หากเป็นเช่นนั้น ในเวลาเดียวกันนั้นเอง
ตัวเอกผู้เป็นต้นเรื่องและเป็นผู้มีฝีมือซ่อนเร้นผู้นั้น กำลังทำอะไรอยู่กันแน่?
***
วันพฤหัสบดี เวลาประมาณ 10 โมงเช้า
สวบ, สวบ
ทุกครั้งที่ขยับตัว ฉันจะรู้สึกถึงสัมผัสของเนื้อผ้าที่เย็นสบายตรงท่อนแขน
มันเป็นสัมผัสของผ้าโพลีเอสเตอร์ที่มักใช้ทำเต็นท์
มองเผิน ๆ อาจจะนึกว่ามีใครบางคนกำลังนอนกลิ้งไปมาอยู่ในเต็นท์ศูนย์อพยพ
แต่ถ้าลองคิดดูดี ๆ ปกติในเต็นท์จะมีการปูผ้าห่มไว้ สัมผัสของโพลีเอสเตอร์จึงไม่ควรจะโดนตัวโดยตรงแบบนี้
“....”
เอาละ ตั้งแต่ตอนนี้ฉันจะอธิบายสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้นอีกหน่อย
คิมกิรยอ ชายผู้นั้นกำลังถูกพันธนาการทั่วทั้งร่างด้วยผ้าสีขาวและสีแดงอย่างแน่นหนา
สัมผัสสาก ๆ ที่รู้สึกได้เมื่อครู่ก็มาจากไอ้เจ้านี่แหละ
แถมไอ้เก้าอี้นี่มันอะไรกัน
เขาถูกตรึงแขนขาไว้กับเก้าอี้เก่า ๆ ที่ดูเหมือนจะใช้สำหรับทรมานนักโทษในสมัยก่อน
พอขยับตัว อุปกรณ์เวทมนตร์ที่มัดร่างอยู่ก็จะยิ่งรัดแน่นขึ้นจนแม้แต่จะลุกขึ้นยืนก็ยังทำไม่ได้
“หืม”
อธิบายแค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
สภาพที่ถูกมัดทิ้งไว้กลางห้องสีเทาฉาบซิเมนต์แบบนี้ จะให้เรียกว่าอะไรได้อีกนอกเสียจาก...
‘บัดซบ!’
ลักพาตัว ซีซัน 2 ชัด ๆ!
ฉันหลับตาลงแน่น
คราวนี้มันเรื่องอะไรกันอีกวะเนี่ย!
***
ย้อนกลับไปเมื่อ 24 ชั่วโมงก่อน
“ว่าไงนะ?”
วิหารนาชัล ในองค์กรนั้นมีผู้ดูแลระดับกลางที่ถูกเรียกว่า ท่านอาวุโส
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาวุโสผู้นี้ก็ได้ยินข่าวที่เหมือนสายฟ้าฟาดลงมากลางวันแสก ๆ
สาวกที่มุ่งหน้าไปยังแดนทองคำถูกจับกุมกันเกลี้ยง!
“แล้วไอเทมล่ะ? พวกนั้นไม่ได้เอาไอเทมกลับมาด้วยงั้นเรารึ?”
“ขอรับ...”
“เฮ้อออ”
เจ้าลัทธิแห่งวิหารนาชัลที่เขาเคารพรัก เคยกล่าวไว้เมื่อวันก่อนว่า
ของรางวัลที่มักจะดรอปจากบอสประเภทหุ่นศิลาเวทมนตร์
‘จงนำ [คอร์พลังงานอนันต์] มาถวายแก่ข้า’
แม้จะเป็นคำสั่งเผด็จการเหมือนทุกครั้ง แต่หากเป็นท่านเจ้าลัทธิผู้ยิ่งใหญ่ดุจสรวงสวรรค์แล้ว ย่อมต้องมีเหตุผลล้ำลึกอย่างแน่นอนไม่ใช่หรือ?
ท่านอาวุโสจึงรีบรวบรวมคนเพื่อตอบสนองความต้องการของท่านเจ้าลัทธิ
แต่ใครจะไปคิดว่ามันจะจบลงด้วยความล้มเหลวแบบนี้
“แบบนี้ข้าจะเอาหน้าไปพบท่านพ่อได้ยังไง”
ปัญหาไม่ได้มีแค่นี้
คอร์พลังงานอนันต์เป็นไอเทมยอดนิยมที่บริษัทใหญ่ ๆ ทุกแห่งต่างจ้องตาเป็นมัน
‘หากต้องไปแข่งประมูลกับพวกยักษ์ใหญ่ใหญ่อย่างกิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีล่ะก็ คงต้องสูญเสียมหาศาลแน่’
ทั้งราคาสูง แถมยังไม่มีของหลุดมาในตลาด
เพราะฉะนั้นในตอนนี้ วิธีที่ดูมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการล่ามอนสเตอร์ด้วยตัวเอง แต่ทว่า...
