Cover

58

พโยนากิลเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคม

ในฐานะผู้ตื่นรู้นอกระบบที่ก่ออาชญากรรมโดยคอยหลบเลี่ยงสายตาของสมาคมฮันเตอร์ เขาจึงเชี่ยวชาญในการเก็บซ่อนกรงเล็บของตัวเองเป็นอย่างดี

เมื่อมีการควบคุมพลังมานาที่ละเอียดอ่อนรองรับ ทักษะการตรวจจับพลังเวทก็จะตามมาเองโดยธรรมชาติ

‘ขนาดฉันเองยังปลอมแปลงระดับพลังต่อหน้าเขาให้ดูเหมือนระดับ C ได้แค่ในระดับที่จำกัดเท่านั้น’

ทว่ากลับมีคนที่หลอกตาพโยนากิลคนนั้นได้อย่างแนบเนียน

‘เป็นระดับ F แต่ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ที่อ่อนแอ’

ซูเยฮวีจดจำใบหน้าของคิมกิรยอไว้ในใจ

ในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ การระแวดระวังตัวอันตรายเอาไว้ก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย

หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ฉันก็เดินออกมาด้านนอก

‘บางครั้งบุฟเฟต์ก็ดีเหมือนกันแฮะ~’

ในระหว่างนั้นซอนอูยอนส่งข้อความมาเล่าเรื่องราวมากมาย แต่ก็ไม่ใช่หัวข้อที่ฉันสนใจเท่าไหร่นัก

เรื่องที่ว่าจริง ๆ แล้วพวกผู้ก่อการร้ายเป็นสาวกของลัทธิประหลาดอะไรนั่น หรือเรื่องที่มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลจากต่างประเทศอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้

‘ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องไปใส่ใจสักหน่อย’

ฉันจิบน้ำบ๊วยพลางทำหน้าเซ็ง ๆ

“ยังไงพวกผู้ก่อการร้ายนั่นก็น่าปวดหัวจริง ๆ ค่ะ กระจัดกระจายกันไปทั่วจนกวาดล้างให้สิ้นซากได้ยาก แถมตอนนี้ยังเริ่มขยับขยายไปก่ออาชญากรรมประเภทอื่นอีกด้วย...”

“ครับ”

“แถมช่วงนี้พวกหัวขโมยบอส (Boss Steal) ก็เริ่มระบาดหนักอีกครั้ง สงสัยกะจะถือโอกาสนี้ผสมโรงไปด้วยแน่ ๆ เลยค่ะ”

“อ้อ ครับ”

“แต่ก็นะ สำหรับคนอย่างคุณกิรยอคงไม่ต้องกังวลอะไรมากหรอกมั้งคะ”

ซูด

ฉันดื่มน้ำบ๊วยจนหมดแล้วขยำแก้วกระดาษทิ้ง

พูดตามตรง คำพูดของซอนอูยอนแทบไม่เข้าหูฉันเลย เพราะพออิ่มแล้วหนังตามันก็เริ่มหย่อน

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะครับ”

“อา! ค่ะ เชิญตามสบายเลยค่ะ”

วันนี้ฉันกลับมาถึงโรงยิมได้อย่างสวัสดิภาพ

และในวันต่อมา หลังจากที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่นาน...

ด้วยความที่รู้สึกเบื่อที่เอาแต่นอนอุดอู้อยู่ในเต็นท์แคบ ๆ ฉันจึงแอบออกไปข้างนอกเพื่อฝึกฝนเวทมนตร์สักหน่อย

วันรุ่งขึ้น เวลา 07:00 น.

“ไอ้บัดซบเอ๊ย!”

ช่างเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดใสเสียจริง

ฉันเตะซากศพที่วางอยู่แทบเท้าพลางสบถคำด่าออกมา

มันเป็นไปได้ยังไงกัน? ทั้งที่อุตส่าห์ลำบากลำบนไปเก็บตัวอย่างมาแท้ ๆ

“ปัดโธ่เว้ย!”

ผลการทดลองกับซากสัตว์อสูรที่เพียรพยายามได้มา

สรุปคือพังไม่เป็นท่า ด้วยร่างกายขยะของคิมกิรยอ ฉันไม่สามารถควบคุมมอนสเตอร์ได้เลย

ไม่ว่าจะเป็นระดับ C, D, E หรือ F ไม่น่าเชื่อว่าศาสตร์ควบคุมซากศพจะไม่ทำงานเลยแม้แต่ระดับเดียว

สุดท้ายขอบเขตที่ฉันสามารถควบคุมได้ก็มีแค่พวกนกพิราบหรือหนูท่อเท่านั้นงั้นเหรอ

“โธ่ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นฉันไม่ยอมเข้าไปในเรดเกตระดับ B หรอก แล้วนี่ฉันจะยอมให้จองฮาซองกระชากคอเสื้อไปเพื่ออะไรกัน?”

ปึก ปึก ปึก

ฉันระบายอารมณ์ใส่ซากมอนสเตอร์ระดับ F อย่างไร้ความหมาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป

“ฟู่...”

ใจเย็นไว้ก่อน

วิธีที่จะปกป้องตัวเองไม่ได้มีแค่วิธีนี้สักหน่อย

‘ช่วยไม่ได้แฮะ’

ครั้งหนึ่งฉันเคยดูถูกพวกจอมเวทที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เวทมนตร์ว่าน่าสมเพช แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเลือกกินนั่นเลือกกินนี่แล้ว

‘ยังไงช่วงนี้ก็ต้องเน้นพลังไอเทมไปก่อนละนะ...!’

กระถางกำยานที่ดัดแปลงไว้ถูกจองฮาซองทำลายไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้น การเตรียมอาวุธสำหรับโจมตีขึ้นมาทดแทนจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นอันดับแรก

แต่ที่นี่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง

‘เงินในบัญชีเหลือเท่าไหร่แล้วนะ’

ไม่มีเงินเลย เงินน่ะสิ

‘ไอ้เจ้าคิมกิรยอ ถ้าไม่มีมานา อย่างน้อยก็น่าจะมีเงินไว้บ้างสิ’

ทุกครั้งที่สัมผัสได้ถึงความขาดแคลนทรัพยากร ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกโกรธเจ้าของร่างคนเก่า แต่การจุติใหม่มันก็เหมือนน้ำที่หกไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

‘ถ้ามาลองคิดดูแล้ว มีที่ที่ต้องใช้เงินเต็มไปหมดเลยแฮะ ทั้งอยากเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ ทั้งอยากลองไปเที่ยวต่างประเทศเหมือนพวกมนุษย์โลกดูบ้าง’

ฉันนั่งครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งว่าจะหาเงินได้อย่างไร และผลลัพธ์ที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือ...

