Cover

77

...แต่ก็นั่นแหละ เรื่องราวในโลกนี้มันไม่เคยหมุนไปตามแผนที่วางไว้หรอก

“เฮ้อ ปกติก็รับสายไวจะตาย ทำไมวันนี้รับช้าจังนะ?”

เช้าวันรุ่งขึ้น

ผมเดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิมตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมกับแนบโทรศัพท์ไว้ที่หู

เพราะมีเรื่องด่วนที่ต้องแจ้งให้อันยุนซึงรับรู้น่ะสิ

-ฮัลโหลครับ?

ทันทีที่ปลายสายกดรับ ผมก็รีบพูดสวนขึ้นไปทันควัน

“ยุนซึง ไอเทมบ็อกซ์!”

-ครับ?

“นายบอกว่าถ้าใช้ไอเทมบ็อกซ์เสร็จเมื่อวานให้รีบคืนทันทีไม่ใช่เหรอ? แต่พวกเราดันลืมสนิทแล้วแยกย้ายกันกลับจากหน้างานเฉยเลย”

-อ๊ะ!

“โทษที ฉันเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้...”

ผมนึกว่าแค่ไปเจออันยุนซึงแล้วส่งไอเทมบ็อกซ์คืนก็จบเรื่อง แต่บทสนทนากลับไหลไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง

-ทำยังไงดีครับ? วันนี้ผมมีธุระส่วนตัว คงไปเจอพี่ไม่ได้น่ะสิครับ

“หะ?”

-ตอนนี้ผมมาบ้านญาติครับ มาร่วมงานฉลองอายุครบเจ็ดสิบของคุณยายน่ะ

อันยุนซึงไม่อยู่โซลงั้นเหรอ?

ผมชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ แต่ไม่นานอีกฝ่ายก็เสนอทางแก้ปัญหามาให้

-แต่ไม่เป็นไรครับ! ยังไงค่อยคืนทีหลังก็ได้ พี่เก็บไว้ก่อนเถอะครับ

ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไรแฮะ

“จะดีเหรอ? คืนช้าแล้วจะไม่โดนกิลด์ด่าเอาเหรอ?”

-ฮ่าๆๆ ไม่หรอกครับ ไม่ขนาดนั้นหรอก อย่างมากก็คงแค่จ่ายค่าเช่าเพิ่มอีกรอบแล้วก็จบแหละครับ

ถึงจะผ่านลำโพงโทรศัพท์มา แต่เสียงของยุนซึงก็ฟังดูสดใสและร่าเริงพอตัว

“งั้นเหรอ? อ้อ จริงสิ พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ค่าเช่าไอเทมบ็อกซ์นี่ปกติราคาเท่าไหร่เหรอ?”

ด้วยความโล่งใจ ผมเลยถามออกไปแบบไม่คิดอะไรมาก

-1,300,000 วอนครับ

เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ฉันได้ยินว่าอะไรนะ

“...ราคาต่อกี่วันนะ?”

หนึ่งล้านสามแสนวอน วินาทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มเปลี่ยนไป

เหงื่อกาฬของผมไหลพรากขณะกำโทรศัพท์แน่น ทันใดนั้นข่าวร้ายระดับช็อกโลกก็สวนกลับมา

-ก็ต้องราคาต่อวันสิครับ?

หมายความว่า ถ้าไม่เอาไอเทมบ็อกซ์ที่ยืมมาเมื่อวานไปคืนภายในวันนี้ อันยุนซึงจะต้องจ่ายเงินให้กิลด์ถึง 1,300,000 วอนงั้นเรอะ

-งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับโซลแล้วจะติดต่อกละ...

“เดี๋ยว! เฮ้ย จะไปไหน อย่าเพิ่งวางนะ!”

-หะ?

ผมตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเสียงของปลายสายกลับยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม

“เมื่อกี้นายบอกว่าอยู่บ้านญาติแล้วใช่มั้ย? ระบบมันบังคับหรือเปล่าว่าต้องไปคืนด้วยตัวเอง? ถ้าไม่ใช่งั้นเดี๋ยวฉันไปคืนแทนให้”

-เอ๋?

“ไม่เอ๋แล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ก็เสียเงินฟรีสิ!”

-มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พี่ไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ...

โธ่เว้ย ทำไมฉันถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ

อันยุนซึงเป็นถึงผู้ตื่นรู้ระดับ A เชียวนะ

อาชีพรายได้สูงเสียดฟ้าที่หาเงินสิบล้านวอนได้ในชั่วพริบตา เซนส์เรื่องเงินทองของหมอนั่นจะไปเหมือนคนปกติได้ยังไง

มิน่าล่ะ ร้านอาหารที่ไอ้หมอนี่ชอบไปถึงได้มีแต่ร้านแพงระยับ!

“พอเลย รีบบอกมาว่าคืนแทนได้หรือไม่ได้”

สำหรับอันยุนซึง เงินล้านวอนอาจจะเป็นแค่เศษเงิน แต่สำหรับผม ราคานั้นมันไม่ถูกเลยสักนิด

ดังนั้น ผมจะเอาไอเทมบ็อกซ์ไปคืนให้ทันกำหนดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

-เอ่อออ งั้นต้องขอโทษจริงๆ นะครับ รบกวนพี่ด้วยนะครับรอบนี้

ในที่สุดผมก็ได้ฟังขั้นตอนการคืนอุปกรณ์เวทมนตร์

สรุปคือ ให้ไปที่กิลด์นีโอซิสเตอร์ แล้วตามหาคนที่ชื่อ 'อีชองรยง' สินะ?

