พโยนากิลเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคม
ในฐานะผู้ตื่นรู้นอกระบบที่ก่ออาชญากรรมโดยคอยหลบเลี่ยงสายตาของสมาคมฮันเตอร์ เขาจึงเชี่ยวชาญในการเก็บซ่อนกรงเล็บของตัวเองเป็นอย่างดี
เมื่อมีการควบคุมพลังมานาที่ละเอียดอ่อนรองรับ ทักษะการตรวจจับพลังเวทก็จะตามมาเองโดยธรรมชาติ
‘ขนาดฉันเองยังปลอมแปลงระดับพลังต่อหน้าเขาให้ดูเหมือนระดับ C ได้แค่ในระดับที่จำกัดเท่านั้น’
ทว่ากลับมีคนที่หลอกตาพโยนากิลคนนั้นได้อย่างแนบเนียน
‘เป็นระดับ F แต่ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ที่อ่อนแอ’
ซูเยฮวีจดจำใบหน้าของคิมกิรยอไว้ในใจ
ในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ การระแวดระวังตัวอันตรายเอาไว้ก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ฉันก็เดินออกมาด้านนอก
‘บางครั้งบุฟเฟต์ก็ดีเหมือนกันแฮะ~’
ในระหว่างนั้นซอนอูยอนส่งข้อความมาเล่าเรื่องราวมากมาย แต่ก็ไม่ใช่หัวข้อที่ฉันสนใจเท่าไหร่นัก
เรื่องที่ว่าจริง ๆ แล้วพวกผู้ก่อการร้ายเป็นสาวกของลัทธิประหลาดอะไรนั่น หรือเรื่องที่มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลจากต่างประเทศอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้
‘ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องไปใส่ใจสักหน่อย’
ฉันจิบน้ำบ๊วยพลางทำหน้าเซ็ง ๆ
“ยังไงพวกผู้ก่อการร้ายนั่นก็น่าปวดหัวจริง ๆ ค่ะ กระจัดกระจายกันไปทั่วจนกวาดล้างให้สิ้นซากได้ยาก แถมตอนนี้ยังเริ่มขยับขยายไปก่ออาชญากรรมประเภทอื่นอีกด้วย...”
“ครับ”
“แถมช่วงนี้พวกหัวขโมยบอส (Boss Steal) ก็เริ่มระบาดหนักอีกครั้ง สงสัยกะจะถือโอกาสนี้ผสมโรงไปด้วยแน่ ๆ เลยค่ะ”
“อ้อ ครับ”
“แต่ก็นะ สำหรับคนอย่างคุณกิรยอคงไม่ต้องกังวลอะไรมากหรอกมั้งคะ”
ซูด
ฉันดื่มน้ำบ๊วยจนหมดแล้วขยำแก้วกระดาษทิ้ง
พูดตามตรง คำพูดของซอนอูยอนแทบไม่เข้าหูฉันเลย เพราะพออิ่มแล้วหนังตามันก็เริ่มหย่อน
“งั้นฉันขอตัวก่อนนะครับ”
“อา! ค่ะ เชิญตามสบายเลยค่ะ”
วันนี้ฉันกลับมาถึงโรงยิมได้อย่างสวัสดิภาพ
และในวันต่อมา หลังจากที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่นาน...
ด้วยความที่รู้สึกเบื่อที่เอาแต่นอนอุดอู้อยู่ในเต็นท์แคบ ๆ ฉันจึงแอบออกไปข้างนอกเพื่อฝึกฝนเวทมนตร์สักหน่อย
วันรุ่งขึ้น เวลา 07:00 น.
“ไอ้บัดซบเอ๊ย!”
ช่างเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดใสเสียจริง
ฉันเตะซากศพที่วางอยู่แทบเท้าพลางสบถคำด่าออกมา
มันเป็นไปได้ยังไงกัน? ทั้งที่อุตส่าห์ลำบากลำบนไปเก็บตัวอย่างมาแท้ ๆ
“ปัดโธ่เว้ย!”
