...แต่ก็นั่นแหละ เรื่องราวในโลกนี้มันไม่เคยหมุนไปตามแผนที่วางไว้หรอก
“เฮ้อ ปกติก็รับสายไวจะตาย ทำไมวันนี้รับช้าจังนะ?”
เช้าวันรุ่งขึ้น
ผมเดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิมตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมกับแนบโทรศัพท์ไว้ที่หู
เพราะมีเรื่องด่วนที่ต้องแจ้งให้อันยุนซึงรับรู้น่ะสิ
-ฮัลโหลครับ?
ทันทีที่ปลายสายกดรับ ผมก็รีบพูดสวนขึ้นไปทันควัน
“ยุนซึง ไอเทมบ็อกซ์!”
-ครับ?
“นายบอกว่าถ้าใช้ไอเทมบ็อกซ์เสร็จเมื่อวานให้รีบคืนทันทีไม่ใช่เหรอ? แต่พวกเราดันลืมสนิทแล้วแยกย้ายกันกลับจากหน้างานเฉยเลย”
-อ๊ะ!
“โทษที ฉันเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้...”
ผมนึกว่าแค่ไปเจออันยุนซึงแล้วส่งไอเทมบ็อกซ์คืนก็จบเรื่อง แต่บทสนทนากลับไหลไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง
-ทำยังไงดีครับ? วันนี้ผมมีธุระส่วนตัว คงไปเจอพี่ไม่ได้น่ะสิครับ
“หะ?”
-ตอนนี้ผมมาบ้านญาติครับ มาร่วมงานฉลองอายุครบเจ็ดสิบของคุณยายน่ะ
อันยุนซึงไม่อยู่โซลงั้นเหรอ?
ผมชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ แต่ไม่นานอีกฝ่ายก็เสนอทางแก้ปัญหามาให้
-แต่ไม่เป็นไรครับ! ยังไงค่อยคืนทีหลังก็ได้ พี่เก็บไว้ก่อนเถอะครับ
ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไรแฮะ
“จะดีเหรอ? คืนช้าแล้วจะไม่โดนกิลด์ด่าเอาเหรอ?”
-ฮ่าๆๆ ไม่หรอกครับ ไม่ขนาดนั้นหรอก อย่างมากก็คงแค่จ่ายค่าเช่าเพิ่มอีกรอบแล้วก็จบแหละครับ
ถึงจะผ่านลำโพงโทรศัพท์มา แต่เสียงของยุนซึงก็ฟังดูสดใสและร่าเริงพอตัว
“งั้นเหรอ? อ้อ จริงสิ พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ค่าเช่าไอเทมบ็อกซ์นี่ปกติราคาเท่าไหร่เหรอ?”
ด้วยความโล่งใจ ผมเลยถามออกไปแบบไม่คิดอะไรมาก
-1,300,000 วอนครับ
เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ฉันได้ยินว่าอะไรนะ
“...ราคาต่อกี่วันนะ?”
หนึ่งล้านสามแสนวอน วินาทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มเปลี่ยนไป
เหงื่อกาฬของผมไหลพรากขณะกำโทรศัพท์แน่น ทันใดนั้นข่าวร้ายระดับช็อกโลกก็สวนกลับมา
-ก็ต้องราคาต่อวันสิครับ?
หมายความว่า ถ้าไม่เอาไอเทมบ็อกซ์ที่ยืมมาเมื่อวานไปคืนภายในวันนี้ อันยุนซึงจะต้องจ่ายเงินให้กิลด์ถึง 1,300,000 วอนงั้นเรอะ
-งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับโซลแล้วจะติดต่อกละ...
“เดี๋ยว! เฮ้ย จะไปไหน อย่าเพิ่งวางนะ!”
-หะ?
ผมตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเสียงของปลายสายกลับยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม
“เมื่อกี้นายบอกว่าอยู่บ้านญาติแล้วใช่มั้ย? ระบบมันบังคับหรือเปล่าว่าต้องไปคืนด้วยตัวเอง? ถ้าไม่ใช่งั้นเดี๋ยวฉันไปคืนแทนให้”
-เอ๋?
“ไม่เอ๋แล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ก็เสียเงินฟรีสิ!”
-มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พี่ไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ...
โธ่เว้ย ทำไมฉันถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ
อันยุนซึงเป็นถึงผู้ตื่นรู้ระดับ A เชียวนะ
อาชีพรายได้สูงเสียดฟ้าที่หาเงินสิบล้านวอนได้ในชั่วพริบตา เซนส์เรื่องเงินทองของหมอนั่นจะไปเหมือนคนปกติได้ยังไง
มิน่าล่ะ ร้านอาหารที่ไอ้หมอนี่ชอบไปถึงได้มีแต่ร้านแพงระยับ!
“พอเลย รีบบอกมาว่าคืนแทนได้หรือไม่ได้”
สำหรับอันยุนซึง เงินล้านวอนอาจจะเป็นแค่เศษเงิน แต่สำหรับผม ราคานั้นมันไม่ถูกเลยสักนิด
ดังนั้น ผมจะเอาไอเทมบ็อกซ์ไปคืนให้ทันกำหนดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
-เอ่อออ งั้นต้องขอโทษจริงๆ นะครับ รบกวนพี่ด้วยนะครับรอบนี้
ในที่สุดผมก็ได้ฟังขั้นตอนการคืนอุปกรณ์เวทมนตร์
สรุปคือ ให้ไปที่กิลด์นีโอซิสเตอร์ แล้วตามหาคนที่ชื่อ 'อีชองรยง' สินะ?
“ต้องคืนภายในกี่โมง?”
-ไม่ได้กำหนดเวลาชัดเจนครับ แค่ภายในเวลาทำการวันนี้ก็พอ เป็นสิทธิพิเศษของสมาชิกกิลด์เลยไม่ได้เข้มงวด...
ครู่ต่อมา
เสียงจอแจดังลอดออกมาจากลำโพง
ถึงจะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่คงเป็นประโยคทำนองว่า ‘คุยโทรศัพท์ถึงเมื่อไหร่’ หรือ ‘มาทักทายหน่อยเร็ว’ อะไรพวกนั้นปนอยู่แน่ๆ
-อ๊ะ! ขอโทษครับ งั้นผมต้องวางแล้วจริงๆ
“เออ ขอโทษที่รบกวนเวลาด้วยนะ”
ติ๊ด
ทันทีที่วางสาย ผมก็เริ่มเตรียมตัวออกไปข้างนอกทันที
กระเป๋ามิติมหัศจรรย์ที่สามารถเก็บวัตถุที่มีพลังเวทได้ในปริมาณมาก... ไอเทมบ็อกซ์
ถึงราคาจะแตกต่างกันไปตามความจุภายใน แต่เห็นเขาว่ากล่องที่อันยุนซึงยืมมาใบนี้น่ะ มูลค่าของมันเทียบเท่ากับอพาร์ตเมนต์หนึ่งหลังเลยทีเดียว
‘ของแบบนี้กล้าให้ยืมกันง่ายๆ โดยไม่มีหลักประกัน แสดงว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จริงๆ สินะ’
ผมเดินก้าวเท้าออกจากห้องพลางขบคิดเรื่องราวต่างๆ ไปด้วย
[NEO SISTERS]
และแล้วผมก็มาถึงล็อบบี้สำนักงานใหญ่ของกิลด์นีโอซิสเตอร์
‘โอ้โห...’
นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้เข้ามาในตึกของกิลด์ขนาดใหญ่
แต่บรรยากาศล็อบบี้ของทั้งสองกิลด์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ต่างจากหอคอยเวทมนตร์เกาหลีที่มีโครงสร้างเป็นทางการดูเป็นงานเป็นการ กิลด์นีโอซิสเตอร์กลับให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในโรงแรมชั้นหนึ่ง
‘กว้างชะมัด แถมต้นไม้ดอกขนาดยักษ์ตรงกลางนั่นมันอะไรน่ะ ของปลอมเหรอ?’
ผมมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
---
“มาติดต่อเรื่องอะไรครับ?”
ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้าไป ผู้ตื่นรู้ในชุดสูทก็เข้ามาทัก
กิรยอจึงตอบกลับไป
เขาบอกว่าเป็นคนรู้จักของอันยุนซึง และจะมาคืนไอเทมบ็อกซ์แทน
“อ๋อ ของฮันเตอร์อันยุนซึงเหรอครับ?”
