Cover

67

สองวันหลังจากนั้น

ซอนอูยอนและคิมกิรยอก็เดินทางมาถึงฮาดงจริงๆ

‘ฉันไม่ควรขอร้องเขาเลยจริงๆ’

แต่ทันทีที่ฮันเตอร์ระดับ B คนนี้เหยียบลงบนแผ่นดินบ้านเกิด เธอก็เริ่มรู้สึกเสียใจเล็กๆ ขึ้นมา

“ให้ผมจัดการเกตตามความเหมาะสมเลยไหมครับ?”

“ค่ะ...”

เพราะต้องเข้าไปในดันเจี้ยนตั้งแต่วันนี้ โดยให้เหตุผลว่าการฝึกข้างนอกอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

พูดตรงๆ คือเธอไม่ค่อยชอบใจนัก

การที่ต้องเข้าไปในโลกต่างมิติที่ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ติดต่อใครได้เลย กับผู้พรางระดับพลังที่ซ่อนค่าการตื่นรู้ไว้เพียงสองคน...

นี่มันเรื่องที่ถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า?

‘อึ้ก...’

แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

‘สิ่งที่เขาพูดก็ถูก ถ้าคนเดินถนนโดนลูกหลงจากสกิลเข้ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่’

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าเกตระดับ F แห่งหนึ่ง

ภายในเกตเป็นทุ่งหญ้ากว้างขวาง เหมาะแก่การฝึกซ้อมเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

‘เขาจะทำให้ฉันใช้สกิลได้ภายใน 3 วันจริงๆ เหรอนะ’

ในใจยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย...

“เดี๋ยวก่อนครับ”

คิมกิรยอเหลือบมองซอนอูยอนที่กำลังประหม่า ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต

มันเป็นชุดอุปกรณ์ที่เหนือความคาดหมาย

“สำลีแอลกอฮอล์กับ... อุปกรณ์เจาะเลือดเหรอคะ?”

ของที่น่าจะหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปมาทำอะไรที่นี่?

เธอเอียงคอสงสัยขณะรับเข็มเจาะเลือดมา

ทว่าประโยคที่ตามมานั้นน่าขนลุกอยู่ไม่น้อย

“ฆ่าเชื้อที่ข้อมือด้วยครับ”

“คะ?”

“ฆ่าเชื้อตรงส่วนนี้ให้ดี แล้วเจาะด้วยตัวเองเลยครับ ตอนนี้เลย”

เริ่มมาถึงก็จะให้เจาะเลือดเลยเนี่ยนะ

“ทะ... ทำไมคะ?”

ดวงตาของซอนอูยอนเบิกกว้าง

คิมกิรยอมองท่าทางนั้นก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

“คุณรู้ไหมว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคุณคืออะไร?”

“ปัญหาเหรอคะ?”

“การไหลเวียนของพลังเวทครับ มันไม่ใช่แค่ระดับที่เรียกว่าไม่ชำนาญ แต่มันคือการที่คุณจับจุดไม่ได้เลยต่างหาก”

“เอ่อ...”

“เพราะฉะนั้น ผมจะใช้วิธีที่เร็วที่สุด”

จนถึงตอนนี้ ซอนอูยอนก็ยังไม่เข้าใจว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“มัวทำอะไรอยู่ล่ะครับ? รีบทำเข้าสิ”

แต่จะทำอย่างไรได้

สุดท้ายซอนอูยอนก็เริ่มเจาะเลือดตามคำสั่ง

ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนคิมกิรยอจะดื่มอะไรบางอย่างที่คล้ายกับโพชั่น แต่เพราะเธอมัวแต่จดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เจาะเลือดจึงไม่ได้เห็นชัดเจนนัก

“แบบนี้ได้ไหมคะ?”

คลิก!

พอกดอุปกรณ์ เข็มก็ทิ่มลงบนผิวหนัง

ซอนอูยอนเผยให้เห็นข้อมือที่มีหยดเลือดเริ่มผุดซึมออกมา

“ครับ ทำได้ดีมาก งั้นก่อนอื่นต้องจับสัมผัสในการควบคุมพลังเวทให้ได้ก่อน...”

ระหว่างนั้นเธอก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องฆ่าเชื้อที่มือตัวเองด้วย

แต่แล้วเขาก็คว้าหมับเข้าที่บาดแผลของซอนอูยอนทันที!

“ดูให้ดีนะครับ ผมจะสาธิตให้ดูแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

ซอนอูยอนที่ถูกจับข้อมือไว้ตกใจจนเกือบจะโวยวายออกมา

ทว่าความรู้สึกที่ตามมาทำให้เธอต้องหุบปากฉับ

“อึก!”

วูบ!

มานาในร่างกายหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับถูกใครบางคนลากไปอย่างฝืนใจ

มันคือสารแปลกปลอมที่แตกต่างจากเลือดอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น แรงกระตุ้นอันแหลมคมที่มานาซึ่งค้างอยู่ที่หัวใจเคลื่อนผ่านปอดออกไปนั้น เป็นความรู้สึกที่เธอเคยสัมผัสมาก่อนอย่างแน่นอน

‘ตอนที่ใช้สกิลครั้งแรกในเกตระดับ B...’

ซอนอูยอนเม้มริมฝีปากแน่นอย่างทำอะไรไม่ถูก เมื่อสัมผัสได้ถึงการไหลเวียนของพลังเวทที่ชัดเจนจนน่ากลัว

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ความรู้สึกทั้งหมดก็ขาดห้วงไปกะทันหัน

เป็นเพราะคิมกิรยอปล่อยมือออกแล้วนั่นเอง

“เป็นอะไรไหมครับ?”

“แฮก!”

สิ้นคำพูดนั้น เหงื่อกาฬก็ไหลพรากออกมาราวกับเขื่อนแตก

ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร แต่เมื่อครู่นี้ ฮันเตอร์คนนี้ดูเหมือนจะกุมมานาของฉันไว้ในกำมือแล้วขยับมันได้ตามใจชอบเลย

“เอาเป็นว่า ลองใช้สกิลอีกรอบดูครับ”

“คะ?”

