Cover

62

หากเป็นเช่นนั้น ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

ตัวเอกผู้เป็นต้นเรื่องและเป็นผู้มีฝีมือซ่อนเร้นผู้นั้น กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?

***

วันพฤหัสบดี เวลาประมาณ 10 โมงเช้า

สวบ, สวบ

ทุกครั้งที่ขยับตัว ฉันจะรู้สึกถึงสัมผัสของเนื้อผ้าที่เย็นสบายตรงท่อนแขน

มันเป็นสัมผัสของผ้าโพลีเอสเตอร์ที่มักใช้ทำเต็นท์

มองเผิน ๆ อาจจะนึกว่ามีใครบางคนกำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่ในเต็นท์ศูนย์อพยพ

แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ ปกติในเต็นท์จะมีการปูผ้าห่มไว้ สัมผัสของโพลีเอสเตอร์จึงไม่ควรจะโดนตัวโดยตรงแบบนี้

“....”

เอาละ ตั้งแต่ตอนนี้ฉันจะอธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อย

คิมกิรยอ ชายผู้นั้นกำลังถูกพันธนาการทั่วทั้งร่างด้วยผ้าสีขาวและสีแดงอย่างแน่นหนา

สัมผัสสาก ๆ ที่รู้สึกได้เมื่อครู่ก็มาจากไอ้เจ้านี่แหละ

แถมไอ้เก้าอี้นี่มันอะไรกัน

เขาถูกตรึงแขนขาไว้กับเก้าอี้เก่า ๆ ที่ดูเหมือนจะใช้สำหรับทรมานนักโทษในสมัยก่อน

พอขยับตัว อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มัดร่างอยู่ก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้นจนแม้แต่จะลุกขึ้นยืนก็ยังทำไม่ได้

“หืม”

อธิบายแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

สภาพที่ถูกมัดทิ้งไว้กลางห้องสีเทาฉาบซิเมนต์แบบนี้ จะให้เรียกว่าอะไรได้อีกนอกเสียจาก...

‘บัดซบ!’

ลักพาตัว ซีซัน 2 ชัด ๆ!

ฉันหลับตาลงแน่น

คราวนี้มันเรื่องอะไรกันอีกวะเนี่ย!

***

ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อน

“ว่าไงนะ?”

วิหารนาชัล ในองค์กรนั้นมีผู้ดูแลระดับกลางที่ถูกเรียกว่า ท่านอาวุโส

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาวุโสผู้นี้ก็ได้ยินข่าวที่เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสก ๆ

สาวกที่มุ่งหน้าไปยังแดนทองคำถูกจับกุมกันเกลี้ยง!

“แล้วไอเทมล่ะ? พวกนั้นไม่ได้เอาไอเทมกลับมาด้วยงั้นเรารึ?”

“ขอรับ...”

“เฮ้อออ”

เจ้าลัทธิแห่งวิหารนาชัลที่เขาเคารพรัก เคยกล่าวไว้เมื่อวันก่อนว่า

ของรางวัลที่มักจะดรอปจากบอสประเภทหุ่นศิลาเวทมนตร์

‘จงนำ [คอร์พลังงานอนันต์] มาถวายแก่ข้า’

แม้จะเป็นคำสั่งเผด็จการเหมือนทุกครั้ง แต่หากเป็นท่านเจ้าลัทธิผู้ยิ่งใหญ่ดุจสรวงสวรรค์แล้ว ย่อมต้องมีเหตุผลล้ำลึกอย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?

ท่านอาวุโสจึงรีบรวบรวมคนเพื่อตอบสนองความต้องการของท่านเจ้าลัทธิ

แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะจบลงด้วยความล้มเหลวแบบนี้

“แบบนี้ข้าจะเอาหน้าไปพบท่านพ่อได้ยังไง”

ปัญหาไม่ได้มีแค่นี้

คอร์พลังงานอนันต์เป็นไอเทมยอดนิยมที่บริษัทใหญ่ ๆ ทุกแห่งต่างจ้องตาเป็นมัน

‘หากต้องไปแข่งประมูลกับพวกยักษ์ใหญ่ใหญ่อย่างกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีล่ะก็ คงต้องสูญเสียมหาศาลแน่’

ทั้งราคาสูง แถมยังไม่มีของหลุดมาในตลาด

เพราะฉะนั้นในตอนนี้ วิธีที่ดูมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการล่ามอนสเตอร์ด้วยตัวเอง แต่ทว่า...

“ท่านอาวุโสครับ?”

เขาสูญเสียสาวกระดับ A ที่แสนล้ำค่าไปแล้ว

แถมตั้งแต่นี้ไป ยังต้องเฝ้ารอเกตหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ก็ไม่รู้ว่าจะปรากฏขึ้นมาเมื่อไหร่ด้วยความสิ้นหวังอีก

ถ้าขืนเป็นแบบนี้...

เขาจะไม่สามารถหาคอร์มาได้ภายในกำหนดเวลาไม่ใช่เหรอ?

‘จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด’

ท่านอาวุโสลูบเคราตัวเองพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ

“นี่ เจ้าพวกฮันเตอร์ที่เข้าไปในเกตแดนทองคำก่อนหน้านั้นคือใครกัน?”

“ครับ?”

“ข้าหมายถึง ในบรรดาคนพวกนั้น มันต้องมีคนที่จัดการตัวหัวหน้าได้สิ”

ลูกน้องพยักหน้าทันที

“ท่านกำลังถามว่าตอนนี้คอร์อยู่ที่ใครใช่ไหมครับ?”

สายข่าวคนนี้หูดีมาก

เขาแอบไปได้ยินสิ่งที่พวกผู้ชายที่หนีออกมาจากแดนทองคำคุยกันมาจนหมดเปลือก

- ใครเป็นคนจัดการบอสน่ะ?

- ก็พี่กิรยอไงที่...

สาวกนึกย้อนถึงบทสนทนาในอดีตครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา

“ได้ยินมาว่าฮันเตอร์ที่ชื่อกิรยอเป็นคนล้มกรีดครับ”

ในวินาทีนี้ยังไม่มีข่าวว่ามีคอร์หลุดออกมาขายใหม่ นั่นหมายความว่าไอเทมน่าจะยังอยู่ในมือของผู้พิชิต

“ช่วยไม่ได้แฮะ แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ยังไงเราก็ต้องหาคนมาแทนที่ระดับ A ที่เสียไปอยู่ดี...”

