เช้าวันต่อมาหลังจากเหตุการณ์ลักพาตัวสิ้นสุดลง
♬~ ♩♪~♪
ซอนอูยอนขยับมือไปตามเสียงเรียกเข้าที่ดังมาจากในกระเป๋า
“ฮัลโหล?”
เมื่อรับสาย เสียงที่คุ้นเคยก็ดังลอดมาจากหูโทรศัพท์
- เห็นว่ามีสายที่ไม่ได้รับเลยติดต่อกลับมาครับ
เสียงของคิมกิรยอนั่นเอง
จะว่าไป สายที่ไม่ได้รับงั้นเหรอ ซอนอูยอนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกถึงเรื่องก่อนหน้านี้ออก
อ๊ะ จริงด้วย ตอนที่คุยกับอันยุนซึง ฉันเคยโทรหาคนคนนี้แวบหนึ่งนี่นา
“อ๋อ สายนั้นเองเหรอคะ”
- มีธุระอะไรหรือเปล่าครับถึงได้ติดต่อมา?
“ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกค่ะ ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ต้องลำบากติดต่อกลับมาแบบนี้”
ซอนอูยอนเอ่ยขอโทษอย่างสุภาพ ก่อนจะโพล่งสิ่งที่นึกขึ้นได้ออกไป
“แต่ว่าฉันโทรไปเมื่อประมาณสองวันก่อนนะคะ คุณไปเข้าเกตที่ไหนมาหรือเปล่า?”
มันดูเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเกินกว่าจะมองว่าแค่ลืมชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์จนขาดการติดต่อไปนะ
- เปล่าครับ พอดีถูกลักพาตัวไปนิดหน่อย
ทว่าคำตอบที่ตามมากลับน่าตกใจ
ลักพาตัว คำนี้ไม่น่าจะหลุดออกมาจากบทสนทนาในชีวิตประจำวันได้เลย
“คะ? อะไรนะคะ?”
- บอกว่าถูกลักพาตัวน่ะครับ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว เพิ่งจะได้ของใช้ส่วนตัวคืนมาเมื่อกี้นี้เอง
“เดี๋ยวค่ะ ช่วยเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย คุณถูกลักพาตัวไปที่ไหนมาคะ?”
ซอนอูยอนถามรัวด้วยความตกใจสุดขีด แต่ตัวผู้ถูกลักพาตัวเองกลับดูไม่ค่อยใส่ใจกับหัวข้อนี้เท่าไหร่นัก
- เรื่องมันจบไปแล้วน่ะครับ...
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะค่ะ!”
- วิหารนาชัลครับ
“คะ?”
- รังของพวกเทอร์รอริสต์ที่คุณเคยบอกผมไง ผมถูกจับไปขังไว้ที่นั่นแล้วเพิ่งออกมา
ไม่นึกเลยว่าวิหารนาชัลจะเล็งเป้าไปที่คิมกิรยอ แม้จะมีคำถามอยากถามอีกเป็นภูเขาเลากา แต่ซอนอูยอนก็เลือกถามคำถามนี้เป็นอันดับแรก
“ระ... ร่างกายไม่เป็นไรใช่ไหมคะ?”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงเหมือนลมพัดผ่านไมโครโฟนจากอีกฝั่งของสาย
ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหัวเราะ หรือถอนหายใจกันแน่
- ร่างกายปกติดีทุกอย่างครับ
ซอนอูยอนผ่อนคลายความกังวลลงเล็กน้อยหลังจากได้ยินคำยืนยันจากเขา แต่ตอนนั้นเอง
- เอาเป็นว่าถ้าไม่ใช่เรื่องด่วนก็ดีแล้วครับ งั้นแค่นี้ก่อนนะ
“เอ๊ะ? เดี๋ยวค่ะ”
- วันนี้ผมยุ่ง คงจะติดต่อไม่ค่อยได้ ถ้ามีอะไรอยากพูดทิ้งข้อความไว้แล้วกันนะครับ
ติ๊ด
อีกฝ่ายตัดสายทิ้งไปแล้ว
ซอนอูยอนมองหน้าจอโทรศัพท์ที่มืดสนิทด้วยอาการเหม่อลอยก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ
“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...?”
