Cover

66

พูดตามตรงว่ามันน่ารำคาญ

“ตกลงครับ”

“ขอบคุณมากเลยค่ะ...!”

แม้ในหัวจะคิดลบแค่ไหน แต่สุดท้ายฉันก็ตอบรับข้อเสนอไปจนได้

‘เฮ้อ ถ้าไม่ใช่เพราะฉากเมื่อกี้ล่ะก็’

ภาพของซอนอูยอนที่เข้าไปช่วยถือของให้คนแก่มันยังติดตาฉันอยู่นี่นา

กับสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ ฉันมักจะเข้มงวดด้วยยากเสมอ

ก็ฉันมันพวกแพ้ทางพวกมีจิตใจเมตตาซะด้วยสิ

***

ครู่ต่อมา

“แน่ใจนะคะว่าที่นี่โอเคแล้ว?”

“จะไปไกลให้เหนื่อยทำไมล่ะครับ? ในเมื่อยังไงคุณก็ตั้งใจจะมากินข้าวที่นี่อยู่แล้ว”

“คะ คือนั่นมันในกรณีที่ฉันมาคนเดียว...”

ร้านอาหารว่างแห่งหนึ่งในละแวกนั้น

เมื่อมาถึงร้าน พวกเราก็นั่งลงที่โต๊ะ

มันเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในมุมลับของตรอก ซ้ำยังมีลูกค้าไม่มากนัก เหมาะแก่การสนทนาเป็นที่สุด

“ที่นี่อะไรอร่อย?”

ฉันถามออกไปพลางกวาดสายตามองเมนู

แต่สีหน้าของซอนอูยอนกลับดูไม่สู้ดีนัก

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน?”

“อ๊ะ คือว่า... ฉันเองก็เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกเหมือนกันค่ะ เห็นว่ามันใกล้ดีก็เลยลองมาดู ขอโทษด้วยนะคะ”

ไม่เข้าใจเลยว่าเธอจะเกร็งอะไรนักหนาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

ฉันสั่งอาหารไปส่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง

“ตกลงคุณมีอะไรจะพูดกันแน่?”

“คะ?”

“ก็เห็นคุณเกร็งจนตัวแข็งขนาดนั้น ถ้ามีอะไรจะพูดก็รีบพูดมาเถอะครับ”

ซอนอูยอนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเริ่มเข้าประเด็นอย่างยากลำบาก

“ฉะ... ฉันต้องการความช่วยเหลือค่ะ”

ความช่วยเหลือ หลังจากคำนั้นหลุดออกมา คำอธิบายอีกสองสามประโยคก็พรั่งพรูตามมา

“ฉันอยากกลับมาใช้พลังการตื่นรู้ได้อีกครั้งค่ะ”

“หืม?”

“หลังจากเคลียร์เบลเกตระดับ B ครั้งนั้น สกิลของฉันก็ไม่แสดงผลอีกเลย”

“ว่าไงนะ?”

“เผื่อว่าจะช่วยได้ ฉันเลยไปลองรับการบำบัดทางจิตวิทยามาแล้วด้วย... แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน สกิลก็ยังเงียบกริบไม่มีวี่แววเลยค่ะ”

ซอนอูยอนกอดแขนตัวเองด้วยสีหน้าหม่นหมอง

“ในขณะที่กำลังลำบากเพราะคิดหาทางแก้ไขไม่ออก ฉันก็ได้ยินเรื่องหนึ่งมาจากฮันเตอร์อันยุนซึงค่ะ”

“เรื่องอะไร?”

“เขาบอกว่าคุณเคยช่วยแนะนำวิธีใช้สกิลให้เขาน่ะค่ะ”

“.......”

“ถึงจะพอเดาได้ว่าการแก้ทางเทคนิคของคนอื่นที่ไม่ใช่สกิลตัวเองมันเป็นเรื่องยาก แต่ว่า...”

ซอนอูยอนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง

จังหวะนั้นเอง โอเด้งและคิมบับที่สั่งไว้ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

เธอรอจนกระทั่งพนักงานเดินเลี่ยงไปแล้ว จึงค่อยพูดต่อให้จบประโยค

“ยังไงก็ตาม ถ้าเป็นฮันเตอร์คิมกิรยอ ฉันคิดว่าคุณน่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เลยอยากจะมาขอร้องตั้งนานแล้วค่ะ”

สรุปก็คือ

“จะให้ฉันช่วยทำกายภาพบำบัดสกิลให้งั้นสิ...?”

เมื่อฉันสรุปสั้นๆ ซอนอูยอนก็รีบพยักหน้าทันที

ไหนดูซิ การฟื้นฟูสภาพของจอมเวทงั้นเหรอ

‘แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้’

เป็นคำขอที่มีระดับความยากต่ำกว่าที่คิด เพราะสาเหตุที่ซอนอูยอนใช้สกิลไม่ได้นั้น ฉันสามารถมองออกได้ทันทีตั้งแต่นั่งอยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ

‘จะแก้ไอ้นิสัยเสียๆ พวกนั้นยังไงดีนะ?’

ฉันจมลงในห้วงความคิดพลางเคี้ยวต็อกบกกีไปด้วย

ในหัวของฉันตอนนี้ การตอบรับคำขอของอีกฝ่ายแทบจะกลายเป็นเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้ว

“หรือว่ามันจะยากเกินไปคะ?”