ท่านอาวุโสเอ่ยทิ้งท้ายอย่างมีเลศนัยก่อนจะกระซิบสั่งการบางอย่างกับลูกน้อง

***

ในขณะเดียวกัน

ภายในที่พักชั่วคราวของผู้ประสบภัยดันเจี้ยนเบรก

“ทำอะไรไปบ้างเนี่ย แปดโมงเย็นแล้วเหรอ?”

ฉันนอนกลิ้งอยู่ในเต็นท์พลางเคี้ยวมันฝรั่งทอดที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยจริง ๆ

ไหนจะต้องไปมีเรื่องกับพวกอาชญากร

อุตส่าห์ลำบากลำบนรวบรวมแกนพลังงานมาได้ สุดท้ายก็กลายเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของอันยุนซึงไปซะงั้น

“เฮ้อ”

แต่ใช่ว่าเรื่องในครั้งนี้จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย

เพราะถ้ากังวลเรื่องการทิ้งบันทึกการซื้อขาย ก็ยังมีวิธีนำของที่ได้มาใช้เองอยู่

‘ได้อย่างน้อยชิ้นหนึ่งก็ยังดี’

ของรางวัลจากการปราบบอส [คอร์พลังงานอนันต์]

ฉันได้รับกรรมสิทธิ์ในไอเทมนั้นจากการล่าครั้งนี้

ในขณะที่ส่วนประกอบแปรรูปอย่างพวกแกนพลังงานนั้น พลังงานของมันรวมตัวกันในรูปแบบที่บุคคลทั่วไปนำมาใช้ได้ยาก การเปลี่ยนเป็นเงินจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทว่าไอ้เจ้าคอร์สีน้ำเงินนี่กลับเป็นทรัพยากรที่สะดวกสบายจนสามารถควบคุมได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือกระบวนการพิเศษใด ๆ เลย

“หึหึหึ”

ฉันวางแผนไว้แล้วว่าจะเอามันไปใช้ทำอะไร

ถ้ามีแหล่งพลังเวทมหาศาลขนาดนี้ละก็ ฉันจะสามารถทำเรื่องที่น่าตกใจได้เลยเชียวละ

‘แต่ก็นะ นั่นมันต้องหลังจากที่บ้านซ่อมเสร็จก่อน’

กลิ้ง~

ฉันเปลี่ยนท่านอน

และในตอนนั้นเอง

ตุบ ตุบ ตุบ

จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะเต็นท์ดังมาจากข้างนอก ฉันเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเงาคนวูบวาบผ่านเนื้อผ้ากึ่งโปร่งแสง

‘อ้อ แจกของบริจาคสินะ’

เห็นอย่างนี้ฉันก็เคยอยู่ศูนย์บรรเทาทุกข์มาหลายครั้งนะ

คงจะเป็นพวกชาวโลกใจดีเอาข้าวสารหรืออะไรพวกนั้นมาให้อีกตามเคยนั่นแหละ

“ครับ ออกไปแล้วครับ”

ฉันเปิดซิปเต็นท์ออกโดยไม่ได้ระแวงอะไรเลย

เป็นไปตามคาด ตรงหน้ามีคนหนุ่มหน้าตาใจดีสองคนยืนอยู่

“แกงกะหรี่ที่ให้มาวันก่อน อร่อยมากเลยครั...”

บรรยากาศมันกำลังไปได้สวยเลยละนะ

จนกระทั่งอาสาสมัครพวกนั้นเอาแถบผ้ามาลาคอฉันนั่นแหละ!

- หมับ!

เฮ้ย เดี๋ยวสิ

พอดูใกล้ ๆ แล้ว นี่มันไม่ใช่แค่แถบผ้าธรรมดา...

‘อุปกรณ์เวทมนตร์!’

เฟี้ยววว!

ริบบิ้นสีแดงที่พวกมันขว้างมาพันรอบคอฉันในชั่วพริบตา มันขยับยุกยิกราวกับมีชีวิต

‘อื้อออ!’

แถมมันยังไม่ใช่แค่การพันธนาการธรรมดา

เพราะริบบิ้นสีแดงนั่นขยายตัวออกเรื่อย ๆ จนอุดทั้งปาก จมูก และรัดหน้าอกของฉันไว้แน่น

‘แค็ก!’

เล่นมาอุดลมหายใจของจอมเวทเนี่ยนะ...!

นี่มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการขัดขวางการใช้สกิลเลย

แน่นอนว่าถ้าเป็นฉันในสมัยก่อน แค่พลังมานาที่เหลืออยู่ในคอก็เพียงพอที่จะเผาริบบิ้นพรรค์นี้ให้เป็นจุณได้แล้ว

‘หายใจ... ไม่ออก...’

แต่ด้วยร่างกายของฮันเตอร์ระดับ F ฉันไม่มีทางเลือกอื่นเลย

ฉันล้มพับลงในเต็นท์ทั้งที่ถูกมัดเป็นดักแด้

ในตอนนั้นเอง หน้าอกก็ถูกบีบคั้นอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียง ‘กึก’ ดังมาจากแถวซี่โครง

“....”

ฉันเฝ้ามองสถานการณ์ด้วยใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ

ทันใดนั้น หนึ่งในสองคนนั้นก็ก้าวเข้ามาในเต็นท์แล้วเอามือแตะที่พื้น

‘ผู้ใช้เวทเคลื่อนย้ายมิติงั้นเหรอ?’

นึกว่าจะใช้สกิลอะไร

ที่แท้ก็เทเลพอร์ตนั่นเอง

ช่องว่างมิติเวทมนตร์สีหยกเหมือนกับที่เคยเห็นในรังโจรลักพาตัวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่พื้นอย่างช้า ๆ

ฉันได้แต่ภาวนาในใจอย่างร้อนรน

โรงยิมแห่งนี้เต็มไปด้วยชาวโลกจนแทบไม่มีที่ว่างให้เหยียบ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครเดินผ่านมาแถวนี้ในตอนนี้ละก็!

‘อ๊ากกกก!’

