ใช่ ความจริงแล้ว...
แผนการที่แท้จริงของพวกเขาก็คือการสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมืองที่มีคนหนุนหลังเพื่อแผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่แวดวงการเมือง
จะบอกว่าการฆ่าระดับ S เพื่อสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งประเทศนั้นมันเกินไปหน่อยอย่างนั้นหรือ?
แต่มันช่วยไม่ได้
เพราะสมาชิกสภา คิม กำลังถูกต้อนจนมุมถึงขนาดที่ต้องการเหตุการณ์ที่น่าตกใจเช่นนั้น
“นำทางไปสิ”
“ครับ! ท่านสมาชิกสภา”
ในบ้านพักตากอากาศหลังเล็กกลางป่าลึก
ไม่นานนัก การประชุมลับก็ได้ถูกจัดขึ้น ณ ห้องรับแขกของที่นั่น
และครู่ต่อมา
“ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ~”
กึก.
ซูเยฮวีเดินออกมาจากห้องรับแขกพลางหมุนหัวไหล่เบา ๆ
หลังจากนี้ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าลัทธิแล้ว
เพราะนักการเมืองคนนั้นมีแนวโน้มที่จะทำหูทวนลมเมื่อเป็นคำพูดของเด็กอย่างเธอ
‘เหรียญทองหลุดไปตั้งนานแล้ว ยังจะมาท่านสมาชงสมาชิกสภาอะไรกันล่ะ พับผ่าสิ’
ซูเยฮวีบ่นพึมพำด้วยความไม่พอใจพลางเดินออกไปตามโถงทางเดิน
***
สมาชิกสภา คิม
หากจะเล่าเรื่องของชายคนนี้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีก่อน
เหตุการณ์ดันเจี้ยนช็อกในอดีตนั้นเปลี่ยนชีวิตคนไปมากมายจริง ๆ
ลูกสาวคนเดียวจากตระกูลผู้ดีที่ใช้ชีวิตอย่างราบรื่นกลายเป็นกำพร้าตัวคนเดียวในชั่วพริบตา
คนขี้แพ้ที่หมกตัวอยู่แต่ในห้องกลายเป็นตัวสำรองผู้ช่วยโลกเอาไว้
เช่นเดียวกัน สมาชิกสภา คิม ก็เป็นหนึ่งในคนที่ชีวิตเปลี่ยนไปตามกระแสธารอันยิ่งใหญ่ของยุคสมัย
แม้ว่ามันจะไม่ใช่ทิศทางที่ดีนักก็เถอะ
[‘พระเจ้าซอนโจ’ ฉบับร่วมสมัย... สมาชิกสภา 4 คนจากพรรค ☆☆ หนีออกนอกประเทศจนเกิดเรื่องอื้อฉาว ประชาชน “เดือดดาล”]
ในช่วงที่เกตเริ่มปรากฏขึ้นใหม่ ๆ
สมาชิกสภา คิม ได้ยินข่าวกรองพิเศษว่าอาวุธของกองทัพเกาหลีไม่สามารถทำอะไรพวกสัตว์ประหลาดในดันเจี้ยนได้เลย เขาจึงตัดสินใจในสิ่งที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
เขารีบเดินทางออกไปยังประเทศเยอรมนี ประเทศที่สะอาดปราศจากมอนสเตอร์และเป็นเพียงแห่งเดียวที่ไม่มีเกตเกิดขึ้นเลย
สัตว์ประหลาดหลั่งไหลออกมาไม่หยุด
ปืนก็ใช้ไม่ได้ผล
แถมเพียงแค่ 3 วันหลังจากเกิดเหตุช็อก แม้แต่บังเกอร์ใต้ดินของทำเนียบประธานาธิบดีก็ยังถูกพวกตัวประหลาดบุกยึด แล้วในตอนนั้นจะให้ไปเชื่อมั่นในอะไรได้อีกล่ะ
ตัวใครตัวมัน
สมาชิกสภา คิม คิดเพียงว่าเขาแค่ทำดีที่สุดเพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัวเท่านั้น
[ข่าวพิเศษ: [คลิปเต็ม] พบปรากฏการณ์ประหลาดต่อเนื่องในเมืองหลักอย่างเท็กซัสและวอชิงตัน]
[การมีอยู่จริงของ “ผู้มีพลังพิเศษ”!!]