ยังมีเรื่องที่อยากรู้อีกตั้งเยอะ
แต่จะให้ไปรั้งคนที่บอกว่ายุ่งมาถามเซ้าซี้ก็ใช่ที่
ซอนอูยอนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหาทางอื่นแทน
เนื่องจากเธอรู้จักกับตำรวจอยู่มาก การจะสืบหาข้อมูลเรื่องที่คิมกิรยอพูดถึงจึงไม่ใช่เรื่องยาก
“ฮัลโหล? นักสืบชาคะ ฉันซอนอูยอนเองค่ะ พอดีมีเรื่องอยากจะรบกวนถามหน่อยน่ะค่ะ”
แต่เธอไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์ของคดีนั้นจะเป็นแบบนี้
“...พังพินาศเลยเหรอคะ?”
ไม่นานนัก ข่าวคราวจากทางตำรวจก็ส่งมาถึง
- ใช่ครับ เดี๋ยวอีกไม่นานก็คงมีข่าวลงแล้ว ผมบอกไว้ก่อนเลยก็ได้
ลัทธิประหลาดวิหารนาชัล บุคลากรระดับแกนนำของที่นั่นถูกจับกุมตัวด่วนเมื่อคืนนี้
ทว่าเบื้องหลังก่อนจะมีการจับกุมนั้นมันน่าเหลือเชื่อ
เพราะวิหารนาชัลดำเนินงานแบบเครือข่ายย่อยๆ ทำให้เก่งเรื่องการตัดหางปล่อยวัดและตามหาที่กบดานได้ยากมาก
แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ คังชางโฮก็บุกถล่มที่ซ่อนของท่านอาวุโสคนนั้น
พอถามคังชางโฮว่ารู้ที่นั่นได้ยังไง ทางนั้นก็บอกแค่ว่าไปช่วยคิมกิรยอมา
ในทางกลับกัน คิมกิรยอก็อ้างว่าตัวเองเป็นเหยื่อผู้ถูกลักพาตัวเลยไม่รู้อะไรเลย...
“เหอะ”
จุดสำคัญอยู่ที่คำให้การของผู้อยู่เบื้องหลังการล้างสมองที่รอดชีวิตมาได้
ผู้ชายคนที่ทำหน้าที่หาพรรคพวกให้วิหารนาชัลคนนั้น พอชื่อของคิมกิรยอหลุดออกมาในระหว่างการสอบสวน เขาก็เกิดอาการขวัญผวาขึ้นมาทันที
“ตัวสั่นพั่บๆ เลยเหรอคะ?”
- วุ่นวายยกใหญ่เลยล่ะครับ หมอนั่นตะโกนโหวกเหวกว่านั่นมันปีศาจในคราบมนุษย์ชัดๆ~ อะไรทำนองนั้นน่ะ
“มันไม่แปลกไปหน่อยเหรอคะ? ทำไมเขาต้องกลัวคนที่ตัวเองทรมานขนาดนั้นด้วย?”
- พวกเขาบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นแผนของระดับ F คนนั้นครับ เห็นว่าจงใจถูกจับมาเพื่อแทรกซึมเข้าลัทธิอะไรนั่นน่ะ
“...”
- พูฮ่าๆ แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงกันล่ะครับ คนเราจะไปรู้ได้ไงว่าจะถูกลักพาตัวตอนไหน
“...”
- ก็แค่แก้ตัวไปเรื่อยแหละครับ ตัวผู้เสียหายเองยังทำหน้าขยะแขยงแล้วถามว่าพูดเรื่องอะไรอยู่เลย
มือที่ถือโทรศัพท์ของซอนอูยอนตกลงข้างตัว
- ฮันเตอร์ซอนอูยอนครับ?
ในหัวของเธอมีภาพเหตุการณ์ในคืนฤดูร้อนหนึ่งผุดขึ้นมา
ภายใต้แสงจันทร์ที่สลัวราง ผู้ตื่นรู้อยู่ในสภาพเรียบร้อยที่ยืนมองลงมายังคนอื่นพร้อมกับกุญแจมือที่ข้อมือ
“ขอบคุณที่สละเวลาที่ยุ่งมาคุยด้วยนะคะ”
- โธ่ ไม่เป็นไรเลยครับ ฮันเตอร์ซอนอูยอนเคยช่วยพวกเราไว้ตั้งเท่าไหร่
ติ๊ด
ซอนอูยอนรีบวางสายทันที
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ หรือว่า...”