“ต้องคืนภายในกี่โมง?”

-ไม่ได้กำหนดเวลาชัดเจนครับ แค่ภายในเวลาทำการวันนี้ก็พอ เป็นสิทธิพิเศษของสมาชิกกิลด์เลยไม่ได้เข้มงวด...

ครู่ต่อมา

เสียงจอแจดังลอดออกมาจากลำโพง

ถึงจะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่คงเป็นประโยคทำนองว่า ‘คุยโทรศัพท์ถึงเมื่อไหร่’ หรือ ‘มาทักทายหน่อยเร็ว’ อะไรพวกนั้นปนอยู่แน่ๆ

-อ๊ะ! ขอโทษครับ งั้นผมต้องวางแล้วจริงๆ

“เออ ขอโทษที่รบกวนเวลาด้วยนะ”

ติ๊ด

ทันทีที่วางสาย ผมก็เริ่มเตรียมตัวออกไปข้างนอกทันที

กระเป๋ามิติมหัศจรรย์ที่สามารถเก็บวัตถุที่มีพลังเวทได้ในปริมาณมาก... ไอเทมบ็อกซ์

ถึงราคาจะแตกต่างกันไปตามความจุภายใน แต่เห็นเขาว่ากล่องที่อันยุนซึงยืมมาใบนี้น่ะ มูลค่าของมันเทียบเท่ากับอพาร์ตเมนต์หนึ่งหลังเลยทีเดียว

‘ของแบบนี้กล้าให้ยืมกันง่ายๆ โดยไม่มีหลักประกัน แสดงว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จริงๆ สินะ’

ผมเดินก้าวเท้าออกจากห้องพลางขบคิดเรื่องราวต่างๆ ไปด้วย

[NEO SISTERS]

และแล้วผมก็มาถึงล็อบบี้สำนักงานใหญ่ของกิลด์นีโอซิสเตอร์

‘โอ้โห...’

นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้เข้ามาในตึกของกิลด์ขนาดใหญ่

แต่บรรยากาศล็อบบี้ของทั้งสองกิลด์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ต่างจากหอคอยเวทมนตร์เกาหลีที่มีโครงสร้างเป็นทางการดูเป็นงานเป็นการ กิลด์นีโอซิสเตอร์กลับให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในโรงแรมชั้นหนึ่ง

‘กว้างชะมัด แถมต้นไม้ดอกขนาดยักษ์ตรงกลางนั่นมันอะไรน่ะ ของปลอมเหรอ?’

ผมมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ

---

“มาติดต่อเรื่องอะไรครับ?”

ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้าไป ผู้ตื่นรู้ในชุดสูทก็เข้ามาทัก

กิรยอจึงตอบกลับไป

เขาบอกว่าเป็นคนรู้จักของอันยุนซึง และจะมาคืนไอเทมบ็อกซ์แทน

“อ๋อ ของฮันเตอร์อันยุนซึงเหรอครับ?”

พอเอ่ยชื่อฮันเตอร์ระดับ A ขั้นตอนทุกอย่างก็ราบรื่นราวกับติดปีก

ถึงขนาดที่สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าสีหน้าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูอ่อนโยนขึ้น

“งั้นก่อนออกบัตรผู้มาติดต่อ จะขอตรวจความปลอดภัยสักครู่นะครับ”

“ครับ”

ยามที่ทางเข้าดูแลคิมกิรยอด้วยท่าทีนอบน้อม

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น

“เรียบร้อยครับ! เชิญด้านในได้เลยครับ”

“ขอบคุณครับ”

ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน

อุปสรรคที่แท้จริงของกิรยอก็ได้เริ่มต้นขึ้น

“สวัสดีค่า~ มาติดต่อเรื่องอะไรคะ?”

“จะมาคืนไอเทมบ็อกซ์ครับ ไม่ทราบว่าหัวหน้าอีชองรยงอยู่ข้างในตึกไหมครับ?”

“คะ?”

“ผมได้รับไหว้วานมาจากฮันเตอร์อันยุนซึงครับ”

เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

กิรยอแจ้งจุดประสงค์การมาเยือนอย่างชัดถ้อยชัดคำทันทีที่เจอพนักงานต้อนรับ

บทสนทนาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้

“อ๋อ~ คุณอันยุนซึงสินะคะ ค่ะๆ งั้นก่อนขึ้นไป รบกวนช่วยลงชื่อตรงนี้หน่อยได้ไหมคะ?”

“ครับ”

“แล้วก็รบกวนขอตรวจยืนยันตัวตนด้วยค่ะ”

กิรยอเปิดกระเป๋าสตางค์ยื่นบัตรประจำตัวให้อย่างไม่คิดอะไร ทันใดนั้นพนักงานต้อนรับก็เบิกตากว้าง

“ฮันเตอร์ระดับ F?”

อ้อ สงสัยเพราะช่วงนี้ใช้บัตรฮันเตอร์บ่อย มันเลยอยู่ข้างบนสุดสินะ

กิรยอได้ยินดังนั้นจึงก้มลงจัดกระเป๋าสตางค์อย่างเก้ๆ กังๆ

“ต้องใช้บัตรประชาชนไหมครับ?”

“อะ ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ...”

