ครู่ต่อมา
ฮันเตอร์ทั้งสองพูดคุยกันเสร็จสิ้นและแยกย้ายกันกลับบ้านของตน
ทันทีที่คิมกิรยอมาถึงห้องเช่า เขาได้เปิดใช้งานเขตอาคมที่เคยปิดไว้ขึ้นมาใหม่
แต่ทว่า ความรู้สึกรำคาญใจที่เคยมีก่อนหน้านี้กลับมลายหายไปสิ้น
“พวกลัทธิประหลาดส่งมาแค่คนเดียวเองเหรอ...”
เบื้องหลังของแขกไม่ได้รับเชิญที่คอยตามรังควานผมถูกเปิดเผยออกมาตั้งนานแล้ว
ก็เพราะพอใช้ระดับ S ไปจับตัวแล้วข่มขู่เข้าหน่อย อีกฝ่ายก็คายความลับออกมาจนหมดเปลือกเลยน่ะสิ
ไอ้พวกที่กระโจนเข้าสู่โลกฮันเตอร์โดยเชื่อมั่นเพียงแค่พลังตื่นรู้อย่างเดียว จะไปมีความอดทนอดกลั้นเหมือนพวกนักสู้เพื่อเอกราชได้ยังไงกัน?
ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นี่ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว
“คงจะโดนสั่งสอนไปหนักพอดู พวกนั้นคงไม่กล้าใช้แผนเดิมไปอีกสักพักสินะ?”
งั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าเคลียร์ไปได้หนึ่งเรื่อง...
กิรยอล้มตัวลงนอนบนเตียงเพื่อสะสางความง่วงที่ค้างคา
และในตอนนั้นเอง เขายังไม่รู้เลยว่า
ตนเองเพิ่งจะได้ทำข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนไป
หลายวันต่อมา
“ว่าไงนะ! พูดใหม่อีกทีซิ!”
ซูเยฮวีเพิ่งจะได้รู้ข่าวคราวของนักฆ่าที่เธอส่งไป
“ล้มเหลวเหรอ?”
มือสังหารเลื่องชื่อจากโลกใต้ดินกลับจัดการฮันเตอร์ระดับ F เพียงคนเดียวไม่ได้เนี่ยนะ?
ตามคำอธิบายของนายหน้า เห็นว่าในห้องเช่ารูหนูนั่นมีเขตอาคมที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานใหญ่กิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีเสียอีก?
ทว่าข่าวที่น่าตกใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้
“เป็นไปได้ยังไง!”
แม้นักฆ่าที่ซูเยฮวีจ้างมาจะเห็นเขตอาคมที่สมบูรณ์แบบนั่น แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามและลองบุกเข้าไปในบ้านของเป้าหมาย...
ทว่าความพยายามนั้นกลับนำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่าสยดสยอง
แถมยังเป็นฝีมือของบุคคลที่คิมกิรยอเรียกมาอีกด้วย
“ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ฮันเตอร์คนนั้นจะไปช่วยคิมกิรยอทำไม?”
ผู้ตื่นรู้ระดับ S ของเกาหลี คังชางโฮ
นอกจากเขาจะให้ความสนใจกับฮันเตอร์ระดับ F พรรค์นั้นแล้ว นี่ยังถึงขั้นลงมือจัดการนักฆ่าด้วยตัวเองเลยเหรอ?
“ทำไมกัน?”
สายตัดจบลงด้วยรายงานอันน่าหดหู่ที่ว่า นักฆ่าที่จ้างมาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากฝีมือของคังชางโฮและถูกส่งตัวให้ตำรวจไปเรียบร้อยแล้ว
ในเมื่อภารกิจล้มเหลว เธอก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้...
แต่มาถึงจุดนี้ มันไม่ใช่เรื่องของเงินแล้ว
“ไม่อยากจะเชื่อเลย”
คิมกิรยอถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้พรางระดับพลัง
ดังนั้นเธอจึงเผื่อใจไว้บ้างแล้วว่านักฆ่าอาจจะพ่ายแพ้หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือด
แต่ใครจะไปคิดว่ายักษ์ใหญ่อย่างระดับ S จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้นี้ด้วย
“มีเส้นสายกับคังชางโฮงั้นเหรอ?”