แต่ช่างน่าเวทนาที่ไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น

ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ชาวโลกที่ทานมื้อเย็นเสร็จแล้วต่างพากันปิดเต็นท์เงียบเพื่อหลบลมหนาวในยามค่ำคืนกันหมด

‘หันมาสนใจเพื่อนบ้านกันบ้างสิโว้ย ไอ้พวกสารเลวเอ๊ย!’

ในที่สุดอาการหน้ามืดก็ถาโถมเข้ามา

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกตกลงสู่ที่ต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายมิติ หรือเป็นเพราะการขาดอากาศหายใจกันแน่

แต่นั่นคือความทรงจำสุดท้ายของฉัน

...และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันก็ถูกกักขังอยู่ในห้องสีเทาที่ว่านั่นแล้ว

“ฟู่วววว...”

คงจะสลบไปครู่หนึ่งเพราะขาดออกซิเจนสินะ

ฉันค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ โชคดีที่ในระหว่างนั้นดูเหมือนปากกับจมูกจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว

ไม่กี่นาทีต่อมา

จู่ ๆ ประตูตรงหน้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แล้วชายคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก็เดินเข้ามา

“ฟื้นเร็วดีนี่?”

ผมเผ้ารุงรัง

สวมชุดฮันบกประยุกต์สีน้ำเงินเข้ม

ในมือถือมีดสั้นไว้แน่น

ไม่ว่ารูปลักษณ์จะเป็นยังไง แต่ดูจากท่าทางแล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร

‘พวกเดียวกับไอ้คนกลุ่มนั้นสินะ’

โจรลักพาตัวยอมเผยหน้าออกมาอย่างอาจหาญ

ฉันถอนหายใจยาวเหยียดทีก่อนจะเข้าประเด็นทันที

“สรุปว่าฉันถูกจับตัวมาทำไมกันแน่?”

ขอฟังเหตุผลหน่อยเหอะ

“นั่นสิ อาจจะเป็นไปเพื่อการตื่นรู้ หรือไม่ก็เพื่อการโปรดสัตว์”

“หา?”

“นี่ก็ล้วนเป็นประสงค์ของท่านเทพนาชัลหนึ่งในแปดเทพเทวา พวกข้าจะไปหยั่งรู้ความคิดของท่านบนฟากฟ้าได้อย่างไร...”

แต่เดี๋ยวนะ คำพูดคำจาของไอ้หมอนี่ดูไม่ธรรมดาแฮะ

ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่มันบ่นพึมพำอย่างใจจดใจจ่อ

ถึงแม้มันจะพูดจาวกวนจนเสียเวลาอธิบายไปตั้งนาน แต่สรุปความได้ว่าอย่างนี้สินะ

“สรุปสั้น ๆ คือจะเอาคอร์พลังงานอนันต์ใช่ไหม?”

“ใช่”

แถมไอ้คนที่อยู่ตรงหน้ายังเอ่ยคำว่าเทพนาชัลออกมาตลอดการสนทนา ฉันเลยรู้ได้ทันทีว่าพวกนี้สังกัดองค์กรไหน

วิหารนาชัล

ไอ้พวกลัทธิประหลาดก่อการร้ายพวกนั้น...!

‘นึกว่าพวกแกวัน ๆ เอาแต่ก่อการร้ายอย่างเดียวซะอีก?’

ทีแรกนึกว่าถูกจับมาเพราะเป็นนักประเมินอีกแล้วซะอีก ที่ไหนได้คราวนี้ดันเป็นอาชญากรรมที่จ้องจะเอาไอเทมของบอส

“พวกข้าค้นทั้งในเต็นท์ศูนย์อพยพ รวมถึงบ้านที่เจ้าเคยอยู่จนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่พบของสิ่งนั้นเลย”

“....”

“บอกมาว่าเจ้าซ่อนคอร์ไว้ที่ไหน หรือว่าเจ้าขายมันไปให้ใครแล้ว?”

คนของวิหารนาชัลลูบเคราพลางกดเสียงต่ำ

“อ้อ ที่ข้าปล่อยให้ปากเจ้าเป็นอิสระก็เพื่อให้เจ้าตอบคำถามเท่านั้น อย่าได้ส่งเสียงโวยวายเชียวละ”

ครืดดด

เขาเอาปลายมีดสั้นกรีดลงบนพนักวางแขนของเก้าอี้ไม้ที่ฉันนั่งอยู่

แหม่ ถึงไม่ต้องขู่แบบนี้ก็เถอะ

‘ฉันรู้อยู่แล้วละว่าแกวางกับดักอะไรไว้ในห้องนี้บ้าง’

ฉันกวาดสายตาสำรวจรอบข้างครู่หนึ่ง ห้องนี้เต็มไปด้วยกับดักรอบทิศ

แถมด้วยร่างกายของคิมกิรยอ ยังไงก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้อยู่แล้ว

‘โถ่ถัง’

แน่นอนว่าฉันก็ไม่ได้คิดจะขัดขืนอยู่แล้วแท้ ๆ

‘อืมมม ที่ซ่อนของคอร์งั้นเหรอ’

แต่พอจะบอกข้อมูลจริง ๆ มันก็น่าลำบากใจแฮะ

เพราะไอ้คอร์นั่น ตอนนี้มันอยู่ในมือของอันยุนซึงน่ะสิ

‘ก็ตอนนั้นฉันต้องคืนหีบไอเทมให้กิลด์ไปนี่นา’

ทางนี้บ้านก็พังเลยไม่มีที่เก็บของที่เหมาะสม ก็เลยถือโอกาสฝากวัตถุดิบทั้งหมดไว้ที่นั่นเลย

‘ถ้าฉันหลุดปากพูดไป อันยุนซึงจะไม่โดนจับตัวมาด้วยเหรอ?’

ฉันลังเลไปครู่หนึ่งเพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปดีไหม

ก็แค่ลังเลเพียงแวบเดียวเท่านั้นจริง ๆ

“ดูท่าจะยอมปริปากบอกไม่ง่ายสินะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าตอบได้เร็วขึ้นเอง”

แต่ดูเหมือนคุณโจรลักพาตัวของเราจะความรู้สึกไวไปหน่อยนะ

พอไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เขาก็ลงมือใช้มีดทันที!

- ฉึก!

ยังไม่ทันจะได้อ้างอะไรเลย!

