Cover

73

ใช่ ความจริงแล้ว...

แผนการที่แท้จริงของพวกเขาก็คือการสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองที่มีคนหนุนหลังเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่แวดวงการเมือง

จะบอกว่าการฆ่าระดับ S เพื่อสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งประเทศนั้นมันเกินไปหน่อยอย่างนั้นหรือ?

แต่มันช่วยไม่ได้

เพราะสมาชิกสภา คิม กำลังถูกต้อนจนมุมถึงขนาดที่ต้องการเหตุการณ์ที่น่าตกใจเช่นนั้น

“นำทางไปสิ”

“ครับ! ท่านสมาชิกสภา”

ในบ้านพักตากอากาศหลังเล็กกลางป่าลึก

ไม่นานนัก การประชุมลับก็ได้ถูกจัดขึ้น ณ ห้องรับแขกของที่นั่น

และครู่ต่อมา

“ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ~”

กึก.

ซูเยฮวีเดินออกมาจากห้องรับแขกพลางหมุนหัวไหล่เบา ๆ

หลังจากนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าลัทธิแล้ว

เพราะนักการเมืองคนนั้นมีแนวโน้มที่จะทำหูทวนลมเมื่อเป็นคำพูดของเด็กอย่างเธอ

‘เหรียญทองหลุดไปตั้งนานแล้ว ยังจะมาท่านสมาชงสมาชิกสภาอะไรกันล่ะ พับผ่าสิ’

ซูเยฮวีบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจพลางเดินออกไปตามโถงทางเดิน

***

สมาชิกสภา คิม

หากจะเล่าเรื่องของชายคนนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน

เหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อกในอดีตนั้นเปลี่ยนชีวิตคนไปมากมายจริง ๆ

ลูกสาวคนเดียวจากตระกูลผู้ดีที่ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นกลายเป็นกำพร้าตัวคนเดียวในชั่วพริบตา

คนขี้แพ้ที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องกลายเป็นตัวสำรองผู้ช่วยโลกเอาไว้

เช่นเดียวกัน สมาชิกสภา คิม ก็เป็นหนึ่งในคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปตามกระแสธารอันยิ่งใหญ่ของยุคสมัย

แม้ว่ามันจะไม่ใช่ทิศทางที่ดีนักก็เถอะ

[‘พระเจ้าซอนโจ’ ฉบับร่วมสมัย... สมาชิกสภา 4 คนจากพรรค ☆☆ หนีออกนอกประเทศจนเกิดเรื่องอื้อฉาว ประชาชน “เดือดดาล”]

ในช่วงที่เกตเริ่มปรากฏขึ้นใหม่ ๆ

สมาชิกสภา คิม ได้ยินข่าวกรองพิเศษว่าอาวุธของกองทัพเกาหลีไม่สามารถทำอะไรพวกสัตว์ประหลาดในดันเจี้ยนได้เลย เขาจึงตัดสินใจในสิ่งที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

เขารีบเดินทางออกไปยังประเทศเยอรมนี ประเทศที่สะอาดปราศจากมอนสเตอร์และเป็นเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีเกตเกิดขึ้นเลย

สัตว์ประหลาดหลั่งไหลออกมาไม่หยุด

ปืนก็ใช้ไม่ได้ผล

แถมเพียงแค่ 3 วันหลังจากเกิดเหตุช็อก แม้แต่บังเกอร์ใต้ดินของทำเนียบประธานาธิบดีก็ยังถูกพวกตัวประหลาดบุกยึด แล้วในตอนนั้นจะให้ไปเชื่อมั่นในอะไรได้อีกล่ะ

ตัวใครตัวมัน

สมาชิกสภา คิม คิดเพียงว่าเขาแค่ทำดีที่สุดเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัวเท่านั้น

[ข่าวพิเศษ: [คลิปเต็ม] พบปรากฏการณ์ประหลาดต่อเนื่องในเมืองหลักอย่างเท็กซัสและวอชิงตัน]

[การมีอยู่จริงของ “ผู้มีพลังพิเศษ”!!]

[…องค์การความร่วมมือด้านความมั่นคงโลก ประกาศชื่อสากลว่า Awakener (ผู้ตื่นรู้)]

นั่นคือเรื่องราวก่อนที่แนวคิดเรื่อง ‘ผู้ตื่นรู้’ จะปรากฏขึ้นมา...

“บัดซบ!”

แม้ในโรงเรียนประถมจะสอนเพื่อความสะดวกว่าการเกิดเกตและการปรากฏตัวของผู้ตื่นรู้นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ความจริงแล้วหากลองพิจารณาลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด การกำเนิดของผู้ตื่นรู้นั้นเกิดขึ้นช้ากว่าที่คิด

เพราะมนุษยชาติเริ่มวิวัฒนาการครั้งแรกหลังจากที่ดันเจี้ยนปรากฏขึ้นมาได้ 10 วันแล้วต่างหาก

“กว่าฉันจะเข้าสู่วงการเมืองได้แทบตาย แต่กลับต้องมาพังเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ...!”

สำหรับสมาชิกสภา คิม แล้ว ไม่มีเรื่องไหนน่าตกใจไปกว่านี้อีก

[รายงานด่วนค่ะ ด้วยผลงานของชเวจิน (22) ผู้ตื่นรู้คนใหม่ ทำให้ปฏิบัติการยึดคืนแนวเขตทางตอนเหนือของกรุงโซลเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ...]

