Cover

63

สุนัขหน้าคน

ผีทางด่วนจายูโร

และอื่น ๆ อีกมากมาย... โดยปกติแล้ว ความกลัวมักจะเกิดจากความไม่สมดุลเพียงเล็กน้อย

“…….”

เพราะเหตุนั้น สาวกแห่งวิหารนาชัลจึงอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างขวัญเสียในตอนนี้

‘แทงด้วยมีดขนาดนี้แต่ยังไม่กะพริบตาเลยงั้นเหรอ?’

เพราะฮันเตอร์นิรนามที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ ดูน่าขนลุกราวกับสัตว์ประหลาดที่สวมหนังมนุษย์เอาไว้

‘หรือว่าเขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวด?’

ชั่วขณะหนึ่ง ความเป็นไปได้เรื่องภาวะไม่รู้สึกเจ็บปวดผุดขึ้นมาในหัว แต่มันก็มีความเป็นไปได้ต่ำ

การไม่รู้ถึงความเจ็บปวดนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เป็นจุดอ่อนอันร้ายแรง

คนไข้พิเศษแบบนั้นไม่มีทางมาโลดแล่นอยู่ในวงการฮันเตอร์ที่อันตรายแบบนี้ได้หรอก

ไม่สิ เดิมทีคงมีชีวิตรอดมาไม่ได้จนถึงอายุขนาดนี้ด้วยซ้ำ

‘มันคืออะไรกันแน่?’

ถ้าอย่างนั้น นี่คือพลังจากการตื่นรู้งั้นเหรอ?

แต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินว่ามีทักษะต้านทานความเจ็บปวดมาก่อน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม

ถ้าเช่นนั้น คำตอบก็เหลือเพียงอย่างเดียว

‘ถ้าไม่ใช่สกิล... ก็แปลว่าเขากำลังทนมันด้วยพลังใจล้วน ๆ’

น่าตกใจสิ้นดี

เขามองดูผู้ตื่นรู้ที่ถูกมัดไว้กับเครื่องพันธนาการพลางรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง

ทว่าเขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาที่นี่ไม่ได้ เพราะต้องทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ

“…!”

ปัง!

สาวกแห่งวิหารนาชัลหยิบวัตถุออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะอย่างแรง

มันคือวัตถุรูปร่างประหลาดที่มีปีกปีศาจติดอยู่กับลูกตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย

[ดวงตาแห่งการล่อลวง]

[ระดับ: เรร์]

มันคือไอเทมล้างสมอง

‘ตอนนี้แกอาจจะทำหน้าเฉยเมยได้ แต่เดี๋ยวฉันจะทำให้แกต้องร้องขอชีวิตจนตัวสั่นเลย’

ผู้ขัดเกลาตัดสินใจในวินาทีนั้น

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะต้องล้างสมองให้สำเร็จให้ได้

ท่าทีที่เมินเฉยของคิมกิรยอกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี

เพราะเขาไม่อยากยอมรับเด็ดขาด ว่าตัวเองกำลังรู้สึกหวาดกลัวต่อฮันเตอร์นิรนามที่ไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง

‘มีบางอย่างผิดปกติ คนที่ต้องสั่นประสาทไม่ใช่ฉัน แต่ต้องเป็นไอ้หมอนี่’

ผู้ขัดเกลาดึงมีดสั้นที่ปักอยู่ออกมาอีกครั้ง

‘ทั้งที่ถูกมัดไว้แท้ ๆ อย่ามาจ้องด้วยสายตาแบบนั้นนะ...!’

และแล้ว งานของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

***

ผ่านไปได้ไม่กี่นาที

“อื้อออ ฮึ่มมม...!”

“…….”

“กึ๊ดดดด!”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น

ทั้งการถูกกดหัวลงในถังน้ำ หรือการถูกไฟฟ้าช็อตตามร่างกาย

และตอนนี้ อีกฝ่ายก็กำลังพยายามงัดเล็บเท้าของฉันออกอย่างทุลักทุเล

บอกตามตรงว่าฉันอึ้งจนพูดไม่ออก

‘แหม พยายามเข้าล่ะ’

ไม่ใช่สิ ฉันก็คายที่ตั้งของแกนพลังงานไปหมดแล้วนี่นา

แต่ไอ้สาวกลัทธิประหลาดนี่กลับบอกว่าต้องทำให้ฉันบรรลุอะไรสักอย่าง แล้วก็เริ่มทรมานฉันดื้อ ๆ เสียอย่างนั้น

แน่นอนว่าฉันคาดไว้แล้วว่าพวกมันคงไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แต่ข้อมูลก็น่าจะคั้นออกไปหมดแล้ว จะเสียแรงไปเพื่ออะไรกัน?

‘อ๋อ’

การมองจุดประสงค์ของพวกมันไม่อีกยากเลย

‘ฉันมองพลาดไปเพราะรูปลักษณ์ภายนอก ที่แท้มันไม่ใช่เครื่องบันทึก แต่เป็น...’

พอมองดูดี ๆ บนโต๊ะมีไอเทมล้างสมองวางอยู่

การเพิ่มจำนวนสาวกด้วยเวทมนตร์สายจิตใจงั้นเหรอ เป็นวิธีที่ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จเลยนะ

“หืม”

ทว่าพวกมันเลือกเป้าหมายผิดคนไปหน่อย

ทางนี้มีทั้งความต้านทานการล้างสมอง แถมร่างกายนี้ยังตัดความรู้สึกเจ็บปวดที่เกินระดับหนึ่งออกไปโดยอัตโนมัติอีกด้วย

“แฮก แฮก...”