มีดสั้นของเขาแทงทะลุหลังมือของฉันที่ถูกมัดไว้กับพนักวางแขนในทีเดียว

โชคดีที่ฉันปรับแต่งระบบประสาทรับความรู้สึกไว้แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเท่าไหร่

‘ฮี้ฮี้ฮี้ฮี้’ (เสียงร้องในใจด้วยความกลัว)

แต่ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยนะ คราวนี้ฉันโคตรกลัวเลยว่ะ

คราวก่อนยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสินค้า แต่คราวนี้ถ้าพลาดไปนิดเดียวมีหวังตายจริงแน่ไม่ใช่เหรอ?

“เข้าใจแล้วครับ! จากนี้ไปจะให้ทำอะไรผมยอมหมดเลย เพราะงั้นอย่าทำเรื่องแบบนี้เลยนะ”

มนุษย์ต่างดาวช่วยด้วย!

ฉันรีบอ้าปากค้าง บอกไปว่ายอมคายข้อมูลทุกอย่างแล้ว

มงมิตรภาพอะไรไม่สนแล้วโว้ย คนจะตายอยู่แล้วใครจะมามัวห่วงเรื่องพรรค์นั้นกัน

“แค่บอกว่าคอร์อยู่ที่ไหนก็พอใช่ไหมครับ?”

เมื่อเห็นดังนั้น โจรลักพาตัวจึงหยุดข่มขู่ทันที ดูเหมือนเขาจะพอใจกับการตัดสินใจของทางนี้มาก

***

ชาวโลกในชุดฮันบกประยุกต์เงียบไปครู่หนึ่ง

เขาปล่อยมือจากด้ามมีดสั้นที่กุมไว้แล้วค่อย ๆ ถอยหลังกลับไป

แต่นั่นไม่ใช่เพราะเขาหยุดข่มขู่ด้วยตัวเองเหมือนอย่างที่ใครบางคนคิด

มันเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณ

เพราะสมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายเลยแข็งค้างไปเอง...

“....”

มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ

ไม่ควรเป็นแบบนี้ เขาพร่ำบ่นอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทีแรกเขาคิดว่าเป็นภารกิจง่าย ๆ

เพราะตัวเขาคือ ผู้ขัดเกลา ฝีมือเยี่ยมระดับต้น ๆ ของวิหารนาชัลแห่งนี้

ความจริงแล้ว เหตุผลที่พวกเขาลักพาตัวคิมกิรยอมามีอยู่ 2 ประการด้วยกัน

หนึ่งคือการชิงคอร์พลังงานอนันต์คืนมา

และสองคือการล้างสมองฮันเตอร์คนนี้ให้กลายเป็นสาวกใหม่

‘ท่านอาวุโสบอกว่าต้องหาคนมาเติมเต็มจำนวนผู้ตื่นรู้ระดับ A ที่ขาดไป’

มันเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นประจำ

งานของผู้ขัดเกลาคือการใช้ไอเทมล้างสมองที่ชื่อว่า [ดวงตาแห่งการล่อลวง] เพื่อเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นหุ่นเชิด

เมื่อประมาณ 30 นาทีที่แล้ว

เขามองคิมกิรยอที่สลบอยู่ผ่านทางหน้าต่างพลางคิดว่า

‘คราวนี้ก็คงไม่มีอะไรพิเศษเหมือนเดิม’

ได้ยินจากพวกสาวกว่าลักพาตัวมาได้ง่ายมากด้วย

แม้ท่านอาวุโสจะเตือนว่าระดับการตื่นรู้จริง ๆ ของชายคนนั้นต่างจากข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้กับสมาคม และกำชับให้ระวังเพราะดูเหมือนเป็นพวกซ่อนเขี้ยวเล็บก็ตาม

แต่เขาคิดต่างออกไป

เขาเชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยเลยว่าการล้างสมองคิมกิรยอนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

เพราะเขามีเคล็ดลับพิเศษเฉพาะตัวน่ะสิ

การล้างสมองฮันเตอร์ที่คาดว่าเป็นระดับ A งั้นเหรอ?

อย่างที่รู้กันว่า ฮันเตอร์ระดับสูงมีโอกาสติดสถานะผิดปกติทางจิตใจต่ำมาก

ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการพิเศษเพิ่มเติม

และเคล็ดลับล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ของวิหารนาชัลนั่นก็คือ...

“ดูท่าจะยอมปริปากบอกไม่ง่ายสินะ”

มันคือการทรมาน

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าตอบได้เร็วขึ้นเอง”

ความบอบช้ำทางจิตใจ

นั่นแหละคือสารหล่อลื่นในกระบวนการล้างสมอง

เมื่อฮันเตอร์ที่ถูกจับมาเริ่มอึกอักไม่ยอมตอบ ผู้ขัดเกลาจึงลงมือแทงมีดลงไปโดยไม่ลังเล

- ปึก!

สัมผัสของมีดที่กรีดผ่านเนื้อ

กลิ่นคาวสนิมของเลือด

ทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติเหมือนที่ผ่านมา

‘เอ๊ะ?’

ทว่า มีสิ่งหนึ่งในห้องนี้ที่ต่างออกไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง

“...!”

ฮันเตอร์ที่ถูกพันธนาการอยู่บนเก้าอี้ทรมานเอ่ยปากขึ้นในที่สุด

“เข้าใจแล้วครับ จากนี้ไปจะให้ทำอะไรผมยอมหมดเลย”

มันเป็นคำตอบที่ราบเรียบ แต่เพราะแบบนั้นมันถึงได้ดูวิปริต

“เพราะงั้นอย่าทำเรื่องแบบนี้เลยนะ”

นั่นก็เพราะฮันเตอร์คนนั้นกำลังเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทั้งที่ยังมีมีดปักคาอยู่ที่หลังมือของตัวเองแท้ ๆ

“แค่บอกว่าคอร์อยู่ที่ไหนก็พอใช่ไหมครับ?”

คิมกิรยอไม่มีแม้แต่สีหน้าที่เปลี่ยนไปจากการโจมตีของคนจากวิหารนาชัล

เขาก็แค่จดจ่อกับการสนทนาอย่างราบรื่นราวกับเครื่องจักร

หยด หยด

เลือดสีแดงฉานที่ไหลออกมาจากหลังมือ ช่างตัดกับใบหน้าที่เย็นชาของชายผู้นั้นอย่างน่าประหลาด

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

62

20px

หากเป็นเช่นนั้น ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

ตัวเอกผู้เป็นต้นเรื่องและเป็นผู้มีฝีมือซ่อนเร้นผู้นั้น กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?

