ภารกิจไอเทมบ็อกซ์ก็เสร็จเรียบร้อย แถมรายได้จากเรดเกตก็เข้ากระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีเหตุผลอะไรให้ต้องรีรออีก
ขอพูดแบบขวานผ่าซากเลยแล้วกัน
วันนี้ฉันออกมาเพื่อช้อปปิ้ง
‘ยังคงสะอาดสะอ้านเหมือนเดิมเลยแฮะ’
ฮันเตอร์มาร์เก็ตที่ไม่ได้แวะมาพักใหญ่ แทบไม่ได้ต่างไปจากเมื่อก่อนเลย
ตึกใหม่ที่ถูกสร้างให้กว้างขวางทอดตัวยาวในแนวนอน เหล่าผู้ตื่นรู้ที่เดินขวักไขว่ และร่องรอยของเวทมนตร์ที่สัมผัสได้จากทุกทิศทาง
สำหรับนักเวทจากต่างดาวอย่างฉัน คงไม่มีสถานที่ไหนน่าสนใจไปกว่าที่นี่อีกแล้ว
‘อืม’
แต่ฉันไม่ได้ปรายตามองแผงขายของตรงทางเข้าเลยแม้แต่น้อย แล้วมุ่งหน้าขึ้นไปยังชั้น 2 ทันที
เพราะคราวนี้ฉันเล็งของที่จะซื้อเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
‘ฉันต้องการอุปกรณ์เวทที่ใช้ต้านทานคังชางโฮ’
ตอนนี้เงินในบัญชีฉันมีอยู่ประมาณ 54 ล้านวอน
แน่นอนว่ารวมค่าจ้างจากการตรวจสอบวัตถุโบราณภายนอกของหอคอยเวทมนตร์เข้าไปแล้ว แต่ถึงจะรวมยอดนั้นเข้าไป มันก็เป็นตัวเลขที่มหาศาลมากไม่ใช่หรือไง?
ใช้เวลาแค่ 5 วัน แถมยังหักส่วนแบ่งของอันยุนซึงออกไปจนหมดแล้ว ก็ยังมีเงินเหลือในมือขนาดนี้!
‘ขอบใจนะ พวกนาย!’
วินาทีนี้ ภาพของเหล่านักล่าตัวฉกาจก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
การพิชิตเรดเกตตลอด 5 วันที่ผ่านมา เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการร่วมมือกันระหว่างอันยุนซึงกับระดับ S คนหนึ่ง
‘บอกตามตรง ความช่วยเหลือของคังชางโฮก็มีส่วนสำคัญไม่น้อย’
ฮันเตอร์ระดับ S คนสุดท้ายของเกาหลี
เพราะได้เจ้านั่นมาเป็นหลักประกันความปลอดภัย ฉันถึงกล้าลุยดันเจี้ยนระดับ B แบบโซโล่เดี่ยวได้
แต่ก็นะ นั่นมันส่วนนั่น
‘การขู่ฆ่ามันเป็นคนละเรื่องกัน’
คังชางโฮเป็นตัวอันตรายที่พร้อมจะหักคอฉันได้ทุกเมื่อถ้ามีอะไรไม่ถูกใจ
เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ทางนี้เองก็ต้องเตรียมตัวไว้บ้าง
‘โอ๊ะ’
หลังจากเดินดูร้านรวงอยู่หลายร้าน ในที่สุดฉันก็เจออุปกรณ์ที่มีเงื่อนไขตามต้องการ
[สร้อยคอไพโรแมนเซอร์]
[ระดับ : แรร์]
[ผล : สร้อยคอที่สร้างเปลวไฟได้อย่างอิสระ สามารถโจมตีได้รุนแรงสูงสุดถึงระดับ C]
เวทมนตร์ที่สถิตอยู่ก็กำลังดี
ราคาก็สวย
เยี่ยมเลย ถ้าเป็นสร้อยคอ จะใส่ติดตัวไปไหนมาไหนก็คงไม่ดูแปลกอะไร
‘ถ้ายัดไว้ในเสื้อเชิ้ต ก็น่าจะพอซ่อนได้เนียน ๆ มั้ง?’