“ด้วยความรู้สึกเหมือนตอนที่ทบทวนสัมผัสเมื่อกี้ เอ้า เร็วเข้าครับ”

น้ำเสียงที่บอกให้ลองใช้สกิลของชายคนนั้นฟังดูเบาหวิวเสียจนไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก

ถึงอย่างนั้นซอนอูยอนก็ตัดสินใจลองทำตามคำแนะนำของเขาดูสักตั้ง

‘ถ้าทำตามสัมผัสที่รู้สึกเมื่อกี้ล่ะก็’

และในวินาทีนั้นเอง

ท่ามกลางสภาพอากาศที่สดใสไร้ลม กลับมีลมพายุหมุนพัดวูบขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ฟิ้ววว!

ฮันเตอร์ระดับ B ที่ผมม้าถูกพัดจนเปิดขึ้นเบิกตากว้าง เอ๊ะ? นี่มัน...

“สกิล!”

มันคือสกิลจากการตื่นรู้

เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เง่าเหลือเกินที่เคยไม่เชื่อใจเขา

ปัญหาที่แม้จะไปหาผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงแค่ไหนก็แก้ไม่ได้ กลับเห็นผลชัดเจนในชั่วพริบตาแบบนี้เนี่ยนะ!

“เห็นไหมคะ? สกิลออกมาแล้ว!”

ซอนอูยอนตะโกนด้วยความดีใจ

ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่ได้ดูตื่นเต้นอะไรเลย

“มันก็ต้องออกมาอยู่แล้วสิครับ พูดตามตรงนะ ฮันเตอร์ที่มีสเปกดีแบบคุณแต่กลับใช้สกิลไม่ได้มาจนถึงตอนนี้น่ะ มันน่าแปลกใจยิ่งกว่าอีก”

“งั้นเหรอคะ?”

พอคิมกิรยอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ความตื่นเต้นของซอนอูยอนก็มอดลงและเริ่มรู้สึกห่อเหี่ยวนิดๆ

“เอาล่ะ มาทางนี้ครับ จากนี้ไปผมจะสอนวิธีควบคุมสกิลให้”

แต่คำพูดนั้นก็ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมาทันที

“จะช่วยสอนต่อเหรอคะ?”

“จะเรียกว่าช่วยก็ไม่เชิงหรอกครับ เพราะยังไงการจะทำให้สัมผัสมันมั่นคงก็ต้องใช้สกิลบ่อยๆ อยู่แล้ว...”

ถือซะว่าไหนๆ ก็ต้องใช้มานาแล้ว ก็ทำไปพร้อมๆ กันเลย?

กิรยอพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

ทว่าบทเรียนที่ตามมานั้นไม่ใช่เรื่องขี้ผงเลยสักนิด

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน หายใจครับ หายใจ การกลั้นหายใจเวลาใช้สกิลเป็นนิสัยที่ไม่ดีนะครับ”

กิรยอมองเห็นปัญหาของซอนอูยอนได้ในแวบเดียว และให้คำแนะนำที่ถูกต้องแม่นยำ

แนวคิดที่เคยดูเป็นนามธรรม พอผ่านคำอธิบายของเขาแล้วก็กลับชัดเจนขึ้นมาทันที

จากจุดนี้ทำให้สัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งของความรู้ที่เขามี

มันมีคำกล่าวไม่ใช่หรือไง

สิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็ไม่สามารถไปสอนคนอื่นได้

‘สุดยอดไปเลย’

มาถึงขั้นนี้ เธอก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของอันยุนซึงที่เทิดทูนคิมกิรยอแล้ว

ระดับของเขาแตกต่างจากผู้ตื่นรู้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ

“เหนื่อยใช่ไหมครับ?”

“ค่ะ มานาน่าจะหมดเกลี้ยงแล้ว”

“วันนี้พอแค่นี้เถอะครับ เราคงเอาโพชั่นราคาหลายล้านวอนมาเททิ้งกับการฝึกซ้อมไม่ได้หรอก”

เพราะอย่างนั้น มันจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ

“คือว่า เดี๋ยวสิคะ...”

เธอรั้งคิมกิรยอที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปเอาไว้

ในเกตที่มีกันอยู่แค่สองคนแบบนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีพอดี

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ฉันมีเรื่องจะถามหน่อยค่ะ”

“อ้อ ครับ”

ซอนอูยอนเลือกคำพูดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้าจริงจัง

“ไม่ว่าจะคิดยังไงฉันก็ไม่เข้าใจค่ะ คนอย่างคุณทำไมถึงต้องแสร้งทำตัวเป็นระดับ F ด้วยคะ?”

กิรยอนิ่งเงียบ

“ถ้าคุณตั้งใจล่ะก็ จะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ตั้งเยอะแท้ๆ”

“.......”

“ทำไมถึงต้องพยายามซ่อนความสามารถเอาไว้ขนาดนั้นด้วยคะ?”

การบิดเบือนระดับการตื่นรู้ หมายถึงการหลอกลวงสมาคม

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซอนอูยอนไม่สามารถเชื่อใจคิมกิรยอได้อย่างสนิทใจ

ดังนั้นเธอจึงอยากฟังคำอธิบายที่ชัดเจน

ทำไมถึงต้องปิดบังฝีมือ มีเหตุผลที่สมควรไหม

ฉัน... สามารถเชื่อใจคุณได้จริงๆ หรือเปล่า

“บอกไม่ได้เหรอคะ?”

ซอนอูยอนถามออกไปพร้อมความรู้สึกที่ซับซ้อนในใจ

แล้วในวินาทีนี้ คนที่ถูกถามกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?

ชายหนุ่มผู้มีสีผมแปลกตาซึ่งหาได้ยากในวงการฮันเตอร์ และมีใบหน้าเย็นชาค่อยๆ หลับตาลงอย่างสงบ

‘หือ พูดเรื่องอะไรของเขานะ...’

