“อืม...”
ฉันหยุดคิดเพื่อเลือกคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง
แน่นอนว่าคังชางโฮผู้มีนิสัยใจร้อนแบบคนเกาหลีขนานแท้ไม่คิดจะรอ
“ช่างเถอะ ยังไงซะระดับที่แท้จริงของนายก็ไม่ได้สำคัญอะไรนักหรอก”
เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ว่าไงนะ?
“ไอ้เงื่อนไขของจิตวิญญาณแห่งการพัฒนานั่นน่ะ แค่ใช้พวกอุปกรณ์สวมใส่จากเกตช่วยดึงระดับขึ้นมาชั่วคราวก็จบเรื่องแล้ว”
“เอ่อ ถ้าอย่างนั้น”
“หมายความว่าแม้แต่ระดับ F ฉันก็ทำให้กลายเป็นเป้าหมายในการใช้สกิลได้ทุกเมื่อยังไงล่ะ”
เพราะเกณฑ์การวัดมันต่ำกว่าที่คิดไว้เยอะ
คังชางโฮกอดอกพลางบ่นพึมพำออกมาแบบนั้น ฉันรู้สึกได้ว่าฝ่ามือเริ่มเปียกชื้นไปด้วยเหงื่ออีกครั้ง
นี่เขาบอกว่าสามารถเติมเต็มเงื่อนไขนั่นเมื่อไหร่ก็ได้งั้นเหรอ
“แล้วทำไมที่ผ่านมาถึงไม่ทำล่ะครับ?”
วินาทีนั้น ความสงสัยสายหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
ด้วยพลังระดับ S การจะบังคับใส่ชุดเกราะให้ หรือการจะฆ่าผู้ตื่นรู้ด้วยกันมันคงเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
แล้วทำไมหมอนี่ถึงยังปล่อยให้ฉันมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้?
“นั่นก็เพราะว่า...”
เมื่อได้ยินคำถามของฉัน คังชางโฮก็ยักคิ้วราวกับจะบอกว่าถามอะไรตื้นๆ
“ปัญหาด้านจริยธรรมมั้ง?”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย
“พวกนายชอบทำเหมือนฉันเป็นคนเลวอยู่เรื่อย แต่ฉันเองก็นับว่าเป็นคนมีศีลธรรมนะ”
“...”
“แล้วฉันจะไปฆ่าฮันเตอร์ที่ไม่มีความผิดสุ่มสี่สุ่มห้าได้ยังไง?”
“งั้นเหรอครับ?”
“เวลาจะใช้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา ฉันก็ตั้งใจว่าจะตกลงกับเจ้าตัวให้รู้เรื่องก่อนนั่นแหละ”
ในบรรดาสิ่งที่คุยกันมาวันนี้ นี่ดูจะเป็นคำพูดที่เป็นผู้เป็นคนที่สุดแล้ว
“แล้วถ้าพยายามตกลงแล้ว แต่อีกฝ่ายยืนกรานว่าไม่เอาด้วยจนถึงที่สุดล่ะครับ?”
พอฉันยกตัวอย่างกรณีที่การเจรจาล้มเหลว ธาตุแท้ของฮันเตอร์ระดับ S ก็เผยออกมาทันทีอย่างที่คาดไว้
“เรื่องนั้นคงต้องขอนำไปพิจารณาดูอีกที”
คังชางโฮไม่ยอมหลุดคำว่า 'ยอมแพ้' ออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว
“ฉันเองก็เพิ่งเคยเจอเคสแบบนี้เป็นครั้งแรก อืม... เกิดมาไม่เคยคิดจะอยากได้สกิลของใครมาก่อนเลยนะเนี่ย”
“ทั้งที่มีจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาอยู่เนี่ยนะ?”
“ความจริงคือเงื่อนไขเรื่องจำนวนครั้งในการใช้อันนี้น่ะมันค่อนข้างเข้มงวดน่ะสิ เพราะต้องใช้มันอย่างระมัดระวัง พลังทั่วๆ ไปมันเลยไม่ค่อยเข้าตาน่ะ...”
ตกลงหมอนี่คิดว่าฉันเป็นผู้ตื่นรู้สายไหนกันแน่?
แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถึงตอนนี้จะปฏิเสธไปเขาก็คงไม่เชื่ออยู่ดี เพราะดูเหมือนคังชางโฮจะมั่นใจอะไรบางอย่างไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าอย่างนั้น การสนทนาต่อไปก็คงไม่มีความหมายอะไรอีก
ฉันถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นยืน
“จะไปแล้วเหรอ? แล้วคำตอบสำหรับข้อเสนอของฉันล่ะ?”
ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ น้ำเสียงที่ดูผ่อนคลายของอีกฝ่ายช่างบาดหูชะมัด แต่ฉันก็ทำเมินคำพูดของเขาแล้วหมุนตัวเดินออกจากคาเฟ่ไปทันที
อยากโกรธก็โกรธไปเถอะ
ยังไงทางนี้ก็ใกล้จะตายอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวจนตัวสั่นหรอก
'อยากรู้นักว่าจิตสำนึกทางศีลธรรมอันสูงส่งของคังชางโฮจะอยู่ได้สักกี่น้ำ'
ฉันเดินทิ้งห่างร้านกาแฟที่น่ารำคาญใจนั่นมา พร้อมกับเริ่มค้นหาข้อมูลการจองอาคารเก็บอัฐิผ่านมือถือ
ในเมื่อดูท่าจะม้วยในเร็วๆ นี้ งั้นก็ขอจองที่ทางไว้ก่อนล่ะนะ
***
หลังจากที่คิมกิรยอจากไป
คังชางโฮที่เดินออกจากคาเฟ่ตามมาติดๆ ก็บิดขี้เกียจเบาๆ
ไม่ได้ดื่มกาแฟแบรนด์เนมแบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
'ไม่ค่อยได้มาร้านแบบนี้นานพอสมควรเลย'
บางเวลาก็แอบอิจฉาพวกระดับ F เหมือนกันแฮะ
พนักงานไม่ต้องตัวสั่นจนทำเงินทอนร่วง และคนรอบข้างก็ไม่ต้องสลบเหมือดไปเพียงเพราะเขาเผลอคลายความกดดันออกมานิดหน่อย
เพราะแบบนี้หรือเปล่านะ ฮันเตอร์คนนั้นถึงได้ยอมกดค่าการตื่นรู้ของตัวเองให้ต่ำลงแล้วเดินเตร่ไปมาแบบนี้
“หึ”
คังชางโฮส่งเสียงผ่านลำคอพลางทบทวนบทสนทนาเมื่อครู่
มันเป็นเรื่องที่น่าขำจนหยุดไม่อยู่จริงๆ
สามารถทนแรงกดดันจากระดับ S ได้อย่างหน้าตาเฉย แต่กลับพยายามปั้นเรื่องว่าเป็นแค่ผู้ตื่นรู้ระดับล่างอยู่ได้
'แถมยังบอกว่าเป็นระดับ F ที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่สุดอีก'
ถ้าเป็นระดับ F ของจริงล่ะก็ อย่างน้อยต้องแกล้งทำเป็นลังเลกับข้อเสนอนั่นบ้างแล้ว หรือต่อให้กลัวระดับ S จนตัวสั่น ก็คงไม่กล้าพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าออกมาแน่
ทว่าคิมกิรยอล่ะ?
กลับถลึงตาใส่แล้วปฏิเสธออกมาตรงๆ เลยนี่นา
'ไม่รู้จักกลัวซะจริง'
คังชางโฮจมอยู่ในความคิดขณะก้าวเดิน
อย่างน้อยเขาก็มั่นใจแล้วว่าคิมกิรยอมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไข 'ผู้แข็งแกร่ง' ของจิตวิญญาณแห่งการพัฒนา
ปัญหาคือ...
หากหมอนั่นมีคุณสมบัติเกินเกณฑ์ไปมากล่ะก็
'ฆ่ากรีดได้ อย่างน้อยก็น่าจะระดับ A แต่แค่นั้นจริงน่ะเหรอ?'
คังชางโฮทวนภาพการกระทำสุดท้ายของอีกฝ่ายซ้ำๆ ในใจ
- เฮ้อ
- จะไปแล้วเหรอ?
