Cover

75

ครู่ต่อมา

ฮันเตอร์ทั้งสองพูดคุยกันเสร็จสิ้นและแยกย้ายกันกลับบ้านของตน

ทันทีที่คิมกิรยอมาถึงห้องเช่า เขาได้เปิดใช้งานเขตอาคมที่เคยปิดไว้ขึ้นมาใหม่

แต่ทว่า ความรู้สึกรำคาญใจที่เคยมีก่อนหน้านี้กลับมลายหายไปสิ้น

“พวกลัทธิประหลาดส่งมาแค่คนเดียวเองเหรอ...”

เบื้องหลังของแขกไม่ได้รับเชิญที่คอยตามรังควานผมถูกเปิดเผยออกมาตั้งนานแล้ว

ก็เพราะพอใช้ระดับ S ไปจับตัวแล้วข่มขู่เข้าหน่อย อีกฝ่ายก็คายความลับออกมาจนหมดเปลือกเลยน่ะสิ

ไอ้พวกที่กระโจนเข้าสู่โลกฮันเตอร์โดยเชื่อมั่นเพียงแค่พลังตื่นรู้อย่างเดียว จะไปมีความอดทนอดกลั้นเหมือนพวกนักสู้เพื่อเอกราชได้ยังไงกัน?

ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นี่ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว

“คงจะโดนสั่งสอนไปหนักพอดู พวกนั้นคงไม่กล้าใช้แผนเดิมไปอีกสักพักสินะ?”

งั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าเคลียร์ไปได้หนึ่งเรื่อง...

กิรยอล้มตัวลงนอนบนเตียงเพื่อสะสางความง่วงที่ค้างคา

และในตอนนั้นเอง เขายังไม่รู้เลยว่า

ตนเองเพิ่งจะได้ทำข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนไป

หลายวันต่อมา

“ว่าไงนะ! พูดใหม่อีกทีซิ!”

ซูเยฮวีเพิ่งจะได้รู้ข่าวคราวของนักฆ่าที่เธอส่งไป

“ล้มเหลวเหรอ?”

มือสังหารเลื่องชื่อจากโลกใต้ดินกลับจัดการฮันเตอร์ระดับ F เพียงคนเดียวไม่ได้เนี่ยนะ?

ตามคำอธิบายของนายหน้า เห็นว่าในห้องเช่ารูหนูนั่นมีเขตอาคมที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานใหญ่กิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีเสียอีก?

ทว่าข่าวที่น่าตกใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้

“เป็นไปได้ยังไง!”

แม้นักฆ่าที่ซูเยฮวีจ้างมาจะเห็นเขตอาคมที่สมบูรณ์แบบนั่น แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามและลองบุกเข้าไปในบ้านของเป้าหมาย...

ทว่าความพยายามนั้นกลับนำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่าสยดสยอง

แถมยังเป็นฝีมือของบุคคลที่คิมกิรยอเรียกมาอีกด้วย

“ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ฮันเตอร์คนนั้นจะไปช่วยคิมกิรยอทำไม?”

ผู้ตื่นรู้ระดับ S ของเกาหลี คังชางโฮ

นอกจากเขาจะให้ความสนใจกับฮันเตอร์ระดับ F พรรค์นั้นแล้ว นี่ยังถึงขั้นลงมือจัดการนักฆ่าด้วยตัวเองเลยเหรอ?

“ทำไมกัน?”

สายตัดจบลงด้วยรายงานอันน่าหดหู่ที่ว่า นักฆ่าที่จ้างมาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากฝีมือของคังชางโฮและถูกส่งตัวให้ตำรวจไปเรียบร้อยแล้ว

ในเมื่อภารกิจล้มเหลว เธอก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้...

แต่มาถึงจุดนี้ มันไม่ใช่เรื่องของเงินแล้ว

“ไม่อยากจะเชื่อเลย”

คิมกิรยอถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้พรางระดับพลัง

ดังนั้นเธอจึงเผื่อใจไว้บ้างแล้วว่านักฆ่าอาจจะพ่ายแพ้หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือด

แต่ใครจะไปคิดว่ายักษ์ใหญ่อย่างระดับ S จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้นี้ด้วย

“มีเส้นสายกับคังชางโฮงั้นเหรอ?”

คังชางโฮเป็นคนแบบไหนกันล่ะ

เขาคือตัวแทนของพวกคนนอกสังคม (Outsider) ในวงการฮันเตอร์

ต่างจากฮันเตอร์คนอื่นๆ ที่จะคอยรักษาระดับแรงกิ้งขั้นต่ำด้วยการบุกเกตเป็นประจำ แต่คังชางโฮกลับมีบันทึกกิจกรรมอย่างเป็นทางการเพียงน้อยนิดจนนับนิ้วได้

ระดับ S คือตำแหน่งที่ได้รับความสนใจไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม

เพราะฉะนั้นใครๆ ก็รู้ดี

ว่าที่ผ่านมาคังชางโฮไม่เคยรักษาสัมพันธไมตรีกับฮันเตอร์คนไหนเลยสักครั้ง

แต่ทำไมกัน

ทำไมผู้ตื่นรู้ที่เอาแต่ใจตัวเองขนาดนั้น ถึงได้ยอมรับคำเรียกตัวจากระดับ F ที่อาศัยอยู่ในห้องแคบๆ ไม่กี่ตารางเมตรนั่น

‘ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้...’

นั่นย่อมหมายความว่าระดับ F คนนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ซูเยฮวีเริ่มรู้สึกถึงความกังวลอย่างแรงกล้า

คิมกิรยอ ตัวตนที่แท้จริงของชายคนนั้นคืออะไรกันแน่?

วันต่อมาหลังจากทำคำสาบาน

“โธ่เอ๊ย~ กิรยอเอ๋ย ทำไมแกถึงไม่มีทรัพย์สินในชื่อตัวเองเลยสักอย่างเนี่ย”

ผมเริ่มบ่นพึมพำทันทีที่ลืมตาตื่น

“จะหาเงิน 2,600 ล้านวอนมาได้ยังไงกัน?”