แต่แล้ว ซอนอูยอนก็เอ่ยถามเสียงค่อยด้วยสายตาที่ไม่มั่นใจ เมื่อได้ยินคำถามนั้น ฉันเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาทางจมูก

อะไรนะ? ‘ยากเกินไป’ งั้นเหรอ?

นี่เห็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เป็นตัวอะไรกัน

“เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้วว่า...”

แน่นอนว่าต้องทำได้ กำลังจะตอบไปแบบนั้นแท้ๆ

แต่จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัว จนฉันเผลอหลุดเสียงดังออกมา

“อา!”

“คะ เกิดอะไรขึ้น...”

“จำได้แล้ว!”

จะว่าไป ฉันรู้สึกตะขิดตะขวงใจมาตลอดทั้งวันเพราะจำเรื่องนี้ไม่ได้เรื่องเดียวแท้ๆ!

เพียะ

ฉันตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่แล้วถามออกไป

“คุณซอนอูยอน มาจากฮาดงใช่ไหมครับ?”

“คะ?”

“บ้านเกิดคุณคืออำเภอฮาดงใช่ไหม?”

ซอนอูยอนพยักหน้าตอบรับแบบงงๆ

‘นั่นไงล่ะ’

ว่าแล้วเชียวว่าเคยเห็นคำว่าฮาดงจากที่ไหนสักแห่ง

พอได้มานั่งจ้องหน้ายัยนี่ตรงๆ ในที่สุดก็นึกออกจนได้

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนที่ใช้เครื่องหอมทำให้นักล่าอันดับ 1 หลับปุ๋ยไป

ด้วยความที่ฉันสงสัยเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับตัวจองฮาซอง เลยลองเอาชื่อเขาไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตดู

ปรากฏว่าประวัติฮันเตอร์ที่ขึ้นมาในนั้นมันน่าสนใจกว่าที่คิด

อ่านไปอ่านมาจนเจอข้อมูลจุกจิกอย่างพวกอาหารที่เกลียดหรืออะไรเทือกนั้น ฉันก็เลยเริ่มอยากรู้ประวัติของคนอื่นๆ ขึ้นมาด้วย

แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีชื่อของซอนอูยอนรวมอยู่ด้วย

“คุณรู้ได้ยังไงคะว่าบ้านเกิดฉันอยู่ที่ไหน?”

“ก็แค่กดลิงก์นั่นนี่ไปเรื่อยแล้วบังเอิญเจอน่ะครับ”

ฉันพยายามรื้อฟื้นความทรงจำตอนนั้น

“จะว่าไป บ้านคุณทำร้านน้ำชาอะไรพวกนี้ด้วยหรือเปล่า?”

“เอ่อ ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณป้าเป็นคนดูแลอยู่ แต่น่าจะยังมีร้านน้ำชาแล้วก็ขายใบชาด้วย...”

“ฉันเคยเห็นโฆษณาตัวนั้น เว็บไซต์ร้านน้ำชาที่ครอบครัวคุณทำอยู่น่ะ หน้าคุณหราอยู่บนหน้าโฮมเพจเลยนี่”

ซอนอูยอนดูจะแปลกใจว่าทำไมจู่ๆ ฉันถึงขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แต่มันก็มีเหตุผลในแบบของมันอยู่

“ตกลงครับ ฉันจะรับงานนี้”

“คะ?”

“บอกว่าจะช่วยแก้เรื่องที่สกิลไม่ออกให้ไง”

ซืด

ฉันซดน้ำซุปโอเด้งจากแก้วกระดาษเข้าไปคำหนึ่ง

“แต่มีเงื่อนไขนะ”

อึก

ซอนอูยอนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ทันที

“พอดีฉันมีธุระต้องไปที่ฮาดงน่ะ เกี่ยวกับเกต”

“อา...”

“ก็เลยคิดว่าถ้ามีคนพื้นที่ที่รู้จักทางดีๆ มาช่วยนำทางให้ก็น่าจะดี”

แถมพ่วงด้วยการโยนงานล่าในเกต [รังผึ้งสังหาร] ให้ยัยนี่ทำแทนด้วยเลย คึคึคึ ฉันพยายามกลั้นหัวเราะที่เกือบจะหลุดออกมาอย่างสุดความสามารถ

“แล้วก็ขอรบกวนอีกเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรคะ...?”

“เมื่อกี้ที่บอกว่าฉันเจอเว็บไซต์ร้านน้ำชาของครอบครัวคุณน่ะ”

“ค่ะ”

“พอดีฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องสั่งของออนไลน์เท่าไหร่ สุดท้ายเลยสั่งซื้อไม่ได้สักที”

ขอบอกไว้ก่อนว่านี่คือเรื่องจริง

เดี๋ยวก็ให้ใช้อีเมลบ้างล่ะ ให้ติดตั้งโปรแกรมความปลอดภัยบ้างล่ะ

การชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ตน่ะ มันเป็นกำแพงที่สูงชันเกินไปสำหรับมนุษย์ต่างดาวอย่างฉันจริงๆ

“ถือโอกาสนี้ ฉันขอรับค่าจ้างเป็นใบชาหน่อยแล้วกัน”

“คะ?”

“แล้วฉันจะปรับจูนสกิลให้คุณเอง”

ทั้งผลตอบแทนที่เป็นสิ่งของ และคนนำทาง

แถมยังมีแผนการที่จะใช้การฝึกสกิลเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกให้เธอไปลงเกตด้วย

สมบูรณ์แบบ

‘จะใช้งานให้คุ้มเลยคอยดู’

ฉันลืมเรื่องที่ตั้งใจจะทำดีกับสิ่งมีชีวิตที่แสนดีไปเสียสนิท แล้วเผยสันดานดิบอันชั่วร้ายออกมาในใจ

โอกาสที่จะได้เกาะฮันเตอร์ระดับ B ผู้ล้ำค่ากินแบบนี้!

