“ฉันเปลี่ยนใจแล้วครับ จะให้ตายตอนอายุ 34 หรือตอนไหนก็ได้ทั้งนั้น เพราะงั้นรีบมาที่นี่เดี๋ยวนี้เลย ฉันกำลังจะถูกลอบสังหารอยู่รอมร่อแล้ว!”
จู่ๆ ก็บอกว่าจะยอมตกลงข้อเสนอ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ปฏิเสธแท้ๆ แถมบอกว่าระดับ F อย่างตัวเองกำลังถูกนักฆ่าตามล่าอีก
เนื้อหาการสนทนาที่ตามมานั้นน่าตกใจเสียจนแม้แต่ คังชางโฮ ยังถึงกับพูดไม่ออกไปพักใหญ่
-…….
ทว่าความเงียบนั้นคงอยู่ได้ไม่นาน
-รออยู่ที่นั่นแหละ
หลังจากทิ้งท้ายสั้นๆ คังชางโฮก็ตัดสายไป
***
ฉันขยับกล้ามเนื้อหน้าผากเพื่อเลิกคิ้วขึ้น พร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อโหนกแก้มและกล้ามเนื้อรอบดวงตาให้หดตัวเพื่อดึงมุมปากขึ้น
ฉันเลียนแบบการยิ้มของพวกมนุษย์โลกด้วยการควบคุมกล้ามเนื้อไม่กี่ส่วน
จากนั้นก็เอ่ยออกไปว่า
“รอดตายมาได้เพราะคุณชางโฮจริงๆ ครับ”
พิจารณาจากการที่พวกเรามานั่งอยู่ตรงนี้เพื่อทำสัญญาแลกความตายในอีก 10 ปีข้างหน้า ประโยคเมื่อครู่ก็นับว่าย้อนแย้งกันอย่างยิ่ง
“สมกับเป็นฮันเตอร์ระดับ S จริงๆ ครับ มีอะไรที่ต่างออกไปจริงๆ ด้วย ไม่นึกเลยว่าจะล้มผู้ตื่นรู้ที่แข็งแกร่งขนาดนั้นได้ในหมัดเดียว”
สรุปสั้นๆ คือ ฉันตัดสินใจรับข้อเสนอของคังชางโฮ
-ฮันเตอร์คังชางโฮครับ! แต่ก่อนจะคุยกัน ช่วยไปจับตัวผู้ตื่นรู้ที่อยู่แถวๆ นี้มาให้หน่อยได้ไหมครับ?
-ผู้ตื่นรู้เหรอ?
-ฉันจะส่งตำแหน่งไปให้ทางมือถือครับ
แน่นอนว่าเรื่องเจ้าแขกไม่ได้รับเชิญที่เป็นกังวลน่ะ ฉันจัดการไปตั้งนานแล้ว
แต่เมื่อความสามารถในการตรวจจับมานาของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ รวมเข้ากับพละกำลังของฮันเตอร์ระดับ S ก็ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้
-โฮ้! ร่างกายมนุษย์มันพับงอได้ขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย
ในขั้นตอนการสอบสวนหลังจากนั้น ฮันเตอร์ระดับ S ได้แสดงศิลปะการพับเอวของนักฆ่าคนนั้นจนขาดครึ่ง... ช่างเถอะ เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ ข้ามไปก่อนแล้วกัน
“อืม”
ที่นี่คือร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งในย่านกังนัมที่ฮันเตอร์ระดับ S เป็นคนแนะนำ
การตกแต่งภายในด้วยไม้ดูหรูหรา
อาหารที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ
และประตูบานเลื่อนที่ปิดสนิท
มันเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพูดคุยกันเงียบๆ ก็จริงอยู่ แต่ว่า...
‘ทำไมฉันต้องมานั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับฮันเตอร์ระดับ S ที่มีประวัติใช้ความรุนแรงแบบนี้ด้วยนะ’
กึก.
ฉันที่เริ่มหมดความอยากอาหารวางตะเกียบลง
“อิ่มแล้วเหรอ?”
