Cover

64

เช้าวันต่อมาหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวสิ้นสุดลง

♬~ ♩♪~♪

ซอนอูยอนขยับมือไปตามเสียงเรียกเข้าที่ดังมาจากในกระเป๋า

“ฮัลโหล?”

เมื่อรับสาย เสียงที่คุ้นเคยก็ดังลอดมาจากหูโทรศัพท์

- เห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับเลยติดต่อกลับมาครับ

เสียงของคิมกิรยอนั่นเอง

จะว่าไป สายที่ไม่ได้รับงั้นเหรอ ซอนอูยอนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ออก

อ๊ะ จริงด้วย ตอนที่คุยกับอันยุนซึง ฉันเคยโทรหาคนคนนี้แวบหนึ่งนี่นา

“อ๋อ สายนั้นเองเหรอคะ”

- มีธุระอะไรหรือเปล่าครับถึงได้ติดต่อมา?

“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ต้องลำบากติดต่อกลับมาแบบนี้”

ซอนอูยอนเอ่ยขอโทษอย่างสุภาพ ก่อนจะโพล่งสิ่งที่นึกขึ้นได้ออกไป

“แต่ว่าฉันโทรไปเมื่อประมาณสองวันก่อนนะคะ คุณไปเข้าเกตที่ไหนมาหรือเปล่า?”

มันดูเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะมองว่าแค่ลืมชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์จนขาดการติดต่อไปนะ

- เปล่าครับ พอดีถูกลักพาตัวไปนิดหน่อย

ทว่าคำตอบที่ตามมากลับน่าตกใจ

ลักพาตัว คำนี้ไม่น่าจะหลุดออกมาจากบทสนทนาในชีวิตประจำวันได้เลย

“คะ? อะไรนะคะ?”

- บอกว่าถูกลักพาตัวน่ะครับ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เพิ่งจะได้ของใช้ส่วนตัวคืนมาเมื่อกี้นี้เอง

“เดี๋ยวค่ะ ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย คุณถูกลักพาตัวไปที่ไหนมาคะ?”

ซอนอูยอนถามรัวด้วยความตกใจสุดขีด แต่ตัวผู้ถูกลักพาตัวเองกลับดูไม่ค่อยใส่ใจกับหัวข้อนี้เท่าไหร่นัก

- เรื่องมันจบไปแล้วน่ะครับ...

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ!”

- วิหารนาชัลครับ

“คะ?”

- รังของพวกเทอร์รอริสต์ที่คุณเคยบอกผมไง ผมถูกจับไปขังไว้ที่นั่นแล้วเพิ่งออกมา

ไม่นึกเลยว่าวิหารนาชัลจะเล็งเป้าไปที่คิมกิรยอ แม้จะมีคำถามอยากถามอีกเป็นภูเขาเลากา แต่ซอนอูยอนก็เลือกถามคำถามนี้เป็นอันดับแรก

“ระ... ร่างกายไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”

ทันใดนั้น ก็มีเสียงเหมือนลมพัดผ่านไมโครโฟนจากอีกฝั่งของสาย

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหัวเราะ หรือถอนหายใจกันแน่

- ร่างกายปกติดีทุกอย่างครับ

ซอนอูยอนผ่อนคลายความกังวลลงเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำยืนยันจากเขา แต่ตอนนั้นเอง

- เอาเป็นว่าถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนก็ดีแล้วครับ งั้นแค่นี้ก่อนนะ

“เอ๊ะ? เดี๋ยวค่ะ”

- วันนี้ผมยุ่ง คงจะติดต่อไม่ค่อยได้ ถ้ามีอะไรอยากพูดทิ้งข้อความไว้แล้วกันนะครับ

ติ๊ด

อีกฝ่ายตัดสายทิ้งไปแล้ว

ซอนอูยอนมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มืดสนิทด้วยอาการเหม่อลอยก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ

“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?”

ยังมีเรื่องที่อยากรู้อีกตั้งเยอะ

แต่จะให้ไปรั้งคนที่บอกว่ายุ่งมาถามเซ้าซี้ก็ใช่ที่

ซอนอูยอนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางอื่นแทน

เนื่องจากเธอรู้จักกับตำรวจอยู่มาก การจะสืบหาข้อมูลเรื่องที่คิมกิรยอพูดถึงจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“ฮัลโหล? นักสืบชาคะ ฉันซอนอูยอนเองค่ะ พอดีมีเรื่องอยากจะรบกวนถามหน่อยน่ะค่ะ”

แต่เธอไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์ของคดีนั้นจะเป็นแบบนี้

“...พังพินาศเลยเหรอคะ?”

ไม่นานนัก ข่าวคราวจากทางตำรวจก็ส่งมาถึง

- ใช่ครับ เดี๋ยวอีกไม่นานก็คงมีข่าวลงแล้ว ผมบอกไว้ก่อนเลยก็ได้

ลัทธิประหลาดวิหารนาชัล บุคลากรระดับแกนนำของที่นั่นถูกจับกุมตัวด่วนเมื่อคืนนี้

ทว่าเบื้องหลังก่อนจะมีการจับกุมนั้นมันน่าเหลือเชื่อ

เพราะวิหารนาชัลดำเนินงานแบบเครือข่ายย่อยๆ ทำให้เก่งเรื่องการตัดหางปล่อยวัดและตามหาที่กบดานได้ยากมาก

แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ คังชางโฮก็บุกถล่มที่ซ่อนของท่านอาวุโสคนนั้น

พอถามคังชางโฮว่ารู้ที่นั่นได้ยังไง ทางนั้นก็บอกแค่ว่าไปช่วยคิมกิรยอมา

ในทางกลับกัน คิมกิรยอก็อ้างว่าตัวเองเป็นเหยื่อผู้ถูกลักพาตัวเลยไม่รู้อะไรเลย...