ฮันเตอร์ที่มีแววตาเฉียบคมราวกับต้นเบิร์ชที่แห้งเหี่ยวคนนั้น ตอบคำถามของเขาด้วยท่าทางแบบนี้
- ...
เขามองมาด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้อารมณ์ ราวกับว่ามันเป็นคำถามที่ไม่มีค่าพอให้ตอบ
สายตาแบบนั้นทำให้คังชางโฮตระหนักได้ถึงความจริงข้อหนึ่ง
ไอ้หมอนี่... ในหัวมันคงคิดว่าตัวเองสามารถรับมือกับระดับ S ได้อย่างแน่นอน
ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้น ก็ไม่มีทางที่จะแสดงท่าทีโอหังขนาดนี้ออกมาได้หรอก ใช่แล้ว ถ้ามีใครที่มีจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาพุ่งเข้าไปหาล่ะก็ คงได้เกิดเรื่องใหญ่แน่
“อืม...”
ยิ่งคาดเดา ความจริงก็ยิ่งพร่าเลือน
ระดับที่แท้จริงของคิมกิรยอคืออะไรกันแน่
'กำจัดกรีดได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกพวกกระจอกลักพาตัวไปเนี่ยนะ'
สูงกว่าเกณฑ์ของจิตวิญญาณแห่งการพัฒนา?
หรือต่ำกว่า?
บางทีอาจจะอยู่ระดับเดียวกับ S เลยก็ได้
'ไม่น่าจะเป็นไปได้หรอกมั้ง'
คังชางโฮตัดสินใจเผื่อใจไว้ว่า อีกฝ่ายอาจจะแข็งแกร่งกว่าตนเองไว้ด้วยเช่นกัน
***
ไม่กี่วันต่อมา
“ซ่อมเสร็จหมดแล้วเหรอครับ?”
ภายในเต็นท์ที่พักพิงชั่วคราว
ฉันที่กำลังประทังชีวิตด้วยไข่ต้มได้รับข่าวดีที่ไม่ได้ยินมานาน
งานซ่อมแซมห้องเช่าของฉันเสร็จสิ้นลงในที่สุด
การบูรณะตึกที่แหว่งไปครึ่งหนึ่งให้กลับมาเหมือนเดิมโดยใช้เวลาไม่ถึงเดือนเนี่ยนะ จอมเวทของโลกมนุษย์นี่ก็เก่งใช้ได้เหมือนกันแฮะ
“งั้นพรุ่งนี้ผมจะย้ายกลับเข้าไปนะครับ ครับ! ไว้เจอกันครับคุณเจ้าของตึก”
หลังจากวางสาย
ขณะที่กำลังเก็บข้าวของเงียบๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
'สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นแฮะ'
ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์แล้วนับตั้งแต่ปฏิเสธข้อเสนอของระดับ S คนนั้นไป
ผิดจากที่คาดไว้ว่าอีกฝ่ายจะจู่โจมเข้ามาทันที สัปดาห์นี้ช่างสงบสุขเสียจนน่าประหลาด
แต่ฉันก็ไม่สามารถดีใจกับความเงียบสงบนี้ได้เต็มที่นัก
เพราะในวินาทีนี้ คังชางโฮก็คงยังเฝ้าสังเกตการณ์ฉันอยู่อย่างต่อเนื่องแน่ๆ
'ความสงบก่อนพายุจะมาสินะ'
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือฉันยังหาวิธีการสอดแนมของอีกฝ่ายไม่เจอเลยนี่แหละ!
อันดับแรก ตัดโอกาสที่จะเป็นทักษะประเภทเซอร์เชอร์แบบซอนอูยอนไปได้เลย เพราะทักษะแบบนั้นไม่สามารถรู้สถานะของเป้าหมายได้อย่างละเอียดขนาดนี้
แต่ถ้าคิดแบบนั้นมันก็น่าแปลก
ต่อให้ฉันจะอยู่ในสภาพถดถอยแค่ไหน แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นตรวจจับการสะกดรอยตามของจอมเวทบรรพกาลคนหนึ่งไม่ได้เลยนะ
'ฉันสัมผัสไม่ได้ถึงมานาของคังชางโฮในละแวกนี้เลย ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่เป็นมาตลอด'
ถ้าเจ้าตัวไม่ได้ตามมาเอง หรือว่าเขาจะใช้เครื่องมือ?
