แบตมือถือก็ใกล้จะหมด
หิวก็หิว
แถมจ้องมองล็อบบี้ชั้น 1 มานานจนแทบจะหลับตาเดินได้อยู่แล้ว แต่อีชองรยงก็ยังไม่ตอบกลับมาอีกงั้นเหรอ?
“เฮ้อ”
หากเป็นคนปกติคงจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้นานแล้ว แต่น่าเสียดายที่เขาคือดวงวิญญาณจากต่างดาว
“กิลด์ใหญ่ขนาดนี้ งานคงจะยุ่งน่าดูสินะ...”
คิมกิรยอทำได้เพียงรู้สึกเห็นใจในความตรากตรำทำงานหนักของคนที่ชื่ออีชองรยง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรอคอยเท่าไรนัก
“อืม”
ทว่าไม่กี่นาทีต่อมา
เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นาฬิกาที่ติดอยู่ตรงมุมหนึ่งของล็อบบี้บอกเวลา 17:00 น. เข้าไปแล้ว
เวลาทำงานปกติของเกาหลีคือ 9 โมงเช้าถึง 6 โมงเย็น
อีกเดี๋ยวเวลาทำการปกติก็จะสิ้นสุดลง
‘ทำยังไงดี? จะไปถามที่เคาน์เตอร์อีกรอบดีไหมว่าคุณอีชองรยงว่างหรือยัง? ไม่สิ ขืนไปถามบ่อยๆ พนักงานคงรำคาญแย่’
อืม...
คิมกิรยอกอดดอกครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง
ไม่ได้การละ ยังไงตอนนี้เงิน 1,300,000 วอนก็สำคัญที่สุด
“เอ่อ ขอโทษนะครับ...”
กิรยอทนไม่ไหวจึงเดินเข้าไปสอบถามพนักงานต้อนรับอีกครั้ง ว่าคุณอีชองรยงยังไม่ตอบกลับมาอีกเหรอ
“ขอประทานโทษด้วยค่ะ วันนี้คงไม่สามารถเข้าพบท่านหัวหน้าแผนกได้แล้วค่ะ”
แต่ประโยคที่ตอบกลับมานั้นช่างน่าตกใจ
พนักงานที่เคาน์เตอร์เพิ่งจะมาแจ้งเอาป่านนี้ว่าไม่สามารถพบอีชองรยงได้
“ครับ? แต่เมื่อกี้บอกว่าให้รอได้นี่ครับ...”
“พอดีท่านมีตารางงานแน่นมากเลยค่ะ”
“แค่ 1 นาทีก็ไม่ได้เหรอครับ? ไม่สิ แค่ 30 วินาทีก็ได้!”
ตั้งแต่ 11 โมงเช้า ถึง 5 โมงเย็น
เขานั่งรอมานานถึง 6 ชั่วโมง 23 นาที แต่ผลลัพธ์กลับเป็นแบบนี้เนี่ยนะ
กิรยอตกใจจนเผลอมีปากเสียงกับพนักงานต้อนรับเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมา
มิหนำซ้ำ เพราะเผลอขึ้นเสียงเมื่อครู่ เกือบจะโดนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวออกไปเสียด้วยซ้ำ
“ถ้ายังโวยวายอีก เราจะเรียก รปภ. นะคะ!”
“เข้าใจแล้วครับ ขอโทษครับ”
ช่วยไม่ได้แฮะ
ถึงจะไม่ค่อยเต็มใจ แต่แทนที่จะต้องจ่าย 1,300,000 วอน สู้ทิ้งหลักฐานว่าเอาของมาคืนที่กิลด์แล้วน่าจะดีกว่า
ในที่สุดกิรยอมยอมถอดใจและตัดสินใจฝากไอเทมบ็อกซ์ไว้ที่เคาน์เตอร์
แต่ในจังหวะนั้นเอง
“อะไรกัน ทำไมเสียงดังขนาดนี้?”
กึก
ชายคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูกั้นสำหรับพนักงานใกล้ลิฟต์
เขาอาจจะไม่รู้จักกิรยอ แต่กิรยอจำเขาได้ทันที
เพราะก่อนจะมาที่นี่ กิรยอไล่อ่านบทความเกี่ยวกับอีชองรยงมาหลายรอบแล้ว
‘ตัวจริงเหมือนในรูปเป๊ะเลยแฮะ?’