พูดตามตรง ในมุมมองของฉันล่ะก็...

ฉันแค่สงสัยว่าซอนอูยอนจะเป็นแบบนั้นไปทำไมกัน

‘ไม่เข้าใจตรรกะของพวกคนบนโลกจริงๆ อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องระดับพลังอะไรกัน?’

แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่จริงจังของฝ่ายตรงข้าม เขาก็ตัดสินใจว่าจะตอบคำถามดูสักหน่อย

ทว่า คำตอบนั้นจำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงด้วยเหรอ?

‘หึ’

หลังจากจุติใหม่ คิมกิรยอได้พบเจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ

ในนั้นมีคนบนโลกที่ดีอย่างอันยุนซึงอยู่ด้วยก็จริง

แต่สิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในหัวคืออาชญากรรมรุนแรงอย่างการลักพาตัวหรือการก่อการร้าย

พอลองมาคิดดูให้ดีๆ การที่เขาถูกลักพาตัว หรือเกือบจะถูกปล้น ทั้งหมดก็เป็นเพราะเขาคือระดับ F ที่ไม่มีทางสู้

‘การถูกพวกคนบนโลกดูถูกมันไม่มีอะไรดีเลย’

ถ้าอย่างนั้น เพื่อความอยู่รอด จากนี้ไปเขาควรจะแสร้งทำเป็นเก่งเกินจริงไว้บ้างดีไหม?

แน่นอนว่าการโกหกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา เพราะเขามีข้ออ้างที่มีประโยชน์เตรียมไว้แล้ว

‘เอาเถอะ แค่ทำตามบทที่เคยหลอกฮันเตอร์ระดับ A คนนั้นไว้ก็น่าจะพอ’

หน้าด้านหน้าทนเสียจริง

กิรยอนำบทพูดยาวเหยียดที่เคยใช้กับอันยุนซึงมาใช้ซ้ำทั้งหมด

“คุณซอนอูยอนคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าการตื่นรู้นี้คืออะไรครับ?”

การตื่นรู้ไม่ใช่ผลลัพธ์ของความพยายาม

มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกยัดเยียดมาให้กะทันหันเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ฉันจึงรู้สึกไม่สบายใจกับพลังนี้

ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล มันก็อาจจะหายไปในพริบตาได้เช่นกัน

ปกติแล้วตนเองจะไม่พึ่งพาความสามารถในการตื่นรู้

เรื่องอะไรที่สามารถแก้ได้ตามธรรมชาติ ก็ควรจะทำเช่นนั้น...

และอื่นๆ อีกมากมาย พอกิรยอพล่ามออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซอนอูยอนก็แสดงท่าทีตกใจ

‘ซ่อนความสามารถไว้เพราะเหตุผลแบบนี้เองเหรอ’

ในยุคที่ผู้คนคลั่งไคล้ในพลังของสกิลแบบนี้ ความคิดแบบนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งนักไม่ใช่หรือไง

“งั้นตอนที่ตกเข้าไปในเกตระดับ B กับฉัน คุณก็เลยซ่อนความสามารถไว้ด้วยเหรอคะ?”

ซอนอูยอนถามหลังจากครุ่นคิดตามคำพูดของเขา

กิรยอรีบปั่นสมองอย่างรวดเร็วทันที

“อ๋อ เรื่องนั้น... ต่อให้ผมออกโรงไป ก็คงช่วยอะไรไม่ได้... มากหรอกครับ”

“ทำไมล่ะคะ?”

“ความสามารถของผมมันค่อนข้าง... ใช้ยากเวลาที่มีคนอยู่ด้วยน่ะครับ...?”

ถ้าขืนไปคุยโวว่าตัวเองแข็งแกร่งดุ่มๆ ไป ต่อไปอาจจะต้องมารับผิดชอบคดีที่น่ารำคาญเข้าได้

ด้วยความรู้สึกวิกฤติ กิรยอจึงตอบปัดๆ ไปมั่วๆ

ทว่าซอนอูยอนกลับตีความประโยคนี้ไปในทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

‘ใช้ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้งั้นเหรอ? หมายความว่าฮันเตอร์ที่เก่งขนาดนี้ก็มีสกิลที่รุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์งั้นสิ?’

เธอเริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมา

หรือว่าคิมกิรยอจะเป็นประเภทเดียวกับกิลด์มาสเตอร์ของหอคอยเวทมนตร์ ที่จะทิ้งผลกระทบเป็นวงกว้างไว้รอบตัว?

ถ้าเป็นแบบนั้น ก็สมเหตุสมผลที่เขาจะพยายามยับยั้งพลังของตัวเองไว้

ก่อนอื่นคือเข้าใจล่ะนะ...

“แต่การหลอกสมาคมฮันเตอร์มันก็เป็นคนละเรื่องกันไม่ใช่เหรอคะ?”

ในฐานะเจ้าหน้าที่สมาคม ซอนอูยอนจึงรู้สึกผิดชอบชั่วดีและลองแนะนำดู

ว่าให้เปิดเผยระดับพลังที่แท้จริงตอนนี้เลยจะดีกว่าไหม

คิมกิรยอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงแล้วเอ่ยเสียงเบา

“ขอโทษด้วยนะครับ แต่คงจะทำแบบนั้นไม่ได้”

“คะ?”

“เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ตื่นรู้ระดับสูงแล้ว ช่วงเวลาที่ต้องใช้พลังแม้จะไม่ต้องการก็จะเพิ่มมากขึ้น”

เฮ้อ.