ใบหน้าของฮันเตอร์ระดับ A คนหนึ่ง

“หึ”

พูดตามตรงมันก็น่าละอายใจอยู่หรอก

แต่ไม่มีวิธีไหนจะง่ายและสะดวกสบายไปกว่าการเกาะไอ้พวกมนุษย์โลกกินอีกแล้วไม่ใช่เหรอ?

การไปทำงานเป็นนักประเมินอิสระก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

แต่บอกตามตรง เพราะความทรงจำตอนที่ถูกลักพาตัวไปนั่นแหละ ทำให้ฉันไม่ค่อยอยากมีชื่อเสียงในด้านนั้นสักเท่าไหร่...

‘เอาละ ตัดสินใจแล้ว ไปขูดรีดอันยุนซึงดีกว่า’

ฉันตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่

ถึงมันจะดูเหมือนการตอบแทนบุญคุณด้วยแค้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องสนใจ เพราะครรลองแห่งจักรวาลมักจะโหดร้ายเสมอ

ตื๊ด... ตื๊ด...

เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ฉันก็กดโทรศัพท์หาอันยุนซึงโดยไม่ลังเล

แม้จะเป็นในป่าลึกที่ไร้ผู้คน แต่สัญญาณก็ยังส่งไปถึงได้เป็นอย่างดี

-พะ... พี่ครับ! สวัสดีครับพี่!

“เออ ว่าไงอันยุนซึง”

คราวที่แล้วฉันแค่แอบจิกกัดทีละนิดทีละหน่อยเพราะไม่อยากให้อันยุนซึงขุ่นเคืองใจ

แต่ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะถูกพนักงานสมาคมตรวจพบความผิดปกติ

หลังจากนี้ฉันต้องเล็งผลตอบแทนก้อนใหญ่ทีเดียวไปเลย

“ทำอะไรอยู่? กินข้าวหรือยัง?”

ฉันเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำทักทายที่แสนใจดี

แน่นอนว่าฉันเองก็ไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น

เพราะฉันเองก็เริ่มคิดว่าจะส่งอันยุนซึงกลับไปทำงานตามปกติของเขาได้แล้วเหมือนกัน

‘แต่ก่อนหน้านั้น ขอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทิ้งทวนสักหน่อยเถอะนะ’

ฮันเตอร์ระดับ A คนนั้นคงไม่มีทางรู้เลย

ว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของคิมกิรยอคนนี้ กำลังซ่อนความรู้สึกยิ้มระรื่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

“แฮ่ก! รอนานไหมครับพี่?”

“เปล่า”

“พี่เนี่ยมาตรงเวลาเสมอเลยนะครับ”

ฉันมองอันยุนซึงที่มาปรากฏตัวตรงจุดนัดพบพลางเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง เอาละ จากนี้ไปคือเข้าสู่เนื้อหาหลัก

“อย่างที่บอกไปในโทรศัพท์นั่นแหละ วันนี้ฉันกะว่าจะเข้าไปในเกตสักหน่อย...”

“ครับ!”

“แต่ก่อนหน้านั้น มีเรื่องที่ฉันต้องบอกนายไว้ก่อน ถ้านายเข้าไปโดยไม่รู้อะไรเลย นายอาจจะสติหลุดได้”

สติหลุด?

คำพูดนั้นทำให้อันยุนซึงกะพริบตาปริบ ๆ ถึงหัวสกินเฮดที่เจาะหูจะดูไม่ค่อยบื้อเท่าไหร่ก็เถอะ

“ที่ที่เราจะเข้าไปคือเกตระดับ A ‘แดนทองคำ’ มอนสเตอร์ทั่วไปที่ปรากฏตัวคือหุ่นศิลาเวทมนตร์ผู้พิทักษ์”

ในที่สุดปฏิกิริยาที่ฉันคาดไว้จากอันยุนซึงก็พรั่งพรูออกมา ใบหน้าของเขาถอดสีในทันที

“หุ่นศิลาเวทมนตร์...?”

แต่ฉันยังคงอธิบายแผนการต่อไปโดยไม่หยุดพัก

“บอกไว้ก่อนนะ อย่าหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากฉัน เพราะยังไงซะผู้ที่ต้องพิชิตเกตนี้ก็คือนาย”

“หา?”

“ฉันกะว่าจะให้นายเคลียร์เกตนี้ด้วยการลุยเดี่ยว”

เขาตะโกนออกมาเสียงดังทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของฉัน

“เกตระดับเดียวกัน มือใหม่อย่างผมจะไปทำได้ยังไงครับ?!”

นาน ๆ ทีอันยุนซึงจะกล้าเถียงกลับมาแบบนี้

“แถมยังเป็นหุ่นศิลาเวทมนตร์ด้วยนะครับ หุ่นศิลาเวทมนตร์! พี่ก็รู้นี่ครับว่าพวกมันรับมือยากที่สุดในบรรดาระดับเดียวกันน่ะ!”

ฉันรอให้เขาพ่นคำพูดออกมาจนหมด และเมื่อเขาเริ่มพักหายใจ ฉันจึงค่อย ๆ เอ่ยปากพูด

“แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ที่รุนแรงแบบนี้ นายคิดว่าปมในใจนายจะหายไปเองตามธรรมชาติงั้นเหรอ?”

ร่างกายของคิมกิรยอมีข้อบกพร่องอยู่หลายอย่าง

ปอดก็พัง มานาก็น้อย

เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่ฉันพอจะภูมิใจได้ก็คือสิ่งนี้

“อันยุนซึง พูดมาตรง ๆ เถอะ ตอนนี้ถ้านายอยู่ต่อหน้าหุ่นศิลาเวทมนตร์ นายรับมือมันไม่ได้ใช่ไหม?”

น้ำเสียงของคิมกิรยอมีพลังในการโน้มน้าวใจ

คลื่นเสียงเป็นเรื่องสำคัญนะเนี่ย ถ้ามนุษย์โลกมีทักษะการระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน (Echolocation) ก็คงจะดี

“นายกลัวหุ่นศิลาเวทมนตร์งั้นเหรอ?”