สถานการณ์สงครามในคาบสมุทรเกาหลีที่แทบไม่ต่างจากนรกบนดินกลับถูกพลิกฟื้นได้ด้วยผู้ตื่นรู้เพียงคนเดียว

[แนวโน้ม ‘ดันเจี้ยนช็อก’ ลดลงอย่างต่อเนื่อง]

ใครจะไปรู้ว่าการบุกโจมตีของพวกสัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนจะหลั่งไหลออกมาไม่สิ้นสุดนั้นจะหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

“อึ๊ก!”

สมาชิกสภา คิม รีบเดินทางกลับประเทศทันทีเมื่อเห็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ทว่าความผิดพลาดเพียงชั่วครู่กลับกลายเป็นตราบาปที่ลบไม่ออก

เพราะในการเลือกตั้งซ่อมที่จัดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เรื่องที่เขาหนีออกนอกประเทศในช่วงดันเจี้ยนช็อกก็ถูกขุดคุ้ยประจานไปทั่ว

[-ไอ้คนขี้ขลาด-]

[-พอชีวิตตกอยู่ในอันตราย สันดานดิบก็โผล่ออกมาทันทีเลยนะ น่าผิดหวังจริง ๆ-]

[-ไอ้คนที่หนีไปต่างประเทศเพื่อเอาตัวรอดคนเดียวตอนประเทศกำลังฉิบหาย จะขอเรียกคืนเงินเดือนที่เคยให้ไปเข้าคลังหลวงได้ไหมเนี่ย --]

สมาชิกสภา คิม พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นปัญหาที่อาจทำให้ชีวิตทางการเมืองของเขาจบสิ้นลงได้เลย

เพราะทุกคนต่างสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ไปมากมายจากมหาภัยพิบัติที่เรียกว่าดันเจี้ยนช็อก

แต่ไม่มีใครมีที่ให้ระบายความอัดอั้น

การไปด่าทอพวกสัตว์ป่าในดันเจี้ยนที่พูดไม่ได้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป

ประชาชนจึงสาดซัดความโกรธแค้นทั้งหมดมายังมนุษย์ด้วยกัน พวกเขาต้องการใครสักคนที่ต้องมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้

“ฮือ...”

สมาชิกสภา คิม ตกอยู่ในความสิ้นหวัง

เขารู้สึกซึมเศร้าอย่างหนักเพราะดูเหมือนเส้นทางทางการเมืองจะถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์

และในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนและเปราะบางที่สุดนี้เอง บุคคลที่สมาชิกสภา คิม ได้พบก็คือ...

[ทักกวังโจ☎]

วันหนึ่ง

เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลายที่ลืมเลือนไปแล้ว

ทักกวังโจ

นั่นคือสายจากคนที่เป็นเจ้าลัทธิวิหารนาชัลในปัจจุบัน

***

การสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมือง

มันเป็นเรื่องที่ดีนะ

เพราะถ้ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ก็จะสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้มากกว่ามูลค่าที่ลงทุนไปเท่าไหร่ก็ได้

‘หากใช้คะแนนเสียงจำนวนมากและเงินมืดจากลัทธิของเรา การจะกำหนดผลแพ้ชนะของคนคนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก’

ซูเยฮวีขยับเสื้อกันฝนพลางคิดสั้น ๆ

‘โดยเฉพาะถ้าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่มีอัตราการออกไปใช้สิทธิค่อนข้างต่ำแบบนี้...’

ใครจะไปคาดคิดล่ะ

ว่าไอ้ศาสนาที่เอาแต่พ่นเรื่องไร้สาระอย่าง สัตว์อสูรคือเทวทูตที่มาทดสอบมนุษย์บ้างล่ะ จะมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่เกิดขึ้นบนโลกนี้บ้างล่ะ

หรือต้องสะสมบุญเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งใน 4,444 คนผู้ทรงเกียรติถึงจะผ่านพ้นวันพิพากษาไปได้บ้างล่ะ ความจริงแล้วกำลังวางแผนการแบบนี้อยู่

ก่อการร้ายด้วยดันเจี้ยนเบรก

ใช้ความวุ่นวายลอบสังหารนักการเมืองด้วยมอนสเตอร์

จัดการเลือกตั้งซ่อมและปั่นกระแสสังคมที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายสมาชิกสภา คิม

เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการเพิ่มโอกาสชนะการเลือกตั้งให้กับสมาชิกสภา คิม ด้วยวิธีนี้

การก่อการร้ายที่ผ่านมาเป็นเพียงการซ้อมใหญ่เพื่อให้แผนการนี้ประสบความสำเร็จเท่านั้น

ความจริงแล้ว นอกจากวิธีการที่ยุ่งยากแบบนี้ ยังมีทางเลือกอย่างการจับมือกับคนที่มั่นคงในวงการเมืองอยู่แล้วด้วย แต่ว่า...

วิหารนาชัลเป็นเพียงผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการนี้

พวกคนใหญ่คนโตที่สามารถอยู่ร่วมกับลัทธิประหลาดและมีอิทธิพลพอที่จะเรียกว่า ‘เส้นใหญ่’ ได้นั้น ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกกับศาสนาดั้งเดิมในท้องถิ่นไปหมดแล้ว จนไม่มีช่องว่างให้พวกเขาแทรกเข้าไปได้เลย

นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาจำใจต้องเก็บพวก ‘เป็ดหลงฝูง’ อย่างฝ่ายสมาชิกสภา คิม มาใช้งาน

ในเมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นคนมีชื่อเสียง หากฟื้นฟูให้กลับมาได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

ที่ผ่านมาซูเยฮวีทุ่มเทความพยายามอย่างหนัก

ทั้งการปกปิดการมีอยู่ของสมาชิกสภา คิม จากคนในลัทธิอย่างเข้มงวด

การไม่แบ่งปันความรู้เรื่องการควบคุมเกตให้คนอื่น

และคอยออกคำสั่งเด็ดขาดกับเหล่าสาวกว่า ‘มันเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อยุคสมัยใหม่’

