หลังจากออกมาจากสมาคม
สิ่งแรกที่ฉันทำคือการโทรหาฮันเตอร์อันยุนซึง
“พี่ครับ! มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ!”
“อ้อ ไม่มีอะไรหรอก แค่จะชวนมากินข้าวน่ะ”
จุดหมายต่อมาคือร้านอาหารแห่งหนึ่ง
อาจเพราะยังเป็นเวลาที่ก้ำกึ่งจะเรียกว่ามื้อเย็นได้ไม่เต็มปาก ในร้านจึงมีคนค่อนข้างน้อย
“นายชอบกินเนื้อหมูใช่ไหม? กินเยอะ ๆ เลยนะ...”
“เฮือก! ขอบคุณครับ!”
ในเมื่อเตรียมสินบนไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาต้องเริ่มเกริ่นเสียที
ฉันค่อย ๆ เลื่อนจานเนื้อย่างสุกกำลังดีไปตรงหน้ายุนซึงพร้อมกับเอ่ยปากถามหยั่งเชิง
“ยุนซึงอา”
“ครับ!”
“ช่วงนี้ฉันมีเรื่องกลุ้มใจอยู่นิดหน่อยน่ะ”
“ครับ ๆ”
“คือฉันไม่ได้ตั้งใจหรอกนะ แต่ไป ๆ มา ๆ ดูเหมือนฉันกำลังจะถูกจองฮาซองฆ่าตายยังไงก็ไม่รู้?”
เคร้ง!
ทันทีที่ได้ยินคำนั้น อันยุนซึงก็ทำตะเกียบหลุดมือทันที
ฉันหยิบตะเกียบคู่ใหม่จากกล่องใส่ช้อนส้อมส่งให้เขาอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะพูดต่อ
“ฟังก่อนสิ ฉันยังไม่ตายสักหน่อย”
ถึงน้ำเสียงจะดูราบเรียบ แต่บอกตามตรงว่าฉันแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว
ใครจะไปรู้ว่าการเจอกันในเกตระดับ EX จะบานปลายมาถึงขนาดนี้?
คิดจะฝังคนอื่นไว้ในเกตที่ไม่รู้จักแบบนั้น จองฮาซองนี่มันใจร้ายเกินไปแล้ว
ฉันไปทำอะไรให้กันฮะ!
‘อย่างมากก็แค่เบิกความเท็จนิดหน่อย พยายามโยนค่าความแค้นของมอนสเตอร์ไปให้บ้าง แล้วก็กำลังเอาของรางวัลในเกตที่จองฮาซองอาบเหงื่อต่างน้ำเคลียร์มาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าอยู่เท่านั้นเอง’
เอ๊ะ... พอลองคิดดูแล้ว เหตุผลมันก็ดูเพียงพออยู่นะ?
“เอาเป็นว่า”
กลับเข้าเรื่องหลักก่อน
“ฉันต้องการคำแนะนำ นายน่ะเป็นฮันเตอร์ระดับสูงไม่ใช่เหรอ พอจะรู้อะไรเกี่ยวกับจองฮาซองบ้างไหม?”
“ถึงพี่จะถามกะทันหันแบบนี้ก็เถอะ...”
“ฉันแค่อยากจะแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีน่ะ”
อันยุนซึงนั่งเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ เค้นคำพูดออกมาอย่างยากลำบาก
“จะว่าไปผมก็นึกภาพไม่ออกเลยครับ ถ้าเป็นคนอื่นก็ว่าไปอย่าง... แต่นี่คือจองฮาซองคนนั้นเลยนะครับ?”
“หมายความว่าไง?”
“ผมยังไม่เคยแม้แต่จะเข้าไปคุยกับเขาเลยครับ เขาเป็นคนที่ตายด้านสุด ๆ จะว่าไปก็นิสัยคล้าย ๆ กับพี่เลยนะครับ”
อืมมม... เขาทำเสียงในลำคอครู่หนึ่ง
“แทนที่จะไปมีเรื่องกับใครเป็นการส่วนตัว นาน ๆ ทีเขาจะแค่แสดงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าเวลาเคลียร์เกตเท่านั้นแหละครับ”
ยุนซึงพึมพำกับตัวเองก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง
“พวกพี่เข้าใจอะไรผิดกันหรือเปล่าครับ?”