ฉันกวักมือเรียกพนักงานร้านด้วยความพึงพอใจ
“ขอโทษนะครับ ผมอยากได้สร้อยคอไพโรแมนเซอร์เส้นนี้ 1 เส้นครับ”
แต่ทว่า ดูเหมือนฉันจะอ่านป้ายราคาในตู้โชว์คลาดเคลื่อนไปหน่อย
“อ๋อ~ คุณฮันเตอร์ครับ ราคา 4,500,000 วอนนั่นเป็นราคาของแหวนทมิฬที่อยู่ข้าง ๆ ครับ ส่วนราคาสร้อยคอคือป้ายด้านล่างครับ”
จากนั้นพนักงานก็ผายมือไปยังจุดหนึ่งด้วยท่าทางนุ่มนวล
[59,800,000]
หน่วยสิบ, ร้อย, พัน, หมื่น, แสน...
บ้าเอ๊ย
“แค่เลียนแบบสกิลธาตุไฟระดับ C สกิลเดียวเนี่ยนะ ล่อไป 60 ล้าน?”
ด้วยความที่เหลือเชื่อเกินไป ฉันเลยเผลอหลุดปากโวยออกไปโดยไม่รู้ตัว
แต่ปฏิกิริยาของพนักงานที่ตอบกลับมานี่สิ น่าดูชม
“โธ่ คุณฮันเตอร์ครับ ราคานี้ถือว่าดีมากแล้วนะครับ ถ้าเทียบกับไอเทมระดับเดียวกัน ตัวนี้ถือว่าคุ้มค่าที่สุดแล้วนะจะบอกให้?”
“ของพรรค์นี้น่ะเหรอ...?”
“ถ้ามีเจ้านี่สักอัน เวลาลงเกตจะสบายขึ้นเยอะเลยนะครับ มันต่างกับธาตุน้ำตรงที่ใช้ส่องสว่างนำทางได้ด้วยนะครับ”
ความจุพลังเวทเท่าหางอึ่ง จุดไฟระดับ C ได้ทีเดียวต้องชาร์จไฟตั้ง 24 ชั่วโมง เจ้าเศษเหล็กบุโรทั่งนี่นะราคา 60 ล้าน
ปวดหัวตึบเลยแฮะ
อ่า ก็เตรียมใจไว้แล้วแหละ แต่ไม่นึกว่าจะเกินงบจริง ๆ
‘ต่อให้เทหมดหน้าตักก็ซื้อไม่ได้...’
ด้วยความหวังอันริบหรี่ ฉันลองเดินดูร้านที่เหลือจนทั่ว แต่สุดท้ายก็หาของที่เหมาะสมไปกว่าสร้อยคอเส้นนั้นไม่ได้
“บ้าชิบ! เวลาก็ยิ่งรัดตัวอยู่ ไม่ใช่ว่าขาดเงินแค่ไม่กี่บาทสักหน่อย”
ฉันเดินคอตกออกมาจากร้านอย่างหมดแรง
แต่แล้ว นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
ชัดเจนว่าเมื่อกี้ยังไม่เอะอะกันขนาดนี้ จู่ ๆ ล็อบบี้ห้างสรรพสินค้าก็เกิดเสียงฮือฮา
“หืม?”
การหาต้นตอของความวุ่นวายไม่ใช่เรื่องยาก
เพราะบุคคลที่เป็นศูนย์กลางของเหตุการณ์นั้น มีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นกระแทกตามาแต่ไกล
“กรี๊ด~ เอสเธอร์นี่นา!”
“ถ้าขอลายเซ็น เขาจะเซ็นให้ไหมนะ?”
“เฮ้ย ๆ ฮันเตอร์ด้วยกันอย่าไปขอลายเซ็นสิ!”