“หึ”

จนถึงตอนนี้ทุกอย่างยังโอเค

เพราะที่ผ่านมาเป้าหมายของกลุ่มยังคงถูกปิดบังไว้ได้เป็นอย่างดี

‘พลังที่พระเจ้าประทานมาให้นี่มันสะดวกจริง ๆ’

ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงการครุ่นคิดว่าจะก่อการร้ายครั้งใหญ่ขนาดไหนถึงจะสั่นคลอนแวดวงการเมืองได้

ซูเยฮวีหาคำตอบนั้นได้ตั้งนานแล้ว

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการอันราบรื่น

ทว่าเมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายของแผนการ เธอกลับรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“คิมกิรยออย่างนั้นเหรอ”

คิมกิรยอ

ฮันเตอร์ไร้ชื่อเสียงที่ต่อให้ค้นหาในอินเทอร์เน็ตก็ไม่มีข่าวปรากฏแม้แต่บรรทัดเดียว

ซูเยฮวีสลัดความรู้สึกที่ว่าชายคนนั้นได้กลิ่นอะไรบางอย่างออกไปไม่ได้เลย

‘ผู้พรางระดับพลังที่ทำให้พโยนากิลหวาดกลัว...’

ดังนั้นซูเยฮวีจึงตัดสินใจอย่างหนึ่ง

“ฉันเองก็คงจะมัวแต่กบดานอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว”

ฟึ่บ.

ซูเยฮวีหยิบโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับออกมาจากอกเสื้อแล้วโทรไปที่ไหนสักแห่ง

-แกร็ก

“ฮัลโหล? อ้อ คุณนายหน้า ฉันเองค่ะ เยฮวี”

สถานที่ที่เธอติดต่อไปก็คือโบรกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับมือกุมสังหารมืออาชีพ

“คราวก่อนเห็นคุณโม้ว่าทางฝั่งคุณมีผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถมากอยู่คนหนึ่งใช่ไหมคะ? ฉันอยากเห็นฝีมือของคนคนนั้นหน่อยน่ะค่ะ”

เธอทุ่มเงินจำนวนมหาศาลจ้างนักฆ่าเพื่อกำจัดตัวขัดขวาง

สรุปสั้น ๆ ก็คือ

นี่คือสาเหตุที่มีแขกมาเยือนถึงบ้านของกิรยอนั่นเอง...

***

-ครืด... ครืด...

“ไอ้หมาบ้าเอ๊ย!”

ฉันสบถออกมาพลางเงยหน้ามองเพดาน

นั่นเป็นเพราะในวินาทีนี้ เขตอาคมกำลังถูกขัดเกลาออกไปทีละนิด

แน่นอนว่าตราบใดที่พลังงานจากคอร์ยังทำงานอยู่ ฉันจะซ่อมแซมเขตอาคมกี่ครั้งก็ได้ แต่ว่า...

“มันน่ารำคาญจนจะบ้าตายอยู่แล้ว...!”

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่น่ากลัวก็คือสิ่งที่น่ากลัว

มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาพยายามจะงัดแงะบุกรุกเข้ามาในบ้านแบบลับ ๆ ล่อ ๆ ตลอด 4 วันเต็ม ใครมันจะไปนอนหลับลงล่ะ?

ฉันกุมขมับด้วยดวงตาที่ลึกโหล

-ไม่ใช่ครับ มีผู้ตื่นรู้คนหนึ่งพยายามจะแอบเข้ามาในบ้านผมจริง ๆ นะครับ!

-ตอนนี้ไม่มีนี่ครับ

-นั่นก็เพราะเขาวิ่งหนีไปตอนเห็นตำรวจไงครับ! พอตกกลางคืนเขาต้องมาอีกแน่ ๆ ได้โปรดจับไอ้หมอนั่นให้ทีเถอะครับ

ฉันลองเรียกตำรวจมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล

เพราะแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นจะรีบชิ่งหนีไปทันทีที่มีใครมาที่บ้านฉัน

-เฮ้อ... คุณครับ พวกผมเองก็งานยุ่งนะครับ ตอนนี้พวกผมทำอะไรให้ไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นอย่าทำแบบนี้เลย ไว้ถ้ามีปัญหาจริง ๆ ค่อยแจ้งมา...

พวกตำรวจมองฉันเหมือนเป็นคนโกหกพกลม ก่อนจะถ่มคำเตือนที่เจือความรำคาญทิ้งไว้แล้วก็จากไป

และหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ตอบรับการเรียกอีกเลย

“ไอ้พวกเวร”

เพราะแบบนี้สินะ คังชางโฮถึงได้ย้อนถามว่าฉันเชื่อใจตำรวจงั้นเหรอ

-ครืด... ครืด...

เท่าที่สัมผัสได้จากมานา ดูเหมือนตัวตนของผู้บุกรุกจะเป็นผู้ตื่นรู้ระดับค่อนข้างสูง

คงไม่ถึงระดับ S แต่น่าจะประมาณระดับ A

และการที่คนมีฝีมือขนาดนั้นพยายามจะบุกเข้ามาในบ้านคนอื่นอย่างสุดชีวิต เจตนามันก็ชัดเจนอยู่แล้ว

‘คงไม่ใช่จุดประสงค์ที่ดีแน่’

ไม่ลักพาตัวก็ฆ่า

คงเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

ฉันกุมหน้าผากพลางครางออกมา

เพิ่งหนีพ้นจากลัทธิประหลาดนั่นมาได้ไม่เท่าไหร่ ชีวิตก็ถูกคุกคามอีกแล้วเหรอ?