คังชางโฮเป็นคนแบบไหนกันล่ะ
เขาคือตัวแทนของพวกคนนอกสังคม (Outsider) ในวงการฮันเตอร์
ต่างจากฮันเตอร์คนอื่นๆ ที่จะคอยรักษาระดับแรงกิ้งขั้นต่ำด้วยการบุกเกตเป็นประจำ แต่คังชางโฮกลับมีบันทึกกิจกรรมอย่างเป็นทางการเพียงน้อยนิดจนนับนิ้วได้
ระดับ S คือตำแหน่งที่ได้รับความสนใจไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม
เพราะฉะนั้นใครๆ ก็รู้ดี
ว่าที่ผ่านมาคังชางโฮไม่เคยรักษาสัมพันธไมตรีกับฮันเตอร์คนไหนเลยสักครั้ง
แต่ทำไมกัน
ทำไมผู้ตื่นรู้ที่เอาแต่ใจตัวเองขนาดนั้น ถึงได้ยอมรับคำเรียกตัวจากระดับ F ที่อาศัยอยู่ในห้องแคบๆ ไม่กี่ตารางเมตรนั่น
‘ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้...’
นั่นย่อมหมายความว่าระดับ F คนนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ซูเยฮวีเริ่มรู้สึกถึงความกังวลอย่างแรงกล้า
คิมกิรยอ ตัวตนที่แท้จริงของชายคนนั้นคืออะไรกันแน่?
วันต่อมาหลังจากทำคำสาบาน
“โธ่เอ๊ย~ กิรยอเอ๋ย ทำไมแกถึงไม่มีทรัพย์สินในชื่อตัวเองเลยสักอย่างเนี่ย”
ผมเริ่มบ่นพึมพำทันทีที่ลืมตาตื่น
“จะหาเงิน 2,600 ล้านวอนมาได้ยังไงกัน?”
2,600,000,000 วอน
นับจากนี้ผมต้องเตรียมหาเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ให้ได้
‘แถมยังมีเวลาจำกัดแค่ 10 ปีด้วย’
ต่อให้ไม่พูดถึงสัญญาที่ทำไว้กับคังชางโฮ
ผมก็รู้สึกมาตั้งนานแล้วว่าต้องรีบสลัดทิ้งร่างของผู้ตื่นรู้ขยะนี่ไปให้เร็วที่สุด
และวิธีที่แน่นอนที่สุดในการฝ่าวิกฤตนี้คือการครอบครองปอดอันใหม่
ขอแค่เปลี่ยนปอดใหม่ แม้จะยังอยู่ในสถานะระดับ F ผมก็พอจะใช้สูตรเวทมนตร์สำหรับย้ายร่างได้แล้ว
เพราะถ้าเทียบกับชาวโลกแล้ว ผมสามารถใช้มานาในปริมาณเท่ากันแต่สร้างประสิทธิภาพได้มากกว่าหลายเท่าตัวนัก
- ยุนซึง นายพอจะมี ‘ปอดมังกร’ บ้างไหม?
- มีครับ
- ช่วยเช็กราคาตลาดให้หน่อยได้ไหมว่าเท่าไหร่?
- 2,600 ล้านวอนครับ
เพียงแต่ครั้งนี้อาจจะต้องใช้ปอดที่พิเศษหน่อย
เพราะต่อให้เป็นผม การจะผ่าตัดใหญ่เพื่อควักปอดตัวเองออกมาในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่แบบนี้มันก็ออกจะเกินไปนิด
‘มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว’
การเปลี่ยนปอดแบบธรรมดาแม้จะใช้ของคนทั่วไปได้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการต่ำลง แต่ถ้าพลาดนิดเดียวอาจจะตายระหว่างผ่าตัดได้...
ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนทิศทางความคิดใหม่
[ปอดมังกร]!
หากเป็นไอเทมที่ว่ากันว่าดรอปจากสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์มังกร ทุกปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดาย
“ต้องหาเงิน”
ประเด็นกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
แต่ในใจของผมนั้นมีวิธีแก้ปัญหาที่แน่ชัดเตรียมไว้แล้ว
“เฮ้อ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ใช้วิธีต้องห้ามนี้อีกแล้วแท้ๆ...”
คลิก
ผมใช้ลายนิ้วมือของคิมกิรยอปลดล็อกโทรศัพท์แล้วกดติดต่อหาใครบางคน
[อันยุนซึง ☎]
ขอโทษด้วยนะ เจ้ามนุษย์โลกผู้ใจดี...
ชั้น 3 สำนักงานใหญ่สมาคมฮันเตอร์แห่งเกาหลี
ห้องมอนิเตอร์
“หึ่งงงง...”
แปลกประหลาดแท้
ในสมาคมที่ถูกทำความสะอาดจนพื้นเงาวับราวกระจก กลับมีแมลงวันตัวสีดำทะมึนปรากฏตัวออกมาหนึ่งตัว
“หึ่ง”
แมลงวันตัวนั้นซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของชั้นหนังสือ และจ้องมองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่พนักงานสมาคมกำลังใช้งานอยู่ด้วยความตั้งใจ
ตึกตัก ตึกตัก!
ในดวงตาประกอบที่ส่องประกายราวกับทับทิมของแมลงวัน สะท้อนให้เห็นตัวอักษรหลายแถวที่ปรากฏขึ้นอย่างสับสนวุ่นวาย
【 พยากรณ์เรดเกต 】
[▼ เรียงตามเวลา]
(08:17) [เขตเฝ้าระวัง 1][ความเข้มข้น C] แขวงจัมซิล เขตซงพา กรุงโซล...
.
.
.
ถึงตรงนี้ ลองกลับไปดูสัญญาของผมกับคังชางโฮอีกครั้ง
[2. เมื่อจะเข้าสู่เกตด้วยความสมัครใจ คิมกิรยอจะต้องรายงานเรื่องนี้ต่อคังชางโฮเป็นอันดับแรก]
คังชางโฮบอกให้ระวังตรงส่วนที่ว่า ‘ด้วยความสมัครใจ’ แต่จุดที่ผมให้ความสำคัญคือส่วนหลังต่างหาก
‘การเข้าสู่เกต’
เพราะดันเจี้ยนที่สามารถเข้าออกได้บนดาวดวงนี้มีเพียงบลูเกตเท่านั้น
ฮันเตอร์ระดับ F ตามกฎระเบียบแล้วมีขอบเขตของพื้นที่ล่าไม่กว้างนัก หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ผมจึงตัดสินใจลองสะสมทรัพย์สินด้วยวิธีอื่น
นั่นก็คือการพิชิตเรดเกตที่ไม่จำเป็นต้องมีการขออนุญาตเข้าสู่เกตแยกต่างหาก
‘เขาว่ากันว่ามอนสเตอร์ที่ปรากฏออกมาจากเรดเกต ใครจับได้ก็เป็นเจ้าของคนนั้น!’
แน่นอนว่าต่อให้ป่าวประกาศไปแบบนั้น สุดท้ายคนที่จะเป็นคนพิชิตก็คือเจ้านี่อยู่ดี
“พี่ครับ~!”
ผมมองดูเจ้ามนุษย์โลกที่วิ่งร่าเข้ามาหาจากแต่ไกลด้วยสายตาที่ละเหี่ยใจ
นี่ผมต้องหลอกใช้งานหมอนี่เพื่อหาเงินไปอีกกี่ครั้งกันนะ?
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดต่อมโนธรรมยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การที่อันยุนซึงไม่เคยโกรธเลยแม้แต่ครั้งเดียวในสถานการณ์แบบนี้
“ขอบคุณที่เรียกมานะครับ! พอดีวันนี้ผมไม่มีอะไรทำจริงๆ เลย! ผมจะเรียนรู้วิชาจากพี่ให้เต็มที่เลยครับ!”