“ท่านอาวุโสครับ?”
เขาสูญเสียสาวกระดับ A ที่แสนล้ำค่าไปแล้ว
แถมตั้งแต่นี้ไป ยังต้องเฝ้ารอเกตหุ่นศิลาเวทมนตร์ที่ก็ไม่รู้ว่าจะปรากฏขึ้นมาเมื่อไหร่ด้วยความสิ้นหวังอีก
ถ้าขืนเป็นแบบนี้...
เขาจะไม่สามารถหาคอร์มาได้ภายในกำหนดเวลาไม่ใช่เหรอ?
‘จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด’
ท่านอาวุโสลูบเคราตัวเองพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“นี่ เจ้าพวกฮันเตอร์ที่เข้าไปในเกตแดนทองคำก่อนหน้านั้นคือใครกัน?”
“ครับ?”
“ข้าหมายถึง ในบรรดาคนพวกนั้น มันต้องมีคนที่จัดการตัวหัวหน้าได้สิ”
ลูกน้องพยักหน้าทันที
“ท่านกำลังถามว่าตอนนี้คอร์อยู่ที่ใครใช่ไหมครับ?”
สายข่าวคนนี้หูดีมาก
เขาแอบไปได้ยินสิ่งที่พวกผู้ชายที่หนีออกมาจากแดนทองคำคุยกันมาจนหมดเปลือก
- ใครเป็นคนจัดการบอสน่ะ?
- ก็พี่กิรยอไงที่...
สาวกนึกย้อนถึงบทสนทนาในอดีตครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยออกมา
“ได้ยินมาว่าฮันเตอร์ที่ชื่อกิรยอเป็นคนล้มกรีดครับ”
ในวินาทีนี้ยังไม่มีข่าวว่ามีคอร์หลุดออกมาขายใหม่ นั่นหมายความว่าไอเทมน่าจะยังอยู่ในมือของผู้พิชิต
“ช่วยไม่ได้แฮะ แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ยังไงเราก็ต้องหาคนมาแทนที่ระดับ A ที่เสียไปอยู่ดี...”
ท่านอาวุโสเอ่ยทิ้งท้ายอย่างมีเลศนัยก่อนจะกระซิบสั่งการบางอย่างกับลูกน้อง
***
ในขณะเดียวกัน
ภายในที่พักชั่วคราวของผู้ประสบภัยดันเจี้ยนเบรก
“ทำอะไรไปบ้างเนี่ย แปดโมงเย็นแล้วเหรอ?”
ฉันนอนกลิ้งอยู่ในเต็นท์พลางเคี้ยวมันฝรั่งทอดที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ
วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยจริง ๆ
ไหนจะต้องไปมีเรื่องกับพวกอาชญากร
อุตส่าห์ลำบากลำบนรวบรวมแกนพลังงานมาได้ สุดท้ายก็กลายเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของอันยุนซึงไปซะงั้น
“เฮ้อ”
แต่ใช่ว่าเรื่องในครั้งนี้จะไม่ได้อะไรกลับมาเลย
เพราะถ้ากังวลเรื่องการทิ้งบันทึกการซื้อขาย ก็ยังมีวิธีนำของที่ได้มาใช้เองอยู่
‘ได้อย่างน้อยชิ้นหนึ่งก็ยังดี’
ของรางวัลจากการปราบบอส [คอร์พลังงานอนันต์]
ฉันได้รับกรรมสิทธิ์ในไอเทมนั้นจากการล่าครั้งนี้
ในขณะที่ส่วนประกอบแปรรูปอย่างพวกแกนพลังงานนั้น พลังงานของมันรวมตัวกันในรูปแบบที่บุคคลทั่วไปนำมาใช้ได้ยาก การเปลี่ยนเป็นเงินจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ทว่าไอ้เจ้าคอร์สีน้ำเงินนี่กลับเป็นทรัพยากรที่สะดวกสบายจนสามารถควบคุมได้ด้วยมือเปล่าโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือกระบวนการพิเศษใด ๆ เลย
“หึหึหึ”
ฉันวางแผนไว้แล้วว่าจะเอามันไปใช้ทำอะไร
ถ้ามีแหล่งพลังเวทมหาศาลขนาดนี้ละก็ ฉันจะสามารถทำเรื่องที่น่าตกใจได้เลยเชียวละ