“หืม”
“มันไม่มีเหตุผลเลยที่จองฮาซองจะโกรธจนถึงขั้นฆ่าคน และมันก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกันที่คนสุภาพเรียบร้อยอย่างพี่จะไปสร้างความแค้นใหญ่หลวงขนาดนั้นได้...”
ในที่สุดก็มีมุมมองที่เป็นกลาง เข้ามาแทรกแซงเสียที
พอได้ฟังแบบนั้น ฉันถึงเริ่มกลับมามีความคิดที่ปกติขึ้นมาบ้าง
“งั้นเหรอ?”
มาลองคิดทบทวนดูตอนนี้ ฉันอาจจะตีความข้อเสนอของจองฮาซองผิดไปเองหรือเปล่านะ?
‘หรือว่าฉันจะระแวงจนเกินเหตุเพราะไม่ไว้ใจมนุษย์กันนะ’
ฉันดึงสติกลับมา
และค่อย ๆ ยอมรับว่าความกังวลที่ผ่านมาอาจจะเป็นแค่การเข้าใจผิด
“ฟังที่นายพูดก็มีเหตุผลนะ ฮันเตอร์อันดับ 1 ของเกาหลีคงไม่มาเสียเวลาทุ่มเทอารมณ์ให้กับระดับ F อย่างฉันหรอก”
พอพูดแบบนั้น อันยุนซึงก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
ฮ่า ๆ ๆ
“นั่นแหละครับพี่ ยังไงซะหลังจากนี้พี่ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ”
แม้จะขยับตะเกียบอย่างชำนาญ แต่ฉันก็ปรายตาขึ้นมองยุนซึงอย่างพิจารณา
“เพราะตัวฮันเตอร์จองฮาซองเองก็น่าจะรู้สึกลำบากใจที่จะเปิดศึกก่อนเหมือนกัน”
“อะไรนะ?”
“เรื่องตอนเขาวงกตสีขาวไงครับ เกิดเรื่องขนาดนั้นขึ้น ทางฝั่งนั้นเองก็คงต้องระแวดระวังพี่อยู่เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?”
ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดอย่างเงียบ ๆ
“ปกติเวลาฮันเตอร์สู้กันเองมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ คนเราไม่เหมือนมอนสเตอร์ ส่วนใหญ่มักจะซ่อนความสามารถเอาไว้”
“โอโฮ้”
ยุนซึงยักไหล่พร้อมกับพูดราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“‘ผู้ตื่นรู้คนนี้กำลังปิดบังบางอย่างอยู่’... ตราบใดที่ฝ่ายตรงข้ามคิดแบบนั้น การปะทะกันก็จะไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ หรอกครับ”
เป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
จะว่าไป เหตุการณ์ที่สวนสาธารณะวันก่อน นักฆ่าคนนั้นก็เข้าใจผิดไปเองว่าเป้าหมายเป็นยอดฝีมือจนไม่กล้าลงมือสู้
“งั้นสินะ”
ติ๊ง!
ในตอนนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของคิมกิรยอก็ดังขึ้น
“อะไรน่ะครับ? ข้อความเหรอ?”
“อา ใช่ ขอกดตอบแป๊บนึงนะ”
ฉันสังเกตเห็นสายตาที่มองมาอย่างสงสัยจึงเอ่ยขึ้น
“ทำไม? อยากรู้เหรอ?”
“อะ... เปล่าครับ คือแบบว่า...”
“ไม่มีอะไรหรอก”
แล้วฉันก็เปิดกล่องข้อความให้ดูอย่างเต็มใจ
(7 วันก่อน)
[คุณกิรยอคะ ถ้ายังไม่ได้ทานข้าว วันนี้ไปทานมื้อเที่ยงด้วยกันไหมคะ? ฉันรู้จักร้านอาหารเกาหลีดี ๆ ร้านหนึ่งค่ะ!]