ทำไมคำตอบที่ได้กลับมาถึงดูเย็นชาชอบกล

“อืม คุณฮันเตอร์คิมกิรยอคะ”

พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าท่าทีของพนักงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

จากใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส กลับกลายเป็นสายตาที่มองประเมินคนอย่างน่าประหลาด

“ที่บอกว่าได้รับไหว้วานมาจากคุณอันยุนซึง ไม่ทราบว่าพอจะช่วยพิสูจน์หน่อยได้ไหมคะว่าทั้งสองท่านเป็นคนรู้จักกันจริงๆ?”

กิรยอได้ยินดังนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดบางอย่างให้ดู

มันคือประวัติการแชตกับอันยุนซึง

“แบบนี้ได้ไหมครับ?”

แต่ดูเหมือนว่าแค่นั้นจะไม่เพียงพอที่จะคลายความสงสัยบางอย่าง

“อ่า ขอโทษนะคะ เดี๋ยวขอลองต่อสายหาฮันเตอร์ท่านนั้นสักครู่นะคะ...”

ครู่ต่อมา

พนักงานต้อนรับหยิบไฟล์เอกสารออกมาค้นหารายชื่อติดต่อภายในกิลด์ จากนั้นก็กดเบอร์ของอันยุนซึงลงบนโทรศัพท์ แล้วรอสัญญาณ

-ตู๊ด ตู๊ดดดด, ตู๊ด ตู๊ดดดด...

แต่ทว่า...

ปกติไม่ถึง 10 วินาทีก็ต้องรับสายแล้วแท้ๆ

แต่วันนี้แปลกที่อีกฝ่ายกลับเงียบสนิท แม้จะวางสายแล้วโทรใหม่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

-ตู๊ด ตู๊ดดดด, ตู๊ด ตู๊ดดดด...

“คุณฮันเตอร์อัน... ไม่รับสายเลยค่ะ”

ความเงียบงันเข้าปกคลุมล็อบบี้ในที่สุด

‘งานฉลองอายุครบเจ็ดสิบนี่ จริงๆ แล้วมันเป็นงานพิธีการที่เคร่งเครียดมากเลยงั้นเรอะ...?’

ในเวลาเดียวกัน

โทรศัพท์ของยุนซึงกำลังถูกลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่เจอในบ้านญาติทำลายย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว แต่พวกที่อยู่ตรงนี้จะไปรู้ได้ยังไง

“อืม ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะถ่ายรูปคู่กันไว้สักใบก็ดี”

กิรยอนวดสันจมูกพลางใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก

“เอ่อ คือว่า ผมแค่จะมาคืนไอเทมบ็อกซ์เฉยๆ จำเป็นต้องพิสูจน์ขนาดนี้เลยเหรอครับ?”

ทันใดนั้น พนักงานกิลด์ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขอไปที

“ค่ะ ทราบแล้วค่ะ งั้นวางไอเทมบ็อกซ์ไว้ก็ได้ค่ะ”

คนเขาพูดดีๆ ด้วย แต่ทำไมคำตอบที่ได้มันถึงไม่เข้าหูเอาซะเลยนะ

“ยื่นตรงนี้ถือว่าคืนของเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?”

“ค่ะๆ เดี๋ยวทางเราตรวจสอบให้ค่ะ”

“แต่ผมได้ยินมาว่านี่ไม่ใช่ของของกิลด์ แต่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของคุณหัวหน้าที่ชื่ออีชองรยง...”

กิรยอชะงักมือที่กำลังจะหยิบไอเทมบ็อกซ์ออกมา

‘อันยุนซึงบอกชัดเจนว่าให้มอบกล่องนี้กับคนชื่อหัวหน้าอีชองรยง’

ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงจะยืดหยุ่นฝากของไว้ที่กิลด์แล้วจบภารกิจไปแล้ว

แต่ไอเทมบ็อกซ์นี่มันคืออะไรล่ะ

กล่องขนาดเท่าฝ่ามือนี้มีค่าตัวพอๆ กับอพาร์ตเมนต์หนึ่งหลังเชียวนะ ถ้าเกิดส่งมอบผิดพลาดขึ้นมา...

“ขอโทษนะครับ ถ้าผมฝากไอเทมบ็อกซ์ไว้ ของชิ้นนี้จะถูกเก็บรักษาที่ไหนครับ?”

พอได้ยินคำถาม พนักงานก็มองกิรยอตาขวางเหมือนมองตัวประหลาด

“พวกเราจะเก็บไว้ แล้วส่งต่อให้คุณหัวหน้าเองค่ะ”

“เก็บไว้ที่นี่ ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เนี่ยนะครับ?”

“ค่ะ”

ไม่มีเขตอาคมป้องกัน ไม่มีผู้ตื่นรู้เฝ้า คนพลุกพล่าน

นี่มันทำเลทองสำหรับการปล้นชัดๆ แล้วจะให้เอาไอเทมมูลค่าหลายพันล้านมาเก็บไว้ในที่แบบนี้น่ะนะ?