2,600,000,000 วอน

นับจากนี้ผมต้องเตรียมหาเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ให้ได้

‘แถมยังมีเวลาจำกัดแค่ 10 ปีด้วย’

ต่อให้ไม่พูดถึงสัญญาที่ทำไว้กับคังชางโฮ

ผมก็รู้สึกมาตั้งนานแล้วว่าต้องรีบสลัดทิ้งร่างของผู้ตื่นรู้ขยะนี่ไปให้เร็วที่สุด

และวิธีที่แน่นอนที่สุดในการฝ่าวิกฤตนี้คือการครอบครองปอดอันใหม่

ขอแค่เปลี่ยนปอดใหม่ แม้จะยังอยู่ในสถานะระดับ F ผมก็พอจะใช้สูตรเวทมนตร์สำหรับย้ายร่างได้แล้ว

เพราะถ้าเทียบกับชาวโลกแล้ว ผมสามารถใช้มานาในปริมาณเท่ากันแต่สร้างประสิทธิภาพได้มากกว่าหลายเท่าตัวนัก

- ยุนซึง นายพอจะมี ‘ปอดมังกร’ บ้างไหม?

- มีครับ

- ช่วยเช็กราคาตลาดให้หน่อยได้ไหมว่าเท่าไหร่?

- 2,600 ล้านวอนครับ

เพียงแต่ครั้งนี้อาจจะต้องใช้ปอดที่พิเศษหน่อย

เพราะต่อให้เป็นผม การจะผ่าตัดใหญ่เพื่อควักปอดตัวเองออกมาในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่แบบนี้มันก็ออกจะเกินไปนิด

‘มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว’

การเปลี่ยนปอดแบบธรรมดาแม้จะใช้ของคนทั่วไปได้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการต่ำลง แต่ถ้าพลาดนิดเดียวอาจจะตายระหว่างผ่าตัดได้...

ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนทิศทางความคิดใหม่

[ปอดมังกร]!

หากเป็นไอเทมที่ว่ากันว่าดรอปจากสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์มังกร ทุกปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดาย

“ต้องหาเงิน”

ประเด็นกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

แต่ในใจของผมนั้นมีวิธีแก้ปัญหาที่แน่ชัดเตรียมไว้แล้ว

“เฮ้อ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ใช้วิธีต้องห้ามนี้อีกแล้วแท้ๆ...”

คลิก

ผมใช้ลายนิ้วมือของคิมกิรยอปลดล็อกโทรศัพท์แล้วกดติดต่อหาใครบางคน

[อันยุนซึง ☎]

ขอโทษด้วยนะ เจ้ามนุษย์โลกผู้ใจดี...

ชั้น 3 สำนักงานใหญ่สมาคมฮันเตอร์แห่งเกาหลี

ห้องมอนิเตอร์

“หึ่งงงง...”

แปลกประหลาดแท้

ในสมาคมที่ถูกทำความสะอาดจนพื้นเงาวับราวกระจก กลับมีแมลงวันตัวสีดำทะมึนปรากฏตัวออกมาหนึ่งตัว

“หึ่ง”

แมลงวันตัวนั้นซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของชั้นหนังสือ และจ้องมองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่พนักงานสมาคมกำลังใช้งานอยู่ด้วยความตั้งใจ

ตึกตัก ตึกตัก!

ในดวงตาประกอบที่ส่องประกายราวกับทับทิมของแมลงวัน สะท้อนให้เห็นตัวอักษรหลายแถวที่ปรากฏขึ้นอย่างสับสนวุ่นวาย

【 พยากรณ์เรดเกต 】

[▼ เรียงตามเวลา]

(08:17) [เขตเฝ้าระวัง 1][ความเข้มข้น C] แขวงจัมซิล เขตซงพา กรุงโซล...

.

.

.

ถึงตรงนี้ ลองกลับไปดูสัญญาของผมกับคังชางโฮอีกครั้ง

[2. เมื่อจะเข้าสู่เกตด้วยความสมัครใจ คิมกิรยอจะต้องรายงานเรื่องนี้ต่อคังชางโฮเป็นอันดับแรก]

คังชางโฮบอกให้ระวังตรงส่วนที่ว่า ‘ด้วยความสมัครใจ’ แต่จุดที่ผมให้ความสำคัญคือส่วนหลังต่างหาก

‘การเข้าสู่เกต’

เพราะดันเจี้ยนที่สามารถเข้าออกได้บนดาวดวงนี้มีเพียงบลูเกตเท่านั้น

ฮันเตอร์ระดับ F ตามกฎระเบียบแล้วมีขอบเขตของพื้นที่ล่าไม่กว้างนัก หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ผมจึงตัดสินใจลองสะสมทรัพย์สินด้วยวิธีอื่น

นั่นก็คือการพิชิตเรดเกตที่ไม่จำเป็นต้องมีการขออนุญาตเข้าสู่เกตแยกต่างหาก

‘เขาว่ากันว่ามอนสเตอร์ที่ปรากฏออกมาจากเรดเกต ใครจับได้ก็เป็นเจ้าของคนนั้น!’

แน่นอนว่าต่อให้ป่าวประกาศไปแบบนั้น สุดท้ายคนที่จะเป็นคนพิชิตก็คือเจ้านี่อยู่ดี

“พี่ครับ~!”

ผมมองดูเจ้ามนุษย์โลกที่วิ่งร่าเข้ามาหาจากแต่ไกลด้วยสายตาที่ละเหี่ยใจ

นี่ผมต้องหลอกใช้งานหมอนี่เพื่อหาเงินไปอีกกี่ครั้งกันนะ?

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดต่อมโนธรรมยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การที่อันยุนซึงไม่เคยโกรธเลยแม้แต่ครั้งเดียวในสถานการณ์แบบนี้

“ขอบคุณที่เรียกมานะครับ! พอดีวันนี้ผมไม่มีอะไรทำจริงๆ เลย! ผมจะเรียนรู้วิชาจากพี่ให้เต็มที่เลยครับ!”