อันยุนซึงลอบกลืนน้ำลายเงียบ ๆ

ดูจากสีหน้าที่ไม่ค่อยดีแล้ว ท่าทางเขากำลังนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่แน่ ๆ

“ความกลัวแบบนั้น ถ้าได้เห็นหุ่นศิลาเวทมนตร์ซ้ำ ๆ ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยและควบคุมได้ มันอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้นก็ได้นะ”

“พี่ครับ...”

“ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ และความจริงฉันก็ไม่อยากใช้วิธีที่รุนแรงแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่า...”

แฮ่ม สงสัยเพราะลมมันแห้งละมั้ง เสียงเลยแหบไปหน่อย

“นายเป็นฮันเตอร์นะ”

“...!”

“อาชีพของนายต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์อยู่เสมอ ลองคิดดูสิว่าถ้าวันหนึ่งเกิดดันเจี้ยนเบรกแล้วพวกหุ่นศิลาเวทมนตร์แห่กันออกมาล่ะ”

นายมั่นใจไหมว่าจะไม่ตื่นตระหนก?

ฉันถามออกไปแบบนั้น อันยุนซึงไม่สามารถตอบออกมาได้อย่างง่ายดาย

“การรับรู้ที่ผิดเพี้ยนต้องได้รับการแก้ไข”

จอมเวทหนุ่มที่ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนไม่สามารถแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอะไรขนาดนี้

“ฉันจะช่วยนายเอง”

นี่แหละคือแผนการของวันนี้

อันยุนซึงจะได้ก้าวข้ามปมหุ่นศิลาเวทมนตร์ ส่วนฉันก็จะได้เก็บเกี่ยววัตถุดิบจากมอนสเตอร์ระดับ A

“หุ่นศิลาเวทมนตร์น่ะ ถ้ารู้วิธีพิชิต ใคร ๆ ก็ล้มมันได้ทั้งนั้นแหละ ง่ายจะตาย”

“วิธีพิชิตเหรอครับ?”

“ใช่”

อันยุนซึงเบิกตาโพลงแล้วถามย้ำ แค่นี้การสร้างความสนใจก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

“อยากลองดูสักครั้งไหมล่ะ?”

“อืม...”

“ถ้ายังไม่มั่นใจ... งั้นก็ลองจับแค่ตัวเดียวที่อยู่แถว ๆ ทางเข้าดูก่อนก็ได้ ถ้าดูท่าไม่ดีก็ค่อยรีบออกมาไง”

ฉันค่อย ๆ หย่อนเบ็ด และผลลัพธ์ก็ยอดเยี่ยมมาก

“ถะ... ถ้าพี่พูดแบบนั้นละก็...”

ในที่สุด ฮันเตอร์ระดับ A ที่เป็นปลาตัวใหญ่ก็ติดกับ

ฉันรีบพูดขยี้ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ

“ดีมาก! งั้นไปยื่นคำร้องขอเข้าเกตกันเลย!”

อันยุนซึงหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างงุนงงตามการเร่งเร้าของฉัน ตอนนี้แค่เปิดแอปพลิเคชันของสมาคมเพื่อขออนุมัติการเข้าเกตก็เป็นอันเสร็จสิ้น

แต่ทว่า

“เดี๋ยว... เดี๋ยวก่อนครับ”

อันยุนซึงที่กำลังกดโทรศัพท์อยู่จู่ ๆ ก็ชะงักไป แล้วเขาก็ถามขึ้นมา

“แต่ถ้าเป็นเกตระดับ A พี่ก็เข้าไปด้วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอค...”

ฉันชะโงกหน้าไปดูโทรศัพท์ของเขาแล้วเอื้อมมือไปกดเลือกรายการแทนให้เสร็จสรรพ

[กรุณากรอกข้อมูล]

[จำนวนคนพิชิต : 1 คน ■ 2 คน □ 3 คน □ …]

[เป็นพนักงานขนส่งหรือไม่ : YES □ NO ■]

“เอาละ เรียบร้อย”

“พี่ครับ?”

“กดส่งเลย”

“คือเรื่องนี้...”

“บอกให้กดไง”

ขอย้ำอีกครั้งว่าน้ำเสียงของคิมกิรยอมีพลังในการโน้มน้าวใจ

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

“ปะ... เปล่าครับ ไม่มีครับ”

บางทีสายตาที่เย็นชาแบบนี้อาจจะมีพลังในการโน้มน้าวใจด้วยเหมือนกันมั้ง

แล้วอันยุนซึงกับฉันก็มาถึงเกตแห่งหนึ่ง

สมกับเป็นโลกที่ถูกตั้งชื่อว่าแดนทองคำ ทัศนียภาพเบื้องหลังอุโมงค์นั้นช่างหรูหราอลังการ

‘โอ้’

ถนนที่ปูไว้อย่างเป็นระเบียบ

เพดานที่มืดมิด เขาวงกตที่ทอดยาว

มันเหมือนกับเอาข้างในพีระมิดมาฉาบด้วยทองคำจนหมดเลยแฮะ

“นี่เป็นทองจริง ๆ หรือเปล่าครับ?”

“ไม่รู้สิ...”

แต่ฉันไม่ได้สนใจกำแพงพวกนี้เท่าไหร่ เพราะมีสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทองแท่งกำลังรอเราอยู่

“ยืนรออยู่ตรงนี้แหละ”

“พี่!”

ฉันหลับตาลง แผ่ขยายประสาทสัมผัสออกไป

ฉันหันหน้าไปตามมานาที่คุ้นเคยซึ่งสัมผัสได้จากภายในเกต

และสิ่งที่ติดเข้ามาในครรลองสายตาก็คือ...

‘หุ่นศิลาเวทมนตร์ผู้พิทักษ์’

เป็นของที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี

ตุ๊กตาดินที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองโดยใช้มานาเป็นพลังงานขับเคลื่อน ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงเทคโนโลยีจากบ้านเกิดของฉันเลยแฮะ!

“โอ้โห”

ที่จริงฉันก็แอบคิดว่ามันแปลก ๆ มาตั้งนานแล้ว

ไม่ใช่แค่หุ่นศิลาเวทมนตร์หรอก แต่ในพื้นที่ที่เรียกว่าเกต มักจะพบพืชหรือสัตว์ที่คุ้นเคยอยู่บ่อย ๆ

ร่องรอยของอัลฟาวูรีที่แสนจะสนิทชิดเชื้อ

แถมยังเป็นพื้นที่ต่างมิติที่มีสสารชนิดใหม่ที่ฉันไม่รู้จักรวมอยู่ด้วยตั้งมากมาย

“รุ่นใหม่กว่าคราวก่อนอีกแฮะ”

ด้วยเหตุนี้ ตัวตนของเหล่าผู้ที่สร้างเกตขึ้นมาก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นทีละนิด

ช่างเถอะ มันไม่ใช่ปัญหาที่ต้องมาพิสูจน์ตอนนี้ ข้ามไปก่อนดีกว่า

“ยุนซึง เตรียมตัวเสร็จหรือยัง?”