ผมก้มหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วนเมื่อเห็นนัยน์ตาที่เป็นประกายของเขา
“ว่าแต่ประหลาดใจมากเลยครับ อยู่ดีๆ พี่ก็บอกว่าอยากดูผมทำงาน”
“อืมม”
“แถมเหตุผลก็ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่เป็นเพราะอยากจะช่วยชี้แนะจุดบกพร่องของผมให้...!”
ภาระในใจยิ่งเพิ่มพูนขึ้นตามบทสนทนาที่ดำเนินไป
ใช่แล้ว
นั่นแหละคือข้ออ้างที่ผมยกขึ้นมาใช้ในครั้งนี้
- อันยุนซึง ฉันลองคิดดูให้ดีแล้ว ดูเหมือนฝีมือของนายจะยังเร็วไปนิดที่จะปล่อยออกสู่ยุทธจักรฮันเตอร์นะ
- ...!
- เพราะงั้น ครั้งนี้ลองจัดการเรดเกตต่อหน้าฉันสักหน่อยไหม? ฉันจะรอดูว่านายทำงานยังไงแล้วจะช่วยหาจุดที่ต้องแก้ไขให้
ให้ตายเถอะ เป็นแค่ผู้ตื่นรู้ระดับล่างสุดแต่ลิ้นยาว (พูดเก่ง) ชะมัด
แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะโกหกไปเสียหมดหรอกนะ ยังไงซะทางนี้ก็มีความรู้ด้านเวทมนตร์ศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมอยู่
‘ครั้งนี้แค่ช่วยปรับแก้ทักษะให้สักอย่างก็น่าจะพอแล้ว’
ความรู้งั้นเหรอ
จริงสิ จริงๆ แล้วตอนแรกผมก็เคยคิดจะใช้ความรู้ที่มีหาเงินอยู่เหมือนกัน
ไม่ว่าจะเป็นการกว้านซื้อวัตถุดิบหายากที่ยังไม่มีใครรู้มูลค่าในปริมาณมาก อย่างเช่นสารดูดซับมานาที่เคยให้กิลด์หอคอยเวทมนตร์ไป
หรือจะเป็นอาจารย์สอนเวทมนตร์ให้คนทั่วไป
ถ้าลองหาดู มันก็มีทางเลือกอื่นตั้งเยอะแยะ
ทว่าหลังจากไตร่ตรองอย่างหนัก ผมตัดสินใจที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ความรู้เพื่อหาเงิน
เพราะมีปัญหาหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในใจอย่างยิ่ง
‘โลกจะพัฒนาเร็วเกินไปเพราะผมไม่ได้’
ความรู้ในหัวของผมนั้นมีค่ามหาศาลจนอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้หากไม่ระวัง
แต่มันต้องมีลำดับขั้นตอนของมัน
หากเทคโนโลยีเวทมนตร์ศาสตร์ก้าวกระโดดกะทันหันเพราะการแทรกแซงจากมนุษย์ต่างดาว สุดท้ายดาวดวงนี้จะไม่อยู่ในสภาพเดียวกับอัลฟาวูรีหรอกเหรอ?
