‘ฮี๊ยยย! นี่คิดจะทำอะไรเนี่ย!’
แน่นอนว่าสิ่งที่อยู่ภายในใจนั้นช่างแตกต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง
อึก
คิมกิรยอลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถ้าเมื่อกี้ฉันไม่รีบก้มหัวขอโทษทันควัน ป่านนี้สภาพจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้?
“คุณจองฮาซอง ใจเย็นๆ ก่อนครับ”
เขารีบยกมือทั้งสองข้างขึ้นโชว์ฝ่ามือให้เห็น เป็นการแสดงออกถึงการยอมแพ้อย่างชัดเจน
“ผมผิดไปแล้วจริงๆ วันนี้ผมตั้งใจมาเพื่อขอโทษโดยเฉพาะเลยนะ”
ทว่าจองฮาซองกลับไม่ยอมเก็บอาวุธแม้จะได้ยินคำนั้น
“ถ้าขอโทษแล้วจบ เรื่องกฎหมายก็คงไม่ต้องมีไว้ทำไมหรอกครับ”
มันก็จริงของเขาแฮะ
คิมกิรยอกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด ต้องหาทางระงับโทสะของระดับ S คนนี้ให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ฉันจึงพยายามทุ่มสุดตัวอธิบายสถานการณ์ออกไป
“โธ่ คุณก็รู้ ผมไม่ได้เจตนาไม่ดีเลยจริงๆ ตอนนั้นผมเป็นห่วงสุขภาพของคุณจากใจจริงเลยนะครับ...”
“จะให้ผมเชื่อคำพูดนั้นได้ยังไง?”
“ครับ?”
“เล่นทำให้คนอื่นหมดสติไปดื้อๆ แบบนั้น ในสายตาผม คุณก็ไม่ต่างจากพวกระเบิดพลีชีพพวกนั้นหรอก”
“คุณฮาซอง”
“พูดมาตรงๆ ดีกว่า คุณมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ใช่ไหม?”
จองฮาซองสวนกลับด้วยคำพูดจิกกัดแทบทุกประโยค ชวนให้รู้สึกอึดอัดเป็นบ้า
“เจตนาเหรอ? เรื่องนั้นผมเองก็อยากถามเหมือนกันแหละ ว่าคุณฮาซองน่ะมีจุดประสงค์อะไรกันแน่?”
ด้วยเหตุนี้ คิมกิรยอจึงเลือกที่จะโยนคำถามที่เป็นต้นตอของปัญหาออกไปแทนที่จะเอ่ยคำขอโทษ
“ทำไมคุณถึงต้องรีบร้อนขนาดนั้นอยู่เรื่อยเลยล่ะ?”
“...”
“ผมลองค้นดูในอินเทอร์เน็ตมาแล้วนะ คุณทุบสถิติการเคลียร์เกตทุกปีเลยนี่ มองผ่านๆ มันก็ดูดีอยู่หรอก แต่นั่นหมายความว่าคุณเอาแต่ลงดันเจี้ยนซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่ยอมหลับยอมนอนเลยไม่ใช่หรือไง?”
จองฮาซองนิ่งเงียบ
“แถมยังทำตัวเป็นคนดีเกินเหตุ ไอเทมที่ได้จากเกตก็ประเคนให้รัฐบาลหมด ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรมากมายเลยด้วยซ้ำ”
“...”
“งั้นตอนที่ร่างกายไม่ไหว ก็น่าจะพักผ่อนบ้างก็ได้นี่นา ทำไมถึงได้ยึดติดกับการล่าสัตว์อสูรขนาดนั้นล่ะ?”
ดูเหมือนคำถามนี้จะไม่สามารถเพิกเฉยได้อีกต่อไป ในที่สุดจองฮาซองก็ตอบออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
“เพราะมันเป็นหน้าที่ที่ต้องทำครับ”
“หน้าที่ที่ต้องทำ?”
“ผมเรียนหนังสือจากโรงเรียนที่สร้างด้วยภาษี ใช้ชีวิตเหยียบย่ำบนถนนที่ตัดด้วยภาษี เรื่องแค่นี้ผมจะทำให้ประเทศชาติไม่ได้เลยเหรอครับ?”