ไม่สิ ไม่ต้องถึงมือโจรหรอก

ดีไม่ดีพนักงานประชาสัมพันธ์ที่หน้ามืดเพราะเงินอาจจะไม่ส่งต่อกล่องนี้ตามขั้นตอนปกติก็ได้

‘ถ้าเกิดตัวแปรอะไรขึ้นมาล่ะก็ จบเห่แน่’

กิรยอจินตนาการถึงกรณีที่ไอเทมบ็อกซ์สูญหายแล้วหน้าซีดเผือด ก่อนจะพูดขึ้น

“เอ่อ... คือ... ขอโทษนะครับ ผมอยากจะคืนของให้กับคุณอีชองรยงโดยตรงตามที่ยุนซึงสั่งไว้มากกว่าครับ”

“คะ?”

“ใช้เวลาแป๊บเดียวจริงๆ ครับ พอจะให้ผมพบเขาหน่อยไม่ได้เหรอครับ?”

และในตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าความจริงใจของกิรยอส่งไปถึงหรือเปล่า

“อ๋อ ค่ะ~ เข้าใจแล้วค่ะ”

สักพักหนึ่ง

พนักงานต้อนรับกลับให้คำตอบในเชิงบวกอย่างไม่น่าเชื่อ

“งั้นเดี๋ยวจะติดต่อคุณหัวหน้าไว้ให้นะคะ ทิ้งเบอร์มือถือไว้แล้วไปได้เลยค่ะ ท่านงานยุ่งคงต้องรอหน่อยนะคะ”

“ของต้องคืนภายในวันนี้ จะให้ไปๆ มาๆ ก็ลำบาก ผมขอนั่งรอที่นี่ได้ไหมครับ?”

“ค่ะ งั้นเชิญทางโน้นเลยค่ะ”

กิรยอค่อยวางใจลงได้เปราะหนึ่ง

แถมสถานที่ที่ถูกเชิญไปนั่งรอก็เป็นโซฟาที่มองเห็นล็อบบี้สุดหรูนี้ได้ทั่ว คงใช้ฆ่าเวลาได้ไม่มีปัญหา

‘ก็ดีเหมือนกัน ระหว่างนี้ขอนั่งดูสถาปัตยกรรมของโลกฝั่งนี้หน่อยแล้วกัน’

กิรยอนั่งลงบนโซฟาริมหน้าต่าง พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

แต่ช่างน่าเสียดาย ที่วันนั้นจะไม่มีการตอบกลับจากอีชองรยงมาถึงเขา

หลังจากคิมกิรยอเดินผละออกไปได้ไม่นาน

“มันว่าไงนะ?”

“ไม่รู้อะ~ ไอ้บ้า บอกว่าตัวเองสนิทกับอันยุนซึงเฉยเลย”

“จริงดิ? ระดับ F เนี่ยนะ?”

“บอกให้เรียกคุณหัวหน้ามาพบ พูดจริงปะเนี่ย... ตัวเองมีธุระอะไรต้องเจอระดับหัวหน้าไม่ทราบ โอ๊ย ประสาท”

พนักงานสองคนที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์กระซิบกระซาบพลางปรายตามองไปยังจุดที่คิมกิรยอนั่งอยู่

“ทำไมต้องโกหกเรื่องตื้นๆ แบบนั้นด้วยนะ?”

“เราจะไปเข้าใจความคิดพวกหิวแสงได้ยังไงล่ะ”

“ทรงนี้เหมือนนังผู้หญิงที่มาคราวที่แล้วเปี๊ยบ วุ่นวายกันไปหมด บอกให้รับเข้ากิลด์ แล้วก็มาใช้สกิลโชว์กลางล็อบบี้”

คิกคิก

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาแผ่วเบา

“ฮันเตอร์ก็เป็นซะแบบนี้แหละ พอตื่นรู้หน่อยก็คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน”

“ฮ่าๆ”

“ความสามารถจะแปลกประหลาดแค่ไหน แต่แค่ระดับ F น่ะ อย่าหวังจะได้เหยียบเข้ามาในกิลด์นี้เลย”

พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์มองไปทางหน้าต่างอีกครั้ง แล้วจงใจพูดเสียงดังให้ได้ยิน

“กิลด์เราข้อมูลแน่นจะตาย ถ้าเป็นคนเก่งจริงป่านนี้โดนทาบทามไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้มาเสนอหน้าเองหรอก”

คิกๆ

เสียงหัวเราะลอยตามลมมาอีกระลอก

แต่ทว่าสีหน้าของคิมกิรยอกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะเขาไม่รู้เลยสักนิดว่าประโยคเหล่านั้นกำลังพุ่งเป้ามาที่ตนเอง

“ขนาดกดดันขนาดนี้ยังจะหน้าด้านนั่งอยู่ได้อีก”

“แก ช่างมันเถอะ ปล่อยเบลอไป เดี๋ยวก็เลิกบ้าไปเองแหละ”

พวกหล่อนเมินเฉยต่อคำร้องขอของฮันเตอร์ระดับ F คนหนึ่ง แล้วกลับไปทำงานตามปกติ

และแล้ว เวลา 6 ชั่วโมงก็ผ่านไป

สารบัญตอน

กำลังโหลดรายการตอน...

77

20px

...แต่ก็นั่นแหละ เรื่องราวในโลกนี้มันไม่เคยหมุนไปตามแผนที่วางไว้หรอก

“เฮ้อ ปกติก็รับสายไวจะตาย ทำไมวันนี้รับช้าจังนะ?”

เช้าวันรุ่งขึ้น

ผมเดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิมตั้งแต่เช้าตรู่พร้อมกับแนบโทรศัพท์ไว้ที่หู

เพราะมีเรื่องด่วนที่ต้องแจ้งให้อันยุนซึงรับรู้น่ะสิ

-ฮัลโหลครับ?