ฉันมองดูเล็บเท้าที่ถูกถอนออกไปพลางรู้สึกสนใจเพียงเล็กน้อย

‘คนบนโลกเขาทรมานกันแบบนี้เองสินะ~’

ทันใดนั้น อีกฝ่ายก็ขว้างคีมทิ้งพลางหอบหายใจแรงด้วยความโมโห

“ทำไมกัน! ทำไมถึงไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ!”

ในมุมมองของเขา มันก็น่าหงุดหงิดอยู่หรอก

ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกายเท่านั้น

แต่อุปกรณ์เวทมนตร์อื่น ๆ ที่ใช้แทรกแซงจิตใจก็ใช้ไม่ได้ผลกับฉันเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไอ้ปีศาจเอ๊ย...!”

วิญญาณของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่จะมาพ่ายแพ้ให้กับภาพหลอนระดับพื้นเมืองแบบนี้ได้ยังไงล่ะ

สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถสยบฉันได้ทั้งทางจิตใจและร่างกาย

เรียกได้ว่าการล้างสมองน่ะไม่มีทางเป็นไปได้เลย

‘เอ๊ะ?’

แต่พอลองคิดดูดี ๆ เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งขำได้ตลอดหรอกนะ

“นี่คุณครับ?”

ฉันนึกว่าถ้าเงียบเฉยไว้เดี๋ยวเขาก็คงเหนื่อยไปเอง แต่ดูเหมือนจะตัดสินใจผิดไปหน่อย

เจ้ามนุษย์โลกนั่น ยิ่งฉันทำตัวนิ่งเฉยเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทรมานหนักขึ้นเท่านั้น

และตอนนี้ฉันก็เสียเลือดมากเกินไปแล้วด้วย

แบบนี้เริ่มจะอันตรายแล้วแฮะ

“เดี๋ยวก่อนครับ”

ฉันรีบหยุดอีกฝ่ายทันที

“พอแค่นี้เถอะได้ไหมครับ? ได้โปรดเถอะ”

“ว่าไงนะ?”

“ผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร ยังไงคุณก็อยากได้ผมไปเป็นพวกอยู่แล้วนี่นา”

เอี๊ยด พอฉันโน้มตัวไปข้างหน้า เก่าอี้เก่า ๆ ก็ส่งเสียงดังออกมา

“ผมจะเข้าวิหารนาชัลครับ และจะทำทุกอย่างตามที่คุณสั่งเลย เพราะฉะนั้นไว้ชีวิตผมเถอะนะครับ”

“ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดแบบนั้นออกมาล่ะ?”

“ก็เพราะผมกลัวตายน่ะสิครับ...!”

เป็นการร้องขอชีวิตอย่างสุดความสามารถ

ทว่าเจ้ามนุษย์โลกนั่นกลับทำหน้าสงสัยพลางกวาดสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจึงหยิบดวงตาแห่งการล่อลวงบนโต๊ะมาจ่อที่หน้าฉัน

‘นี่จะทำอะไรอีก?’

และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา

สาวกลัทธิประหลาดก็ฟาดหน้าฉันอย่างไม่ลังเลจนหัวสะบัดไปทางขวา

“โกหกหน้าตายชัด ๆ! ถ้าแกรู้สึกถึงอันตรายต่อชีวิตจริง ๆ ดวงตาแห่งการล่อลวงไม่มีทางไม่ได้ผลหรอก!”

“อั๊ก”

“ไม่รู้ว่าแกมีแผนอะไรกันแน่ แต่ฉันไม่หลงกลคำพูดปลิ้นปล้อนของแกหรอก!”

บ้าจริง งานเข้าแล้ว

ฉันแค่บังเอิญมีความต้านทานการล้างสมองเพราะคุณสมบัติของเวทมนตร์จุติใหม่แท้ ๆ

“สภาพปางตายขนาดนี้ยังไม่สะทกสะท้านอีกเหรอ ไอ้ปีศาจในร่างคน...!”

ในสายตาของอีกฝ่าย มันคงดูเหมือนว่าฉันกำลังรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ สาวกคนนั้นจึงไม่เชื่อคำพูดของฉันเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ใช่นะครับ ผมน่ะสะทกสะท้านสุด ๆ เลย ตอนนี้ผมกลัวมากเลยนะครับ คุณครู”

“เฮือก!”

“ไม่ใช่สิ คนที่ซ้อมผมจนน่วมคือคุณนะ แล้วทำไมคุณถึงต้องทำท่าถอยหนีผมด้วยล่ะ...”

“หุบปาก!”

โธ่เอ๊ย คุยกันไม่รู้เรื่องเลยแฮะ

“นี่คุณครับ ช่วยเรียกคนอื่นมาแทนทีได้ไหม”

ฉันรู้สึกอึดอัดจนต้องขอเปลี่ยนตัวผู้ดูแล

“ผมอยากคุยกับระดับหัวหน้าโดยตรง ผมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิหารนาชัลอยู่นะ”

“……!”

“เรามาคุยกันดี ๆ เถอะครับ”

ทว่าพอสิ้นประโยคนี้ สาวกคนนั้นก็กระโดดตัวลอยทันที

“ระ...ระดับหัวหน้า? ระดับหัวหน้าเหรอ ใช่จริงด้วย! ไอ้หมอนี่ แกจ้องจะเล่นงานท่านผู้นำของศาสนจักรเราตั้งแต่แรกแล้วสินะ!”

“หา?”