“เหอะ”

จุดสำคัญอยู่ที่คำให้การของผู้อยู่เบื้องหลังการล้างสมองที่รอดชีวิตมาได้

ผู้ชายคนที่ทำหน้าที่หาพรรคพวกให้วิหารนาชัลคนนั้น พอชื่อของคิมกิรยอหลุดออกมาในระหว่างการสอบสวน เขาก็เกิดอาการขวัญผวาขึ้นมาทันที

“ตัวสั่นพั่บๆ เลยเหรอคะ?”

- วุ่นวายยกใหญ่เลยล่ะครับ หมอนั่นตะโกนโหวกเหวกว่านั่นมันปีศาจในคราบมนุษย์ชัดๆ~ อะไรทำนองนั้นน่ะ

“มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอคะ? ทำไมเขาต้องกลัวคนที่ตัวเองทรมานขนาดนั้นด้วย?”

- พวกเขาบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นแผนของระดับ F คนนั้นครับ เห็นว่าจงใจถูกจับมาเพื่อแทรกซึมเข้าลัทธิอะไรนั่นน่ะ

“...”

- พูฮ่าๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะครับ คนเราจะไปรู้ได้ไงว่าจะถูกลักพาตัวตอนไหน

“...”

- ก็แค่แก้ตัวไปเรื่อยแหละครับ ตัวผู้เสียหายเองยังทำหน้าขยะแขยงแล้วถามว่าพูดเรื่องอะไรอยู่เลย

มือที่ถือโทรศัพท์ของซอนอูยอนตกลงข้างตัว

- ฮันเตอร์ซอนอูยอนครับ?

ในหัวของเธอมีภาพเหตุการณ์ในคืนฤดูร้อนหนึ่งผุดขึ้นมา

ภายใต้แสงจันทร์ที่สลัวราง ผู้ตื่นรู้อยู่ในสภาพเรียบร้อยที่ยืนมองลงมายังคนอื่นพร้อมกับกุญแจมือที่ข้อมือ

“ขอบคุณที่สละเวลาที่ยุ่งมาคุยด้วยนะคะ”

- โธ่ ไม่เป็นไรเลยครับ ฮันเตอร์ซอนอูยอนเคยช่วยพวกเราไว้ตั้งเท่าไหร่

ติ๊ด

ซอนอูยอนรีบวางสายทันที

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ หรือว่า...”

ใบหน้าเคร่งเครียดของเธอสะท้อนอยู่บนหน้าจอที่ดับไปแล้ว

***

เวลาประมาณ 11 โมงเช้า

คาเฟ่แห่งหนึ่งแถวสถานีชินโดริม

“ขอวานิลลาลาเต้แบบไม่ใส่กาแฟครับ”

“คะ?”

“แล้วก็อเมริกาโน่เย็นเพิ่มอีกแก้วด้วย”

สำหรับชาวอัลฟาวูรีแล้ว ร้านกาแฟไม่ใช่สถานที่ที่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่

แต่ครั้งนี้ฉันไม่มีทางเลือก

ถ้าไปร้านอาหารกับมนุษย์พรรค์นี้ มีหวังได้อาหารไม่ย่อยจนจุกตายแน่

“สรุปที่นัดเจอตัวกะทันหันแบบนี้ มีเหตุผลอะไร?”

ครืด

คำถามสั้นๆ ถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มที่วางลง

ฉันเงยหน้าขึ้นสำรวจฝั่งตรงข้าม

ที่ตรงนั้นมีคังชางโฮ ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีนั่งเด่นอยู่

เขาเป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่โตจนโซฟาของคาเฟ่ดูเล็กลงไปถนัดตา และมีเส้นผมสีม่วงอมน้ำเงิน

เมื่อก่อนฉันเคยสงสัยว่าทำไมสีผมถึงได้ประหลาดนัก

แต่เห็นว่าชาวโลกบางคนจะมีสีขนเปลี่ยนเป็นโทนสีเย็นได้จากผลข้างเคียงของการตื่นรู้

‘อืม’

หยุดหนีความเป็นจริงได้แล้วตัวฉัน

“ก่อนอื่นก็ขอบคุณที่ยอมออกมาเจอนะครับ ที่ฉันเรียกฮันเตอร์คังชางโฮมาก็เพราะว่า...”

ฉันเริ่มเปิดปากอย่างยากลำบาก คังชางโฮกอดอกเฝ้ามองมาทางนี้อยู่

“จะมาขอบคุณน่ะครับ”

“หืม?”

แต่อีกฝ่ายคงไม่คิดว่าฉันจะเริ่มด้วยคำนี้ เลยทำตาโตด้วยความประหลาดใจ

“เมื่อวานวุ่นวายเรื่องการสอบสวนของตำรวจจนไม่มีโอกาสได้พูดขอบคุณอย่างเป็นทางการเลย ขอบคุณจริงๆ นะครับ”

“อ๋อ”

งั้นเข้าเรื่องหลักเลยแล้วกัน

“คือว่า... เรื่องที่ช่วยไว้น่ะขอบคุณจริงๆ นะครับ แต่ว่าคุณสะกดรอยตามฉันอยู่จริงๆ ใช่ไหม? ช่วยเลิกทำแบบนั้นหน่อยจะได้ไหมครับ?”

ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

คังชางโฮเห็นท่าทางที่ดูมั่นใจของฉันแล้ว เขาก็ไม่คิดจะหาข้อแก้ตัวให้เสียเวลา

“ไม่เอาอ่ะ”

แต่การมาทำตัวหน้าด้านๆ แบบนี้มันก็เกินไปหน่อยนะ ไอ้บ้านี่

“ไม่เอาเหรอครับ?”

“ทำไมล่ะ ก็เพราะแบบนั้นไม่ใช่เหรอถึงได้รับการช่วยเหลือ”

“นั่นมันคำพูดที่ควรพูดเหรอครับ ถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้ต่อไป...”

“ทำแบบนี้แล้วจะทำไม? จะไปแจ้งความเหรอ?”