เรื่องโชคดีแบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไงกัน

‘กำลังกลุ้มเรื่องรังผึ้งสังหารอยู่พอดีเลย ถือว่าโชคดีชะมัด! แค่นี้การผลิตสารขยายมานาก็คงง่ายขึ้นเยอะ’

ครู่ต่อมา

ซอนอูยอนทำสีหน้าจริงจังหลังจากได้ยินข้อเสนอของฉัน ก่อนจะให้คำตอบออกมาในที่สุด

“จะขอรับการปรับจูนสกิลด้วยเงื่อนไขแบบนี้จริงๆ เหรอคะ?”

เป็นคำถามที่ไร้สาระสิ้นดี

ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณที่ยอมช่วย

ฉันพยักหน้าตอบรับอย่างสบายอารมณ์ทันทีที่ได้ยินคำถามของซอนอูยอน

***

ซอนอูยอนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งภายใต้ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม

นี่เราหูฝาดไปหรือเปล่า

หรือว่าฮันเตอร์คนนี้กำลังล้อเล่นกันแน่

-ถือโอกาสนี้ ฉันขอรับค่าจ้างเป็นใบชาหน่อยแล้วกัน

แต่ไม่ว่าจะทบทวนกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

-เอาเป็นว่าฉันจะรับงานนี้แล้วกัน

คิมกิรยอยอมรับคำขอของเธอ

-บอกว่าจะช่วยแก้เรื่องที่สกิลไม่ออกให้ไง

เขาตอบรับอย่างง่ายดายเกินคาด

ซอนอูยอนทำตัวไม่ถูกจนมือไม้สั่นไปหมด ในขณะที่ชายหนุ่มตรงข้ามยังคงก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อไปอย่างใจเย็น

‘เราจะโชคดีขนาดนี้เลยเหรอ? หรือว่า... พรุ่งนี้ฉันจะถูกรถชนตายหรือเปล่านะ?’

สิ่งที่คิมกิรยอสามารถทำได้คือการปรับจูนสกิลเชียวนะ การปรับจูนสกิล!

เขาสามารถวิเคราะห์เทคนิคการตื่นรู้และเสนอวิธีการใช้งานที่ดีกว่าเดิมได้งั้นเหรอ!

แม้มันจะเป็นความสามารถที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ถ้าเรื่องแบบนั้นทำได้จริงล่ะก็ มันคือพรสวรรค์ที่น่าตกตะลึงที่สุด

ถ้าหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไปในวันใดวันหนึ่งล่ะก็...

คงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเกาหลีแน่ๆ

เมื่อถึงตอนนั้น ฮันเตอร์จากทั่วทุกมุมโลกคงต้องก้มหัวให้ชายที่ชื่อคิมกิรยอคนนี้

มันเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยากเลย เพราะคำชี้แนะของเขามันมีความหมายมหาศาลขนาดนั้น

‘สกิลคือดินแดนที่ยังเป็นปริศนาสำหรับมนุษยชาติ ทั้งที่ดันเจี้ยนช็อกเกิดขึ้นมา 7 ปีแล้ว แต่การควบคุมพลังก็ยังต้องพึ่งพาสัญชาตญาณของแต่ละคนอยู่เลย...’

แล้วคิมกิรยอทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันนะ?

จากคำบอกเล่าของอันยุนซึง เขาเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวก็มองเห็นปัญหาของสกิลได้ทันที

ถ้าอย่างนั้น พลังการตื่นรู้ของเขาเองจะถูกควบคุมได้สมบูรณ์แบบขนาดไหนกันเชียว

‘ฟู่ว’

ความคิดเริ่มเตลิดไปไกล

ซอนอูยอนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ประเด็นสำคัญ

ยังไงก็ตาม สิ่งที่เธอสงสัยที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำไมเขาถึงยอมรับงานด้วยเงื่อนไขแบบนี้

‘เขามีแผนอะไรหรือเปล่านะ?’

อย่างที่อธิบายไปก่อนหน้า การสอนของคิมกิรยอนั้นมีมูลค่ามหาศาล

เธอถึงขนาดเตรียมใจที่จะไปกู้เงินมาเพื่อขอร้องเขาด้วยซ้ำ แต่ทว่า...

‘ไม่ใช่เงิน แต่เป็นชาเนี่ยนะ? จะจบเรื่องด้วยใบชาพรรค์นั้นน่ะเหรอ?’

สมองของซอนอูยอนขาวโพลนไปหมด

ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นคำพูดที่ดูถูกตัวเองเหลือเกิน แค่ให้นำทางในฮาดงกับใบชาเขียวนิดหน่อยก็พอแล้วงั้นเหรอ

ไม่สิ แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ...

‘คราวที่แล้วก็เหมือนกัน’

อีกฝ่ายไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย

ทั้งที่เขามีความสามารถขนาดที่ดึงพลังที่ซ่อนอยู่ของสกิลออกมาได้ หรือกระทั่งฝ่าเขาวงกตสีขาวของหอคอยเวทมนตร์มาได้ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ซอนอูยอนจึงเริ่มคาดเดาไปอีกทางหนึ่ง

หรือว่าผู้ชายคนนี้จะสนใจในตัวเรา? เขาก็เลยทำดีกับเราขนาดนี้

“อืม...”

มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว

หากมองตามความจริง ซอนอูยอนเป็นคนที่หน้าตาจัดว่าดีมากคนหนึ่ง

ขนาดแต่งตัวเรียบๆ ความสวยยังทะลุออกมาขนาดนี้ แน่นอนว่าเธอเองก็น่าจะเคยโดนเพศตรงข้ามตามจีบมาบ้าง

‘หรือว่า’

แต่ถึงอย่างนั้น ซอนอูยอนกลับมั่นใจในครั้งนี้

‘ว่าแล้วเชียว’

ผู้ตื่นรู้คนนี้ไม่ได้สนใจในตัวเราเลยสักนิด

เขาไม่มีทางทำดีกับเราด้วยจุดประสงค์แบบนั้นแน่

‘คนที่อยากให้คนอื่นประทับใจ ไม่มีทางทำสีหน้าเย็นชาแบบนั้นหรอก’

แค่มองจากบรรยากาศรอบตัวเขาก็รู้ได้ทันทีแล้ว

“มองอะไรขนาดนั้นครับ?”

ชะงัก

จังหวะนั้นเอง ซอนอูยอนก็เผลอสบตากับคิมกิรยอเข้าพอดี

ชายคนนั้นหยุดทานอาหารแล้วจ้องมองมาทางนี้เงียบๆ

แค่สบตากันครู่เดียว ทำไมกระดูกสันหลังถึงได้รู้สึกเย็นวาบขนาดนี้นะ

ใช่แล้ว ดวงตา

ดวงตานั่นแหละคือปัญหา

คิมกิรยอมักจะมองคนอื่นด้วยสายตาแบบนั้นเสมอ

“.......”

ราวกับกำลังมองวัว มองไก่ หรือมองหมู

เหมือนกับกำลังสังเกตการณ์ ‘สิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์’ ที่ไม่ใช่พวกเดียวกับตัวเอง...

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”

นี่แหละคือเหตุผลที่คิมกิรยอน่ากลัว

ทั้งที่ดูเหมือนจะเป็นคนใจดี แต่ในบางครั้งเขากลับเผยจิตใต้สำนึกที่ชวนขนลุกแบบนั้นออกมา

‘อึดอัดจัง’

ซอนอูยอนรู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่าย ความกลัวนี้ทำให้เธอคอยระแวงและสงสัยในเจตนาของเขาอยู่ตลอดเวลา

ทำไมเขาถึงยอมขยับตัวโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนล่ะ?

ทำไมเขาถึงช่วยฮันเตอร์คนอื่นอย่างเธอกับอันยุนซึงล่ะ?

‘ทำไมกันนะ’

ฮันเตอร์ระดับ F คนนี้เต็มไปด้วยปริศนาจริงๆ

แต่เธอคงไม่มีสิทธิ์ไปคาดคั้นเอาความลับของเขาที่นี่

เพราะเธอนั่นแหละที่เป็นฝ่ายมาขอร้อง และเขาก็คือคนที่ยอมตอบตกลงช่วยอย่างใจกว้าง

“ยังไงก็ขอบคุณจริงๆ นะคะที่ยอมรับคำขอ”

ซอนอูยอนพยายามระงับความไม่ไว้วางใจที่ผุดขึ้นมาในใจ

ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องนัดแนะตารางงานกันแล้ว

“ว่าแต่ กว่าฉันจะกลับมาใช้สกิลได้อีกครั้ง ต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะ?”

แต่เธอไม่คิดเลยว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา

“สัก 3 วันมั้งครับ?”

“ว่าไงนะ?”

“ถ้าเผื่อเวลาไว้หน่อยก็น่าจะประมาณนั้น...”

ตุบ

ซอนอูยอนเผลอทำคิมบับที่คีบอยู่ร่วงลงพื้นอย่างหมดแรง

ฮันเตอร์ระดับ F ที่นั่งฝั่งตรงข้ามมองคิมบับที่กลิ้งไปกับพื้นพลางพูดต่อ

“เพราะงั้น วันศุกร์นี้ช่วยว่างไว้ด้วยนะครับ ลงไปที่นั่นแล้วจัดการธุระให้เสร็จในช่วงวันหยุด สกิลจูลก็น่าจะลงตัวพอดี”

“.......”

“นี่คุณครับ?”

การบำบัดทางจิตวิทยา

การขอคำปรึกษาจากกิลด์นีโอซิสเตอร์

การตรวจวัดมานาโดยผู้เชี่ยวชาญจากหอคอยเวทมนตร์เกาหลี

ขนาดทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า แต่การรักษาพลังการตื่นรู้กลับจะเสร็จสิ้นภายในเวลาแค่ 3 วันงั้นเหรอ?

ซอนอูยอนอ้าปากค้าง

แต่ทว่าเธอยังไม่รู้เลยสักนิด

ว่านี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจที่สุดของทริปนี้เลยด้วยซ้ำ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

66

20px

พูดตามตรงว่ามันน่ารำคาญ

“ตกลงครับ”

“ขอบคุณมากเลยค่ะ...!”

แม้ในหัวจะคิดลบแค่ไหน แต่สุดท้ายฉันก็ตอบรับข้อเสนอไปจนได้

‘เฮ้อ ถ้าไม่ใช่เพราะฉากเมื่อกี้ล่ะก็’

ภาพของซอนอูยอนที่เข้าไปช่วยถือของให้คนแก่มันยังติดตาฉันอยู่นี่นา

กับสิ่งมีชีวิตประเภทนี้ ฉันมักจะเข้มงวดด้วยยากเสมอ

ก็ฉันมันพวกแพ้ทางพวกมีจิตใจเมตตาซะด้วยสิ

***

ครู่ต่อมา

“แน่ใจนะคะว่าที่นี่โอเคแล้ว?”