‘ไม่ใช่สิ เพราะฉันหนีออกมาจากที่นั่นหรือเปล่านะ มือสังหารถึงได้มาหา?’

พอจะเดาเบื้องหลังของแขกคนนี้ได้เลา ๆ

คังชางโฮกับจองฮาซอง สองคนนี้ที่ฉันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีด้วย เป็นถึงคนที่มีฝีมือระดับ S

พวกเขาคงไม่ไว้ใจให้มือสังหารชั้นต่ำแบบนี้ทำงานให้หรอก

‘ถ้าเป็นฮันเตอร์ระดับ S ลงมือทำร้ายเองจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเยอะ’

ทางเลือกเริ่มแคบลง

ถ้าให้พูดตรง ๆ ตอนนี้ก็เหลือแค่ไอ้โลกมนุษย์สติไม่ดีที่เจอกันที่สวนสาธารณะชื่อปาร์ค...จุนแทอะไรนั่น กับวิหารนาชัลเท่านั้นแหละ

“อือ...”

แวบหนึ่งฉันคิดจะขอความช่วยเหลือจากซอนอูยอน แต่ก็เลิกล้มความคิดนั้นไป

มองผ่าน ๆ ก็รู้ว่าแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้มีฝีมือเหนือกว่าซอนอูยอนมาก

หากลากพนักงานสมาคมเข้ามาเอี่ยวสุ่มสี่สุ่มห้า สถานการณ์จะกลายเป็นยังไงก็ไม่รู้

ครืด... ครืด...

ในวินาทีนี้เอง

ส่วนหนึ่งของเขตอาคมถูกขัดเกลาออกไปอีกครั้ง

“...”

ฉันจ้องมองสูตรเวทมนตร์ของเขตอาคมที่เสียหายอยู่นาน ก่อนจะพึมพำออกมาคนเดียว

“พอที จะต้องลำบากไปถึงไหนกัน”

มันเป็นน้ำเสียงที่ดูว่างเปล่า

“ไม่เอาแล้ว เหนื่อย...”

เอาละ สมมติว่าฉันจัดการสถานการณ์นี้ด้วยตัวคนเดียวไปได้ สมมติว่าฉันกัดฟันพยายามอย่างหนักจนผ่านมันไปได้เหมือนที่ผ่านมา

แต่แล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้ล่ะ?

ฉันกลายเป็นหนามยอกอกขององค์กรบางอย่างไปแล้ว

ดังนั้น ต่อให้แก้ปัญหาครั้งนี้ได้ ในไม่ช้าภัยคุกคามใหม่ก็จะมาเยือนอยู่ดี

แล้วครั้งต่อไปล่ะ?

แล้วครั้งต่อจากนั้นจะแก้ยังไง?

ฉันจะปกป้องความปลอดภัยของตัวเองต่อไปได้จริง ๆ น่ะเหรอ?

‘ด้วยร่างกายขยะแบบนี้เนี่ยนะ’

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนทำให้คนเรารู้สึกเอือมระอา

ดังนั้นทางนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่าอีกต่อไป

ฉันยอมละทิ้งความพยายามเพราะทนต่อแรงกดดันไม่ไหว

‘ชีวิตอันยาวนานในอัลฟาวูรี และไม่กี่เดือนบนโลกมนุษย์ แค่นี้ก็ถือว่ามีชีวิตอยู่มานานพอแล้ว’

ไม่เป็นไร

ความจริงแล้ว อีกใจหนึ่งฉันก็คิดว่าตายเมื่อไหร่ก็ได้เหมือนกัน

แค่ได้ลิ้มรสเสรีภาพในร่างของคิมกิรยอแบบนี้ ความปรารถนาก็ถือว่าสมหวังมากพอแล้ว

“เออ เอาเถอะ จะตายให้ก็ได้”

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

แล้วกดโทรออกหาฮันเตอร์คนหนึ่งทันที

ถามว่าคนที่จะตายอยู่แล้วจะโทรหาใครน่ะเหรอ?

ยังไงซะชื่อชั้นของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังมีอยู่ จะให้มาจบชีวิตด้วยน้ำมือของพวกอันธพาลไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนั้นได้ยังไง

ชีวิตของฉันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้

“ฮัลโหล?”

ถ้าจะพูดให้ถูก นี่คือการเอาคอเป็นประกันเพื่อเล่นการพนันด้วยความโมโห

-พูดมา

ในที่สุดสายก็ต่อติด

ฉันตอบกลับเสียงที่ดังมาจากปลายสายด้วยท่าทีสงบนิ่ง

“สวัสดีครับ ฮันเตอร์คังชางโฮ”

ลองมาคิดดูแล้ว

คำพูดที่จองฮาซองเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้มันถูกต้องเป๊ะเลย

จอมเวทที่มีทักษะล้ำค่าแต่ไม่มีพละกำลัง สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนแบบนั้นคืออะไร?

ก็คือกำลังอารักขายังไงล่ะ

“พอจะมีเวลาสักครู่ไหมครับ? มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”

เพราะฉะนั้น ครั้งนี้ฉันก็ขอมีบอดี้การ์ดกับเขาบ้างสักคนเถอะ

“ข้อเสนอคราวที่แล้ว... ยังใช้ได้อยู่ใช่ไหมครับ?”

ฉันกลิ้งคอร์ที่เป็นศูนย์กลางของเขตอาคมเล่นในมือข้างหนึ่งพลางกล่าวต่อไปโดยไม่ลังเล

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

73

20px

ใช่ ความจริงแล้ว...