หึ

ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นจิบกาแฟอึกหนึ่งก่อนจะพูดต่ออย่างสบายอารมณ์

“ลองดูสิ บอกตำรวจไปเลยว่า ‘ผมเป็นผู้ตื่นรู้ชายวัยยี่สิบที่กำลังถูกสะกดรอยตามครับ’ ลองพูดดูสิ”

อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะจัดการยังไง?

คังชางโฮยกมุมปากยิ้มอย่างใจเย็น เป็นสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

“นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันรักประเทศเกาหลี เพราะกฎหมายมันทำหน้าที่ของกฎหมายไม่ได้ไงล่ะ”

“เฮอะ...”

“ถ้ามีเงินเยอะๆ ก็ไม่มีประเทศไหนน่าอยู่ไปกว่าที่นี่อีกแล้ว”

ได้ยินแบบนั้นความหงุดหงิดก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอกทันที

แค่ต้องมาจุติใหม่เป็นระดับ F ก็น่าอนาถพอแล้ว นี่ยังจัดการไอ้สตอล์กเกอร์ต่างดาวนี่ไม่ได้อีกเหรอ

ฉันเลยทนไม่ไหว หลุดคำพูดที่เก็บไว้ออกไป

“คุณเป็นผู้ครอบครองทักษะ [จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา] ใช่ไหมครับ?”

มันเป็นสิ่งที่ฉันคิดมาตลอดตั้งแต่วินาทีที่เจอทักษะนั้นในพิกซีวิกิ

[จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา]

[คำอธิบาย: สังหารผู้แข็งแกร่งเพื่อชิงทักษะของเป้าหมายมา]

“ถ้าไม่ใช่ทักษะนั้น การกระทำของคุณมันก็อธิบายไม่ได้เลย”

“งั้นเหรอ?”

“ไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกขยะอย่างฉันถึงไปเตะตาคุณเข้าได้ แต่อย่างน้อยคุณก็วนเวียนอยู่รอบตัวฉันเพราะตั้งใจจะใช้ฉันเป็นเครื่องสังเวยให้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาใช่ไหมล่ะ”

“อืม”

“ที่ยังไม่ฆ่าฉันจนถึงตอนนี้ ก็แค่เพราะยังไม่แน่ใจว่าฉันอยู่ในหมวดหมู่ ‘ผู้แข็งแกร่ง’ ตามเงื่อนไขของทักษะหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

ฮันเตอร์ระดับ S ผมสีน้ำเงินนิ่งเงียบไปนานหลังจากคำว่าจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาหลุดออกมา

และหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ คำแรกที่เขาเอ่ยออกมาคือ

“ใช่”

เป็นการยอมรับอย่างหน้าตาเฉย

“ถูกเกือบหมดเลย”

คังชางโฮเป็นผู้ครอบครอง [จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา] จริงๆ สินะ

ฉันรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที

‘ที่จริงฉันก็ไม่อยากรู้ขนาดนั้นหรอก!’

ถ้ารู้ว่าจะน่ากลัวขนาดนี้ ไม่น่าไปลองเชิงเลย

เจ้าตัวยืนยันออกมาเองแล้ว ว่ากำลังมองฉันเป็นเป้าหมายในการชิงทักษะ

‘ฮือออ’

แถมเรื่องสยองขวัญยังไม่จบแค่นี้

“ในเมื่อเรื่องจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาถูกจับได้แล้ว ถือโอกาสนี้คุยเรื่องนั้นเลยแล้วกัน”

ไม่นานนัก อีกฝ่ายก็เริ่มพูดเรื่องที่น่าประหลาดใจออกมา

“ที่จริงฉันมีข้อเสนอที่อยากจะบอกนายมาตั้งนานแล้ว”

“ข้อเสนอ?”

“ในยุคดันเจี้ยนช็อกแบบนี้ มันไม่ใช่เงื่อนไขที่แย่หรอกนะ ถ้าดีลนี้สำเร็จ นอกจากนายจะไม่ต้องห่วงเรื่องค่าครองชีพไปตลอดชาติแล้ว ความปลอดภัยของร่างกายก็จะได้รับการรับรองไปชั่วชีวิตด้วย”

รับรองเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัย

แน่นอนว่าเป็นประโยคที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก แต่มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะต้องจ่ายเป็นการตอบแทน

“คิมกิรยอ ตอนนี้อายุเท่าไหร่?”

“น่าจะ 24 ครับ”

“เด็กกว่าที่คิดนะ?”

จู่ๆ คังชางโฮก็ถามเรื่องอายุขึ้นมาดื้อๆ ก่อนจะพ่นประโยคถัดมาออกมา

“งั้นขอพูดตรงๆ เลยนะ”

เงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่เขายื่นมา มีเพียงข้อเดียว

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ช่วยตายด้วยน้ำมือของฉันตอนอายุ 34 ได้ไหม?”

“...!”

“ขอแค่สัญญาเรื่องนี้ ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะให้นายได้ใช้ชีวิตเหมือนชนชั้นสูงเลย”

พอได้ยินแบบนั้น เหงื่อเย็นๆ ก็ไหลพรากทันที

นี่ฉันเพิ่งหนีออกมาจากดาวบ้านเกิดนรกแตกนั่นได้ไม่กี่เดือนเองนะ

เพิ่งจะได้เริ่มสนุกกับชีวิตใหม่แท้ๆ แต่ว่าอะไรนะ? ให้ตายในอีกแค่ 10 ปีเนี่ยนะ?

“คุณคังชางโฮ ปีนี้อายุเท่าไหร่ครับ?”

“31”

“งั้นคุณลองคิดดูเองเถอะครับ เป็นคุณจะอยากตายในอีก 3 ปีข้างหน้าไหม? อายุ 34 มันยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนะ!”

แน่นอนว่าฉันปฏิเสธทันควัน

ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะมีมุมมองที่ต่างออกไป

“มันเป็นเรื่องที่ต้องลุกพรวดพราดจะไปขนาดนั้นเลยเหรอ?”