เมื่อเห็นดังนั้น คังชางโฮก็วางตะเกียบลงเช่นกัน ก่อนจะเข้าเรื่องหลัก
“งั้นเรามาคุยเรื่องสัญญากันได้แล้วมั้ง...”
ทันใดนั้น สิ่งที่คังชางโฮหยิบออกมาก็คือแผ่นกระดาษหนังแผ่นหนึ่ง
“เคยเห็นไหม? นี่คือไอเทมที่ชื่อว่า [คำสาบานแห่งอัศวิน]”
“คำสาบานแห่งอัศวิน?”
“เป็นสกรอลล์สัญญาที่อยู่ในระดับสูงสุดเลยล่ะ”
มันเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งที่หาได้จากการปราบบอสในเกตแห่งหนึ่งแถวยุโรป
คุณสมบัติของมันนั้นแสนจะเรียบง่าย
“เพราะถ้าผิดสัญญา บทลงโทษก็คือความตายในทันที”
ฉันสะดุ้งกับคำพูดนั้นแล้วรีบตรวจสอบข้อความบนกระดาษหนังทันที แต่โชคดีที่เนื้อหาไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายนัก
เดี๋ยวนะ...
+
เนื้อหาในสัญญา
1. คิมกิรยอจะโอนสิทธิ์ในร่างกายทั้งหมดให้แก่คังชางโฮในปีที่อายุครบ 34 ปี (อ้างอิงตามเวลา 20XX-01-01 (GMT+9) 00:00) และคังชางโฮจะต้องไม่ใช้สิทธิ์ที่ได้รับมานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากการเปิดใช้งานทักษะ จิตวิญญาณแห่งการพัฒนา
2. เมื่อจะเข้าสู่เกตด้วยความสมัครใจ คิมกิรยอจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้คังชางโฮทราบล่วงหน้าเป็นอันดับแรก
2-1. เมื่อจะเดินทางออกนอกประเทศด้วยความสมัครใจ คิมกิรยอจะต้องรายงานเรื่องนี้ให้คังชางโฮทราบล่วงหน้าเป็นอันดับแรก
3. คังชางโฮมีหน้าที่ต้องร่วมเดินทางเข้าไปในดันเจี้ยนตามที่ได้รับรายงานจากข้อ 2
(ทั้งนี้ หน้าที่นี้สามารถละเว้นได้ตามการอนุญาตของคิมกิรยอ นอกจากนี้ มาตรฐานของการร่วมเดินทางที่ว่านี้หมายถึง...)
+
มีบางส่วนที่น่าสงสัยอยู่แฮะ
“ข้อ 1 น่ะเข้าใจได้ แต่ข้อที่เหลือมันคืออะไรครับ?”
เมื่อฉันถาม คังชางโฮก็ตอบกลับมา
“ส่วนใหญ่ก็เพื่อปกป้องนายนั่นแหละ ถ้านายไปแอบตายคนเดียวในที่ที่ฉันมองไม่เห็นล่ะก็ ยุ่งแน่”
“อ้อ”
ฮันเตอร์ระดับ S พูดแบบนั้น ก่อนจะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญญาอย่างใจเย็น
“อ้อ แล้วคำว่า ‘ด้วยความสมัครใจ’ ในสัญญานี้ ควรจะระวังการตีความไว้ให้ดีล่ะ”
“ครับ?”
“ยกตัวอย่างเช่น... ถ้านายไปขอร้องให้ใครสักคนลักพาตัวนายออกนอกประเทศ ต่อให้ตอนออกนอกประเทศนายจะอยู่ในสภาพหมดสติ แต่นั่นก็นับว่าเป็นการผิดสัญญาเหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้น”
“ก็หมายความว่าอย่าได้คิดจะเล่นแง่อะไรทั้งนั้น ถ้ายังไม่อยากตาย”
คังชางโฮขู่ด้วยสายตาที่เฉียบคม
ทว่าฉันกลับนิ่งเฉยเมื่อได้ฟัง เพราะยังไงซะการติดต่อบอกเขาก่อนจะไปไหนมาไหนก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรอยู่แล้ว
“แล้วก็พวกรายละเอียดอย่างเช่น กรณีที่เจอสัตว์อสูรข้างนอก หรือจะปกป้องคู่สัญญาได้ยังไงบ้าง... ฉันตั้งใจตัดออกไปเองแหละ”
“ตั้งใจตัดออกเหรอครับ?”