ในขณะที่ฝ่ายนี้กำลังยืนงง
หัวหน้าแผนกอีแห่งนีโอซิสเตอร์ก็เดินตรงเข้ามาที่เคาน์เตอร์แล้วพูดขึ้นลอยๆ
“เสียงก้องไปทั้งล็อบบี้แบบนี้ ตะโกนโวยวายไม่ได้นะครับ เอาเถอะ มีเรื่องอะไรกัน?”
หัวหน้าแผนกตั้งใจจะมาจัดการกับลูกค้าจอมป่วนด้วยตัวเองแท้ๆ แต่ทว่า...
“อ๊ะ หัวหน้าคะ คือว่า...”
พนักงานต้อนรับคนหนึ่งเริ่มอธิบาย
ว่าผู้ชายคนนี้เป็นฮันเตอร์ระดับ F ที่ไม่มีนัดล่วงหน้า แต่ดึงดันจะขอพบหัวหน้าแผนกให้ได้
“สวัสดีครับ คุณอีชองรยง”
แต่กิรยอไม่สนใจเลยว่าพนักงานต้อนรับจะพูดอะไร เขาจัดการธุระของตัวเองทันที
เขายื่นไอเทมบ็อกซ์ให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
“หืม? แล้วทำไมคุณถึง...”
ต่อให้เป็นสินค้าที่ผลิตจากโรงงานเหมือนกัน แต่ของของตัวเองย่อมดูออกได้ในทันที
หัวหน้าแผนกจำได้ทันทีว่าไอเทมบ็อกซ์นี้เป็นของเขา แต่คำพูดต่อมาของกิรยอก็ทำให้เขาชะงัก
“ผมมาคืนของแทนยุนซึงครับ พอดีฮันเตอร์อันยุนซึงติดธุระส่วนตัวอยู่ต่างจังหวัด”
คนรู้จักของยุนซึง
ผมย้อมสีกับดวงตาเรียวรี
ตอนแรกเขายังจำไม่ได้ แต่พอนานเข้า ตัวตนของอีกฝ่ายก็เริ่มชัดเจนขึ้นในความคิด
อีชองรยงทำหน้าตื่นตะลึงแล้วพูดขึ้น
“เอ๊ะ อ้าว? หรือว่า? คนที่ยุนซึงบอกว่าช่วยเขาไว้ในเกตเมื่อวันก่อน?”
กิรยอพยักหน้าเบาๆ
“ถ้าหมายถึงเรื่องหุ่นศิลาเวทมนตร์ล่ะก็ ใช่ครับ”
ยอดฝีมือไร้นามที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณชน แถมยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตบุคลากรทรงคุณค่าของกิลด์เอาไว้ ไม่นึกเลยว่าจะได้เจอกันกะทันหันแบบนี้
“โอ้โห ยินดีที่ได้พบครับ!”
อีชองรยงยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก รีบยื่นมือไปจับทักทาย
เดิมทีเขาก็สงสัยเรื่องชายปริศนาที่ยุนซึงพูดถึงอยู่แล้ว
แถมอีกฝ่ายยังเป็นฮันเตอร์ที่มีทั้งฝีมือและอัธยาศัยดีอีกด้วย
“อูย เรื่องตอนนั้นต้องขอบคุณจริงๆ ครับ จริงสิครับ อุตส่าห์มาถึงที่นี่ทั้งที ถ้าไม่รังเกียจ เชิญดื่มชาด้วยกันสักแก้วไหมครับ?”
เขาเอ่ยชวนอย่างนุ่มนวลและเป็นกันเอง
แต่คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ
“ครับ? ชาเหรอครับ? ไม่เป็นไรครับ หัวหน้าแผนกงานยุ่งไม่ใช่เหรอครับ”
คิมกิรยอพูดด้วยน้ำเสียงใสซื่อไร้ซึ่งความกังขาใดๆ
“เห็นบอกว่าไม่มีเวลาปลีกตัวมาเจอผมเลยนี่ครับ? ผมเลยนั่งรอที่ล็อบบี้มา 6 ชั่วโมงแล้ว”
อะ... อะไรนะ...?