“ผมไม่ต้องการอะไรแบบนั้นครับ ได้โปรดเถอะ ผมอยากใช้ชีวิตอย่างสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ตั้งค่าไว้ว่าตัวเองเก่งเกินไปจนกลัวโลกจะวุ่นวายเลยต้องซ่อนตัว

แม้จะดูจำเจ แต่สำหรับการคุยโวแล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่ามุกนี้อีกแล้ว

“เข้าใจแล้วค่ะ”

และผลลัพธ์ของมันก็ยอดเยี่ยมมากจริงๆ

ก่อนอื่นคือซอนอูยอนหลงเชื่อคำโกหกนั้นเข้าเต็มเปา

‘ข้อสันนิษฐานของอันยุนซึงที่ว่าเขากังวลเรื่องการแทรกแซงของสมาคมเลยซ่อนความสามารถไว้น่ะถูกเป๊ะเลย’

ก็นะ

หากผู้มีความสามารถอย่างคิมกิรยอปรากฏตัวขึ้นสู่โลกภายนอก ไม่ใช่แค่สมาคมหรอก แต่กิลด์ต่างๆ คงจะรุมทึ้งกันจนวุ่นวายแน่

‘แทนที่จะเอาพลังระดับนั้นไปก่อเรื่อง การที่เขาอยู่อย่างเงียบๆ แบบนี้ก็น่าขอบคุณแล้ว’

สีหน้าของซอนอูยอนดูผ่อนคลายลงมาก

‘แถมจะบอกว่าเขามีท่าทีเพิกเฉยต่อโลกอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะช่วงนี้เขาก็แสดงให้เห็นถึงการกระทำบางอย่างอยู่...’

ใช่แล้ว ในที่สุดเธอก็รู้สึกว่าสามารถเชื่อใจฮันเตอร์คนนี้ได้แล้ว

“ขอบคุณที่ยอมเล่าให้ฟังนะคะ”

ซอนอูยอนเดินออกจากเกตด้วยสีหน้าที่พอใจ

ก่อนจะเสนอขึ้นมาว่า

“อ้อ จริงด้วย ใกล้จะได้เวลาหิวแล้ว ไปหาอะไรทานกันก่อนไหมคะ?”

“รู้จักร้านดีๆ ด้วยเหรอครับ?”

“มีร้านที่ฉันไปประจำมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่น่ะค่ะ...”

เธอจะรู้ไหมนะ ว่าที่จริงแล้วตลอดเวลาที่สนทนากัน คิมกิรยอโกหกพกลมไปทั้งหมด

แต่ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก

เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะเสียประโยชน์ที่สุดจากการสนทนาครั้งนี้ก็คือฮันเตอร์คนนี้นั่นแหละ

“ถ้าคุณเลี้ยง ผมก็ยินดีครับ จะทานให้อร่อยเลย”

คิมกิรยอแสดงท่าทีดีใจเมื่อซอนอูยอนบอกว่าจะเลี้ยงอาหาร

โดยที่ไม่รู้เลยว่า ลานประหารในอนาคต...

การแถลงข่าวที่เป็นปัญหานั้นกำลังถูกร่นระยะเวลาเข้ามาในรูปแบบเรียลไทม์

***

- ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ!

“โอ๊ย หนวกหู!”

เช้าวันที่สองในฮาดงมาถึงแล้ว

ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังระงม และเริ่มเตรียมตัวออกไปข้างนอกทันที

เพราะวันนี้ก็มีกำหนดการรออยู่เหมือนกัน

“หึ”

อากาศที่ฮาดงช่างสดชื่นจริงๆ

พอมาไกลขนาดนี้ ดูเหมือนจะสัมผัสไม่ได้ถึงสายตาของพวกสโตล์เกอร์เลยแฮะ

ยังไงซะ ก็รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย

‘ราบรื่นดีจริง’

หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ฉันก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายทันที

ที่ที่ไปถึงมีป้ายชื่อที่คุ้นเคยแขวนอยู่

[อีก 15 ม. → รังผึ้งมรณะ (C)]

ใช่แล้ว วันนี้คือวันที่ต้องมาเก็บรวบรวมวัตถุดิบสำหรับสารขยายมานา

และเจ้าหน้าที่ที่จะมาช่วยกำจัดสัตว์อสูรที่น่ารำคาญให้ก็คือท่านนี้

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหมครับ?”

“เอ่อ อื้ม ก็น่าจะพร้อมแล้วล่ะค่ะ”

ฉันพูดกับฮันเตอร์ระดับ B ที่กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อย่างมั่นใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปเลยครับ”

นี่คือโจทย์ของวันนี้

โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับวิธีใช้สกิลที่เรียนไปเมื่อวาน ฉันจึงมอบหมายให้ซอนอูยอนเป็นคนลุยเดี่ยวเคลียร์เกตนี้

“ให้ฉันไปคนเดียวจริงๆ เหรอคะ? จะไม่เป็นไรแน่นะ?”

จะว่าไป ซอนอูยอนในฐานะผู้ใช้เวทควบคุมชั้นบรรยากาศเนี่ยขาดความมั่นใจเกินไปหน่อยนะ

ด้วยความสามารถระดับนั้น ต่อให้เจอฮันเตอร์ระดับสูงกว่าก็สู้ได้สบายๆ แท้ๆ ทำไมถึงเอาแต่ลนลานแบบนั้นกัน

“ถ้าเคลียร์เกตเสร็จแล้ว อย่าลืมเก็บเหล็กไนของผึ้งมรณะมาให้หมดด้วยนะครับ ผมจะเอาไว้ตรวจสอบว่าคุณกำจัดสัตว์อสูรไปกี่ตัว”

“ค่ะ...”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ”

ฉันบุ้ยปากชี้ไปทางทางเข้าเกตแล้วพูดว่า

“ที่นี่เป็นแค่เกตระดับ C เอง คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกมั้ง?”

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

67

20px

สองวันหลังจากนั้น

ซอนอูยอนและคิมกิรยอก็เดินทางมาถึงฮาดงจริงๆ

‘ฉันไม่ควรขอร้องเขาเลยจริงๆ’

แต่ทันทีที่ฮันเตอร์ระดับ B คนนี้เหยียบลงบนแผ่นดินบ้านเกิด เธอก็เริ่มรู้สึกเสียใจเล็กๆ ขึ้นมา

“ให้ผมจัดการเกตตามความเหมาะสมเลยไหมครับ?”

“ค่ะ...”