ฉันเดินกลับไปหาอันยุนซึงที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าดันเจี้ยน

“ครับ เพื่อความไม่ประมาท เมื่อกี้ผมเลยไปเติมโพชั่นมาเพิ่มอีกสองสามขวด ส่วนอุปกรณ์ก็เป็นชิ้นที่ผมใช้อยู่ประจำครับ...”

“แล้วไอ้นั่นล่ะ?”

“อ้อ ไอ้นั่น แน่นอนว่าต้องยืมมาอยู่แล้วครับ”

จากนั้นอันยุนซึงก็ยื่นบางอย่างให้ฉัน

“นี่ครับ หีบไอเทมระดับเรด”

กล่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือ

พูดง่าย ๆ มันก็คือกระเป๋าวิเศษนั่นแหละ เห็นว่าถ้าเป็นสสารที่พบในเกต จะสามารถเก็บไว้ในนี้ได้ตามความจุที่กำหนด

“ยืมมาได้จริง ๆ ด้วยแฮะ ตอนคุยโทรศัพท์ฉันยังแอบคิดอยู่เลยว่ามันจะได้เหรอ”

“คำพูดของพี่ทั้งที ต่อให้เป็นอย่างอื่นผมก็ต้องเอามาให้ได้อยู่แล้วครับ! ใช้ได้ตามสบายเลยครับพี่!”

หึ ๆ

ฉันกำกล่องใบนั้นไว้แน่น

ถึงจะมือสั่นที่รู้ว่ากล่องเล็ก ๆ แค่นี้มีราคาพอ ๆ กับอพาร์ตเมนต์ดี ๆ สักห้องก็เถอะ

“อ้อจริงสิ ก่อนจะเริ่มการแก้ไขปมในใจ มีอีกเรื่องหนึ่ง แกนพลังงานกับหินมานา ฉันขอรับไปนะ นี่เป็นการสอนข้อมูลระดับสูงให้เลยนะ คงไม่มีความเห็นอะไรใช่ไหม?”

ฉันแสดงความโลภออกมาอย่างผ่าเผย ยังไงซะกะว่าครั้งนี้จะกอบโกยครั้งใหญ่แล้วถอนตัวจากวงการ...

อ๊ะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก

เอาเป็นว่า ฉันคิดว่าจะเลิกหลอกใช้อันยุนซึงหลังจากนี้แล้วละ

“แกนพลังงานกับหินมานา...? เอ่อ แลกกับการที่พี่สอนวิธีพิชิตให้... แค่นั้นเองเหรอครับ? คะ... ครับ! ถ้ามีอะไรที่พี่ต้องการก็เอาไปได้หมดเลยครับ!”

ทั้งที่ฉันเรียกร้องขอส่วนประกอบที่เป็นหัวใจหลักของหุ่นศิลาเวทมนตร์ แต่เขากลับไม่มีท่าทีไม่พอใจเลยสักนิด

‘ต้องรีบทำให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ไว ๆ แล้วสิ’

สมบูรณ์แบบ

“ตามมา”

“ครับพี่!”

เราเริ่มออกล่าหุ่นศิลาเวทมนตร์กันทันที

ประจวบเหมาะกับที่เหยื่อรายแรกวางอยู่ใกล้ ๆ กับทางเข้าพอดี

หุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ถูกเรียกว่าผู้พิทักษ์นี้ ความจริงแล้วไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในกองทัพ แต่เป็นหุ่นรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลต่างหาก และคำสั่งหยุดฉุกเฉินก็คือ...

‘ใช้แสงสินะ’

ที่บ้านเกิดของฉันส่วนใหญ่จะใช้เสียง ซึ่งกรณีนี้ถือว่าพบได้ยาก แต่โชคดีที่โลกมนุษย์เป็นโลกที่ให้ความสำคัญกับสัญญาณแสงมากกว่า

“รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เลยเตรียมมาด้วยไงละ”

“ครับ?”

ฉันหยิบอุปกรณ์ที่ซ่อนไว้ออกมา

เลเซอร์พอยเตอร์ที่ซื้อมาจากร้านได○โซะ

“เห็นลูกแก้วกลม ๆ ที่ฝังอยู่บนหัวหุ่นศิลาเวทมนตร์นั่นไหม?”

“อ้อ ครับ ๆ ลูกสีฟ้า ๆ นั่นใช่ไหมครับ?”

“แค่ยิงแสงใส่ตรงนั้นค้างไว้สัก 10 วินาทีก็พอ ถึงจะไม่รู้ระดับความสว่างที่แน่นอนที่มันต้องการ แต่ยังไงลำดับความต่อเนื่องก็สำคัญกว่า เพราะฉะนั้นแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

อนึ่ง เงินจำนวน 10,950 วอนที่ใช้ซื้อเลเซอร์พอยเตอร์นี้ ฉันจะไปเรียกเก็บจากอันยุนซึงในภายหลัง

“เอาละ อธิบายวิธีพิชิตจบแล้ว เตรียมทักษะป้องกันไว้ได้เลย”

“ครับ?”

พูดจบฉันก็ก้าวออกไปข้างหน้าทันที แล้วกดปุ่มบนเลเซอร์พอยเตอร์

“บอกไปแล้วไงว่า 10 วินาที”

ครืนนนนนนน...