ผลการทดลองกับซากสัตว์อสูรที่เพียรพยายามได้มา
สรุปคือพังไม่เป็นท่า ด้วยร่างกายขยะของคิมกิรยอ ฉันไม่สามารถควบคุมมอนสเตอร์ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นระดับ C, D, E หรือ F ไม่น่าเชื่อว่าศาสตร์ควบคุมซากศพจะไม่ทำงานเลยแม้แต่ระดับเดียว
สุดท้ายขอบเขตที่ฉันสามารถควบคุมได้ก็มีแค่พวกนกพิราบหรือหนูท่อเท่านั้นงั้นเหรอ
“โธ่ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นฉันไม่ยอมเข้าไปในเรดเกตระดับ B หรอก แล้วนี่ฉันจะยอมให้จองฮาซองกระชากคอเสื้อไปเพื่ออะไรกัน?”
ปึก ปึก ปึก
ฉันระบายอารมณ์ใส่ซากมอนสเตอร์ระดับ F อย่างไร้ความหมาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป
“ฟู่...”
ใจเย็นไว้ก่อน
วิธีที่จะปกป้องตัวเองไม่ได้มีแค่วิธีนี้สักหน่อย
‘ช่วยไม่ได้แฮะ’
ครั้งหนึ่งฉันเคยดูถูกพวกจอมเวทที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เวทมนตร์ว่าน่าสมเพช แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเลือกกินนั่นเลือกกินนี่แล้ว
‘ยังไงช่วงนี้ก็ต้องเน้นพลังไอเทมไปก่อนละนะ...!’
กระถางกำยานที่ดัดแปลงไว้ถูกจองฮาซองทำลายไปแล้ว
ถ้าอย่างนั้น การเตรียมอาวุธสำหรับโจมตีขึ้นมาทดแทนจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นอันดับแรก
แต่ที่นี่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
‘เงินในบัญชีเหลือเท่าไหร่แล้วนะ’
ไม่มีเงินเลย เงินน่ะสิ
‘ไอ้เจ้าคิมกิรยอ ถ้าไม่มีมานา อย่างน้อยก็น่าจะมีเงินไว้บ้างสิ’
ทุกครั้งที่สัมผัสได้ถึงความขาดแคลนทรัพยากร ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกโกรธเจ้าของร่างคนเก่า แต่การจุติใหม่มันก็เหมือนน้ำที่หกไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
‘ถ้ามาลองคิดดูแล้ว มีที่ที่ต้องใช้เงินเต็มไปหมดเลยแฮะ ทั้งอยากเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ ทั้งอยากลองไปเที่ยวต่างประเทศเหมือนพวกมนุษย์โลกดูบ้าง’
ฉันนั่งครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งว่าจะหาเงินได้อย่างไร และผลลัพธ์ที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือ...
ใบหน้าของฮันเตอร์ระดับ A คนหนึ่ง
“หึ”
พูดตามตรงมันก็น่าละอายใจอยู่หรอก
แต่ไม่มีวิธีไหนจะง่ายและสะดวกสบายไปกว่าการเกาะไอ้พวกมนุษย์โลกกินอีกแล้วไม่ใช่เหรอ?
การไปทำงานเป็นนักประเมินอิสระก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
แต่บอกตามตรง เพราะความทรงจำตอนที่ถูกลักพาตัวไปนั่นแหละ ทำให้ฉันไม่ค่อยอยากมีชื่อเสียงในด้านนั้นสักเท่าไหร่...
‘เอาละ ตัดสินใจแล้ว ไปขูดรีดอันยุนซึงดีกว่า’
ฉันตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่
ถึงมันจะดูเหมือนการตอบแทนบุญคุณด้วยแค้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องสนใจ เพราะครรลองแห่งจักรวาลมักจะโหดร้ายเสมอ
ตื๊ด... ตื๊ด...
เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ฉันก็กดโทรศัพท์หาอันยุนซึงโดยไม่ลังเล
แม้จะเป็นในป่าลึกที่ไร้ผู้คน แต่สัญญาณก็ยังส่งไปถึงได้เป็นอย่างดี
-พะ... พี่ครับ! สวัสดีครับพี่!
“เออ ว่าไงอันยุนซึง”
คราวที่แล้วฉันแค่แอบจิกกัดทีละนิดทีละหน่อยเพราะไม่อยากให้อันยุนซึงขุ่นเคืองใจ
แต่ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะถูกพนักงานสมาคมตรวจพบความผิดปกติ
หลังจากนี้ฉันต้องเล็งผลตอบแทนก้อนใหญ่ทีเดียวไปเลย
“ทำอะไรอยู่? กินข้าวหรือยัง?”
ฉันเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำทักทายที่แสนใจดี
แน่นอนว่าฉันเองก็ไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น
เพราะฉันเองก็เริ่มคิดว่าจะส่งอันยุนซึงกลับไปทำงานตามปกติของเขาได้แล้วเหมือนกัน
‘แต่ก่อนหน้านั้น ขอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทิ้งทวนสักหน่อยเถอะนะ’
ฮันเตอร์ระดับ A คนนั้นคงไม่มีทางรู้เลย
ว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของคิมกิรยอคนนี้ กำลังซ่อนความรู้สึกยิ้มระรื่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม
“แฮ่ก! รอนานไหมครับพี่?”
“เปล่า”
“พี่เนี่ยมาตรงเวลาเสมอเลยนะครับ”
ฉันมองอันยุนซึงที่มาปรากฏตัวตรงจุดนัดพบพลางเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง เอาละ จากนี้ไปคือเข้าสู่เนื้อหาหลัก
“อย่างที่บอกไปในโทรศัพท์นั่นแหละ วันนี้ฉันกะว่าจะเข้าไปในเกตสักหน่อย...”
“ครับ!”
“แต่ก่อนหน้านั้น มีเรื่องที่ฉันต้องบอกนายไว้ก่อน ถ้านายเข้าไปโดยไม่รู้อะไรเลย นายอาจจะสติหลุดได้”
สติหลุด?
คำพูดนั้นทำให้อันยุนซึงกะพริบตาปริบ ๆ ถึงหัวสกินเฮดที่เจาะหูจะดูไม่ค่อยบื้อเท่าไหร่ก็เถอะ
“ที่ที่เราจะเข้าไปคือเกตระดับ A ‘แดนทองคำ’ มอนสเตอร์ทั่วไปที่ปรากฏตัวคือหุ่นศิลาเวทมนตร์ผู้พิทักษ์”
ในที่สุดปฏิกิริยาที่ฉันคาดไว้จากอันยุนซึงก็พรั่งพรูออกมา ใบหน้าของเขาถอดสีในทันที
“หุ่นศิลาเวทมนตร์...?”
แต่ฉันยังคงอธิบายแผนการต่อไปโดยไม่หยุดพัก
“บอกไว้ก่อนนะ อย่าหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากฉัน เพราะยังไงซะผู้ที่ต้องพิชิตเกตนี้ก็คือนาย”
“หา?”
“ฉันกะว่าจะให้นายเคลียร์เกตนี้ด้วยการลุยเดี่ยว”
เขาตะโกนออกมาเสียงดังทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของฉัน
“เกตระดับเดียวกัน มือใหม่อย่างผมจะไปทำได้ยังไงครับ?!”
นาน ๆ ทีอันยุนซึงจะกล้าเถียงกลับมาแบบนี้
“แถมยังเป็นหุ่นศิลาเวทมนตร์ด้วยนะครับ หุ่นศิลาเวทมนตร์! พี่ก็รู้นี่ครับว่าพวกมันรับมือยากที่สุดในบรรดาระดับเดียวกันน่ะ!”
ฉันรอให้เขาพ่นคำพูดออกมาจนหมด และเมื่อเขาเริ่มพักหายใจ ฉันจึงค่อย ๆ เอ่ยปากพูด
“แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ที่รุนแรงแบบนี้ นายคิดว่าปมในใจนายจะหายไปเองตามธรรมชาติงั้นเหรอ?”
ร่างกายของคิมกิรยอมีข้อบกพร่องอยู่หลายอย่าง
ปอดก็พัง มานาก็น้อย
เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่ฉันพอจะภูมิใจได้ก็คือสิ่งนี้
“อันยุนซึง พูดมาตรง ๆ เถอะ ตอนนี้ถ้านายอยู่ต่อหน้าหุ่นศิลาเวทมนตร์ นายรับมือมันไม่ได้ใช่ไหม?”
น้ำเสียงของคิมกิรยอมีพลังในการโน้มน้าวใจ
คลื่นเสียงเป็นเรื่องสำคัญนะเนี่ย ถ้ามนุษย์โลกมีทักษะการระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน (Echolocation) ก็คงจะดี
“นายกลัวหุ่นศิลาเวทมนตร์งั้นเหรอ?”