“ก็ยิ่งมีเงื่อนไขจุกจิกมากเท่าไหร่ โอกาสที่คนเราจะตายเพราะความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ มันก็ยิ่งสูงขึ้นไม่ใช่หรือไง”
การที่เนื้อหาในสัญญาค่อนข้างหลวม จึงเป็นทางเลือกที่เลี่ยงไม่ได้
“แต่ไม่ต้องห่วงนะ ถึงจะไม่ได้ระบุไว้ที่นี่ แต่ฉันจะรับประกันความปลอดภัยของนายอย่างสุดความสามารถแน่นอน”
ลักยิ้มของฮันเตอร์ระดับ S ปรากฏขึ้นจางๆ
“ก็นะ ในเมื่อนายยอมมอบชีวิตให้ขนาดนี้ ช่วงเวลา 10 ปีนี้ฉันก็ควรจะเป็นคนรับผิดชอบให้”
คังชางโฮมองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจก่อนจะเอ่ยต่อ
“ใจจริงฉันอยากจะบอกว่าจะปกป้องนายตลอด 24 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ แต่นายก็น่าจะรู้ว่าในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้ และนายก็คงไม่อยากอยู่ในสภาพที่ไม่มีความเป็นส่วนตัวหรอกใช่ไหมล่ะ เพราะงั้นหลังจากนี้เราก็ค่อยๆ ปรับความสมดุลระหว่างการคุ้มกันและอิสระไปก็แล้วกัน”
แม้น้ำเสียงจะดูหวังดี แต่ฉันก็ผ่านอะไรมามากเกินกว่าจะมาหลงเชื่อคำพูดหวานหูพวกนั้น
“นี่เท่ากับว่าฉันต้องทำสัญญาโดยเชื่อมั่นในมโนธรรมของคุณชางโฮเพียงอย่างเดียวเลยนะครับเนี่ย”
ต่อให้มีความเสี่ยงสูงแค่ไหน แต่ในข้อตกลงแบบนี้ สิ่งที่เชื่อถือได้จริงก็มีเพียงผลของอุปกรณ์เวทมนตร์เท่านั้น
ทว่าถ้าเป็นแบบนี้ ฮันเตอร์ระดับ S คนนี้จะหันหลังให้ฉันเมื่อไหร่ก็ได้ไม่ใช่หรือไง
“ขอถามอะไรหน่อยครับ ถ้าเกิดฉันล้มป่วยหนักก่อนอายุ 34 ล่ะ?”
“อะไรนะ?”
“หรือไม่ก็เกิดเหตุการณ์ดันเจี้ยนเบรกที่รุนแรงจนแม้แต่คุณก็คุมไม่อยู่ แล้วเครื่องสังเวยอย่างฉันตกอยู่ในอันตราย...”
แถมใน [คำสาบานแห่งอัศวิน] นี้ ก็ไม่มีระบุข้อห้ามไม่ให้คู่สัญญาลงมือฆ่าอีกฝ่ายก่อนจะครบกำหนดเวลาเสียด้วยสิ
“...แล้วนายคิดว่าฉันจะทำยังไงล่ะ?”
มันอาจจะมีสถานการณ์ที่ฮันเตอร์ระดับ S คนนี้ตัดสินใจใช้ทักษะจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาขึ้นมากลางคันก็ได้
ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังยอมรับข้อเสนอของเขาแต่โดยดี
“แต่คิมกิรยอ ฉันขอถามเพื่อความแน่ใจหน่อยนะ นายไม่ได้คิดว่าตัวเองอยู่ในฐานะที่มีสิทธิ์เลือกหรอกใช่ไหม?”