แผนการที่แท้จริงของพวกเขาก็คือการสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองที่มีคนหนุนหลังเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่แวดวงการเมือง

จะบอกว่าการฆ่าระดับ S เพื่อสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งประเทศนั้นมันเกินไปหน่อยอย่างนั้นหรือ?

แต่มันช่วยไม่ได้

เพราะสมาชิกสภา คิม กำลังถูกต้อนจนมุมถึงขนาดที่ต้องการเหตุการณ์ที่น่าตกใจเช่นนั้น

“นำทางไปสิ”

“ครับ! ท่านสมาชิกสภา”

ในบ้านพักตากอากาศหลังเล็กกลางป่าลึก

ไม่นานนัก การประชุมลับก็ได้ถูกจัดขึ้น ณ ห้องรับแขกของที่นั่น

และครู่ต่อมา

“ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ~”

กึก.

ซูเยฮวีเดินออกมาจากห้องรับแขกพลางหมุนหัวไหล่เบา ๆ

หลังจากนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าลัทธิแล้ว

เพราะนักการเมืองคนนั้นมีแนวโน้มที่จะทำหูทวนลมเมื่อเป็นคำพูดของเด็กอย่างเธอ

‘เหรียญทองหลุดไปตั้งนานแล้ว ยังจะมาท่านสมาชงสมาชิกสภาอะไรกันล่ะ พับผ่าสิ’

ซูเยฮวีบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจพลางเดินออกไปตามโถงทางเดิน

***

สมาชิกสภา คิม

หากจะเล่าเรื่องของชายคนนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน

เหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อกในอดีตนั้นเปลี่ยนชีวิตคนไปมากมายจริง ๆ

ลูกสาวคนเดียวจากตระกูลผู้ดีที่ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นกลายเป็นกำพร้าตัวคนเดียวในชั่วพริบตา

คนขี้แพ้ที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องกลายเป็นตัวสำรองผู้ช่วยโลกเอาไว้

เช่นเดียวกัน สมาชิกสภา คิม ก็เป็นหนึ่งในคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปตามกระแสธารอันยิ่งใหญ่ของยุคสมัย

แม้ว่ามันจะไม่ใช่ทิศทางที่ดีนักก็เถอะ

[‘พระเจ้าซอนโจ’ ฉบับร่วมสมัย... สมาชิกสภา 4 คนจากพรรค ☆☆ หนีออกนอกประเทศจนเกิดเรื่องอื้อฉาว ประชาชน “เดือดดาล”]

ในช่วงที่เกตเริ่มปรากฏขึ้นใหม่ ๆ

สมาชิกสภา คิม ได้ยินข่าวกรองพิเศษว่าอาวุธของกองทัพเกาหลีไม่สามารถทำอะไรพวกสัตว์ประหลาดในดันเจี้ยนได้เลย เขาจึงตัดสินใจในสิ่งที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต

เขารีบเดินทางออกไปยังประเทศเยอรมนี ประเทศที่สะอาดปราศจากมอนสเตอร์และเป็นเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีเกตเกิดขึ้นเลย

สัตว์ประหลาดหลั่งไหลออกมาไม่หยุด

ปืนก็ใช้ไม่ได้ผล

แถมเพียงแค่ 3 วันหลังจากเกิดเหตุช็อก แม้แต่บังเกอร์ใต้ดินของทำเนียบประธานาธิบดีก็ยังถูกพวกตัวประหลาดบุกยึด แล้วในตอนนั้นจะให้ไปเชื่อมั่นในอะไรได้อีกล่ะ

ตัวใครตัวมัน

สมาชิกสภา คิม คิดเพียงว่าเขาแค่ทำดีที่สุดเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัวเท่านั้น

[ข่าวพิเศษ: [คลิปเต็ม] พบปรากฏการณ์ประหลาดต่อเนื่องในเมืองหลักอย่างเท็กซัสและวอชิงตัน]

[การมีอยู่จริงของ “ผู้มีพลังพิเศษ”!!]

[…องค์การความร่วมมือด้านความมั่นคงโลก ประกาศชื่อสากลว่า Awakener (ผู้ตื่นรู้)]

นั่นคือเรื่องราวก่อนที่แนวคิดเรื่อง ‘ผู้ตื่นรู้’ จะปรากฏขึ้นมา...

“บัดซบ!”

แม้ในโรงเรียนประถมจะสอนเพื่อความสะดวกว่าการเกิดเกตและการปรากฏตัวของผู้ตื่นรู้นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

แต่ความจริงแล้วหากลองพิจารณาลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด การกำเนิดของผู้ตื่นรู้นั้นเกิดขึ้นช้ากว่าที่คิด

เพราะมนุษยชาติเริ่มวิวัฒนาการครั้งแรกหลังจากที่ดันเจี้ยนปรากฏขึ้นมาได้ 10 วันแล้วต่างหาก

“กว่าฉันจะเข้าสู่วงการเมืองได้แทบตาย แต่กลับต้องมาพังเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ...!”

สำหรับสมาชิกสภา คิม แล้ว ไม่มีเรื่องไหนน่าตกใจไปกว่านี้อีก

[รายงานด่วนค่ะ ด้วยผลงานของชเวจิน (22) ผู้ตื่นรู้คนใหม่ ทำให้ปฏิบัติการยึดคืนแนวเขตทางตอนเหนือของกรุงโซลเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ...]