แต็ก

ทันทีที่สัมผัสได้ถึงแสง หุ่นศิลาเวทมนตร์ที่รู้สึกถึงความผิดปกติก็เริ่มตื่นขึ้นจากโหมดหลับใหล

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

58

20px

พโยนากิลเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีประสาทสัมผัสเฉียบคม

ในฐานะผู้ตื่นรู้นอกระบบที่ก่ออาชญากรรมโดยคอยหลบเลี่ยงสายตาของสมาคมฮันเตอร์ เขาจึงเชี่ยวชาญในการเก็บซ่อนกรงเล็บของตัวเองเป็นอย่างดี

เมื่อมีการควบคุมพลังมานาที่ละเอียดอ่อนรองรับ ทักษะการตรวจจับพลังเวทก็จะตามมาเองโดยธรรมชาติ

‘ขนาดฉันเองยังปลอมแปลงระดับพลังต่อหน้าเขาให้ดูเหมือนระดับ C ได้แค่ในระดับที่จำกัดเท่านั้น’

ทว่ากลับมีคนที่หลอกตาพโยนากิลคนนั้นได้อย่างแนบเนียน

‘เป็นระดับ F แต่ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ที่อ่อนแอ’

ซูเยฮวีจดจำใบหน้าของคิมกิรยอไว้ในใจ

ในช่วงเวลาสำคัญที่โลกกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ การระแวดระวังตัวอันตรายเอาไว้ก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย

หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ฉันก็เดินออกมาด้านนอก

‘บางครั้งบุฟเฟต์ก็ดีเหมือนกันแฮะ~’

ในระหว่างนั้นซอนอูยอนส่งข้อความมาเล่าเรื่องราวมากมาย แต่ก็ไม่ใช่หัวข้อที่ฉันสนใจเท่าไหร่นัก

เรื่องที่ว่าจริง ๆ แล้วพวกผู้ก่อการร้ายเป็นสาวกของลัทธิประหลาดอะไรนั่น หรือเรื่องที่มีความเป็นไปได้ว่าบุคคลจากต่างประเทศอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันนี้

‘ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องไปใส่ใจสักหน่อย’

ฉันจิบน้ำบ๊วยพลางทำหน้าเซ็ง ๆ

“ยังไงพวกผู้ก่อการร้ายนั่นก็น่าปวดหัวจริง ๆ ค่ะ กระจัดกระจายกันไปทั่วจนกวาดล้างให้สิ้นซากได้ยาก แถมตอนนี้ยังเริ่มขยับขยายไปก่ออาชญากรรมประเภทอื่นอีกด้วย...”

“ครับ”

“แถมช่วงนี้พวกหัวขโมยบอส (Boss Steal) ก็เริ่มระบาดหนักอีกครั้ง สงสัยกะจะถือโอกาสนี้ผสมโรงไปด้วยแน่ ๆ เลยค่ะ”

“อ้อ ครับ”

“แต่ก็นะ สำหรับคนอย่างคุณกิรยอคงไม่ต้องกังวลอะไรมากหรอกมั้งคะ”

ซูด

ฉันดื่มน้ำบ๊วยจนหมดแล้วขยำแก้วกระดาษทิ้ง

พูดตามตรง คำพูดของซอนอูยอนแทบไม่เข้าหูฉันเลย เพราะพออิ่มแล้วหนังตามันก็เริ่มหย่อน

“งั้นฉันขอตัวก่อนนะครับ”

“อา! ค่ะ เชิญตามสบายเลยค่ะ”

วันนี้ฉันกลับมาถึงโรงยิมได้อย่างสวัสดิภาพ

และในวันต่อมา หลังจากที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่นาน...

ด้วยความที่รู้สึกเบื่อที่เอาแต่นอนอุดอู้อยู่ในเต็นท์แคบ ๆ ฉันจึงแอบออกไปข้างนอกเพื่อฝึกฝนเวทมนตร์สักหน่อย

วันรุ่งขึ้น เวลา 07:00 น.

“ไอ้บัดซบเอ๊ย!”

ช่างเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดใสเสียจริง

ฉันเตะซากศพที่วางอยู่แทบเท้าพลางสบถคำด่าออกมา

มันเป็นไปได้ยังไงกัน? ทั้งที่อุตส่าห์ลำบากลำบนไปเก็บตัวอย่างมาแท้ ๆ

“ปัดโธ่เว้ย!”

ผลการทดลองกับซากสัตว์อสูรที่เพียรพยายามได้มา

สรุปคือพังไม่เป็นท่า ด้วยร่างกายขยะของคิมกิรยอ ฉันไม่สามารถควบคุมมอนสเตอร์ได้เลย

ไม่ว่าจะเป็นระดับ C, D, E หรือ F ไม่น่าเชื่อว่าศาสตร์ควบคุมซากศพจะไม่ทำงานเลยแม้แต่ระดับเดียว

สุดท้ายขอบเขตที่ฉันสามารถควบคุมได้ก็มีแค่พวกนกพิราบหรือหนูท่อเท่านั้นงั้นเหรอ

“โธ่ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นฉันไม่ยอมเข้าไปในเรดเกตระดับ B หรอก แล้วนี่ฉันจะยอมให้จองฮาซองกระชากคอเสื้อไปเพื่ออะไรกัน?”

ปึก ปึก ปึก

ฉันระบายอารมณ์ใส่ซากมอนสเตอร์ระดับ F อย่างไร้ความหมาย แต่มันก็ไม่ได้ทำให้อะไรเปลี่ยนไป

“ฟู่...”

ใจเย็นไว้ก่อน

วิธีที่จะปกป้องตัวเองไม่ได้มีแค่วิธีนี้สักหน่อย

‘ช่วยไม่ได้แฮะ’

ครั้งหนึ่งฉันเคยดูถูกพวกจอมเวทที่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เวทมนตร์ว่าน่าสมเพช แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเลือกกินนั่นเลือกกินนี่แล้ว

‘ยังไงช่วงนี้ก็ต้องเน้นพลังไอเทมไปก่อนละนะ...!’

กระถางกำยานที่ดัดแปลงไว้ถูกจองฮาซองทำลายไปแล้ว

ถ้าอย่างนั้น การเตรียมอาวุธสำหรับโจมตีขึ้นมาทดแทนจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นอันดับแรก

แต่ที่นี่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง

‘เงินในบัญชีเหลือเท่าไหร่แล้วนะ’

ไม่มีเงินเลย เงินน่ะสิ

‘ไอ้เจ้าคิมกิรยอ ถ้าไม่มีมานา อย่างน้อยก็น่าจะมีเงินไว้บ้างสิ’

ทุกครั้งที่สัมผัสได้ถึงความขาดแคลนทรัพยากร ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกโกรธเจ้าของร่างคนเก่า แต่การจุติใหม่มันก็เหมือนน้ำที่หกไปแล้ว กลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้

‘ถ้ามาลองคิดดูแล้ว มีที่ที่ต้องใช้เงินเต็มไปหมดเลยแฮะ ทั้งอยากเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ ทั้งอยากลองไปเที่ยวต่างประเทศเหมือนพวกมนุษย์โลกดูบ้าง’

ฉันนั่งครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งว่าจะหาเงินได้อย่างไร และผลลัพธ์ที่ผุดขึ้นมาในหัวก็คือ...