[…องค์การความร่วมมือด้านความมั่นคงโลก ประกาศชื่อสากลว่า Awakener (ผู้ตื่นรู้)]
นั่นคือเรื่องราวก่อนที่แนวคิดเรื่อง ‘ผู้ตื่นรู้’ จะปรากฏขึ้นมา...
“บัดซบ!”
แม้ในโรงเรียนประถมจะสอนเพื่อความสะดวกว่าการเกิดเกตและการปรากฏตัวของผู้ตื่นรู้นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
แต่ความจริงแล้วหากลองพิจารณาลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด การกำเนิดของผู้ตื่นรู้นั้นเกิดขึ้นช้ากว่าที่คิด
เพราะมนุษยชาติเริ่มวิวัฒนาการครั้งแรกหลังจากที่ดันเจี้ยนปรากฏขึ้นมาได้ 10 วันแล้วต่างหาก
“กว่าฉันจะเข้าสู่วงการเมืองได้แทบตาย แต่กลับต้องมาพังเพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้เนี่ยนะ...!”
สำหรับสมาชิกสภา คิม แล้ว ไม่มีเรื่องไหนน่าตกใจไปกว่านี้อีก
[รายงานด่วนค่ะ ด้วยผลงานของชเวจิน (22) ผู้ตื่นรู้คนใหม่ ทำให้ปฏิบัติการยึดคืนแนวเขตทางตอนเหนือของกรุงโซลเมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ...]
สถานการณ์สงครามในคาบสมุทรเกาหลีที่แทบไม่ต่างจากนรกบนดินกลับถูกพลิกฟื้นได้ด้วยผู้ตื่นรู้เพียงคนเดียว
[แนวโน้ม ‘ดันเจี้ยนช็อก’ ลดลงอย่างต่อเนื่อง]
ใครจะไปรู้ว่าการบุกโจมตีของพวกสัตว์ประหลาดที่ดูเหมือนจะหลั่งไหลออกมาไม่สิ้นสุดนั้นจะหยุดชะงักลงอย่างกะทันหันโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
“อึ๊ก!”
สมาชิกสภา คิม รีบเดินทางกลับประเทศทันทีเมื่อเห็นสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ทว่าความผิดพลาดเพียงชั่วครู่กลับกลายเป็นตราบาปที่ลบไม่ออก
เพราะในการเลือกตั้งซ่อมที่จัดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เรื่องที่เขาหนีออกนอกประเทศในช่วงดันเจี้ยนช็อกก็ถูกขุดคุ้ยประจานไปทั่ว
[-ไอ้คนขี้ขลาด-]
[-พอชีวิตตกอยู่ในอันตราย สันดานดิบก็โผล่ออกมาทันทีเลยนะ น่าผิดหวังจริง ๆ-]
[-ไอ้คนที่หนีไปต่างประเทศเพื่อเอาตัวรอดคนเดียวตอนประเทศกำลังฉิบหาย จะขอเรียกคืนเงินเดือนที่เคยให้ไปเข้าคลังหลวงได้ไหมเนี่ย --]
สมาชิกสภา คิม พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นปัญหาที่อาจทำให้ชีวิตทางการเมืองของเขาจบสิ้นลงได้เลย
เพราะทุกคนต่างสูญเสียสิ่งต่าง ๆ ไปมากมายจากมหาภัยพิบัติที่เรียกว่าดันเจี้ยนช็อก
แต่ไม่มีใครมีที่ให้ระบายความอัดอั้น
การไปด่าทอพวกสัตว์ป่าในดันเจี้ยนที่พูดไม่ได้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนไป
ประชาชนจึงสาดซัดความโกรธแค้นทั้งหมดมายังมนุษย์ด้วยกัน พวกเขาต้องการใครสักคนที่ต้องมารับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้
“ฮือ...”