เครื่องดักฟัง, เครื่องติดตามตัว, กล้องวงจรปิด
สมองของคิมกิรยอประมวลผลความเป็นไปได้หลายอย่าง แต่ฉันก็ส่ายหัวปฏิเสธ
“ถ้ามีของพวกนั้นติดอยู่ ฉันคงหาเจอไปนานแล้ว”
ถ้าอย่างนั้นก็เหลือความเป็นไปได้อีก 2 อย่าง
หนึ่ง สอดแนมด้วยเทคโนโลยีของโลกมนุษย์ที่ฉันยังไม่รู้จัก
สอง 'ดวงตามังกร' นั่นแหละที่เป็นปัญหา
“หืม”
ส่วนตัวแล้วฉันเอนเอียงไปทางข้อหลังมากกว่า
พอนึกย้อนไปถึงการพบกันครั้งแรกกับคังชางโฮ ก็พอจะจับต้นชนปลายได้บ้างแล้ว
'มันมีบางอย่างที่กำลัง "มอง" มาจากร่างของคิมกิรยอ และใช้สิ่งนั้นในการระบุตำแหน่ง'
หากสมมติฐานนี้เป็นจริง บางทีความเป็นส่วนตัวของฉันอาจจะไม่ถูกละเมิดมากนักก็ได้
เพราะถ้าเขาต้องมองด้วยตาตัวเองถึงจะรู้ตำแหน่ง ป่านนี้เจ้าหมอนั่นคงไปยืนอยู่บนยอดตึกสูงที่ไหนสักแห่งแน่นอน
“ดวงตามังกรอย่างนั้นเหรอ”
กึก กึก กึก
ฉันพับเสื้อผ้าสำรองพลางจมลงสู่ห้วงความคิด
“ถ้าเพียงแต่จะหลอกไอ้ดวงตานั่นได้...”
คังชางโฮยังคงลังเลที่จะใช้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาด้วยเหตุผลบางอย่าง
และทางนี้ก็มีเวทมนตร์ดีๆ สองสามบทที่เอาไว้ใช้หนีการไล่ล่า
ช่างเป็นสถานการณ์ที่เหมาะเจาะอะไรแบบนี้
'ชิ่งหนีเลยดีกว่า!'
ฉันกำหมัดแน่นพลางสรุปแผนการในใจ
ฉวยโอกาสตอนที่เจ้าของจิตวิญญาณแห่งการพัฒนานั่นกำลังเผลอ แล้วหนีไปให้ไกลสุดลูกหูลูกตากันเถอะ
ทว่าแผนการนี้กลับมีอุปสรรคชิ้นใหญ่ขวางอยู่
“อา...”
ให้ตายสิ พอนึกดูแล้วสารขยายมานาสำรองมันหมดไปแล้วนี่นา!
“จู่ๆ ก็กลับมาปวดหัวอีกแล้วแฮะ”
ก็นะ เล่นดื่มมันเข้าไปทุกวันไม่เคยขาด มันก็น่าจะถึงเวลาหมดแล้วแหละ
'ช่วยไม่ได้แฮะ'
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ต้องกังวลมากนัก
เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่ยังมีเหลือเฟือ ที่ต้องไปหาเก็บใหม่มีแค่ 1-2 ชนิดเท่านั้น
แต่โอ้พระเจ้า... ดันเป็นหนึ่งในชนิดที่หาได้ยากที่สุดซะด้วย
“ว่าไงนะ?”
ฉันเผลอขึ้นเสียงหลงออกมา
เพราะเมื่อลองค้นหาข้อมูลผ่านแอปฯ ของสมาคมฮันเตอร์ ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมามันช่างน่าตกใจ
เกตที่เป็นแหล่งวัตถุดิบหลักในการทำโพชั่นถูกพิชิตจนหายไปหมดเกลี้ยงเลยเหรอเนี่ย!
'ไม่ได้นะ! ถ้าไม่มี [รังผึ้งมรณะ] ฉันก็ปรุงยาให้เสร็จไม่ได้น่ะสิ...'