ผมก้มหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วนเมื่อเห็นนัยน์ตาที่เป็นประกายของเขา

“ว่าแต่ประหลาดใจมากเลยครับ อยู่ดีๆ พี่ก็บอกว่าอยากดูผมทำงาน”

“อืมม”

“แถมเหตุผลก็ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่เป็นเพราะอยากจะช่วยชี้แนะจุดบกพร่องของผมให้...!”

ภาระในใจยิ่งเพิ่มพูนขึ้นตามบทสนทนาที่ดำเนินไป

ใช่แล้ว

นั่นแหละคือข้ออ้างที่ผมยกขึ้นมาใช้ในครั้งนี้

- อันยุนซึง ฉันลองคิดดูให้ดีแล้ว ดูเหมือนฝีมือของนายจะยังเร็วไปนิดที่จะปล่อยออกสู่ยุทธจักรฮันเตอร์นะ

- ...!

- เพราะงั้น ครั้งนี้ลองจัดการเรดเกตต่อหน้าฉันสักหน่อยไหม? ฉันจะรอดูว่านายทำงานยังไงแล้วจะช่วยหาจุดที่ต้องแก้ไขให้

ให้ตายเถอะ เป็นแค่ผู้ตื่นรู้ระดับล่างสุดแต่ลิ้นยาว (พูดเก่ง) ชะมัด

แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะโกหกไปเสียหมดหรอกนะ ยังไงซะทางนี้ก็มีความรู้ด้านเวทมนตร์ศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมอยู่

‘ครั้งนี้แค่ช่วยปรับแก้ทักษะให้สักอย่างก็น่าจะพอแล้ว’

ความรู้งั้นเหรอ

จริงสิ จริงๆ แล้วตอนแรกผมก็เคยคิดจะใช้ความรู้ที่มีหาเงินอยู่เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นการกว้านซื้อวัตถุดิบหายากที่ยังไม่มีใครรู้มูลค่าในปริมาณมาก อย่างเช่นสารดูดซับมานาที่เคยให้กิลด์หอคอยเวทมนตร์ไป

หรือจะเป็นอาจารย์สอนเวทมนตร์ให้คนทั่วไป

ถ้าลองหาดู มันก็มีทางเลือกอื่นตั้งเยอะแยะ

ทว่าหลังจากไตร่ตรองอย่างหนัก ผมตัดสินใจที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ความรู้เพื่อหาเงิน

เพราะมีปัญหาหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในใจอย่างยิ่ง

‘โลกจะพัฒนาเร็วเกินไปเพราะผมไม่ได้’

ความรู้ในหัวของผมนั้นมีค่ามหาศาลจนอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้หากไม่ระวัง

แต่มันต้องมีลำดับขั้นตอนของมัน

หากเทคโนโลยีเวทมนตร์ศาสตร์ก้าวกระโดดกะทันหันเพราะการแทรกแซงจากมนุษย์ต่างดาว สุดท้ายดาวดวงนี้จะไม่อยู่ในสภาพเดียวกับอัลฟาวูรีหรอกเหรอ?

‘น่ากลัวชะมัด’

ในฐานะที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในอารยธรรมเวทมนตร์ขั้นสูงมาก่อน ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า

การก้าวเข้าสู่จุดพลิกผันทางเทคโนโลยี (Singularity) ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับสิ่งมีชีวิตสักเท่าไหร่

แม้อาจจะสะดวกสบายขึ้นบ้างในบางแง่ แต่มันจะเกิดเรื่องโหดร้ายที่คาดไม่ถึงขึ้นในสังคมโดยรวม

‘ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บ้านเกิดของผม หลังจากที่มีการดัดแปลงร่างกายจนไม่จำเป็นต้องนอน การทำงานล่วงเวลาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งเลยล่ะ’

อึ๋ย

เรื่องที่บ้านเกิดเนี่ย แค่นึกถึงก็ขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว

อัลฟาวูรีเป็นโลกที่ยุ่งเหยิงวินาศสันตะโร

เทียบกับที่นั่นแล้ว โลกนี้น่ะดีขนาดไหน สังคมดีๆ แบบนี้ควรจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและปกป้องเอาไว้

‘สถานที่แบบนี้ ให้เวทมนตร์พัฒนาน้อยๆ น่ะดีแล้ว’

เรื่องสารดูดซับมานานั่นก็แค่ เพราะผมคิดว่าต่อให้ผมไม่ทำ อีกไม่นานคนบนโลกก็คงจะค้นพบมันอยู่ดีนั่นแหละ

ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่มีความคิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เวทมนตร์ศาสตร์ของโลก

‘การปล่อยความรู้ออกไปต้องทำอย่างระมัดระวัง’

ดังนั้น ขอบเขตที่ปลอดภัยที่ผมทำได้ในตอนนี้คือการช่วยขัดเกลาเวทมนตร์พื้นฐานที่เหล่านักอาคมบรรพกาลใช้กันนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

‘แถมยังต้องสอนแค่คนจำนวนน้อยเพื่อรักษาความลับไว้อีกด้วย’

ขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

อันยุนซึงก็จ้อไม่หยุดด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น

“พี่ครับ! ว่าแต่พี่รู้ได้ยังไงครับว่าจะมีเรดเกตปรากฏขึ้นที่นี่? ระดับพี่เนี่ย แค่มองด้วยตาก็เห็นเกตที่กำลังจะก่อตัวขึ้นล่วงหน้าเลยงั้นเหรอคะ...?”

ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา

อันยุนซึงก็หยุดพูดไปดื้อๆ เมื่อเห็นใครบางคนกำลังเดินตรงมาทางนี้

“เอ๊ะ?”

จากนั้นยุนซึงก็ชี้ไปข้างหลังด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง

แต่ผมไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมองทิศทางนั้นหรอก เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครมา

“คังชางโฮมาทำอะไรที่นี่...”

“เฮ้ย คิมกิรยอ!”

“เฮือก!”

ระดับ S ปรากฏตัวขึ้นในสวนสาธารณะที่เงียบสงบ

ผมเอานิ้วคลึงขมับทันทีที่ได้ยินเสียงของคังชางโฮ

‘ก็หลังจากสัญญาคราวนั้น คังชางโฮบอกว่าถ้ามีเรื่องอันตรายให้ติดต่อเขา ผมก็เลยลองรายงานตารางเวลาของเรดเกตไปเผื่อไว้เฉยๆ...’

