สุนัขหน้าคน
ผีทางด่วนจายูโร
และอื่น ๆ อีกมากมาย... โดยปกติแล้ว ความกลัวมักจะเกิดจากความไม่สมดุลเพียงเล็กน้อย
“…….”
เพราะเหตุนั้น สาวกแห่งวิหารนาชัลจึงอยู่ในสภาวะที่ค่อนข้างขวัญเสียในตอนนี้
‘แทงด้วยมีดขนาดนี้แต่ยังไม่กะพริบตาเลยงั้นเหรอ?’
เพราะฮันเตอร์นิรนามที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้ ดูน่าขนลุกราวกับสัตว์ประหลาดที่สวมหนังมนุษย์เอาไว้
‘หรือว่าเขาจะไม่รู้สึกเจ็บปวด?’
ชั่วขณะหนึ่ง ความเป็นไปได้เรื่องภาวะไม่รู้สึกเจ็บปวดผุดขึ้นมาในหัว แต่มันก็มีความเป็นไปได้ต่ำ
การไม่รู้ถึงความเจ็บปวดนั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เป็นจุดอ่อนอันร้ายแรง
คนไข้พิเศษแบบนั้นไม่มีทางมาโลดแล่นอยู่ในวงการฮันเตอร์ที่อันตรายแบบนี้ได้หรอก
ไม่สิ เดิมทีคงมีชีวิตรอดมาไม่ได้จนถึงอายุขนาดนี้ด้วยซ้ำ
‘มันคืออะไรกันแน่?’
ถ้าอย่างนั้น นี่คือพลังจากการตื่นรู้งั้นเหรอ?
แต่ฉันก็ไม่เคยได้ยินว่ามีทักษะต้านทานความเจ็บปวดมาก่อน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
ถ้าเช่นนั้น คำตอบก็เหลือเพียงอย่างเดียว
‘ถ้าไม่ใช่สกิล... ก็แปลว่าเขากำลังทนมันด้วยพลังใจล้วน ๆ’
น่าตกใจสิ้นดี
เขามองดูผู้ตื่นรู้ที่ถูกมัดไว้กับเครื่องพันธนาการพลางรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง
ทว่าเขาจะแสดงความอ่อนแอออกมาที่นี่ไม่ได้ เพราะต้องทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ
“…!”
ปัง!
สาวกแห่งวิหารนาชัลหยิบวัตถุออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนโต๊ะอย่างแรง
มันคือวัตถุรูปร่างประหลาดที่มีปีกปีศาจติดอยู่กับลูกตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย
[ดวงตาแห่งการล่อลวง]
[ระดับ: เรร์]
มันคือไอเทมล้างสมอง
‘ตอนนี้แกอาจจะทำหน้าเฉยเมยได้ แต่เดี๋ยวฉันจะทำให้แกต้องร้องขอชีวิตจนตัวสั่นเลย’
ผู้ขัดเกลาตัดสินใจในวินาทีนั้น
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะต้องล้างสมองให้สำเร็จให้ได้
ท่าทีที่เมินเฉยของคิมกิรยอกลายเป็นแรงผลักดันชั้นดี
เพราะเขาไม่อยากยอมรับเด็ดขาด ว่าตัวเองกำลังรู้สึกหวาดกลัวต่อฮันเตอร์นิรนามที่ไม่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง
‘มีบางอย่างผิดปกติ คนที่ต้องสั่นประสาทไม่ใช่ฉัน แต่ต้องเป็นไอ้หมอนี่’
ผู้ขัดเกลาดึงมีดสั้นที่ปักอยู่ออกมาอีกครั้ง
‘ทั้งที่ถูกมัดไว้แท้ ๆ อย่ามาจ้องด้วยสายตาแบบนั้นนะ...!’
และแล้ว งานของเขาก็เริ่มต้นขึ้น
***
ผ่านไปได้ไม่กี่นาที
“อื้อออ ฮึ่มมม...!”