‘น่ากลัวชะมัด’
ในฐานะที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในอารยธรรมเวทมนตร์ขั้นสูงมาก่อน ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า
การก้าวเข้าสู่จุดพลิกผันทางเทคโนโลยี (Singularity) ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับสิ่งมีชีวิตสักเท่าไหร่
แม้อาจจะสะดวกสบายขึ้นบ้างในบางแง่ แต่มันจะเกิดเรื่องโหดร้ายที่คาดไม่ถึงขึ้นในสังคมโดยรวม
‘ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บ้านเกิดของผม หลังจากที่มีการดัดแปลงร่างกายจนไม่จำเป็นต้องนอน การทำงานล่วงเวลาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งเลยล่ะ’
อึ๋ย
เรื่องที่บ้านเกิดเนี่ย แค่นึกถึงก็ขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว
อัลฟาวูรีเป็นโลกที่ยุ่งเหยิงวินาศสันตะโร
เทียบกับที่นั่นแล้ว โลกนี้น่ะดีขนาดไหน สังคมดีๆ แบบนี้ควรจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและปกป้องเอาไว้
‘สถานที่แบบนี้ ให้เวทมนตร์พัฒนาน้อยๆ น่ะดีแล้ว’
เรื่องสารดูดซับมานานั่นก็แค่ เพราะผมคิดว่าต่อให้ผมไม่ทำ อีกไม่นานคนบนโลกก็คงจะค้นพบมันอยู่ดีนั่นแหละ
ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่มีความคิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เวทมนตร์ศาสตร์ของโลก
‘การปล่อยความรู้ออกไปต้องทำอย่างระมัดระวัง’
ดังนั้น ขอบเขตที่ปลอดภัยที่ผมทำได้ในตอนนี้คือการช่วยขัดเกลาเวทมนตร์พื้นฐานที่เหล่านักอาคมบรรพกาลใช้กันนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น
‘แถมยังต้องสอนแค่คนจำนวนน้อยเพื่อรักษาความลับไว้อีกด้วย’
ขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด
อันยุนซึงก็จ้อไม่หยุดด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น
“พี่ครับ! ว่าแต่พี่รู้ได้ยังไงครับว่าจะมีเรดเกตปรากฏขึ้นที่นี่? ระดับพี่เนี่ย แค่มองด้วยตาก็เห็นเกตที่กำลังจะก่อตัวขึ้นล่วงหน้าเลยงั้นเหรอคะ...?”
ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา
อันยุนซึงก็หยุดพูดไปดื้อๆ เมื่อเห็นใครบางคนกำลังเดินตรงมาทางนี้
“เอ๊ะ?”
จากนั้นยุนซึงก็ชี้ไปข้างหลังด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง
แต่ผมไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมองทิศทางนั้นหรอก เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครมา
“คังชางโฮมาทำอะไรที่นี่...”
“เฮ้ย คิมกิรยอ!”
“เฮือก!”
ระดับ S ปรากฏตัวขึ้นในสวนสาธารณะที่เงียบสงบ
ผมเอานิ้วคลึงขมับทันทีที่ได้ยินเสียงของคังชางโฮ
‘ก็หลังจากสัญญาคราวนั้น คังชางโฮบอกว่าถ้ามีเรื่องอันตรายให้ติดต่อเขา ผมก็เลยลองรายงานตารางเวลาของเรดเกตไปเผื่อไว้เฉยๆ...’
ไม่คิดเลยว่าขนาดบอกไปแล้วว่าเป้าหมายเป็นแค่ระดับ C เจ้าตัวจะอุตส่าห์ถ่อมาด้วยตัวเองแบบนี้
แน่นอนว่าเรามีสัญญากันไว้ว่าเขาจะปกป้องผมไปจนถึงอายุ 34 ปี โดยแลกกับการเดิมพันด้วยชีวิต
‘แต่เจ้านี่จะรักษาข้อตกลงนั่นจริงๆ น่ะเหรอ?’
พูดตามตรง ผมไม่ได้คาดหวังว่าสัญญาจะถูกรักษาไว้เลยด้วยซ้ำ
ตั้งแต่แรก ในคำสาบานแห่งอัศวินมันก็ไม่ได้ระบุพันธะหน้าที่ของคังชางโฮไว้อย่างชัดเจนเสียหน่อย
‘ผมนึกว่าพอได้รับลายเซ็นปุ๊บ ท่าทีของเขาจะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน เลยเตรียมแผนสำรองไว้ตั้งเยอะแท้ๆ’
ถ้าอย่างนั้น ความเป็นไปได้ก็เหลือเพียงอย่างเดียว
‘คงจะมาเฝ้าจับตาดูเพราะกลัวว่าผมจะไปทำเรื่องพิลึกๆ สินะ’
ผมเริ่มทักทายเขาโดยพยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด เพื่อไม่ให้แสดงความเป็นศัตรูออกมาโดยไม่จำเป็น
“คุณชางโฮ ยินดีต้อนรับครับ”
“เฮือกกกก!”