คังชางโฮมองฉันที่กำลังเตรียมจะเดินออกไปด้วยสายตาเรียบเฉยพลางพูดอย่างใจเย็น

“ในมุมของฉัน 10 ปีนี่คือรอนานมากแล้วนะ และยังไงพวกฮันเตอร์อายุขัยเฉลี่ยก็สั้นอยู่แล้ว”

“อายุขัยเฉลี่ย?”

“พวกระดับ A ที่อวดดีนักหนา แค่เจอสัตว์อสูรที่แพ้ทางครั้งเดียวก็ตายแล้ว นายจะดันทุรังทำงานในวงการนี้เพื่อเก็บเงินยามเกษียณเหรอ?”

“...”

“ใครจะไปรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น?”

“เฮอะ”

“แทนที่จะเป็นแบบนั้น สู้ใช้ชีวิตเสวยสุขให้เต็มที่ในช่วงวัยรุ่นไม่ดีกว่าเหรอ ฉันจะสนับสนุนเงินให้นายอย่างต่ำเดือนละ 50 ล้านวอนเลย”

“...”

“แถมบ้าน รถ หรืออะไรก็ตามที่นายต้องการ ฉันจัดให้ได้หมด”

คังชางโฮแสดงความคิดเห็นของเขาออกมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย

“ฉันกล้ารับประกันเลยว่า ถ้าเป็นฮันเตอร์ระดับล่างคนอื่น คงมายืนเข้าแถวรอรับข้อเสนอนี้ด้วยความยินดีแน่ๆ”

ฮันเตอร์ระดับล่างงั้นเหรอ

เออดี พูดได้ดีนี่นา

“ฮันเตอร์คังชางโฮ คุณกำลังลืมอะไรไปอย่างนะ...”

ฉันหยุดชะงักที่กำลังจะลุกจากที่นั่งแล้วกลับลงไปนั่งบนโซฟาอีกครั้ง

“เงื่อนไขการใช้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาคือต้องฆ่า ‘ผู้แข็งแกร่ง’ ใช่ไหมครับ?”

“ใช่”

“ฉันไม่รู้มาตรฐานที่แน่นอนหรอกนะ แต่ระดับ F ไม่มีทางติดอยู่ในเกณฑ์ผู้แข็งแกร่งแน่ๆ”

“ก็จริง”

“งั้นข้อสรุปก็ออกมาแล้วไง ฉันน่ะระดับ F ของแท้เลยครับ! อย่าเข้าใจผิดไปเองเลย ถึงคุณฆ่าฉันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”

ฉันพยายามระบายความอัดอั้นตันใจออกมา

แต่ปฏิกิริยาของคังชางโฮกลับดูคลุมเครือ

เขาเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง พลางกลอกตาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

“ถ้าอย่างนั้นนายเคลียร์แดนทองคำได้ยังไงล่ะ? พวกลัทธิที่สถานีตำรวจบอกว่าจับนายมาเพราะนายเป็นผู้ตื่นรู้ที่ฆ่ากรีดนะ”

ฉันรีบตอบคำถามนี้ทันที

เรื่องที่จัดการกรีดได้นั่นมันดวงล้วนๆ ทางนี้ก็แค่คนซวยที่ลื่นล้มบนแผ่นน้ำแข็งเท่านั้นแหละ

นั่นคือความจริงแท้แน่นอนที่ไม่มีเรื่องโกหกปนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

“ฮ่าๆๆ”

ฮันเตอร์ระดับ S หัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินขั้นตอนการเคลียร์เกต

“ก้าวพลาดแล้วบอสก็เลยตายงั้นเหรอ”

“ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามผู้ตื่นรู้คนอื่นที่อยู่ในแดนทองคำดูสิครับ...”

“จะเล่นไม้นี้สินะ”

คังชางโฮมองหน้าฉันนิ่งๆ ด้วยรอยยิ้มอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ถ้างั้นตอนนี้ทนอยู่ได้ยังไงล่ะ?”

“ครับ?”

“ลองดูรอบๆ สิ”

รอบๆ งั้นเหรอ?

ฉันกวาดสายตาไปรอบตัว และแล้วฉันก็เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาพูดในที่สุด

“อา”

ลูกค้าที่นั่งอยู่ประปรายพากันสลบไปโดยไร้เสียง

แถมพนักงานตรงเคาน์เตอร์ที่อยู่ไกลออกไปก็หน้าซีดเผือดและยืนแข็งทื่ออยู่

นั่นหมายความว่า

“ฉันค่อยๆ เร่งระดับความเข้มข้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังนั่งเฉยได้จนถึงขนาดนี้”

คังชางโฮแผ่มานาออกมาตลอดการสนทนา

แถมยังแผ่ออกมาอย่างนุ่มนวลจนขนาดจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉันยังไม่ทันสังเกตเห็น

ให้ตายสิ

ที่บ้านเกิดของฉัน มานาแค่นี้แม้แต่เด็กทารกก็แผ่ออกมาเล่นเป็นปกติ ฉันเลยเผลอชินกับมันไปเองซะได้...!

“จู่ๆ ก็เงียบไปเลยนะ?”

ครืด

ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นเท้าแขนลงบนโต๊ะพลางเอ่ยถามเลียบเคียง

“ตกลงจริงๆ แล้วระดับการตื่นรู้ของนายคือระดับไหนกันแน่?”

พูดตามตรง การตอบน่ะไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่ฉันคงต้องขัดเกลาประโยคก่อนพูดสักหน่อยล่ะนะ

‘ไอ้ลูกไม่รักดี! บอกกี่ครั้งแล้วว่าระดับ F ไง ระดับ F! ไอ้ระดับขยะล่างสุดน่ะ!’