สมาชิกสภา คิม ตกอยู่ในความสิ้นหวัง
เขารู้สึกซึมเศร้าอย่างหนักเพราะดูเหมือนเส้นทางทางการเมืองจะถูกตัดขาดอย่างสมบูรณ์
และในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนและเปราะบางที่สุดนี้เอง บุคคลที่สมาชิกสภา คิม ได้พบก็คือ...
[ทักกวังโจ☎]
วันหนึ่ง
เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมชั้นสมัยมัธยมปลายที่ลืมเลือนไปแล้ว
ทักกวังโจ
นั่นคือสายจากคนที่เป็นเจ้าลัทธิวิหารนาชัลในปัจจุบัน
***
การสมรู้ร่วมคิดกับนักการเมือง
มันเป็นเรื่องที่ดีนะ
เพราะถ้ามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจ ก็จะสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้มากกว่ามูลค่าที่ลงทุนไปเท่าไหร่ก็ได้
‘หากใช้คะแนนเสียงจำนวนมากและเงินมืดจากลัทธิของเรา การจะกำหนดผลแพ้ชนะของคนคนหนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยาก’
ซูเยฮวีขยับเสื้อกันฝนพลางคิดสั้น ๆ
‘โดยเฉพาะถ้าเป็นการเลือกตั้งซ่อมที่มีอัตราการออกไปใช้สิทธิค่อนข้างต่ำแบบนี้...’
ใครจะไปคาดคิดล่ะ
ว่าไอ้ศาสนาที่เอาแต่พ่นเรื่องไร้สาระอย่าง สัตว์อสูรคือเทวทูตที่มาทดสอบมนุษย์บ้างล่ะ จะมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่เกิดขึ้นบนโลกนี้บ้างล่ะ
หรือต้องสะสมบุญเพื่อให้ได้เป็นหนึ่งใน 4,444 คนผู้ทรงเกียรติถึงจะผ่านพ้นวันพิพากษาไปได้บ้างล่ะ ความจริงแล้วกำลังวางแผนการแบบนี้อยู่
ก่อการร้ายด้วยดันเจี้ยนเบรก
↓
ใช้ความวุ่นวายลอบสังหารนักการเมืองด้วยมอนสเตอร์
↓
จัดการเลือกตั้งซ่อมและปั่นกระแสสังคมที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายสมาชิกสภา คิม
เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการเพิ่มโอกาสชนะการเลือกตั้งให้กับสมาชิกสภา คิม ด้วยวิธีนี้
การก่อการร้ายที่ผ่านมาเป็นเพียงการซ้อมใหญ่เพื่อให้แผนการนี้ประสบความสำเร็จเท่านั้น
ความจริงแล้ว นอกจากวิธีการที่ยุ่งยากแบบนี้ ยังมีทางเลือกอย่างการจับมือกับคนที่มั่นคงในวงการเมืองอยู่แล้วด้วย แต่ว่า...