ไม่คิดเลยว่าขนาดบอกไปแล้วว่าเป้าหมายเป็นแค่ระดับ C เจ้าตัวจะอุตส่าห์ถ่อมาด้วยตัวเองแบบนี้

แน่นอนว่าเรามีสัญญากันไว้ว่าเขาจะปกป้องผมไปจนถึงอายุ 34 ปี โดยแลกกับการเดิมพันด้วยชีวิต

‘แต่เจ้านี่จะรักษาข้อตกลงนั่นจริงๆ น่ะเหรอ?’

พูดตามตรง ผมไม่ได้คาดหวังว่าสัญญาจะถูกรักษาไว้เลยด้วยซ้ำ

ตั้งแต่แรก ในคำสาบานแห่งอัศวินมันก็ไม่ได้ระบุพันธะหน้าที่ของคังชางโฮไว้อย่างชัดเจนเสียหน่อย

‘ผมนึกว่าพอได้รับลายเซ็นปุ๊บ ท่าทีของเขาจะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน เลยเตรียมแผนสำรองไว้ตั้งเยอะแท้ๆ’

ถ้าอย่างนั้น ความเป็นไปได้ก็เหลือเพียงอย่างเดียว

‘คงจะมาเฝ้าจับตาดูเพราะกลัวว่าผมจะไปทำเรื่องพิลึกๆ สินะ’

ผมเริ่มทักทายเขาโดยพยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด เพื่อไม่ให้แสดงความเป็นศัตรูออกมาโดยไม่จำเป็น

“คุณชางโฮ ยินดีต้อนรับครับ”

“เฮือกกกก!”

แต่ไอ้เสียงนี่มันอะไรกันอีกล่ะเนี่ย

“หืม?”

ต้นเหตุของเสียงประหลาดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นฮันเตอร์ระดับ A คนหนึ่ง

อันยุนซึงมองพวกเราสลับกันไปมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

“พี่กิรยอ... อย่าบอกนะว่า พะ...พี่รู้จักกับคุณฮันเตอร์คังชางโฮด้วย...”

ก็นะ อันยุนซึงคงจะสับสนพอดู

เพิ่งจะเตือนเขาไปหยกๆ ว่าคังชางโฮเป็นตัวอันตราย แต่ดันมาเห็นพวกเรายืนคุยกันหน้าตาเฉยแบบนี้

‘หืม’

แต่เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ ผมคงอธิบายรายละเอียดให้เขาฟังไม่ได้

เพราะคังชางโฮกำชับเอาไว้ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาออกไปตามใจชอบ

“ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปใส่ใจเลย”

“ครับ?”

“สำคัญกว่านั้นคือตอนนี้นายต้องจดจ่อกับงานของนายนะ เกตข้างหลังเปิดแล้วไม่ใช่เหรอ?”

จังหวะช่างเหมาะเจาะ

วูมมมมมมม

ในระหว่างนั้น เรดเกตแห่งใหม่ก็ได้ปรากฏขึ้นด้านหลังของพวกเราที่กำลังยืนคุยกันอยู่

ตามข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของสมาคม โอกาสที่การพยากรณ์จะถูกต้องคือประมาณ 58%...

ดูเหมือนคราวนี้ผมจะเสี่ยงหัวก้อยชนะสินะ

‘ด้วยเวทมนตร์ระดับสูงของผม การลอบเจาะข้อมูลแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย’

หึหึ

ผมรู้สึกพึงพอใจที่ข้อมูลที่ขโมยมาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างมีประสิทธิภาพ และเฝ้าสังเกตการล่าของอันยุนซึงอย่างสบายอารมณ์

‘โอ้โฮ~ เก่งใช้ได้เลยนี่นา~’

อันยุนซึงมักจะเรียกตัวเองว่าเป็นฮันเตอร์ลูกนกหัดบินอยู่เสมอ แต่ถ้าเทียบกับที่เขาเรียกตัวเอง การรับมือกับเรดเกตของเขาก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก

ทั้งการทำลาย สับ และเหยียบย่ำมอนสเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว

‘นั่นเงินทั้งนั้นเลยนะเนี่ย ถ้าหักจากยุนซึงมาครึ่งหนึ่งในฐานะค่าเล่าเรียนละก็...!’

ทว่าในระหว่างนั้นเอง ปัญหาเล็กๆ ก็เกิดขึ้น

ฟิ้ว!

เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเรดเกตระดับ C นี้ ล้วนมีขนาดตัวเล็กและว่องไวกันหมด

เพียงไม่นาน อันยุนซึงก็พลาดทำมอนสเตอร์หลุดมือไป

สัตว์อสูรตัวหนึ่งเล็ดลอดออกมาจนถึงแนวหลังที่ผมยืนอยู่

‘โธ่เอ๊ย ไอ้ลูกนกหัดบินนี่!’

คลุกคลีอยู่กับยักษ์ใหญ่อย่างระดับ S จนสัญชาตญาณระวังภัยลดต่ำลงหรือไงกัน?

ความจริงแล้ว สำหรับผู้ตื่นรู้ระดับล่างสุดอย่างผม มอนสเตอร์ระดับ C ก็ถือเป็นตัวอันตรายมากพออยู่แล้ว

และเจ้าตัวอันตรายนั่น ตอนนี้...

กำลังพุ่งตรงมาทางนี้แล้ว

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

75

20px

ครู่ต่อมา

ฮันเตอร์ทั้งสองพูดคุยกันเสร็จสิ้นและแยกย้ายกันกลับบ้านของตน

ทันทีที่คิมกิรยอมาถึงห้องเช่า เขาได้เปิดใช้งานเขตอาคมที่เคยปิดไว้ขึ้นมาใหม่

แต่ทว่า ความรู้สึกรำคาญใจที่เคยมีก่อนหน้านี้กลับมลายหายไปสิ้น

“พวกลัทธิประหลาดส่งมาแค่คนเดียวเองเหรอ...”