ใบหน้าเคร่งเครียดของเธอสะท้อนอยู่บนหน้าจอที่ดับไปแล้ว
***
เวลาประมาณ 11 โมงเช้า
คาเฟ่แห่งหนึ่งแถวสถานีชินโดริม
“ขอวานิลลาลาเต้แบบไม่ใส่กาแฟครับ”
“คะ?”
“แล้วก็อเมริกาโน่เย็นเพิ่มอีกแก้วด้วย”
สำหรับชาวอัลฟาวูรีแล้ว ร้านกาแฟไม่ใช่สถานที่ที่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่
แต่ครั้งนี้ฉันไม่มีทางเลือก
ถ้าไปร้านอาหารกับมนุษย์พรรค์นี้ มีหวังได้อาหารไม่ย่อยจนจุกตายแน่
“สรุปที่นัดเจอตัวกะทันหันแบบนี้ มีเหตุผลอะไร?”
ครืด
คำถามสั้นๆ ถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับแก้วเครื่องดื่มที่วางลง
ฉันเงยหน้าขึ้นสำรวจฝั่งตรงข้าม
ที่ตรงนั้นมีคังชางโฮ ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีนั่งเด่นอยู่
เขาเป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่โตจนโซฟาของคาเฟ่ดูเล็กลงไปถนัดตา และมีเส้นผมสีม่วงอมน้ำเงิน
เมื่อก่อนฉันเคยสงสัยว่าทำไมสีผมถึงได้ประหลาดนัก
แต่เห็นว่าชาวโลกบางคนจะมีสีขนเปลี่ยนเป็นโทนสีเย็นได้จากผลข้างเคียงของการตื่นรู้
‘อืม’
หยุดหนีความเป็นจริงได้แล้วตัวฉัน
“ก่อนอื่นก็ขอบคุณที่ยอมออกมาเจอนะครับ ที่ฉันเรียกฮันเตอร์คังชางโฮมาก็เพราะว่า...”
ฉันเริ่มเปิดปากอย่างยากลำบาก คังชางโฮกอดอกเฝ้ามองมาทางนี้อยู่
“จะมาขอบคุณน่ะครับ”
“หืม?”
แต่อีกฝ่ายคงไม่คิดว่าฉันจะเริ่มด้วยคำนี้ เลยทำตาโตด้วยความประหลาดใจ
“เมื่อวานวุ่นวายเรื่องการสอบสวนของตำรวจจนไม่มีโอกาสได้พูดขอบคุณอย่างเป็นทางการเลย ขอบคุณจริงๆ นะครับ”
“อ๋อ”
งั้นเข้าเรื่องหลักเลยแล้วกัน
“คือว่า... เรื่องที่ช่วยไว้น่ะขอบคุณจริงๆ นะครับ แต่ว่าคุณสะกดรอยตามฉันอยู่จริงๆ ใช่ไหม? ช่วยเลิกทำแบบนั้นหน่อยจะได้ไหมครับ?”
ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
คังชางโฮเห็นท่าทางที่ดูมั่นใจของฉันแล้ว เขาก็ไม่คิดจะหาข้อแก้ตัวให้เสียเวลา
“ไม่เอาอ่ะ”
แต่การมาทำตัวหน้าด้านๆ แบบนี้มันก็เกินไปหน่อยนะ ไอ้บ้านี่
“ไม่เอาเหรอครับ?”
“ทำไมล่ะ ก็เพราะแบบนั้นไม่ใช่เหรอถึงได้รับการช่วยเหลือ”
“นั่นมันคำพูดที่ควรพูดเหรอครับ ถ้าคุณยังทำตัวแบบนี้ต่อไป...”
“ทำแบบนี้แล้วจะทำไม? จะไปแจ้งความเหรอ?”