ถ้าพูดออกไปแบบนั้น มีหวังสถานการณ์คงแย่ลงกว่าเดิมแน่ๆ

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

64

20px

เช้าวันต่อมาหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวสิ้นสุดลง

♬~ ♩♪~♪

ซอนอูยอนขยับมือไปตามเสียงเรียกเข้าที่ดังมาจากในกระเป๋า

“ฮัลโหล?”

เมื่อรับสาย เสียงที่คุ้นเคยก็ดังลอดมาจากหูโทรศัพท์

- เห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับเลยติดต่อกลับมาครับ

เสียงของคิมกิรยอนั่นเอง

จะว่าไป สายที่ไม่ได้รับงั้นเหรอ ซอนอูยอนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ออก

อ๊ะ จริงด้วย ตอนที่คุยกับอันยุนซึง ฉันเคยโทรหาคนคนนี้แวบหนึ่งนี่นา

“อ๋อ สายนั้นเองเหรอคะ”

- มีธุระอะไรหรือเปล่าครับถึงได้ติดต่อมา?

“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ต้องลำบากติดต่อกลับมาแบบนี้”

ซอนอูยอนเอ่ยขอโทษอย่างสุภาพ ก่อนจะโพล่งสิ่งที่นึกขึ้นได้ออกไป

“แต่ว่าฉันโทรไปเมื่อประมาณสองวันก่อนนะคะ คุณไปเข้าเกตที่ไหนมาหรือเปล่า?”

มันดูเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะมองว่าแค่ลืมชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์จนขาดการติดต่อไปนะ

- เปล่าครับ พอดีถูกลักพาตัวไปนิดหน่อย

ทว่าคำตอบที่ตามมากลับน่าตกใจ

ลักพาตัว คำนี้ไม่น่าจะหลุดออกมาจากบทสนทนาในชีวิตประจำวันได้เลย

“คะ? อะไรนะคะ?”

- บอกว่าถูกลักพาตัวน่ะครับ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เพิ่งจะได้ของใช้ส่วนตัวคืนมาเมื่อกี้นี้เอง

“เดี๋ยวค่ะ ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย คุณถูกลักพาตัวไปที่ไหนมาคะ?”

ซอนอูยอนถามรัวด้วยความตกใจสุดขีด แต่ตัวผู้ถูกลักพาตัวเองกลับดูไม่ค่อยใส่ใจกับหัวข้อนี้เท่าไหร่นัก

- เรื่องมันจบไปแล้วน่ะครับ...

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ!”

- วิหารนาชัลครับ

“คะ?”

- รังของพวกเทอร์รอริสต์ที่คุณเคยบอกผมไง ผมถูกจับไปขังไว้ที่นั่นแล้วเพิ่งออกมา

ไม่นึกเลยว่าวิหารนาชัลจะเล็งเป้าไปที่คิมกิรยอ แม้จะมีคำถามอยากถามอีกเป็นภูเขาเลากา แต่ซอนอูยอนก็เลือกถามคำถามนี้เป็นอันดับแรก

“ระ... ร่างกายไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”

ทันใดนั้น ก็มีเสียงเหมือนลมพัดผ่านไมโครโฟนจากอีกฝั่งของสาย

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหัวเราะ หรือถอนหายใจกันแน่

- ร่างกายปกติดีทุกอย่างครับ

ซอนอูยอนผ่อนคลายความกังวลลงเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำยืนยันจากเขา แต่ตอนนั้นเอง

- เอาเป็นว่าถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนก็ดีแล้วครับ งั้นแค่นี้ก่อนนะ

“เอ๊ะ? เดี๋ยวค่ะ”

- วันนี้ผมยุ่ง คงจะติดต่อไม่ค่อยได้ ถ้ามีอะไรอยากพูดทิ้งข้อความไว้แล้วกันนะครับ

ติ๊ด

อีกฝ่ายตัดสายทิ้งไปแล้ว

ซอนอูยอนมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มืดสนิทด้วยอาการเหม่อลอยก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ

“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?”

ยังมีเรื่องที่อยากรู้อีกตั้งเยอะ

แต่จะให้ไปรั้งคนที่บอกว่ายุ่งมาถามเซ้าซี้ก็ใช่ที่

ซอนอูยอนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางอื่นแทน

เนื่องจากเธอรู้จักกับตำรวจอยู่มาก การจะสืบหาข้อมูลเรื่องที่คิมกิรยอพูดถึงจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“ฮัลโหล? นักสืบชาคะ ฉันซอนอูยอนเองค่ะ พอดีมีเรื่องอยากจะรบกวนถามหน่อยน่ะค่ะ”

แต่เธอไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์ของคดีนั้นจะเป็นแบบนี้

“...พังพินาศเลยเหรอคะ?”

ไม่นานนัก ข่าวคราวจากทางตำรวจก็ส่งมาถึง

- ใช่ครับ เดี๋ยวอีกไม่นานก็คงมีข่าวลงแล้ว ผมบอกไว้ก่อนเลยก็ได้

ลัทธิประหลาดวิหารนาชัล บุคลากรระดับแกนนำของที่นั่นถูกจับกุมตัวด่วนเมื่อคืนนี้

ทว่าเบื้องหลังก่อนจะมีการจับกุมนั้นมันน่าเหลือเชื่อ

เพราะวิหารนาชัลดำเนินงานแบบเครือข่ายย่อยๆ ทำให้เก่งเรื่องการตัดหางปล่อยวัดและตามหาที่กบดานได้ยากมาก

แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ คังชางโฮก็บุกถล่มที่ซ่อนของท่านอาวุโสคนนั้น

พอถามคังชางโฮว่ารู้ที่นั่นได้ยังไง ทางนั้นก็บอกแค่ว่าไปช่วยคิมกิรยอมา

ในทางกลับกัน คิมกิรยอก็อ้างว่าตัวเองเป็นเหยื่อผู้ถูกลักพาตัวเลยไม่รู้อะไรเลย...