“ว่าแล้วเชียวว่ามันแปลก ๆ มาตั้งแต่ต้น ผู้ตื่นรู้ที่ฆ่ากรีดได้และไม่กะพริบตาตอนโดนทรมานแบบนี้ จะยอมถูกจับมาง่าย ๆ โดยไม่ขัดขืนได้ยังไงกัน...!”

เดี๋ยวก่อนครับ คุณเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว... ในจังหวะที่ฉันกำลังจะอธิบาย

มีดสั้นที่เฉียบคมของโจรลักพาตัวก็แทงทะลุต้นขาของฉันทันที

“ฉันจะไม่ฟังคำพูดของแกเด็ดขาด ไม่มีวัน!”

เขาพูดพลางขบเคี้ยวความโกรธ

ความกังวล ความกลัว และความบ้าคลั่งทางศาสนาที่คนที่ไม่เคยถูกล้างสมองไม่มีทางเข้าใจได้

เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น ฉันก็มั่นใจในสิ่งหนึ่งทันที

‘ฉิบหายแล้ว’

ที่นี่คงจะกลายเป็นหลุมฝังศพของฉันแน่ ๆ

เพราะตอนนี้ไอ้คนบ้าลัทธินี่เริ่มตีความทุกอย่างที่ฉันพูดบิดเบือนไปหมด จนแม้แต่คำขอให้ช่วยรักษาแผลยังถูกเพิกเฉยอย่างไร้เยื่อใย

ให้ตายเถอะ

ยังไงมนุษย์โลกพวกนี้ก็ทรมานคนได้ป่าเถื่อนไร้ชั้นเชิงจริง ๆ

การควบคุมไม่ให้เป้าหมายที่ถูกสอบสวนตายไปก่อนน่ะ มันคือพื้นฐานของการทรมานไม่ใช่หรือไง

‘ต้องมาตายเพราะไอ้โง่ที่คำนวณปริมาณการเสียเลือดไม่เป็นเนี่ยนะ’

หน้ามืดไปหมดแล้ว

ฉันเฝ้าหวังถึงความช่วยเหลือจากใครบางคนด้วยใจที่สั่นเครือ

เช่น มีคนในแคมป์ผู้ประสบภัยสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วเรียกตำรวจมา

หรือคนบนโลกอย่างซอนอูยอนหรืออันยุนซึงจะรู้ตัวว่าฉันหายไป

‘แต่ก็คงเป็นแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ’

แน่นอนว่าฉันรู้ดีว่าหวังจากทางไหนไม่ได้เลย

ฉันก้มหน้าลงและนิ่งเงียบ

ความวิงเวียนอย่างรุนแรงจากการเสียเลือดมากเริ่มจู่โจม

— ตูม!

ทว่าเสียงรบกวนที่ตามมากลับช่วยดึงสติที่กำลังเลือนรางให้กลับมาอีกครั้ง

— ตูม

จู่ ๆ เกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นกันนะ

— ตูมมม...

เสียงนั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

และจู่ ๆ ฉันก็ตระหนักได้ว่าเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน

‘เสียงคอนกรีตถล่ม’

ในขณะที่ฉันกำลังจมอยู่ในความฉงน

โจรลักพาตัวก็หยุดทรมานและหันกลับไป

เขาแง้มประตูออกเล็กน้อยแล้วมองลอดช่องประตูไปทางทางเดินด้านนอกอย่างตั้งใจ

ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

“อะไรกัน? ไม่ใช่เสียงที่เกิดจากตึกเรางั้นเหรอ...?”

ในวินาทีนั้นเอง

ครืนนน!

ผนังห้องด้านหนึ่งที่เราอยู่ก็พังทลายลงพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่น่าสยดสยอง

โจรลักพาตัวหันขวับไปด้วยความตกใจ แต่เขาก็ไม่สามารถตอบโต้การจู่โจมที่ตามมาได้เลย

“อั๊ก!”

ผลัวะ!

สถานการณ์จบลงก่อนที่ฝุ่นควันจะจางหายไปเสียอีก

เงามืดปริศนาที่พุ่งออกมาจากผนังที่ทะลุเข้ามาจัดการสาวกคนนั้นจนล้มฟุบลงในพริบตา

‘เร็วมาก!’

ในที่สุดฝุ่นก็เริ่มเบาบางลง

ท่ามกลางกลุ่มควันนั้น ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งออกมา

ฉันอดไม่ได้ที่จะตกใจเมื่อเห็นคนที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

“คังชางโฮ?”

“หวัดดี”

ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีใต้

ไม่นึกเลยว่าตัวจริงของพระเอกขี่ม้าขาวจะเป็นคังชางโฮ!

‘ไม่สิ อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปว่าจะมาช่วย’

แปลกจริง ๆ ทำไมพอโดนลักพาตัวทีไรต้องมาเจอหน้าหมอนี่ทุกทีนะ

คังชางโฮที่เข้ามาในห้องปัดฝุ่นคอนกรีตออกจากหลังมือพลางมองไปรอบ ๆ

ในวินาทีนั้น ฉันรู้สึกถึงความตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก

ก็เพราะฮันเตอร์คนนี้เคยมีประวัติปล่อยผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกจองจำเอาไว้เฉย ๆ มาก่อนน่ะสิ

“คือ... คุณครับ”

ฉันเริ่มเปิดปากพูดอย่างระมัดระวังเพื่อขอความช่วยเหลือจากคังชางโฮ

ทว่า ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น

“ให้ช่วยไหม?”