เพราะต้องเข้าไปในดันเจี้ยนตั้งแต่วันนี้ โดยให้เหตุผลว่าการฝึกข้างนอกอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

พูดตรงๆ คือเธอไม่ค่อยชอบใจนัก

การที่ต้องเข้าไปในโลกต่างมิติที่ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ติดต่อใครได้เลย กับผู้พรางระดับพลังที่ซ่อนค่าการตื่นรู้ไว้เพียงสองคน...

นี่มันเรื่องที่ถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า?

‘อึ้ก...’

แต่เธอไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

‘สิ่งที่เขาพูดก็ถูก ถ้าคนเดินถนนโดนลูกหลงจากสกิลเข้ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่’

ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงหน้าเกตระดับ F แห่งหนึ่ง

ภายในเกตเป็นทุ่งหญ้ากว้างขวาง เหมาะแก่การฝึกซ้อมเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี

‘เขาจะทำให้ฉันใช้สกิลได้ภายใน 3 วันจริงๆ เหรอนะ’

ในใจยังคงเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย...

“เดี๋ยวก่อนครับ”

คิมกิรยอเหลือบมองซอนอูยอนที่กำลังประหม่า ก่อนจะหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ต

มันเป็นชุดอุปกรณ์ที่เหนือความคาดหมาย

“สำลีแอลกอฮอล์กับ... อุปกรณ์เจาะเลือดเหรอคะ?”

ของที่น่าจะหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปมาทำอะไรที่นี่?

เธอเอียงคอสงสัยขณะรับเข็มเจาะเลือดมา

ทว่าประโยคที่ตามมานั้นน่าขนลุกอยู่ไม่น้อย

“ฆ่าเชื้อที่ข้อมือด้วยครับ”

“คะ?”

“ฆ่าเชื้อตรงส่วนนี้ให้ดี แล้วเจาะด้วยตัวเองเลยครับ ตอนนี้เลย”

เริ่มมาถึงก็จะให้เจาะเลือดเลยเนี่ยนะ

“ทะ... ทำไมคะ?”

ดวงตาของซอนอูยอนเบิกกว้าง

คิมกิรยอมองท่าทางนั้นก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์

“คุณรู้ไหมว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคุณคืออะไร?”

“ปัญหาเหรอคะ?”

“การไหลเวียนของพลังเวทครับ มันไม่ใช่แค่ระดับที่เรียกว่าไม่ชำนาญ แต่มันคือการที่คุณจับจุดไม่ได้เลยต่างหาก”

“เอ่อ...”

“เพราะฉะนั้น ผมจะใช้วิธีที่เร็วที่สุด”

จนถึงตอนนี้ ซอนอูยอนก็ยังไม่เข้าใจว่าฝ่ายตรงข้ามกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“มัวทำอะไรอยู่ล่ะครับ? รีบทำเข้าสิ”

แต่จะทำอย่างไรได้

สุดท้ายซอนอูยอนก็เริ่มเจาะเลือดตามคำสั่ง

ในขณะเดียวกัน ดูเหมือนคิมกิรยอจะดื่มอะไรบางอย่างที่คล้ายกับโพชั่น แต่เพราะเธอมัวแต่จดจ่ออยู่กับอุปกรณ์เจาะเลือดจึงไม่ได้เห็นชัดเจนนัก

“แบบนี้ได้ไหมคะ?”

คลิก!

พอกดอุปกรณ์ เข็มก็ทิ่มลงบนผิวหนัง

ซอนอูยอนเผยให้เห็นข้อมือที่มีหยดเลือดเริ่มผุดซึมออกมา

“ครับ ทำได้ดีมาก งั้นก่อนอื่นต้องจับสัมผัสในการควบคุมพลังเวทให้ได้ก่อน...”

ระหว่างนั้นเธอก็สงสัยว่าทำไมเขาถึงต้องฆ่าเชื้อที่มือตัวเองด้วย

แต่แล้วเขาก็คว้าหมับเข้าที่บาดแผลของซอนอูยอนทันที!

“ดูให้ดีนะครับ ผมจะสาธิตให้ดูแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

ซอนอูยอนที่ถูกจับข้อมือไว้ตกใจจนเกือบจะโวยวายออกมา

ทว่าความรู้สึกที่ตามมาทำให้เธอต้องหุบปากฉับ

“อึก!”

วูบ!

มานาในร่างกายหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ราวกับถูกใครบางคนลากไปอย่างฝืนใจ

มันคือสารแปลกปลอมที่แตกต่างจากเลือดอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น แรงกระตุ้นอันแหลมคมที่มานาซึ่งค้างอยู่ที่หัวใจเคลื่อนผ่านปอดออกไปนั้น เป็นความรู้สึกที่เธอเคยสัมผัสมาก่อนอย่างแน่นอน

‘ตอนที่ใช้สกิลครั้งแรกในเกตระดับ B...’

ซอนอูยอนเม้มริมฝีปากแน่นอย่างทำอะไรไม่ถูก เมื่อสัมผัสได้ถึงการไหลเวียนของพลังเวทที่ชัดเจนจนน่ากลัว

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ความรู้สึกทั้งหมดก็ขาดห้วงไปกะทันหัน

เป็นเพราะคิมกิรยอปล่อยมือออกแล้วนั่นเอง

“เป็นอะไรไหมครับ?”

“แฮก!”

สิ้นคำพูดนั้น เหงื่อกาฬก็ไหลพรากออกมาราวกับเขื่อนแตก

ไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไร แต่เมื่อครู่นี้ ฮันเตอร์คนนี้ดูเหมือนจะกุมมานาของฉันไว้ในกำมือแล้วขยับมันได้ตามใจชอบเลย

“เอาเป็นว่า ลองใช้สกิลอีกรอบดูครับ”

“คะ?”