ประมาณ 3 วินาทีให้หลัง
คำพูดขวานผ่าซากที่ไม่อาจโต้แย้งได้ก็หลุดออกมาจากปากของอีกฝ่าย
“ขอบอกไว้ก่อนนะว่าต่อให้ไม่มีขั้นตอนพวกนี้ ฉันก็ฆ่าระดับ F อย่างนายเมื่อไหร่ก็ได้ ที่ผ่านมาที่ฉันไม่ทำ ก็เพราะเห็นแก่ความเป็นมนุษย์เฉยๆ”
ทว่าคำพูดที่น่าเศร้ายังไม่หมดเพียงเท่านั้น
“ยิ่งไปกว่านั้น นายยังเคยเตะถีบข้อตกลงนี้ทิ้งไปแล้วครั้งหนึ่ง แทนที่จะขอบคุณที่ฉันยอมให้โอกาสอีกครั้ง...”
“ขะ... ขอบคุณครับ”
“แค่คำพูดเหรอ?”
คังชางโฮกวาดสายตามองไปบนอากาศเหมือนกำลังใช้ความคิด
“คราวก่อนฉันเป็นฝ่ายอ้อนวอนนาย แต่ครั้งนี้คิมกิรยอเป็นฝ่ายขอร้องให้ทำสัญญาเอง เพราะฉะนั้นขอแก้ไขเงื่อนไขหน่อยแล้วกัน”
ดูเหมือนฮันเตอร์ระดับ S คนนี้อยากจะสั่งสอนฉันข้อหาที่ทำตัวน่าหมั่นไส้เสียหน่อย
“เสียใจด้วยนะ แต่อย่าได้หวังเรื่องการสนับสนุนทางการเงินเลย”
“ว่าไงนะครับ?”
“ก็ใครใช้ให้นายทำตัวเย็นชากับฉันขนาดนั้นล่ะ”
เขาคงไม่อยากควักเงินให้คนที่เคยหักหน้าตัวเองละมั้ง แค่ช่วยรักษาชีวิตให้ถึงอายุ 34 ก็ถือว่าบุญโขแล้ว
คังชางโฮยกเลิกเงื่อนไขเรื่องเงินที่เคยเสนอในตอนแรกทิ้งไป และเหลือไว้เพียงการคุ้มครองเท่านั้น
‘ก็นึกแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้’
สิทธิประโยชน์ลดฮวบฮาบเลยแฮะ
แต่ก็เป็นบทลงโทษที่ยอมรับได้ เพราะหัวใจสำคัญของข้อตกลงนี้คือการเอาอายุขัยไปแลกกับความปลอดภัยในปัจจุบัน
‘แค่กำจัดไอ้แขกไม่ได้รับเชิญนั่นได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าตัวแล้ว’
ในระหว่างนั้น คังชางโฮก็หยิบปากกาหมึกซึมออกมาจากกระเป๋าแล้วกลิ้งมันมาทางฉัน
“เอ้า เซ็นซะสิ”
อย่างที่บอกไป คนอ่อนแออย่างฉันไม่มีทางเลือกมากนัก
อีกฝ่ายคือจอมเวทระดับสูงสุดที่สามารถระเบิดหัวระดับ F อย่างฉันให้กระจุยเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ
พูดง่ายๆ ก็คือ สัญญานี้เป็นเพียงหลักประกันขั้นต่ำสุดสำหรับเขาเท่านั้น
‘ในเมื่อชีวิตยังไงก็ต้องถูกจ้องเล่นงานอยู่แล้ว รีบเซ็นไอ้ของพรรค์นี้เพื่อให้ได้ประโยชน์มาดูจะเข้าท่ากว่าล่ะมั้ง’
แกรกๆ.
ฉันจรดปลายปากกาเขียนชื่อคิมกิรยอลงในช่องลงนามของสัญญา
เพียงเท่านี้ [คำสาบานแห่งอัศวิน] ก็เริ่มทำงาน
วาบ.