อันยุนซึงลอบกลืนน้ำลายเงียบ ๆ
ดูจากสีหน้าที่ไม่ค่อยดีแล้ว ท่าทางเขากำลังนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่แน่ ๆ
“ความกลัวแบบนั้น ถ้าได้เห็นหุ่นศิลาเวทมนตร์ซ้ำ ๆ ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยและควบคุมได้ มันอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้นก็ได้นะ”
“พี่ครับ...”
“ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ และความจริงฉันก็ไม่อยากใช้วิธีที่รุนแรงแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่า...”
แฮ่ม สงสัยเพราะลมมันแห้งละมั้ง เสียงเลยแหบไปหน่อย
“นายเป็นฮันเตอร์นะ”
“...!”
“อาชีพของนายต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์อยู่เสมอ ลองคิดดูสิว่าถ้าวันหนึ่งเกิดดันเจี้ยนเบรกแล้วพวกหุ่นศิลาเวทมนตร์แห่กันออกมาล่ะ”
นายมั่นใจไหมว่าจะไม่ตื่นตระหนก?
ฉันถามออกไปแบบนั้น อันยุนซึงไม่สามารถตอบออกมาได้อย่างง่ายดาย
“การรับรู้ที่ผิดเพี้ยนต้องได้รับการแก้ไข”
จอมเวทหนุ่มที่ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนไม่สามารถแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอะไรขนาดนี้
“ฉันจะช่วยนายเอง”
นี่แหละคือแผนการของวันนี้
อันยุนซึงจะได้ก้าวข้ามปมหุ่นศิลาเวทมนตร์ ส่วนฉันก็จะได้เก็บเกี่ยววัตถุดิบจากมอนสเตอร์ระดับ A
“หุ่นศิลาเวทมนตร์น่ะ ถ้ารู้วิธีพิชิต ใคร ๆ ก็ล้มมันได้ทั้งนั้นแหละ ง่ายจะตาย”
“วิธีพิชิตเหรอครับ?”
“ใช่”
อันยุนซึงเบิกตาโพลงแล้วถามย้ำ แค่นี้การสร้างความสนใจก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
“อยากลองดูสักครั้งไหมล่ะ?”
“อืม...”
“ถ้ายังไม่มั่นใจ... งั้นก็ลองจับแค่ตัวเดียวที่อยู่แถว ๆ ทางเข้าดูก่อนก็ได้ ถ้าดูท่าไม่ดีก็ค่อยรีบออกมาไง”
ฉันค่อย ๆ หย่อนเบ็ด และผลลัพธ์ก็ยอดเยี่ยมมาก
“ถะ... ถ้าพี่พูดแบบนั้นละก็...”
ในที่สุด ฮันเตอร์ระดับ A ที่เป็นปลาตัวใหญ่ก็ติดกับ
ฉันรีบพูดขยี้ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ
“ดีมาก! งั้นไปยื่นคำร้องขอเข้าเกตกันเลย!”
อันยุนซึงหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างงุนงงตามการเร่งเร้าของฉัน ตอนนี้แค่เปิดแอปพลิเคชันของสมาคมเพื่อขออนุมัติการเข้าเกตก็เป็นอันเสร็จสิ้น
แต่ทว่า
“เดี๋ยว... เดี๋ยวก่อนครับ”
อันยุนซึงที่กำลังกดโทรศัพท์อยู่จู่ ๆ ก็ชะงักไป แล้วเขาก็ถามขึ้นมา
“แต่ถ้าเป็นเกตระดับ A พี่ก็เข้าไปด้วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอค...”
ฉันชะโงกหน้าไปดูโทรศัพท์ของเขาแล้วเอื้อมมือไปกดเลือกรายการแทนให้เสร็จสรรพ
[กรุณากรอกข้อมูล]
[จำนวนคนพิชิต : 1 คน ■ 2 คน □ 3 คน □ …]
[เป็นพนักงานขนส่งหรือไม่ : YES □ NO ■]
“เอาละ เรียบร้อย”
“พี่ครับ?”
“กดส่งเลย”
“คือเรื่องนี้...”