ทันทีที่ปลายสายกดรับ ผมก็รีบพูดสวนขึ้นไปทันควัน

“ยุนซึง ไอเทมบ็อกซ์!”

-ครับ?

“นายบอกว่าถ้าใช้ไอเทมบ็อกซ์เสร็จเมื่อวานให้รีบคืนทันทีไม่ใช่เหรอ? แต่พวกเราดันลืมสนิทแล้วแยกย้ายกันกลับจากหน้างานเฉยเลย”

-อ๊ะ!

“โทษที ฉันเองก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้...”

ผมนึกว่าแค่ไปเจออันยุนซึงแล้วส่งไอเทมบ็อกซ์คืนก็จบเรื่อง แต่บทสนทนากลับไหลไปในทิศทางที่คาดไม่ถึง

-ทำยังไงดีครับ? วันนี้ผมมีธุระส่วนตัว คงไปเจอพี่ไม่ได้น่ะสิครับ

“หะ?”

-ตอนนี้ผมมาบ้านญาติครับ มาร่วมงานฉลองอายุครบเจ็ดสิบของคุณยายน่ะ

อันยุนซึงไม่อยู่โซลงั้นเหรอ?

ผมชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตกใจ แต่ไม่นานอีกฝ่ายก็เสนอทางแก้ปัญหามาให้

-แต่ไม่เป็นไรครับ! ยังไงค่อยคืนทีหลังก็ได้ พี่เก็บไว้ก่อนเถอะครับ

ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใหญ่อะไรแฮะ

“จะดีเหรอ? คืนช้าแล้วจะไม่โดนกิลด์ด่าเอาเหรอ?”

-ฮ่าๆๆ ไม่หรอกครับ ไม่ขนาดนั้นหรอก อย่างมากก็คงแค่จ่ายค่าเช่าเพิ่มอีกรอบแล้วก็จบแหละครับ

ถึงจะผ่านลำโพงโทรศัพท์มา แต่เสียงของยุนซึงก็ฟังดูสดใสและร่าเริงพอตัว

“งั้นเหรอ? อ้อ จริงสิ พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ค่าเช่าไอเทมบ็อกซ์นี่ปกติราคาเท่าไหร่เหรอ?”

ด้วยความโล่งใจ ผมเลยถามออกไปแบบไม่คิดอะไรมาก

-1,300,000 วอนครับ

เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ฉันได้ยินว่าอะไรนะ

“...ราคาต่อกี่วันนะ?”

หนึ่งล้านสามแสนวอน วินาทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา บรรยากาศภายในห้องก็เริ่มเปลี่ยนไป

เหงื่อกาฬของผมไหลพรากขณะกำโทรศัพท์แน่น ทันใดนั้นข่าวร้ายระดับช็อกโลกก็สวนกลับมา

-ก็ต้องราคาต่อวันสิครับ?

หมายความว่า ถ้าไม่เอาไอเทมบ็อกซ์ที่ยืมมาเมื่อวานไปคืนภายในวันนี้ อันยุนซึงจะต้องจ่ายเงินให้กิลด์ถึง 1,300,000 วอนงั้นเรอะ

-งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้กลับโซลแล้วจะติดต่อกละ...

“เดี๋ยว! เฮ้ย จะไปไหน อย่าเพิ่งวางนะ!”

-หะ?

ผมตะโกนลั่นด้วยความตื่นตระหนก ทว่าเสียงของปลายสายกลับยังคงสงบนิ่งเหมือนเดิม

“เมื่อกี้นายบอกว่าอยู่บ้านญาติแล้วใช่มั้ย? ระบบมันบังคับหรือเปล่าว่าต้องไปคืนด้วยตัวเอง? ถ้าไม่ใช่งั้นเดี๋ยวฉันไปคืนแทนให้”

-เอ๋?

“ไม่เอ๋แล้ว ปล่อยไว้แบบนี้ก็เสียเงินฟรีสิ!”

-มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พี่ไม่ต้องลำบากก็ได้ครับ...

โธ่เว้ย ทำไมฉันถึงลืมเรื่องนี้ไปได้นะ

อันยุนซึงเป็นถึงผู้ตื่นรู้ระดับ A เชียวนะ

อาชีพรายได้สูงเสียดฟ้าที่หาเงินสิบล้านวอนได้ในชั่วพริบตา เซนส์เรื่องเงินทองของหมอนั่นจะไปเหมือนคนปกติได้ยังไง

มิน่าล่ะ ร้านอาหารที่ไอ้หมอนี่ชอบไปถึงได้มีแต่ร้านแพงระยับ!

“พอเลย รีบบอกมาว่าคืนแทนได้หรือไม่ได้”

สำหรับอันยุนซึง เงินล้านวอนอาจจะเป็นแค่เศษเงิน แต่สำหรับผม ราคานั้นมันไม่ถูกเลยสักนิด

ดังนั้น ผมจะเอาไอเทมบ็อกซ์ไปคืนให้ทันกำหนดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

-เอ่อออ งั้นต้องขอโทษจริงๆ นะครับ รบกวนพี่ด้วยนะครับรอบนี้

ในที่สุดผมก็ได้ฟังขั้นตอนการคืนอุปกรณ์เวทมนตร์

สรุปคือ ให้ไปที่กิลด์นีโอซิสเตอร์ แล้วตามหาคนที่ชื่อ 'อีชองรยง' สินะ?