พอเอ่ยชื่อฮันเตอร์ระดับ A ขั้นตอนทุกอย่างก็ราบรื่นราวกับติดปีก
ถึงขนาดที่สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าสีหน้าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูอ่อนโยนขึ้น
“งั้นก่อนออกบัตรผู้มาติดต่อ จะขอตรวจความปลอดภัยสักครู่นะครับ”
“ครับ”
ยามที่ทางเข้าดูแลคิมกิรยอด้วยท่าทีนอบน้อม
จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น
“เรียบร้อยครับ! เชิญด้านในได้เลยครับ”
“ขอบคุณครับ”
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน
อุปสรรคที่แท้จริงของกิรยอก็ได้เริ่มต้นขึ้น
“สวัสดีค่า~ มาติดต่อเรื่องอะไรคะ?”
“จะมาคืนไอเทมบ็อกซ์ครับ ไม่ทราบว่าหัวหน้าอีชองรยงอยู่ข้างในตึกไหมครับ?”
“คะ?”
“ผมได้รับไหว้วานมาจากฮันเตอร์อันยุนซึงครับ”
เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
กิรยอแจ้งจุดประสงค์การมาเยือนอย่างชัดถ้อยชัดคำทันทีที่เจอพนักงานต้อนรับ
บทสนทนาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้
“อ๋อ~ คุณอันยุนซึงสินะคะ ค่ะๆ งั้นก่อนขึ้นไป รบกวนช่วยลงชื่อตรงนี้หน่อยได้ไหมคะ?”
“ครับ”
“แล้วก็รบกวนขอตรวจยืนยันตัวตนด้วยค่ะ”
กิรยอเปิดกระเป๋าสตางค์ยื่นบัตรประจำตัวให้อย่างไม่คิดอะไร ทันใดนั้นพนักงานต้อนรับก็เบิกตากว้าง
“ฮันเตอร์ระดับ F?”
อ้อ สงสัยเพราะช่วงนี้ใช้บัตรฮันเตอร์บ่อย มันเลยอยู่ข้างบนสุดสินะ
กิรยอได้ยินดังนั้นจึงก้มลงจัดกระเป๋าสตางค์อย่างเก้ๆ กังๆ
“ต้องใช้บัตรประชาชนไหมครับ?”
“อะ ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ...”
ทำไมคำตอบที่ได้กลับมาถึงดูเย็นชาชอบกล
“อืม คุณฮันเตอร์คิมกิรยอคะ”
พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าท่าทีของพนักงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
จากใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส กลับกลายเป็นสายตาที่มองประเมินคนอย่างน่าประหลาด
“ที่บอกว่าได้รับไหว้วานมาจากคุณอันยุนซึง ไม่ทราบว่าพอจะช่วยพิสูจน์หน่อยได้ไหมคะว่าทั้งสองท่านเป็นคนรู้จักกันจริงๆ?”
กิรยอได้ยินดังนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดบางอย่างให้ดู
มันคือประวัติการแชตกับอันยุนซึง
“แบบนี้ได้ไหมครับ?”
แต่ดูเหมือนว่าแค่นั้นจะไม่เพียงพอที่จะคลายความสงสัยบางอย่าง
“อ่า ขอโทษนะคะ เดี๋ยวขอลองต่อสายหาฮันเตอร์ท่านนั้นสักครู่นะคะ...”
ครู่ต่อมา
พนักงานต้อนรับหยิบไฟล์เอกสารออกมาค้นหารายชื่อติดต่อภายในกิลด์ จากนั้นก็กดเบอร์ของอันยุนซึงลงบนโทรศัพท์ แล้วรอสัญญาณ
-ตู๊ด ตู๊ดดดด, ตู๊ด ตู๊ดดดด...
แต่ทว่า...
ปกติไม่ถึง 10 วินาทีก็ต้องรับสายแล้วแท้ๆ
แต่วันนี้แปลกที่อีกฝ่ายกลับเงียบสนิท แม้จะวางสายแล้วโทรใหม่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม
-ตู๊ด ตู๊ดดดด, ตู๊ด ตู๊ดดดด...