‘แต่ก็นะ นั่นมันต้องหลังจากที่บ้านซ่อมเสร็จก่อน’
กลิ้ง~
ฉันเปลี่ยนท่านอน
และในตอนนั้นเอง
ตุบ ตุบ ตุบ
จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะเต็นท์ดังมาจากข้างนอก ฉันเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเงาคนวูบวาบผ่านเนื้อผ้ากึ่งโปร่งแสง
‘อ้อ แจกของบริจาคสินะ’
เห็นอย่างนี้ฉันก็เคยอยู่ศูนย์บรรเทาทุกข์มาหลายครั้งนะ
คงจะเป็นพวกชาวโลกใจดีเอาข้าวสารหรืออะไรพวกนั้นมาให้อีกตามเคยนั่นแหละ
“ครับ ออกไปแล้วครับ”
ฉันเปิดซิปเต็นท์ออกโดยไม่ได้ระแวงอะไรเลย
เป็นไปตามคาด ตรงหน้ามีคนหนุ่มหน้าตาใจดีสองคนยืนอยู่
“แกงกะหรี่ที่ให้มาวันก่อน อร่อยมากเลยครั...”
บรรยากาศมันกำลังไปได้สวยเลยละนะ
จนกระทั่งอาสาสมัครพวกนั้นเอาแถบผ้ามาลาคอฉันนั่นแหละ!
- หมับ!
เฮ้ย เดี๋ยวสิ
พอดูใกล้ ๆ แล้ว นี่มันไม่ใช่แค่แถบผ้าธรรมดา...
‘อุปกรณ์เวทมนตร์!’
เฟี้ยววว!
ริบบิ้นสีแดงที่พวกมันขว้างมาพันรอบคอฉันในชั่วพริบตา มันขยับยุกยิกราวกับมีชีวิต
‘อื้อออ!’
แถมมันยังไม่ใช่แค่การพันธนาการธรรมดา
เพราะริบบิ้นสีแดงนั่นขยายตัวออกเรื่อย ๆ จนอุดทั้งปาก จมูก และรัดหน้าอกของฉันไว้แน่น
‘แค็ก!’
เล่นมาอุดลมหายใจของจอมเวทเนี่ยนะ...!
นี่มันเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการขัดขวางการใช้สกิลเลย
แน่นอนว่าถ้าเป็นฉันในสมัยก่อน แค่พลังมานาที่เหลืออยู่ในคอก็เพียงพอที่จะเผาริบบิ้นพรรค์นี้ให้เป็นจุณได้แล้ว
‘หายใจ... ไม่ออก...’
แต่ด้วยร่างกายของฮันเตอร์ระดับ F ฉันไม่มีทางเลือกอื่นเลย
ฉันล้มพับลงในเต็นท์ทั้งที่ถูกมัดเป็นดักแด้
ในตอนนั้นเอง หน้าอกก็ถูกบีบคั้นอย่างรุนแรงจนได้ยินเสียง ‘กึก’ ดังมาจากแถวซี่โครง
“....”
ฉันเฝ้ามองสถานการณ์ด้วยใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ
ทันใดนั้น หนึ่งในสองคนนั้นก็ก้าวเข้ามาในเต็นท์แล้วเอามือแตะที่พื้น
‘ผู้ใช้เวทเคลื่อนย้ายมิติงั้นเหรอ?’
นึกว่าจะใช้สกิลอะไร
ที่แท้ก็เทเลพอร์ตนั่นเอง
ช่องว่างมิติเวทมนตร์สีหยกเหมือนกับที่เคยเห็นในรังโจรลักพาตัวค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่พื้นอย่างช้า ๆ
ฉันได้แต่ภาวนาในใจอย่างร้อนรน
โรงยิมแห่งนี้เต็มไปด้วยชาวโลกจนแทบไม่มีที่ว่างให้เหยียบ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครเดินผ่านมาแถวนี้ในตอนนี้ละก็!
‘อ๊ากกกก!’
แต่ช่างน่าเวทนาที่ไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น
ตอนนี้เป็นช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง ชาวโลกที่ทานมื้อเย็นเสร็จแล้วต่างพากันปิดเต็นท์เงียบเพื่อหลบลมหนาวในยามค่ำคืนกันหมด
‘หันมาสนใจเพื่อนบ้านกันบ้างสิโว้ย ไอ้พวกสารเลวเอ๊ย!’