***

วันพฤหัสบดี เวลาประมาณ 10 โมงเช้า

สวบ, สวบ

ทุกครั้งที่ขยับตัว ฉันจะรู้สึกถึงสัมผัสของเนื้อผ้าที่เย็นสบายตรงท่อนแขน

มันเป็นสัมผัสของผ้าโพลีเอสเตอร์ที่มักใช้ทำเต็นท์

มองเผิน ๆ อาจจะนึกว่ามีใครบางคนกำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่ในเต็นท์ศูนย์อพยพ

แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ ปกติในเต็นท์จะมีการปูผ้าห่มไว้ สัมผัสของโพลีเอสเตอร์จึงไม่ควรจะโดนตัวโดยตรงแบบนี้

“....”

เอาละ ตั้งแต่ตอนนี้ฉันจะอธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อย

คิมกิรยอ ชายผู้นั้นกำลังถูกพันธนาการทั่วทั้งร่างด้วยผ้าสีขาวและสีแดงอย่างแน่นหนา

สัมผัสสาก ๆ ที่รู้สึกได้เมื่อครู่ก็มาจากไอ้เจ้านี่แหละ

แถมไอ้เก้าอี้นี่มันอะไรกัน

เขาถูกตรึงแขนขาไว้กับเก้าอี้เก่า ๆ ที่ดูเหมือนจะใช้สำหรับทรมานนักโทษในสมัยก่อน

พอขยับตัว อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มัดร่างอยู่ก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้นจนแม้แต่จะลุกขึ้นยืนก็ยังทำไม่ได้

“หืม”

อธิบายแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

สภาพที่ถูกมัดทิ้งไว้กลางห้องสีเทาฉาบซิเมนต์แบบนี้ จะให้เรียกว่าอะไรได้อีกนอกเสียจาก...

‘บัดซบ!’

ลักพาตัว ซีซัน 2 ชัด ๆ!

ฉันหลับตาลงแน่น

คราวนี้มันเรื่องอะไรกันอีกวะเนี่ย!

***

ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อน

“ว่าไงนะ?”

วิหารนาชัล ในองค์กรนั้นมีผู้ดูแลระดับกลางที่ถูกเรียกว่า ท่านอาวุโส

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาวุโสผู้นี้ก็ได้ยินข่าวที่เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสก ๆ

สาวกที่มุ่งหน้าไปยังแดนทองคำถูกจับกุมกันเกลี้ยง!

“แล้วไอเทมล่ะ? พวกนั้นไม่ได้เอาไอเทมกลับมาด้วยงั้นเรารึ?”

“ขอรับ...”

“เฮ้อออ”

เจ้าลัทธิแห่งวิหารนาชัลที่เขาเคารพรัก เคยกล่าวไว้เมื่อวันก่อนว่า

ของรางวัลที่มักจะดรอปจากบอสประเภทหุ่นศิลาเวทมนตร์

‘จงนำ [คอร์พลังงานอนันต์] มาถวายแก่ข้า’

แม้จะเป็นคำสั่งเผด็จการเหมือนทุกครั้ง แต่หากเป็นท่านเจ้าลัทธิผู้ยิ่งใหญ่ดุจสรวงสวรรค์แล้ว ย่อมต้องมีเหตุผลล้ำลึกอย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?

ท่านอาวุโสจึงรีบรวบรวมคนเพื่อตอบสนองความต้องการของท่านเจ้าลัทธิ

แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะจบลงด้วยความล้มเหลวแบบนี้

“แบบนี้ข้าจะเอาหน้าไปพบท่านพ่อได้ยังไง”

ปัญหาไม่ได้มีแค่นี้

คอร์พลังงานอนันต์เป็นไอเทมยอดนิยมที่บริษัทใหญ่ ๆ ทุกแห่งต่างจ้องตาเป็นมัน

‘หากต้องไปแข่งประมูลกับพวกยักษ์ใหญ่ใหญ่อย่างกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีล่ะก็ คงต้องสูญเสียมหาศาลแน่’

ทั้งราคาสูง แถมยังไม่มีของหลุดมาในตลาด

เพราะฉะนั้นในตอนนี้ วิธีที่ดูมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการล่ามอนสเตอร์ด้วยตัวเอง แต่ทว่า...

“ท่านอาวุโสครับ?”

เขาสูญเสียสาวกระดับ A ที่แสนล้ำค่าไปแล้ว

แถมตั้งแต่นี้ไป ยังต้องเฝ้ารอเกตหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ก็ไม่รู้ว่าจะปรากฏขึ้นมาเมื่อไหร่ด้วยความสิ้นหวังอีก

ถ้าขืนเป็นแบบนี้...

เขาจะไม่สามารถหาคอร์มาได้ภายในกำหนดเวลาไม่ใช่เหรอ?

‘จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด’

ท่านอาวุโสลูบเคราตัวเองพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ

“นี่ เจ้าพวกฮันเตอร์ที่เข้าไปในเกตแดนทองคำก่อนหน้านั้นคือใครกัน?”

“ครับ?”

“ข้าหมายถึง ในบรรดาคนพวกนั้น มันต้องมีคนที่จัดการตัวหัวหน้าได้สิ”

ลูกน้องพยักหน้าทันที

“ท่านกำลังถามว่าตอนนี้คอร์อยู่ที่ใครใช่ไหมครับ?”

สายข่าวคนนี้หูดีมาก

เขาแอบไปได้ยินสิ่งที่พวกผู้ชายที่หนีออกมาจากแดนทองคำคุยกันมาจนหมดเปลือก

- ใครเป็นคนจัดการบอสน่ะ?

- ก็พี่กิรยอไงที่...

สาวกนึกย้อนถึงบทสนทนาในอดีตครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา

“ได้ยินมาว่าฮันเตอร์ที่ชื่อกิรยอเป็นคนล้มกรีดครับ”

ในวินาทีนี้ยังไม่มีข่าวว่ามีคอร์หลุดออกมาขายใหม่ นั่นหมายความว่าไอเทมน่าจะยังอยู่ในมือของผู้พิชิต

“ช่วยไม่ได้แฮะ แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ยังไงเราก็ต้องหาคนมาแทนที่ระดับ A ที่เสียไปอยู่ดี...”