เบื้องหลังของแขกไม่ได้รับเชิญที่คอยตามรังควานผมถูกเปิดเผยออกมาตั้งนานแล้ว

ก็เพราะพอใช้ระดับ S ไปจับตัวแล้วข่มขู่เข้าหน่อย อีกฝ่ายก็คายความลับออกมาจนหมดเปลือกเลยน่ะสิ

ไอ้พวกที่กระโจนเข้าสู่โลกฮันเตอร์โดยเชื่อมั่นเพียงแค่พลังตื่นรู้อย่างเดียว จะไปมีความอดทนอดกลั้นเหมือนพวกนักสู้เพื่อเอกราชได้ยังไงกัน?

ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง นี่ก็ถือเป็นผลลัพธ์ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว

“คงจะโดนสั่งสอนไปหนักพอดู พวกนั้นคงไม่กล้าใช้แผนเดิมไปอีกสักพักสินะ?”

งั้นเรื่องนี้ก็ถือว่าเคลียร์ไปได้หนึ่งเรื่อง...

กิรยอล้มตัวลงนอนบนเตียงเพื่อสะสางความง่วงที่ค้างคา

และในตอนนั้นเอง เขายังไม่รู้เลยว่า

ตนเองเพิ่งจะได้ทำข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหนไป

หลายวันต่อมา

“ว่าไงนะ! พูดใหม่อีกทีซิ!”

ซูเยฮวีเพิ่งจะได้รู้ข่าวคราวของนักฆ่าที่เธอส่งไป

“ล้มเหลวเหรอ?”

มือสังหารเลื่องชื่อจากโลกใต้ดินกลับจัดการฮันเตอร์ระดับ F เพียงคนเดียวไม่ได้เนี่ยนะ?

ตามคำอธิบายของนายหน้า เห็นว่าในห้องเช่ารูหนูนั่นมีเขตอาคมที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าระดับการรักษาความปลอดภัยของสำนักงานใหญ่กิลด์หอคอยเวทมนตร์แห่งเกาหลีเสียอีก?

ทว่าข่าวที่น่าตกใจยังไม่หมดเพียงเท่านี้

“เป็นไปได้ยังไง!”

แม้นักฆ่าที่ซูเยฮวีจ้างมาจะเห็นเขตอาคมที่สมบูรณ์แบบนั่น แต่เขาก็ยังไม่ละความพยายามและลองบุกเข้าไปในบ้านของเป้าหมาย...

ทว่าความพยายามนั้นกลับนำมาซึ่งผลลัพธ์อันน่าสยดสยอง

แถมยังเป็นฝีมือของบุคคลที่คิมกิรยอเรียกมาอีกด้วย

“ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ฮันเตอร์คนนั้นจะไปช่วยคิมกิรยอทำไม?”

ผู้ตื่นรู้ระดับ S ของเกาหลี คังชางโฮ

นอกจากเขาจะให้ความสนใจกับฮันเตอร์ระดับ F พรรค์นั้นแล้ว นี่ยังถึงขั้นลงมือจัดการนักฆ่าด้วยตัวเองเลยเหรอ?

“ทำไมกัน?”

สายตัดจบลงด้วยรายงานอันน่าหดหู่ที่ว่า นักฆ่าที่จ้างมาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากฝีมือของคังชางโฮและถูกส่งตัวให้ตำรวจไปเรียบร้อยแล้ว

ในเมื่อภารกิจล้มเหลว เธอก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้...

แต่มาถึงจุดนี้ มันไม่ใช่เรื่องของเงินแล้ว

“ไม่อยากจะเชื่อเลย”

คิมกิรยอถูกสันนิษฐานว่าเป็นผู้พรางระดับพลัง

ดังนั้นเธอจึงเผื่อใจไว้บ้างแล้วว่านักฆ่าอาจจะพ่ายแพ้หลังจากต่อสู้อย่างดุเดือด

แต่ใครจะไปคิดว่ายักษ์ใหญ่อย่างระดับ S จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้นี้ด้วย

“มีเส้นสายกับคังชางโฮงั้นเหรอ?”

คังชางโฮเป็นคนแบบไหนกันล่ะ

เขาคือตัวแทนของพวกคนนอกสังคม (Outsider) ในวงการฮันเตอร์

ต่างจากฮันเตอร์คนอื่นๆ ที่จะคอยรักษาระดับแรงกิ้งขั้นต่ำด้วยการบุกเกตเป็นประจำ แต่คังชางโฮกลับมีบันทึกกิจกรรมอย่างเป็นทางการเพียงน้อยนิดจนนับนิ้วได้

ระดับ S คือตำแหน่งที่ได้รับความสนใจไม่ว่าจะชอบหรือไม่ก็ตาม

เพราะฉะนั้นใครๆ ก็รู้ดี

ว่าที่ผ่านมาคังชางโฮไม่เคยรักษาสัมพันธไมตรีกับฮันเตอร์คนไหนเลยสักครั้ง

แต่ทำไมกัน

ทำไมผู้ตื่นรู้ที่เอาแต่ใจตัวเองขนาดนั้น ถึงได้ยอมรับคำเรียกตัวจากระดับ F ที่อาศัยอยู่ในห้องแคบๆ ไม่กี่ตารางเมตรนั่น

‘ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นได้...’

นั่นย่อมหมายความว่าระดับ F คนนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ซูเยฮวีเริ่มรู้สึกถึงความกังวลอย่างแรงกล้า

คิมกิรยอ ตัวตนที่แท้จริงของชายคนนั้นคืออะไรกันแน่?

วันต่อมาหลังจากทำคำสาบาน

“โธ่เอ๊ย~ กิรยอเอ๋ย ทำไมแกถึงไม่มีทรัพย์สินในชื่อตัวเองเลยสักอย่างเนี่ย”

ผมเริ่มบ่นพึมพำทันทีที่ลืมตาตื่น

“จะหาเงิน 2,600 ล้านวอนมาได้ยังไงกัน?”