[ขอโทษครับ ตอนนี้ยุ่งกับการสอบสวนของตำรวจอยู่...]
(4 วันก่อน)
[สวัสดีค่ะ! เผลอแป๊บเดียวอากาศก็เริ่มเย็นลงแล้วนะคะ ^^ อยู่ ๆ ก็คิดถึงคุณกิรยอขึ้นมาเลยลองทักมาดูค่ะ ไม่ทราบว่าทานข้าวหรือยังคะ?]
[เพิ่งทานครับ]
(1 นาทีที่แล้ว)
[ฮันเตอร์คิมกิรยอ! วันนี้ทำอะไรอยู่คะ~~? คงไม่ใช่ว่าจะบอกว่าทานมื้อเย็นไปแล้วตั้งแต่เวลานี้หรอกนะ? ฮิฮิฮิ]
[ครับ ตอนนี้กำลังทานซี่โครงหมูกับคนรู้จักอยู่]
“แค่ข้อความทักทายน่ะ ช่วงนี้ส่งมาบ่อย ๆ อยู่เหมือนกัน”
หลังจากโชว์หน้าจอโทรศัพท์ให้ดู ฉันก็หันกลับไปจดจ่อกับการกินอย่างสบายอารมณ์โดยไม่คิดอะไรมาก แต่ไม่รู้ทำไมอันยุนซึงถึงเหงื่อแตกพลั่ก ๆ ออกมาไม่หยุด
“คนที่ส่งข้อความมา... บันทึกชื่อไว้ว่า ซอเอสเธอร์ เหรอครับ?”
แล้วมันยังไงล่ะนั่น
***
ในช่วงปลายฤดูร้อน
เหล่าสังคมฮันเตอร์ในเกาหลีช่วงนี้กำลังเผชิญกับอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กน้อย
“เกตเพิ่มขึ้นอีกแล้วครับ”
นับตั้งแต่การปรากฏขึ้นของดันเจี้ยนระดับ EX เมื่อคราวก่อน
ความถี่และระดับความยากของเกตที่เกิดขึ้นทั่วประเทศก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ครั้งนี้ก็ระดับ A อีกแล้วเหรอ? มีกิลด์ไหนรับมือได้บ้าง?”
“กิลด์นีโอซิสเตอร์และกิลด์หอคอยเวทมนตร์ส่งทีมหลักออกไปปฏิบัติภารกิจกันหมดแล้วครับ”
“โธ่เว้ย งั้นก็คงต้องพึ่งฮันเตอร์คนนั้นอีกแล้วสินะ”
แต่ที่นี่คือประเทศอะไรกันล่ะ
เกาหลีเป็นประเทศที่มีผู้ตื่นรู้ระดับ S จำนวนมากเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ ดังนั้นจึงยังพอรับมือกับสถานการณ์ครั้งนี้ได้ในระดับหนึ่ง
“ติดต่ออันดับ 1 ด่วน!”
นั่นหมายความว่า มีฮันเตอร์คนหนึ่งกำลังทำงานอย่างหนักหน่วง
-ติ๊ง♪
ชายผู้มีเลือดโชกไปทั้งตัวหยิบโทรศัพท์ออกมาจากอกเสื้อ
“เกตระดับ A?”
จองฮาซองพึมพำด้วยใบหน้าอิดโรย
เพิ่งจะออกมาจากเกตหมาด ๆ ก็ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกแล้ว
“คนขับครับ สตาร์ทรถเลย”
“อะ... ท่านประธานครับ เลือด...”