เส้นผมที่ย้อมเป็นสีไวน์แดงและชุดเดรสลวดลายหรูหราที่เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้า
แต่สิ่งที่ยืนยันสถานะได้ชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด ก็คือพลังเวทอันมหาศาลนั่น
‘อาฮะ ระดับ S โผล่มานี่เอง มิน่าล่ะถึงได้แตกตื่นกันขนาดนี้’
ฉันเจอกับหัวหน้ากิลด์ของหอคอยเวทมนตร์เกาหลีเข้าให้แล้ว
เธอกำลังลงมาจากทางเลื่อนอัตโนมัติพลางโบกมือทักทายฮันเตอร์รอบข้าง
‘ควรจะเข้าไปทักทายหน่อยไหมนะ?’
ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่ตั้งแต่จบงานตรวจสอบวัตถุโบราณคราวก่อน เอสเธอร์ก็มักจะส่งข้อความมาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบอยู่บ่อย ๆ
เพื่อตอบแทนความใส่ใจที่แสนเป็นกันเองนั้น ฉันเลยตัดสินใจจะเข้าไปทักทายเอสเธอร์
อาจเป็นเพราะแรงกดดันของระดับ S จึงไม่มีฮันเตอร์คนไหนกล้าเข้าไปใกล้เกินความจำเป็น ทำให้ฉันย่นระยะเข้าไปหาเธอได้ในพริบตา
“สวัสดีครับ คุณเอสเธอร์”
และแล้วเราก็เผชิญหน้ากัน
“บังเอิญจังเลยนะคะที่ได้เจอในที่แบบนี้ มาหาซื้อไอเทมเหรอคะ?”
แต่ทว่า...
ปฏิกิริยาของเอสเธอร์กลับต่างจากที่จินตนาการไว้ลิบลับ
ควับ
ทันทีที่ได้ยินคำทักทายของฉัน รอยยิ้มของเธอก็หุบลงแล้วสะบัดหน้าหนีทันที
‘อ้าว?’
จากนั้นเอสเธอร์ก็เบะปากทำหน้าไม่สบอารมณ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
ฉันเห็นแบบนั้นก็รีบกลืนน้ำลายลงคออย่างบ้าคลั่ง
‘ฉะ... ฉัน... ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่าเนี่ย? ไม่สิ แต่ช่วงที่ผ่านมาฉันก็ตอบข้อความทักทายกลับไปตลอดนะ!’
นึกว่าเรารักษาสัมพันธ์อันดีกันไว้แล้วแท้ ๆ พอเจอไม้นี้เข้าไปเล่นเอาทำตัวไม่ถูกเลยแฮะ
---
‘เชอะ!’
เอสเธอร์งอนตุ๊บป่องอยู่พักใหญ่
และต้นเหตุของสถานการณ์นี้ แน่นอนว่ามาจากมนุษย์ต่างดาวบางคน
<ประวัติการสนทนา>
[ฮันเตอร์คิมกิรยอ! วันนี้ทำอะไรอยู่คะ~~? คงไม่ได้จะบอกว่ากินข้าวเย็นเวลานี้หรอกใช่ไหมคะ? ฮ่าๆๆ]
[ครับ ตอนนี้กำลังกินซี่โครงหมูย่างกับคนรู้จักอยู่]
ใช่แล้ว กิรยอปฏิเสธคำเชิญร่วมโต๊ะอาหารของระดับ S มาตั้ง 3 ครั้งแล้วนี่นา...!
แน่นอนว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่บังเอิญเวลาไม่ตรงกันทุกรอบจริง ๆ
‘กระเดือกมื้อเย็นตอน 4 โมงเย็นเนี่ยนะ?’
เอสเธอร์ผู้ไม่รู้ความจริง ข้อได้แต่รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังตีตัวออกห่าง
‘ชิ!’