2,600,000,000 วอน

นับจากนี้ผมต้องเตรียมหาเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้ให้ได้

‘แถมยังมีเวลาจำกัดแค่ 10 ปีด้วย’

ต่อให้ไม่พูดถึงสัญญาที่ทำไว้กับคังชางโฮ

ผมก็รู้สึกมาตั้งนานแล้วว่าต้องรีบสลัดทิ้งร่างของผู้ตื่นรู้ขยะนี่ไปให้เร็วที่สุด

และวิธีที่แน่นอนที่สุดในการฝ่าวิกฤตนี้คือการครอบครองปอดอันใหม่

ขอแค่เปลี่ยนปอดใหม่ แม้จะยังอยู่ในสถานะระดับ F ผมก็พอจะใช้สูตรเวทมนตร์สำหรับย้ายร่างได้แล้ว

เพราะถ้าเทียบกับชาวโลกแล้ว ผมสามารถใช้มานาในปริมาณเท่ากันแต่สร้างประสิทธิภาพได้มากกว่าหลายเท่าตัวนัก

- ยุนซึง นายพอจะมี ‘ปอดมังกร’ บ้างไหม?

- มีครับ

- ช่วยเช็กราคาตลาดให้หน่อยได้ไหมว่าเท่าไหร่?

- 2,600 ล้านวอนครับ

เพียงแต่ครั้งนี้อาจจะต้องใช้ปอดที่พิเศษหน่อย

เพราะต่อให้เป็นผม การจะผ่าตัดใหญ่เพื่อควักปอดตัวเองออกมาในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่แบบนี้มันก็ออกจะเกินไปนิด

‘มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว’

การเปลี่ยนปอดแบบธรรมดาแม้จะใช้ของคนทั่วไปได้ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการต่ำลง แต่ถ้าพลาดนิดเดียวอาจจะตายระหว่างผ่าตัดได้...

ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนทิศทางความคิดใหม่

[ปอดมังกร]!

หากเป็นไอเทมที่ว่ากันว่าดรอปจากสัตว์อสูรเผ่าพันธุ์มังกร ทุกปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้อย่างง่ายดาย

“ต้องหาเงิน”

ประเด็นกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

แต่ในใจของผมนั้นมีวิธีแก้ปัญหาที่แน่ชัดเตรียมไว้แล้ว

“เฮ้อ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่ใช้วิธีต้องห้ามนี้อีกแล้วแท้ๆ...”

คลิก

ผมใช้ลายนิ้วมือของคิมกิรยอปลดล็อกโทรศัพท์แล้วกดติดต่อหาใครบางคน

[อันยุนซึง ☎]

ขอโทษด้วยนะ เจ้ามนุษย์โลกผู้ใจดี...

ชั้น 3 สำนักงานใหญ่สมาคมฮันเตอร์แห่งเกาหลี

ห้องมอนิเตอร์

“หึ่งงงง...”

แปลกประหลาดแท้

ในสมาคมที่ถูกทำความสะอาดจนพื้นเงาวับราวกระจก กลับมีแมลงวันตัวสีดำทะมึนปรากฏตัวออกมาหนึ่งตัว

“หึ่ง”

แมลงวันตัวนั้นซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของชั้นหนังสือ และจ้องมองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งที่พนักงานสมาคมกำลังใช้งานอยู่ด้วยความตั้งใจ

ตึกตัก ตึกตัก!

ในดวงตาประกอบที่ส่องประกายราวกับทับทิมของแมลงวัน สะท้อนให้เห็นตัวอักษรหลายแถวที่ปรากฏขึ้นอย่างสับสนวุ่นวาย

【 พยากรณ์เรดเกต 】

[▼ เรียงตามเวลา]

(08:17) [เขตเฝ้าระวัง 1][ความเข้มข้น C] แขวงจัมซิล เขตซงพา กรุงโซล...

.

.

.

ถึงตรงนี้ ลองกลับไปดูสัญญาของผมกับคังชางโฮอีกครั้ง

[2. เมื่อจะเข้าสู่เกตด้วยความสมัครใจ คิมกิรยอจะต้องรายงานเรื่องนี้ต่อคังชางโฮเป็นอันดับแรก]

คังชางโฮบอกให้ระวังตรงส่วนที่ว่า ‘ด้วยความสมัครใจ’ แต่จุดที่ผมให้ความสำคัญคือส่วนหลังต่างหาก

‘การเข้าสู่เกต’

เพราะดันเจี้ยนที่สามารถเข้าออกได้บนดาวดวงนี้มีเพียงบลูเกตเท่านั้น

ฮันเตอร์ระดับ F ตามกฎระเบียบแล้วมีขอบเขตของพื้นที่ล่าไม่กว้างนัก หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ผมจึงตัดสินใจลองสะสมทรัพย์สินด้วยวิธีอื่น

นั่นก็คือการพิชิตเรดเกตที่ไม่จำเป็นต้องมีการขออนุญาตเข้าสู่เกตแยกต่างหาก

‘เขาว่ากันว่ามอนสเตอร์ที่ปรากฏออกมาจากเรดเกต ใครจับได้ก็เป็นเจ้าของคนนั้น!’

แน่นอนว่าต่อให้ป่าวประกาศไปแบบนั้น สุดท้ายคนที่จะเป็นคนพิชิตก็คือเจ้านี่อยู่ดี

“พี่ครับ~!”

ผมมองดูเจ้ามนุษย์โลกที่วิ่งร่าเข้ามาหาจากแต่ไกลด้วยสายตาที่ละเหี่ยใจ

นี่ผมต้องหลอกใช้งานหมอนี่เพื่อหาเงินไปอีกกี่ครั้งกันนะ?

ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้รู้สึกผิดต่อมโนธรรมยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ การที่อันยุนซึงไม่เคยโกรธเลยแม้แต่ครั้งเดียวในสถานการณ์แบบนี้

“ขอบคุณที่เรียกมานะครับ! พอดีวันนี้ผมไม่มีอะไรทำจริงๆ เลย! ผมจะเรียนรู้วิชาจากพี่ให้เต็มที่เลยครับ!”