เป็นทัศนคติที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
แต่การจะให้ฉันร่วมรู้สึกซาบซึ้งไปด้วยนั้น มันคนละเรื่องกันเลย
“คุณทำทั้งหมดนั่นเพียงเพราะรู้สึกว่าเป็นหน้าที่อย่างเดียวเนี่ยนะ?”
คิมกิรยอเอียงคอราวกับไม่เข้าใจ
ความจริงแล้ว ชุดคำถามเหล่านี้เป็นเพียงบททดสอบเพื่อขุดคุ้ยความชอบส่วนตัวของจองฮาซอง
ฉันคิดว่าถ้าได้รู้ว่าเขาทำงานหนักขนาดนั้นไปเพื่ออะไร มันคงจะช่วยให้การขอโทษราบรื่นขึ้น
‘เป็นคนยังไงถึงได้ไม่มีความโลภส่วนตัวเลยสักนิด? แบบนี้จะเอาอะไรมาติดสินบนดีล่ะเนี่ย?’
คิมกิรยอกำลังเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ และปัญหาก็ไม่ได้มีแค่นี้
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ทำไมคุณถึงได้เอาแต่พูดนอกเรื่องมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว?”
“เอ่อ”
“ดูท่าทางแล้ว คุณคงจะไม่ได้รู้สึกผิดเลยสินะ”
วิกฤตครั้งใหม่มาเยือนแล้ว
ใบหน้าที่ไร้อารมณ์นั้น ไม่ได้ถูกตีความไปในแง่บวกเสมอไป
จองฮาซองคิดว่าระดับ F คนนี้ไม่ได้สำนึกผิดในเหตุการณ์เมื่อวานเลยสักนิด
“ปะ เปล่านะ แน่นอนว่าต้องรู้สึกผิดสิ ผมแค่มีเรื่องที่ติดค้างอยู่ในใจนิดหน่อยก็เลยพูดแบบนั้นออกไป”
“ติดค้างเรื่องอะไรครับ?”
“การอุทิศตนเพื่อชาติน่ะมันก็ดีอยู่หรอก แต่ปกติเขาก็ไม่ทำกันถึงขนาดนั้นนี่นา”
“...”
“แถมต่อให้คุณพักสักวันหนึ่ง ประเทศก็ไม่ได้เปลี่ยนไปขนาดนั้นหรอกมั้ง ไม่เห็นต้องกดดันตัวเองถึงขนาดนั้นเลย...”
จองฮาซองได้ฟังคำนั้นแล้วถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก
“เหอะ!”
ในเมื่อเกลียดขี้หน้าไปแล้ว ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรออกมา เขาก็เห็นว่ามันน่ารำคาญไปหมดนั่นแหละ
“อ๋อ สรุปก็คือ จะสื่อว่า ‘ถ้าไม่มีแกสักคน เกาหลีคงไม่เจ๊งหรอก จะตื่นตูมไปทำไม’ แบบนี้ใช่ไหม”
“ครับ?”
“งั้นคุณลองไปพูดแบบนี้ต่อหน้าครอบครัวผู้เสียหายที่ต้องตายเพราะเมื่อวานผมไปช่วยไม่ทันดูไหมล่ะ!”
“ไม่ใช่แบบนั้น...”
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนอย่างแกจะได้รับพลังของผู้ตื่นรู้มา”
เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ตามอารมณ์ที่พุ่งพล่าน
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ มาดูกันว่าคุณจะทำตัวชิลไปได้ถึงไหน คิดว่าเรื่องนี้จะจบลงแค่การฟ้องร้องข้อหาทำร้ายร่างกายธรรมดาๆ งั้นเหรอ?”
“...!”
“ผมรับรองเลยว่า คนอย่างคุณจะไม่มีวันได้ทำงานฮันเตอร์อีกเป็นครั้งที่สอง!”
