‘เฮือก’
ความเร็วของมอนสเตอร์นั้นเหนือกว่าที่จินตนาการไว้มาก แค่กะพริบตาเพียงครั้งเดียว มันก็มาประชิดตัวอยู่ตรงหน้าแล้ว
‘แย่แล้ว!’
สถานการณ์เกิดขึ้นกะทันหันเกินไปจนผมไม่ทันได้ตอบโต้ใดๆ
ทว่าในตอนนั้นเอง
—ปึก!
มาสู้ที่อยู่ตรงหน้าก็พลันหายวับไป พร้อมกับเสียงกระแทกหนักๆ ที่ดังตามมา
‘ระ...ระเบิดเลยเหรอ?’
ผมรีบหันไปมองตามเสียง และเห็นแขนของคังชางโฮที่ยื่นออกไปแวบๆ อยู่ที่ปลายสายตา ฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นเป็นคนซัดสัตว์ประหลาดที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็นไปเอง คังชางโฮจ้องมองเลือดที่เปื้อนมือจากการฆ่ามอนสเตอร์นิ่งๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ทั้งที่ศัตรูพุ่งเข้ามาหาแต่กลับไม่ขยับเลยสักนิด... จะให้ฉันมองว่าเป็นการทดสอบดูว่าฉันจะลงมือยังไงได้ไหม?”
ให้ตายเถอะ ไร้สาระชะมัด ทางนี้ก็แค่สายตาตามความเร็วไม่ทันจนมองไม่เห็นการเคลื่อนไหวเลยต่างหาก
“เปล่าครับ จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง”
ผมรีบปฏิเสธคำพูดของเขาในทันที คังชางโฮหรี่ตาแคบลงครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือที่เปื้อนเลือดเบาๆ แล้วกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
‘อะ...อะไรกัน?’
จนถึงตอนนี้ผมเองก็ยังรู้สึกงุนงงกับสถานการณ์ทั้งหมดอยู่
—ฟิ้ว!
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เมื่ออันยุนซึงเริ่มคุมพลังมานาไม่อยู่จนปล่อยมอนสเตอร์หลุดรอดมาบ่อยครั้ง ฮันเตอร์ระดับ S ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็เริ่มแสดงฝีมือที่แท้จริงออกมา...
—ปึก!
มอนสเตอร์ตัวที่สอง และตัวที่สาม
—ปึก!
แถมคราวนี้ แม้มันจะยังไม่เข้ามาในระยะที่อันตราย แต่เขาก็ยังออกตัวไปจัดการให้เองเลยเหรอ?
‘เอ๊ะ?’
พอตั้งสติได้ รอบกายก็เต็มไปด้วยซากศพของมอนสเตอร์ระดับ C ที่กระจัดกระจายอยู่อย่างน่าอนาถ นั่นหมายความว่า ตั้งแต่เมื่อครู่แล้วที่คังชางโฮคอยจัดการพื้นที่รอบตัวผมอย่างเข้มงวด
‘หืม?’
ผมกลอกตาไปมาพลางชี้ไปที่ซากศพบนพื้นแล้วเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“ฮันเตอร์คังชางโฮ ขอถามเพื่อความแน่ใจนะครับ คุณจะเก็บซากพวกนี้ไปไหม?”
“ไม่”
“งั้นผมขอรับไปได้ไหมครับ?”
“ตามใจสิ”
สิ้นคำตอบนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ก็ผุดขึ้นมาในอก
‘ฮันเตอร์คนนี้... ขยันสุดๆ ไปเลยนี่นา...?’
หรือนี่จะเป็น "น้ำใจ" แบบคนเกาหลีกันนะ?
---
อากาศแจ่มใส ผืนหญ้าสีเขียวขจี ท่ามกลางทัศนียภาพที่มีสีสันสดใสเช่นนี้ ย่อมทำให้คนในชุดหนังสีเข้มดูโดดเด่นขึ้นมาเป็นธรรมดา
“อ๊ะ?”