“จะไปไกลให้เหนื่อยทำไมล่ะครับ? ในเมื่อยังไงคุณก็ตั้งใจจะมากินข้าวที่นี่อยู่แล้ว”

“คะ คือนั่นมันในกรณีที่ฉันมาคนเดียว...”

ร้านอาหารว่างแห่งหนึ่งในละแวกนั้น

เมื่อมาถึงร้าน พวกเราก็นั่งลงที่โต๊ะ

มันเป็นร้านอาหารเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ในมุมลับของตรอก ซ้ำยังมีลูกค้าไม่มากนัก เหมาะแก่การสนทนาเป็นที่สุด

“ที่นี่อะไรอร่อย?”

ฉันถามออกไปพลางกวาดสายตามองเมนู

แต่สีหน้าของซอนอูยอนกลับดูไม่สู้ดีนัก

“ฮันเตอร์ซอนอูยอน?”

“อ๊ะ คือว่า... ฉันเองก็เพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกเหมือนกันค่ะ เห็นว่ามันใกล้ดีก็เลยลองมาดู ขอโทษด้วยนะคะ”

ไม่เข้าใจเลยว่าเธอจะเกร็งอะไรนักหนาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว

ฉันสั่งอาหารไปส่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง

“ตกลงคุณมีอะไรจะพูดกันแน่?”

“คะ?”

“ก็เห็นคุณเกร็งจนตัวแข็งขนาดนั้น ถ้ามีอะไรจะพูดก็รีบพูดมาเถอะครับ”

ซอนอูยอนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเริ่มเข้าประเด็นอย่างยากลำบาก

“ฉะ... ฉันต้องการความช่วยเหลือค่ะ”

ความช่วยเหลือ หลังจากคำนั้นหลุดออกมา คำอธิบายอีกสองสามประโยคก็พรั่งพรูตามมา

“ฉันอยากกลับมาใช้พลังการตื่นรู้ได้อีกครั้งค่ะ”

“หืม?”

“หลังจากเคลียร์เบลเกตระดับ B ครั้งนั้น สกิลของฉันก็ไม่แสดงผลอีกเลย”

“ว่าไงนะ?”

“เผื่อว่าจะช่วยได้ ฉันเลยไปลองรับการบำบัดทางจิตวิทยามาแล้วด้วย... แต่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน สกิลก็ยังเงียบกริบไม่มีวี่แววเลยค่ะ”

ซอนอูยอนกอดแขนตัวเองด้วยสีหน้าหม่นหมอง

“ในขณะที่กำลังลำบากเพราะคิดหาทางแก้ไขไม่ออก ฉันก็ได้ยินเรื่องหนึ่งมาจากฮันเตอร์อันยุนซึงค่ะ”

“เรื่องอะไร?”

“เขาบอกว่าคุณเคยช่วยแนะนำวิธีใช้สกิลให้เขาน่ะค่ะ”

“.......”

“ถึงจะพอเดาได้ว่าการแก้ทางเทคนิคของคนอื่นที่ไม่ใช่สกิลตัวเองมันเป็นเรื่องยาก แต่ว่า...”

ซอนอูยอนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง

จังหวะนั้นเอง โอเด้งและคิมบับที่สั่งไว้ก็ถูกยกมาเสิร์ฟ

เธอรอจนกระทั่งพนักงานเดินเลี่ยงไปแล้ว จึงค่อยพูดต่อให้จบประโยค

“ยังไงก็ตาม ถ้าเป็นฮันเตอร์คิมกิรยอ ฉันคิดว่าคุณน่าจะแก้ปัญหานี้ได้ เลยอยากจะมาขอร้องตั้งนานแล้วค่ะ”

สรุปก็คือ

“จะให้ฉันช่วยทำกายภาพบำบัดสกิลให้งั้นสิ...?”

เมื่อฉันสรุปสั้นๆ ซอนอูยอนก็รีบพยักหน้าทันที

ไหนดูซิ การฟื้นฟูสภาพของจอมเวทงั้นเหรอ

‘แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้’

เป็นคำขอที่มีระดับความยากต่ำกว่าที่คิด เพราะสาเหตุที่ซอนอูยอนใช้สกิลไม่ได้นั้น ฉันสามารถมองออกได้ทันทีตั้งแต่นั่งอยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ

‘จะแก้ไอ้นิสัยเสียๆ พวกนั้นยังไงดีนะ?’

ฉันจมลงในห้วงความคิดพลางเคี้ยวต็อกบกกีไปด้วย

ในหัวของฉันตอนนี้ การตอบรับคำขอของอีกฝ่ายแทบจะกลายเป็นเรื่องที่ตัดสินใจไปแล้ว

“หรือว่ามันจะยากเกินไปคะ?”

แต่แล้ว ซอนอูยอนก็เอ่ยถามเสียงค่อยด้วยสายตาที่ไม่มั่นใจ เมื่อได้ยินคำถามนั้น ฉันเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาทางจมูก

อะไรนะ? ‘ยากเกินไป’ งั้นเหรอ?

นี่เห็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่เป็นตัวอะไรกัน

“เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้วว่า...”