“ด้วยความรู้สึกเหมือนตอนที่ทบทวนสัมผัสเมื่อกี้ เอ้า เร็วเข้าครับ”

น้ำเสียงที่บอกให้ลองใช้สกิลของชายคนนั้นฟังดูเบาหวิวเสียจนไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก

ถึงอย่างนั้นซอนอูยอนก็ตัดสินใจลองทำตามคำแนะนำของเขาดูสักตั้ง

‘ถ้าทำตามสัมผัสที่รู้สึกเมื่อกี้ล่ะก็’

และในวินาทีนั้นเอง

ท่ามกลางสภาพอากาศที่สดใสไร้ลม กลับมีลมพายุหมุนพัดวูบขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ฟิ้ววว!

ฮันเตอร์ระดับ B ที่ผมม้าถูกพัดจนเปิดขึ้นเบิกตากว้าง เอ๊ะ? นี่มัน...

“สกิล!”

มันคือสกิลจากการตื่นรู้

เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เง่าเหลือเกินที่เคยไม่เชื่อใจเขา

ปัญหาที่แม้จะไปหาผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงแค่ไหนก็แก้ไม่ได้ กลับเห็นผลชัดเจนในชั่วพริบตาแบบนี้เนี่ยนะ!

“เห็นไหมคะ? สกิลออกมาแล้ว!”

ซอนอูยอนตะโกนด้วยความดีใจ

ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกลับไม่ได้ดูตื่นเต้นอะไรเลย

“มันก็ต้องออกมาอยู่แล้วสิครับ พูดตามตรงนะ ฮันเตอร์ที่มีสเปกดีแบบคุณแต่กลับใช้สกิลไม่ได้มาจนถึงตอนนี้น่ะ มันน่าแปลกใจยิ่งกว่าอีก”

“งั้นเหรอคะ?”

พอคิมกิรยอพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ความตื่นเต้นของซอนอูยอนก็มอดลงและเริ่มรู้สึกห่อเหี่ยวนิดๆ

“เอาล่ะ มาทางนี้ครับ จากนี้ไปผมจะสอนวิธีควบคุมสกิลให้”

แต่คำพูดนั้นก็ทำให้เธอเงยหน้าขึ้นมาทันที

“จะช่วยสอนต่อเหรอคะ?”

“จะเรียกว่าช่วยก็ไม่เชิงหรอกครับ เพราะยังไงการจะทำให้สัมผัสมันมั่นคงก็ต้องใช้สกิลบ่อยๆ อยู่แล้ว...”

ถือซะว่าไหนๆ ก็ต้องใช้มานาแล้ว ก็ทำไปพร้อมๆ กันเลย?

กิรยอพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

ทว่าบทเรียนที่ตามมานั้นไม่ใช่เรื่องขี้ผงเลยสักนิด

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน หายใจครับ หายใจ การกลั้นหายใจเวลาใช้สกิลเป็นนิสัยที่ไม่ดีนะครับ”

กิรยอมองเห็นปัญหาของซอนอูยอนได้ในแวบเดียว และให้คำแนะนำที่ถูกต้องแม่นยำ

แนวคิดที่เคยดูเป็นนามธรรม พอผ่านคำอธิบายของเขาแล้วก็กลับชัดเจนขึ้นมาทันที

จากจุดนี้ทำให้สัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งของความรู้ที่เขามี

มันมีคำกล่าวไม่ใช่หรือไง

สิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็ไม่สามารถไปสอนคนอื่นได้

‘สุดยอดไปเลย’

มาถึงขั้นนี้ เธอก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของอันยุนซึงที่เทิดทูนคิมกิรยอแล้ว

ระดับของเขาแตกต่างจากผู้ตื่นรู้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิงจริงๆ

“เหนื่อยใช่ไหมครับ?”

“ค่ะ มานาน่าจะหมดเกลี้ยงแล้ว”

“วันนี้พอแค่นี้เถอะครับ เราคงเอาโพชั่นราคาหลายล้านวอนมาเททิ้งกับการฝึกซ้อมไม่ได้หรอก”

เพราะอย่างนั้น มันจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาในใจ

“คือว่า เดี๋ยวสิคะ...”

เธอรั้งคิมกิรยอที่กำลังเตรียมตัวจะออกไปเอาไว้

ในเกตที่มีกันอยู่แค่สองคนแบบนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีพอดี

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ฉันมีเรื่องจะถามหน่อยค่ะ”

“อ้อ ครับ”

ซอนอูยอนเลือกคำพูดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยใบหน้าจริงจัง

“ไม่ว่าจะคิดยังไงฉันก็ไม่เข้าใจค่ะ คนอย่างคุณทำไมถึงต้องแสร้งทำตัวเป็นระดับ F ด้วยคะ?”

กิรยอนิ่งเงียบ

“ถ้าคุณตั้งใจล่ะก็ จะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่านี้ตั้งเยอะแท้ๆ”

“.......”

“ทำไมถึงต้องพยายามซ่อนความสามารถเอาไว้ขนาดนั้นด้วยคะ?”

การบิดเบือนระดับการตื่นรู้ หมายถึงการหลอกลวงสมาคม

นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ซอนอูยอนไม่สามารถเชื่อใจคิมกิรยอได้อย่างสนิทใจ

ดังนั้นเธอจึงอยากฟังคำอธิบายที่ชัดเจน

ทำไมถึงต้องปิดบังฝีมือ มีเหตุผลที่สมควรไหม

ฉัน... สามารถเชื่อใจคุณได้จริงๆ หรือเปล่า

“บอกไม่ได้เหรอคะ?”

ซอนอูยอนถามออกไปพร้อมความรู้สึกที่ซับซ้อนในใจ

แล้วในวินาทีนี้ คนที่ถูกถามกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?

ชายหนุ่มผู้มีสีผมแปลกตาซึ่งหาได้ยากในวงการฮันเตอร์ และมีใบหน้าเย็นชาค่อยๆ หลับตาลงอย่างสงบ

‘หือ พูดเรื่องอะไรของเขานะ...’

พูดตามตรง ในมุมมองของฉันล่ะก็...