เมื่อไม่กี่นาทีก่อน อันยุนซึงหน้าถอดสีทันทีที่เห็นคังชางโฮปรากฏตัวขึ้นในสวนสาธารณะ เพราะเฉกเช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ในวงการนี้ ชายหนุ่มเองก็ไม่ได้อยากจะเผชิญหน้ากับฮันเตอร์ระดับ S คนนั้นเท่าไรนัก
“คังชางโฮมาทำอะไรที่นี่...”
ยุนซึงกลั้นหายใจด้วยความกดดันจากผู้ตื่นรู้ระดับสูงสุด และในระหว่างนั้น สิ่งที่เขากังวลก็เกิดขึ้น ฝ่ายตรงข้ามตะโกนเรียกชื่อใครบางคนออกมา
“—เฮ้ย คิมกิรยอ!”
ฮันเตอร์ระดับ S คนที่สามของเกาหลีมีชื่อเสียงโด่งดังเรื่องที่ว่าเขามักจะสนใจแต่คนที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้น ตอนนี้ความสนใจของเขาก็คงมุ่งไปที่ฮันเตอร์คนนั้นอย่างแน่นอน
‘อึก หรือว่าจะไปหาเรื่องพี่กิรยอเข้าแล้ว...!’
ยุนซึงมองไปด้านข้างด้วยสายตาเป็นกังวล ทว่าสิ่งที่เห็นกลับต่างออกไป ดูเหมือนคังชางโฮจะไม่ได้ทักทายเพียงเพราะอีกฝ่ายแข็งแกร่งเท่านั้น
“คุณชางโฮ ยินดีต้อนรับครับ”
เกิดอะไรขึ้นกันแน่? คิมกิรยอทักทายระดับ S ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเขารู้อยู่แล้วว่าชายคนนี้จะมา
‘ไปสนิทกันตอนไหนเนี่ย...?’
แม้จะอยากได้คำอธิบายใจจะขาด แต่เขาก็ไม่อาจวอกแวกต่อหน้าเกตได้ ยุนซึงพยายามรวบรวมสมาธิไปที่เรดเกตที่ปรากฏขึ้น
‘ตั้งสติไว้ วันนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะได้แสดงฝีมือให้ผู้มีพระคุณเห็นนะ!’
เขากำหนดตำแหน่งโดยสมมติว่ากิรยอที่ยืนอยู่ข้างหลังเป็นสมาชิกในทีม
“อึก!”
แต่ลำพังฮันเตอร์สายป้องกันคนเดียว ย่อมไม่อาจทำการล่าได้อย่างสมบูรณ์แบบ ครู่ต่อมา มอนสเตอร์ตัวหนึ่งที่เขาพันธนาการไว้ไม่ทันหลุดรอดไปทางด้านหลัง ถ้าเป็นปกติ เขาคงกางโล่ป้องกันให้เพื่อนร่วมทีมไปแล้ว แต่ทว่า...
‘ตอนนี้คงไม่ต้องหรอกมั้ง’
อันยุนซึงยกเลิกการใช้สกิลทันที เพราะมอนสเตอร์ตัวนั้นไม่ต่างอะไรกับกำลังเดินไปหาหลุมศพด้วยตัวเอง
‘น่าสงสารจริง’
ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น เขาเกิดนึกสงสัยในจุดจบของมอนสเตอร์ที่หนีไป จึงเหลือบสายตาไปมองด้านหลัง
‘เอ๊ะ?’
แต่ภาพที่เห็นกลับชวนตะลึงจนเกือบจะทำโล่หลุดมือ
—ปึก!
‘มอนสเตอร์ระดับ C... คังชางโฮเป็นคนจัดการเหรอ?’
นี่มันอะไรกัน? หลังจากนั้นยุนซึงก็คอยเช็กด้านหลังเป็นระยะ แต่สถานการณ์ก็ยังเหมือนเดิม
‘บ้าน่า!’
ในขณะที่ฮันเตอร์ผมทองยืนดูอยู่อย่างไม่ทุกข์ร้อน คังชางโฮที่อยู่ข้างๆ กลับเสนอตัวจัดการมอนสเตอร์ที่หลุดไปด้านหลังจนเกลี้ยง
‘ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่เป็น "คังชางโฮ" คนนั้นเนี่ยนะ?’