แต่ความจริงแล้ว เธอไม่ได้ไม่พอใจกับการปฏิบัติแบบนี้หรอก
การที่ผู้ตื่นรู้คนนั้นจะเย็นชาใส่ ก็ไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิดวันสองวัน จะมัวมาดีใจเสียใจกับเรื่องแค่นี้ไปคนเดียวก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา
‘ฮันเตอร์ที่ทั้งเก่งและมีเสน่ห์อย่างฉันชวนกินข้าวสักมื้อ แต่กลับเมินกันดื้อ ๆ แบบนี้เนี่ยนะ’
ซอเอสเธอร์เม้มปากแน่นพลางครุ่นคิด
‘สงสัยพวกชอบรุกเข้าหาคงไม่ใช่สเปกล่ะมั้ง!’
ถูกต้องแล้ว
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เธอทำหน้าตึงใส่
ที่ผ่านมาเธอพยายามเป็นฝ่ายเข้าหาเพื่อผูกมิตร แต่คิมกิรยอกลับดูไม่ค่อยยินดียินร้ายเท่าไหร่
เอสเธอร์เลยตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการเข้าหา
เธอตั้งใจจะเว้นระยะห่างกับเจ้าระดับ F นั่น เพื่อดึงดูดความสนใจยังไงล่ะ
“สวัสดีครับ คุณเอสเธอร์ บังเอิญจังเลยที่ได้เจอในที่แบบนี้ มาหาซื้อไอเทมเหรอครับ?”
แต่พอเอาเข้าจริง พอได้เจอกันซึ่ง ๆ หน้า การกระทำกลับไม่เป็นไปตามแผน
‘เอ๊ะ? ผะ... ผู้ชายคนนี้ทักเราก่อนเหรอ?’
ปกติแทบจะไม่เคยเป็นฝ่ายชวนคุย แต่จู่ ๆ มาทักทายก่อนแบบนี้ มันก็รู้สึกดีแปลก ๆ เหมือนกันแฮะ
ขืนไปเมินใส่ตอนนี้ เดี๋ยวจะกลายเป็นทิ้งโอกาสสนทนาอันมีค่าไปเสียเปล่า
“ทะ... ที่นี่... ก็แค่แวะมาทำธุระแป๊บเดียวค่ะ ความจริงแล้วฉันมาดูงานประมูลน่ะ”
สุดท้ายเอสเธอร์ก็ตอบกลับไปเหมือนปกติจนได้
“ในที่สุด [นกสีขาว] ก็ถูกนำมาประมูลแล้วค่ะ!”
“นกสีขาว?”
“ขึ้นชื่อว่าเป็นระดับ S ก็ควรจะมีไอเทมสำหรับเคลื่อนย้ายสักชิ้นไม่ใช่เหรอคะ? เพราะงั้นวันนี้เลยจะไปร่วมประมูลน่ะค่ะ”
ข้อได้เปรียบของการจัดอันดับฮันเตอร์คืออะไรกัน
เห็นแบบนี้ แต่เอสเธอร์ก็ยืนหนึ่งในฐานะฮันเตอร์อันดับ 2 ของเกาหลีเชียวนะ
เธอจึงได้รับสิทธิพิเศษมากมายจากสมาคม
“เพราะอย่างน้อยในเกาหลี ฉันก็เป็นเบอร์สองนี่คะ ฉันเลยเป็นผู้มีสิทธิเจรจาประมูลลำดับแรกค่ะ”
หนึ่งในนั้นก็คือสิทธิพิเศษต่าง ๆ เกี่ยวกับการประมูล
ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมการประมูลที่ต้องการได้ทันที หรือการได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม
“อาฮะ”
กิรยอแสดงความสนใจในเรื่องนั้นอย่างมาก เพราะเป็นระบบที่เขาเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก
“โรงประมูลที่ว่า คือตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามสี่แยกนั่นใช่ไหมครับ?”
เอสเธอร์จึงเอ่ยขึ้นว่า
“อ๋อ จะว่าไปคุณอยู่ระดับ F อันดับคงต่ำเกินไป คงไม่เคยไปประมูลสินะคะ”
ดูเหมือนว่าการจัดอันดับฮันเตอร์จะมีการถ่วงน้ำหนักตามระดับแรงค์อย่างมากสินะ
“คุณกิรยอ ถ้าอย่างนั้นถือโอกาสนี้ลองไปดูงานประมูลกับฉันไหมคะ?”