ใบหน้าของฮันเตอร์ระดับ A คนหนึ่ง

“หึ”

พูดตามตรงมันก็น่าละอายใจอยู่หรอก

แต่ไม่มีวิธีไหนจะง่ายและสะดวกสบายไปกว่าการเกาะไอ้พวกมนุษย์โลกกินอีกแล้วไม่ใช่เหรอ?

การไปทำงานเป็นนักประเมินอิสระก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

แต่บอกตามตรง เพราะความทรงจำตอนที่ถูกลักพาตัวไปนั่นแหละ ทำให้ฉันไม่ค่อยอยากมีชื่อเสียงในด้านนั้นสักเท่าไหร่...

‘เอาละ ตัดสินใจแล้ว ไปขูดรีดอันยุนซึงดีกว่า’

ฉันตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่

ถึงมันจะดูเหมือนการตอบแทนบุญคุณด้วยแค้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องสนใจ เพราะครรลองแห่งจักรวาลมักจะโหดร้ายเสมอ

ตื๊ด... ตื๊ด...

เมื่อได้ข้อสรุปแล้ว ฉันก็กดโทรศัพท์หาอันยุนซึงโดยไม่ลังเล

แม้จะเป็นในป่าลึกที่ไร้ผู้คน แต่สัญญาณก็ยังส่งไปถึงได้เป็นอย่างดี

-พะ... พี่ครับ! สวัสดีครับพี่!

“เออ ว่าไงอันยุนซึง”

คราวที่แล้วฉันแค่แอบจิกกัดทีละนิดทีละหน่อยเพราะไม่อยากให้อันยุนซึงขุ่นเคืองใจ

แต่ในเมื่อตอนนี้รู้แล้วว่ามีความเป็นไปได้ที่จะถูกพนักงานสมาคมตรวจพบความผิดปกติ

หลังจากนี้ฉันต้องเล็งผลตอบแทนก้อนใหญ่ทีเดียวไปเลย

“ทำอะไรอยู่? กินข้าวหรือยัง?”

ฉันเริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำทักทายที่แสนใจดี

แน่นอนว่าฉันเองก็ไม่ใช่คนเลวร้ายขนาดนั้น

เพราะฉันเองก็เริ่มคิดว่าจะส่งอันยุนซึงกลับไปทำงานตามปกติของเขาได้แล้วเหมือนกัน

‘แต่ก่อนหน้านั้น ขอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทิ้งทวนสักหน่อยเถอะนะ’

ฮันเตอร์ระดับ A คนนั้นคงไม่มีทางรู้เลย

ว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของคิมกิรยอคนนี้ กำลังซ่อนความรู้สึกยิ้มระรื่นเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม

“แฮ่ก! รอนานไหมครับพี่?”

“เปล่า”

“พี่เนี่ยมาตรงเวลาเสมอเลยนะครับ”

ฉันมองอันยุนซึงที่มาปรากฏตัวตรงจุดนัดพบพลางเลือกคำพูดอย่างระมัดระวัง เอาละ จากนี้ไปคือเข้าสู่เนื้อหาหลัก

“อย่างที่บอกไปในโทรศัพท์นั่นแหละ วันนี้ฉันกะว่าจะเข้าไปในเกตสักหน่อย...”

“ครับ!”

“แต่ก่อนหน้านั้น มีเรื่องที่ฉันต้องบอกนายไว้ก่อน ถ้านายเข้าไปโดยไม่รู้อะไรเลย นายอาจจะสติหลุดได้”

สติหลุด?

คำพูดนั้นทำให้อันยุนซึงกะพริบตาปริบ ๆ ถึงหัวสกินเฮดที่เจาะหูจะดูไม่ค่อยบื้อเท่าไหร่ก็เถอะ

“ที่ที่เราจะเข้าไปคือเกตระดับ A ‘แดนทองคำ’ มอนสเตอร์ทั่วไปที่ปรากฏตัวคือหุ่นศิลาเวทมนตร์ผู้พิทักษ์”

ในที่สุดปฏิกิริยาที่ฉันคาดไว้จากอันยุนซึงก็พรั่งพรูออกมา ใบหน้าของเขาถอดสีในทันที

“หุ่นศิลาเวทมนตร์...?”

แต่ฉันยังคงอธิบายแผนการต่อไปโดยไม่หยุดพัก

“บอกไว้ก่อนนะ อย่าหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากฉัน เพราะยังไงซะผู้ที่ต้องพิชิตเกตนี้ก็คือนาย”

“หา?”

“ฉันกะว่าจะให้นายเคลียร์เกตนี้ด้วยการลุยเดี่ยว”

เขาตะโกนออกมาเสียงดังทันทีที่ได้ยินข้อเสนอของฉัน

“เกตระดับเดียวกัน มือใหม่อย่างผมจะไปทำได้ยังไงครับ?!”

นาน ๆ ทีอันยุนซึงจะกล้าเถียงกลับมาแบบนี้

“แถมยังเป็นหุ่นศิลาเวทมนตร์ด้วยนะครับ หุ่นศิลาเวทมนตร์! พี่ก็รู้นี่ครับว่าพวกมันรับมือยากที่สุดในบรรดาระดับเดียวกันน่ะ!”

ฉันรอให้เขาพ่นคำพูดออกมาจนหมด และเมื่อเขาเริ่มพักหายใจ ฉันจึงค่อย ๆ เอ่ยปากพูด

“แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ที่รุนแรงแบบนี้ นายคิดว่าปมในใจนายจะหายไปเองตามธรรมชาติงั้นเหรอ?”

ร่างกายของคิมกิรยอมีข้อบกพร่องอยู่หลายอย่าง

ปอดก็พัง มานาก็น้อย

เพราะฉะนั้น สิ่งเดียวที่ฉันพอจะภูมิใจได้ก็คือสิ่งนี้

“อันยุนซึง พูดมาตรง ๆ เถอะ ตอนนี้ถ้านายอยู่ต่อหน้าหุ่นศิลาเวทมนตร์ นายรับมือมันไม่ได้ใช่ไหม?”

น้ำเสียงของคิมกิรยอมีพลังในการโน้มน้าวใจ

คลื่นเสียงเป็นเรื่องสำคัญนะเนี่ย ถ้ามนุษย์โลกมีทักษะการระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน (Echolocation) ก็คงจะดี

“นายกลัวหุ่นศิลาเวทมนตร์งั้นเหรอ?”