ในที่สุดอาการหน้ามืดก็ถาโถมเข้ามา
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกตกลงสู่ที่ต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายมิติ หรือเป็นเพราะการขาดอากาศหายใจกันแน่
แต่นั่นคือความทรงจำสุดท้ายของฉัน
...และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ฉันก็ถูกกักขังอยู่ในห้องสีเทาที่ว่านั่นแล้ว
“ฟู่วววว...”
คงจะสลบไปครู่หนึ่งเพราะขาดออกซิเจนสินะ
ฉันค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ โชคดีที่ในระหว่างนั้นดูเหมือนปากกับจมูกจะถูกปล่อยให้เป็นอิสระแล้ว
ไม่กี่นาทีต่อมา
จู่ ๆ ประตูตรงหน้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แล้วชายคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนก็เดินเข้ามา
“ฟื้นเร็วดีนี่?”
ผมเผ้ารุงรัง
สวมชุดฮันบกประยุกต์สีน้ำเงินเข้ม
ในมือถือมีดสั้นไว้แน่น
ไม่ว่ารูปลักษณ์จะเป็นยังไง แต่ดูจากท่าทางแล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าไอ้หมอนี่เป็นใคร
‘พวกเดียวกับไอ้คนกลุ่มนั้นสินะ’
โจรลักพาตัวยอมเผยหน้าออกมาอย่างอาจหาญ
ฉันถอนหายใจยาวเหยียดทีก่อนจะเข้าประเด็นทันที
“สรุปว่าฉันถูกจับตัวมาทำไมกันแน่?”
ขอฟังเหตุผลหน่อยเหอะ
“นั่นสิ อาจจะเป็นไปเพื่อการตื่นรู้ หรือไม่ก็เพื่อการโปรดสัตว์”
“หา?”
“นี่ก็ล้วนเป็นประสงค์ของท่านเทพนาชัลหนึ่งในแปดเทพเทวา พวกข้าจะไปหยั่งรู้ความคิดของท่านบนฟากฟ้าได้อย่างไร...”
แต่เดี๋ยวนะ คำพูดคำจาของไอ้หมอนี่ดูไม่ธรรมดาแฮะ
ฉันตั้งใจฟังสิ่งที่มันบ่นพึมพำอย่างใจจดใจจ่อ
ถึงแม้มันจะพูดจาวกวนจนเสียเวลาอธิบายไปตั้งนาน แต่สรุปความได้ว่าอย่างนี้สินะ
“สรุปสั้น ๆ คือจะเอาคอร์พลังงานอนันต์ใช่ไหม?”
“ใช่”
แถมไอ้คนที่อยู่ตรงหน้ายังเอ่ยคำว่าเทพนาชัลออกมาตลอดการสนทนา ฉันเลยรู้ได้ทันทีว่าพวกนี้สังกัดองค์กรไหน
วิหารนาชัล
ไอ้พวกลัทธิประหลาดก่อการร้ายพวกนั้น...!
‘นึกว่าพวกแกวัน ๆ เอาแต่ก่อการร้ายอย่างเดียวซะอีก?’
ทีแรกนึกว่าถูกจับมาเพราะเป็นนักประเมินอีกแล้วซะอีก ที่ไหนได้คราวนี้ดันเป็นอาชญากรรมที่จ้องจะเอาไอเทมของบอส
“พวกข้าค้นทั้งในเต็นท์ศูนย์อพยพ รวมถึงบ้านที่เจ้าเคยอยู่จนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่พบของสิ่งนั้นเลย”
“....”
“บอกมาว่าเจ้าซ่อนคอร์ไว้ที่ไหน หรือว่าเจ้าขายมันไปให้ใครแล้ว?”