“เหอะ”

จุดสำคัญอยู่ที่คำให้การของผู้อยู่เบื้องหลังการล้างสมองที่รอดชีวิตมาได้

ผู้ชายคนที่ทำหน้าที่หาพรรคพวกให้วิหารนาชัลคนนั้น พอชื่อของคิมกิรยอหลุดออกมาในระหว่างการสอบสวน เขาก็เกิดอาการขวัญผวาขึ้นมาทันที

“ตัวสั่นพั่บๆ เลยเหรอคะ?”

- วุ่นวายยกใหญ่เลยล่ะครับ หมอนั่นตะโกนโหวกเหวกว่านั่นมันปีศาจในคราบมนุษย์ชัดๆ~ อะไรทำนองนั้นน่ะ

“มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอคะ? ทำไมเขาต้องกลัวคนที่ตัวเองทรมานขนาดนั้นด้วย?”

- พวกเขาบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นแผนของระดับ F คนนั้นครับ เห็นว่าจงใจถูกจับมาเพื่อแทรกซึมเข้าลัทธิอะไรนั่นน่ะ

“...”

- พูฮ่าๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะครับ คนเราจะไปรู้ได้ไงว่าจะถูกลักพาตัวตอนไหน

“...”

- ก็แค่แก้ตัวไปเรื่อยแหละครับ ตัวผู้เสียหายเองยังทำหน้าขยะแขยงแล้วถามว่าพูดเรื่องอะไรอยู่เลย

มือที่ถือโทรศัพท์ของซอนอูยอนตกลงข้างตัว

- ฮันเตอร์ซอนอูยอนครับ?

ในหัวของเธอมีภาพเหตุการณ์ในคืนฤดูร้อนหนึ่งผุดขึ้นมา

ภายใต้แสงจันทร์ที่สลัวราง ผู้ตื่นรู้อยู่ในสภาพเรียบร้อยที่ยืนมองลงมายังคนอื่นพร้อมกับกุญแจมือที่ข้อมือ

“ขอบคุณที่สละเวลาที่ยุ่งมาคุยด้วยนะคะ”

- โธ่ ไม่เป็นไรเลยครับ ฮันเตอร์ซอนอูยอนเคยช่วยพวกเราไว้ตั้งเท่าไหร่

ติ๊ด

ซอนอูยอนรีบวางสายทันที

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ หรือว่า...”

ใบหน้าเคร่งเครียดของเธอสะท้อนอยู่บนหน้าจอที่ดับไปแล้ว

***

เวลาประมาณ 11 โมงเช้า

คาเฟ่แห่งหนึ่งแถวสถานีชินโดริม

“ขอวานิลลาลาเต้แบบไม่ใส่กาแฟครับ”

“คะ?”

“แล้วก็อเมริกาโน่เย็นเพิ่มอีกแก้วด้วย”

สำหรับชาวอัลฟาวูรีแล้ว ร้านกาแฟไม่ใช่สถานที่ที่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่

แต่ครั้งนี้ฉันไม่มีทางเลือก

ถ้าไปร้านอาหารกับมนุษย์พรรค์นี้ มีหวังได้อาหารไม่ย่อยจนจุกตายแน่

“สรุปที่นัดเจอตัวกะทันหันแบบนี้ มีเหตุผลอะไร?”

ครืด

คำถามสั้นๆ ถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มที่วางลง

ฉันเงยหน้าขึ้นสำรวจฝั่งตรงข้าม

ที่ตรงนั้นมีคังชางโฮ ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีนั่งเด่นอยู่

เขาเป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่โตจนโซฟาของคาเฟ่ดูเล็กลงไปถนัดตา และมีเส้นผมสีม่วงอมน้ำเงิน

เมื่อก่อนฉันเคยสงสัยว่าทำไมสีผมถึงได้ประหลาดนัก

แต่เห็นว่าชาวโลกบางคนจะมีสีขนเปลี่ยนเป็นโทนสีเย็นได้จากผลข้างเคียงของการตื่นรู้

‘อืม’

หยุดหนีความเป็นจริงได้แล้วตัวฉัน

“ก่อนอื่นก็ขอบคุณที่ยอมออกมาเจอนะครับ ที่ฉันเรียกฮันเตอร์คังชางโฮมาก็เพราะว่า...”

ฉันเริ่มเปิดปากอย่างยากลำบาก คังชางโฮกอดอกเฝ้ามองมาทางนี้อยู่

“จะมาขอบคุณน่ะครับ”

“หืม?”

แต่อีกฝ่ายคงไม่คิดว่าฉันจะเริ่มด้วยคำนี้ เลยทำตาโตด้วยความประหลาดใจ

“เมื่อวานวุ่นวายเรื่องการสอบสวนของตำรวจจนไม่มีโอกาสได้พูดขอบคุณอย่างเป็นทางการเลย ขอบคุณจริงๆ นะครับ”

“อ๋อ”

งั้นเข้าเรื่องหลักเลยแล้วกัน

“คือว่า... เรื่องที่ช่วยไว้น่ะขอบคุณจริงๆ นะครับ แต่ว่าคุณสะกดรอยตามฉันอยู่จริงๆ ใช่ไหม? ช่วยเลิกทำแบบนั้นหน่อยจะได้ไหมครับ?”

ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

คังชางโฮเห็นท่าทางที่ดูมั่นใจของฉันแล้ว เขาก็ไม่คิดจะหาข้อแก้ตัวให้เสียเวลา

“ไม่เอาอ่ะ”

แต่การมาทำตัวหน้าด้านๆ แบบนี้มันก็เกินไปหน่อยนะ ไอ้บ้านี่

“ไม่เอาเหรอครับ?”

“ทำไมล่ะ ก็เพราะแบบนั้นไม่ใช่เหรอถึงได้รับการช่วยเหลือ”

“นั่นมันคำพูดที่ควรพูดเหรอครับ ถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้ต่อไป...”

“ทำแบบนี้แล้วจะทำไม? จะไปแจ้งความเหรอ?”