เพราะคังชางโฮเป็นฝ่ายเริ่มพูดออกมาก่อนอย่างเรียบง่าย

ทางนี้จึงรีบพยักหน้าอย่างแรง ทันใดนั้นคังชางโฮก็เดินเข้ามาใกล้แล้วแก้มัดให้

แคว่ก

ไอ้อุปกรณ์เวทมนตร์รูปแถบนี่ พออยู่ในมือระดับ S แล้วมันฉีกออกง่ายขนาดนี้เลยเหรอ

“ดูไม่ได้เลยนะ... แต่เอาเถอะ มาดูหน่อยก็ดีแล้ว”

คังชางโฮมองสำรวจบาดแผลของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจู่ ๆ ก็ยื่นขวดคริสตัลขนาดเล็กมาให้

ของเหลวที่คาดว่ามีความเข้มข้นเท่ากับที่ฉันเคยได้รับเป็นของขวัญก่อนหน้านี้ มันคือยาฟื้นฟูแบบโลกมนุษย์

“อ๊ะ ขอบคุณครับ”

ฉันกระดกยาทันทีโดยไม่ลังเล

ไม่นานนักเลือดทั้งหมดก็หยุดไหล และสภาพร่างกายก็ค่อย ๆ กลับมาดีขึ้น

“แต่โดนทรมานมาขนาดนี้ ทำไมดูสีหน้าดีจังล่ะ?”

“ดูเป็นอย่างนั้นเหรอครับ?”

“ปกติแล้วไม่น่าจะพูดจาปร๋อได้ขนาดนี้นะ”

“…….”

“หืม ก็เอาเถอะ ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร”

หลังจากการคุยสั้น ๆ จบลง คังชางโฮก็เสนอขึ้น

“รู้จักทางออกไหม?”

“ไม่รู้ครับ”

“งั้นก็ตามมา”

น่าแปลกใจมาก

ต้องขอบคุณการคุ้มครองของคังชางโฮ ที่ทำให้ฉันสามารถหลุดพ้นจากลัทธิประหลาดนี้มาได้อย่างปลอดภัย

‘โอ้’

ว่าแต่ว่า ทำไมรอบ ๆ ถึงได้เงียบขนาดนี้ พอเดินไปตามทางเดิน ก็พบว่ามีผู้คนมากมายนอนระเกะระกะอยู่ราวกับขยะ

คนพวกนั้นคงจะเป็นสาวกของวิหารนาชัลทั้งหมด

และคังชางโฮก็คงจัดการพวกมันไปพลางตอนเดินมายังห้องทรมาน

‘อา... ในที่สุดก็ได้ออกมาข้างนอกแล้ว!’

ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้รับการช่วยเหลือแบบนี้ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งแทบจะไหลออกมาเลยทีเดียว

โลกที่พอลำบากปุ๊บก็มีระดับ S วิ่งมาช่วยปั๊บนี่มันดีจริง ๆ!

คิดถูกแล้วที่เลือกมาจุติใหม่ที่เกาหลี!

“…….”

...ถ้าคิดว่าเรื่องจะจบลงอย่างสวยงามแบบนั้นล่ะก็ ขอบอกเลยว่าตอนนี้ฉันเริ่มมองเห็นความเป็นจริงขึ้นมาบ้างแล้ว

‘ไหนดูซิ’

เรื่องที่ได้รับความช่วยเหลือจากคังชางโฮน่ะมันก็ดีอยู่หรอก

แต่ในกระบวนการนี้มันมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง

คังชางโฮรู้ที่นี่ได้ยังไง?

‘ฮันเตอร์คนนี้พอมาถึงตึกปุ๊บ ก็พังกำแพงตรงดิ่งมายังห้องที่ฉันอยู่ทันที จะคิดว่าเขามีธุระอื่นที่วิหารนาชัลก็คงไม่ได้’

เขารู้เร็วกว่าใครเพื่อนว่าฉันถูกลักพาตัวไป และที่ยิ่งกว่านั้นคือเขารู้ตำแหน่งที่ฉันถูกกักขังได้อย่างแม่นยำในทันที

ฉันเริ่มตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“เป็นอะไรไป? คิมกิรยอ จ้องหน้าคนอื่นแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

การกระทำทั้งหมดนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ทำ 'สตอล์กกิง' (สะกดรอยตาม)...

‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’

ลองย้อนกลับไปดู หมอนี่เคยโผล่มาที่พักของคิมกิรยอโดยไม่บอกไม่กล่าว ทั้งที่ฉันไม่เคยบอกที่อยู่เลยสักครั้ง

‘ไม่สิ หรืออาจจะก่อนหน้านั้นนานมาก’

วันที่มีอุบัติเหตุรถเฉี่ยวกันครั้งก่อน เขาก็ยังตามมารถแท็กซี่ที่ฉันนั่งได้อย่างมหัศจรรย์

“…….”

อย่าบอกนะว่าฉันถูกฮันเตอร์ระดับ S คนนี้เฝ้าจับตาดูมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

ไอ้บ้าเอ๊ย

“คือว่า ตอนนี้ผมไม่มีโทรศัพท์ติดตัวน่ะครับ ไม่ทราบว่าพอจะขอยืมโทรศัพท์โทรหน่อยได้ไหมครับ”

หลังจากหนีออกมาจากลัทธิประหลาดได้ทันที

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะรายงานสถานการณ์ให้ตำรวจทราบ

แต่บอกตามตรงว่า ความรู้สึกที่อยากจะแจ้งความจับคังชางโฮมันมีมากกว่าการฟ้องร้องวิหารนาชัลเสียอีก

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

63

20px

สุนัขหน้าคน

ผีทางด่วนจายูโร

และอื่น ๆ อีกมากมาย... โดยปกติแล้ว ความกลัวมักจะเกิดจากความไม่สมดุลเพียงเล็กน้อย

“…….”