แน่นอนว่าต้องทำได้ กำลังจะตอบไปแบบนั้นแท้ๆ

แต่จู่ๆ ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในหัว จนฉันเผลอหลุดเสียงดังออกมา

“อา!”

“คะ เกิดอะไรขึ้น...”

“จำได้แล้ว!”

จะว่าไป ฉันรู้สึกตะขิดตะขวงใจมาตลอดทั้งวันเพราะจำเรื่องนี้ไม่ได้เรื่องเดียวแท้ๆ!

เพียะ

ฉันตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่แล้วถามออกไป

“คุณซอนอูยอน มาจากฮาดงใช่ไหมครับ?”

“คะ?”

“บ้านเกิดคุณคืออำเภอฮาดงใช่ไหม?”

ซอนอูยอนพยักหน้าตอบรับแบบงงๆ

‘นั่นไงล่ะ’

ว่าแล้วเชียวว่าเคยเห็นคำว่าฮาดงจากที่ไหนสักแห่ง

พอได้มานั่งจ้องหน้ายัยนี่ตรงๆ ในที่สุดก็นึกออกจนได้

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ตอนที่ใช้เครื่องหอมทำให้นักล่าอันดับ 1 หลับปุ๋ยไป

ด้วยความที่ฉันสงสัยเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับตัวจองฮาซอง เลยลองเอาชื่อเขาไปค้นหาในอินเทอร์เน็ตดู

ปรากฏว่าประวัติฮันเตอร์ที่ขึ้นมาในนั้นมันน่าสนใจกว่าที่คิด

อ่านไปอ่านมาจนเจอข้อมูลจุกจิกอย่างพวกอาหารที่เกลียดหรืออะไรเทือกนั้น ฉันก็เลยเริ่มอยากรู้ประวัติของคนอื่นๆ ขึ้นมาด้วย

แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีชื่อของซอนอูยอนรวมอยู่ด้วย

“คุณรู้ได้ยังไงคะว่าบ้านเกิดฉันอยู่ที่ไหน?”

“ก็แค่กดลิงก์นั่นนี่ไปเรื่อยแล้วบังเอิญเจอน่ะครับ”

ฉันพยายามรื้อฟื้นความทรงจำตอนนั้น

“จะว่าไป บ้านคุณทำร้านน้ำชาอะไรพวกนี้ด้วยหรือเปล่า?”

“เอ่อ ใช่ค่ะ ตอนนี้คุณป้าเป็นคนดูแลอยู่ แต่น่าจะยังมีร้านน้ำชาแล้วก็ขายใบชาด้วย...”

“ฉันเคยเห็นโฆษณาตัวนั้น เว็บไซต์ร้านน้ำชาที่ครอบครัวคุณทำอยู่น่ะ หน้าคุณหราอยู่บนหน้าโฮมเพจเลยนี่”

ซอนอูยอนดูจะแปลกใจว่าทำไมจู่ๆ ฉันถึงขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูด แต่มันก็มีเหตุผลในแบบของมันอยู่

“ตกลงครับ ฉันจะรับงานนี้”

“คะ?”

“บอกว่าจะช่วยแก้เรื่องที่สกิลไม่ออกให้ไง”

ซืด

ฉันซดน้ำซุปโอเด้งจากแก้วกระดาษเข้าไปคำหนึ่ง

“แต่มีเงื่อนไขนะ”

อึก

ซอนอูยอนกลืนน้ำลายอึกใหญ่ทันที

“พอดีฉันมีธุระต้องไปที่ฮาดงน่ะ เกี่ยวกับเกต”

“อา...”

“ก็เลยคิดว่าถ้ามีคนพื้นที่ที่รู้จักทางดีๆ มาช่วยนำทางให้ก็น่าจะดี”

แถมพ่วงด้วยการโยนงานล่าในเกต [รังผึ้งสังหาร] ให้ยัยนี่ทำแทนด้วยเลย คึคึคึ ฉันพยายามกลั้นหัวเราะที่เกือบจะหลุดออกมาอย่างสุดความสามารถ

“แล้วก็ขอรบกวนอีกเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรคะ...?”

“เมื่อกี้ที่บอกว่าฉันเจอเว็บไซต์ร้านน้ำชาของครอบครัวคุณน่ะ”

“ค่ะ”

“พอดีฉันไม่ค่อยถนัดเรื่องสั่งของออนไลน์เท่าไหร่ สุดท้ายเลยสั่งซื้อไม่ได้สักที”

ขอบอกไว้ก่อนว่านี่คือเรื่องจริง

เดี๋ยวก็ให้ใช้อีเมลบ้างล่ะ ให้ติดตั้งโปรแกรมความปลอดภัยบ้างล่ะ

การชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ตน่ะ มันเป็นกำแพงที่สูงชันเกินไปสำหรับมนุษย์ต่างดาวอย่างฉันจริงๆ

“ถือโอกาสนี้ ฉันขอรับค่าจ้างเป็นใบชาหน่อยแล้วกัน”

“คะ?”

“แล้วฉันจะปรับจูนสกิลให้คุณเอง”

ทั้งผลตอบแทนที่เป็นสิ่งของ และคนนำทาง

แถมยังมีแผนการที่จะใช้การฝึกสกิลเป็นข้ออ้างเพื่อหลอกให้เธอไปลงเกตด้วย

สมบูรณ์แบบ

‘จะใช้งานให้คุ้มเลยคอยดู’

ฉันลืมเรื่องที่ตั้งใจจะทำดีกับสิ่งมีชีวิตที่แสนดีไปเสียสนิท แล้วเผยสันดานดิบอันชั่วร้ายออกมาในใจ

โอกาสที่จะได้เกาะฮันเตอร์ระดับ B ผู้ล้ำค่ากินแบบนี้!