หึ

ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นจิบกาแฟอึกหนึ่งก่อนจะพูดต่ออย่างสบายอารมณ์

“ลองดูสิ บอกตำรวจไปเลยว่า ‘ผมเป็นผู้ตื่นรู้ชายวัยยี่สิบที่กำลังถูกสะกดรอยตามครับ’ ลองพูดดูสิ”

อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะจัดการยังไง?

คังชางโฮยกมุมปากยิ้มอย่างใจเย็น เป็นสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

“นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันรักประเทศเกาหลี เพราะกฎหมายมันทำหน้าที่ของกฎหมายไม่ได้ไงล่ะ”

“เฮอะ...”

“ถ้ามีเงินเยอะๆ ก็ไม่มีประเทศไหนน่าอยู่ไปกว่าที่นี่อีกแล้ว”

ได้ยินแบบนั้นความหงุดหงิดก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอกทันที

แค่ต้องมาจุติใหม่เป็นระดับ F ก็น่าอนาถพอแล้ว นี่ยังจัดการไอ้สตอล์กเกอร์ต่างดาวนี่ไม่ได้อีกเหรอ

ฉันเลยทนไม่ไหว หลุดคำพูดที่เก็บไว้ออกไป

“คุณเป็นผู้ครอบครองทักษะ [จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา] ใช่ไหมครับ?”

มันเป็นสิ่งที่ฉันคิดมาตลอดตั้งแต่วินาทีที่เจอทักษะนั้นในพิกซีวิกิ

[จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา]

[คำอธิบาย: สังหารผู้แข็งแกร่งเพื่อชิงทักษะของเป้าหมายมา]

“ถ้าไม่ใช่ทักษะนั้น การกระทำของคุณมันก็อธิบายไม่ได้เลย”

“งั้นเหรอ?”

“ไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกขยะอย่างฉันถึงไปเตะตาคุณเข้าได้ แต่อย่างน้อยคุณก็วนเวียนอยู่รอบตัวฉันเพราะตั้งใจจะใช้ฉันเป็นเครื่องสังเวยให้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาใช่ไหมล่ะ”

“อืม”

“ที่ยังไม่ฆ่าฉันจนถึงตอนนี้ ก็แค่เพราะยังไม่แน่ใจว่าฉันอยู่ในหมวดหมู่ ‘ผู้แข็งแกร่ง’ ตามเงื่อนไขของทักษะหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

ฮันเตอร์ระดับ S ผมสีน้ำเงินนิ่งเงียบไปนานหลังจากคำว่าจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาหลุดออกมา

และหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ คำแรกที่เขาเอ่ยออกมาคือ

“ใช่”

เป็นการยอมรับอย่างหน้าตาเฉย

“ถูกเกือบหมดเลย”

คังชางโฮเป็นผู้ครอบครอง [จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา] จริงๆ สินะ

ฉันรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที

‘ที่จริงฉันก็ไม่อยากรู้ขนาดนั้นหรอก!’

ถ้ารู้ว่าจะน่ากลัวขนาดนี้ ไม่น่าไปลองเชิงเลย

เจ้าตัวยืนยันออกมาเองแล้ว ว่ากำลังมองฉันเป็นเป้าหมายในการชิงทักษะ

‘ฮือออ’

แถมเรื่องสยองขวัญยังไม่จบแค่นี้

“ในเมื่อเรื่องจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาถูกจับได้แล้ว ถือโอกาสนี้คุยเรื่องนั้นเลยแล้วกัน”

ไม่นานนัก อีกฝ่ายก็เริ่มพูดเรื่องที่น่าประหลาดใจออกมา

“ที่จริงฉันมีข้อเสนอที่อยากจะบอกนายมาตั้งนานแล้ว”

“ข้อเสนอ?”

“ในยุคดันเจี้ยนช็อกแบบนี้ มันไม่ใช่เงื่อนไขที่แย่หรอกนะ ถ้าดีลนี้สำเร็จ นอกจากนายจะไม่ต้องห่วงเรื่องค่าครองชีพไปตลอดชาติแล้ว ความปลอดภัยของร่างกายก็จะได้รับการรับรองไปชั่วชีวิตด้วย”

รับรองเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัย

แน่นอนว่าเป็นประโยคที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก แต่มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะต้องจ่ายเป็นการตอบแทน

“คิมกิรยอ ตอนนี้อายุเท่าไหร่?”

“น่าจะ 24 ครับ”

“เด็กกว่าที่คิดนะ?”

จู่ๆ คังชางโฮก็ถามเรื่องอายุขึ้นมาดื้อๆ ก่อนจะพ่นประโยคถัดมาออกมา

“งั้นขอพูดตรงๆ เลยนะ”

เงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่เขายื่นมา มีเพียงข้อเดียว

“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ช่วยตายด้วยน้ำมือของฉันตอนอายุ 34 ได้ไหม?”

“...!”

“ขอแค่สัญญาเรื่องนี้ ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะให้นายได้ใช้ชีวิตเหมือนชนชั้นสูงเลย”

พอได้ยินแบบนั้น เหงื่อเย็นๆ ก็ไหลพรากทันที

นี่ฉันเพิ่งหนีออกมาจากดาวบ้านเกิดนรกแตกนั่นได้ไม่กี่เดือนเองนะ

เพิ่งจะได้เริ่มสนุกกับชีวิตใหม่แท้ๆ แต่ว่าอะไรนะ? ให้ตายในอีกแค่ 10 ปีเนี่ยนะ?

“คุณคังชางโฮ ปีนี้อายุเท่าไหร่ครับ?”

“31”

“งั้นคุณลองคิดดูเองเถอะครับ เป็นคุณจะอยากตายในอีก 3 ปีข้างหน้าไหม? อายุ 34 มันยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนะ!”

แน่นอนว่าฉันปฏิเสธทันควัน

ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะมีมุมมองที่ต่างออกไป

“มันเป็นเรื่องที่ต้องลุกพรวดพราดจะไปขนาดนั้นเลยเหรอ?”