อีชองรยงหันขวับไปมองพนักงานต้อนรับสลับกันไปมาเหมือนต้องการคำอธิบาย
แต่พวกเธอได้แต่อึกอัก ไม่สามารถพูดเป็นประโยคที่ฟังรู้เรื่องได้
เพราะสถานการณ์ตอนนี้ พวกเธอเองก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าทำเรื่องผิดพลาดมหันต์ลงไป
“เอาเป็นว่าไอเทมบ็อกซ์ถือว่าส่งคืนเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ?”
“คะ... ครับ”
“งั้นขอตัวนะครับ”
ในขณะที่กิรยอเตรียมตัวจะเดินออกไป
อีชองรยงที่กำลังหน้าเสียก็รีบเรียกเขาไว้
“ดะ เดี๋ยวครับ! เอ่อ ขอโทษนะครับ คือพวกเราขอคุยด้วยสักครู่...!”
แต่คำตอบของกิรยอนั้นเด็ดขาด
“อืม พอดีผมเหนื่อยๆ วันนี้คงต้องรีบกลับบ้านก่อนน่ะครับ ขอโทษด้วยนะครับ”
ไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงอะไร
กิรยอแค่บอกสถานะและจุดประสงค์ของตัวเองอย่างชัดเจนเท่านั้น
แต่ในมุมมองของอีชองรยง คำพูดนี้มันช่างเชือดเฉือนเหลือเกิน
กึก
ทันทีที่คิมกิรยอเดินออกจากล็อบบี้ไป
เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ก็แทบจะระเบิดเป็นจุณ
อีชองรยงได้รับรู้ความจริงว่าพนักงานที่นี่เมินเฉยต่อคำขอของระดับ F และปล่อยให้แขกคนสำคัญนั่งรอเก้อถึง 6 ชั่วโมงเต็มๆ
“คุณซอลอา บ้าไปแล้วเหรอ?!”
เขาตวาดลั่น
ภาพตรงหน้าแทบจะขาวโพลนไปหมด นั่นมันผู้ตื่นรู้ระดับสุดยอดขนาดไหน แทนที่จะดูแลให้ดี ดันก่อเรื่องหายนะแบบนี้เนี่ยนะ!
“แค่เพราะเขาเป็นระดับ F ก็เลยต้อนรับแขกของกิลด์แบบนั้นงั้นเหรอ?”
“มะ ไม่ใช่ค่ะ คือติดต่อฮันเตอร์อันยุนซึงไม่ได้ ก็เลย...”
“ถึงอย่างนั้นก็ต้องแจ้งผมก่อนสิ! ต่อให้ยืนยันความสัมพันธ์ไม่ได้ แต่จะปล่อยให้คนเขายืนรอที่ล็อบบี้แบบนั้นได้ยังไง?”
“ขอโท...”
“ขอโทษแล้วมันจบไหม? ทำงานที่นี่เลยนึกว่าตัวเองเป็นฮันเตอร์ไปด้วยหรือไง? พูดตรงๆ นะ ต่อให้ไล่พวกเธอออกหมดยกแผง เงินเดือนรวมกันยังไม่ได้ครึ่งของฮันเตอร์ระดับ D คนเดียวเลย!”
เมื่อกี้เพิ่งจะบอกว่าอย่าเสียงดังเพราะเสียงก้องล็อบบี้แท้ๆ แต่อีชองรยงกลับดุด่าพวกเธอด้วยถ้อยคำรุนแรงไม่หยุด
“แล้วก็คุณซอฮวาน คุณซอฮวานเพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งไปไม่นาน ยังไม่รู้หน้าที่ของตัวเองอีกเหรอ? ห๊ะ?”
“หัวหน้าครับ คือว่า...”
“รุ่นน้องทำเรื่องไม่เข้าท่าอยู่ข้างๆ ก็ต้องรีบห้ามสิ ดันไปผสมโรงกับเขาด้วย! เรื่องนี้คุณน่ะตัวดีเลย!”