ฉันแค่สงสัยว่าซอนอูยอนจะเป็นแบบนั้นไปทำไมกัน

‘ไม่เข้าใจตรรกะของพวกคนบนโลกจริงๆ อยู่ดีๆ มาพูดเรื่องระดับพลังอะไรกัน?’

แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีที่จริงจังของฝ่ายตรงข้าม เขาก็ตัดสินใจว่าจะตอบคำถามดูสักหน่อย

ทว่า คำตอบนั้นจำเป็นต้องเป็นเรื่องจริงด้วยเหรอ?

‘หึ’

หลังจากจุติใหม่ คิมกิรยอได้พบเจอผู้คนหลากหลายรูปแบบ

ในนั้นมีคนบนโลกที่ดีอย่างอันยุนซึงอยู่ด้วยก็จริง

แต่สิ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในหัวคืออาชญากรรมรุนแรงอย่างการลักพาตัวหรือการก่อการร้าย

พอลองมาคิดดูให้ดีๆ การที่เขาถูกลักพาตัว หรือเกือบจะถูกปล้น ทั้งหมดก็เป็นเพราะเขาคือระดับ F ที่ไม่มีทางสู้

‘การถูกพวกคนบนโลกดูถูกมันไม่มีอะไรดีเลย’

ถ้าอย่างนั้น เพื่อความอยู่รอด จากนี้ไปเขาควรจะแสร้งทำเป็นเก่งเกินจริงไว้บ้างดีไหม?

แน่นอนว่าการโกหกไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา เพราะเขามีข้ออ้างที่มีประโยชน์เตรียมไว้แล้ว

‘เอาเถอะ แค่ทำตามบทที่เคยหลอกฮันเตอร์ระดับ A คนนั้นไว้ก็น่าจะพอ’

หน้าด้านหน้าทนเสียจริง

กิรยอนำบทพูดยาวเหยียดที่เคยใช้กับอันยุนซึงมาใช้ซ้ำทั้งหมด

“คุณซอนอูยอนคิดว่าสิ่งที่เรียกว่าการตื่นรู้นี้คืออะไรครับ?”

การตื่นรู้ไม่ใช่ผลลัพธ์ของความพยายาม

มันเป็นเพียงสิ่งที่ถูกยัดเยียดมาให้กะทันหันเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ฉันจึงรู้สึกไม่สบายใจกับพลังนี้

ในเมื่อมันเกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล มันก็อาจจะหายไปในพริบตาได้เช่นกัน

ปกติแล้วตนเองจะไม่พึ่งพาความสามารถในการตื่นรู้

เรื่องอะไรที่สามารถแก้ได้ตามธรรมชาติ ก็ควรจะทำเช่นนั้น...

และอื่นๆ อีกมากมาย พอกิรยอพล่ามออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซอนอูยอนก็แสดงท่าทีตกใจ

‘ซ่อนความสามารถไว้เพราะเหตุผลแบบนี้เองเหรอ’

ในยุคที่ผู้คนคลั่งไคล้ในพลังของสกิลแบบนี้ ความคิดแบบนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งนักไม่ใช่หรือไง

“งั้นตอนที่ตกเข้าไปในเกตระดับ B กับฉัน คุณก็เลยซ่อนความสามารถไว้ด้วยเหรอคะ?”

ซอนอูยอนถามหลังจากครุ่นคิดตามคำพูดของเขา

กิรยอรีบปั่นสมองอย่างรวดเร็วทันที

“อ๋อ เรื่องนั้น... ต่อให้ผมออกโรงไป ก็คงช่วยอะไรไม่ได้... มากหรอกครับ”

“ทำไมล่ะคะ?”

“ความสามารถของผมมันค่อนข้าง... ใช้ยากเวลาที่มีคนอยู่ด้วยน่ะครับ...?”

ถ้าขืนไปคุยโวว่าตัวเองแข็งแกร่งดุ่มๆ ไป ต่อไปอาจจะต้องมารับผิดชอบคดีที่น่ารำคาญเข้าได้

ด้วยความรู้สึกวิกฤติ กิรยอจึงตอบปัดๆ ไปมั่วๆ

ทว่าซอนอูยอนกลับตีความประโยคนี้ไปในทางที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

‘ใช้ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้งั้นเหรอ? หมายความว่าฮันเตอร์ที่เก่งขนาดนี้ก็มีสกิลที่รุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์งั้นสิ?’

เธอเริ่มรู้สึกเครียดขึ้นมา

หรือว่าคิมกิรยอจะเป็นประเภทเดียวกับกิลด์มาสเตอร์ของหอคอยเวทมนตร์ ที่จะทิ้งผลกระทบเป็นวงกว้างไว้รอบตัว?

ถ้าเป็นแบบนั้น ก็สมเหตุสมผลที่เขาจะพยายามยับยั้งพลังของตัวเองไว้

ก่อนอื่นคือเข้าใจล่ะนะ...

“แต่การหลอกสมาคมฮันเตอร์มันก็เป็นคนละเรื่องกันไม่ใช่เหรอคะ?”

ในฐานะเจ้าหน้าที่สมาคม ซอนอูยอนจึงรู้สึกผิดชอบชั่วดีและลองแนะนำดู

ว่าให้เปิดเผยระดับพลังที่แท้จริงตอนนี้เลยจะดีกว่าไหม

คิมกิรยอนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุบตาลงแล้วเอ่ยเสียงเบา

“ขอโทษด้วยนะครับ แต่คงจะทำแบบนั้นไม่ได้”

“คะ?”

“เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ตื่นรู้ระดับสูงแล้ว ช่วงเวลาที่ต้องใช้พลังแม้จะไม่ต้องการก็จะเพิ่มมากขึ้น”

เฮ้อ.