หึ
ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นจิบกาแฟอึกหนึ่งก่อนจะพูดต่ออย่างสบายอารมณ์
“ลองดูสิ บอกตำรวจไปเลยว่า ‘ผมเป็นผู้ตื่นรู้ชายวัยยี่สิบที่กำลังถูกสะกดรอยตามครับ’ ลองพูดดูสิ”
อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาจะจัดการยังไง?
คังชางโฮยกมุมปากยิ้มอย่างใจเย็น เป็นสีหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“นี่แหละคือเหตุผลที่ฉันรักประเทศเกาหลี เพราะกฎหมายมันทำหน้าที่ของกฎหมายไม่ได้ไงล่ะ”
“เฮอะ...”
“ถ้ามีเงินเยอะๆ ก็ไม่มีประเทศไหนน่าอยู่ไปกว่าที่นี่อีกแล้ว”
ได้ยินแบบนั้นความหงุดหงิดก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาในอกทันที
แค่ต้องมาจุติใหม่เป็นระดับ F ก็น่าอนาถพอแล้ว นี่ยังจัดการไอ้สตอล์กเกอร์ต่างดาวนี่ไม่ได้อีกเหรอ
ฉันเลยทนไม่ไหว หลุดคำพูดที่เก็บไว้ออกไป
“คุณเป็นผู้ครอบครองทักษะ [จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา] ใช่ไหมครับ?”
มันเป็นสิ่งที่ฉันคิดมาตลอดตั้งแต่วินาทีที่เจอทักษะนั้นในพิกซีวิกิ
[จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา]
[คำอธิบาย: สังหารผู้แข็งแกร่งเพื่อชิงทักษะของเป้าหมายมา]
“ถ้าไม่ใช่ทักษะนั้น การกระทำของคุณมันก็อธิบายไม่ได้เลย”
“งั้นเหรอ?”
“ไม่รู้หรอกว่าทำไมพวกขยะอย่างฉันถึงไปเตะตาคุณเข้าได้ แต่อย่างน้อยคุณก็วนเวียนอยู่รอบตัวฉันเพราะตั้งใจจะใช้ฉันเป็นเครื่องสังเวยให้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาใช่ไหมล่ะ”
“อืม”
“ที่ยังไม่ฆ่าฉันจนถึงตอนนี้ ก็แค่เพราะยังไม่แน่ใจว่าฉันอยู่ในหมวดหมู่ ‘ผู้แข็งแกร่ง’ ตามเงื่อนไขของทักษะหรือเปล่าเท่านั้นเอง”
ฮันเตอร์ระดับ S ผมสีน้ำเงินนิ่งเงียบไปนานหลังจากคำว่าจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาหลุดออกมา
และหลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ คำแรกที่เขาเอ่ยออกมาคือ
“ใช่”
เป็นการยอมรับอย่างหน้าตาเฉย
“ถูกเกือบหมดเลย”
คังชางโฮเป็นผู้ครอบครอง [จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา] จริงๆ สินะ
ฉันรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที
‘ที่จริงฉันก็ไม่อยากรู้ขนาดนั้นหรอก!’
ถ้ารู้ว่าจะน่ากลัวขนาดนี้ ไม่น่าไปลองเชิงเลย
เจ้าตัวยืนยันออกมาเองแล้ว ว่ากำลังมองฉันเป็นเป้าหมายในการชิงทักษะ
‘ฮือออ’
แถมเรื่องสยองขวัญยังไม่จบแค่นี้
“ในเมื่อเรื่องจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาถูกจับได้แล้ว ถือโอกาสนี้คุยเรื่องนั้นเลยแล้วกัน”
ไม่นานนัก อีกฝ่ายก็เริ่มพูดเรื่องที่น่าประหลาดใจออกมา
“ที่จริงฉันมีข้อเสนอที่อยากจะบอกนายมาตั้งนานแล้ว”
“ข้อเสนอ?”