เมื่อผู้บริหารระดับสูงระเบิดลงขนาดนี้ มีหรือจะไม่กลัว
พนักงานที่เคาน์เตอร์หน้าซีดเผือด ก้มหน้างุด
“ขอโทษครับ”
“ขะ ขอโทษค่ะ”
แต่ความโกรธของหัวหน้าแผนกไม่มีทีท่าว่าจะมอดลงง่ายๆ
ทีมพิชิตดันเจี้ยนที่อุตส่าห์ฟูมฟักขึ้นมาโดยมีผู้ตื่นรู้ระดับ A หัวกะทิเป็นแกนนำ
คนแกร่งที่สามารถจัดการหุ่นศิลาเวทมนตร์ในเกตที่มีปรากฏการณ์กลายพันธุ์ผิดปกติได้อย่างสบายๆ ทั้งที่ทีมนั้นเกือบจะถูกฆ่าล้างบาง
นั่นคือคุณค่าที่คิมกิรยอครอบครองอยู่
“โว้ย จะบ้าตายจริงๆ เจ้าอันยุนซึง ทำไมโทรไปไม่รับอีกวะเนี่ย?”
และแล้วพนักงานที่ล็อบบี้ก็ต้องทนฟังคำดุด่าของหัวหน้าแผนกไปจนเลยเวลาเลิกงาน
กว่าคณะกรรมการทางวินัยจะตัดสินบทลงโทษของพวกเขา เหตุการณ์ถึงจะเริ่มสงบลง
---
“เฮ้ย ยุนซึง แก...”
วันต่อมา
ห้องหัวหน้าแผนกกิลด์นีโอซิสเตอร์
“ฮันเตอร์ที่เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิต... ทำไมเจอตัวแล้วถึงไม่ยอมบอกฉันก่อนวะ...?”
อีชองรยงถามฮันเตอร์ในสังกัดที่นั่งอยู่บนโซฟาด้วยน้ำเสียงที่พยายามข่มอารมณ์
ฮันเตอร์ระดับ A ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามคิดในใจ
ว่าแล้วเชียว
แต่ก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ เพราะยังไงเรื่องนี้สักวันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว
“ผมตอบแทนเขาเป็นการส่วนตัวไปแล้ว แล้วอีกอย่างถึงแจ้งทางกิลด์ไปว่าเรารู้จักกัน ก็คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงหรอกครับ”
อันยุนซึงสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น
“คนคนนั้นเขาเกลียดการผูกมัดเข้าไส้เลยครับ”
เป็นเรื่องแปลกแต่จริง คิมกิรยอเป็นฮันเตอร์ที่ขยาดการสังกัดองค์กรอย่างกิลด์มาก ถึงบอกไปก่อนหน้านี้ การทาบทามตัวก็คงล้มเหลวอยู่ดี
อีชองรยงได้ยินแบบนั้นก็ก้มหน้าลงเงียบๆ
‘ใช่’
เพราะเมื่อเช้านี้เขาเพิ่งได้รับเอกสารบันทึกที่เกี่ยวข้องมา
น่าตกใจที่นีโอซิสเตอร์เคยพยายามจะดึงตัวฮันเตอร์ระดับ F คนนั้นมาร่วมงานแล้วครั้งหนึ่งในอดีต
แถมยังจะเอามาเป็นพนักงานในทีมประเมินอีกต่างหาก!
‘ตรวจสอบดูแล้ว คิมกิรยอก็ยังไร้สังกัดอยู่จริงๆ ด้วย!’
อีชองรยงขบกรามแน่น
“แต่ว่าหัวหน้าครับ... ผมได้ยินเรื่องน่าตกใจมา เห็นว่าเมื่อวานมีพนักงานปล่อยให้ลูกพี่เขายืนรอที่ล็อบบี้ตั้ง 6 ชั่วโมง เรื่องจริงเหรอครับ?”
“.......”
“ถ้าเป็นเรื่องจริง บอกตรงๆ ว่าโอกาสที่กิลด์จะดึงตัวเขามาได้ คงพังไม่เป็นท่าแล้วมั้งครับ...”
เลือดซิบออกมาจากริมฝีปากของอีชองรยง สีหน้าของเขาตอนนี้ดูเหมือนจะมีเลือดไหลออกจากตาได้ทุกเมื่อ
‘โธ่เว้ย! ใครจะไปรู้ล่ะว่าฮันเตอร์ระดับเทพขนาดนั้นจะปลอมตัวเป็นระดับ F เดินไปเดินมา!’