นั่นคือคำขู่ที่จะเปิดโปงความผิดทั้งหมด เพื่อปลดเขาออกจากคุณสมบัติการเป็นฮันเตอร์ไปตลอดกาล
เป็นการประกาศว่าจะสั่งสอนให้เข็ดหลาบด้วยกฎหมาย
ทว่าในวินาทีนั้น
‘ว่าไงนะ?’
ระดับ F ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขากลับตีความประโยคนั้นไปในทางที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
‘จะทำให้ฉันทำงานฮันเตอร์ไม่ได้อีก... อะ อย่าบอกนะ ว่าจะฆ่าฉันทิ้ง...?’
ตอนนี้จองฮาซองกำลังอยู่ในสภาวะอารมณ์ไม่ปกติ
มานาของเขากำลังพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่งตามอารมณ์ ซึ่งในสายตาของคิมกิรยอ มันไม่ต่างอะไรกับจิตสังหารที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลยสักนิด
‘กะแล้วเชียว คิดจะกำจัดฉันทิ้งเพื่อไม่ให้เหยียบย่างเข้าสู่วงการนี้ได้อีกตลอดกาลจริงๆ ด้วย!’
ฮี๊ยยย!
ฉันว่าแล้วเชียว ตั้งแต่เริ่มแกว่งดาบเล่นเป็นมารยาทตอนเจอกันแล้ว!
คิมกิรยอหน้าซีดเผือดแล้วรีบปิดปากสนิท
และในวินาทีนั้น คุณรู้ไหมว่าจองฮาซองกำลังคิดอะไรอยู่?
‘ฮันเตอร์คนนี้เป็นอาชญากรที่แนบเนียนถึงขนาดหลอกเครื่องตรวจวัดระดับผู้ตื่นรู้รุ่นใหม่ได้ เขาอาจจะหนีไปดื้อๆ ก็ได้ ต้องพันธนาการไว้ก่อน’
ก้าวที่หนึ่ง
ก้าวที่สอง
จองฮาซองขยับระยะห่างเข้ามาใกล้
คิมกิรยอยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ด้วยความหวาดกลัวอย่างขีดสุด
‘จะโดนฆ่าแล้ว!’
ในขณะที่ความเข้าใจผิดของทั้งคู่พุ่งพ่านจนถึงขีดสุด
เสียงของใครบางคนก็แวบเข้ามาในหัวของคิมกิรยอราวกับภาพย้อนอดีตก่อนตาย
—การที่ฮันเตอร์สู้กันเองมันก็เป็นแบบนั้นแหละครับ
—คนเราไม่เหมือนสัตว์อสูร หลายคนมักจะซ่อนพลังที่แท้จริงเอาไว้
—ตราบใดที่อีกฝ่ายยังคิดว่าผู้ตื่นรู้คนนี้กำลังซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้... การปะทะกันก็จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆ หรอกครับ
ใช่แล้ว
จะว่าไป เมื่อไม่นานมานี้ ฮันเตอร์ระดับ A อย่างอันยุนซึงเคยให้คำแนะนำแบบนี้ไว้นี่นา
คิมกิรยอทบทวนบทสนทนาในอดีตซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากนั้นเขาก็พบทางสว่างเพียงทางเดียว
‘หรือว่า...’
ถ้าลองแกล้งทำเป็นว่ามีไม้ตายซ่อนอยู่ล่ะก็ จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ได้หรือเปล่านะ?
นั่นคือสิ่งที่คิดภายใน 0.2 วินาที
ถ้าฉันคุยโวข่มขวัญจนทำให้ระดับ S ลังเลได้ล่ะจะเป็นยังไง?
นั่นคือสิ่งที่คิดภายใน 0.3 วินาที
แต่จะพูดว่าอะไรดีล่ะถึงจะหลอกอีกฝ่ายได้?
นั่นคือสิ่งที่คิดภายใน 0.7 วินาที
ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที เขาใช้สมองคิดคำนวณอย่างหนักหน่วง
“เพราะคุณ เพราะสิ่งที่คุณทำลงไป เมื่อวานมีคนต้องตายไปกี่คนคุณรู้บ้างไหม...!”