สถานการณ์สงครามในคาบสมุทรเกาหลีที่แทบไม่ต่างจากนรกบนดินกลับถูกพลิกฟื้นได้ด้วยผู้ตื่นรู้เพียงคนเดียว

[แนวโน้ม ‘ดันเจี้ยนช็อก’ ลดลงอย่างต่อเนื่อง]

ใครจะไปรู้ว่าการบุกโจมตีของพวกสัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนจะหลั่งไหลออกมาไม่สิ้นสุดนั้นจะหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

“อึ๊ก!”

สมาชิกสภา คิม รีบเดินทางกลับประเทศทันทีเมื่อเห็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

ทว่าความผิดพลาดเพียงชั่วครู่กลับกลายเป็นตราบาปที่ลบไม่ออก

เพราะในการเลือกตั้งซ่อมที่จัดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เรื่องที่เขาหนีออกนอกประเทศในช่วงดันเจี้ยนช็อกก็ถูกขุดคุ้ยประจานไปทั่ว

[-ไอ้คนขี้ขลาด-]

[-พอชีวิตตกอยู่ในอันตราย สันดานดิบก็โผล่ออกมาทันทีเลยนะ น่าผิดหวังจริง ๆ-]

[-ไอ้คนที่หนีไปต่างประเทศเพื่อเอาตัวรอดคนเดียวตอนประเทศกำลังฉิบหาย จะขอเรียกคืนเงินเดือนที่เคยให้ไปเข้าคลังหลวงได้ไหมเนี่ย --]

สมาชิกสภา คิม พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นปัญหาที่อาจทำให้ชีวิตทางการเมืองของเขาจบสิ้นลงได้เลย

เพราะทุกคนต่างสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ไปมากมายจากมหาภัยพิบัติที่เรียกว่าดันเจี้ยนช็อก

แต่ไม่มีใครมีที่ให้ระบายความอัดอั้น

การไปด่าทอพวกสัตว์ป่าในดันเจี้ยนที่พูดไม่ได้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป

ประชาชนจึงสาดซัดความโกรธแค้นทั้งหมดมายังมนุษย์ด้วยกัน พวกเขาต้องการใครสักคนที่ต้องมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้

“ฮือ...”

สมาชิกสภา คิม ตกอยู่ในความสิ้นหวัง

เขารู้สึกซึมเศร้าอย่างหนักเพราะดูเหมือนเส้นทางทางการเมืองจะถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์

และในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนและเปราะบางที่สุดนี้เอง บุคคลที่สมาชิกสภา คิม ได้พบก็คือ...

[ทักกวังโจ☎]

วันหนึ่ง

เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลายที่ลืมเลือนไปแล้ว

ทักกวังโจ

นั่นคือสายจากคนที่เป็นเจ้าลัทธิวิหารนาชัลในปัจจุบัน

***

การสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมือง

มันเป็นเรื่องที่ดีนะ

เพราะถ้ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ก็จะสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้มากกว่ามูลค่าที่ลงทุนไปเท่าไหร่ก็ได้

‘หากใช้คะแนนเสียงจำนวนมากและเงินมืดจากลัทธิของเรา การจะกำหนดผลแพ้ชนะของคนคนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก’

ซูเยฮวีขยับเสื้อกันฝนพลางคิดสั้น ๆ

‘โดยเฉพาะถ้าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่มีอัตราการออกไปใช้สิทธิค่อนข้างต่ำแบบนี้...’

ใครจะไปคาดคิดล่ะ

ว่าไอ้ศาสนาที่เอาแต่พ่นเรื่องไร้สาระอย่าง สัตว์อสูรคือเทวทูตที่มาทดสอบมนุษย์บ้างล่ะ จะมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่เกิดขึ้นบนโลกนี้บ้างล่ะ

หรือต้องสะสมบุญเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งใน 4,444 คนผู้ทรงเกียรติถึงจะผ่านพ้นวันพิพากษาไปได้บ้างล่ะ ความจริงแล้วกำลังวางแผนการแบบนี้อยู่

ก่อการร้ายด้วยดันเจี้ยนเบรก

ใช้ความวุ่นวายลอบสังหารนักการเมืองด้วยมอนสเตอร์

จัดการเลือกตั้งซ่อมและปั่นกระแสสังคมที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายสมาชิกสภา คิม

เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการเพิ่มโอกาสชนะการเลือกตั้งให้กับสมาชิกสภา คิม ด้วยวิธีนี้

การก่อการร้ายที่ผ่านมาเป็นเพียงการซ้อมใหญ่เพื่อให้แผนการนี้ประสบความสำเร็จเท่านั้น

ความจริงแล้ว นอกจากวิธีการที่ยุ่งยากแบบนี้ ยังมีทางเลือกอย่างการจับมือกับคนที่มั่นคงในวงการเมืองอยู่แล้วด้วย แต่ว่า...

วิหารนาชัลเป็นเพียงผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการนี้

พวกคนใหญ่คนโตที่สามารถอยู่ร่วมกับลัทธิประหลาดและมีอิทธิพลพอที่จะเรียกว่า ‘เส้นใหญ่’ ได้นั้น ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกกับศาสนาดั้งเดิมในท้องถิ่นไปหมดแล้ว จนไม่มีช่องว่างให้พวกเขาแทรกเข้าไปได้เลย

นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาจำใจต้องเก็บพวก ‘เป็ดหลงฝูง’ อย่างฝ่ายสมาชิกสภา คิม มาใช้งาน

ในเมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นคนมีชื่อเสียง หากฟื้นฟูให้กลับมาได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน

ที่ผ่านมาซูเยฮวีทุ่มเทความพยายามอย่างหนัก

ทั้งการปกปิดการมีอยู่ของสมาชิกสภา คิม จากคนในลัทธิอย่างเข้มงวด

การไม่แบ่งปันความรู้เรื่องการควบคุมเกตให้คนอื่น

และคอยออกคำสั่งเด็ดขาดกับเหล่าสาวกว่า ‘มันเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อยุคสมัยใหม่’