ท่านอาวุโสเอ่ยทิ้งท้ายอย่างมีเลศนัยก่อนจะกระซิบสั่งการบางอย่างกับลูกน้อง

***

ในขณะเดียวกัน

ภายในที่พักชั่วคราวของผู้ประสบภัยดันเจี้ยนเบรก

“ทำอะไรไปบ้างเนี่ย แปดโมงเย็นแล้วเหรอ?”

ฉันนอนกลิ้งอยู่ในเต็นท์พลางเคี้ยวมันฝรั่งทอดที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ

วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยจริง ๆ

ไหนจะต้องไปมีเรื่องกับพวกอาชญากร

อุตส่าห์ลำบากลำบนรวบรวมแกนพลังงานมาได้ สุดท้ายก็กลายเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของอันยุนซึงไปซะงั้น

“เฮ้อ”

แต่ใช่ว่าเรื่องในครั้งนี้จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย

เพราะถ้ากังวลเรื่องการทิ้งบันทึกการซื้อขาย ก็ยังมีวิธีนำของที่ได้มาใช้เองอยู่

‘ได้อย่างน้อยชิ้นหนึ่งก็ยังดี’

ของรางวัลจากการปราบบอส [คอร์พลังงานอนันต์]

ฉันได้รับกรรมสิทธิ์ในไอเทมนั้นจากการล่าครั้งนี้

ในขณะที่ส่วนประกอบแปรรูปอย่างพวกแกนพลังงานนั้น พลังงานของมันรวมตัวกันในรูปแบบที่บุคคลทั่วไปนำมาใช้ได้ยาก การเปลี่ยนเป็นเงินจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทว่าไอ้เจ้าคอร์สีน้ำเงินนี่กลับเป็นทรัพยากรที่สะดวกสบายจนสามารถควบคุมได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือกระบวนการพิเศษใด ๆ เลย

“หึหึหึ”

ฉันวางแผนไว้แล้วว่าจะเอามันไปใช้ทำอะไร

ถ้ามีแหล่งพลังเวทมหาศาลขนาดนี้ละก็ ฉันจะสามารถทำเรื่องที่น่าตกใจได้เลยเชียวละ

‘แต่ก็นะ นั่นมันต้องหลังจากที่บ้านซ่อมเสร็จก่อน’

กลิ้ง~

ฉันเปลี่ยนท่านอน

และในตอนนั้นเอง

ตุบ ตุบ ตุบ

จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะเต็นท์ดังมาจากข้างนอก ฉันเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเงาคนวูบวาบผ่านเนื้อผ้ากึ่งโปร่งแสง

‘อ้อ แจกของบริจาคสินะ’

เห็นอย่างนี้ฉันก็เคยอยู่ศูนย์บรรเทาทุกข์มาหลายครั้งนะ

คงจะเป็นพวกชาวโลกใจดีเอาข้าวสารหรืออะไรพวกนั้นมาให้อีกตามเคยนั่นแหละ

“ครับ ออกไปแล้วครับ”

ฉันเปิดซิปเต็นท์ออกโดยไม่ได้ระแวงอะไรเลย

เป็นไปตามคาด ตรงหน้ามีคนหนุ่มหน้าตาใจดีสองคนยืนอยู่

“แกงกะหรี่ที่ให้มาวันก่อน อร่อยมากเลยครั...”

บรรยากาศมันกำลังไปได้สวยเลยละนะ

จนกระทั่งอาสาสมัครพวกนั้นเอาแถบผ้ามาลาคอฉันนั่นแหละ!

- หมับ!

เฮ้ย เดี๋ยวสิ

พอดูใกล้ ๆ แล้ว นี่มันไม่ใช่แค่แถบผ้าธรรมดา...

‘อุปกรณ์เวทมนตร์!’

เฟี้ยววว!

ริบบิ้นสีแดงที่พวกมันขว้างมาพันรอบคอฉันในชั่วพริบตา มันขยับยุกยิกราวกับมีชีวิต

‘อื้อออ!’

แถมมันยังไม่ใช่แค่การพันธนาการธรรมดา

เพราะริบบิ้นสีแดงนั่นขยายตัวออกเรื่อย ๆ จนอุดทั้งปาก จมูก และรัดหน้าอกของฉันไว้แน่น

‘แค็ก!’

เล่นมาอุดลมหายใจของจอมเวทเนี่ยนะ...!

นี่มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการขัดขวางการใช้สกิลเลย

แน่นอนว่าถ้าเป็นฉันในสมัยก่อน แค่พลังมานาที่เหลืออยู่ในคอก็เพียงพอที่จะเผาริบบิ้นพรรค์นี้ให้เป็นจุณได้แล้ว

‘หายใจ... ไม่ออก...’

แต่ด้วยร่างกายของฮันเตอร์ระดับ F ฉันไม่มีทางเลือกอื่นเลย

ฉันล้มพับลงในเต็นท์ทั้งที่ถูกมัดเป็นดักแด้

ในตอนนั้นเอง หน้าอกก็ถูกบีบคั้นอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียง ‘กึก’ ดังมาจากแถวซี่โครง

“....”

ฉันเฝ้ามองสถานการณ์ด้วยใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ

ทันใดนั้น หนึ่งในสองคนนั้นก็ก้าวเข้ามาในเต็นท์แล้วเอามือแตะที่พื้น

‘ผู้ใช้เวทเคลื่อนย้ายมิติงั้นเหรอ?’

นึกว่าจะใช้สกิลอะไร

ที่แท้ก็เทเลพอร์ตนั่นเอง

ช่องว่างมิติเวทมนตร์สีหยกเหมือนกับที่เคยเห็นในรังโจรลักพาตัวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่พื้นอย่างช้า ๆ

ฉันได้แต่ภาวนาในใจอย่างร้อนรน

โรงยิมแห่งนี้เต็มไปด้วยชาวโลกจนแทบไม่มีที่ว่างให้เหยียบ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครเดินผ่านมาแถวนี้ในตอนนี้ละก็!

‘อ๊ากกกก!’