เพราะเหตุนั้น สาวกแห่งวิหารนาชัลจึงอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างขวัญเสียในตอนนี้

‘แทงด้วยมีดขนาดนี้แต่ยังไม่กะพริบตาเลยงั้นเหรอ?’

เพราะฮันเตอร์นิรนามที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ ดูน่าขนลุกราวกับสัตว์ประหลาดที่สวมหนังมนุษย์เอาไว้

‘หรือว่าเขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวด?’

ชั่วขณะหนึ่ง ความเป็นไปได้เรื่องภาวะไม่รู้สึกเจ็บปวดผุดขึ้นมาในหัว แต่มันก็มีความเป็นไปได้ต่ำ

การไม่รู้ถึงความเจ็บปวดนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เป็นจุดอ่อนอันร้ายแรง

คนไข้พิเศษแบบนั้นไม่มีทางมาโลดแล่นอยู่ในวงการฮันเตอร์ที่อันตรายแบบนี้ได้หรอก

ไม่สิ เดิมทีคงมีชีวิตรอดมาไม่ได้จนถึงอายุขนาดนี้ด้วยซ้ำ

‘มันคืออะไรกันแน่?’

ถ้าอย่างนั้น นี่คือพลังจากการตื่นรู้งั้นเหรอ?

แต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินว่ามีทักษะต้านทานความเจ็บปวดมาก่อน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม

ถ้าเช่นนั้น คำตอบก็เหลือเพียงอย่างเดียว

‘ถ้าไม่ใช่สกิล... ก็แปลว่าเขากำลังทนมันด้วยพลังใจล้วน ๆ’

น่าตกใจสิ้นดี

เขามองดูผู้ตื่นรู้ที่ถูกมัดไว้กับเครื่องพันธนาการพลางรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง

ทว่าเขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาที่นี่ไม่ได้ เพราะต้องทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ

“…!”

ปัง!

สาวกแห่งวิหารนาชัลหยิบวัตถุออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะอย่างแรง

มันคือวัตถุรูปร่างประหลาดที่มีปีกปีศาจติดอยู่กับลูกตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย

[ดวงตาแห่งการล่อลวง]

[ระดับ: เรร์]

มันคือไอเทมล้างสมอง

‘ตอนนี้แกอาจจะทำหน้าเฉยเมยได้ แต่เดี๋ยวฉันจะทำให้แกต้องร้องขอชีวิตจนตัวสั่นเลย’

ผู้ขัดเกลาตัดสินใจในวินาทีนั้น

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะต้องล้างสมองให้สำเร็จให้ได้

ท่าทีที่เมินเฉยของคิมกิรยอกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี

เพราะเขาไม่อยากยอมรับเด็ดขาด ว่าตัวเองกำลังรู้สึกหวาดกลัวต่อฮันเตอร์นิรนามที่ไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง

‘มีบางอย่างผิดปกติ คนที่ต้องสั่นประสาทไม่ใช่ฉัน แต่ต้องเป็นไอ้หมอนี่’

ผู้ขัดเกลาดึงมีดสั้นที่ปักอยู่ออกมาอีกครั้ง

‘ทั้งที่ถูกมัดไว้แท้ ๆ อย่ามาจ้องด้วยสายตาแบบนั้นนะ...!’

และแล้ว งานของเขาก็เริ่มต้นขึ้น

***

ผ่านไปได้ไม่กี่นาที

“อื้อออ ฮึ่มมม...!”

“…….”

“กึ๊ดดดด!”

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น

ทั้งการถูกกดหัวลงในถังน้ำ หรือการถูกไฟฟ้าช็อตตามร่างกาย

และตอนนี้ อีกฝ่ายก็กำลังพยายามงัดเล็บเท้าของฉันออกอย่างทุลักทุเล

บอกตามตรงว่าฉันอึ้งจนพูดไม่ออก

‘แหม พยายามเข้าล่ะ’

ไม่ใช่สิ ฉันก็คายที่ตั้งของแกนพลังงานไปหมดแล้วนี่นา

แต่ไอ้สาวกลัทธิประหลาดนี่กลับบอกว่าต้องทำให้ฉันบรรลุอะไรสักอย่าง แล้วก็เริ่มทรมานฉันดื้อ ๆ เสียอย่างนั้น

แน่นอนว่าฉันคาดไว้แล้วว่าพวกมันคงไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แต่ข้อมูลก็น่าจะคั้นออกไปหมดแล้ว จะเสียแรงไปเพื่ออะไรกัน?

‘อ๋อ’

การมองจุดประสงค์ของพวกมันไม่อีกยากเลย

‘ฉันมองพลาดไปเพราะรูปลักษณ์ภายนอก ที่แท้มันไม่ใช่เครื่องบันทึก แต่เป็น...’

พอมองดูดี ๆ บนโต๊ะมีไอเทมล้างสมองวางอยู่

การเพิ่มจำนวนสาวกด้วยเวทมนตร์สายจิตใจงั้นเหรอ เป็นวิธีที่ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จเลยนะ

“หืม”

ทว่าพวกมันเลือกเป้าหมายผิดคนไปหน่อย

ทางนี้มีทั้งความต้านทานการล้างสมอง แถมร่างกายนี้ยังตัดความรู้สึกเจ็บปวดที่เกินระดับหนึ่งออกไปโดยอัตโนมัติอีกด้วย

“แฮก แฮก...”