วิหารนาชัลเป็นเพียงผู้เล่นหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในวงการนี้
พวกคนใหญ่คนโตที่สามารถอยู่ร่วมกับลัทธิประหลาดและมีอิทธิพลพอที่จะเรียกว่า ‘เส้นใหญ่’ ได้นั้น ต่างก็มีความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกกับศาสนาดั้งเดิมในท้องถิ่นไปหมดแล้ว จนไม่มีช่องว่างให้พวกเขาแทรกเข้าไปได้เลย
นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาจำใจต้องเก็บพวก ‘เป็ดหลงฝูง’ อย่างฝ่ายสมาชิกสภา คิม มาใช้งาน
ในเมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นคนมีชื่อเสียง หากฟื้นฟูให้กลับมาได้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน
ที่ผ่านมาซูเยฮวีทุ่มเทความพยายามอย่างหนัก
ทั้งการปกปิดการมีอยู่ของสมาชิกสภา คิม จากคนในลัทธิอย่างเข้มงวด
การไม่แบ่งปันความรู้เรื่องการควบคุมเกตให้คนอื่น
และคอยออกคำสั่งเด็ดขาดกับเหล่าสาวกว่า ‘มันเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อยุคสมัยใหม่’
“หึ”
จนถึงตอนนี้ทุกอย่างยังโอเค
เพราะที่ผ่านมาเป้าหมายของกลุ่มยังคงถูกปิดบังไว้ได้เป็นอย่างดี
‘พลังที่พระเจ้าประทานมาให้นี่มันสะดวกจริง ๆ’
ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงการครุ่นคิดว่าจะก่อการร้ายครั้งใหญ่ขนาดไหนถึงจะสั่นคลอนแวดวงการเมืองได้
ซูเยฮวีหาคำตอบนั้นได้ตั้งนานแล้ว
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการอันราบรื่น
ทว่าเมื่อมาถึงช่วงสุดท้ายของแผนการ เธอกลับรู้สึกกระสับกระส่ายขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“คิมกิรยออย่างนั้นเหรอ”
คิมกิรยอ
ฮันเตอร์ไร้ชื่อเสียงที่ต่อให้ค้นหาในอินเทอร์เน็ตก็ไม่มีข่าวปรากฏแม้แต่บรรทัดเดียว
ซูเยฮวีสลัดความรู้สึกที่ว่าชายคนนั้นได้กลิ่นอะไรบางอย่างออกไปไม่ได้เลย
‘ผู้พรางระดับพลังที่ทำให้พโยนากิลหวาดกลัว...’
ดังนั้นซูเยฮวีจึงตัดสินใจอย่างหนึ่ง
“ฉันเองก็คงจะมัวแต่กบดานอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แล้ว”
ฟึ่บ.
ซูเยฮวีหยิบโทรศัพท์มือถือแบบฝาพับออกมาจากอกเสื้อแล้วโทรไปที่ไหนสักแห่ง
-แกร็ก
“ฮัลโหล? อ้อ คุณนายหน้า ฉันเองค่ะ เยฮวี”
สถานที่ที่เธอติดต่อไปก็คือโบรกเกอร์ที่เชื่อมโยงกับมือกุมสังหารมืออาชีพ
“คราวก่อนเห็นคุณโม้ว่าทางฝั่งคุณมีผู้ตื่นรู้ที่มีความสามารถมากอยู่คนหนึ่งใช่ไหมคะ? ฉันอยากเห็นฝีมือของคนคนนั้นหน่อยน่ะค่ะ”
เธอทุ่มเงินจำนวนมหาศาลจ้างนักฆ่าเพื่อกำจัดตัวขัดขวาง
สรุปสั้น ๆ ก็คือ
นี่คือสาเหตุที่มีแขกมาเยือนถึงบ้านของกิรยอนั่นเอง...
***
-ครืด... ครืด...
“ไอ้หมาบ้าเอ๊ย!”
ฉันสบถออกมาพลางเงยหน้ามองเพดาน
นั่นเป็นเพราะในวินาทีนี้ เขตอาคมกำลังถูกขัดเกลาออกไปทีละนิด
แน่นอนว่าตราบใดที่พลังงานจากคอร์ยังทำงานอยู่ ฉันจะซ่อมแซมเขตอาคมกี่ครั้งก็ได้ แต่ว่า...
“มันน่ารำคาญจนจะบ้าตายอยู่แล้ว...!”
ถึงอย่างนั้น สิ่งที่น่ากลัวก็คือสิ่งที่น่ากลัว
มีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาพยายามจะงัดแงะบุกรุกเข้ามาในบ้านแบบลับ ๆ ล่อ ๆ ตลอด 4 วันเต็ม ใครมันจะไปนอนหลับลงล่ะ?
ฉันกุมขมับด้วยดวงตาที่ลึกโหล
-ไม่ใช่ครับ มีผู้ตื่นรู้คนหนึ่งพยายามจะแอบเข้ามาในบ้านผมจริง ๆ นะครับ!