แต่เขาเดินหน้าไปยังจุดหมายต่อไปอย่างเงียบเชียบ
การล่าสัตว์ประหลาด
นั่นคือหน้าที่ของฮันเตอร์ และเป็นงานที่เขาได้รับมอบหมาย
“ยังไงเดี๋ยวเลือดก็กระเด็นใส่อยู่ดี ไปกันเถอะครับ”
ด้วยเหตุนี้ ความเหนื่อยล้าสะสมของจองฮาซองจึงพุ่งทะลุขีดจำกัด
ในวันต่อมา
จองฮาซองกรอกยาฟื้นฟูพลังกายที่ประมูลมาได้ลงคอ
นี่คือช่วงเวลาที่เขาไม่ได้นอนมาครบ 40 ชั่วโมงพอดี
ในขณะที่ฮันเตอร์ระดับ S กำลังถูกใช้งานอย่างหนักขนาดนี้
จอมเวทผู้ยิ่งใหญ่จากต่างโลกกำลังทำอะไรอยู่กันนะ
“ฟู่!”
ตัดภาพกลับมา
ณ ห้องเช่าแบบวันรูมแห่งหนึ่งในเขตมาโพที่คิมกิรยออาศัยอยู่
ชายหนุ่มผมทองที่ยืนอยู่ในนั้นอุทานออกมาด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ
“ในที่สุดก็เสร็จเสียที”
แม้จะเทียบไม่ได้กับความลำบากของฮันเตอร์บางคน แต่ความจริงแล้วคิมกิรยอก็เพิ่งผ่านช่วงเวลาที่วุ่นวายมาหลายชั่วโมงเช่นกัน
เขาต้องรีบแก้ไขข้อบกพร่องร้ายแรงของร่างกายนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“มาเช็กดูหน่อยดีกว่าว่าแก้ไขเรียบร้อยไหม?”
ผลลัพธ์ของวันนี้คือสิ่งนี้
[การเปลี่ยนแปลงในเวอร์ชัน 1.2.2]
● ตัดสัญญาณความเจ็บปวดเมื่อเกิดความรู้สึกเจ็บปวดเกินขีดจำกัด
เป็นประโยคที่ค่อนข้างยาวสละสลวย แต่ถ้าจะให้อธิบายง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ...
“สมบูรณ์แบบ!”
ตั้งแต่วันนี้ไป คิมกิรยอได้รับทักษะ ‘ความต้านทานความเจ็บปวด’ มาครอง
หากตัดความเจ็บปวดออกไปทั้งหมดจะเกิดปัญหาตามมา เขาจึงเพิ่มกลไกที่จะทำให้ความเจ็บปวดนั้นเป็นโมฆะเฉพาะเมื่อมันพุ่งสูงขึ้นถึงระดับหนึ่งเท่านั้น
‘ใกล้เคียงกับร่างกายในอดีตขึ้นมาอีกนิดแล้ว’
ตอนนี้ฉันไม่กลัวความเจ็บปวดอีกต่อไป!
ความจริงฉันรับรู้ถึงความจำเป็นในการดัดแปลงนี้มาตั้งนานแล้ว แต่เพราะความขี้เกียจเลยผลัดวันประกันพรุ่งมาตลอด
แต่แล้วยังไงล่ะ
พอถูกจองฮาซองเผาเข้าครั้งหนึ่ง สติมันก็เตลิดเปิดเปิงไปหมด
ถ้าขืนเลื่อนออกไปอีก มีหวังคงได้ช็อกตายเข้าสักวันแน่ ๆ
“ได้มารู้ซึ้งว่าความเจ็บปวดจากการถูกเผามันเป็นยังไง ข้อมูลพรรค์นี้ฉันไม่ได้อยากรวบรวมเลยสักนิด”
กิรยอปาดเหงื่อที่ผุดพรายบนหน้าผาก อาจเพราะใช้สมาธิติดต่อกันเป็นเวลานานเขาจึงรู้สึกค่อนข้างล้า
‘เฮ้อ วันนี้พักแค่นี้ดีกว่า เงินที่หามาได้ก็มีแล้ว ลองท้าทายกับสิ่งที่เรียกว่าอาหารเดลิเวอรีดูบ้างก็น่าจะไม่เลว...’