ฉันมองดูเล็บเท้าที่ถูกถอนออกไปพลางรู้สึกสนใจเพียงเล็กน้อย

‘คนบนโลกเขาทรมานกันแบบนี้เองสินะ~’

ทันใดนั้น อีกฝ่ายก็ขว้างคีมทิ้งพลางหอบหายใจแรงด้วยความโมโห

“ทำไมกัน! ทำไมถึงไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ!”

ในมุมมองของเขา มันก็น่าหงุดหงิดอยู่หรอก

ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกายเท่านั้น

แต่อุปกรณ์เวทมนตร์อื่น ๆ ที่ใช้แทรกแซงจิตใจก็ใช้ไม่ได้ผลกับฉันเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไอ้ปีศาจเอ๊ย...!”

วิญญาณของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่จะมาพ่ายแพ้ให้กับภาพหลอนระดับพื้นเมืองแบบนี้ได้ยังไงล่ะ

สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถสยบฉันได้ทั้งทางจิตใจและร่างกาย

เรียกได้ว่าการล้างสมองน่ะไม่มีทางเป็นไปได้เลย

‘เอ๊ะ?’

แต่พอลองคิดดูดี ๆ เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งขำได้ตลอดหรอกนะ

“นี่คุณครับ?”

ฉันนึกว่าถ้าเงียบเฉยไว้เดี๋ยวเขาก็คงเหนื่อยไปเอง แต่ดูเหมือนจะตัดสินใจผิดไปหน่อย

เจ้ามนุษย์โลกนั่น ยิ่งฉันทำตัวนิ่งเฉยเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทรมานหนักขึ้นเท่านั้น

และตอนนี้ฉันก็เสียเลือดมากเกินไปแล้วด้วย

แบบนี้เริ่มจะอันตรายแล้วแฮะ

“เดี๋ยวก่อนครับ”

ฉันรีบหยุดอีกฝ่ายทันที

“พอแค่นี้เถอะได้ไหมครับ? ได้โปรดเถอะ”

“ว่าไงนะ?”

“ผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร ยังไงคุณก็อยากได้ผมไปเป็นพวกอยู่แล้วนี่นา”

เอี๊ยด พอฉันโน้มตัวไปข้างหน้า เก่าอี้เก่า ๆ ก็ส่งเสียงดังออกมา

“ผมจะเข้าวิหารนาชัลครับ และจะทำทุกอย่างตามที่คุณสั่งเลย เพราะฉะนั้นไว้ชีวิตผมเถอะนะครับ”

“ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดแบบนั้นออกมาล่ะ?”

“ก็เพราะผมกลัวตายน่ะสิครับ...!”

เป็นการร้องขอชีวิตอย่างสุดความสามารถ

ทว่าเจ้ามนุษย์โลกนั่นกลับทำหน้าสงสัยพลางกวาดสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจึงหยิบดวงตาแห่งการล่อลวงบนโต๊ะมาจ่อที่หน้าฉัน

‘นี่จะทำอะไรอีก?’

และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา

สาวกลัทธิประหลาดก็ฟาดหน้าฉันอย่างไม่ลังเลจนหัวสะบัดไปทางขวา

“โกหกหน้าตายชัด ๆ! ถ้าแกรู้สึกถึงอันตรายต่อชีวิตจริง ๆ ดวงตาแห่งการล่อลวงไม่มีทางไม่ได้ผลหรอก!”

“อั๊ก”

“ไม่รู้ว่าแกมีแผนอะไรกันแน่ แต่ฉันไม่หลงกลคำพูดปลิ้นปล้อนของแกหรอก!”

บ้าจริง งานเข้าแล้ว

ฉันแค่บังเอิญมีความต้านทานการล้างสมองเพราะคุณสมบัติของเวทมนตร์จุติใหม่แท้ ๆ

“สภาพปางตายขนาดนี้ยังไม่สะทกสะท้านอีกเหรอ ไอ้ปีศาจในร่างคน...!”

ในสายตาของอีกฝ่าย มันคงดูเหมือนว่าฉันกำลังรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ตลอดเวลา

ด้วยเหตุนี้ สาวกคนนั้นจึงไม่เชื่อคำพูดของฉันเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ใช่นะครับ ผมน่ะสะทกสะท้านสุด ๆ เลย ตอนนี้ผมกลัวมากเลยนะครับ คุณครู”

“เฮือก!”

“ไม่ใช่สิ คนที่ซ้อมผมจนน่วมคือคุณนะ แล้วทำไมคุณถึงต้องทำท่าถอยหนีผมด้วยล่ะ...”

“หุบปาก!”

โธ่เอ๊ย คุยกันไม่รู้เรื่องเลยแฮะ

“นี่คุณครับ ช่วยเรียกคนอื่นมาแทนทีได้ไหม”

ฉันรู้สึกอึดอัดจนต้องขอเปลี่ยนตัวผู้ดูแล

“ผมอยากคุยกับระดับหัวหน้าโดยตรง ผมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิหารนาชัลอยู่นะ”

“……!”

“เรามาคุยกันดี ๆ เถอะครับ”

ทว่าพอสิ้นประโยคนี้ สาวกคนนั้นก็กระโดดตัวลอยทันที

“ระ...ระดับหัวหน้า? ระดับหัวหน้าเหรอ ใช่จริงด้วย! ไอ้หมอนี่ แกจ้องจะเล่นงานท่านผู้นำของศาสนจักรเราตั้งแต่แรกแล้วสินะ!”

“หา?”