เอสเธอร์เอ่ยชวนเล่น ๆ โดยไม่ได้คาดหวังอะไร เธอไม่คิดว่าจะได้รับคำตอบแบบนี้กลับมา
“ครับ”
“หือ?”
“ถ้าคุณช่วยพาไป ผมก็ขอบคุณมากเลยครับ”
อีกฝ่ายตอบตกลงง่าย ๆ แบบนี้เลยเหรอ!
นี่มันโอกาสทองชัด ๆ ฮันเตอร์ที่ชื่อคิมกิรยอจะมีเวลาว่างตรงกันแบบนี้ จะมีโชคหล่นทับเป็นครั้งที่สองหรือเปล่าก็ไม่รู้?
“ตายจริง ไปจริง ๆ เหรอคะ?”
เอสเธอร์เก็บอาการดีใจไว้ไม่อยู่จนยิ้มแก้มปริแล้วเดินนำหน้าไป
~♪~ ♬♩~
“อ๊ะ ขอตัวคุยโทรศัพท์สักครู่นะคะ”
“เชิญครับ!”
แถมเรื่องที่ทำให้อารมณ์ดีก็ไม่ได้มีแค่นี้
เพราะหลังจากวางสาย ข่าวดีที่ได้ยินก็ทำเอามุมปากกระตุกยิก ๆ ด้วยความสะใจ
‘บ้าน่า กิลด์นีโอซิสเตอร์กล้าทำเรื่องบ้าบออย่างการปล่อยคิมกิรยอทิ้งไว้ที่ล็อบบี้ตั้ง 6 ชั่วโมงเลยเหรอ?’
ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!
เธอเข้าร่วมการประมูลด้วยอารมณ์ที่พุ่งแตะเพดานสูงสุด
---
“180 ล้าน, 180 ล้าน มีใครให้มากกว่านี้ไหมครับ?”
“195 ล้าน, 200 ล้าน, 205 ล้าน ตั้งแต่ตอนนี้จะปรับเพิ่มทีละ 10 ล้านนะครับ”
“280 ล้าน ปิดการประมูลครับ”
ไม่นานก็มาถึงโรงประมูล
เสียงของนักประมูลมืออาชีพดังก้องท่ามกลางบรรยากาศที่เคร่งขรึม
‘โอ้โห...’
คิมกิรยอที่นั่งลงแล้วคิดว่าที่นี่ดูคล้ายโรงหนังชอบกล
จอภาพขนาดใหญ่ด้านหน้า แสงไฟสลัว ๆ ถ้าเก้าอี้ไม่แข็งโป๊กคงเหมือนโรงหนังเป๊ะ
‘ที่ขึ้นอยู่บนจอนั่นคือราคาประมูลปัจจุบันกับข้อมูลสินค้าคร่าว ๆ สินะ?’
กิรยอกอดอกเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
แม้ในขณะนี้ นักประมูลจะกำลังดำเนินการประมูลสินค้าชิ้นใหม่อยู่ แต่บอกตามตรงว่าไม่ได้ดึงดูดความสนใจเท่าไหร่
เพราะทางนี้เพิ่งจะผ่านการประมูลที่มีหน่วยเงินต่างกันราวฟ้ากับเหวมาหมาด ๆ
“ฮันเตอร์เอสเธอร์ แล้วถ้าประมูลได้ จะไปแลกของที่ไหนเหรอครับ?”
“พอจบการประมูลจะมีประกาศแจ้งแยกต่างหากค่ะ”
คิมกิรยอนึกย้อนไปถึงการประมูลไอเทมนกสีขาวเมื่อสักครู่นี้
-อึก! 5,100 ล้าน!
-6,000 ล้าน
-6,600... 6,600 ล้านครับ!
-7,000 ล้าน
-อ๊ากกก!
-อือออ...