“…….”
“กึ๊ดดดด!”
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น
ทั้งการถูกกดหัวลงในถังน้ำ หรือการถูกไฟฟ้าช็อตตามร่างกาย
และตอนนี้ อีกฝ่ายก็กำลังพยายามงัดเล็บเท้าของฉันออกอย่างทุลักทุเล
บอกตามตรงว่าฉันอึ้งจนพูดไม่ออก
‘แหม พยายามเข้าล่ะ’
ไม่ใช่สิ ฉันก็คายที่ตั้งของแกนพลังงานไปหมดแล้วนี่นา
แต่ไอ้สาวกลัทธิประหลาดนี่กลับบอกว่าต้องทำให้ฉันบรรลุอะไรสักอย่าง แล้วก็เริ่มทรมานฉันดื้อ ๆ เสียอย่างนั้น
แน่นอนว่าฉันคาดไว้แล้วว่าพวกมันคงไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แต่ข้อมูลก็น่าจะคั้นออกไปหมดแล้ว จะเสียแรงไปเพื่ออะไรกัน?
‘อ๋อ’
การมองจุดประสงค์ของพวกมันไม่อีกยากเลย
‘ฉันมองพลาดไปเพราะรูปลักษณ์ภายนอก ที่แท้มันไม่ใช่เครื่องบันทึก แต่เป็น...’
พอมองดูดี ๆ บนโต๊ะมีไอเทมล้างสมองวางอยู่
การเพิ่มจำนวนสาวกด้วยเวทมนตร์สายจิตใจงั้นเหรอ เป็นวิธีที่ค่อนข้างเป็นสูตรสำเร็จเลยนะ
“หืม”
ทว่าพวกมันเลือกเป้าหมายผิดคนไปหน่อย
ทางนี้มีทั้งความต้านทานการล้างสมอง แถมร่างกายนี้ยังตัดความรู้สึกเจ็บปวดที่เกินระดับหนึ่งออกไปโดยอัตโนมัติอีกด้วย
“แฮก แฮก...”
ฉันมองดูเล็บเท้าที่ถูกถอนออกไปพลางรู้สึกสนใจเพียงเล็กน้อย
‘คนบนโลกเขาทรมานกันแบบนี้เองสินะ~’
ทันใดนั้น อีกฝ่ายก็ขว้างคีมทิ้งพลางหอบหายใจแรงด้วยความโมโห
“ทำไมกัน! ทำไมถึงไม่รู้สึกอะไรเลยล่ะ!”
ในมุมมองของเขา มันก็น่าหงุดหงิดอยู่หรอก
ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางกายเท่านั้น
แต่อุปกรณ์เวทมนตร์อื่น ๆ ที่ใช้แทรกแซงจิตใจก็ใช้ไม่ได้ผลกับฉันเลยแม้แต่นิดเดียว
“ไอ้ปีศาจเอ๊ย...!”
วิญญาณของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่จะมาพ่ายแพ้ให้กับภาพหลอนระดับพื้นเมืองแบบนี้ได้ยังไงล่ะ
สุดท้ายเขาก็ไม่สามารถสยบฉันได้ทั้งทางจิตใจและร่างกาย
เรียกได้ว่าการล้างสมองน่ะไม่มีทางเป็นไปได้เลย
‘เอ๊ะ?’
แต่พอลองคิดดูดี ๆ เรื่องนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งขำได้ตลอดหรอกนะ
“นี่คุณครับ?”
ฉันนึกว่าถ้าเงียบเฉยไว้เดี๋ยวเขาก็คงเหนื่อยไปเอง แต่ดูเหมือนจะตัดสินใจผิดไปหน่อย
เจ้ามนุษย์โลกนั่น ยิ่งฉันทำตัวนิ่งเฉยเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทรมานหนักขึ้นเท่านั้น
และตอนนี้ฉันก็เสียเลือดมากเกินไปแล้วด้วย
แบบนี้เริ่มจะอันตรายแล้วแฮะ
“เดี๋ยวก่อนครับ”
ฉันรีบหยุดอีกฝ่ายทันที
“พอแค่นี้เถอะได้ไหมครับ? ได้โปรดเถอะ”
“ว่าไงนะ?”
“ผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร ยังไงคุณก็อยากได้ผมไปเป็นพวกอยู่แล้วนี่นา”
เอี๊ยด พอฉันโน้มตัวไปข้างหน้า เก่าอี้เก่า ๆ ก็ส่งเสียงดังออกมา
“ผมจะเข้าวิหารนาชัลครับ และจะทำทุกอย่างตามที่คุณสั่งเลย เพราะฉะนั้นไว้ชีวิตผมเถอะนะครับ”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงพูดแบบนั้นออกมาล่ะ?”
“ก็เพราะผมกลัวตายน่ะสิครับ...!”
เป็นการร้องขอชีวิตอย่างสุดความสามารถ
ทว่าเจ้ามนุษย์โลกนั่นกลับทำหน้าสงสัยพลางกวาดสายตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจึงหยิบดวงตาแห่งการล่อลวงบนโต๊ะมาจ่อที่หน้าฉัน
‘นี่จะทำอะไรอีก?’
และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา
สาวกลัทธิประหลาดก็ฟาดหน้าฉันอย่างไม่ลังเลจนหัวสะบัดไปทางขวา
“โกหกหน้าตายชัด ๆ! ถ้าแกรู้สึกถึงอันตรายต่อชีวิตจริง ๆ ดวงตาแห่งการล่อลวงไม่มีทางไม่ได้ผลหรอก!”
“อั๊ก”
“ไม่รู้ว่าแกมีแผนอะไรกันแน่ แต่ฉันไม่หลงกลคำพูดปลิ้นปล้อนของแกหรอก!”
บ้าจริง งานเข้าแล้ว
ฉันแค่บังเอิญมีความต้านทานการล้างสมองเพราะคุณสมบัติของเวทมนตร์จุติใหม่แท้ ๆ
“สภาพปางตายขนาดนี้ยังไม่สะทกสะท้านอีกเหรอ ไอ้ปีศาจในร่างคน...!”
ในสายตาของอีกฝ่าย มันคงดูเหมือนว่าฉันกำลังรักษาความเยือกเย็นเอาไว้ได้ตลอดเวลา
ด้วยเหตุนี้ สาวกคนนั้นจึงไม่เชื่อคำพูดของฉันเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่นะครับ ผมน่ะสะทกสะท้านสุด ๆ เลย ตอนนี้ผมกลัวมากเลยนะครับ คุณครู”
“เฮือก!”
“ไม่ใช่สิ คนที่ซ้อมผมจนน่วมคือคุณนะ แล้วทำไมคุณถึงต้องทำท่าถอยหนีผมด้วยล่ะ...”
“หุบปาก!”
โธ่เอ๊ย คุยกันไม่รู้เรื่องเลยแฮะ
“นี่คุณครับ ช่วยเรียกคนอื่นมาแทนทีได้ไหม”
ฉันรู้สึกอึดอัดจนต้องขอเปลี่ยนตัวผู้ดูแล
“ผมอยากคุยกับระดับหัวหน้าโดยตรง ผมมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อวิหารนาชัลอยู่นะ”
“……!”
“เรามาคุยกันดี ๆ เถอะครับ”
ทว่าพอสิ้นประโยคนี้ สาวกคนนั้นก็กระโดดตัวลอยทันที
“ระ...ระดับหัวหน้า? ระดับหัวหน้าเหรอ ใช่จริงด้วย! ไอ้หมอนี่ แกจ้องจะเล่นงานท่านผู้นำของศาสนจักรเราตั้งแต่แรกแล้วสินะ!”
“หา?”