วินาทีนั้นหัวใจฉันหล่นวูบ
แต่พอเปลี่ยนการตั้งค่าพื้นที่เป็น 'ทั้งหมด' แล้วค้นหาอีกครั้ง ข้อมูลที่ต้องการก็เด้งขึ้นมาทันที
เฮ้อ
'อะไรกัน ตกใจหมดเลย'
ดูเหมือนมันจะหายไปแค่ในโซลเท่านั้น แต่ในภูมิภาคอื่นยังเหลือรังผึ้งมรณะอยู่
ไหนดูซิ พิกัดอย่างละเอียดคือที่ไหนนะ
'อำเภอฮาดง จังหวัดคยองซังนัมโด กับเมืองกูมี จังหวัดคยองซังบุกโด อย่างละที่งั้นเหรอ?'
ไม่คุ้นชื่อทั้งคู่เลยแฮะ ก็นะ สำหรับมนุษย์ต่างดาวอย่างฉัน ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนบนโลกก็คงให้ความรู้สึกแบบเดียวกันหมดนั่นแหละ
“ฮาดง ฮาดงเหรอ”
ในวินาทีนั้น จู่ๆ คำว่าอำเภอฮาดงก็ทำให้ฉันรู้สึกติดใจอะไรบางอย่าง
'มั่นใจว่าเคยเห็นคำว่าฮาดงที่ไหนสักแห่ง ตอนที่ค้นหาอะไรบางอย่าง...'
แต่ต่อให้จะพยายามนึกเท่าไหร่ ก็หาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้
ฉันเลยตัดสินใจเมินเฉยต่อความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดๆ นั่น แล้วคว้ากระเป๋าสัมภาระขึ้นมา
ในเมื่อจำไม่ได้แม่นขนาดนั้น ก็คงจะเป็นแค่การท่องเว็บไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมายนั่นแหละ
***
ระหว่างทางกลับห้องเช่าของคิมกิรยอ
วับ วับ
แสงจากสัญญาณไฟจราจรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองกะพริบ
'รอสัญญาณไฟหน้าค่อยไปแล้วกัน'
ฉันหยุดรออย่างใจเย็น
เพราะระดับ F น่ะอ่อนแอถึงขนาดที่แค่โดนรถเฉี่ยวก็ตายได้ ดังนั้นความปลอดภัยบนท้องถนนจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุด
“...”
และในตอนนั้นเอง
สายตาของฉันที่กำลังรอสัญญาณไฟก็เหลือบไปเห็นใบหน้าที่คุ้นตา
“หืม?”
ผมยาวตรงสีดำขลับที่ทิ้งตัวลงถึงเอว พร้อมกับชุดที่ดูเรียบร้อยเป็นระเบียบอันเป็นเอกลักษณ์แบบนั้น เห็นแล้วจำไม่ได้ก็แปลกแล้ว
'ซอนอูยอน'
พนักงานสมาคมนั่นเอง
ฉันเผลอใช้สายตาไล่ตามมนุษย์โลกคนนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
แล้วฉันก็ได้สังเกตเห็นการกระทำที่ดูพิเศษนิดหน่อย
มนุษย์โลกคนนั้นที่ยืนอยู่ตรงข้ามสี่แยกกำลังถือห่อผ้าไว้เต็มไม้เต็มมือ
'อ้อ'
ซอนอูยอนพูดอะไรบางอย่างกับหญิงชราที่ยืนอยู่ข้างๆ
เมื่อหญิงชราพยักหน้า
ซอนอูยอนก็ย่อตัวลงแล้วแบกอีกฝ่ายขึ้นหลังทันที
หลังจากนั้นก็... อย่างที่คาดไว้นั่นแหละ
“ขอโทษด้วยนะจ๊ะที่พวกเราซ่อมแซมเรื่องพวกนี้ช้าไปหน่อย ถนนมันเป็นหลุมเป็นบ่อจนเดินลำบากเลยใช่ไหมคะ?”
“โอย ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ขอบใจมากนะหนูที่มาช่วยยาย”
“วางของไว้ตรงนี้เลยใช่ไหมคะ?”