“ในยุคดันเจี้ยนช็อกแบบนี้ มันไม่ใช่เงื่อนไขที่แย่หรอกนะ ถ้าดีลนี้สำเร็จ นอกจากนายจะไม่ต้องห่วงเรื่องค่าครองชีพไปตลอดชาติแล้ว ความปลอดภัยของร่างกายก็จะได้รับการรับรองไปชั่วชีวิตด้วย”
รับรองเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัย
แน่นอนว่าเป็นประโยคที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจมาก แต่มันขึ้นอยู่กับสิ่งที่จะต้องจ่ายเป็นการตอบแทน
“คิมกิรยอ ตอนนี้อายุเท่าไหร่?”
“น่าจะ 24 ครับ”
“เด็กกว่าที่คิดนะ?”
จู่ๆ คังชางโฮก็ถามเรื่องอายุขึ้นมาดื้อๆ ก่อนจะพ่นประโยคถัดมาออกมา
“งั้นขอพูดตรงๆ เลยนะ”
เงื่อนไขการแลกเปลี่ยนที่เขายื่นมา มีเพียงข้อเดียว
“ฮันเตอร์คิมกิรยอ ช่วยตายด้วยน้ำมือของฉันตอนอายุ 34 ได้ไหม?”
“...!”
“ขอแค่สัญญาเรื่องนี้ ในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะให้นายได้ใช้ชีวิตเหมือนชนชั้นสูงเลย”
พอได้ยินแบบนั้น เหงื่อเย็นๆ ก็ไหลพรากทันที
นี่ฉันเพิ่งหนีออกมาจากดาวบ้านเกิดนรกแตกนั่นได้ไม่กี่เดือนเองนะ
เพิ่งจะได้เริ่มสนุกกับชีวิตใหม่แท้ๆ แต่ว่าอะไรนะ? ให้ตายในอีกแค่ 10 ปีเนี่ยนะ?
“คุณคังชางโฮ ปีนี้อายุเท่าไหร่ครับ?”
“31”
“งั้นคุณลองคิดดูเองเถอะครับ เป็นคุณจะอยากตายในอีก 3 ปีข้างหน้าไหม? อายุ 34 มันยังหนุ่มยังแน่นอยู่เลยนะ!”
แน่นอนว่าฉันปฏิเสธทันควัน
ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระสิ้นดี แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะมีมุมมองที่ต่างออกไป
“มันเป็นเรื่องที่ต้องลุกพรวดพราดจะไปขนาดนั้นเลยเหรอ?”
คังชางโฮมองฉันที่กำลังเตรียมจะเดินออกไปด้วยสายตาเรียบเฉยพลางพูดอย่างใจเย็น
“ในมุมของฉัน 10 ปีนี่คือรอนานมากแล้วนะ และยังไงพวกฮันเตอร์อายุขัยเฉลี่ยก็สั้นอยู่แล้ว”
“อายุขัยเฉลี่ย?”
“พวกระดับ A ที่อวดดีนักหนา แค่เจอสัตว์อสูรที่แพ้ทางครั้งเดียวก็ตายแล้ว นายจะดันทุรังทำงานในวงการนี้เพื่อเก็บเงินยามเกษียณเหรอ?”
“...”
“ใครจะไปรู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น?”
“เฮอะ”
“แทนที่จะเป็นแบบนั้น สู้ใช้ชีวิตเสวยสุขให้เต็มที่ในช่วงวัยรุ่นไม่ดีกว่าเหรอ ฉันจะสนับสนุนเงินให้นายอย่างต่ำเดือนละ 50 ล้านวอนเลย”
“...”
“แถมบ้าน รถ หรืออะไรก็ตามที่นายต้องการ ฉันจัดให้ได้หมด”
คังชางโฮแสดงความคิดเห็นของเขาออกมาโดยไม่เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย
“ฉันกล้ารับประกันเลยว่า ถ้าเป็นฮันเตอร์ระดับล่างคนอื่น คงมายืนเข้าแถวรอรับข้อเสนอนี้ด้วยความยินดีแน่ๆ”
ฮันเตอร์ระดับล่างงั้นเหรอ
เออดี พูดได้ดีนี่นา
“ฮันเตอร์คังชางโฮ คุณกำลังลืมอะไรไปอย่างนะ...”
ฉันหยุดชะงักที่กำลังจะลุกจากที่นั่งแล้วกลับลงไปนั่งบนโซฟาอีกครั้ง
“เงื่อนไขการใช้จิตวิญญาณแห่งการพัฒนาคือต้องฆ่า ‘ผู้แข็งแกร่ง’ ใช่ไหมครับ?”