“คุณฮันเตอร์อัน... ไม่รับสายเลยค่ะ”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมล็อบบี้ในที่สุด
‘งานฉลองอายุครบเจ็ดสิบนี่ จริงๆ แล้วมันเป็นงานพิธีการที่เคร่งเครียดมากเลยงั้นเรอะ...?’
ในเวลาเดียวกัน
โทรศัพท์ของยุนซึงกำลังถูกลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่เจอในบ้านญาติทำลายย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว แต่พวกที่อยู่ตรงนี้จะไปรู้ได้ยังไง
“อืม ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะถ่ายรูปคู่กันไว้สักใบก็ดี”
กิรยอนวดสันจมูกพลางใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก
“เอ่อ คือว่า ผมแค่จะมาคืนไอเทมบ็อกซ์เฉยๆ จำเป็นต้องพิสูจน์ขนาดนี้เลยเหรอครับ?”
ทันใดนั้น พนักงานกิลด์ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขอไปที
“ค่ะ ทราบแล้วค่ะ งั้นวางไอเทมบ็อกซ์ไว้ก็ได้ค่ะ”
คนเขาพูดดีๆ ด้วย แต่ทำไมคำตอบที่ได้มันถึงไม่เข้าหูเอาซะเลยนะ
“ยื่นตรงนี้ถือว่าคืนของเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?”
“ค่ะๆ เดี๋ยวทางเราตรวจสอบให้ค่ะ”
“แต่ผมได้ยินมาว่านี่ไม่ใช่ของของกิลด์ แต่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของคุณหัวหน้าที่ชื่ออีชองรยง...”
กิรยอชะงักมือที่กำลังจะหยิบไอเทมบ็อกซ์ออกมา
‘อันยุนซึงบอกชัดเจนว่าให้มอบกล่องนี้กับคนชื่อหัวหน้าอีชองรยง’
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงจะยืดหยุ่นฝากของไว้ที่กิลด์แล้วจบภารกิจไปแล้ว
แต่ไอเทมบ็อกซ์นี่มันคืออะไรล่ะ
กล่องขนาดเท่าฝ่ามือนี้มีค่าตัวพอๆ กับอพาร์ตเมนต์หนึ่งหลังเชียวนะ ถ้าเกิดส่งมอบผิดพลาดขึ้นมา...
“ขอโทษนะครับ ถ้าผมฝากไอเทมบ็อกซ์ไว้ ของชิ้นนี้จะถูกเก็บรักษาที่ไหนครับ?”
พอได้ยินคำถาม พนักงานก็มองกิรยอตาขวางเหมือนมองตัวประหลาด
“พวกเราจะเก็บไว้ แล้วส่งต่อให้คุณหัวหน้าเองค่ะ”
“เก็บไว้ที่นี่ ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เนี่ยนะครับ?”
“ค่ะ”
ไม่มีเขตอาคมป้องกัน ไม่มีผู้ตื่นรู้เฝ้า คนพลุกพล่าน
นี่มันทำเลทองสำหรับการปล้นชัดๆ แล้วจะให้เอาไอเทมมูลค่าหลายพันล้านมาเก็บไว้ในที่แบบนี้น่ะนะ?
ไม่สิ ไม่ต้องถึงมือโจรหรอก
ดีไม่ดีพนักงานประชาสัมพันธ์ที่หน้ามืดเพราะเงินอาจจะไม่ส่งต่อกล่องนี้ตามขั้นตอนปกติก็ได้
‘ถ้าเกิดตัวแปรอะไรขึ้นมาล่ะก็ จบเห่แน่’
กิรยอจินตนาการถึงกรณีที่ไอเทมบ็อกซ์สูญหายแล้วหน้าซีดเผือด ก่อนจะพูดขึ้น
“เอ่อ... คือ... ขอโทษนะครับ ผมอยากจะคืนของให้กับคุณอีชองรยงโดยตรงตามที่ยุนซึงสั่งไว้มากกว่าครับ”
“คะ?”
“ใช้เวลาแป๊บเดียวจริงๆ ครับ พอจะให้ผมพบเขาหน่อยไม่ได้เหรอครับ?”
และในตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าความจริงใจของกิรยอส่งไปถึงหรือเปล่า
“อ๋อ ค่ะ~ เข้าใจแล้วค่ะ”
สักพักหนึ่ง
พนักงานต้อนรับกลับให้คำตอบในเชิงบวกอย่างไม่น่าเชื่อ
“งั้นเดี๋ยวจะติดต่อคุณหัวหน้าไว้ให้นะคะ ทิ้งเบอร์มือถือไว้แล้วไปได้เลยค่ะ ท่านงานยุ่งคงต้องรอหน่อยนะคะ”
“ของต้องคืนภายในวันนี้ จะให้ไปๆ มาๆ ก็ลำบาก ผมขอนั่งรอที่นี่ได้ไหมครับ?”
“ค่ะ งั้นเชิญทางโน้นเลยค่ะ”
กิรยอค่อยวางใจลงได้เปราะหนึ่ง
แถมสถานที่ที่ถูกเชิญไปนั่งรอก็เป็นโซฟาที่มองเห็นล็อบบี้สุดหรูนี้ได้ทั่ว คงใช้ฆ่าเวลาได้ไม่มีปัญหา
‘ก็ดีเหมือนกัน ระหว่างนี้ขอนั่งดูสถาปัตยกรรมของโลกฝั่งนี้หน่อยแล้วกัน’
กิรยอนั่งลงบนโซฟาริมหน้าต่าง พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
แต่ช่างน่าเสียดาย ที่วันนั้นจะไม่มีการตอบกลับจากอีชองรยงมาถึงเขา
หลังจากคิมกิรยอเดินผละออกไปได้ไม่นาน
“มันว่าไงนะ?”
“ไม่รู้อะ~ ไอ้บ้า บอกว่าตัวเองสนิทกับอันยุนซึงเฉยเลย”
“จริงดิ? ระดับ F เนี่ยนะ?”
“บอกให้เรียกคุณหัวหน้ามาพบ พูดจริงปะเนี่ย... ตัวเองมีธุระอะไรต้องเจอระดับหัวหน้าไม่ทราบ โอ๊ย ประสาท”
พนักงานสองคนที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์กระซิบกระซาบพลางปรายตามองไปยังจุดที่คิมกิรยอนั่งอยู่
“ทำไมต้องโกหกเรื่องตื้นๆ แบบนั้นด้วยนะ?”
“เราจะไปเข้าใจความคิดพวกหิวแสงได้ยังไงล่ะ”
“ทรงนี้เหมือนนังผู้หญิงที่มาคราวที่แล้วเปี๊ยบ วุ่นวายกันไปหมด บอกให้รับเข้ากิลด์ แล้วก็มาใช้สกิลโชว์กลางล็อบบี้”
คิกคิก
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาแผ่วเบา
“ฮันเตอร์ก็เป็นซะแบบนี้แหละ พอตื่นรู้หน่อยก็คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน”
“ฮ่าๆ”
“ความสามารถจะแปลกประหลาดแค่ไหน แต่แค่ระดับ F น่ะ อย่าหวังจะได้เหยียบเข้ามาในกิลด์นี้เลย”
พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์มองไปทางหน้าต่างอีกครั้ง แล้วจงใจพูดเสียงดังให้ได้ยิน
“กิลด์เราข้อมูลแน่นจะตาย ถ้าเป็นคนเก่งจริงป่านนี้โดนทาบทามไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้มาเสนอหน้าเองหรอก”
คิกๆ
เสียงหัวเราะลอยตามลมมาอีกระลอก
แต่ทว่าสีหน้าของคิมกิรยอกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะเขาไม่รู้เลยสักนิดว่าประโยคเหล่านั้นกำลังพุ่งเป้ามาที่ตนเอง
“ขนาดกดดันขนาดนี้ยังจะหน้าด้านนั่งอยู่ได้อีก”
“แก ช่างมันเถอะ ปล่อยเบลอไป เดี๋ยวก็เลิกบ้าไปเองแหละ”
พวกหล่อนเมินเฉยต่อคำร้องขอของฮันเตอร์ระดับ F คนหนึ่ง แล้วกลับไปทำงานตามปกติ
และแล้ว เวลา 6 ชั่วโมงก็ผ่านไป