แสงสีน้ำเงินเจิดจ้าที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นของสัญญาซึมเข้าสู่ผิวหนังของคู่สัญญาทั้งสอง
‘เอ๊ะ?’
ทว่าเมื่อฉันเงยหน้าขึ้น กลับพบว่าปฏิกิริยาของคังชางโฮดูแปลกไป
แทนที่จะดีใจ เขากลับทำหน้าเหมือนตกใจเสียมากกว่า
‘หรือว่าสังเกตเห็นความผิดปกติอะไรเข้า?’
ไม่ว่าจะเป็นร่องรอยของการเป็นมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็...
ฉันพยายามนึกถึงความเป็นไปได้หลายๆ อย่าง ก่อนจะรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเพื่อกลบเกลื่อนความลำบากใจ
“มีเรื่องสงสัยครับ ถ้าฉันตายเพราะผิดสัญญาขึ้นมา ทักษะจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาจะเป็นยังไงต่อไปเหรอครับ?”
เพราะต้องรีบเค้นเรื่องขึ้นมาคุย คำถามที่หลุดออกมาจึงดูไร้ชั้นเชิงเกินกว่าจะเป็นคำพูดของจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่
“ตอนนั้นมันก็ตัดสินว่าฉันเป็นคนฆ่าอยู่ดีนั่นแหละ เพราะฉันเป็นคนเสนอสัญญาเองนี่นา”
ก็นะ ตานี่ที่ยอมลงทุนสะกดรอยตามเพื่อจะหาทางใช้ทักษะให้ได้คนนี้ มีหรือจะไม่คิดเรื่องนั้นไว้ก่อน
“จริงด้วย”
ตอนนั้นเอง
จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือเปล่านะ
ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นกลับเริ่มหยิบยกเรื่องเดียวกับที่ฉันเพิ่งนึกขึ้นมาได้ขึ้นมาพูด
“จะว่าไป ฉันมีเรื่องจะพูดเกี่ยวกับการเฝ้าดูนายหน่อย”
เขาเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเรื่องการสะกดรอยตามขึ้นมาเอง
“ที่จริง สิ่งที่ฉันทำน่ะ มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่จะเรียกว่าการสะกดรอยตามหรอกนะ”
“ครับ?”
“กะว่าจะบอกตั้งแต่คราวก่อนแล้วล่ะ แต่ฮันเตอร์คิมกิรยอของเราดันลุกหนีไปเสียก่อน...”
เขาใช้นิ้วชี้เคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
“อยากฟังเรื่องสนุกๆ ไหมล่ะ?”
คำพูดที่ตามมาเป็นสิ่งที่ฉันพอจะคาดเดาได้ครึ่งหนึ่ง
แต่ยิ่งฟังไปเรื่อยๆ ทำไมเนื้อหามันถึงได้ดูเข้าใจยากขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่รู้...
“ฉันสามารถมองเห็นมานาของคนอื่นได้ด้วยตาเปล่า”
“เป็นความสามารถของดวงตามังกรเหรอครับ?”
“ใช่ แต่ในบรรดาผู้ตื่นรู้ตั้งมากมาย มีแค่คนเดียวที่ดูต่างออกไป”
คังชางโฮชี้นิ้วมาที่ฉันพร้อมกับพูดด้วยท่าทีสบายๆ
“นายรู้ตัวไหมว่าพลังเวทในตัวนายมันสั่นไหวอย่างรุนแรงตลอดเวลาเลย?”
พลังเวทสั่นไหวเหรอ?
ไม่น่าจะมีเหตุผลให้เป็นแบบนั้นได้นี่นา
“เพราะอย่างนั้น การระบุตำแหน่งของนายเลยเป็นเรื่องง่ายมาก แค่ฉันขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วกวาดสายตามองไปทั่วเมือง จะมีจุดหนึ่งที่กะพริบถี่ๆ อยู่จุดเดียว”
ฉันไม่เข้าใจเลยว่าสิ่งที่เขารายงานว่าสั่นไหวนั้นคืออะไร
ถึงแม้เราจะใช้ภาษาเดียวกัน แต่พื้นฐานความรู้ของเรานั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง
‘เขามองเห็นการเคลื่อนที่ของอนุภาคมานาเวลาไหลเวียนในร่างกายเหรอ? ไม่สิ ถ้าเป็นแบบนั้น มนุษย์โลกทุกคนก็ควรจะดูสั่นไหวเหมือนกันหมด...’