การประมูลรอบที่แล้วเรียกได้ว่าเป็นการบดขยี้ฝ่ายเดียว
เอสเธอร์เพิ่มราคาขึ้นทีละหลายร้อยล้านอย่างหน้าตาเฉย จนคว้าสิทธิ์ครอบครองไอเทมไปครองทุกครั้งที่มีผู้ท้าชิงหน้าใหม่โผล่มา
‘เป็นหัวหน้ากิลด์นี่รวยจริง ๆ แฮะ’
ฮันเตอร์ระดับ F คนหนึ่งในที่นี้ แม้ภายนอกจะดูเหมือนคนเลือดเย็น แต่พอลองผ่าสมองดูข้างใน กลับเต็มไปด้วยความคิดไร้สาระเป็นประจำ
‘อิจฉาชะมัด’
ในขณะที่คิมกิรยอกำลังหมั่นไส้ความรวยของเอสเธอร์อยู่นั้นเอง
“ขอแนะนำสินค้าชิ้นต่อไปครับ”
บนเวทีเบื้องหน้ามีไอเทมชิ้นใหม่ถูกยกขึ้นมา
หนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งที่ขอบเดินเส้นด้วยทองคำ
ทันทีที่หนังสือนั้นปรากฏตัว ทั่วทั้งฮอลล์ก็เกิดเสียงฮือฮา
“เฮ้ย นั่นมัน ‘คัมภีร์ผนึกมาร’ นี่!”
“ไม่เห็นมีข่าวเลยว่าจะมีของแบบนี้หลุดออกมา?”
“โธ่เว้ย ถ้ารู้แบบนี้เมื่อกี้ไม่น่าทุ่มเงินประมูลไปเลย...!”
แถมคนที่ตื่นเต้นไม่ได้มีแค่พวกฮันเตอร์เหล่านั้น
“ของสิ่งนั้น คุณคิดว่ายังไงคะ?”
เอสเธอร์รีบขอคำแนะนำจากพนักงานทันทีที่สินค้าชิ้นสุดท้ายถูกเปิดเผย
ทุกครั้งที่มาร่วมประมูล เธอจะหนีบนักประเมินของกิลด์มาด้วยเสมอ
“สุดยอดไปเลยครับ! [คัมภีร์เวทที่ถูกผนึก] ระดับแรร์เชียวนะครับ วันนี้ไม่มีขาใหญ่เจ้าอื่นอยู่ด้วย คงคว้ามาได้ง่าย ๆ เลยครับ”
เอสเธอร์ยกยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจเมื่อได้ยินคำยืนยันจากนักประเมินมืออาชีพที่พามาด้วย
และเพียงไม่กี่วินาทีต่อมา การประมูลไอเทมชิ้นสุดท้ายก็เริ่มต้นขึ้น
“ราคาเริ่มต้นที่ 2,300 ล้าน เพิ่มราคาครั้งละ 10 ล้านวอนครับ”
สิ้นเสียงนักประมูล ผู้คนต่างพากันยกมือขึ้นพรึ่บพรั่บ
ราคาประมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างดุเดือด
แต่เอสเธอร์คิดว่าไม่ว่าพวกมดปลวกจะปั่นราคาขึ้นไปเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เพราะในที่นี้ ไม่มีใครเอาชนะอำนาจเงินทุนของกิลด์ใหญ่อย่างหอคอยเวทมนตร์เกาหลีได้อยู่แล้ว
‘อย่าเพิ่งรีบปั่นราคาตั้งแต่แรก รอให้กระแสมันซาลงหน่อยค่อยลงสนามดีกว่า’
เอสเธอร์กระดิกเท้าอย่างอารมณ์ดี รอจังหวะช้าไปหนึ่งก้าวแล้วค่อยยกมือขึ้น
แต่ทว่า กลับมีบุคคลหนึ่งเข้ามาขัดจังหวะการประมูลของเจ้าหอคอยเวทมนตร์
หมับ
“เดี๋ยวก่อนครับ”
คิมกิรยอพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทันทีที่เห็นเธอยกมือ
“อย่าประมูลนะครับ”