คังชางโฮคือนักล่าผู้ยึดมั่นในตัวเองอย่างรุนแรงและเป็นผู้ตื่นรู้ระดับท็อป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เขาเป็นคนที่ไม่เคยตอบรับคำเรียกตัวจากสมาคมเลยแม้จะมีบทลงโทษมหาศาลตามมาก็ตาม ขนาดรัฐบาลยังยอมแพ้ที่จะยืมมือคังชางโฮ แล้วทำไมคนแบบนั้นถึงได้ยอมช่วยคนอื่นอย่างว่าง่ายขนาดนี้?
‘ใช่ระดับ S คนเดียวกับที่ฉันรู้จักจริงๆ เหรอ?’
ในมุมของอันยุนซึง มันยากที่จะคาดเดาได้ว่าพวกเขาทั้งคู่ถูกผูกมัดไว้ด้วยสัญญา [ความทะเยอทะยาน] ดังนั้น เขาจึงพยายามวิเคราะห์สถานการณ์จากข้อมูลที่มีอยู่ จนเกิดความเข้าใจผิดครั้งใหญ่เข้าให้
‘ซะ...หรือว่า พี่ชายจะตัดสินใจจัดระเบียบลำดับขั้นให้ชัดเจนในโอกาสนี้เลย...!?’
ระดับ S ที่บ้าการต่อสู้อย่างนั้นจะปล่อยให้คนเก่งอย่างคิมกิรยออยู่อย่างสงบได้ยังไง? คังชางโฮต้องหาเรื่องกิรยออย่างหนักในช่วงที่คนอื่นมองไม่เห็นแน่ๆ และบางที คิมกิรยออาจจะอดทนยอมความด้วยจิตใจอันกว้างขวาง จนกระทั่งอีกฝ่ายล้ำเส้น เขาจึงเหยียบให้จมดินอย่างไม่ปรานี ไม่ใช่แค่ "บางที" แต่มันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ! ช่องว่างที่กว้างจนพูดไม่ออก การจะทำให้คนอย่างคังชางโฮมาทำงานจิปาถะให้ได้ มันต้องมีความลับระดับนั้นรองรับอยู่แล้ว
‘นอกจากเรื่องนี้ก็อธิบายอย่างอื่นไม่ได้เลยแฮะ! ดูสิ คังชางโฮไม่ปริปากบ่นสักคำ แถมยังก้มหัวให้พี่กิรยอซะขนาดนั้น!’
อันยุนซึงรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก
การสยบระดับ S ที่แม้แต่ขั้วอำนาจใหญ่อย่างสมาคมฮันเตอร์ยังทำอะไรไม่ได้ให้ไม่กล้าหันมาแยกเขี้ยวใส่! นี่มันเกินกว่าคำว่าสุดยอดไปไกลแล้ว
‘ว้าว ยิ่งรู้จักผู้ชายคนนี้ ยิ่งเหนือความคาดหมายจริงๆ’
อันยุนซึงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดอยากจะตั้งทีมกับคิมกิรยอ แต่พอเห็นระดับที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้...
‘เป็นสมาชิกในทีมคงยากแล้วล่ะ’
ยุนซึงล้มมอนสเตอร์ตัวสุดท้ายด้วยสีหน้าขมขื่น แต่ความหดหู่ก็อยู่ได้ไม่นาน
‘ถ้าอย่างนั้น ถ้าฉันเป็นเด็กแบกของแทนล่ะจะเป็นยังไง?’
ในวงการฮันเตอร์มีสายอาชีพที่หลากหลายกว่าที่คิด
‘ดันเจี้ยนที่ยาวมากๆ บางครั้งต้องกินนอนอยู่ในเกตเลย ถ้าฉันเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นพวกนั้นไว้ สักวันอาจจะได้เป็นประโยชน์ต่อพี่ชายบ้างก็ได้...?’