“บอกให้กดไง”
ขอย้ำอีกครั้งว่าน้ำเสียงของคิมกิรยอมีพลังในการโน้มน้าวใจ
“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
“ปะ... เปล่าครับ ไม่มีครับ”
บางทีสายตาที่เย็นชาแบบนี้อาจจะมีพลังในการโน้มน้าวใจด้วยเหมือนกันมั้ง
แล้วอันยุนซึงกับฉันก็มาถึงเกตแห่งหนึ่ง
สมกับเป็นโลกที่ถูกตั้งชื่อว่าแดนทองคำ ทัศนียภาพเบื้องหลังอุโมงค์นั้นช่างหรูหราอลังการ
‘โอ้’
ถนนที่ปูไว้อย่างเป็นระเบียบ
เพดานที่มืดมิด เขาวงกตที่ทอดยาว
มันเหมือนกับเอาข้างในพีระมิดมาฉาบด้วยทองคำจนหมดเลยแฮะ
“นี่เป็นทองจริง ๆ หรือเปล่าครับ?”
“ไม่รู้สิ...”
แต่ฉันไม่ได้สนใจกำแพงพวกนี้เท่าไหร่ เพราะมีสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทองแท่งกำลังรอเราอยู่
“ยืนรออยู่ตรงนี้แหละ”
“พี่!”
ฉันหลับตาลง แผ่ขยายประสาทสัมผัสออกไป
ฉันหันหน้าไปตามมานาที่คุ้นเคยซึ่งสัมผัสได้จากภายในเกต
และสิ่งที่ติดเข้ามาในครรลองสายตาก็คือ...
‘หุ่นศิลาเวทมนตร์ผู้พิทักษ์’
เป็นของที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี
ตุ๊กตาดินที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองโดยใช้มานาเป็นพลังงานขับเคลื่อน ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงเทคโนโลยีจากบ้านเกิดของฉันเลยแฮะ!
“โอ้โห”
ที่จริงฉันก็แอบคิดว่ามันแปลก ๆ มาตั้งนานแล้ว
ไม่ใช่แค่หุ่นศิลาเวทมนตร์หรอก แต่ในพื้นที่ที่เรียกว่าเกต มักจะพบพืชหรือสัตว์ที่คุ้นเคยอยู่บ่อย ๆ
ร่องรอยของอัลฟาวูรีที่แสนจะสนิทชิดเชื้อ
แถมยังเป็นพื้นที่ต่างมิติที่มีสสารชนิดใหม่ที่ฉันไม่รู้จักรวมอยู่ด้วยตั้งมากมาย
“รุ่นใหม่กว่าคราวก่อนอีกแฮะ”
ด้วยเหตุนี้ ตัวตนของเหล่าผู้ที่สร้างเกตขึ้นมาก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นทีละนิด
ช่างเถอะ มันไม่ใช่ปัญหาที่ต้องมาพิสูจน์ตอนนี้ ข้ามไปก่อนดีกว่า
“ยุนซึง เตรียมตัวเสร็จหรือยัง?”
ฉันเดินกลับไปหาอันยุนซึงที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าดันเจี้ยน
“ครับ เพื่อความไม่ประมาท เมื่อกี้ผมเลยไปเติมโพชั่นมาเพิ่มอีกสองสามขวด ส่วนอุปกรณ์ก็เป็นชิ้นที่ผมใช้อยู่ประจำครับ...”
“แล้วไอ้นั่นล่ะ?”
“อ้อ ไอ้นั่น แน่นอนว่าต้องยืมมาอยู่แล้วครับ”
จากนั้นอันยุนซึงก็ยื่นบางอย่างให้ฉัน
“นี่ครับ หีบไอเทมระดับเรด”
กล่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือ
พูดง่าย ๆ มันก็คือกระเป๋าวิเศษนั่นแหละ เห็นว่าถ้าเป็นสสารที่พบในเกต จะสามารถเก็บไว้ในนี้ได้ตามความจุที่กำหนด
“ยืมมาได้จริง ๆ ด้วยแฮะ ตอนคุยโทรศัพท์ฉันยังแอบคิดอยู่เลยว่ามันจะได้เหรอ”
“คำพูดของพี่ทั้งที ต่อให้เป็นอย่างอื่นผมก็ต้องเอามาให้ได้อยู่แล้วครับ! ใช้ได้ตามสบายเลยครับพี่!”