-ตอนนี้ไม่มีนี่ครับ
-นั่นก็เพราะเขาวิ่งหนีไปตอนเห็นตำรวจไงครับ! พอตกกลางคืนเขาต้องมาอีกแน่ ๆ ได้โปรดจับไอ้หมอนั่นให้ทีเถอะครับ
ฉันลองเรียกตำรวจมาหลายครั้งแล้วแต่ก็ไม่เป็นผล
เพราะแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนั้นจะรีบชิ่งหนีไปทันทีที่มีใครมาที่บ้านฉัน
-เฮ้อ... คุณครับ พวกผมเองก็งานยุ่งนะครับ ตอนนี้พวกผมทำอะไรให้ไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นอย่าทำแบบนี้เลย ไว้ถ้ามีปัญหาจริง ๆ ค่อยแจ้งมา...
พวกตำรวจมองฉันเหมือนเป็นคนโกหกพกลม ก่อนจะถ่มคำเตือนที่เจือความรำคาญทิ้งไว้แล้วก็จากไป
และหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่ตอบรับการเรียกอีกเลย
“ไอ้พวกเวร”
เพราะแบบนี้สินะ คังชางโฮถึงได้ย้อนถามว่าฉันเชื่อใจตำรวจงั้นเหรอ
-ครืด... ครืด...
เท่าที่สัมผัสได้จากมานา ดูเหมือนตัวตนของผู้บุกรุกจะเป็นผู้ตื่นรู้ระดับค่อนข้างสูง
คงไม่ถึงระดับ S แต่น่าจะประมาณระดับ A
และการที่คนมีฝีมือขนาดนั้นพยายามจะบุกเข้ามาในบ้านคนอื่นอย่างสุดชีวิต เจตนามันก็ชัดเจนอยู่แล้ว
‘คงไม่ใช่จุดประสงค์ที่ดีแน่’
ไม่ลักพาตัวก็ฆ่า
คงเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง
ฉันกุมหน้าผากพลางครางออกมา
เพิ่งหนีพ้นจากลัทธิประหลาดนั่นมาได้ไม่เท่าไหร่ ชีวิตก็ถูกคุกคามอีกแล้วเหรอ?
‘ไม่ใช่สิ เพราะฉันหนีออกมาจากที่นั่นหรือเปล่านะ มือสังหารถึงได้มาหา?’
พอจะเดาเบื้องหลังของแขกคนนี้ได้เลา ๆ
คังชางโฮกับจองฮาซอง สองคนนี้ที่ฉันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยสู้ดีด้วย เป็นถึงคนที่มีฝีมือระดับ S
พวกเขาคงไม่ไว้ใจให้มือสังหารชั้นต่ำแบบนี้ทำงานให้หรอก
‘ถ้าเป็นฮันเตอร์ระดับ S ลงมือทำร้ายเองจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเยอะ’
ทางเลือกเริ่มแคบลง
ถ้าให้พูดตรง ๆ ตอนนี้ก็เหลือแค่ไอ้โลกมนุษย์สติไม่ดีที่เจอกันที่สวนสาธารณะชื่อปาร์ค...จุนแทอะไรนั่น กับวิหารนาชัลเท่านั้นแหละ
“อือ...”
แวบหนึ่งฉันคิดจะขอความช่วยเหลือจากซอนอูยอน แต่ก็เลิกล้มความคิดนั้นไป
มองผ่าน ๆ ก็รู้ว่าแขกไม่ได้รับเชิญคนนี้มีฝีมือเหนือกว่าซอนอูยอนมาก
หากลากพนักงานสมาคมเข้ามาเอี่ยวสุ่มสี่สุ่มห้า สถานการณ์จะกลายเป็นยังไงก็ไม่รู้
ครืด... ครืด...
ในวินาทีนี้เอง
ส่วนหนึ่งของเขตอาคมถูกขัดเกลาออกไปอีกครั้ง
“...”