ชายผมทองคนนั้นคือนักล่าโดยกำเนิด เพราะเก่งกาจเกินไป เขาจึงคงไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องรวมกลุ่มกับคนอื่น และในอนาคตเขาก็คงจะไม่หาเพื่อนร่วมทีมง่ายๆ ดังนั้น ยุนซึงจึงตัดสินใจเล็งตำแหน่งผู้ช่วยในทีม แทนที่จะเป็นตำแหน่งเพื่อนร่วมทีม เพราะนั่นเป็นโอกาสที่สูงที่สุดที่จะได้ทำงานร่วมกับกิรยอ
‘ต้องสร้างฝีมือ! เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งเด็กแบกของของพี่ชายยิ่งขึ้น!’
ความตั้งใจนั้นบริสุทธิ์ เขามีเพียงใจที่อยากจะช่วยเป็นกำลังให้กับผู้มีพระคุณเท่านั้น เพียงแต่เพราะเข้าใจผิดในฝีมือของอีกฝ่ายไปไกล การตั้งเป้าหมายเลยเพี้ยนไปนิดหน่อย...
‘ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันยังตามหลังพี่ชายไม่เห็นฝุ่น การฝึกฝนเท่านั้นคือทางรอด!’
และความพยายามอันไร้ประโยชน์นี้เอง ในภายหลัง... มันได้ส่งให้ยุนซึงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง "รุกกี้ปีศาจผู้แบกทีมที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนชีพ"
---
วันที่ 5 ของการพิชิตเรดเกต
“ฮึ่ม!”
โครม! หนามแหลมที่ล้อมรอบตัวมอนสเตอร์ปะทะเข้ากับโล่เงินจนแตกละเอียดอย่างน่าอนาถ ในขณะที่เศษหนามปลิวว่อนไปทั่ว อันยุนซึงก็ฟาดลูกตุ้มเมซลงบนผิวหนังที่ไร้สิ่งป้องกันของมอนสเตอร์
เสียงดังกร๊อบ! มอนสเตอร์ตัวนั้นก็แตกสลายเป็นเศษเนื้อ เขาล่ามอนสเตอร์เพิ่มได้อีกตัวหนึ่งแล้ว
‘ฝีมือพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เลยแฮะ?’
แต่มันก็ไม่ใช่ฉากที่น่าตกใจอะไรนัก เพราะห้าวันที่ผ่านมา ผมเฝ้าดูอันยุนซึงทำงานจนเบื่อไปข้างหนึ่งแล้ว
‘นี่เป็นเกตที่ 5 แล้วสินะ’
เดิมทีเราเริ่มล่ากันอย่างปลอดภัยในระดับ C แต่ตอนนี้เริ่มมั่นใจมากขึ้นจนถึงขั้นกล้าบุกเบิกเกตระดับ B ด้วยตัวคนเดียวแล้ว แต่ทว่า...
‘เฮ้อ’
พูดตามตรง สำหรับผมแล้วระดับ B มันยังไม่ค่อยสะใจเท่าไร ถ้าได้กินนิ่มในเกตระดับ A ที่ขึ้นชื่อเรื่องความยากระดับนรกแต่ให้รางวัลตอบแทนมหาศาล การหาเงิน 2,600 ล้านวอนในพริบตาก็คงไม่ใช่แค่ฝัน
‘บอกตามตรง ระดับ B ต่อให้แจ็กพอตแตก รายได้มันก็ยังห่างไกลจากคำว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอยู่ดี’
ผมมองไปยังทางผ่านสีแดงที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนพลางเลียริมฝีปาก การหวังให้ที่นั่นเป็นเกตระดับ A มันจะดูโอเวอร์เกินตัวไปหน่อยไหมนะ
—โครม!
แต่อย่างที่เห็น ผมมีบอดี้การ์ดที่ไว้ใจได้อยู่ข้างตัวตั้งขนาดนี้
‘เย้!’