คังชางโฮมองฉันที่กำลังเตรียมจะเดินออกไปด้วยสายตาเรียบเฉยพลางพูดอย่างใจเย็น

“ในมุมของฉัน 10 ปีนี่คือรอนานมากแล้วนะ และยังไงพวกฮันเตอร์อายุขัยเฉลี่ยก็สั้นอยู่แล้ว”

“อายุขัยเฉลี่ย?”

“พวกระดับ A ที่อวดดีนักหนา แค่เจอสัตว์อสูรที่แพ้ทางครั้งเดียวก็ตายแล้ว นายจะดันทุรังทำงานในวงการนี้เพื่อเก็บเงินยามเกษียณเหรอ?”

“...”

“ใครจะไปรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น?”

“เฮอะ”

“แทนที่จะเป็นแบบนั้น สู้ใช้ชีวิตเสวยสุขให้เต็มที่ในช่วงวัยรุ่นไม่ดีกว่าเหรอ ฉันจะสนับสนุนเงินให้นายอย่างต่ำเดือนละ 50 ล้านวอนเลย”

“...”

“แถมบ้าน รถ หรืออะไรก็ตามที่นายต้องการ ฉันจัดให้ได้หมด”

คังชางโฮแสดงความคิดเห็นของเขาออกมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย

“ฉันกล้ารับประกันเลยว่า ถ้าเป็นฮันเตอร์ระดับล่างคนอื่น คงมายืนเข้าแถวรอรับข้อเสนอนี้ด้วยความยินดีแน่ๆ”

ฮันเตอร์ระดับล่างงั้นเหรอ

เออดี พูดได้ดีนี่นา

“ฮันเตอร์คังชางโฮ คุณกำลังลืมอะไรไปอย่างนะ...”

ฉันหยุดชะงักที่กำลังจะลุกจากที่นั่งแล้วกลับลงไปนั่งบนโซฟาอีกครั้ง

“เงื่อนไขการใช้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาคือต้องฆ่า ‘ผู้แข็งแกร่ง’ ใช่ไหมครับ?”

“ใช่”

“ฉันไม่รู้มาตรฐานที่แน่นอนหรอกนะ แต่ระดับ F ไม่มีทางติดอยู่ในเกณฑ์ผู้แข็งแกร่งแน่ๆ”

“ก็จริง”

“งั้นข้อสรุปก็ออกมาแล้วไง ฉันน่ะระดับ F ของแท้เลยครับ! อย่าเข้าใจผิดไปเองเลย ถึงคุณฆ่าฉันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”

ฉันพยายามระบายความอัดอั้นตันใจออกมา

แต่ปฏิกิริยาของคังชางโฮกลับดูคลุมเครือ

เขาเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง พลางกลอกตาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย

“ถ้าอย่างนั้นนายเคลียร์แดนทองคำได้ยังไงล่ะ? พวกลัทธิที่สถานีตำรวจบอกว่าจับนายมาเพราะนายเป็นผู้ตื่นรู้ที่ฆ่ากรีดนะ”

ฉันรีบตอบคำถามนี้ทันที

เรื่องที่จัดการกรีดได้นั่นมันดวงล้วนๆ ทางนี้ก็แค่คนซวยที่ลื่นล้มบนแผ่นน้ำแข็งเท่านั้นแหละ

นั่นคือความจริงแท้แน่นอนที่ไม่มีเรื่องโกหกปนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

“ฮ่าๆๆ”

ฮันเตอร์ระดับ S หัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินขั้นตอนการเคลียร์เกต

“ก้าวพลาดแล้วบอสก็เลยตายงั้นเหรอ”

“ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามผู้ตื่นรู้คนอื่นที่อยู่ในแดนทองคำดูสิครับ...”

“จะเล่นไม้นี้สินะ”

คังชางโฮมองหน้าฉันนิ่งๆ ด้วยรอยยิ้มอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ถ้างั้นตอนนี้ทนอยู่ได้ยังไงล่ะ?”

“ครับ?”

“ลองดูรอบๆ สิ”

รอบๆ งั้นเหรอ?

ฉันกวาดสายตาไปรอบตัว และแล้วฉันก็เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาพูดในที่สุด

“อา”

ลูกค้าที่นั่งอยู่ประปรายพากันสลบไปโดยไร้เสียง

แถมพนักงานตรงเคาน์เตอร์ที่อยู่ไกลออกไปก็หน้าซีดเผือดและยืนแข็งทื่ออยู่

นั่นหมายความว่า

“ฉันค่อยๆ เร่งระดับความเข้มข้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังนั่งเฉยได้จนถึงขนาดนี้”

คังชางโฮแผ่มานาออกมาตลอดการสนทนา

แถมยังแผ่ออกมาอย่างนุ่มนวลจนขนาดจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉันยังไม่ทันสังเกตเห็น

ให้ตายสิ

ที่บ้านเกิดของฉัน มานาแค่นี้แม้แต่เด็กทารกก็แผ่ออกมาเล่นเป็นปกติ ฉันเลยเผลอชินกับมันไปเองซะได้...!

“จู่ๆ ก็เงียบไปเลยนะ?”

ครืด

ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นเท้าแขนลงบนโต๊ะพลางเอ่ยถามเลียบเคียง

“ตกลงจริงๆ แล้วระดับการตื่นรู้ของนายคือระดับไหนกันแน่?”

พูดตามตรง การตอบน่ะไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่ฉันคงต้องขัดเกลาประโยคก่อนพูดสักหน่อยล่ะนะ

‘ไอ้ลูกไม่รักดี! บอกกี่ครั้งแล้วว่าระดับ F ไง ระดับ F! ไอ้ระดับขยะล่างสุดน่ะ!’

ถ้าพูดออกไปแบบนั้น มีหวังสถานการณ์คงแย่ลงกว่าเดิมแน่ๆ