และความกังวลนั้นก็ได้ข้อสรุปในทันทีจากเสียงก่นด่าของจองฮาซองที่พรั่งพรูออกมา
เพราะฮันเตอร์ระดับ S กำลังระเบิดอารมณ์ใส่ผู้ตื่นรู้ที่น่าสงสัยซึ่งทำให้เขาต้องหมดสติไปอย่างไม่ลังเล
ทั้งความโกรธแค้น ความอัดอั้นตันใจ และความเกลียดชัง
คิมกิรยอที่ต้องเผชิญหน้ากับอารมณ์เหล่านั้นจึงตะโกนออกไปสุดเสียงด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด
“──ตั้งสติหน่อย ฮาซอง!”
ในขณะที่ทุกคนแทบจะหยุดหายใจกับเสียงคำรามที่ดังก้อง
ประโยคต่อมาก็ตามมาติดๆ
ความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตนับจากนี้
“แกมันก็แค่ไอ้กระจอก!”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการบลัฟขั้นสุดยอด
***
ไม่มีการพลิกผันใดจะรุนแรงไปกว่าการที่คนที่เคยสุภาพอ่อนน้อมและใช้คำพูดให้เกียรติมาโดยตลอด จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีไปอย่างกะทันหัน
จองฮาซองถึงกับสะดุ้ง
ทว่าคิมกิรยอไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น
“ต่อให้จะบอกว่าประมาทก็เถอะ แต่ไอ้ฝีมือที่โดนแค่ระดับ F ลอบกัดจนหมอบนั่นน่ะนะ แกยังคิดว่าตัวเองเป็นคนสำคัญอะไรนักหนาอีกเหรอ?!”
เป็นเสียงตะโกนที่คมปราบราวกับน้ำแข็ง
“ใช่แล้ว ฮาซอง ต่อให้ไม่มีแกสักคน เกาหลีก็ไม่เจ๊งหรอก”
“...!”
“ไอ้คนที่รู้ดีอยู่แก่ใจแบบแกน่ะ ไม่ควรมาลงความโกรธใส่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่างฉันนะเว้ย!”
ซูด
เขาประจุลมหายใจเข้าลึกจนทรวงอกขยาย แววตาเต็มไปด้วยความดุร้าย
“แถมต่อให้ประเทศจะเจ๊งจริงๆ มันจะเป็นความรับผิดชอบของแกได้ยังไง หืม?”
“อะ อะไรนะ”
“เลิกทำตัวเรื่องมากได้แล้ว!”
แต่เอ๊ะ?
ตอนแรกฉันแค่กะจะพูดด้อยค่าฝีมือของจองฮาซองเพื่อเอาตัวรอดแท้ๆ
แต่ไม่นึกเลยว่าคำด่าพวกนี้จะใช้ได้ผลดีเกินคาด เพราะตอนนี้จองฮาซองยืนแข็งทื่อไม่ขยับเลยสักนิด
‘โอ้!’
จังหวะนี้แหละ
คิมกิรยอรีบฉวยโอกาสน้ำขึ้นให้รีบตัก พ่นคำพูดที่สร้างความระแวดระวังออกมาเป็นชุด
“จะให้ฉันบอกความจริงให้ฟังเอาไหม? ไอ้ลูกหมาเอ๊ย แกคงจะสติหลุดไปแล้วสินะที่มีแต่คนยกยอปอปั้นว่าเป็นวีรบุรุษอย่างนั้นอย่างนี้”
“...”
“ในสายตาฉัน แกก็แค่ไอ้หนุ่มวัยยี่สิบธรรมดาๆ คนหนึ่ง ต่อให้จะตื่นรู้แล้ว แกก็ยังเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีอำนาจอะไรอยู่ดีนั่นแหละ”
“...”
“แถมยังโดนฉันจัดการได้ง่ายๆ แบบนั้นแท้ๆ ยังจะมีหน้ามาบอกว่าชีวิตของประชาชนฝากไว้ในกำมือตัวเองอีกเหรอ?”
คิมกิรยอชี้หน้าอีกฝ่ายพร้อมกับกดเสียงให้ต่ำลง
“ตอนนี้แกแยกแยะเรื่องราวไม่ออกหรือไง?”