“ผมไม่ต้องการอะไรแบบนั้นครับ ได้โปรดเถอะ ผมอยากใช้ชีวิตอย่างสงบที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ตั้งค่าไว้ว่าตัวเองเก่งเกินไปจนกลัวโลกจะวุ่นวายเลยต้องซ่อนตัว

แม้จะดูจำเจ แต่สำหรับการคุยโวแล้ว ไม่มีอะไรดีไปกว่ามุกนี้อีกแล้ว

“เข้าใจแล้วค่ะ”

และผลลัพธ์ของมันก็ยอดเยี่ยมมากจริงๆ

ก่อนอื่นคือซอนอูยอนหลงเชื่อคำโกหกนั้นเข้าเต็มเปา

‘ข้อสันนิษฐานของอันยุนซึงที่ว่าเขากังวลเรื่องการแทรกแซงของสมาคมเลยซ่อนความสามารถไว้น่ะถูกเป๊ะเลย’

ก็นะ

หากผู้มีความสามารถอย่างคิมกิรยอปรากฏตัวขึ้นสู่โลกภายนอก ไม่ใช่แค่สมาคมหรอก แต่กิลด์ต่างๆ คงจะรุมทึ้งกันจนวุ่นวายแน่

‘แทนที่จะเอาพลังระดับนั้นไปก่อเรื่อง การที่เขาอยู่อย่างเงียบๆ แบบนี้ก็น่าขอบคุณแล้ว’

สีหน้าของซอนอูยอนดูผ่อนคลายลงมาก

‘แถมจะบอกว่าเขามีท่าทีเพิกเฉยต่อโลกอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะช่วงนี้เขาก็แสดงให้เห็นถึงการกระทำบางอย่างอยู่...’

ใช่แล้ว ในที่สุดเธอก็รู้สึกว่าสามารถเชื่อใจฮันเตอร์คนนี้ได้แล้ว

“ขอบคุณที่ยอมเล่าให้ฟังนะคะ”

ซอนอูยอนเดินออกจากเกตด้วยสีหน้าที่พอใจ

ก่อนจะเสนอขึ้นมาว่า

“อ้อ จริงด้วย ใกล้จะได้เวลาหิวแล้ว ไปหาอะไรทานกันก่อนไหมคะ?”

“รู้จักร้านดีๆ ด้วยเหรอครับ?”

“มีร้านที่ฉันไปประจำมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่น่ะค่ะ...”

เธอจะรู้ไหมนะ ว่าที่จริงแล้วตลอดเวลาที่สนทนากัน คิมกิรยอโกหกพกลมไปทั้งหมด

แต่ไม่มีอะไรต้องกังวลหรอก

เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะเสียประโยชน์ที่สุดจากการสนทนาครั้งนี้ก็คือฮันเตอร์คนนี้นั่นแหละ

“ถ้าคุณเลี้ยง ผมก็ยินดีครับ จะทานให้อร่อยเลย”

คิมกิรยอแสดงท่าทีดีใจเมื่อซอนอูยอนบอกว่าจะเลี้ยงอาหาร

โดยที่ไม่รู้เลยว่า ลานประหารในอนาคต...

การแถลงข่าวที่เป็นปัญหานั้นกำลังถูกร่นระยะเวลาเข้ามาในรูปแบบเรียลไทม์

***

- ติ๊ดๆๆๆ! ติ๊ดๆๆๆ!

“โอ๊ย หนวกหู!”

เช้าวันที่สองในฮาดงมาถึงแล้ว

ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังระงม และเริ่มเตรียมตัวออกไปข้างนอกทันที

เพราะวันนี้ก็มีกำหนดการรออยู่เหมือนกัน

“หึ”

อากาศที่ฮาดงช่างสดชื่นจริงๆ

พอมาไกลขนาดนี้ ดูเหมือนจะสัมผัสไม่ได้ถึงสายตาของพวกสโตล์เกอร์เลยแฮะ

ยังไงซะ ก็รู้สึกว่าทุกอย่างกำลังไปได้สวย

‘ราบรื่นดีจริง’

หลังจากเตรียมตัวเสร็จ ฉันก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดหมายทันที

ที่ที่ไปถึงมีป้ายชื่อที่คุ้นเคยแขวนอยู่

[อีก 15 ม. → รังผึ้งมรณะ (C)]

ใช่แล้ว วันนี้คือวันที่ต้องมาเก็บรวบรวมวัตถุดิบสำหรับสารขยายมานา

และเจ้าหน้าที่ที่จะมาช่วยกำจัดสัตว์อสูรที่น่ารำคาญให้ก็คือท่านนี้

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน เตรียมตัวพร้อมแล้วใช่ไหมครับ?”

“เอ่อ อื้ม ก็น่าจะพร้อมแล้วล่ะค่ะ”

ฉันพูดกับฮันเตอร์ระดับ B ที่กำลังยืนเก้ๆ กังๆ อย่างมั่นใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็เข้าไปเลยครับ”

นี่คือโจทย์ของวันนี้

โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการสร้างความคุ้นเคยกับวิธีใช้สกิลที่เรียนไปเมื่อวาน ฉันจึงมอบหมายให้ซอนอูยอนเป็นคนลุยเดี่ยวเคลียร์เกตนี้

“ให้ฉันไปคนเดียวจริงๆ เหรอคะ? จะไม่เป็นไรแน่นะ?”

จะว่าไป ซอนอูยอนในฐานะผู้ใช้เวทควบคุมชั้นบรรยากาศเนี่ยขาดความมั่นใจเกินไปหน่อยนะ

ด้วยความสามารถระดับนั้น ต่อให้เจอฮันเตอร์ระดับสูงกว่าก็สู้ได้สบายๆ แท้ๆ ทำไมถึงเอาแต่ลนลานแบบนั้นกัน

“ถ้าเคลียร์เกตเสร็จแล้ว อย่าลืมเก็บเหล็กไนของผึ้งมรณะมาให้หมดด้วยนะครับ ผมจะเอาไว้ตรวจสอบว่าคุณกำจัดสัตว์อสูรไปกี่ตัว”

“ค่ะ...”

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ”

ฉันบุ้ยปากชี้ไปทางทางเข้าเกตแล้วพูดว่า

“ที่นี่เป็นแค่เกตระดับ C เอง คงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอกมั้ง?”