ผมก้มหน้าลงอย่างกระอักกระอ่วนเมื่อเห็นนัยน์ตาที่เป็นประกายของเขา

“ว่าแต่ประหลาดใจมากเลยครับ อยู่ดีๆ พี่ก็บอกว่าอยากดูผมทำงาน”

“อืมม”

“แถมเหตุผลก็ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่เป็นเพราะอยากจะช่วยชี้แนะจุดบกพร่องของผมให้...!”

ภาระในใจยิ่งเพิ่มพูนขึ้นตามบทสนทนาที่ดำเนินไป

ใช่แล้ว

นั่นแหละคือข้ออ้างที่ผมยกขึ้นมาใช้ในครั้งนี้

- อันยุนซึง ฉันลองคิดดูให้ดีแล้ว ดูเหมือนฝีมือของนายจะยังเร็วไปนิดที่จะปล่อยออกสู่ยุทธจักรฮันเตอร์นะ

- ...!

- เพราะงั้น ครั้งนี้ลองจัดการเรดเกตต่อหน้าฉันสักหน่อยไหม? ฉันจะรอดูว่านายทำงานยังไงแล้วจะช่วยหาจุดที่ต้องแก้ไขให้

ให้ตายเถอะ เป็นแค่ผู้ตื่นรู้ระดับล่างสุดแต่ลิ้นยาว (พูดเก่ง) ชะมัด

แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมจะโกหกไปเสียหมดหรอกนะ ยังไงซะทางนี้ก็มีความรู้ด้านเวทมนตร์ศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมอยู่

‘ครั้งนี้แค่ช่วยปรับแก้ทักษะให้สักอย่างก็น่าจะพอแล้ว’

ความรู้งั้นเหรอ

จริงสิ จริงๆ แล้วตอนแรกผมก็เคยคิดจะใช้ความรู้ที่มีหาเงินอยู่เหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นการกว้านซื้อวัตถุดิบหายากที่ยังไม่มีใครรู้มูลค่าในปริมาณมาก อย่างเช่นสารดูดซับมานาที่เคยให้กิลด์หอคอยเวทมนตร์ไป

หรือจะเป็นอาจารย์สอนเวทมนตร์ให้คนทั่วไป

ถ้าลองหาดู มันก็มีทางเลือกอื่นตั้งเยอะแยะ

ทว่าหลังจากไตร่ตรองอย่างหนัก ผมตัดสินใจที่จะหลีกเลี่ยงการใช้ความรู้เพื่อหาเงิน

เพราะมีปัญหาหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในใจอย่างยิ่ง

‘โลกจะพัฒนาเร็วเกินไปเพราะผมไม่ได้’

ความรู้ในหัวของผมนั้นมีค่ามหาศาลจนอาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติได้หากไม่ระวัง

แต่มันต้องมีลำดับขั้นตอนของมัน

หากเทคโนโลยีเวทมนตร์ศาสตร์ก้าวกระโดดกะทันหันเพราะการแทรกแซงจากมนุษย์ต่างดาว สุดท้ายดาวดวงนี้จะไม่อยู่ในสภาพเดียวกับอัลฟาวูรีหรอกเหรอ?

‘น่ากลัวชะมัด’

ในฐานะที่ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ในอารยธรรมเวทมนตร์ขั้นสูงมาก่อน ผมกล้ายืนยันได้เลยว่า

การก้าวเข้าสู่จุดพลิกผันทางเทคโนโลยี (Singularity) ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับสิ่งมีชีวิตสักเท่าไหร่

แม้อาจจะสะดวกสบายขึ้นบ้างในบางแง่ แต่มันจะเกิดเรื่องโหดร้ายที่คาดไม่ถึงขึ้นในสังคมโดยรวม

‘ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บ้านเกิดของผม หลังจากที่มีการดัดแปลงร่างกายจนไม่จำเป็นต้องนอน การทำงานล่วงเวลาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งเลยล่ะ’

อึ๋ย

เรื่องที่บ้านเกิดเนี่ย แค่นึกถึงก็ขยะแขยงจะแย่อยู่แล้ว

อัลฟาวูรีเป็นโลกที่ยุ่งเหยิงวินาศสันตะโร

เทียบกับที่นั่นแล้ว โลกนี้น่ะดีขนาดไหน สังคมดีๆ แบบนี้ควรจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมและปกป้องเอาไว้

‘สถานที่แบบนี้ ให้เวทมนตร์พัฒนาน้อยๆ น่ะดีแล้ว’

เรื่องสารดูดซับมานานั่นก็แค่ เพราะผมคิดว่าต่อให้ผมไม่ทำ อีกไม่นานคนบนโลกก็คงจะค้นพบมันอยู่ดีนั่นแหละ

ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่มีความคิดที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เวทมนตร์ศาสตร์ของโลก

‘การปล่อยความรู้ออกไปต้องทำอย่างระมัดระวัง’

ดังนั้น ขอบเขตที่ปลอดภัยที่ผมทำได้ในตอนนี้คือการช่วยขัดเกลาเวทมนตร์พื้นฐานที่เหล่านักอาคมบรรพกาลใช้กันนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

‘แถมยังต้องสอนแค่คนจำนวนน้อยเพื่อรักษาความลับไว้อีกด้วย’

ขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด

อันยุนซึงก็จ้อไม่หยุดด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น

“พี่ครับ! ว่าแต่พี่รู้ได้ยังไงครับว่าจะมีเรดเกตปรากฏขึ้นที่นี่? ระดับพี่เนี่ย แค่มองด้วยตาก็เห็นเกตที่กำลังจะก่อตัวขึ้นล่วงหน้าเลยงั้นเหรอคะ...?”

ทว่าไม่กี่วินาทีต่อมา

อันยุนซึงก็หยุดพูดไปดื้อๆ เมื่อเห็นใครบางคนกำลังเดินตรงมาทางนี้

“เอ๊ะ?”

จากนั้นยุนซึงก็ชี้ไปข้างหลังด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง

แต่ผมไม่จำเป็นต้องหันกลับไปมองทิศทางนั้นหรอก เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครมา

“คังชางโฮมาทำอะไรที่นี่...”

“เฮ้ย คิมกิรยอ!”

“เฮือก!”