ความอัปยศอดสูที่เกิดจากความหยาบคายของพนักงานเพียงคนเดียว
ในหัวของอีชองรยงตอนนี้เต็มไปด้วยความคิดร้อยแปด
‘หรือว่าคนคนนี้ ตั้งใจแกล้งทำเป็นระดับ F เพื่อดูปฏิกิริยาของพนักงานเราหรือเปล่า?’
แต่จะยอมถอยแค่นี้ไม่ได้
พลังต่อสู้ที่สยบหุ่นศิลาเวทมนตร์ระดับสูง
ทักษะการประเมินที่มองทะลุกลไกเขาวงกตของหอคอยเวทมนตร์
สถานะไร้สังกัด
ชายหนุ่มผมทองคนนี้คือบุคลากรที่สมบูรณ์แบบอย่างที่เขาฝันถึงมาตลอด
“ฉันไม่ยอมแพ้หรอก”
เบอร์ติดต่อทางการของนีโอซิสเตอร์คงโดนบล็อกไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ต้องใช้เบอร์ส่วนตัว
“หัวหน้า จะทำอะไรครับ?”
“แกน่ะเงียบไปเลย ไอ้เวร!”
อีชองรยงไม่ยอมทิ้งความหวังริบหรี่ เขาพยายามติดต่อไปหาฮันเตอร์ระดับ F คนนั้น
ตื๊ดดด ตื๊ดดด...
และโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง คือคิมกิรยอเป็นคนประเภทที่เห็นเบอร์แปลกแล้วจะลองรับสายดูก่อน
ติ๊ด
สายถูกเชื่อมต่อแล้ว
-ฮัลโหล?
“อ๊ะ คุณฮันเตอร์คิมกิรยอ! สวัสดีครับ!”
อีชองรยงรีบกล่าวขอโทษเป็นอันดับแรก
กะว่าจะใช้ข้ออ้างเรื่องการชดเชยเหตุการณ์เมื่อวานเพื่อนัดเจอ แล้วค่อยๆ สานสัมพันธ์ไปในตัว
-อุ๊ยตาย คุณกิรยอ คุยกับใครอยู่เหรอคะ? หรือว่าคนของนีโอคนนั้น?
แต่ทว่า... หือ?
ผ่านไปครู่หนึ่งกลับมีเสียงผู้หญิงแทรกเข้ามาจากปลายสาย
-ขอฉันคุยด้วยหน่อยสิคะ!
-ครับ?
-แหม ก็ฉันรู้จักกับคนคนนั้นดีเลยนี่นา~ พอดีมีเรื่องอยากจะคุยด้วยหน่อย
และอีชองรยงก็รู้ดีว่าเสียงหัวเราะดัดจริตแบบนี้เป็นของใคร
-ฮัลโหล? หัวหน้าแผนกอี?
ไม่นานนัก เส้นเลือดปูดโปนก็ปรากฏขึ้นบนหน้าผากของหัวหน้าแผนก
-น่าเสียดายจังเลยน้า แต่ตอนนี้คุณกิรยอกำลังเดตแบบสองต่อสองกับฉันอยู่น่ะค่ะ เพราะงั้นตอนนี้เลยยุ่งนิดหน่อย
“คุณ...”
-แถมถ้ามีคนทำผิดพลาดเรื่องใหญ่ๆ ลงไป แทนที่จะมาเล่นลูกไม้ตื้นๆ สู้สำนึกผิดอยู่เงียบๆ น่าจะดูดีกว่านะคะ...
ใช่แล้ว คนที่แย่งโทรศัพท์ไปคุย ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นเจ้าของกิลด์หอคอยเวทมนตร์เกาหลี
-ถ้าเข้าใจแล้วก็แค่นี้นะคะ Good afternoon~
สายตัดไปพร้อมกับคำเยาะเย้ยของซอเอสเธอร์
อีชองรยงจ้องมองหน้าจอมือถือที่ดับไปอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ
ปึง
“อ๊ากกกกก! ทำไมต้องเป็นฮันเตอร์คนนั้นด้วยวะ!”
สงสัยคงต้องพึ่งยาแก้ความดันซะแล้ว