ในระหว่างนั้น มอนสเตอร์อีกตัวก็สิ้นชีพลง เพราะฮันเตอร์ที่อยู่ข้างๆ เตะมอนสเตอร์ที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็น จะว่าไป ความเร็วในการตอบโต้ของเขานี่มันสุดยอดจริงๆ ทั้งที่นึกว่าเขากำลังอู้งานอยู่แท้ๆ แต่ทำไมถึงรักษาอาณาเขตรัศมี 5 เมตรได้เฉียบขาดขนาดนี้กันนะ
“ขอบคุณครับ”
ผมก้มหัวขอบคุณพลางเก็บหินมานาจากซากศพ แต่คังชางโฮกลับไม่ตอบโต้สักคำ และหันไปสนใจงานของตัวเองต่อ เจ้าชาวโลกคนนี้ ตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ที่เริ่มพกแท็บเล็ตพีซีมาด้วยที่หน้างาน
‘เล่นอินเทอร์เน็ตหน้าเกตเนี่ยนะ?’
ถ้าเป็นคนปกติคงถูกหาว่าบ้าไปแล้ว แต่นี่เขาใช่ผู้ตื่นรู้ธรรมดาที่ไหนกันล่ะ? ฮันเตอร์ระดับ S คังชางโฮปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบมาโดยตลอด ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้ผมสามารถเก็บรวบรวมวัตถุดิบจากมอนสเตอร์ระดับสูงได้โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
‘หิๆๆ’
ถ้ารู้ว่าคังชางโฮจะมีประโยชน์ขนาดนี้ ผมคงทำสัญญาไปตั้งนานแล้ว! ความจริงผมก็ไม่คิดว่าเขาจะช่วยได้ขนาดนี้ ตอนที่เขาบอกว่าตัวเองก็มีจริยธรรม ผมยังแอบนึกปรามาสในใจเลยว่าไอ้หมอนี่เพ้อเจ้ออีกแล้ว
‘อึก ผมมันคนมีความเชื่อน้อยจริงๆ...!’
เพราะแบบนี้ไงถึงบอกว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอก ชางโฮของเราเนี่ย ถึงหน้าตาจะดูเหมือนพร้อมจะฝังคนได้ทุกเมื่อ แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นเด็กจิตใจดีและขยันหมั่นเพียรสุดๆ เลยนะ
‘ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป การเก็บเงินให้ครบ 100 ล้านก็คงแค่ชั่วพริบตาเดียว’
ผมแอบหยิบไอเทมบ็อกซ์ที่ยืมจากอันยุนซึงออกมา แล้วรีบเก็บกวาดวัตถุดิบมอนสเตอร์อย่างขยันขันแข็ง ถึงมือจะเปื้อนเลือดไปหมดแต่ผมก็ไม่สน ปกติเวลาพรรณนาถึงการนับเงิน มือมันก็ต้องเปื้อนกันบ้างเป็นธรรมดา
“ฟู่ จัดการเรียบร้อยแล้วครับ!”
รอครู่หนึ่ง อันยุนซึงก็ดูเหมือนจะจัดการมอนสเตอร์เวฟทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว
“เฮือก! พี่ครับ เลือดเต็มมือเลย...”
“อ๋อ นี่เหรอ?”
“ผะ...ผมปล่อยศัตรูหลุดไปเยอะเกินจนพี่ต้องลงมือจัดการไปตั้งหลายตัวสินะครับ! ผมขอโทษครับ!”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก”
“จะไม่ใช่ได้ยังไงครับ! พี่ไม่ต้องเกรงใจกลัวผมเสียหน้าหรอก”
ถึงแม้บทสนทนาจะมีความเข้าใจผิดแทรกอยู่บ้าง แต่ก็นั่นแหละ ช่างมันเถอะ
“เอาเป็นว่า วันนี้ก็ทำได้ดีมาก”
ผมทิ้งท้ายคำชมสั้นๆ ก่อนที่เราจะเริ่มเก็บกวาดงาน เพราะต้องรวบรวมมอนสเตอร์ที่ล้มตายมาไว้ที่เดียวกันเพื่อให้พนักงานทำความสะอาดทำงานได้ง่ายขึ้น
‘อึบ’
แต่ในจังหวะนั้นเอง เงาหนึ่งพาดทับร่างของผมที่กำลังย่อตัวลงยกมอนสเตอร์ คังชางโฮเดินเข้ามาใกล้
“คิมกิรยอ”
ดูเหมือนเขาจะมีอะไรจะพูด
“หัดพอดีพองามหน่อยได้ไหม?”