“ว่าแล้วเชียวว่ามันแปลก ๆ มาตั้งแต่ต้น ผู้ตื่นรู้ที่ฆ่ากรีดได้และไม่กะพริบตาตอนโดนทรมานแบบนี้ จะยอมถูกจับมาง่าย ๆ โดยไม่ขัดขืนได้ยังไงกัน...!”
เดี๋ยวก่อนครับ คุณเข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว... ในจังหวะที่ฉันกำลังจะอธิบาย
มีดสั้นที่เฉียบคมของโจรลักพาตัวก็แทงทะลุต้นขาของฉันทันที
“ฉันจะไม่ฟังคำพูดของแกเด็ดขาด ไม่มีวัน!”
เขาพูดพลางขบเคี้ยวความโกรธ
ความกังวล ความกลัว และความบ้าคลั่งทางศาสนาที่คนที่ไม่เคยถูกล้างสมองไม่มีทางเข้าใจได้
เมื่อได้ยินน้ำเสียงนั้น ฉันก็มั่นใจในสิ่งหนึ่งทันที
‘ฉิบหายแล้ว’
ที่นี่คงจะกลายเป็นหลุมฝังศพของฉันแน่ ๆ
เพราะตอนนี้ไอ้คนบ้าลัทธินี่เริ่มตีความทุกอย่างที่ฉันพูดบิดเบือนไปหมด จนแม้แต่คำขอให้ช่วยรักษาแผลยังถูกเพิกเฉยอย่างไร้เยื่อใย
ให้ตายเถอะ
ยังไงมนุษย์โลกพวกนี้ก็ทรมานคนได้ป่าเถื่อนไร้ชั้นเชิงจริง ๆ
การควบคุมไม่ให้เป้าหมายที่ถูกสอบสวนตายไปก่อนน่ะ มันคือพื้นฐานของการทรมานไม่ใช่หรือไง
‘ต้องมาตายเพราะไอ้โง่ที่คำนวณปริมาณการเสียเลือดไม่เป็นเนี่ยนะ’
หน้ามืดไปหมดแล้ว
ฉันเฝ้าหวังถึงความช่วยเหลือจากใครบางคนด้วยใจที่สั่นเครือ
เช่น มีคนในแคมป์ผู้ประสบภัยสังเกตเห็นความผิดปกติแล้วเรียกตำรวจมา
หรือคนบนโลกอย่างซอนอูยอนหรืออันยุนซึงจะรู้ตัวว่าฉันหายไป
‘แต่ก็คงเป็นแค่ความหวังลม ๆ แล้ง ๆ’
แน่นอนว่าฉันรู้ดีว่าหวังจากทางไหนไม่ได้เลย
ฉันก้มหน้าลงและนิ่งเงียบ
ความวิงเวียนอย่างรุนแรงจากการเสียเลือดมากเริ่มจู่โจม
— ตูม!
ทว่าเสียงรบกวนที่ตามมากลับช่วยดึงสติที่กำลังเลือนรางให้กลับมาอีกครั้ง
— ตูม
จู่ ๆ เกิดความวุ่นวายอะไรขึ้นกันนะ
— ตูมมม...
เสียงนั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
และจู่ ๆ ฉันก็ตระหนักได้ว่าเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อน
‘เสียงคอนกรีตถล่ม’
ในขณะที่ฉันกำลังจมอยู่ในความฉงน
โจรลักพาตัวก็หยุดทรมานและหันกลับไป
เขาแง้มประตูออกเล็กน้อยแล้วมองลอดช่องประตูไปทางทางเดินด้านนอกอย่างตั้งใจ
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมชั่วขณะ
“อะไรกัน? ไม่ใช่เสียงที่เกิดจากตึกเรางั้นเหรอ...?”
ในวินาทีนั้นเอง
ครืนนน!