แต่ช่างน่าเวทนาที่ไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น

ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ชาวโลกที่ทานมื้อเย็นเสร็จแล้วต่างพากันปิดเต็นท์เงียบเพื่อหลบลมหนาวในยามค่ำคืนกันหมด

‘หันมาสนใจเพื่อนบ้านกันบ้างสิโว้ย ไอ้พวกสารเลวเอ๊ย!’

ในที่สุดอาการหน้ามืดก็ถาโถมเข้ามา

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกตกลงสู่ที่ต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายมิติ หรือเป็นเพราะการขาดอากาศหายใจกันแน่

แต่นั่นคือความทรงจำสุดท้ายของฉัน

...และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

ฉันก็ถูกกักขังอยู่ในห้องสีเทาที่ว่านั่นแล้ว

“ฟู่วววว...”

คงจะสลบไปครู่หนึ่งเพราะขาดออกซิเจนสินะ

ฉันค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ โชคดีที่ในระหว่างนั้นดูเหมือนปากกับจมูกจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว

ไม่กี่นาทีต่อมา

จู่ ๆ ประตูตรงหน้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แล้วชายคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก็เดินเข้ามา

“ฟื้นเร็วดีนี่?”

ผมเผ้ารุงรัง

สวมชุดฮันบกประยุกต์สีน้ำเงินเข้ม

ในมือถือมีดสั้นไว้แน่น

ไม่ว่ารูปลักษณ์จะเป็นยังไง แต่ดูจากท่าทางแล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร

‘พวกเดียวกับไอ้คนกลุ่มนั้นสินะ’

โจรลักพาตัวยอมเผยหน้าออกมาอย่างอาจหาญ

ฉันถอนหายใจยาวเหยียดทีก่อนจะเข้าประเด็นทันที

“สรุปว่าฉันถูกจับตัวมาทำไมกันแน่?”

ขอฟังเหตุผลหน่อยเหอะ

“นั่นสิ อาจจะเป็นไปเพื่อการตื่นรู้ หรือไม่ก็เพื่อการโปรดสัตว์”

“หา?”

“นี่ก็ล้วนเป็นประสงค์ของท่านเทพนาชัลหนึ่งในแปดเทพเทวา พวกข้าจะไปหยั่งรู้ความคิดของท่านบนฟากฟ้าได้อย่างไร...”

แต่เดี๋ยวนะ คำพูดคำจาของไอ้หมอนี่ดูไม่ธรรมดาแฮะ

ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่มันบ่นพึมพำอย่างใจจดใจจ่อ

ถึงแม้มันจะพูดจาวกวนจนเสียเวลาอธิบายไปตั้งนาน แต่สรุปความได้ว่าอย่างนี้สินะ

“สรุปสั้น ๆ คือจะเอาคอร์พลังงานอนันต์ใช่ไหม?”

“ใช่”

แถมไอ้คนที่อยู่ตรงหน้ายังเอ่ยคำว่าเทพนาชัลออกมาตลอดการสนทนา ฉันเลยรู้ได้ทันทีว่าพวกนี้สังกัดองค์กรไหน

วิหารนาชัล

ไอ้พวกลัทธิประหลาดก่อการร้ายพวกนั้น...!

‘นึกว่าพวกแกวัน ๆ เอาแต่ก่อการร้ายอย่างเดียวซะอีก?’

ทีแรกนึกว่าถูกจับมาเพราะเป็นนักประเมินอีกแล้วซะอีก ที่ไหนได้คราวนี้ดันเป็นอาชญากรรมที่จ้องจะเอาไอเทมของบอส

“พวกข้าค้นทั้งในเต็นท์ศูนย์อพยพ รวมถึงบ้านที่เจ้าเคยอยู่จนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่พบของสิ่งนั้นเลย”

“....”

“บอกมาว่าเจ้าซ่อนคอร์ไว้ที่ไหน หรือว่าเจ้าขายมันไปให้ใครแล้ว?”

คนของวิหารนาชัลลูบเคราพลางกดเสียงต่ำ

“อ้อ ที่ข้าปล่อยให้ปากเจ้าเป็นอิสระก็เพื่อให้เจ้าตอบคำถามเท่านั้น อย่าได้ส่งเสียงโวยวายเชียวละ”

ครืดดด

เขาเอาปลายมีดสั้นกรีดลงบนพนักวางแขนของเก้าอี้ไม้ที่ฉันนั่งอยู่

แหม่ ถึงไม่ต้องขู่แบบนี้ก็เถอะ

‘ฉันรู้อยู่แล้วละว่าแกวางกับดักอะไรไว้ในห้องนี้บ้าง’

ฉันกวาดสายตาสำรวจรอบข้างครู่หนึ่ง ห้องนี้เต็มไปด้วยกับดักรอบทิศ

แถมด้วยร่างกายของคิมกิรยอ ยังไงก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้อยู่แล้ว

‘โถ่ถัง’

แน่นอนว่าฉันก็ไม่ได้คิดจะขัดขืนอยู่แล้วแท้ ๆ

‘อืมมม ที่ซ่อนของคอร์งั้นเหรอ’

แต่พอจะบอกข้อมูลจริง ๆ มันก็น่าลำบากใจแฮะ

เพราะไอ้คอร์นั่น ตอนนี้มันอยู่ในมือของอันยุนซึงน่ะสิ

‘ก็ตอนนั้นฉันต้องคืนหีบไอเทมให้กิลด์ไปนี่นา’

ทางนี้บ้านก็พังเลยไม่มีที่เก็บของที่เหมาะสม ก็เลยถือโอกาสฝากวัตถุดิบทั้งหมดไว้ที่นั่นเลย

‘ถ้าฉันหลุดปากพูดไป อันยุนซึงจะไม่โดนจับตัวมาด้วยเหรอ?’

ฉันลังเลไปครู่หนึ่งเพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปดีไหม

ก็แค่ลังเลเพียงแวบเดียวเท่านั้นจริง ๆ

“ดูท่าจะยอมปริปากบอกไม่ง่ายสินะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าตอบได้เร็วขึ้นเอง”

แต่ดูเหมือนคุณโจรลักพาตัวของเราจะความรู้สึกไวไปหน่อยนะ

พอไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เขาก็ลงมือใช้มีดทันที!

- ฉึก!

ยังไม่ทันจะได้อ้างอะไรเลย!