แค่นี้น่าจะพอสำหรับการทำตัวกร่างแล้วมั้ง!
ต่อจากนี้ไปคือช่วงเวลาของการใช้ทั้งไม้แข็งและไม้นวม เพราะถ้าเอาแต่ด่าอย่างเดียวอาจจะทำให้อีกฝ่ายฟิวส์ขาดได้
“ฮาซอง แกเคยรู้ตัวไหมว่าปกติแกดูไม่มั่นคงเอาซะเลย”
เขาเริ่มโยนเหยื่อล่อออกไปช้าๆ
“ทั้งยึดติดกับเกตตลอดทั้งวัน ทั้งทรมานร่างกายตัวเองหน้าตาเฉย ในสายตาฉันน่ะ นั่นมันอาการป่วยชัดๆ”
ช่างเป็นน้ำเสียงที่นุ่มนวลอะไรขนาดนี้
พูดแบบนี้ไปก่อน จะได้อ้างว่าที่เป็นห่วงสุขภาพ แล้วถ้าสบโอกาสเมื่อไหร่ ฉันจะจับฮาซองส่งโรงพยาบาลจริงๆ ซะเลย
อย่างน้อยในช่วงที่เขากำลังรักษาตัว ฉันก็ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการต่อสู้ด้วย
“พูดตรงๆ นะ ฉันว่าแกน่ะต้องการการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญด่วนเลยว่ะ”
คิมกิรยอซ่อนเจตนาอันชั่วร้ายเอาไว้ภายใต้คำแนะนำที่ดูอ่อนโยน
“ถึงจะเป็นผู้ตื่นรู้ระดับสูงที่ยาอาจจะใช้ไม่ค่อยได้ผล แต่อย่างน้อยไปปรึกษาจิตแพทย์บ้างก็ยังดี”
“...”
“หืม? แกไม่ได้กะจะทำงานฮันเตอร์แค่ไม่กี่วันแล้วเลิกนี่นา”
เป็นสถานการณ์ที่ชวนให้รู้สึกงุนงงเหลือเกิน ทั้งที่เมื่อกี้เพิ่งจะด่าเขาจนเสียหมาแท้ๆ แต่ตอนนี้ดันกลับมาทำเป็นเป็นห่วงเป็นใยซะอย่างนั้น
“หัดพักผ่อนบ้างเถอะแกน่ะ”
ถึงอย่างนั้นคิมกิรยอก็ยังคงขยับลิ้นต่อไปด้วยใบหน้าที่หน้าด้านหน้าทน
ก่อนจะแอบหรี่ตามองปฏิกิริยาของจองฮาซอง
“หือ?”
แต่เดี๋ยวนะ
ไอ้หมอนี่ นอกจากอารมณ์จะไม่ดีขึ้นแล้ว...
‘ฉะ ฉัน พูดแรงไปหรือเปล่านะ?’
เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับการรีดเร้นความกร่างออกมาจนลืมสังเกต
ฮันเตอร์ระดับ S ยืนกัดฟันกรอดจนเส้นเลือดที่คอโปนนูน พร้อมกับจ้องมองมาทางนี้เขม็ง
‘ดูท่าทางจะยิ่งโกรธกว่าเดิมอีกแฮะ...’