ฉันจ้องมองสูตรเวทมนตร์ของเขตอาคมที่เสียหายอยู่นาน ก่อนจะพึมพำออกมาคนเดียว
“พอที จะต้องลำบากไปถึงไหนกัน”
มันเป็นน้ำเสียงที่ดูว่างเปล่า
“ไม่เอาแล้ว เหนื่อย...”
เอาละ สมมติว่าฉันจัดการสถานการณ์นี้ด้วยตัวคนเดียวไปได้ สมมติว่าฉันกัดฟันพยายามอย่างหนักจนผ่านมันไปได้เหมือนที่ผ่านมา
แต่แล้วมันจะเปลี่ยนอะไรได้ล่ะ?
ฉันกลายเป็นหนามยอกอกขององค์กรบางอย่างไปแล้ว
ดังนั้น ต่อให้แก้ปัญหาครั้งนี้ได้ ในไม่ช้าภัยคุกคามใหม่ก็จะมาเยือนอยู่ดี
แล้วครั้งต่อไปล่ะ?
แล้วครั้งต่อจากนั้นจะแก้ยังไง?
ฉันจะปกป้องความปลอดภัยของตัวเองต่อไปได้จริง ๆ น่ะเหรอ?
‘ด้วยร่างกายขยะแบบนี้เนี่ยนะ’
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนทำให้คนเรารู้สึกเอือมระอา
ดังนั้นทางนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดิ้นรนให้เหนื่อยเปล่าอีกต่อไป
ฉันยอมละทิ้งความพยายามเพราะทนต่อแรงกดดันไม่ไหว
‘ชีวิตอันยาวนานในอัลฟาวูรี และไม่กี่เดือนบนโลกมนุษย์ แค่นี้ก็ถือว่ามีชีวิตอยู่มานานพอแล้ว’
ไม่เป็นไร
ความจริงแล้ว อีกใจหนึ่งฉันก็คิดว่าตายเมื่อไหร่ก็ได้เหมือนกัน
แค่ได้ลิ้มรสเสรีภาพในร่างของคิมกิรยอแบบนี้ ความปรารถนาก็ถือว่าสมหวังมากพอแล้ว
“เออ เอาเถอะ จะตายให้ก็ได้”
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
แล้วกดโทรออกหาฮันเตอร์คนหนึ่งทันที
ถามว่าคนที่จะตายอยู่แล้วจะโทรหาใครน่ะเหรอ?
ยังไงซะชื่อชั้นของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังมีอยู่ จะให้มาจบชีวิตด้วยน้ำมือของพวกอันธพาลไม่มีหัวนอนปลายเท้าแบบนั้นได้ยังไง
ชีวิตของฉันต้องใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้
“ฮัลโหล?”
ถ้าจะพูดให้ถูก นี่คือการเอาคอเป็นประกันเพื่อเล่นการพนันด้วยความโมโห
-พูดมา
ในที่สุดสายก็ต่อติด
ฉันตอบกลับเสียงที่ดังมาจากปลายสายด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“สวัสดีครับ ฮันเตอร์คังชางโฮ”
ลองมาคิดดูแล้ว
คำพูดที่จองฮาซองเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้มันถูกต้องเป๊ะเลย
จอมเวทที่มีทักษะล้ำค่าแต่ไม่มีพละกำลัง สิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนแบบนั้นคืออะไร?
ก็คือกำลังอารักขายังไงล่ะ
“พอจะมีเวลาสักครู่ไหมครับ? มีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย”
เพราะฉะนั้น ครั้งนี้ฉันก็ขอมีบอดี้การ์ดกับเขาบ้างสักคนเถอะ
“ข้อเสนอคราวที่แล้ว... ยังใช้ได้อยู่ใช่ไหมครับ?”
ฉันกลิ้งคอร์ที่เป็นศูนย์กลางของเขตอาคมเล่นในมือข้างหนึ่งพลางกล่าวต่อไปโดยไม่ลังเล