แต่ในตอนนั้นเอง
ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของเขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่างที่พุ่งผ่านไป
มันเหมือนกับคลื่นยักษ์อันมืดมิดที่กำลังโถมเข้าใส่ทิศทางที่เขายืนอยู่
“เอ๊ะ”
กว่าจะไหวตัวทันเรื่องการไหลเวียนของมานา ทุกอย่างก็สายเกินไปก้าวหนึ่งเสียแล้ว
ทันใดนั้น เสียงระเบิดดังกึกก้องปานแก้วหูจะแตกก็ดังสนั่นไปทั่วห้อง
ตูมมม---!!
ครืนนน...
วี้หว่อ วี้หว่อ วี้หว่อ...
คิมกิรยอยืนตัวแข็งทื่อจ้องมองไปข้างหน้า
นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
‘เสียงมันดังใกล้มากเลยนะ?’
โชคดีที่ห้องของเขายังปกติดี แต่ความวิตกกังวลที่อธิบายไม่ได้เริ่มก่อตัวขึ้น
คิมกิรยอสวมสลิปเปอร์แล้วรีบวิ่งออกไปที่โถงทางเดินทันที
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ
“เหอะ”
ตึก...
ตึกหายไปแล้ว
“หึ ๆ”
คิมกิรยอหัวเราะแห้ง ๆ เมื่อเห็นด้านขวาของตึกที่ถูกทำลายจนแหว่งหายไปราวกับถูกทิ้งระเบิด
มองเห็นทั้งโครงเหล็กและปูนที่แตกละเอียด เพราะนอกจากห้อง 304 ที่เขาอาศัยอยู่ ห้องแถบข้าง ๆ ทั้งหมดพังทลายลงไปเรียบร้อยแล้ว
“ไอ้ X เอ๊ย...”
ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่วิ่งออกมาหลังจากได้ยินเสียง
ต่อมาก็มีเสียงตะโกนดังก้องไปทั่วโถงทางเดิน
บอกให้ทุกคนรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่ตึกที่ไม่มั่นคงจะถล่มลงมา ให้หนีไปซะ
ทุกคนต่างตะโกนเช่นนั้น
“สัตว์โลกดาวไหนมันจะเฮงซวยได้ขนาดนี้เนี่ย”
เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
นี่คือจุดเริ่มต้นของการก่อการร้ายดันเจี้ยนเบรกที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ผู้คนจำนวนมหาศาล
***
การเตรียมตัวอพยพไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะยังไงซะของมีค่าก็มีอยู่แค่นี้
‘เอาไปแค่อุปกรณ์เวทมนตร์ก็พอ’
ฉันกอดกระถางกำยานนิทราไว้อย่างหวงแหนแล้วเริ่มออกเดินทาง
นอกจากนั้นก็มียาฟื้นฟู ปลอกแขนป้องกัน และกระจกสะท้อน ซึ่งทั้งหมดล้วนมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก
“อืม”
แต่ปัญหาคือหลังจากนี้จะอพยพไปที่ไหนดี
“อะไรเนี่ย ทำไมโทรศัพท์ถึงใช้งานไม่ได้?”
ความคิดแรกคือการขอความช่วยเหลือจากอันยุนซึง แต่โทรศัพท์เจ้ากรรมกลับเกเรเสียอย่างนั้น
เสียงเซ็งแซ่
“โทรไม่ได้เลย”
“เพราะทุกคนแห่กันโทรหรือเปล่านะ?”
“ทำไงดี...”
พอได้ยินเสียงคนเดินถนนพูดกันแบบนั้น ดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่ความลำบากที่ฉันเจอเพียงคนเดียว
‘ลองตามคนที่กำลังหนีไปดูไหมนะ?’
ไม่มีเวลามานั่งเหม่อลอยแล้ว
เพราะไม่ว่าอุบัติเหตุอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ในวินาทีนี้มอนสเตอร์กำลังเพ่นพ่านไปทั่วทุกหนแห่ง
“กรี๊ดดดดด!”
“หนีเร็ว!”
“ไม่มีผู้ตื่นรู้อยู่แถวนี้บ้างเลยเหรอ?”