ระดับ S ปรากฏตัวขึ้นในสวนสาธารณะที่เงียบสงบ

ผมเอานิ้วคลึงขมับทันทีที่ได้ยินเสียงของคังชางโฮ

‘ก็หลังจากสัญญาคราวนั้น คังชางโฮบอกว่าถ้ามีเรื่องอันตรายให้ติดต่อเขา ผมก็เลยลองรายงานตารางเวลาของเรดเกตไปเผื่อไว้เฉยๆ...’

ไม่คิดเลยว่าขนาดบอกไปแล้วว่าเป้าหมายเป็นแค่ระดับ C เจ้าตัวจะอุตส่าห์ถ่อมาด้วยตัวเองแบบนี้

แน่นอนว่าเรามีสัญญากันไว้ว่าเขาจะปกป้องผมไปจนถึงอายุ 34 ปี โดยแลกกับการเดิมพันด้วยชีวิต

‘แต่เจ้านี่จะรักษาข้อตกลงนั่นจริงๆ น่ะเหรอ?’

พูดตามตรง ผมไม่ได้คาดหวังว่าสัญญาจะถูกรักษาไว้เลยด้วยซ้ำ

ตั้งแต่แรก ในคำสาบานแห่งอัศวินมันก็ไม่ได้ระบุพันธะหน้าที่ของคังชางโฮไว้อย่างชัดเจนเสียหน่อย

‘ผมนึกว่าพอได้รับลายเซ็นปุ๊บ ท่าทีของเขาจะต้องเปลี่ยนไปแน่นอน เลยเตรียมแผนสำรองไว้ตั้งเยอะแท้ๆ’

ถ้าอย่างนั้น ความเป็นไปได้ก็เหลือเพียงอย่างเดียว

‘คงจะมาเฝ้าจับตาดูเพราะกลัวว่าผมจะไปทำเรื่องพิลึกๆ สินะ’

ผมเริ่มทักทายเขาโดยพยายามปรับสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด เพื่อไม่ให้แสดงความเป็นศัตรูออกมาโดยไม่จำเป็น

“คุณชางโฮ ยินดีต้อนรับครับ”

“เฮือกกกก!”

แต่ไอ้เสียงนี่มันอะไรกันอีกล่ะเนี่ย

“หืม?”

ต้นเหตุของเสียงประหลาดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นฮันเตอร์ระดับ A คนหนึ่ง

อันยุนซึงมองพวกเราสลับกันไปมา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

“พี่กิรยอ... อย่าบอกนะว่า พะ...พี่รู้จักกับคุณฮันเตอร์คังชางโฮด้วย...”

ก็นะ อันยุนซึงคงจะสับสนพอดู

เพิ่งจะเตือนเขาไปหยกๆ ว่าคังชางโฮเป็นตัวอันตราย แต่ดันมาเห็นพวกเรายืนคุยกันหน้าตาเฉยแบบนี้

‘หืม’

แต่เนื่องจากสถานการณ์บีบบังคับ ผมคงอธิบายรายละเอียดให้เขาฟังไม่ได้

เพราะคังชางโฮกำชับเอาไว้ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องจิตวิญญาณแห่งการพัฒนาออกไปตามใจชอบ

“ไม่มีอะไรหรอก อย่าไปใส่ใจเลย”

“ครับ?”

“สำคัญกว่านั้นคือตอนนี้นายต้องจดจ่อกับงานของนายนะ เกตข้างหลังเปิดแล้วไม่ใช่เหรอ?”

จังหวะช่างเหมาะเจาะ

วูมมมมมมม

ในระหว่างนั้น เรดเกตแห่งใหม่ก็ได้ปรากฏขึ้นด้านหลังของพวกเราที่กำลังยืนคุยกันอยู่

ตามข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของสมาคม โอกาสที่การพยากรณ์จะถูกต้องคือประมาณ 58%...

ดูเหมือนคราวนี้ผมจะเสี่ยงหัวก้อยชนะสินะ

‘ด้วยเวทมนตร์ระดับสูงของผม การลอบเจาะข้อมูลแค่นี้เรื่องจิ๊บจ๊อย’

หึหึ

ผมรู้สึกพึงพอใจที่ข้อมูลที่ขโมยมาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างมีประสิทธิภาพ และเฝ้าสังเกตการล่าของอันยุนซึงอย่างสบายอารมณ์

‘โอ้โฮ~ เก่งใช้ได้เลยนี่นา~’

อันยุนซึงมักจะเรียกตัวเองว่าเป็นฮันเตอร์ลูกนกหัดบินอยู่เสมอ แต่ถ้าเทียบกับที่เขาเรียกตัวเอง การรับมือกับเรดเกตของเขาก็ถือว่ายอดเยี่ยมมาก

ทั้งการทำลาย สับ และเหยียบย่ำมอนสเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว

‘นั่นเงินทั้งนั้นเลยนะเนี่ย ถ้าหักจากยุนซึงมาครึ่งหนึ่งในฐานะค่าเล่าเรียนละก็...!’

ทว่าในระหว่างนั้นเอง ปัญหาเล็กๆ ก็เกิดขึ้น

ฟิ้ว!

เนื่องจากสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากเรดเกตระดับ C นี้ ล้วนมีขนาดตัวเล็กและว่องไวกันหมด

เพียงไม่นาน อันยุนซึงก็พลาดทำมอนสเตอร์หลุดมือไป

สัตว์อสูรตัวหนึ่งเล็ดลอดออกมาจนถึงแนวหลังที่ผมยืนอยู่

‘โธ่เอ๊ย ไอ้ลูกนกหัดบินนี่!’

คลุกคลีอยู่กับยักษ์ใหญ่อย่างระดับ S จนสัญชาตญาณระวังภัยลดต่ำลงหรือไงกัน?

ความจริงแล้ว สำหรับผู้ตื่นรู้ระดับล่างสุดอย่างผม มอนสเตอร์ระดับ C ก็ถือเป็นตัวอันตรายมากพออยู่แล้ว

และเจ้าตัวอันตรายนั่น ตอนนี้...

กำลังพุ่งตรงมาทางนี้แล้ว