ผนังห้องด้านหนึ่งที่เราอยู่ก็พังทลายลงพร้อมกับเสียงกัมปนาทที่น่าสยดสยอง
โจรลักพาตัวหันขวับไปด้วยความตกใจ แต่เขาก็ไม่สามารถตอบโต้การจู่โจมที่ตามมาได้เลย
“อั๊ก!”
ผลัวะ!
สถานการณ์จบลงก่อนที่ฝุ่นควันจะจางหายไปเสียอีก
เงามืดปริศนาที่พุ่งออกมาจากผนังที่ทะลุเข้ามาจัดการสาวกคนนั้นจนล้มฟุบลงในพริบตา
‘เร็วมาก!’
ในที่สุดฝุ่นก็เริ่มเบาบางลง
ท่ามกลางกลุ่มควันนั้น ปรากฏร่างของคนผู้หนึ่งออกมา
ฉันอดไม่ได้ที่จะตกใจเมื่อเห็นคนที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า
“คังชางโฮ?”
“หวัดดี”
ฮันเตอร์ระดับ S ของเกาหลีใต้
ไม่นึกเลยว่าตัวจริงของพระเอกขี่ม้าขาวจะเป็นคังชางโฮ!
‘ไม่สิ อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปว่าจะมาช่วย’
แปลกจริง ๆ ทำไมพอโดนลักพาตัวทีไรต้องมาเจอหน้าหมอนี่ทุกทีนะ
คังชางโฮที่เข้ามาในห้องปัดฝุ่นคอนกรีตออกจากหลังมือพลางมองไปรอบ ๆ
ในวินาทีนั้น ฉันรู้สึกถึงความตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก
ก็เพราะฮันเตอร์คนนี้เคยมีประวัติปล่อยผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกจองจำเอาไว้เฉย ๆ มาก่อนน่ะสิ
“คือ... คุณครับ”
ฉันเริ่มเปิดปากพูดอย่างระมัดระวังเพื่อขอความช่วยเหลือจากคังชางโฮ
ทว่า ดูเหมือนว่ามันจะไม่มีความจำเป็นขนาดนั้น
“ให้ช่วยไหม?”
เพราะคังชางโฮเป็นฝ่ายเริ่มพูดออกมาก่อนอย่างเรียบง่าย
ทางนี้จึงรีบพยักหน้าอย่างแรง ทันใดนั้นคังชางโฮก็เดินเข้ามาใกล้แล้วแก้มัดให้
แคว่ก
ไอ้อุปกรณ์เวทมนตร์รูปแถบนี่ พออยู่ในมือระดับ S แล้วมันฉีกออกง่ายขนาดนี้เลยเหรอ
“ดูไม่ได้เลยนะ... แต่เอาเถอะ มาดูหน่อยก็ดีแล้ว”
คังชางโฮมองสำรวจบาดแผลของฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วจู่ ๆ ก็ยื่นขวดคริสตัลขนาดเล็กมาให้
ของเหลวที่คาดว่ามีความเข้มข้นเท่ากับที่ฉันเคยได้รับเป็นของขวัญก่อนหน้านี้ มันคือยาฟื้นฟูแบบโลกมนุษย์
“อ๊ะ ขอบคุณครับ”
ฉันกระดกยาทันทีโดยไม่ลังเล
ไม่นานนักเลือดทั้งหมดก็หยุดไหล และสภาพร่างกายก็ค่อย ๆ กลับมาดีขึ้น
“แต่โดนทรมานมาขนาดนี้ ทำไมดูสีหน้าดีจังล่ะ?”
“ดูเป็นอย่างนั้นเหรอครับ?”
“ปกติแล้วไม่น่าจะพูดจาปร๋อได้ขนาดนี้นะ”
“…….”
“หืม ก็เอาเถอะ ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร”
หลังจากการคุยสั้น ๆ จบลง คังชางโฮก็เสนอขึ้น
“รู้จักทางออกไหม?”