“ว่าแล้วเชียวว่ามันแปลก ๆ มาตั้งแต่ต้น ผู้ตื่นรู้ที่ฆ่ากรีดได้และไม่กะพริบตาตอนโดนทรมานแบบนี้ จะยอมถูกจับมาง่าย ๆ โดยไม่ขัดขืนได้ยังไงกัน...!”

เดี๋ยวก่อนครับ คุณเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว... ในจังหวะที่ฉันกำลังจะอธิบาย

มีดสั้นที่เฉียบคมของโจรลักพาตัวก็แทงทะลุต้นขาของฉันทันที

“ฉันจะไม่ฟังคำพูดของแกเด็ดขาด ไม่มีวัน!”

เขาพูดพลางขบเคี้ยวความโกรธ

ความกังวล ความกลัว และความบ้าคลั่งทางศาสนาที่คนที่ไม่เคยถูกล้างสมองไม่มีทางเข้าใจได้

เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น ฉันก็มั่นใจในสิ่งหนึ่งทันที

‘ฉิบหายแล้ว’

ที่นี่คงจะกลายเป็นหลุมฝังศพของฉันแน่ ๆ

เพราะตอนนี้ไอ้คนบ้าลัทธินี่เริ่มตีความทุกอย่างที่ฉันพูดบิดเบือนไปหมด จนแม้แต่คำขอให้ช่วยรักษาแผลยังถูกเพิกเฉยอย่างไร้เยื่อใย

ให้ตายเถอะ

ยังไงมนุษย์โลกพวกนี้ก็ทรมานคนได้ป่าเถื่อนไร้ชั้นเชิงจริง ๆ

การควบคุมไม่ให้เป้าหมายที่ถูกสอบสวนตายไปก่อนน่ะ มันคือพื้นฐานของการทรมานไม่ใช่หรือไง

‘ต้องมาตายเพราะไอ้โง่ที่คำนวณปริมาณการเสียเลือดไม่เป็นเนี่ยนะ’

หน้ามืดไปหมดแล้ว

ฉันเฝ้าหวังถึงความช่วยเหลือจากใครบางคนด้วยใจที่สั่นเครือ

เช่น มีคนในแคมป์ผู้ประสบภัยสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วเรียกตำรวจมา

หรือคนบนโลกอย่างซอนอูยอนหรืออันยุนซึงจะรู้ตัวว่าฉันหายไป

‘แต่ก็คงเป็นแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ’

แน่นอนว่าฉันรู้ดีว่าหวังจากทางไหนไม่ได้เลย

ฉันก้มหน้าลงและนิ่งเงียบ

ความวิงเวียนอย่างรุนแรงจากการเสียเลือดมากเริ่มจู่โจม

— ตูม!

ทว่าเสียงรบกวนที่ตามมากลับช่วยดึงสติที่กำลังเลือนรางให้กลับมาอีกครั้ง

— ตูม

จู่ ๆ เกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นกันนะ

— ตูมมม...

เสียงนั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

และจู่ ๆ ฉันก็ตระหนักได้ว่าเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน

‘เสียงคอนกรีตถล่ม’

ในขณะที่ฉันกำลังจมอยู่ในความฉงน

โจรลักพาตัวก็หยุดทรมานและหันกลับไป

เขาแง้มประตูออกเล็กน้อยแล้วมองลอดช่องประตูไปทางทางเดินด้านนอกอย่างตั้งใจ

ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ

“อะไรกัน? ไม่ใช่เสียงที่เกิดจากตึกเรางั้นเหรอ...?”

ในวินาทีนั้นเอง

ครืนนน!

ผนังห้องด้านหนึ่งที่เราอยู่ก็พังทลายลงพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่น่าสยดสยอง

โจรลักพาตัวหันขวับไปด้วยความตกใจ แต่เขาก็ไม่สามารถตอบโต้การจู่โจมที่ตามมาได้เลย

“อั๊ก!”

ผลัวะ!

สถานการณ์จบลงก่อนที่ฝุ่นควันจะจางหายไปเสียอีก

เงามืดปริศนาที่พุ่งออกมาจากผนังที่ทะลุเข้ามาจัดการสาวกคนนั้นจนล้มฟุบลงในพริบตา

‘เร็วมาก!’

ในที่สุดฝุ่นก็เริ่มเบาบางลง

ท่ามกลางกลุ่มควันนั้น ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งออกมา

ฉันอดไม่ได้ที่จะตกใจเมื่อเห็นคนที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า

“คังชางโฮ?”

“หวัดดี”

ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีใต้

ไม่นึกเลยว่าตัวจริงของพระเอกขี่ม้าขาวจะเป็นคังชางโฮ!

‘ไม่สิ อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปว่าจะมาช่วย’

แปลกจริง ๆ ทำไมพอโดนลักพาตัวทีไรต้องมาเจอหน้าหมอนี่ทุกทีนะ

คังชางโฮที่เข้ามาในห้องปัดฝุ่นคอนกรีตออกจากหลังมือพลางมองไปรอบ ๆ

ในวินาทีนั้น ฉันรู้สึกถึงความตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก

ก็เพราะฮันเตอร์คนนี้เคยมีประวัติปล่อยผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกจองจำเอาไว้เฉย ๆ มาก่อนน่ะสิ

“คือ... คุณครับ”

ฉันเริ่มเปิดปากพูดอย่างระมัดระวังเพื่อขอความช่วยเหลือจากคังชางโฮ

ทว่า ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น

“ให้ช่วยไหม?”