มีดสั้นของเขาแทงทะลุหลังมือของฉันที่ถูกมัดไว้กับพนักวางแขนในทีเดียว

โชคดีที่ฉันปรับแต่งระบบประสาทรับความรู้สึกไว้แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเท่าไหร่

‘ฮี้ฮี้ฮี้ฮี้’ (เสียงร้องในใจด้วยความกลัว)

แต่ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยนะ คราวนี้ฉันโคตรกลัวเลยว่ะ

คราวก่อนยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสินค้า แต่คราวนี้ถ้าพลาดไปนิดเดียวมีหวังตายจริงแน่ไม่ใช่เหรอ?

“เข้าใจแล้วครับ! จากนี้ไปจะให้ทำอะไรผมยอมหมดเลย เพราะงั้นอย่าทำเรื่องแบบนี้เลยนะ”

มนุษย์ต่างดาวช่วยด้วย!

ฉันรีบอ้าปากค้าง บอกไปว่ายอมคายข้อมูลทุกอย่างแล้ว

มงมิตรภาพอะไรไม่สนแล้วโว้ย คนจะตายอยู่แล้วใครจะมามัวห่วงเรื่องพรรค์นั้นกัน

“แค่บอกว่าคอร์อยู่ที่ไหนก็พอใช่ไหมครับ?”

เมื่อเห็นดังนั้น โจรลักพาตัวจึงหยุดข่มขู่ทันที ดูเหมือนเขาจะพอใจกับการตัดสินใจของทางนี้มาก

***

ชาวโลกในชุดฮันบกประยุกต์เงียบไปครู่หนึ่ง

เขาปล่อยมือจากด้ามมีดสั้นที่กุมไว้แล้วค่อย ๆ ถอยหลังกลับไป

แต่นั่นไม่ใช่เพราะเขาหยุดข่มขู่ด้วยตัวเองเหมือนอย่างที่ใครบางคนคิด

มันเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณ

เพราะสมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายเลยแข็งค้างไปเอง...

“....”

มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ

ไม่ควรเป็นแบบนี้ เขาพร่ำบ่นอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทีแรกเขาคิดว่าเป็นภารกิจง่าย ๆ

เพราะตัวเขาคือ ผู้ขัดเกลา ฝีมือเยี่ยมระดับต้น ๆ ของวิหารนาชัลแห่งนี้

ความจริงแล้ว เหตุผลที่พวกเขาลักพาตัวคิมกิรยอมามีอยู่ 2 ประการด้วยกัน

หนึ่งคือการชิงคอร์พลังงานอนันต์คืนมา

และสองคือการล้างสมองฮันเตอร์คนนี้ให้กลายเป็นสาวกใหม่

‘ท่านอาวุโสบอกว่าต้องหาคนมาเติมเต็มจำนวนผู้ตื่นรู้ระดับ A ที่ขาดไป’

มันเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นประจำ

งานของผู้ขัดเกลาคือการใช้ไอเทมล้างสมองที่ชื่อว่า [ดวงตาแห่งการล่อลวง] เพื่อเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นหุ่นเชิด

เมื่อประมาณ 30 นาทีที่แล้ว

เขามองคิมกิรยอที่สลบอยู่ผ่านทางหน้าต่างพลางคิดว่า

‘คราวนี้ก็คงไม่มีอะไรพิเศษเหมือนเดิม’

ได้ยินจากพวกสาวกว่าลักพาตัวมาได้ง่ายมากด้วย

แม้ท่านอาวุโสจะเตือนว่าระดับการตื่นรู้จริง ๆ ของชายคนนั้นต่างจากข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้กับสมาคม และกำชับให้ระวังเพราะดูเหมือนเป็นพวกซ่อนเขี้ยวเล็บก็ตาม

แต่เขาคิดต่างออกไป

เขาเชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยเลยว่าการล้างสมองคิมกิรยอนั้นไม่ใช่เรื่องยาก

เพราะเขามีเคล็ดลับพิเศษเฉพาะตัวน่ะสิ

การล้างสมองฮันเตอร์ที่คาดว่าเป็นระดับ A งั้นเหรอ?

อย่างที่รู้กันว่า ฮันเตอร์ระดับสูงมีโอกาสติดสถานะผิดปกติทางจิตใจต่ำมาก

ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการพิเศษเพิ่มเติม

และเคล็ดลับล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ของวิหารนาชัลนั่นก็คือ...

“ดูท่าจะยอมปริปากบอกไม่ง่ายสินะ”

มันคือการทรมาน

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าตอบได้เร็วขึ้นเอง”

ความบอบช้ำทางจิตใจ

นั่นแหละคือสารหล่อลื่นในกระบวนการล้างสมอง

เมื่อฮันเตอร์ที่ถูกจับมาเริ่มอึกอักไม่ยอมตอบ ผู้ขัดเกลาจึงลงมือแทงมีดลงไปโดยไม่ลังเล

- ปึก!

สัมผัสของมีดที่กรีดผ่านเนื้อ

กลิ่นคาวสนิมของเลือด

ทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติเหมือนที่ผ่านมา

‘เอ๊ะ?’

ทว่า มีสิ่งหนึ่งในห้องนี้ที่ต่างออกไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง

“...!”

ฮันเตอร์ที่ถูกพันธนาการอยู่บนเก้าอี้ทรมานเอ่ยปากขึ้นในที่สุด

“เข้าใจแล้วครับ จากนี้ไปจะให้ทำอะไรผมยอมหมดเลย”

มันเป็นคำตอบที่ราบเรียบ แต่เพราะแบบนั้นมันถึงได้ดูวิปริต

“เพราะงั้นอย่าทำเรื่องแบบนี้เลยนะ”

นั่นก็เพราะฮันเตอร์คนนั้นกำลังเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทั้งที่ยังมีมีดปักคาอยู่ที่หลังมือของตัวเองแท้ ๆ

“แค่บอกว่าคอร์อยู่ที่ไหนก็พอใช่ไหมครับ?”

คิมกิรยอไม่มีแม้แต่สีหน้าที่เปลี่ยนไปจากการโจมตีของคนจากวิหารนาชัล

เขาก็แค่จดจ่อกับการสนทนาอย่างราบรื่นราวกับเครื่องจักร

หยด หยด

เลือดสีแดงฉานที่ไหลออกมาจากหลังมือ ช่างตัดกับใบหน้าที่เย็นชาของชายผู้นั้นอย่างน่าประหลาด