“ต้องคืนภายในกี่โมง?”

-ไม่ได้กำหนดเวลาชัดเจนครับ แค่ภายในเวลาทำการวันนี้ก็พอ เป็นสิทธิพิเศษของสมาชิกกิลด์เลยไม่ได้เข้มงวด...

ครู่ต่อมา

เสียงจอแจดังลอดออกมาจากลำโพง

ถึงจะฟังไม่ได้ศัพท์ แต่คงเป็นประโยคทำนองว่า ‘คุยโทรศัพท์ถึงเมื่อไหร่’ หรือ ‘มาทักทายหน่อยเร็ว’ อะไรพวกนั้นปนอยู่แน่ๆ

-อ๊ะ! ขอโทษครับ งั้นผมต้องวางแล้วจริงๆ

“เออ ขอโทษที่รบกวนเวลาด้วยนะ”

ติ๊ด

ทันทีที่วางสาย ผมก็เริ่มเตรียมตัวออกไปข้างนอกทันที

กระเป๋ามิติมหัศจรรย์ที่สามารถเก็บวัตถุที่มีพลังเวทได้ในปริมาณมาก... ไอเทมบ็อกซ์

ถึงราคาจะแตกต่างกันไปตามความจุภายใน แต่เห็นเขาว่ากล่องที่อันยุนซึงยืมมาใบนี้น่ะ มูลค่าของมันเทียบเท่ากับอพาร์ตเมนต์หนึ่งหลังเลยทีเดียว

‘ของแบบนี้กล้าให้ยืมกันง่ายๆ โดยไม่มีหลักประกัน แสดงว่าเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่จริงๆ สินะ’

ผมเดินก้าวเท้าออกจากห้องพลางขบคิดเรื่องราวต่างๆ ไปด้วย

[NEO SISTERS]

และแล้วผมก็มาถึงล็อบบี้สำนักงานใหญ่ของกิลด์นีโอซิสเตอร์

‘โอ้โห...’

นี่เป็นครั้งที่สองที่ผมได้เข้ามาในตึกของกิลด์ขนาดใหญ่

แต่บรรยากาศล็อบบี้ของทั้งสองกิลด์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ต่างจากหอคอยเวทมนตร์เกาหลีที่มีโครงสร้างเป็นทางการดูเป็นงานเป็นการ กิลด์นีโอซิสเตอร์กลับให้ความรู้สึกเหมือนเดินเข้ามาในโรงแรมชั้นหนึ่ง

‘กว้างชะมัด แถมต้นไม้ดอกขนาดยักษ์ตรงกลางนั่นมันอะไรน่ะ ของปลอมเหรอ?’

ผมมองสำรวจไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ

---

“มาติดต่อเรื่องอะไรครับ?”

ทันทีที่เดินผ่านประตูเข้าไป ผู้ตื่นรู้ในชุดสูทก็เข้ามาทัก

กิรยอจึงตอบกลับไป

เขาบอกว่าเป็นคนรู้จักของอันยุนซึง และจะมาคืนไอเทมบ็อกซ์แทน

“อ๋อ ของฮันเตอร์อันยุนซึงเหรอครับ?”

พอเอ่ยชื่อฮันเตอร์ระดับ A ขั้นตอนทุกอย่างก็ราบรื่นราวกับติดปีก

ถึงขนาดที่สังเกตเห็นได้ชัดเลยว่าสีหน้าของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยดูอ่อนโยนขึ้น

“งั้นก่อนออกบัตรผู้มาติดต่อ จะขอตรวจความปลอดภัยสักครู่นะครับ”

“ครับ”

ยามที่ทางเข้าดูแลคิมกิรยอด้วยท่าทีนอบน้อม

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้น

“เรียบร้อยครับ! เชิญด้านในได้เลยครับ”

“ขอบคุณครับ”

ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน

อุปสรรคที่แท้จริงของกิรยอก็ได้เริ่มต้นขึ้น

“สวัสดีค่า~ มาติดต่อเรื่องอะไรคะ?”

“จะมาคืนไอเทมบ็อกซ์ครับ ไม่ทราบว่าหัวหน้าอีชองรยงอยู่ข้างในตึกไหมครับ?”

“คะ?”

“ผมได้รับไหว้วานมาจากฮันเตอร์อันยุนซึงครับ”

เมื่อมาถึงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์

กิรยอแจ้งจุดประสงค์การมาเยือนอย่างชัดถ้อยชัดคำทันทีที่เจอพนักงานต้อนรับ

บทสนทนาดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้

“อ๋อ~ คุณอันยุนซึงสินะคะ ค่ะๆ งั้นก่อนขึ้นไป รบกวนช่วยลงชื่อตรงนี้หน่อยได้ไหมคะ?”

“ครับ”

“แล้วก็รบกวนขอตรวจยืนยันตัวตนด้วยค่ะ”

กิรยอเปิดกระเป๋าสตางค์ยื่นบัตรประจำตัวให้อย่างไม่คิดอะไร ทันใดนั้นพนักงานต้อนรับก็เบิกตากว้าง

“ฮันเตอร์ระดับ F?”