“หึ”

จนถึงตอนนี้ทุกอย่างยังโอเค

เพราะที่ผ่านมาเป้าหมายของกลุ่มยังคงถูกปิดบังไว้ได้เป็นอย่างดี

‘พลังที่พระเจ้าประทานมาให้นี่มันสะดวกจริง ๆ’

ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงการครุ่นคิดว่าจะก่อการร้ายครั้งใหญ่ขนาดไหนถึงจะสั่นคลอนแวดวงการเมืองได้

ซูเยฮวีหาคำตอบนั้นได้ตั้งนานแล้ว

ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการอันราบรื่น

ทว่าเมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายของแผนการ เธอกลับรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างกะทันหัน

“คิมกิรยออย่างนั้นเหรอ”

คิมกิรยอ

ฮันเตอร์ไร้ชื่อเสียงที่ต่อให้ค้นหาในอินเทอร์เน็ตก็ไม่มีข่าวปรากฏแม้แต่บรรทัดเดียว

ซูเยฮวีสลัดความรู้สึกที่ว่าชายคนนั้นได้กลิ่นอะไรบางอย่างออกไปไม่ได้เลย

‘ผู้พรางระดับพลังที่ทำให้พโยนากิลหวาดกลัว...’

ดังนั้นซูเยฮวีจึงตัดสินใจอย่างหนึ่ง

“ฉันเองก็คงจะมัวแต่กบดานอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว”

ฟึ่บ.

ซูเยฮวีหยิบโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับออกมาจากอกเสื้อแล้วโทรไปที่ไหนสักแห่ง

-แกร็ก

“ฮัลโหล? อ้อ คุณนายหน้า ฉันเองค่ะ เยฮวี”

สถานที่ที่เธอติดต่อไปก็คือโบรกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับมือกุมสังหารมืออาชีพ

“คราวก่อนเห็นคุณโม้ว่าทางฝั่งคุณมีผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถมากอยู่คนหนึ่งใช่ไหมคะ? ฉันอยากเห็นฝีมือของคนคนนั้นหน่อยน่ะค่ะ”

เธอทุ่มเงินจำนวนมหาศาลจ้างนักฆ่าเพื่อกำจัดตัวขัดขวาง

สรุปสั้น ๆ ก็คือ

นี่คือสาเหตุที่มีแขกมาเยือนถึงบ้านของกิรยอนั่นเอง...

***

-ครืด... ครืด...

“ไอ้หมาบ้าเอ๊ย!”

ฉันสบถออกมาพลางเงยหน้ามองเพดาน

นั่นเป็นเพราะในวินาทีนี้ เขตอาคมกำลังถูกขัดเกลาออกไปทีละนิด

แน่นอนว่าตราบใดที่พลังงานจากคอร์ยังทำงานอยู่ ฉันจะซ่อมแซมเขตอาคมกี่ครั้งก็ได้ แต่ว่า...

“มันน่ารำคาญจนจะบ้าตายอยู่แล้ว...!”

ถึงอย่างนั้น สิ่งที่น่ากลัวก็คือสิ่งที่น่ากลัว

มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาพยายามจะงัดแงะบุกรุกเข้ามาในบ้านแบบลับ ๆ ล่อ ๆ ตลอด 4 วันเต็ม ใครมันจะไปนอนหลับลงล่ะ?

ฉันกุมขมับด้วยดวงตาที่ลึกโหล

-ไม่ใช่ครับ มีผู้ตื่นรู้คนหนึ่งพยายามจะแอบเข้ามาในบ้านผมจริง ๆ นะครับ!

-ตอนนี้ไม่มีนี่ครับ

-นั่นก็เพราะเขาวิ่งหนีไปตอนเห็นตำรวจไงครับ! พอตกกลางคืนเขาต้องมาอีกแน่ ๆ ได้โปรดจับไอ้หมอนั่นให้ทีเถอะครับ

ฉันลองเรียกตำรวจมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล

เพราะแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นจะรีบชิ่งหนีไปทันทีที่มีใครมาที่บ้านฉัน

-เฮ้อ... คุณครับ พวกผมเองก็งานยุ่งนะครับ ตอนนี้พวกผมทำอะไรให้ไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นอย่าทำแบบนี้เลย ไว้ถ้ามีปัญหาจริง ๆ ค่อยแจ้งมา...

พวกตำรวจมองฉันเหมือนเป็นคนโกหกพกลม ก่อนจะถ่มคำเตือนที่เจือความรำคาญทิ้งไว้แล้วก็จากไป

และหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ตอบรับการเรียกอีกเลย

“ไอ้พวกเวร”

เพราะแบบนี้สินะ คังชางโฮถึงได้ย้อนถามว่าฉันเชื่อใจตำรวจงั้นเหรอ

-ครืด... ครืด...

เท่าที่สัมผัสได้จากมานา ดูเหมือนตัวตนของผู้บุกรุกจะเป็นผู้ตื่นรู้ระดับค่อนข้างสูง

คงไม่ถึงระดับ S แต่น่าจะประมาณระดับ A

และการที่คนมีฝีมือขนาดนั้นพยายามจะบุกเข้ามาในบ้านคนอื่นอย่างสุดชีวิต เจตนามันก็ชัดเจนอยู่แล้ว

‘คงไม่ใช่จุดประสงค์ที่ดีแน่’

ไม่ลักพาตัวก็ฆ่า

คงเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

ฉันกุมหน้าผากพลางครางออกมา

เพิ่งหนีพ้นจากลัทธิประหลาดนั่นมาได้ไม่เท่าไหร่ ชีวิตก็ถูกคุกคามอีกแล้วเหรอ?