เรื่องโชคดีแบบนี้จะปล่อยให้หลุดมือไปได้ยังไงกัน

‘กำลังกลุ้มเรื่องรังผึ้งสังหารอยู่พอดีเลย ถือว่าโชคดีชะมัด! แค่นี้การผลิตสารขยายมานาก็คงง่ายขึ้นเยอะ’

ครู่ต่อมา

ซอนอูยอนทำสีหน้าจริงจังหลังจากได้ยินข้อเสนอของฉัน ก่อนจะให้คำตอบออกมาในที่สุด

“จะขอรับการปรับจูนสกิลด้วยเงื่อนไขแบบนี้จริงๆ เหรอคะ?”

เป็นคำถามที่ไร้สาระสิ้นดี

ทางนี้ต่างหากที่ต้องขอบคุณที่ยอมช่วย

ฉันพยักหน้าตอบรับอย่างสบายอารมณ์ทันทีที่ได้ยินคำถามของซอนอูยอน

***

ซอนอูยอนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งภายใต้ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม

นี่เราหูฝาดไปหรือเปล่า

หรือว่าฮันเตอร์คนนี้กำลังล้อเล่นกันแน่

-ถือโอกาสนี้ ฉันขอรับค่าจ้างเป็นใบชาหน่อยแล้วกัน

แต่ไม่ว่าจะทบทวนกี่ครั้ง ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

-เอาเป็นว่าฉันจะรับงานนี้แล้วกัน

คิมกิรยอยอมรับคำขอของเธอ

-บอกว่าจะช่วยแก้เรื่องที่สกิลไม่ออกให้ไง

เขาตอบรับอย่างง่ายดายเกินคาด

ซอนอูยอนทำตัวไม่ถูกจนมือไม้สั่นไปหมด ในขณะที่ชายหนุ่มตรงข้ามยังคงก้มหน้าก้มตาทานอาหารต่อไปอย่างใจเย็น

‘เราจะโชคดีขนาดนี้เลยเหรอ? หรือว่า... พรุ่งนี้ฉันจะถูกรถชนตายหรือเปล่านะ?’

สิ่งที่คิมกิรยอสามารถทำได้คือการปรับจูนสกิลเชียวนะ การปรับจูนสกิล!

เขาสามารถวิเคราะห์เทคนิคการตื่นรู้และเสนอวิธีการใช้งานที่ดีกว่าเดิมได้งั้นเหรอ!

แม้มันจะเป็นความสามารถที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ถ้าเรื่องแบบนั้นทำได้จริงล่ะก็ มันคือพรสวรรค์ที่น่าตกตะลึงที่สุด

ถ้าหากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไปในวันใดวันหนึ่งล่ะก็...

คงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในเกาหลีแน่ๆ

เมื่อถึงตอนนั้น ฮันเตอร์จากทั่วทุกมุมโลกคงต้องก้มหัวให้ชายที่ชื่อคิมกิรยอคนนี้

มันเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยากเลย เพราะคำชี้แนะของเขามันมีความหมายมหาศาลขนาดนั้น

‘สกิลคือดินแดนที่ยังเป็นปริศนาสำหรับมนุษยชาติ ทั้งที่ดันเจี้ยนช็อกเกิดขึ้นมา 7 ปีแล้ว แต่การควบคุมพลังก็ยังต้องพึ่งพาสัญชาตญาณของแต่ละคนอยู่เลย...’

แล้วคิมกิรยอทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไงกันนะ?

จากคำบอกเล่าของอันยุนซึง เขาเพียงแค่เหลือบมองแวบเดียวก็มองเห็นปัญหาของสกิลได้ทันที

ถ้าอย่างนั้น พลังการตื่นรู้ของเขาเองจะถูกควบคุมได้สมบูรณ์แบบขนาดไหนกันเชียว

‘ฟู่ว’

ความคิดเริ่มเตลิดไปไกล

ซอนอูยอนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงตัวเองกลับมาสู่ประเด็นสำคัญ

ยังไงก็ตาม สิ่งที่เธอสงสัยที่สุดในตอนนี้ก็คือ ทำไมเขาถึงยอมรับงานด้วยเงื่อนไขแบบนี้

‘เขามีแผนอะไรหรือเปล่านะ?’

อย่างที่อธิบายไปก่อนหน้า การสอนของคิมกิรยอนั้นมีมูลค่ามหาศาล

เธอถึงขนาดเตรียมใจที่จะไปกู้เงินมาเพื่อขอร้องเขาด้วยซ้ำ แต่ทว่า...

‘ไม่ใช่เงิน แต่เป็นชาเนี่ยนะ? จะจบเรื่องด้วยใบชาพรรค์นั้นน่ะเหรอ?’

สมองของซอนอูยอนขาวโพลนไปหมด

ยิ่งคิดก็ยิ่งเป็นคำพูดที่ดูถูกตัวเองเหลือเกิน แค่ให้นำทางในฮาดงกับใบชาเขียวนิดหน่อยก็พอแล้วงั้นเหรอ

ไม่สิ แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ...