อ้อ สงสัยเพราะช่วงนี้ใช้บัตรฮันเตอร์บ่อย มันเลยอยู่ข้างบนสุดสินะ

กิรยอได้ยินดังนั้นจึงก้มลงจัดกระเป๋าสตางค์อย่างเก้ๆ กังๆ

“ต้องใช้บัตรประชาชนไหมครับ?”

“อะ ไม่... ไม่เป็นไรค่ะ...”

ทำไมคำตอบที่ได้กลับมาถึงดูเย็นชาชอบกล

“อืม คุณฮันเตอร์คิมกิรยอคะ”

พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าท่าทีของพนักงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

จากใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส กลับกลายเป็นสายตาที่มองประเมินคนอย่างน่าประหลาด

“ที่บอกว่าได้รับไหว้วานมาจากคุณอันยุนซึง ไม่ทราบว่าพอจะช่วยพิสูจน์หน่อยได้ไหมคะว่าทั้งสองท่านเป็นคนรู้จักกันจริงๆ?”

กิรยอได้ยินดังนั้นจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดบางอย่างให้ดู

มันคือประวัติการแชตกับอันยุนซึง

“แบบนี้ได้ไหมครับ?”

แต่ดูเหมือนว่าแค่นั้นจะไม่เพียงพอที่จะคลายความสงสัยบางอย่าง

“อ่า ขอโทษนะคะ เดี๋ยวขอลองต่อสายหาฮันเตอร์ท่านนั้นสักครู่นะคะ...”

ครู่ต่อมา

พนักงานต้อนรับหยิบไฟล์เอกสารออกมาค้นหารายชื่อติดต่อภายในกิลด์ จากนั้นก็กดเบอร์ของอันยุนซึงลงบนโทรศัพท์ แล้วรอสัญญาณ

-ตู๊ด ตู๊ดดดด, ตู๊ด ตู๊ดดดด...

แต่ทว่า...

ปกติไม่ถึง 10 วินาทีก็ต้องรับสายแล้วแท้ๆ

แต่วันนี้แปลกที่อีกฝ่ายกลับเงียบสนิท แม้จะวางสายแล้วโทรใหม่ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม

-ตู๊ด ตู๊ดดดด, ตู๊ด ตู๊ดดดด...

“คุณฮันเตอร์อัน... ไม่รับสายเลยค่ะ”

ความเงียบงันเข้าปกคลุมล็อบบี้ในที่สุด

‘งานฉลองอายุครบเจ็ดสิบนี่ จริงๆ แล้วมันเป็นงานพิธีการที่เคร่งเครียดมากเลยงั้นเรอะ...?’

ในเวลาเดียวกัน

โทรศัพท์ของยุนซึงกำลังถูกลูกพี่ลูกน้องตัวน้อยที่เจอในบ้านญาติทำลายย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว แต่พวกที่อยู่ตรงนี้จะไปรู้ได้ยังไง

“อืม ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ น่าจะถ่ายรูปคู่กันไว้สักใบก็ดี”

กิรยอนวดสันจมูกพลางใช้ความคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปาก

“เอ่อ คือว่า ผมแค่จะมาคืนไอเทมบ็อกซ์เฉยๆ จำเป็นต้องพิสูจน์ขนาดนี้เลยเหรอครับ?”

ทันใดนั้น พนักงานกิลด์ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงขอไปที

“ค่ะ ทราบแล้วค่ะ งั้นวางไอเทมบ็อกซ์ไว้ก็ได้ค่ะ”

คนเขาพูดดีๆ ด้วย แต่ทำไมคำตอบที่ได้มันถึงไม่เข้าหูเอาซะเลยนะ

“ยื่นตรงนี้ถือว่าคืนของเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?”

“ค่ะๆ เดี๋ยวทางเราตรวจสอบให้ค่ะ”

“แต่ผมได้ยินมาว่านี่ไม่ใช่ของของกิลด์ แต่เป็นทรัพย์สินส่วนตัวของคุณหัวหน้าที่ชื่ออีชองรยง...”

กิรยอชะงักมือที่กำลังจะหยิบไอเทมบ็อกซ์ออกมา

‘อันยุนซึงบอกชัดเจนว่าให้มอบกล่องนี้กับคนชื่อหัวหน้าอีชองรยง’

ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ เขาคงจะยืดหยุ่นฝากของไว้ที่กิลด์แล้วจบภารกิจไปแล้ว

แต่ไอเทมบ็อกซ์นี่มันคืออะไรล่ะ

กล่องขนาดเท่าฝ่ามือนี้มีค่าตัวพอๆ กับอพาร์ตเมนต์หนึ่งหลังเชียวนะ ถ้าเกิดส่งมอบผิดพลาดขึ้นมา...

“ขอโทษนะครับ ถ้าผมฝากไอเทมบ็อกซ์ไว้ ของชิ้นนี้จะถูกเก็บรักษาที่ไหนครับ?”

พอได้ยินคำถาม พนักงานก็มองกิรยอตาขวางเหมือนมองตัวประหลาด

“พวกเราจะเก็บไว้ แล้วส่งต่อให้คุณหัวหน้าเองค่ะ”

“เก็บไว้ที่นี่ ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์เนี่ยนะครับ?”

“ค่ะ”

ไม่มีเขตอาคมป้องกัน ไม่มีผู้ตื่นรู้เฝ้า คนพลุกพล่าน

นี่มันทำเลทองสำหรับการปล้นชัดๆ แล้วจะให้เอาไอเทมมูลค่าหลายพันล้านมาเก็บไว้ในที่แบบนี้น่ะนะ?