คิมกิรยอเห็นใบหน้าที่โกรธจัดของฮาซองเข้าก็เริ่มตัวสั่นพั่บๆ ด้วยความหวาดกลัว
***
ทั้งที่โดนระดับ F ลอบกัดได้
ไอ้คนไร้ฝีมือ
หัดแยกแยะเรื่องราวซะบ้าง
คำผรุสวาทพรั่งพรูออกมาไม่หยุด
เมื่อได้ฟังคำพวกนั้น เขาก็รู้สึกอยากจะโต้แย้งกลับไปในทันที แต่เพราะอะไรกันนะ
จองฮาซองกลับรู้สึกแปลกๆ จนพูดอะไรไม่ออก
—ฮาซอง แกเคยรู้ตัวไหมว่าปกติแกดูไม่มั่นคงเอาซะเลย
พอนึกย้อนกลับไป การโดนปฏิบัติอย่างโหดร้ายแบบนี้มันช่างทิ้งช่วงไปนานเหลือเกิน
ถามจริงๆ เถอะ จะมีใครกล้าพูดจาจี้ใจดำใส่หน้าผู้ตื่นรู้ระดับ S ได้หน้าตาเฉยขนาดนี้บ้าง
ทั้งนิสัยบ้างาน
ทั้งการไม่รู้จักถนอมร่างกายตัวเอง
ที่ผ่านมา ทุกคนต่างก็เอาแต่ยกย่องชื่นชมว่านั่นแหละคือสมกับเป็นวีรบุรุษ
‘ฉันมันก็แค่คนไม่มีค่าอะไรอย่างนั้นเหรอ?’
ทั้งที่จนถึงเมื่อกี้ เขายังเชื่อมั่นมาตลอดว่าสิ่งที่ตนเองทำน่ะมันถูกต้องแล้ว
‘ฉันน่ะ...’
ความจริงแล้ว
ถึงเขาจะเป็นวีรบุรุษ แต่เขาก็ไม่ได้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมจะเป็นวีรบุรุษเลยสักนิด
เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขาไม่ได้มีความเข้มแข็งขนาดนั้น เขามักจะสะดุดล้มให้กับความรู้สึกผิดเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ
เขาต้องการความช่วยเหลือ
ทว่ากลับไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเขาเลยสักคน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่แม่ ซึ่งเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเขา ต้องมาล้มป่วยด้วยโรคพิษมานาเรื้อรัง
—ทั้งยึดติดกับเกตตลอดทั้งวัน ทั้งทรมานร่างกายตัวเองหน้าตาเฉย
เพียงเพราะหวาดกลัวระดับ S
เพียงเพราะละโมบในผลประโยชน์ที่ระดับ S สร้างขึ้น
หรือเพียงเพราะถ้าเขายอมเสียสละ พวกตัวเองก็จะปลอดภัย
ผู้คนที่เขาเคยพบเจอมาต่างก็ไม่ได้ท้วงติงถึงความหมกมุ่นของเขาด้วยเหตุผลที่หลากหลายกันไป
หนำซ้ำยังเอาแต่กดดันให้เขาเป็นอันดับ 1 และบีบให้ต้องลงเกตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก
‘แม้แต่เอสเธอร์ที่เป็นระดับ S เหมือนกัน ก็ยังยอมรับในตัวฉันเลย’
แต่พอมาตอนนี้ กลับมีคนมาบอกว่าตัวฉันอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติเนี่ยนะ? ไม่สิ ถึงขั้นมองว่าฉันเหมือนคนบ้าเลยเหรอ?
—ในสายตาฉันน่ะ นั่นมันอาการป่วยชัดๆ
คุณพูดผิดแล้ว ฉันกำลังทำประโยชน์เพื่อสังคมอยู่นะ ไม่เหมือนคนขี้เกียจแบบคุณ
ถ้าเป็นปกติ เขาคงจะโต้ตอบกลับไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวเองไปแล้ว
แต่ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่คอจนส่งเสียงไม่ออก
เขาไม่สามารถดึงดันเอาชนะความจริงนี้ได้เลย
“อา...”
และเมื่อเป็นเช่นนั้น เขาก็เริ่มตระหนักได้ขึ้นมาทันที
“แกไม่ได้กะจะทำงานฮันเตอร์แค่ไม่กี่วันแล้วเลิกนี่นา”
บางที คำด่าทอที่หยาบคายเหล่านี้ อาจจะเป็นคำพูดที่เขาโหยหามาโดยตลอดก็ได้
“หัดพักผ่อนบ้างเถอะ”
ไม่ใช่คำยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษ
แต่เป็นคำดุด่าที่เฉียบคมที่บอกว่า ตัวตนอย่างเขาน่ะมันไม่ได้สลักสำคัญอะไรนักหนา ดังนั้นเลิกทำตัวเป็นเรื่องใหญ่ได้แล้ว...