ในระหว่างที่ผมเงียบ คังชางโฮก็พูดต่อ
“นายกำลังประท้วงที่ฉันไม่ให้เงินนายอยู่หรือไง?”
“ครับ?”
“ปกติไม่เห็นจะเป็นแบบนี้ แต่อยู่ๆ ก็เที่ยวตระเวนเข้าออกเรดเกตระดับสูงแทบทุกวัน บอกตามตรงว่ามันดูไม่ค่อยดีเท่าไร”
เขาหยุดเลือกคำพูดครู่หนึ่ง แม้จะไม่ได้แสดงสีหน้าโกรธเคือง แต่ขึ้นชื่อว่าฮันเตอร์ระดับ S แค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็สร้างแรงกดดันได้มหาศาล
“คิมกิรยอ พักเรื่องพิชิตเกตสักสองสามวันไหม?”
“คะ...ครับ?”
“หักโหมแบบนี้มันไม่ดีต่อร่างกาย ทั้งนายแล้วก็ฉัน อย่างที่เคยบอกไป ถึงข้อตกลงในสัญญาจะค่อนข้างหย่อนยาน แต่เรื่องแบบนี้เราก็ควรจะเกรงใจและดูแลกันตามสถานการณ์บ้างสิ”
“...”
“แน่นอนว่าเรดเกตคือช่องโหว่ของพันธสัญญา นายจะไปไหนมาไหนตามใจชอบก็คงไม่ถึงตายหรอก”
คังชางโฮเอ่ยเตือนทิ้งท้าย
“แต่อยากให้รู้ไว้อย่างหนึ่ง ฉันไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยพันธสัญญามากเท่ากับนาย”
คำพูดนั้นหมายความว่า หากเขาตั้งใจ เขาก็สามารถโจมตีผมเมื่อไรก็ได้
“ถ้าเกิดแอบไปเรดเกตแล้วถูกฉันจับได้ล่ะก็... เมื่อนั้นเราคงคุยกันไม่สนุกแน่”
ให้ทำงานหนักติดต่อกัน 5 วันรวด ในที่สุดตานี่ก็เริ่มเผยธาตุแท้ออกมาแล้วสินะ
‘ก็นะ ไม่มีอะไรจะทำให้คนนิสัยเสียได้เท่ากับการทำงานหนักเกินไปหรอก’
ผมรู้อยู่แล้ว ว่าชีวิตของผมขึ้นอยู่กับความเมตตาของเขา ในขณะที่ผู้อ่อนแอต้องทำสัญญาอันโหดร้ายโดยเดิมพันด้วยอายุขัย แต่อีกฝ่ายกลับอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบ สามารถยกเลิกความเห็นอกเห็นใจเล็กๆ น้อยๆ ได้ตามอารมณ์
ความสัมพันธ์ฝ่ายเดียว หรือตาชั่งที่เอียงกะเท่เล่ มาถึงขั้นนี้ แทนที่จะได้ใช้ระดับ S เป็นบอดี้การ์ด ผมอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางข้อจำกัดที่เพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็นแทน
‘จะปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้’
แต่เรื่องนั้นผมเองก็ตระหนักมาตั้งนานแล้ว...
“ขอโทษครับ ผมจะปรับปรุงตัวทันที”
ผมรวบรวมสมาธิแล้วตอบออกไป ทว่าในใจที่ดูสงบเสงี่ยมกลับกำลังวางแผนการอื่นอยู่
‘จะฆ่าฉันงั้นเหรอ’
มันย่อมต้องมีวิธีที่ทำให้คังชางโฮทำแบบนั้นไม่ได้อยู่สักวิธีหนึ่งนั่นแหละ พอจัดการเรื่องเงินของวันนี้เสร็จแล้ว ค่อยๆ เตรียมการเรื่องนั้นไว้เลยดีกว่า ผมตั้งมั่นในใจพลางยกซากศพสุดท้ายขึ้นมา