“ใช่”
“ฉันไม่รู้มาตรฐานที่แน่นอนหรอกนะ แต่ระดับ F ไม่มีทางติดอยู่ในเกณฑ์ผู้แข็งแกร่งแน่ๆ”
“ก็จริง”
“งั้นข้อสรุปก็ออกมาแล้วไง ฉันน่ะระดับ F ของแท้เลยครับ! อย่าเข้าใจผิดไปเองเลย ถึงคุณฆ่าฉันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”
ฉันพยายามระบายความอัดอั้นตันใจออกมา
แต่ปฏิกิริยาของคังชางโฮกลับดูคลุมเครือ
เขาเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง พลางกลอกตาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“ถ้าอย่างนั้นนายเคลียร์แดนทองคำได้ยังไงล่ะ? พวกลัทธิที่สถานีตำรวจบอกว่าจับนายมาเพราะนายเป็นผู้ตื่นรู้ที่ฆ่ากรีดนะ”
ฉันรีบตอบคำถามนี้ทันที
เรื่องที่จัดการกรีดได้นั่นมันดวงล้วนๆ ทางนี้ก็แค่คนซวยที่ลื่นล้มบนแผ่นน้ำแข็งเท่านั้นแหละ
นั่นคือความจริงแท้แน่นอนที่ไม่มีเรื่องโกหกปนอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว
“ฮ่าๆๆ”
ฮันเตอร์ระดับ S หัวเราะออกมาทันทีที่ได้ยินขั้นตอนการเคลียร์เกต
“ก้าวพลาดแล้วบอสก็เลยตายงั้นเหรอ”
“ถ้าไม่เชื่อก็ไปถามผู้ตื่นรู้คนอื่นที่อยู่ในแดนทองคำดูสิครับ...”
“จะเล่นไม้นี้สินะ”
คังชางโฮมองหน้าฉันนิ่งๆ ด้วยรอยยิ้มอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ถ้างั้นตอนนี้ทนอยู่ได้ยังไงล่ะ?”
“ครับ?”
“ลองดูรอบๆ สิ”
รอบๆ งั้นเหรอ?
ฉันกวาดสายตาไปรอบตัว และแล้วฉันก็เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาพูดในที่สุด
“อา”
ลูกค้าที่นั่งอยู่ประปรายพากันสลบไปโดยไร้เสียง
แถมพนักงานตรงเคาน์เตอร์ที่อยู่ไกลออกไปก็หน้าซีดเผือดและยืนแข็งทื่ออยู่
นั่นหมายความว่า
“ฉันค่อยๆ เร่งระดับความเข้มข้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่นึกเลยว่าจะยังนั่งเฉยได้จนถึงขนาดนี้”
คังชางโฮแผ่มานาออกมาตลอดการสนทนา
แถมยังแผ่ออกมาอย่างนุ่มนวลจนขนาดจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่อย่างฉันยังไม่ทันสังเกตเห็น
ให้ตายสิ
ที่บ้านเกิดของฉัน มานาแค่นี้แม้แต่เด็กทารกก็แผ่ออกมาเล่นเป็นปกติ ฉันเลยเผลอชินกับมันไปเองซะได้...!
“จู่ๆ ก็เงียบไปเลยนะ?”
ครืด
ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นเท้าแขนลงบนโต๊ะพลางเอ่ยถามเลียบเคียง
“ตกลงจริงๆ แล้วระดับการตื่นรู้ของนายคือระดับไหนกันแน่?”
พูดตามตรง การตอบน่ะไม่ใช่เรื่องยากหรอก แต่ฉันคงต้องขัดเกลาประโยคก่อนพูดสักหน่อยล่ะนะ
‘ไอ้ลูกไม่รักดี! บอกกี่ครั้งแล้วว่าระดับ F ไง ระดับ F! ไอ้ระดับขยะล่างสุดน่ะ!’
ถ้าพูดออกไปแบบนั้น มีหวังสถานการณ์คงแย่ลงกว่าเดิมแน่ๆ