อันยุนซึงลอบกลืนน้ำลายเงียบ ๆ

ดูจากสีหน้าที่ไม่ค่อยดีแล้ว ท่าทางเขากำลังนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตอยู่แน่ ๆ

“ความกลัวแบบนั้น ถ้าได้เห็นหุ่นศิลาเวทมนตร์ซ้ำ ๆ ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยและควบคุมได้ มันอาจจะค่อย ๆ ดีขึ้นก็ได้นะ”

“พี่ครับ...”

“ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ และความจริงฉันก็ไม่อยากใช้วิธีที่รุนแรงแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่า...”

แฮ่ม สงสัยเพราะลมมันแห้งละมั้ง เสียงเลยแหบไปหน่อย

“นายเป็นฮันเตอร์นะ”

“...!”

“อาชีพของนายต้องเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์อยู่เสมอ ลองคิดดูสิว่าถ้าวันหนึ่งเกิดดันเจี้ยนเบรกแล้วพวกหุ่นศิลาเวทมนตร์แห่กันออกมาล่ะ”

นายมั่นใจไหมว่าจะไม่ตื่นตระหนก?

ฉันถามออกไปแบบนั้น อันยุนซึงไม่สามารถตอบออกมาได้อย่างง่ายดาย

“การรับรู้ที่ผิดเพี้ยนต้องได้รับการแก้ไข”

จอมเวทหนุ่มที่ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนไม่สามารถแสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าสลดใจอะไรขนาดนี้

“ฉันจะช่วยนายเอง”

นี่แหละคือแผนการของวันนี้

อันยุนซึงจะได้ก้าวข้ามปมหุ่นศิลาเวทมนตร์ ส่วนฉันก็จะได้เก็บเกี่ยววัตถุดิบจากมอนสเตอร์ระดับ A

“หุ่นศิลาเวทมนตร์น่ะ ถ้ารู้วิธีพิชิต ใคร ๆ ก็ล้มมันได้ทั้งนั้นแหละ ง่ายจะตาย”

“วิธีพิชิตเหรอครับ?”

“ใช่”

อันยุนซึงเบิกตาโพลงแล้วถามย้ำ แค่นี้การสร้างความสนใจก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

“อยากลองดูสักครั้งไหมล่ะ?”

“อืม...”

“ถ้ายังไม่มั่นใจ... งั้นก็ลองจับแค่ตัวเดียวที่อยู่แถว ๆ ทางเข้าดูก่อนก็ได้ ถ้าดูท่าไม่ดีก็ค่อยรีบออกมาไง”

ฉันค่อย ๆ หย่อนเบ็ด และผลลัพธ์ก็ยอดเยี่ยมมาก

“ถะ... ถ้าพี่พูดแบบนั้นละก็...”

ในที่สุด ฮันเตอร์ระดับ A ที่เป็นปลาตัวใหญ่ก็ติดกับ

ฉันรีบพูดขยี้ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนใจ

“ดีมาก! งั้นไปยื่นคำร้องขอเข้าเกตกันเลย!”

อันยุนซึงหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างงุนงงตามการเร่งเร้าของฉัน ตอนนี้แค่เปิดแอปพลิเคชันของสมาคมเพื่อขออนุมัติการเข้าเกตก็เป็นอันเสร็จสิ้น

แต่ทว่า

“เดี๋ยว... เดี๋ยวก่อนครับ”

อันยุนซึงที่กำลังกดโทรศัพท์อยู่จู่ ๆ ก็ชะงักไป แล้วเขาก็ถามขึ้นมา

“แต่ถ้าเป็นเกตระดับ A พี่ก็เข้าไปด้วยไม่ได้ไม่ใช่เหรอค...”

ฉันชะโงกหน้าไปดูโทรศัพท์ของเขาแล้วเอื้อมมือไปกดเลือกรายการแทนให้เสร็จสรรพ

[กรุณากรอกข้อมูล]

[จำนวนคนพิชิต : 1 คน ■ 2 คน □ 3 คน □ …]

[เป็นพนักงานขนส่งหรือไม่ : YES □ NO ■]

“เอาละ เรียบร้อย”

“พี่ครับ?”

“กดส่งเลย”

“คือเรื่องนี้...”

“บอกให้กดไง”

ขอย้ำอีกครั้งว่าน้ำเสียงของคิมกิรยอมีพลังในการโน้มน้าวใจ

“มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

“ปะ... เปล่าครับ ไม่มีครับ”

บางทีสายตาที่เย็นชาแบบนี้อาจจะมีพลังในการโน้มน้าวใจด้วยเหมือนกันมั้ง

แล้วอันยุนซึงกับฉันก็มาถึงเกตแห่งหนึ่ง

สมกับเป็นโลกที่ถูกตั้งชื่อว่าแดนทองคำ ทัศนียภาพเบื้องหลังอุโมงค์นั้นช่างหรูหราอลังการ

‘โอ้’

ถนนที่ปูไว้อย่างเป็นระเบียบ

เพดานที่มืดมิด เขาวงกตที่ทอดยาว

มันเหมือนกับเอาข้างในพีระมิดมาฉาบด้วยทองคำจนหมดเลยแฮะ

“นี่เป็นทองจริง ๆ หรือเปล่าครับ?”

“ไม่รู้สิ...”

แต่ฉันไม่ได้สนใจกำแพงพวกนี้เท่าไหร่ เพราะมีสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทองแท่งกำลังรอเราอยู่

“ยืนรออยู่ตรงนี้แหละ”

“พี่!”

ฉันหลับตาลง แผ่ขยายประสาทสัมผัสออกไป

ฉันหันหน้าไปตามมานาที่คุ้นเคยซึ่งสัมผัสได้จากภายในเกต

และสิ่งที่ติดเข้ามาในครรลองสายตาก็คือ...

‘หุ่นศิลาเวทมนตร์ผู้พิทักษ์’

เป็นของที่คุ้นหน้าคุ้นตาดี

ตุ๊กตาดินที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตัวเองโดยใช้มานาเป็นพลังงานขับเคลื่อน ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็สัมผัสได้ถึงเทคโนโลยีจากบ้านเกิดของฉันเลยแฮะ!