‘คราวที่แล้วก็เหมือนกัน’

อีกฝ่ายไม่เคยเรียกร้องค่าตอบแทนที่ยิ่งใหญ่อะไรเลย

ทั้งที่เขามีความสามารถขนาดที่ดึงพลังที่ซ่อนอยู่ของสกิลออกมาได้ หรือกระทั่งฝ่าเขาวงกตสีขาวของหอคอยเวทมนตร์มาได้ก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ซอนอูยอนจึงเริ่มคาดเดาไปอีกทางหนึ่ง

หรือว่าผู้ชายคนนี้จะสนใจในตัวเรา? เขาก็เลยทำดีกับเราขนาดนี้

“อืม...”

มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว

หากมองตามความจริง ซอนอูยอนเป็นคนที่หน้าตาจัดว่าดีมากคนหนึ่ง

ขนาดแต่งตัวเรียบๆ ความสวยยังทะลุออกมาขนาดนี้ แน่นอนว่าเธอเองก็น่าจะเคยโดนเพศตรงข้ามตามจีบมาบ้าง

‘หรือว่า’

แต่ถึงอย่างนั้น ซอนอูยอนกลับมั่นใจในครั้งนี้

‘ว่าแล้วเชียว’

ผู้ตื่นรู้คนนี้ไม่ได้สนใจในตัวเราเลยสักนิด

เขาไม่มีทางทำดีกับเราด้วยจุดประสงค์แบบนั้นแน่

‘คนที่อยากให้คนอื่นประทับใจ ไม่มีทางทำสีหน้าเย็นชาแบบนั้นหรอก’

แค่มองจากบรรยากาศรอบตัวเขาก็รู้ได้ทันทีแล้ว

“มองอะไรขนาดนั้นครับ?”

ชะงัก

จังหวะนั้นเอง ซอนอูยอนก็เผลอสบตากับคิมกิรยอเข้าพอดี

ชายคนนั้นหยุดทานอาหารแล้วจ้องมองมาทางนี้เงียบๆ

แค่สบตากันครู่เดียว ทำไมกระดูกสันหลังถึงได้รู้สึกเย็นวาบขนาดนี้นะ

ใช่แล้ว ดวงตา

ดวงตานั่นแหละคือปัญหา

คิมกิรยอมักจะมองคนอื่นด้วยสายตาแบบนั้นเสมอ

“.......”

ราวกับกำลังมองวัว มองไก่ หรือมองหมู

เหมือนกับกำลังสังเกตการณ์ ‘สิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์’ ที่ไม่ใช่พวกเดียวกับตัวเอง...

“เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร”

นี่แหละคือเหตุผลที่คิมกิรยอน่ากลัว

ทั้งที่ดูเหมือนจะเป็นคนใจดี แต่ในบางครั้งเขากลับเผยจิตใต้สำนึกที่ชวนขนลุกแบบนั้นออกมา

‘อึดอัดจัง’

ซอนอูยอนรู้สึกหวาดกลัวอีกฝ่าย ความกลัวนี้ทำให้เธอคอยระแวงและสงสัยในเจตนาของเขาอยู่ตลอดเวลา

ทำไมเขาถึงยอมขยับตัวโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนล่ะ?

ทำไมเขาถึงช่วยฮันเตอร์คนอื่นอย่างเธอกับอันยุนซึงล่ะ?

‘ทำไมกันนะ’

ฮันเตอร์ระดับ F คนนี้เต็มไปด้วยปริศนาจริงๆ

แต่เธอคงไม่มีสิทธิ์ไปคาดคั้นเอาความลับของเขาที่นี่

เพราะเธอนั่นแหละที่เป็นฝ่ายมาขอร้อง และเขาก็คือคนที่ยอมตอบตกลงช่วยอย่างใจกว้าง

“ยังไงก็ขอบคุณจริงๆ นะคะที่ยอมรับคำขอ”

ซอนอูยอนพยายามระงับความไม่ไว้วางใจที่ผุดขึ้นมาในใจ

ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องนัดแนะตารางงานกันแล้ว

“ว่าแต่ กว่าฉันจะกลับมาใช้สกิลได้อีกครั้ง ต้องใช้เวลานานแค่ไหนคะ?”

แต่เธอไม่คิดเลยว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา

“สัก 3 วันมั้งครับ?”

“ว่าไงนะ?”

“ถ้าเผื่อเวลาไว้หน่อยก็น่าจะประมาณนั้น...”

ตุบ

ซอนอูยอนเผลอทำคิมบับที่คีบอยู่ร่วงลงพื้นอย่างหมดแรง

ฮันเตอร์ระดับ F ที่นั่งฝั่งตรงข้ามมองคิมบับที่กลิ้งไปกับพื้นพลางพูดต่อ

“เพราะงั้น วันศุกร์นี้ช่วยว่างไว้ด้วยนะครับ ลงไปที่นั่นแล้วจัดการธุระให้เสร็จในช่วงวันหยุด สกิลจูลก็น่าจะลงตัวพอดี”

“.......”

“นี่คุณครับ?”

การบำบัดทางจิตวิทยา

การขอคำปรึกษาจากกิลด์นีโอซิสเตอร์

การตรวจวัดมานาโดยผู้เชี่ยวชาญจากหอคอยเวทมนตร์เกาหลี

ขนาดทำทุกวิถีทางแล้วยังไม่มีอะไรคืบหน้า แต่การรักษาพลังการตื่นรู้กลับจะเสร็จสิ้นภายในเวลาแค่ 3 วันงั้นเหรอ?

ซอนอูยอนอ้าปากค้าง

แต่ทว่าเธอยังไม่รู้เลยสักนิด

ว่านี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจที่สุดของทริปนี้เลยด้วยซ้ำ