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนเพียงคนเดียวท่ามกลางผู้ตื่นรู้เกลื่อนกราด
และจุดที่ต่างกันที่สุดระหว่างฉันกับผู้ตื่นรู้คนอื่นๆ ก็คือ...
‘ดวงวิญญาณเหรอ?’
ในตอนนั้นเอง
คังชางโฮเหมือนจะยังมีข้อสงสัยหลงเหลืออยู่ เขาเกาต้นคอพลางพูดต่อ
“เอาเป็นว่า ที่พูดนี่ก็เพื่อให้นายสบายใจว่าฉันจะไม่เข้าไปยุ่งย่ามกับเรื่องส่วนตัวเกินความจำเป็น... แต่ว่านะ”
ดวงตามังกรสีน้ำเงินเข้มจ้องมองไปที่ใจกลางโต๊ะ ตรงจุดที่กระดาษสัญญาวางอยู่
“ทำไมนายถึงไม่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนล่ะ?”
“ครับ?”
“เอาตรงๆ ฉันนึกว่าก่อนจะทำสัญญา นายจะยื่นข้อเสนอต่อรองมากกว่านี้เสียอีก อย่างเช่น เพิ่มข้อตกลงห้ามเฝ้าติดตามลงในสัญญา...”
ก็นะ อะไรประมาณนั้นแหละ
“แต่เอาเข้าจริง นายกลับยอมรับข้อตกลงอย่างว่าง่ายผิดคาด”
ต่อต้านน้อยกว่าที่คิดแฮะ
คังชางโฮเท้าแขนลงบนโต๊ะแล้วโน้มตัวมาข้างหน้า
ก่อนจะพูดเหมือนลองเชิงว่า
“คิมกิรยอ นายมีแผนอะไรในใจกันแน่?”
ทว่าคำตอบที่ฉันมีให้เขาก็มีเพียงอย่างเดียว
“ไม่ครับ ก็อย่างที่บอกไปในโทรศัพท์นั่นแหละ ฉันแค่ต้องการความช่วยเหลือจริงๆ”
“หืม”
“ถ้าไม่มีคนคอยปกป้อง วันนี้คงได้เป็นวันตายของฉันแน่ๆ ทางนี้ไม่มีทางเลือกจริงๆ ครับ”
“ก็จริง”
“แถมเมื่อกี้ตอนก่อนมาที่นี่ พอฉันถามว่าขอขยายเวลาเป็นสัก 15 ปีได้ไหม คุณก็บอกว่าไม่ได้เด็ดขาด”
แล้วจะมาต่อรองอะไรเอาป่านนี้?
ฉันพยายามแสดงสีหน้าให้ดูเหมือนถูกปรักปรำอย่างที่สุด
คังชางโฮนิ่งคิดอยู่นานก่อนจะขยับตัวกลับไปนั่งตามเดิม
“นั่นสินะ”
ยังไงซะการเซ็นสัญญาคำสาบานก็เป็นเรื่องจริงไปแล้ว การซักไซ้ไล่เลียงไปมากกว่านี้ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร
“ยังไงก็หลังจากนี้ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ”
ฟึ่บ.
ฉันยื่นมือออกไปเพื่อขอจับมือกับคังชางโฮ อีกฝ่ายจึงยื่นมือมาจับตอบโดยไม่สงสัยอะไร
ในที่สุด สัญญาที่ผิดศีลธรรมนี้ก็ถูกจัดตั้งขึ้นจนได้
‘ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!’
แน่นอนว่าฉันไม่คิดจะรักษาสัญญาหรอกเว้ย!
‘มีแผนในใจงั้นเหรอ? แน่นอนว่าต้องมีสิ! ถามมาได้!’