ไม่สิ ไม่ต้องถึงมือโจรหรอก

ดีไม่ดีพนักงานประชาสัมพันธ์ที่หน้ามืดเพราะเงินอาจจะไม่ส่งต่อกล่องนี้ตามขั้นตอนปกติก็ได้

‘ถ้าเกิดตัวแปรอะไรขึ้นมาล่ะก็ จบเห่แน่’

กิรยอจินตนาการถึงกรณีที่ไอเทมบ็อกซ์สูญหายแล้วหน้าซีดเผือด ก่อนจะพูดขึ้น

“เอ่อ... คือ... ขอโทษนะครับ ผมอยากจะคืนของให้กับคุณอีชองรยงโดยตรงตามที่ยุนซึงสั่งไว้มากกว่าครับ”

“คะ?”

“ใช้เวลาแป๊บเดียวจริงๆ ครับ พอจะให้ผมพบเขาหน่อยไม่ได้เหรอครับ?”

และในตอนนั้นเอง ไม่รู้ว่าความจริงใจของกิรยอส่งไปถึงหรือเปล่า

“อ๋อ ค่ะ~ เข้าใจแล้วค่ะ”

สักพักหนึ่ง

พนักงานต้อนรับกลับให้คำตอบในเชิงบวกอย่างไม่น่าเชื่อ

“งั้นเดี๋ยวจะติดต่อคุณหัวหน้าไว้ให้นะคะ ทิ้งเบอร์มือถือไว้แล้วไปได้เลยค่ะ ท่านงานยุ่งคงต้องรอหน่อยนะคะ”

“ของต้องคืนภายในวันนี้ จะให้ไปๆ มาๆ ก็ลำบาก ผมขอนั่งรอที่นี่ได้ไหมครับ?”

“ค่ะ งั้นเชิญทางโน้นเลยค่ะ”

กิรยอค่อยวางใจลงได้เปราะหนึ่ง

แถมสถานที่ที่ถูกเชิญไปนั่งรอก็เป็นโซฟาที่มองเห็นล็อบบี้สุดหรูนี้ได้ทั่ว คงใช้ฆ่าเวลาได้ไม่มีปัญหา

‘ก็ดีเหมือนกัน ระหว่างนี้ขอนั่งดูสถาปัตยกรรมของโลกฝั่งนี้หน่อยแล้วกัน’

กิรยอนั่งลงบนโซฟาริมหน้าต่าง พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

แต่ช่างน่าเสียดาย ที่วันนั้นจะไม่มีการตอบกลับจากอีชองรยงมาถึงเขา

หลังจากคิมกิรยอเดินผละออกไปได้ไม่นาน

“มันว่าไงนะ?”

“ไม่รู้อะ~ ไอ้บ้า บอกว่าตัวเองสนิทกับอันยุนซึงเฉยเลย”

“จริงดิ? ระดับ F เนี่ยนะ?”

“บอกให้เรียกคุณหัวหน้ามาพบ พูดจริงปะเนี่ย... ตัวเองมีธุระอะไรต้องเจอระดับหัวหน้าไม่ทราบ โอ๊ย ประสาท”

พนักงานสองคนที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์กระซิบกระซาบพลางปรายตามองไปยังจุดที่คิมกิรยอนั่งอยู่

“ทำไมต้องโกหกเรื่องตื้นๆ แบบนั้นด้วยนะ?”

“เราจะไปเข้าใจความคิดพวกหิวแสงได้ยังไงล่ะ”

“ทรงนี้เหมือนนังผู้หญิงที่มาคราวที่แล้วเปี๊ยบ วุ่นวายกันไปหมด บอกให้รับเข้ากิลด์ แล้วก็มาใช้สกิลโชว์กลางล็อบบี้”

คิกคิก

เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาแผ่วเบา

“ฮันเตอร์ก็เป็นซะแบบนี้แหละ พอตื่นรู้หน่อยก็คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสมาจากไหน”

“ฮ่าๆ”

“ความสามารถจะแปลกประหลาดแค่ไหน แต่แค่ระดับ F น่ะ อย่าหวังจะได้เหยียบเข้ามาในกิลด์นี้เลย”

พนักงานต้อนรับที่เคาน์เตอร์มองไปทางหน้าต่างอีกครั้ง แล้วจงใจพูดเสียงดังให้ได้ยิน

“กิลด์เราข้อมูลแน่นจะตาย ถ้าเป็นคนเก่งจริงป่านนี้โดนทาบทามไปนานแล้ว ไม่ต้องรอให้มาเสนอหน้าเองหรอก”

คิกๆ

เสียงหัวเราะลอยตามลมมาอีกระลอก

แต่ทว่าสีหน้าของคิมกิรยอกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะเขาไม่รู้เลยสักนิดว่าประโยคเหล่านั้นกำลังพุ่งเป้ามาที่ตนเอง

“ขนาดกดดันขนาดนี้ยังจะหน้าด้านนั่งอยู่ได้อีก”

“แก ช่างมันเถอะ ปล่อยเบลอไป เดี๋ยวก็เลิกบ้าไปเองแหละ”

พวกหล่อนเมินเฉยต่อคำร้องขอของฮันเตอร์ระดับ F คนหนึ่ง แล้วกลับไปทำงานตามปกติ

และแล้ว เวลา 6 ชั่วโมงก็ผ่านไป