ด้วยความช่วยเหลือของซอนอูยอน หญิงชราจึงข้ามถนนมาได้อย่างปลอดภัย มันก็แค่เรื่องแค่นั้นเอง
ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังไม่สามารถละสายตาไปจากพวกเขาได้เลย
'มนุษย์โลกยังมีมโนธรรมหลงเหลืออยู่จริงๆ สินะ'
ดาวเคราะห์อัลฟาวูรี... บ้านเกิดของฉัน
ศีลธรรมของพลเมืองที่นั่นมันพังพินาศไปนานแล้ว
การจะหาคนที่เรียกได้ว่าเป็นคน 'ใจดี' ที่นั่นน่ะยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
แม้จะมีการวิเคราะห์ทางสังคมศาสตร์ออกมาหลายทฤษฎี แต่ยังไงซะ การเติบโตอย่างรวดเร็วของเวทมนตร์ก็ไม่ได้นำมาซึ่งผลดีเสมอไปล่ะนะ
'ดาวของฉันน่ะ ยีนเห็นแก่ผู้อื่นมันตายหายไปนานแล้ว'
เพราะเหตุนี้ เวลาเห็นฉากแบบนี้ทีไรฉันเลยรู้สึกตื้นตันใจแปลกๆ
'นิสัยดีจังแฮะ'
ฉันรู้สึกเอ็นดูการกระทำของซอนอูยอนขึ้นมานิดหน่อย
และในวินาทีนั้น สัญญาณไฟจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว
พอก้าวเดินข้ามถนนไป ฉันกับซอนอูยอนก็เดินมาเผชิญหน้ากันพอดี
เพราะอีกฝ่ายมัวแต่เดินส่งหญิงชราอยู่เลยยังไม่ได้ไปไหนไกล
“คุณซอนอูยอน สวัสดีครับ”
“อ๊ะ”
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะครับ กำลังจะไปไหนเหรอครับ?”
ฉันเอ่ยทักทายอย่างเป็นธรรมชาติ ฝีมือการแสดงระดับนี้นี่มันยอดเยี่ยมจริงๆ
หึ ใครมันจะมาสงสัยล่ะว่าฉันเป็นมนุษย์ต่างดาว?
“อ๋อ ฉันออกมาหาอะไรทานน่ะค่ะ พอดีตอนนี้เป็นช่วงพักเที่ยงของทางสมาคม”
“อาหะ”
“วันนี้คนอื่นๆ ในทีมออกไปทำงานนอกสถานที่กันหมด ฉันเลยกะว่าจะหาอะไรทานคนเดียวง่ายๆ น่ะค่ะ”
ซอนอูยอนตอบรับคำทักทายอย่างไม่มีปัญหาตามคาด แม้สีหน้าจะดูแข็งๆ ไปบ้างก็ตาม
“แล้วฮันเตอร์คิมกิรยอมาทำอะไรแถวนี้เหรอคะ?”
“กำลังกลับบ้านครับ”
“งั้นก็ไปทางเดียวกันเลยสิคะ เพราะฉันตั้งใจว่าจะไปร้านอาหารว่างตรงนั้นพอดี”
หลังจบบทสนทนาสั้นๆ
ด้วยความที่ทางผ่านเหมือนกัน เราจึงได้เดินไปด้วยกันครู่หนึ่ง
ทว่าไม่มีการคุยเล่นอะไรต่อจากนั้น เพราะตามปกติแล้วเราสองคนก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากมาย
'บทสนทนาจบลงเร็วกว่าที่คิดแฮะ'
ฉันพยายามแก้เขินด้วยการก้มมองสังเกตบล็อกปูถนนไปเรื่อย
แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง
“คือว่า... คุณกิรยอคะ”
ซอนอูยอนที่เงียบมาตลอดจู่ๆ ก็เปิดปากพูดขึ้น
ฉันหันหน้าไปตามเสียงเรียกนั้น
สิ่งที่เห็นคือซอนอูยอนที่มีท่าทางดูประหม่าและเกร็งอย่างเห็นได้ชัด
“คือ... มันอาจจะดูปุบปับไปหน่อย ความจริงฉันมีเรื่องอยากจะพูดกับคุณมาสักพักแล้วล่ะค่ะ”
“ครับ?”
“ถ้าคุณยังไม่ได้ทานข้าวมาละก็...”
ฮันเตอร์สาวคนนั้นอึกอักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยปากออกมา
“พอจะมีเวลาให้ฉันสักครู่ไหมคะ?”