ใช่แล้ว
ความจริงแล้วฉันไม่ได้คิดจะเคลื่อนไหวตามความต้องการของคังชางโฮตั้งแต่แรกอยู่แล้ว!
เพราะฉันได้สืบข้อมูลมาล่วงหน้าแล้วว่าพวกฮันเตอร์บนโลกใช้สิ่งไหนในการทำสัญญาสำคัญๆ
‘กล้าเอากระดาษเช็ดก้นพรรค์นี้มาทำเป็นสัญญาเชียวเหรอ?’
[คำสาบานแห่งอัศวิน] แท้จริงแล้วมันคืออุปกรณ์เวทมนตร์ที่ใช้ทักษะคำสาปเป็นพื้นฐาน
มันจะทำการสะกดจิตคู่สัญญาอย่างรุนแรง—ซึ่งแม้แต่ระดับ S ก็หนีไม่พ้น—เพื่อให้เกิดสภาวะสมองตายหากฝ่าฝืนเงื่อนไขในสัญญา
แต่ก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้วนี่นา ว่าฉันคือจอมเวทที่เก่งที่สุดในอัลฟาวูรี
‘ฮ่าๆๆๆ!’
พวกมนต์สะกด ยาชา หรือคำสาปน่ะ ไม่มีผลกับฉันแม้แต่นิดเดียว
หลังจากนี้ฉันจะแหกกฎในสัญญานี้ให้เรียบทุกข้อเลยคอยดู
‘ไอ้พวกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นต่ำเอ๊ย’
ทว่ากรอบเวลา 10 ปีนั่นก็นับว่ามีผลในแบบของมันอยู่เหมือนกัน
เพราะถ้าความลับเรื่องที่สัญญาไม่มีผลถูกจับได้ล่ะก็ คังชางโฮคงไม่ปล่อยฉันไว้แน่
10 ปีงั้นเหรอ
บางครั้งการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ
‘ภายในเวลานั้น ฉันจะเอาพลังในอดีตกลับคืนมาให้ได้’
ครู่ต่อมา
ฉันเขี่ยเชอร์เบตที่เสิร์ฟมาเป็นของหวานพลางกวาดสายตามองผู้ตื่นรู้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“คุณคังชางโฮครับ”
พลังเวทภายในก็ยอดเยี่ยม
ถ้ามีมวลกล้ามเนื้อขนาดนั้น การขยับร่างกายในเชิงกายภาพก็คงสะดวกขึ้นเยอะ
“ขอเสียมารยาทหน่อยนะครับ หลังทานข้าวเสร็จ ขอแบ่งบุหรี่สักมวนได้ไหมครับ?”
“บุหรี่?”
“พอดีของฉันเพิ่งหมดน่ะครับ”
“ไม่มีหรอก ฉันไม่สูบบุหรี่”
และสุดท้าย...
เป็นคนไม่สูบบุหรี่สินะ
“อ้อ งั้นเหรอครับ?”
หลังจากพิจารณามนุษย์โลกที่ชื่อคังชางโฮอย่างละเอียดยิบ ฉันก็ได้ข้อสรุป
อันธพาลที่จ้องจะเอาชีวิตคนอื่นเพียงเพื่อทักษะที่เห็นแก่ตัวอย่างจิตวิญญาณแห่งการพัฒนา แถมยังใช้ความรุนแรงกับฮันเตอร์พวกเดียวกันโดยไม่ลังเล
จะมีเหยื่อคนไหนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการช่วงชิงร่างไปมากกว่านี้อีกเล่า
ฉันขยับผิวหนังที่ตายแล้วเพื่อเลียนแบบท่าทางของมนุษย์อีกครั้ง
‘รอไปก่อนเถอะ คังชางโฮ อีกไม่นานฉันจะผ่ากะโหลกนั่นแล้วย้ายร่างเข้าไปอยู่ในร่างกายระดับ S ของแกแทนเอง’
ภายในใจของฉัน แผนการที่ไร้เสียงเริ่มก่อตัวสูงขึ้นเป็นพะเนิน