์คนนี้ ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลก็ยิ่งทวีคูณ

‘ก็นะ ไอ้ตัวแทนที่ล่องหนคนนั้นเราก็ใช้ไอเทมสัญญาปิดปากมันไว้แน่นหนาแล้ว ยังไงซะมันก็ไม่มีทางรู้แผนการของพวกเราจากเรื่องแค่นั้นหรอก...’

ทว่า ในตอนนั้นเอง

ใครบางคนบนโซฟาหนังขาดๆ ในโกดังก็เงยหน้าขึ้น

เธอคือผู้หญิงที่ทาเล็บสีดำคนเดิม

“ชื่อของคนคนนี้...”

เมื่อเธอพึมพำออกมา พวกลูกน้องในองค์กรต่างก็หันไปมองเป็นตาเดียว

“ชื่อทำไม?”

“เหมือนจะเป็นชื่อเดียวกับที่ฉันเคยได้ยินเมื่อก่อนเลยค่ะ...”

“ได้ยิน? จากไหน?”

“แต่ฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ ถ้าพูดไปกลัวจะเป็นการพูดเพ้อเจ้อ...”

“เฮ้ย อย่าทำให้หงุดหงิดสิ มีอะไรก็รีบพูดมา”

หัวหน้าองค์กรเร่งเร้าลูกน้องด้วยความรำคาญ

แต่ทว่า

“ก็นายหน้าค้ามนุษย์ที่จะมาทำธุรกิจกับพวกเราไงคะ ก่อนที่เขาจะถูกจับไม่กี่วัน เขาบอกว่ามีนักประเมินคนหนึ่งที่เล็งไว้ แล้วก็มาถามหาที่อยู่ของใครบางคนจากสำนักงานนักสืบในเขตของพวกเรา”

ยิ่งประโยคดำเนินต่อไป สีหน้าที่เคยผ่อนคลายของหัวหน้าก็ค่อยๆ หายไป

“ฮันเตอร์คนนี้... คือคนที่พวกนั้นลักพาตัวไปเป็นคนสุดท้าย... ไม่ใช่เหรอคะ?”

มันเป็นข้อมูลที่เขาเกือบลืมไปแล้ว

ตามที่ได้ยินมา

คนที่ฆ่าคนส่งของขององค์กรนั้น และบุกถล่มประธานจนย่อยยับ คือฝีมือของฮันเตอร์ระดับ S บางคน

ที่ผ่านมาเขาไม่ได้สังเกตเพราะถูกการกระทำของคังชางโฮบดบังเอาไว้

แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ ในวันนั้น

ในที่เกิดเหตุ ยังมีคนนอกอยู่อีกคนหนึ่ง...