คนของวิหารนาชัลลูบเคราพลางกดเสียงต่ำ
“อ้อ ที่ข้าปล่อยให้ปากเจ้าเป็นอิสระก็เพื่อให้เจ้าตอบคำถามเท่านั้น อย่าได้ส่งเสียงโวยวายเชียวละ”
ครืดดด
เขาเอาปลายมีดสั้นกรีดลงบนพนักวางแขนของเก้าอี้ไม้ที่ฉันนั่งอยู่
แหม่ ถึงไม่ต้องขู่แบบนี้ก็เถอะ
‘ฉันรู้อยู่แล้วละว่าแกวางกับดักอะไรไว้ในห้องนี้บ้าง’
ฉันกวาดสายตาสำรวจรอบข้างครู่หนึ่ง ห้องนี้เต็มไปด้วยกับดักรอบทิศ
แถมด้วยร่างกายของคิมกิรยอ ยังไงก็ใช้เวทมนตร์ไม่ได้อยู่แล้ว
‘โถ่ถัง’
แน่นอนว่าฉันก็ไม่ได้คิดจะขัดขืนอยู่แล้วแท้ ๆ
‘อืมมม ที่ซ่อนของคอร์งั้นเหรอ’
แต่พอจะบอกข้อมูลจริง ๆ มันก็น่าลำบากใจแฮะ
เพราะไอ้คอร์นั่น ตอนนี้มันอยู่ในมือของอันยุนซึงน่ะสิ
‘ก็ตอนนั้นฉันต้องคืนหีบไอเทมให้กิลด์ไปนี่นา’
ทางนี้บ้านก็พังเลยไม่มีที่เก็บของที่เหมาะสม ก็เลยถือโอกาสฝากวัตถุดิบทั้งหมดไว้ที่นั่นเลย
‘ถ้าฉันหลุดปากพูดไป อันยุนซึงจะไม่โดนจับตัวมาด้วยเหรอ?’
ฉันลังเลไปครู่หนึ่งเพราะไม่แน่ใจว่าควรพูดออกไปดีไหม
ก็แค่ลังเลเพียงแวบเดียวเท่านั้นจริง ๆ
“ดูท่าจะยอมปริปากบอกไม่ง่ายสินะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าตอบได้เร็วขึ้นเอง”
แต่ดูเหมือนคุณโจรลักพาตัวของเราจะความรู้สึกไวไปหน่อยนะ
พอไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เขาก็ลงมือใช้มีดทันที!
- ฉึก!
ยังไม่ทันจะได้อ้างอะไรเลย!
มีดสั้นของเขาแทงทะลุหลังมือของฉันที่ถูกมัดไว้กับพนักวางแขนในทีเดียว
โชคดีที่ฉันปรับแต่งระบบประสาทรับความรู้สึกไว้แล้ว เลยไม่ได้รู้สึกเจ็บอะไรเท่าไหร่
‘ฮี้ฮี้ฮี้ฮี้’ (เสียงร้องในใจด้วยความกลัว)
แต่ถ้าให้พูดตรง ๆ เลยนะ คราวนี้ฉันโคตรกลัวเลยว่ะ
คราวก่อนยังถูกปฏิบัติเหมือนเป็นสินค้า แต่คราวนี้ถ้าพลาดไปนิดเดียวมีหวังตายจริงแน่ไม่ใช่เหรอ?
“เข้าใจแล้วครับ! จากนี้ไปจะให้ทำอะไรผมยอมหมดเลย เพราะงั้นอย่าทำเรื่องแบบนี้เลยนะ”
มนุษย์ต่างดาวช่วยด้วย!
ฉันรีบอ้าปากค้าง บอกไปว่ายอมคายข้อมูลทุกอย่างแล้ว
มงมิตรภาพอะไรไม่สนแล้วโว้ย คนจะตายอยู่แล้วใครจะมามัวห่วงเรื่องพรรค์นั้นกัน
“แค่บอกว่าคอร์อยู่ที่ไหนก็พอใช่ไหมครับ?”
เมื่อเห็นดังนั้น โจรลักพาตัวจึงหยุดข่มขู่ทันที ดูเหมือนเขาจะพอใจกับการตัดสินใจของทางนี้มาก
***
ชาวโลกในชุดฮันบกประยุกต์เงียบไปครู่หนึ่ง
เขาปล่อยมือจากด้ามมีดสั้นที่กุมไว้แล้วค่อย ๆ ถอยหลังกลับไป
แต่นั่นไม่ใช่เพราะเขาหยุดข่มขู่ด้วยตัวเองเหมือนอย่างที่ใครบางคนคิด
มันเป็นเพียงปฏิกิริยาตอบโต้โดยสัญชาตญาณ
เพราะสมองขาวโพลนไปหมด ร่างกายเลยแข็งค้างไปเอง...
“....”
มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ
ไม่ควรเป็นแบบนี้ เขาพร่ำบ่นอยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทีแรกเขาคิดว่าเป็นภารกิจง่าย ๆ
เพราะตัวเขาคือ ผู้ขัดเกลา ฝีมือเยี่ยมระดับต้น ๆ ของวิหารนาชัลแห่งนี้
ความจริงแล้ว เหตุผลที่พวกเขาลักพาตัวคิมกิรยอมามีอยู่ 2 ประการด้วยกัน
หนึ่งคือการชิงคอร์พลังงานอนันต์คืนมา
และสองคือการล้างสมองฮันเตอร์คนนี้ให้กลายเป็นสาวกใหม่
‘ท่านอาวุโสบอกว่าต้องหาคนมาเติมเต็มจำนวนผู้ตื่นรู้ระดับ A ที่ขาดไป’
มันเป็นสิ่งที่เขาทำอยู่เป็นประจำ
งานของผู้ขัดเกลาคือการใช้ไอเทมล้างสมองที่ชื่อว่า [ดวงตาแห่งการล่อลวง] เพื่อเปลี่ยนคนอื่นให้เป็นหุ่นเชิด
เมื่อประมาณ 30 นาทีที่แล้ว
เขามองคิมกิรยอที่สลบอยู่ผ่านทางหน้าต่างพลางคิดว่า
‘คราวนี้ก็คงไม่มีอะไรพิเศษเหมือนเดิม’
ได้ยินจากพวกสาวกว่าลักพาตัวมาได้ง่ายมากด้วย
แม้ท่านอาวุโสจะเตือนว่าระดับการตื่นรู้จริง ๆ ของชายคนนั้นต่างจากข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้กับสมาคม และกำชับให้ระวังเพราะดูเหมือนเป็นพวกซ่อนเขี้ยวเล็บก็ตาม
แต่เขาคิดต่างออกไป
เขาเชื่อมั่นอย่างไม่สงสัยเลยว่าการล้างสมองคิมกิรยอนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะเขามีเคล็ดลับพิเศษเฉพาะตัวน่ะสิ
การล้างสมองฮันเตอร์ที่คาดว่าเป็นระดับ A งั้นเหรอ?
อย่างที่รู้กันว่า ฮันเตอร์ระดับสูงมีโอกาสติดสถานะผิดปกติทางจิตใจต่ำมาก
ดังนั้นจึงต้องมีกระบวนการพิเศษเพิ่มเติม
และเคล็ดลับล้ำลึกที่ซ่อนอยู่ของวิหารนาชัลนั่นก็คือ...
“ดูท่าจะยอมปริปากบอกไม่ง่ายสินะ”
มันคือการทรมาน
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะช่วยให้เจ้าตอบได้เร็วขึ้นเอง”
ความบอบช้ำทางจิตใจ
นั่นแหละคือสารหล่อลื่นในกระบวนการล้างสมอง
เมื่อฮันเตอร์ที่ถูกจับมาเริ่มอึกอักไม่ยอมตอบ ผู้ขัดเกลาจึงลงมือแทงมีดลงไปโดยไม่ลังเล
- ปึก!
สัมผัสของมีดที่กรีดผ่านเนื้อ
กลิ่นคาวสนิมของเลือด
ทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติเหมือนที่ผ่านมา
‘เอ๊ะ?’
ทว่า มีสิ่งหนึ่งในห้องนี้ที่ต่างออกไปจากปกติอย่างสิ้นเชิง
“...!”
ฮันเตอร์ที่ถูกพันธนาการอยู่บนเก้าอี้ทรมานเอ่ยปากขึ้นในที่สุด
“เข้าใจแล้วครับ จากนี้ไปจะให้ทำอะไรผมยอมหมดเลย”
มันเป็นคำตอบที่ราบเรียบ แต่เพราะแบบนั้นมันถึงได้ดูวิปริต
“เพราะงั้นอย่าทำเรื่องแบบนี้เลยนะ”
นั่นก็เพราะฮันเตอร์คนนั้นกำลังเอ่ยประโยคนี้ออกมา ทั้งที่ยังมีมีดปักคาอยู่ที่หลังมือของตัวเองแท้ ๆ
“แค่บอกว่าคอร์อยู่ที่ไหนก็พอใช่ไหมครับ?”
คิมกิรยอไม่มีแม้แต่สีหน้าที่เปลี่ยนไปจากการโจมตีของคนจากวิหารนาชัล
เขาก็แค่จดจ่อกับการสนทนาอย่างราบรื่นราวกับเครื่องจักร
หยด หยด
เลือดสีแดงฉานที่ไหลออกมาจากหลังมือ ช่างตัดกับใบหน้าที่เย็นชาของชายผู้นั้นอย่างน่าประหลาด