เพราะคังชางโฮเป็นฝ่ายเริ่มพูดออกมาก่อนอย่างเรียบง่าย

ทางนี้จึงรีบพยักหน้าอย่างแรง ทันใดนั้นคังชางโฮก็เดินเข้ามาใกล้แล้วแก้มัดให้

แคว่ก

ไอ้อุปกรณ์เวทมนตร์รูปแถบนี่ พออยู่ในมือระดับ S แล้วมันฉีกออกง่ายขนาดนี้เลยเหรอ

“ดูไม่ได้เลยนะ... แต่เอาเถอะ มาดูหน่อยก็ดีแล้ว”

คังชางโฮมองสำรวจบาดแผลของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจู่ ๆ ก็ยื่นขวดคริสตัลขนาดเล็กมาให้

ของเหลวที่คาดว่ามีความเข้มข้นเท่ากับที่ฉันเคยได้รับเป็นของขวัญก่อนหน้านี้ มันคือยาฟื้นฟูแบบโลกมนุษย์

“อ๊ะ ขอบคุณครับ”

ฉันกระดกยาทันทีโดยไม่ลังเล

ไม่นานนักเลือดทั้งหมดก็หยุดไหล และสภาพร่างกายก็ค่อย ๆ กลับมาดีขึ้น

“แต่โดนทรมานมาขนาดนี้ ทำไมดูสีหน้าดีจังล่ะ?”

“ดูเป็นอย่างนั้นเหรอครับ?”

“ปกติแล้วไม่น่าจะพูดจาปร๋อได้ขนาดนี้นะ”

“…….”

“หืม ก็เอาเถอะ ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร”

หลังจากการคุยสั้น ๆ จบลง คังชางโฮก็เสนอขึ้น

“รู้จักทางออกไหม?”

“ไม่รู้ครับ”

“งั้นก็ตามมา”

น่าแปลกใจมาก

ต้องขอบคุณการคุ้มครองของคังชางโฮ ที่ทำให้ฉันสามารถหลุดพ้นจากลัทธิประหลาดนี้มาได้อย่างปลอดภัย

‘โอ้’

ว่าแต่ว่า ทำไมรอบ ๆ ถึงได้เงียบขนาดนี้ พอเดินไปตามทางเดิน ก็พบว่ามีผู้คนมากมายนอนระเกะระกะอยู่ราวกับขยะ

คนพวกนั้นคงจะเป็นสาวกของวิหารนาชัลทั้งหมด

และคังชางโฮก็คงจัดการพวกมันไปพลางตอนเดินมายังห้องทรมาน

‘อา... ในที่สุดก็ได้ออกมาข้างนอกแล้ว!’

ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้รับการช่วยเหลือแบบนี้ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งแทบจะไหลออกมาเลยทีเดียว

โลกที่พอลำบากปุ๊บก็มีระดับ S วิ่งมาช่วยปั๊บนี่มันดีจริง ๆ!

คิดถูกแล้วที่เลือกมาจุติใหม่ที่เกาหลี!

“…….”

...ถ้าคิดว่าเรื่องจะจบลงอย่างสวยงามแบบนั้นล่ะก็ ขอบอกเลยว่าตอนนี้ฉันเริ่มมองเห็นความเป็นจริงขึ้นมาบ้างแล้ว

‘ไหนดูซิ’

เรื่องที่ได้รับความช่วยเหลือจากคังชางโฮน่ะมันก็ดีอยู่หรอก

แต่ในกระบวนการนี้มันมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง

คังชางโฮรู้ที่นี่ได้ยังไง?

‘ฮันเตอร์คนนี้พอมาถึงตึกปุ๊บ ก็พังกำแพงตรงดิ่งมายังห้องที่ฉันอยู่ทันที จะคิดว่าเขามีธุระอื่นที่วิหารนาชัลก็คงไม่ได้’

เขารู้เร็วกว่าใครเพื่อนว่าฉันถูกลักพาตัวไป และที่ยิ่งกว่านั้นคือเขารู้ตำแหน่งที่ฉันถูกกักขังได้อย่างแม่นยำในทันที

ฉันเริ่มตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“เป็นอะไรไป? คิมกิรยอ จ้องหน้าคนอื่นแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”

การกระทำทั้งหมดนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ทำ 'สตอล์กกิง' (สะกดรอยตาม)...

‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’

ลองย้อนกลับไปดู หมอนี่เคยโผล่มาที่พักของคิมกิรยอโดยไม่บอกไม่กล่าว ทั้งที่ฉันไม่เคยบอกที่อยู่เลยสักครั้ง

‘ไม่สิ หรืออาจจะก่อนหน้านั้นนานมาก’

วันที่มีอุบัติเหตุรถเฉี่ยวกันครั้งก่อน เขาก็ยังตามมารถแท็กซี่ที่ฉันนั่งได้อย่างมหัศจรรย์

“…….”

อย่าบอกนะว่าฉันถูกฮันเตอร์ระดับ S คนนี้เฝ้าจับตาดูมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

ไอ้บ้าเอ๊ย

“คือว่า ตอนนี้ผมไม่มีโทรศัพท์ติดตัวน่ะครับ ไม่ทราบว่าพอจะขอยืมโทรศัพท์โทรหน่อยได้ไหมครับ”

หลังจากหนีออกมาจากลัทธิประหลาดได้ทันที

ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะรายงานสถานการณ์ให้ตำรวจทราบ

แต่บอกตามตรงว่า ความรู้สึกที่อยากจะแจ้งความจับคังชางโฮมันมีมากกว่าการฟ้องร้องวิหารนาชัลเสียอีก