“โอ้โห”

ที่จริงฉันก็แอบคิดว่ามันแปลก ๆ มาตั้งนานแล้ว

ไม่ใช่แค่หุ่นศิลาเวทมนตร์หรอก แต่ในพื้นที่ที่เรียกว่าเกต มักจะพบพืชหรือสัตว์ที่คุ้นเคยอยู่บ่อย ๆ

ร่องรอยของอัลฟาวูรีที่แสนจะสนิทชิดเชื้อ

แถมยังเป็นพื้นที่ต่างมิติที่มีสสารชนิดใหม่ที่ฉันไม่รู้จักรวมอยู่ด้วยตั้งมากมาย

“รุ่นใหม่กว่าคราวก่อนอีกแฮะ”

ด้วยเหตุนี้ ตัวตนของเหล่าผู้ที่สร้างเกตขึ้นมาก็เริ่มจะชัดเจนขึ้นทีละนิด

ช่างเถอะ มันไม่ใช่ปัญหาที่ต้องมาพิสูจน์ตอนนี้ ข้ามไปก่อนดีกว่า

“ยุนซึง เตรียมตัวเสร็จหรือยัง?”

ฉันเดินกลับไปหาอันยุนซึงที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าดันเจี้ยน

“ครับ เพื่อความไม่ประมาท เมื่อกี้ผมเลยไปเติมโพชั่นมาเพิ่มอีกสองสามขวด ส่วนอุปกรณ์ก็เป็นชิ้นที่ผมใช้อยู่ประจำครับ...”

“แล้วไอ้นั่นล่ะ?”

“อ้อ ไอ้นั่น แน่นอนว่าต้องยืมมาอยู่แล้วครับ”

จากนั้นอันยุนซึงก็ยื่นบางอย่างให้ฉัน

“นี่ครับ หีบไอเทมระดับเรด”

กล่องสี่เหลี่ยมขนาดเท่าฝ่ามือ

พูดง่าย ๆ มันก็คือกระเป๋าวิเศษนั่นแหละ เห็นว่าถ้าเป็นสสารที่พบในเกต จะสามารถเก็บไว้ในนี้ได้ตามความจุที่กำหนด

“ยืมมาได้จริง ๆ ด้วยแฮะ ตอนคุยโทรศัพท์ฉันยังแอบคิดอยู่เลยว่ามันจะได้เหรอ”

“คำพูดของพี่ทั้งที ต่อให้เป็นอย่างอื่นผมก็ต้องเอามาให้ได้อยู่แล้วครับ! ใช้ได้ตามสบายเลยครับพี่!”

หึ ๆ

ฉันกำกล่องใบนั้นไว้แน่น

ถึงจะมือสั่นที่รู้ว่ากล่องเล็ก ๆ แค่นี้มีราคาพอ ๆ กับอพาร์ตเมนต์ดี ๆ สักห้องก็เถอะ

“อ้อจริงสิ ก่อนจะเริ่มการแก้ไขปมในใจ มีอีกเรื่องหนึ่ง แกนพลังงานกับหินมานา ฉันขอรับไปนะ นี่เป็นการสอนข้อมูลระดับสูงให้เลยนะ คงไม่มีความเห็นอะไรใช่ไหม?”

ฉันแสดงความโลภออกมาอย่างผ่าเผย ยังไงซะกะว่าครั้งนี้จะกอบโกยครั้งใหญ่แล้วถอนตัวจากวงการ...

อ๊ะ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก

เอาเป็นว่า ฉันคิดว่าจะเลิกหลอกใช้อันยุนซึงหลังจากนี้แล้วละ

“แกนพลังงานกับหินมานา...? เอ่อ แลกกับการที่พี่สอนวิธีพิชิตให้... แค่นั้นเองเหรอครับ? คะ... ครับ! ถ้ามีอะไรที่พี่ต้องการก็เอาไปได้หมดเลยครับ!”

ทั้งที่ฉันเรียกร้องขอส่วนประกอบที่เป็นหัวใจหลักของหุ่นศิลาเวทมนตร์ แต่เขากลับไม่มีท่าทีไม่พอใจเลยสักนิด

‘ต้องรีบทำให้เขาพึ่งพาตัวเองได้ไว ๆ แล้วสิ’

สมบูรณ์แบบ

“ตามมา”

“ครับพี่!”

เราเริ่มออกล่าหุ่นศิลาเวทมนตร์กันทันที

ประจวบเหมาะกับที่เหยื่อรายแรกวางอยู่ใกล้ ๆ กับทางเข้าพอดี

หุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ถูกเรียกว่าผู้พิทักษ์นี้ ความจริงแล้วไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในกองทัพ แต่เป็นหุ่นรักษาความปลอดภัยส่วนบุคคลต่างหาก และคำสั่งหยุดฉุกเฉินก็คือ...

‘ใช้แสงสินะ’

ที่บ้านเกิดของฉันส่วนใหญ่จะใช้เสียง ซึ่งกรณีนี้ถือว่าพบได้ยาก แต่โชคดีที่โลกมนุษย์เป็นโลกที่ให้ความสำคัญกับสัญญาณแสงมากกว่า

“รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เลยเตรียมมาด้วยไงละ”

“ครับ?”

ฉันหยิบอุปกรณ์ที่ซ่อนไว้ออกมา

เลเซอร์พอยเตอร์ที่ซื้อมาจากร้านได○โซะ

“เห็นลูกแก้วกลม ๆ ที่ฝังอยู่บนหัวหุ่นศิลาเวทมนตร์นั่นไหม?”

“อ้อ ครับ ๆ ลูกสีฟ้า ๆ นั่นใช่ไหมครับ?”

“แค่ยิงแสงใส่ตรงนั้นค้างไว้สัก 10 วินาทีก็พอ ถึงจะไม่รู้ระดับความสว่างที่แน่นอนที่มันต้องการ แต่ยังไงลำดับความต่อเนื่องก็สำคัญกว่า เพราะฉะนั้นแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

อนึ่ง เงินจำนวน 10,950 วอนที่ใช้ซื้อเลเซอร์พอยเตอร์นี้ ฉันจะไปเรียกเก็บจากอันยุนซึงในภายหลัง

“เอาละ อธิบายวิธีพิชิตจบแล้ว เตรียมทักษะป้องกันไว้ได้เลย”

“ครับ?”

พูดจบฉันก็ก้าวออกไปข้างหน้าทันที แล้วกดปุ่มบนเลเซอร์พอยเตอร์

“บอกไปแล้วไงว่า 10 วินาที”

ครืนนนนนนน...

แต็ก

ทันทีที่สัมผัสได้ถึงแสง หุ่นศิลาเวทมนตร์ที่รู้สึกถึงความผิดปกติก็เริ่มตื่นขึ้นจากโหมดหลับใหล