‘ไม่ใช่สิ เพราะฉันหนีออกมาจากที่นั่นหรือเปล่านะ มือสังหารถึงได้มาหา?’

พอจะเดาเบื้องหลังของแขกคนนี้ได้เลา ๆ

คังชางโฮกับจองฮาซอง สองคนนี้ที่ฉันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีด้วย เป็นถึงคนที่มีฝีมือระดับ S

พวกเขาคงไม่ไว้ใจให้มือสังหารชั้นต่ำแบบนี้ทำงานให้หรอก

‘ถ้าเป็นฮันเตอร์ระดับ S ลงมือทำร้ายเองจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเยอะ’

ทางเลือกเริ่มแคบลง

ถ้าให้พูดตรง ๆ ตอนนี้ก็เหลือแค่ไอ้โลกมนุษย์สติไม่ดีที่เจอกันที่สวนสาธารณะชื่อปาร์ค...จุนแทอะไรนั่น กับวิหารนาชัลเท่านั้นแหละ

“อือ...”

แวบหนึ่งฉันคิดจะขอความช่วยเหลือจากซอนอูยอน แต่ก็เลิกล้มความคิดนั้นไป

มองผ่าน ๆ ก็รู้ว่าแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้มีฝีมือเหนือกว่าซอนอูยอนมาก

หากลากพนักงานสมาคมเข้ามาเอี่ยวสุ่มสี่สุ่มห้า สถานการณ์จะกลายเป็นยังไงก็ไม่รู้

ครืด... ครืด...

ในวินาทีนี้เอง

ส่วนหนึ่งของเขตอาคมถูกขัดเกลาออกไปอีกครั้ง

“...”

ฉันจ้องมองสูตรเวทมนตร์ของเขตอาคมที่เสียหายอยู่นาน ก่อนจะพึมพำออกมาคนเดียว

“พอที จะต้องลำบากไปถึงไหนกัน”

มันเป็นน้ำเสียงที่ดูว่างเปล่า

“ไม่เอาแล้ว เหนื่อย...”

เอาละ สมมติว่าฉันจัดการสถานการณ์นี้ด้วยตัวคนเดียวไปได้ สมมติว่าฉันกัดฟันพยายามอย่างหนักจนผ่านมันไปได้เหมือนที่ผ่านมา

แต่แล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้ล่ะ?

ฉันกลายเป็นหนามยอกอกขององค์กรบางอย่างไปแล้ว

ดังนั้น ต่อให้แก้ปัญหาครั้งนี้ได้ ในไม่ช้าภัยคุกคามใหม่ก็จะมาเยือนอยู่ดี

แล้วครั้งต่อไปล่ะ?

แล้วครั้งต่อจากนั้นจะแก้ยังไง?

ฉันจะปกป้องความปลอดภัยของตัวเองต่อไปได้จริง ๆ น่ะเหรอ?

‘ด้วยร่างกายขยะแบบนี้เนี่ยนะ’

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนทำให้คนเรารู้สึกเอือมระอา

ดังนั้นทางนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่าอีกต่อไป

ฉันยอมละทิ้งความพยายามเพราะทนต่อแรงกดดันไม่ไหว

‘ชีวิตอันยาวนานในอัลฟาวูรี และไม่กี่เดือนบนโลกมนุษย์ แค่นี้ก็ถือว่ามีชีวิตอยู่มานานพอแล้ว’

ไม่เป็นไร

ความจริงแล้ว อีกใจหนึ่งฉันก็คิดว่าตายเมื่อไหร่ก็ได้เหมือนกัน

แค่ได้ลิ้มรสเสรีภาพในร่างของคิมกิรยอแบบนี้ ความปรารถนาก็ถือว่าสมหวังมากพอแล้ว

“เออ เอาเถอะ จะตายให้ก็ได้”

ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด

ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา

แล้วกดโทรออกหาฮันเตอร์คนหนึ่งทันที

ถามว่าคนที่จะตายอยู่แล้วจะโทรหาใครน่ะเหรอ?

ยังไงซะชื่อชั้นของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังมีอยู่ จะให้มาจบชีวิตด้วยน้ำมือของพวกอันธพาลไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนั้นได้ยังไง

ชีวิตของฉันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้

“ฮัลโหล?”

ถ้าจะพูดให้ถูก นี่คือการเอาคอเป็นประกันเพื่อเล่นการพนันด้วยความโมโห

-พูดมา

ในที่สุดสายก็ต่อติด

ฉันตอบกลับเสียงที่ดังมาจากปลายสายด้วยท่าทีสงบนิ่ง

“สวัสดีครับ ฮันเตอร์คังชางโฮ”

ลองมาคิดดูแล้ว

คำพูดที่จองฮาซองเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้มันถูกต้องเป๊ะเลย

จอมเวทที่มีทักษะล้ำค่าแต่ไม่มีพละกำลัง สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนแบบนั้นคืออะไร?

ก็คือกำลังอารักขายังไงล่ะ

“พอจะมีเวลาสักครู่ไหมครับ? มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”

เพราะฉะนั้น ครั้งนี้ฉันก็ขอมีบอดี้การ์ดกับเขาบ้างสักคนเถอะ

“ข้อเสนอคราวที่แล้ว... ยังใช้ได้อยู่ใช่ไหมครับ?”

ฉันกลิ้งคอร์ที่เป็นศูนย์กลางของเขตอาคมเล่นในมือข้างหนึ่งพลางกล่าวต่อไปโดยไม่ลังเล