แต่ไอ้เสียงนี่มันอะไรกันอีกล่ะเนี่ย
“หืม?”
ต้นเหตุของเสียงประหลาดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นฮันเตอร์ระดับ A คนหนึ่ง
อันยุนซึงมองพวกเราสลับกันไปมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
“พี่กิรยอ... อย่าบอกนะว่า พะ...พี่รู้จักกับคุณฮันเตอร์คังชางโฮด้วย...”
ก็นะ อันยุนซึงคงจะสับสนพอดู
เพิ่งจะเตือนเขาไปหยกๆ ว่าคังชางโฮเป็นตัวอันตราย แต่ดันมาเห็นพวกเรายืนคุยกันหน้าตาเฉยแบบนี้
‘หืม’
แต่เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ ผมคงอธิบายรายละเอียดให้เขาฟังไม่ได้
เพราะคังชางโฮกำชับเอาไว้ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาออกไปตามใจชอบ
“ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปใส่ใจเลย”
“ครับ?”
“สำคัญกว่านั้นคือตอนนี้นายต้องจดจ่อกับงานของนายนะ เกตข้างหลังเปิดแล้วไม่ใช่เหรอ?”
จังหวะช่างเหมาะเจาะ
วูมมมมมมม
ในระหว่างนั้น เรดเกตแห่งใหม่ก็ได้ปรากฏขึ้นด้านหลังของพวกเราที่กำลังยืนคุยกันอยู่
ตามข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของสมาคม โอกาสที่การพยากรณ์จะถูกต้องคือประมาณ 58%...
ดูเหมือนคราวนี้ผมจะเสี่ยงหัวก้อยชนะสินะ
‘ด้วยเวทมนตร์ระดับสูงของผม การลอบเจาะข้อมูลแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย’
หึหึ
ผมรู้สึกพึงพอใจที่ข้อมูลที่ขโมยมาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างมีประสิทธิภาพ และเฝ้าสังเกตการล่าของอันยุนซึงอย่างสบายอารมณ์
‘โอ้โฮ~ เก่งใช้ได้เลยนี่นา~’
อันยุนซึงมักจะเรียกตัวเองว่าเป็นฮันเตอร์ลูกนกหัดบินอยู่เสมอ แต่ถ้าเทียบกับที่เขาเรียกตัวเอง การรับมือกับเรดเกตของเขาก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก
ทั้งการทำลาย สับ และเหยียบย่ำมอนสเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว
‘นั่นเงินทั้งนั้นเลยนะเนี่ย ถ้าหักจากยุนซึงมาครึ่งหนึ่งในฐานะค่าเล่าเรียนละก็...!’
ทว่าในระหว่างนั้นเอง ปัญหาเล็กๆ ก็เกิดขึ้น
ฟิ้ว!
เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเรดเกตระดับ C นี้ ล้วนมีขนาดตัวเล็กและว่องไวกันหมด
เพียงไม่นาน อันยุนซึงก็พลาดทำมอนสเตอร์หลุดมือไป
สัตว์อสูรตัวหนึ่งเล็ดลอดออกมาจนถึงแนวหลังที่ผมยืนอยู่
‘โธ่เอ๊ย ไอ้ลูกนกหัดบินนี่!’
คลุกคลีอยู่กับยักษ์ใหญ่อย่างระดับ S จนสัญชาตญาณระวังภัยลดต่ำลงหรือไงกัน?
ความจริงแล้ว สำหรับผู้ตื่นรู้ระดับล่างสุดอย่างผม มอนสเตอร์ระดับ C ก็ถือเป็นตัวอันตรายมากพออยู่แล้ว
และเจ้าตัวอันตรายนั่น ตอนนี้...
กำลังพุ่งตรงมาทางนี้แล้ว