“ไม่รู้ครับ”
“งั้นก็ตามมา”
น่าแปลกใจมาก
ต้องขอบคุณการคุ้มครองของคังชางโฮ ที่ทำให้ฉันสามารถหลุดพ้นจากลัทธิประหลาดนี้มาได้อย่างปลอดภัย
‘โอ้’
ว่าแต่ว่า ทำไมรอบ ๆ ถึงได้เงียบขนาดนี้ พอเดินไปตามทางเดิน ก็พบว่ามีผู้คนมากมายนอนระเกะระกะอยู่ราวกับขยะ
คนพวกนั้นคงจะเป็นสาวกของวิหารนาชัลทั้งหมด
และคังชางโฮก็คงจัดการพวกมันไปพลางตอนเดินมายังห้องทรมาน
‘อา... ในที่สุดก็ได้ออกมาข้างนอกแล้ว!’
ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะได้รับการช่วยเหลือแบบนี้ น้ำตาแห่งความซาบซึ้งแทบจะไหลออกมาเลยทีเดียว
โลกที่พอลำบากปุ๊บก็มีระดับ S วิ่งมาช่วยปั๊บนี่มันดีจริง ๆ!
คิดถูกแล้วที่เลือกมาจุติใหม่ที่เกาหลี!
“…….”
...ถ้าคิดว่าเรื่องจะจบลงอย่างสวยงามแบบนั้นล่ะก็ ขอบอกเลยว่าตอนนี้ฉันเริ่มมองเห็นความเป็นจริงขึ้นมาบ้างแล้ว
‘ไหนดูซิ’
เรื่องที่ได้รับความช่วยเหลือจากคังชางโฮน่ะมันก็ดีอยู่หรอก
แต่ในกระบวนการนี้มันมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง
คังชางโฮรู้ที่นี่ได้ยังไง?
‘ฮันเตอร์คนนี้พอมาถึงตึกปุ๊บ ก็พังกำแพงตรงดิ่งมายังห้องที่ฉันอยู่ทันที จะคิดว่าเขามีธุระอื่นที่วิหารนาชัลก็คงไม่ได้’
เขารู้เร็วกว่าใครเพื่อนว่าฉันถูกลักพาตัวไป และที่ยิ่งกว่านั้นคือเขารู้ตำแหน่งที่ฉันถูกกักขังได้อย่างแม่นยำในทันที
ฉันเริ่มตระหนักถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้ตื่นรู้ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“เป็นอะไรไป? คิมกิรยอ จ้องหน้าคนอื่นแบบนั้นมาตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
การกระทำทั้งหมดนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ได้ทำ 'สตอล์กกิง' (สะกดรอยตาม)...
‘ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?’
ลองย้อนกลับไปดู หมอนี่เคยโผล่มาที่พักของคิมกิรยอโดยไม่บอกไม่กล่าว ทั้งที่ฉันไม่เคยบอกที่อยู่เลยสักครั้ง
‘ไม่สิ หรืออาจจะก่อนหน้านั้นนานมาก’
วันที่มีอุบัติเหตุรถเฉี่ยวกันครั้งก่อน เขาก็ยังตามมารถแท็กซี่ที่ฉันนั่งได้อย่างมหัศจรรย์
“…….”
อย่าบอกนะว่าฉันถูกฮันเตอร์ระดับ S คนนี้เฝ้าจับตาดูมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ไอ้บ้าเอ๊ย
“คือว่า ตอนนี้ผมไม่มีโทรศัพท์ติดตัวน่ะครับ ไม่ทราบว่าพอจะขอยืมโทรศัพท์โทรหน่อยได้ไหมครับ”
หลังจากหนีออกมาจากลัทธิประหลาดได้ทันที
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อจะรายงานสถานการณ์ให้ตำรวจทราบ
แต่บอกตามตรงว่า ความรู้สึกที่อยากจะแจ้งความจับคังชางโฮมันมีมากกว่าการฟ้องร้องวิหารนาชัลเสียอีก