สัตว์ประหลาดรูปร่างคล้ายกิ้งก่าบินที่แผดเสียงร้องโหยหวนไปมา หรือแม้แต่ผู้คน
เศษซากที่ปลิวว่อน เลือด ควันไฟ
ทันทีที่มอนสเตอร์ปรากฏตัว ทัศนียภาพอันสงบสุขของโลกสมัยใหม่ก็กลายสภาพเป็นไม่ต่างจากสนามรบในชั่วพริบตา
ทุกคนต่างยุ่งกับการหนีตายจนไม่มีเวลามานั่งห่วงใยคนอื่น
ฉันวิ่งหน้าตั้งท่ามกลางความโกลาหลนั้น
เดชะบุญที่สามารถหาสถานที่หลบภัยพบจนได้
ดูเหมือนว่าชาวโลกจะใช้สถานีรถไฟฟ้าเป็นบังเกอร์ในยามฉุกเฉินสินะ
‘ทุกคนมารวมตัวกันที่สถานีรถไฟใต้ดินเหรอ?’
แต่ทว่า...
‘อ๊ะ!’
สถานีรถไฟฟ้าที่มาถึงกลับเนืองแน่นไปด้วยพลเมืองที่อพยพมาก่อนแล้ว
แถมฮันเตอร์ที่เฝ้าทางเข้ายังประกาศว่าไม่สามารถรับคนเพิ่มได้อีกแล้วพร้อมกับยืนขวางไว้
“บัดซบ!”
ถ้าสมองเฮงซวยของคิมกิรยอจะช่วยนึกวิธีอพยพของคนบนโลกออกตอนนี้สักนิดก็คงจะขอบพระคุณมาก
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเบาะแสอะไรเลยในหัว
‘ถ้าขืนอยู่ที่นี่ต่อไป มีหวังโดนคนเหยียบตายแน่’
ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหาแผนการอื่น
พอยืนนิ่ง ๆ แล้วลับประสาทสัมผัสให้คมกริบ ก็รู้สึกได้ถึงมานาที่หลากหลายรูปแบบ
มานาภายในร่างของผู้ตื่นรู้
พลังเวทภายนอกที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน
และ... การเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตจากเกต
‘สุดท้ายก็ต้องหนีไปคนเดียวสินะ’
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเริ่มเคลื่อนที่
ตอนแรกกะว่าจะเลือกเดินไปในที่ที่ไม่มีมอนสเตอร์จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
“หืม?”
แต่พอเริ่มตั้งหลักได้ ความคิดที่ดียิ่งกว่าก็แวบเข้ามาในหัว
“ทางนั้นน่ะ... ใช่คนคนนั้นหรือเปล่านะ?”
ในที่สุดก็มาถึงซอยแห่งหนึ่ง
ฉันหันหน้าไปทางทิศเหนือบนถนนที่เงียบเชียบ
ด้วยตาเปล่าอาจจะมองเห็นสถานการณ์ไม่ชัดเจน แต่พอสัมผัสมานาดูแล้ว คราวนี้มั่นใจแน่นอน
จองฮาซองอยู่ที่หลังตึกนั่น
“ในสถานการณ์ที่สัตว์อสูรเพ่นพ่านแบบนี้ การปรากฏตัวของฮันเตอร์ระดับ S ต่อหน้านี่มัน...”
ในช่วงเวลาที่วุ่นวายขนาดนี้ การคิดจะไปเกาะแกะคนที่กำลังยุ่งสุดขีดก็แอบทำให้รู้สึกผิดขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่นิสัยดั้งเดิมของเอเลี่ยนที่กำลังจะตายคือความละอายใจเป็นสิ่งไม่จำเป็น
ก็นะ... ยังไงการสิงอยู่ในร่างของคิมกิรยอก็ถือเป็นการปรสิตรูปแบบหนึ่งอยู่แล้ว...
“เรื่องทำตัวเป็นปลิงเนี่ย ฉันน่ะมืออาชีพเลยล่ะ”
ฉันมองตามร่องรอยพลังของจองฮาซองไปด้วยดวงตาที่เป็นประกาย