หึ ๆ
ฉันกำกล่องใบนั้นไว้แน่น
ถึงจะมือสั่นที่รู้ว่ากล่องเล็ก ๆ แค่นี้มีราคาพอ ๆ กับอพาร์ตเมนต์ดี ๆ สักห้องก็เถอะ
“อ้อจริงสิ ก่อนจะเริ่มการแก้ไขปมในใจ มีอีกเรื่องหนึ่ง แกนพลังงานกับหินมานา ฉันขอรับไปนะ นี่เป็นการสอนข้อมูลระดับสูงให้เลยนะ คงไม่มีความเห็นอะไรใช่ไหม?”
ฉันแสดงความโลภออกมาอย่างผ่าเผย ยังไงซะกะว่าครั้งนี้จะกอบโกยครั้งใหญ่แล้วถอนตัวจากวงการ...
อ๊ะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก
เอาเป็นว่า ฉันคิดว่าจะเลิกหลอกใช้อันยุนซึงหลังจากนี้แล้วละ
“แกนพลังงานกับหินมานา...? เอ่อ แลกกับการที่พี่สอนวิธีพิชิตให้... แค่นั้นเองเหรอครับ? คะ... ครับ! ถ้ามีอะไรที่พี่ต้องการก็เอาไปได้หมดเลยครับ!”
ทั้งที่ฉันเรียกร้องขอส่วนประกอบที่เป็นหัวใจหลักของหุ่นศิลาเวทมนตร์ แต่เขากลับไม่มีท่าทีไม่พอใจเลยสักนิด
‘ต้องรีบทำให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ไว ๆ แล้วสิ’
สมบูรณ์แบบ
“ตามมา”
“ครับพี่!”
เราเริ่มออกล่าหุ่นศิลาเวทมนตร์กันทันที
ประจวบเหมาะกับที่เหยื่อรายแรกวางอยู่ใกล้ ๆ กับทางเข้าพอดี
หุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ถูกเรียกว่าผู้พิทักษ์นี้ ความจริงแล้วไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในกองทัพ แต่เป็นหุ่นรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลต่างหาก และคำสั่งหยุดฉุกเฉินก็คือ...
‘ใช้แสงสินะ’
ที่บ้านเกิดของฉันส่วนใหญ่จะใช้เสียง ซึ่งกรณีนี้ถือว่าพบได้ยาก แต่โชคดีที่โลกมนุษย์เป็นโลกที่ให้ความสำคัญกับสัญญาณแสงมากกว่า
“รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เลยเตรียมมาด้วยไงละ”
“ครับ?”
ฉันหยิบอุปกรณ์ที่ซ่อนไว้ออกมา
เลเซอร์พอยเตอร์ที่ซื้อมาจากร้านได○โซะ
“เห็นลูกแก้วกลม ๆ ที่ฝังอยู่บนหัวหุ่นศิลาเวทมนตร์นั่นไหม?”
“อ้อ ครับ ๆ ลูกสีฟ้า ๆ นั่นใช่ไหมครับ?”
“แค่ยิงแสงใส่ตรงนั้นค้างไว้สัก 10 วินาทีก็พอ ถึงจะไม่รู้ระดับความสว่างที่แน่นอนที่มันต้องการ แต่ยังไงลำดับความต่อเนื่องก็สำคัญกว่า เพราะฉะนั้นแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
อนึ่ง เงินจำนวน 10,950 วอนที่ใช้ซื้อเลเซอร์พอยเตอร์นี้ ฉันจะไปเรียกเก็บจากอันยุนซึงในภายหลัง
“เอาละ อธิบายวิธีพิชิตจบแล้ว เตรียมทักษะป้องกันไว้ได้เลย”
“ครับ?”
พูดจบฉันก็ก้าวออกไปข้างหน้าทันที แล้วกดปุ่มบนเลเซอร์พอยเตอร์
“บอกไปแล้วไงว่า 10 วินาที”
ครืนนนนนนน...
แต็ก
ทันทีที่สัมผัสได้ถึงแสง หุ่นศิลาเวทมนตร์ที่รู้สึกถึงความผิดปกติก็เริ่มตื่นขึ้นจากโหมดหลับใหล